อิสสระ สมชัย หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีคำถามเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปัจจุบันและข้อกังวลเกี่ยวกับการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ แต่รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้เสนอ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม อิสสระ สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้เป็นวันที่ ๓ แล้วครับท่านประธานที่รัฐสภาแห่งนี้ได้ทำการพิจารณา ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รวม ๓ ฉบับ ผมได้ติดตามฟังผู้อภิปรายมาโดยตลอด บางท่านก็พูดดูประหนึ่งว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นมันจะทำไม่ได้ ถึงขั้นเรียกร้องไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าที่เราแก้นี้แก้เรียงมาตราแล้ว ไม่ใช่แก้ทั้งพวงเหมือนที่เคยขอแก้ มาตรา ๒๙๑ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญที่แก้ไขวันนี้ ฉบับปี ๒๕๕๐ นั้นไม่ใช่ครั้งแรกที่มี การแก้ แก้ไปครั้งหนึ่งแล้วครับสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตอนนั้นแก้ไป ๒ ประเด็นครับ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือแก้ไขเขตเลือกตั้งจากเขตใหญ่มาเป็นเขตเล็ก เขตละ ๑ คน และอีกเรื่องหนึ่งที่แก้ไข ก็คือแก้ไขในมาตรา ๑๙๐ เพราะเห็นว่ามาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญนั้นมันเป็นอุปสรรคในการทำงานของรัฐบาลมากพอสมควร เนื่องจากว่า ในมาตรา ๑๙๐ ที่แก้ครั้งนั้นมันเป็นผลพวงมาจากว่าการทำงานของรัฐบาลเวลาไปติดต่อ ต่างประเทศ กรอบการเจรจาก็ดี การทำสัญญาก็ดี ได้ถูกทักท้วงจากสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ว่าข้อตกลงทั้งหลายกรอบการเจรจาทั้งหลายนั้นจะต้องได้รับความเห็นชอบผ่านรัฐสภา เสียก่อน ซึ่งสภาสมัยนั้นก็ได้ให้ความเห็นชอบจึงได้มาทำการแก้ไขนะครับ ได้กำหนดไว้ ในรายละเอียดซึ่งเราก็ใช้มาจนถึงทุกวันนี้ ก่อนหน้านี้ไม่มีการแก้เราคงจะจำได้นะครับ สมัยนั้นได้มีการไปทำเอฟทีเอ ระบบเสรีการค้าหลาย ๆ ประเทศ แต่ประเทศที่ทำให้เรา เสียเปรียบมากที่สุดคือประเทศจีน ระบบเสรีทางการค้า ท่านประธานครับ จากการไปทำเอฟทีเอกับประเทศจีน หลังจากทำเสร็จปรากฏว่า พืชผลทางการเกษตรจากประเทศจีนเข้ามาตีตลาดในเมืองไทย ทำให้เกษตรกรในประเทศไทย เสียหายอย่างมาก โดยเฉพาะทางภาคเหนือไม่ว่าจะเป็นหัวหอมหรือกระเทียมนี่ละครับ เพราะฉะนั้นจึงได้มีความคิดว่าต่อไปนี้จะต้องมีการแก้ไขบังคับว่ารัฐบาลจะไปทำสัญญา เรื่องการค้าก็ดีหรือเรื่องต่าง ๆ ก็ดี จะต้องกำหนดกรอบเจรจา โดยรัฐสภาจะต้องให้ ความเห็นชอบด้วยนะครับ นั่นแก้ไขไปแล้ว ๒ ครั้ง ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ยื่นมา ๓ ฉบับในวันนี้ผมได้มาดูแล้วว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันนี้มันไม่ได้เป็นอุปสรรคในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลเลยครับ ทำไม ผมถึงกล่าวเช่นนั้น เพราะว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญนะครับมันมีทำมาได้ ๔ ทาง ทางที่ ๑ โดยคณะรัฐมนตรี ทางที่ ๒ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๑ ใน ๕ ของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ ทางที่ ๓ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ๑ ใน ๕ ของจำนวนสมาชิกสองสภารวมกัน และทางที่ ๔ เสนอโดยประชาชนจำนวน ๕๐,๐๐๐ คนขึ้นไปลงชื่อเสนอเข้ามาแก้ จะแก้ มาตราไหนก็แก้เข้ามา แต่ปรากฏว่าทั้ง ๓ ฉบับที่เสนอเข้ามานี้ ท่านประธานครับ ที่ผมบอกว่า ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ไม่ปรากฏว่ามีฉบับใดรัฐบาล เป็นผู้เสนอเลย เช่น ฉบับแรกแก้ไขในมาตรา ๖๘ มาตรา ๒๓๗ คนเสนอคือใครครับ คือ คุณดิเรก ถึงฝั่ง วุฒิสมาชิกฉบับที่ ๒ แก้ไขในมาตรา ๑๙๐ คนเสนอคือ นายประสิทธิ์ โพธสุธน เป็นสมาชิกวุฒิสภา ฉบับที่ ๓ แก้เรื่องวุฒิสมาชิกครับ เรื่องการดำรงอยู่ของสมาชิก วาระ การเป็นสมาชิก หรือที่มาของวุฒิสมาชิก อันนี้แปลกนะครับแทนที่จะเป็นวุฒิสภาขอเสนอขอแก้ กลายเป็นว่าผู้แทนราษฎรเป็นคนขอแก้คือ นายอุดมเดช รัตนเสถียร แทนที่เรื่องของตัวเอง แท้ ๆ ส.ว. กลับไม่แก้ กลับไปให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นคนแก้ให้ ผมก็เลยอยากจะ เรียกว่าเป็นรัฐธรรมนูญแก้ไขฉบับสมยอมกันหรือเปล่าครับ วนไปเวียนมา ท่านประธานครับ ไม่ปรากฏว่ามีฉบับใดรัฐบาลเป็นผู้เสนอ ก็แสดงว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ใช้ปัจจุบันนี้ไม่ได้เป็น อุปสรรคในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลเลย จะมีก็เพียงบางมาตราครับที่มันเป็น อุปสรรครัฐบาลเวลานี้ก็คือมาตรา ๗๕ มาตรา ๗๕ ซึ่งรัฐบาลไม่ยอมรายงานผลการดำเนินงาน ภายใน ๑ ปี ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๕ อ้ายตรงนี้ละครับถ้าว่าจะเป็นอุปสรรค ก็คือมาตรานี้ ถ้ารัฐบาลอยากจะแก้ก็คงอยากจะแก้มาตรานี้ เพราะว่าหลีกเลี่ยงมาเกือบ ๒ ปี แล้วยังไม่รายงานต่อสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะเรียนให้ทราบว่า การแก้เป็นรายมาตรานั้นสามารถแก้ได้ แต่ว่าในประเด็นที่แก้ไขนั้นรัฐสภาจะให้ความเห็นชอบ หรือไม่ นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งถือว่าแก้แล้วไม่มีการขัดรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๙๑ แต่ประการใด ผมอยากจะกราบเรียนว่าหลังจากได้มีการยื่นเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ามาทั้ง ๓ ฉบับแล้วนะครับ การอภิปรายหลายท่านพยายามพาดพิงไปถึงศาลรัฐธรรมนูญตลอดเวลา ผมก็ขอเรียน ให้ท่านประธานได้ทราบนะครับว่าผู้อภิปรายหลายท่านได้มีการพาดพิงไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ บางครั้งลักษณะพูดข่มขู่ด้วยซ้ำไป ท่านประธานครับ เช่นนี้นะครับผมได้รับเมสเสจนี่ครับ เมื่อเวลา ๑๐.๔๔ นาฬิกา พท. ขู่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องปมแก้รัฐธรรมนูญประเทศวุ่น เขาบอกประเทศวุ่น คือถ้าไปรับพิจารณาประเทศวุ่นแน่ ต่อมาอีกนะครับ บอกว่าดิเรก บอกนองเลือดแน่ ดิเรกนี้คงจะเป็นคนเดียวนี่กระมังครับ คนที่เสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญนี่ครับ คงเป็น ดิเรก ถึงฝั่ง นี้หรือเปล่าไม่ทราบนะครับ แต่ข่าวบอกอย่างนี้ว่า ดิเรกบอกว่า นองเลือดแน่ เอากันขนาดนั้นหรือครับท่านประธาน ถ้าเป็นดิเรกคนที่เสนอแก้ไข รัฐธรรมนูญนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่งนะครับ โดยความเป็นวุฒิสมาชิกท่านน่าจะมี วุฒิภาวะที่สูงกว่านี้ แม้กระทั่งการแก้รัฐธรรมนูญนะครับ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับที่มาที่ไป ของวุฒิสมาชิก มันใกล้จะสิ้นอายุก็มีการเคลื่อนไหวให้มีการแก้ แก้เพื่อจะให้ตนเองมีโอกาส ได้มาสมัครอีกต่อหนึ่งหรืออย่างไร ผมฟังวุฒิสมาชิกนะครับ วันนี้หรือตั้งแต่วันที่ ๑ มาจนถึง วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นสายเลือกตั้งหรือสายสรรหา ผมเห็นใจฝ่ายสายสรรหานะครับ ผมร่วมงาน กับท่านมาในสภานี้ตลอด ผมเห็นท่านขยันขันแข็งไม่มีจุดใดที่ท่านได้ทำความเสียหายให้กับ สภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ แต่ก็ถูกเสียดสี เหน็บแนมตลอดเวลา ที่แก้ไขเรื่องวุฒิสมาชิก เรื่องการครบวาระแล้วจะมีโอกาสสมัครต่ออีก ผมบอกว่าทำไมท่านไม่ทำอย่างองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นครับ สมัยหนึ่งซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เคยทำเรื่องกระจายอำนาจ ท่านประธานครับ เรื่องการดำรงตำแหน่งของผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เมื่อจะลดอายุผู้ใหญ่บ้าน กำนันว่าให้มาอยู่ในวาระ ๕ ปี เขาบอกว่าคนที่ดำรงอยู่ครบวาระให้อยู่ต่อไป แต่คนที่ จะมาใหม่นั้นต้องมาเริ่มนับ ๑ ใหม่ เพราะฉะนั้นถ้าจะมีการแก้ไขเรื่องวุฒิสมาชิกนี้ ให้ท่านแสดงสปิริต (Spirit) นะครับ จะเป็นสรรหาก็ดี หรือจะเป็นเลือกตั้งก็ดี ท่านไม่ควร จะใช้กฎหมายฉบับนี้ให้เป็นประโยชน์กับตัวเองในการเลือกตั้งครั้งต่อไป บอกว่ากฎหมาย ฉบับนี้ถ้าแก้ได้ทุกท่านจะต้องไม่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ ต้องไปนับ ๑ ใหม่ เหมือนคนอื่นครับ นี่ครับท่านประธานครับ มีการพูดกันมากในมาตรา ๖๘ ผมกราบเรียน กับท่านประธานว่าผมก็มีความรู้สึกไม่แตกต่างจากเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่ได้อภิปราย เรื่องนี้ ท่านประธานครับ โดยมาตรา ๖๘ นี้ว่าด้วยหมวดเรื่องสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ผมอยากจะกราบเรียนว่าสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญนั้นเขาเขียนไว้ ๒ ช่องทาง ช่องทางที่ ๑ บอกว่าบุคคลใดจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มา ซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขาบอกว่ากรณีดังกล่าวนี้ถ้าใครพบเห็นใครรู้ก็ต้องไปแจ้ง เขาบอกว่า ให้ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง ถามว่าถ้ามายื่นให้อัยการสูงสุดหรือยื่นแล้วมันไม่มีความคืบหน้า เรื่องมันจบอย่างนั้น ใช่ไหมครับ ก็ไม่ได้จบนะครับ ก็ยังมีข้อความต่อมาอีกนะครับ และยื่นคำร้องขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไว้แล้ว ถ้าจะไปฝากไว้เฉพาะอัยการ ถ้าเกิดอัยการไม่ทำงานล่ะครับ ไม่รับวินิจฉัยให้ ปล่อยเอาไว้อย่างนั้น แช่เอาไว้อย่างนั้น เมื่อเหตุการณ์มันบานปลายไปใหญ่โตจะแก้ไขปัญหานี้ได้หรือครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น ศาลรัฐธรรมนูญถึงบอกว่าเมื่อประชาชนเองพบเห็นแล้วแจ้งอัยการสูงสุดแล้ว แต่อัยการ สูงสุดไม่ดำเนินการให้ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญในมาตรา ๖๘ ที่จะยื่นต่อ ศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง และศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ตัดสินอย่างนี้มาแล้ว แล้วทีนี้การแก้ครั้งนี้ ถ้าไม่แก้ตัดออกเลยครับ เพราะว่าต่อไปนี้ให้ใช้อัยการสูงสุดอย่างเดียว มีหลายท่าน ได้อภิปรายถึงว่าการทำงานของอัยการสูงสุดทุกวันนี้ ผมกราบเรียนกับท่านทั้งหลายนะครับ ไม่ใช่เฉพาะผม ไม่ใช่เฉพาะหลาย ๆ ท่านหรอก แม้กระทั่งชาวบ้านเขาก็บอกว่าอัยการดี ๆ ก็มีเยอะ แต่บางคนเขาเรียกว่าเป็นอัยการพาณิชย์ก็มี เขาบอกว่าเป็นบางคนนะครับ แล้วประชาชนจะมาหวังพึ่งได้อย่างไรกรณีอย่างนี้ ท่านเคยจำคดีสำคัญคดีหนึ่งได้ไหมครับ คดีหมอผัสพรถูกฆ่า หมอผัสพรถูกสามีซึ่งเป็นนายแพทย์ฆ่า ทั้งพยานต่าง ๆ ทั้งเอกสาร ต่าง ๆ จนกระทั่งกองพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ไปสอบสวนหลักฐานข้อเท็จจริง หมดแล้วนำเสนออัยการสูงสุด ปรากฏว่าอัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องครับ สั่งไม่ฟ้อง สามีหมอผัสพร ฝ่ายญาติของหมอผัสพรเห็นว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม ทำอย่างไรครับ เขาจ้างทนายความ ฟ้องคดีเอง ดำเนินคดีเอง หาพยานหลักฐานเอง ในที่สุดศาลตัดสินประหารชีวิตครับ เห็นไหมครับ กรณีอย่างนี้ชัดเจนครับ ถ้าหากว่าญาติหมอผัสพรไม่ไปจ้างทนายให้ฟ้องคดีแล้ว แน่นอนที่สุดครับฆาตกรก็ต้องลอยนวล ตัวหมอผัสพรเองก็ตายฟรี เพราะฉะนั้นแม้กระทั่ง ในคดีอาญาทั่วไป ผมอยากจะกราบเรียนว่าแม้สิทธิของอัยการจะทำหน้าที่เป็นโจทก์แทน ผู้เสียหายทั้งหลายแล้วเขายังไม่ตัดสิทธิให้กับผู้เสียหายที่จะจ้างทนายความเข้ามาว่าความ เป็นทนายโจทก์ร่วม เพราะเขาไม่ไว้วางใจการทำงานของอัยการบางกลุ่มอย่างนี้ละครับ ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่าการที่ท่านไปตัดสิทธิในการที่ประชาชนจะยื่นคำร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงแล้วเท่ากับว่าท่านปิดปากประชาชน ท่านตัดสิทธิที่ประชาชน จะพึงมีตามรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ และนอกจากนั้นแล้วกรณีเรื่องมาตรา ๑๙๐ ผมขอกราบเรียนว่าผมก็ไม่เห็นด้วย เนื่องจากว่า ในมาตรานี้ได้มีการแก้ไขไปแล้วครั้งหนึ่ง แก้ไขไปโดยสมัยนั้นรัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นคนแก้ เพิ่มความละเอียดมากขึ้น วางกรอบในการเจรจามากขึ้น และยิ่งไปกว่านั้นยังกำหนดว่า ให้ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อให้กฎหมายในมาตรานี้ทำงานได้อย่างมี ประสิทธิภาพ แต่จนถึงบัดนี้ก็ไม่ปรากฏว่ารัฐบาลไม่เอาใจใส่ในการทำเรื่องนี้เลยอยู่เฉย ๆ กลับไปตัดออกเกือบทั้งหมดเลยครับ เหลืออยู่เพียง ๒-๓ วรรคแค่นั้นเอง สิ่งซึ่งพวกเราเป็นห่วง ท่านประธานครับ เนื่องจากว่าประเทศเรากำลังจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การคบหาสมาคมกับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าด้านเศรษฐกิจ ด้านความมั่นคง หรือตลอดจน ด้านประเพณี วัฒนธรรมต่าง ๆ ที่สำคัญที่สุดเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ มันมีผลประโยชน์ ทับซ้อนกันค่อนข้างจะมาก ถ้าหากว่าท่านไปตัดส่วนสำคัญในมาตรา ๑๙๐ แล้วเราจะมี หลักประกันอะไรที่จะทำให้พี่น้องประชาชนไว้ใจให้รัฐบาลได้ไปทำการเจรจาในนามคนไทย ในนามประเทศไทย ถ้าสิ่งซึ่งท่านจะไปเจรจานั้นไม่ได้มาผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาแห่งนี้ การที่มีสมาชิกรัฐสภาหลายคนหลายฝ่ายมาแสดงความคิดเห็นเพื่อพิทักษ์ประโยชน์ของ ประเทศชาติ ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ดี ดีกว่าที่จะมอบให้เฉพาะรัฐบาลไปเจรจาเพียงลำพังแล้ว ค่อยมารายงาน หลังจากลงนามไปแล้วมารายงานไปแล้วก็เท่ากับว่าโอกาสมันผ่านไปแล้ว จึงอยากจะเรียนให้ท่านประธานได้ทราบว่าผมคงไม่สามารถจะรับร่างพระราชบัญญัติแก้ไข รัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับนี้ ขอคัดค้าน ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน