จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 111, 112, 115, 116, 117, 118, 120 และ 241 วรรคหนึ่ง และการยกเลิกมาตรา 113 และ 114 นอกจากนี้ยังเรียกร้องการแก้ไขมาตรา 237, 68 และ 26 เพื่อให้บุคคลมีสิทธิเท่าเทียมกัน
ฝ่ายค้านครับ ผมขอนิดเดียวขอ ๘ นาทีเท่านั้นเอง เพราะว่าการแก้รัฐธรรมนูญเริ่มมาตั้งแต่ ปี ๒๕๕๑ ซึ่งผมก็ได้เริ่มดำเนินการเหมือนกัน สรุปแล้วการแก้รัฐธรรมนูญมีทั้งหมดขณะนี้ ๖ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ ผมก็ถูกยื่นชื่อถอดถอนไป และครั้งที่ ๓ ผมก็ได้ร่วมกับรัฐบาลชุดที่แล้ว รับหลักการ แล้วก็ลงมติเห็นชอบในการแก้ไขครั้งที่แล้ว เพราะฉะนั้นในวันนี้ผมก็ได้ร่วมลงชื่อ เพื่อเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน ดังนั้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้สมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้งก็ได้ถูกตั้งข้อกล่าวหาอยู่ ๔ ข้อ ข้อที่ ๑ ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าเป็นการเสพอำนาจ ทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ข้อที่ ๒ อาศัยฐานเสียงของการเมือง ข้อที่ ๓ สมาชิกวุฒิสภา ชุดปัจจุบันไม่น่าเชื่อถือและล้มเหลว และอันสุดท้ายก็คือสมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่งที่ลงชื่อ เสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เป็นการแก้ไขเพื่อต่างตอบแทน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอภิปราย ในวันนี้ก็เนื่องจากว่ามีการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ในเรื่องด่วนที่ ๑ ก็คือการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ และมาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๒๔๑ วรรคหนึ่ง และเป็นการยกเลิกมาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ ซึ่งเป็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามาได้ ๒ ทาง รวม ๑๕๐ คน ๑. มาจากการสรรหา ๗๔ คน ๒. มาจากการเลือกตั้งอีก ๗๖ คน ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ก็มีปัญหาเนื่องจากว่าการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ประชาชนส่วนหนึ่งก็อยากจะให้มีการเลือกตั้งทั้งหมด แต่ว่าสิ่งเหล่านี้ผมก็ได้พิจารณาแล้วว่า สมาชิกวุฒิสภามา ๒ ทางอย่างที่ว่า ทางที่ ๑ มาจากการสรรหา ๗๔ คนจากการคัดเลือก ขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ๗ องค์กร ซึ่งประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้พิพากษา ในศาลฎีกาซึ่งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามอบหมาย ๑ คน ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดซึ่งที่ประชุมใหญ่ ในศาลปกครองสูงสุดได้มอบหมายให้อีก ๑ คนเป็นคนคัดเลือก เพราะฉะนั้นจากประเด็นดังกล่าวนี้ ผมก็เห็นว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งต้องครบวาระแล้วก็ดำรงตำแหน่งได้ในครั้งเดียว แต่สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาก็ได้มีบทเฉพาะกาลไว้ในมาตรา ๒๙๗ ก็คือในวาระเริ่มแรก ให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหามีวาระครบ ๓ ปีนับแต่วันเริ่มต้นสมาชิกภาพ และมิให้ นำบทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่า ๑ วาระมาใช้บังคับกับบุคคล ดังกล่าวในการสรรหาในคราวถัดไปหลังจากสิ้นสุดสมาชิกภาพ จึงเห็นได้ว่าสมาชิกวุฒิสภา สรรหาครั้งแรกเข้าดำรงตำแหน่งก็คือวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ แล้วก็สิ้นสุดในวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ จากนั้นแล้วจากบทเฉพาะกาลดังกล่าวก็ได้รับการสรรหาเข้ามาใหม่อีก เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๔ จำนวน ๓๓ ท่าน จึงเห็นได้ว่าจากที่กฎหมายได้กำหนดเช่นนี้ จึงทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นในการบัญญัติกฎหมายกับสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงจากประชาชนจำนวน ๗๖ คนจากจังหวัดละคน เพราะฉะนั้นการกระทำดังกล่าว ของคณะกรรมการสรรหาผมเห็นว่าใช้สิทธิในการเลือกตั้ง ในการคัดเลือกสมาชิกวุฒิภา ๒ ครั้ง ก็คือครั้งที่ ๑ ใช้สิทธิในการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหา และครั้งที่ ๒ ก็ใช้สิทธิในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง เป็นการใช้สิทธิ ๒ ครั้ง เมื่อเทียบกับประชากรจำนวน ๖๓ ล้านคน หรือ ๔๗ ล้านคน ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง และ ๗ คนไปใช้สิทธิแบบสรรหา ๗๔ คนนี่ผมคิดว่าเกิดความไม่เท่าเทียมกัน ก็คือวัน แมน วัน โหวต (One man one vote) ตามหลัก ดังนั้นผมจึงเห็นว่าในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนี้ตามเรื่องด่วนที่ ๑ ผมจึงเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ ส่วนร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ ปัจจุบัน บัญญัติให้การกระทำ หนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การลงทุน หรืองบประมาณประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ต้องได้รับ ความเห็นชอบของรัฐสภา ในทางปฏิบัติปัจจุบันมีปัญหาในการทำความตกลงระหว่างประเทศ หลายเรื่อง เกิดความล่าช้า และเกิดความเสียหายแก่ประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม สมควรที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมและกำหนดให้มีพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เป็นไป ตามสัญญา ต้องได้รับความเห็นของรัฐสภา ดังนั้นการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ ในครั้งนี้ กระผมจึงขอให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและรวดเร็ว
ส่วนเรื่องที่ ๓ ก็คือร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๓๗ วรรคสอง ว่าด้วยการยุบพรรคการเมืองและการเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง ของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองในกรณีที่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่วนการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรานี้ ผมก็เห็นด้วย เนื่องจากว่าผู้กระทำผิดย่อมได้รับผิดตามกฎหมาย ส่วนผู้ที่ไม่ได้กระทำความผิด ก็สมควรที่จะได้อยู่ทำหน้าที่บริหารพรรคต่อไป ไม่สมควรที่จะไปยุบพรรคดังกล่าว และการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๖๘ เช่นเดียวกัน ในการยื่นเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุด ตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้นผมก็เห็นว่าอัยการสูงสุดเป็นหน่วยงานองค์กรอิสระก็ควรจะมี การถ่วงดุลอำนาจกับศาลรัฐธรรมนูญ การที่จะยื่นเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น ก็ควรจะให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจระหว่าง อัยการสูงสุดกับศาลรัฐธรรมนูญ ผมก็เห็นด้วยในการที่จะให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ ในครั้งนี้
ส่วนเรื่องสุดท้าย คือมาตรา ๒๖ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย การใช้อำนาจ โดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ ตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ แล้วก็มาตรา ๒๘ บุคคลย่อมอ้างสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น และที่สำคัญก็คือมาตรา ๒๙ การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้ เพราะฉะนั้น การที่สมาชิกวุฒิสภาถูกจำกัดให้ปฏิบัติหน้าที่ดำรงตำแหน่งได้วาระเดียวก็ถือว่าเป็นการจำกัดสิทธิ แล้วก็มาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญ บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครอง ตามกฎหมายเท่าเทียมกัน สิ่งนี้ละครับที่ผมอยากจะให้มีการแก้ไขว่าทุกคนจะได้มีสิทธิ เท่าเทียมกันครับ เพราะฉะนั้นร่างด่วนที่ ๑ ร่างด่วนที่ ๒ และร่างด่วนที่ ๓ ผมจึงขอสนับสนุน ให้มีการแก้ไข แล้วก็ได้ลงชื่อให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เหมือนกับทุกครั้ง ที่ผมได้ลงชื่อเพื่อให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เริ่มตั้งแต่วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๑ เป็นต้นมา