จตุพร เจริญเชื้อ หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีใจความหลักคือ รัฐธรรมนูญสามารถแก้ไขได้ตามมาตรา ๒๙๑ และการแก้ไขครั้งนี้เป็นการแก้ไขเพื่อให้เป็นไปตามหลักของประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จตุพร เจริญเชื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออภิปรายเพื่อสนับสนุนและเห็นด้วยกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญแบบรายมาตราทั้ง ๓ ฉบับในวันนี้ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่ารัฐธรรมนูญนั้น สามารถแก้ไขได้หรือไม่ คำตอบก็อยู่ในตัวรัฐธรรมนูญเอง ในหมวด ๑๕ มาตรา ๒๙๑ เขาได้ อธิบายถึงหลักเกณฑ์และวิธีการสำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผู้ที่จะยื่นญัตติสำหรับการแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้นประกอบไปด้วย ๑. คณะรัฐมนตรี และ ส.ส. ลงลายมือชื่อกันไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ ของ ส.ส. และกลุ่มที่ ๒ ก็คือ ส.ส. และ ส.ว. ลงลายมือชื่อกันไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๕ และนอกจากนั้นก็ยังเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน ๕๐,๐๐๐ คน ก็สามารถที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เพราะฉะนั้นผมจึงกราบเรียนต่อท่านประธานว่า ผมขอยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นสามารถแก้ไขได้ตามมาตรา ๒๙๑ แต่ว่ากระบวนการแก้ไขนั้น เขาก็มีเงื่อนไขว่าถ้าเป็นการแก้ไขในลักษณะของการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง จากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นจะกระทำไม่ได้ ที่ผ่านมานั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการแก้ไขมาบ้างแล้วหรือยัง คำตอบคือมีการแก้ไขมาแล้วครับ ในปี ๒๕๕๓ ขณะนั้นรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการยื่นแก้ไข ในลักษณะเป็นแบบรายมาตรา ขณะนั้นยื่นแก้ไข ๒ มาตราตามข้อเสนอของคณะกรรมการ สมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปทางการเมือง ซึ่งเขากำหนดมาให้ ๖ มาตรา แต่ว่ารัฐบาลขณะนั้น เลือกแก้ไขเพียง ๒ มาตรา คือมาตราในหมวดที่บอกถึงกระบวนการแล้วก็การเลือกตั้ง ส.ส. แบ่งจากระบบเขตที่เรียกว่า เขตใหญ่เรียงเบอร์มาเป็นระบบวัน แมน วัน โหวต จำนวน ส.ส. แบบเขตลดลงจาก ๔๐๐ เหลือ ๓๗๕ คน และเพิ่มบัญชีรายชื่ออีก ๑๒๕ คน อีกมาตราหนึ่ง ที่ถูกแก้ไขก็คือมาตรา ๑๙๐ อันนั้นคือการแก้ไขเมื่อปี ๒๕๕๓ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงสามารถแก้ไขได้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเอง วันนี้พวกเราเสนอขอแก้ไขทั้งหมด ๓ เรื่อง อันที่จริงตัวรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มีการร่างมาเมื่อปี ๒๕๕๐ หลาย ๆ มาตรานั้นก็ถือว่าร่างออกมาได้ดี แต่หลายมาตรานั้นก็ขัดต่อหลักที่เรียกว่าหลักของประชาธิปไตย หลายมาตราก็ขัดต่อหลัก ที่เรียกว่าหลักนิติธรรมและอีกหลายมาตราก็ขัดต่อการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะฉะนั้น กระบวนการแก้ไขครั้งนี้จึงเป็นการแก้ไขเพื่อให้เป็นไปตามหลักของประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม นิติรัฐ เป็นหลัก สำหรับประเด็นในเรื่องที่มีการพูดคุยกันมากก็คือประเด็นของมาตรา ๖๘ เมื่อวานนี้กลุ่มที่เรียกว่ากลุ่ม ๔๐ ส.ว. ก็ได้ไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อที่จะคัดค้าน แล้วก็ให้ระงับกระบวนการเหล่านี้ไว้ หลักที่เขาไปยื่นก็คือเขาเห็นว่ากระบวนการ แก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ นั้นจะนำมาซึ่งการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งผมถือว่าข้อกล่าวหานี้รุนแรงมาก รุนแรงเหลือเกิน ท่านขอให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้นยกเลิกการกระทำดังกล่าวนี้เสีย แล้วก็ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ได้ยุบพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง ๖ พรรคการเมือง คือ พรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนา พรรคพลังชล พรรคมหาชน และพรรคประชาธิปไตยใหม่ด้วย ผมอยากจะ กราบเรียนต่อท่านประธานว่าอันที่จริงมาตรา ๖๘ที่มีการขอแก้ไขครั้งนี้ไม่ได้มีอะไรเลยนะครับ เราแก้ไขเพื่อให้เกิดความชัดเจนในเรื่องของการตีความ เพราะที่ผ่านมานั้นมาตรา ๖๘ จริง ๆ ก็เขียนชัดเจน เพียงแต่ว่าคนก็สามารถตีความไปได้อีกหลายแบบมาก ของเดิมเขาเขียน ผมไม่อ่านทั้งหมดนะครับ ผมจะอ่านหลักสำคัญของมาตรา ๖๘ ของเดิมเขาเขียนว่า ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าว ย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย อันนี้คือของเดิม ของใหม่แก้ไขคำว่า และ เพราะว่ามีคนไป ตีความหมายของคำว่า และ เป็นคำว่า หรือ เราก็แก้ไขให้ชัดเจนขึ้นว่า ในกรณีที่บุคคล หรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิ เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่ออัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว เห็นว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อวรรคหนึ่ง ให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการ ก็เพียงแต่ว่าเพิ่มข้อความเพื่อให้เกิดความชัดเจนจะได้ไม่ต้องมาถกเถียงกัน จะได้ไม่ต้อง มาตีความกันว่าแท้ที่จริงแล้วกระบวนการในการยื่นศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอย่างไร เพราะเมื่อปีที่ผ่านมามีการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ จากพวกเราเหมือนเดิม นี่ละครับ แล้วก็มีการยื่นไป แต่ว่าก็มีกระบวนการในการไปยื่นคัดค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญเองท่านก็วินิจฉัยบอกว่าท่านสามารถตีความได้ว่าการคัดค้านการยื่นมานั้น สามารถยื่นทั้งต่ออัยการก็ได้ ต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงก็ได้ เราก็ทำให้เกิดความชัดเจน ว่าต่อไปนี้กระบวนการยื่นคัดค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องไปสู่กระบวนการ คือยื่นไป ที่อัยการสูงสุดเสียก่อน หลังจากอัยการสูงสุดพิจารณาแล้วมีมูลก็ส่งมาที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยสั่งการต่อไป นี่คือมาตรา ๖๘ ที่มีการแก้ไขในครั้งนี้ แต่ก็น่าแปลกใจว่า เมื่อวานมีคนไปยื่นตอนเช้า แต่พอตอนบ่ายเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญก็ออกมา ให้สัมภาษณ์ทันทีนะครับ เร็วมากเลยนะครับ ท่านชวนะ ไตรมาส เลขาธิการสำนักงาน ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านก็บอกว่าได้ดำเนินการตรวจสอบข้อคำร้องเป็นที่ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว และเตรียมที่จะนำเสนอคำร้องดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุมของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ ๓ เดือนเมษายน ก็คือวันนี้นะครับ เวลา ๑๕.๐๐ นาฬิกา ผมรู้สึกแปลกใจมาก ว่ากระบวนการรับคำร้องและกระบวนการในการวินิจฉัยนั้นใช้เวลาอย่างรวดเร็วทันใจ ซึ่งมันก็มีกรณีที่เทียบเคียงกัน สมัยนั้นท่านจำได้ไหมครับ สมัยม็อบ (Mob) เสธ. อ้าย ขณะนั้นมีการเตรียมการในการที่จะชุมนุมใหญ่ แล้วก็ให้เหตุผลว่าต้องการที่จะแช่แข็งประเทศ ต้องการที่จะล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วก็มีการนัดชุมนุมกันในวันที่ ๒๔ เดือนพฤศจิกายน ก่อนการชุมนุมก็มีคนไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ในวันที่ ๑๕ เดือนพฤศจิกายน ก่อนการชุมนุมตั้ง ๙ วัน แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็รับเรื่องไว้นะครับ แต่บอกว่าขอตรวจสอบ ความถูกต้องครบถ้วนของเอกสารเสียก่อน ๙ วันนะครับ ไปยื่นวันที่ ๑๕ แล้วในที่สุด วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ก็มีการชุมนุม ในที่สุดศาลก็ยกคำร้อง ทั้ง ๆ ที่เจตนาของการชุมนุมครั้งนั้น เป็นการต้องการที่จะแช่แข็งประเทศไทย เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่ากระบวนการแก้ไข รัฐธรรมนูญนั้น รัฐสภาคือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภานั้นสามารถ แก้ไขได้ตามบทบัญญัติของมาตรา ๒๙๑ ในรัฐธรรมนูญเอง ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ควรที่จะต้องเข้ามาก้าวล่วงอำนาจกระบวนการเหล่านี้ ซึ่งเป็นกระบวนการปกติมาก ของรัฐสภาในการที่จะแก้ไขกฎหมาย อันที่จริงรัฐสภาสามารถแก้ไขได้เยอะแยะไปหมดเลยนะครับ แม้กระทั่งเพิ่มอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญก็สามารถทำได้ ก่อตั้งศาลขึ้นมาใหม่ก็สามารถทำได้ หรือแม้กระทั่งยุบเลิกศาลก็สามารถทำได้ เพราะมันเป็นอำนาจหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้ เพราะฉะนั้นผมจึงกราบเรียนต่อท่านประธาน แล้วก็ ขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ ในครั้งนี้ที่เรา ขอยื่นแก้ไขนั้น ไม่มีอะไรเลยที่จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าจะเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข มันเป็นเพียงการเขียนถ้อยคำ ให้เกิดความชัดเจนสำหรับกระบวนการดำเนินการของศาลเท่านั้นเองนะครับ ผมขอยืนยัน อีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ขอรอดูว่าวันนี้บ่ายสามโมง ศาลรัฐธรรมนูญท่านจะมีคำวินิจฉัยออกมาอย่างไร ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนคนทั้งประเทศก็คงจะไม่สบายใจนักกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในขณะนี้ และส่วนหนึ่งเองก็ค่อนข้างที่จะมีความโต้แย้งกับศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีคอนฟลิคท์ (Conflict) อะไรกันเดิมอยู่แล้วนะครับ ผมจึงขอกราบเรียนยืนยันกับท่านประธาน แล้วก็ขอสนับสนุน การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ เรื่อง สำหรับการแก้ไขครั้งนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับท่านครับ