จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ หารือเรื่องร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม 3 ฉบับ และเรียกร้องให้รัฐสภาแห่งนี้พิจารณาและหาข้อยุติในกระบวนการทางรัฐสภา นอกจากนี้ยังพูดถึงการยื่นรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ว่าชอบด้วยกฎหมาย และไม่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ อย่างไรก็ตาม หารือเรื่องการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 และตีความว่าไม่สามารถยื่นได้โดยตรง ต้องผ่านอัยการสูงสุดก่อน และเรียกร้องให้มีการพิจารณาแก้ไขเพื่อให้การปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญไม่มีปัญหา
กราบเรียน ท่านประธานครับ กระผม นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษ ท่านประธานครับ จากการที่เราได้รับฟังเพื่อนสมาชิกรัฐสภาอภิปรายในช่วง ๓ วันที่ผ่านมา ผมคิดว่าพวกเราคงจะได้ข้อสรุปแล้วว่าประเด็นที่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ทั้ง ๓ ฉบับ เป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชน เป็นประเด็นที่มีความแตกต่างกันในความคิดของเพื่อนสมาชิกรัฐสภา เป็นประเด็นที่ได้มีการพูดคุย ในการชุมนุมทางการเมืองทั้ง ๒ ฝ่าย จึงเป็นเรื่องที่รัฐสภาแห่งนี้สมควรที่จะได้รับหลักการ ในวาระที่หนึ่ง ทั้ง ๓ ร่างเข้ามาพิจารณาในรัฐสภา เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อหาข้อยุติ เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยกระบวนการทางรัฐสภาโดยไม่จำเป็นต้องใช้กระบวนการทางมวลชน หรือกระบวนการนอกรัฐธรรมนูญอื่น ๆ แม้ผมเองจะไม่เห็นด้วยกับทุกวาจา ทุกคำ ทุกตัวอักษร หรือทุกประโยคในทั้ง ๓ ร่างนี้ แต่ผมเห็นว่าสมควรอย่างยิ่งที่รัฐสภาแห่งนี้จะได้รับร่าง ทั้ง ๓ ร่าง แล้วมาแปรญัตติแก้ไขในส่วนที่แตกต่างกันในรัฐสภาแห่งนี้ทั้งวาระที่สอง และวาระที่สาม ผมขออนุญาตอภิปรายบางประเด็นที่เกี่ยวข้อง แต่จะพยายามไม่พูดให้ซ้ำกับท่านอื่น ๆ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือประเด็นเรื่องที่ว่าการยื่นรัฐธรรมนูญในครั้งนี้เป็นการยื่น ที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นการยื่นที่มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่ ถ้าหากว่า ดูมาตรา ๒๙๑ ของรัฐธรรมนูญจะเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาในครั้งนี้ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ครบถ้วนถูกต้องทุกตัวอักษรของมาตรา ๒๙๑ และมาตราต่าง ๆ ที่จะต้องมีการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๖๘ มาตรา ๑๑๑ ถึงมาตรา ๑๒๐ มาตรา ๑๙๐ มาตรา ๒๓๗ ทุกมาตราไม่มีข้อห้าม ตั้งแต่มาตรา ๑ ถึงมาตรา ๓๐๙ ไม่มีข้อห้ามใด ๆ ที่บอกว่าไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวได้ ไม่มีแม้แต่มาตราเดียว ดังนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงทำได้ ที่สงสัยกันว่าเป็นการขัดแย้งกันของผลประโยชน์หรือไม่ ผมขออนุญาตเรียนอย่างนี้ครับ รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชาชนทุก ๆ คน ทุก ๆ ท่าน สมาชิกรัฐสภาก็เป็นประชาชนเช่นเดียวกัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นทุกคนย่อมมีส่วนได้เสียทั้งสิ้น ถ้าหากจะตีความว่าต้องเอาบุคคลที่ไม่มีส่วนได้เสียคงจะต้องไปเอาบุคคลที่อยู่ต่างประเทศ หรือแม้แต่บุคคลที่อยู่ต่างประเทศก็อาจจะยังไม่สามารถทำได้ จะต้องใช้บุคคลใด มาร่างรัฐธรรมนูญแห่งนี้จึงจะไม่มีผลประโยชน์ที่เกี่ยวเนื่องกับรัฐธรรมนูญซึ่งก็เป็นไปไม่ได้ หลักการของรัฐธรรมนูญที่แท้จริงในเรื่องของระบอบประชาธิปไตยนั้นจริง ๆ แล้วเป็นเรื่อง ของประชาชน การมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นมีความสำคัญยิ่งกว่าการขัดกันของผลประโยชน์ ถ้าหากว่าพวกเราตีความในเรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์จนกระทั่งทำให้บุคคล ที่สมควรมีส่วนร่วม บุคคลที่สมควรมีส่วนได้เสียต้องออกจากการพิจารณาผมคิดว่า เป็นการตีความที่ขัดกับหลักประชาธิปไตยสากล หากเราจะดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เราจะพบว่ามีการระบุอย่างนี้ว่า ศาลและองค์กรตามรัฐธรรมนูญสามารถยื่นพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับศาลและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญได้ สามารถที่จะมีกรรมาธิการอยู่ในคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติได้ ก็แสดงให้เห็น ชัดเจนอยู่แล้ว ถ้าหากว่าเราตีความเรื่องของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ศาลหรือองค์กรอิสระ ย่อมไม่สามารถที่ยื่นร่างพระราชบัญญัติเหล่านั้นเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาได้ หรือแม้แต่ เป็นกรรมาธิการก็ไม่น่าจะได้เช่นเดียวกัน แต่ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ให้โอกาสองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. สตง. หรือแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม ได้ยื่นร่างพระราชบัญญัติเข้าสู่ การพิจารณาของสภาแห่งนี้ ทั้ง ๆ ที่ศาลและองค์กรอิสระเหล่านั้นต่างเป็นผู้ที่มีส่วนได้เสีย เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวทั้งสิ้น ดังนั้นโดยส่วนตัวของผมผมเห็นว่าการกระทำหน้าที่ของสมาชิก รัฐสภาในครั้งนี้ไม่ถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตาม รัฐธรรมนูญและเป็นการดำเนินการตามหลักประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมของประชาชนครับ
อีกประเด็นหนึ่งเป็นประเด็นเรื่องของมาตรา ๖๘ ถ้าหากว่าท่านประธานจะได้ พิจารณาโดยละเอียดตามผมมาก็คือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้แต่บอกว่า ผู้ที่พบเห็นการกระทำ ดังกล่าวสามารถยื่นเรื่องต่ออัยการสูงสุดเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้มีการวินิจฉัยสั่งการได้ ถ้าหากตีความตามที่เพื่อนสมาชิกกลุ่มหนึ่งพยายามตีความบอกว่า ต้องตีความว่ายื่นให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงเท่านั้น ต้องตีความว่ายื่นให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่ว่าสามารถยื่นเรื่องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยสั่งการได้ ก็แสดงว่าอัยการสูงสุดท่าน อสส. มีหน้าที่เพียงแค่ ไต่สวนข้อเท็จจริง หลังจากนั้นจะดำเนินการอย่างไรต่อไปครับ เก็บไว้เฉย ๆ หรือดำเนินการ อย่างไรต่อไป จึงเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าตีความอย่างนั้นก็ไม่น่าจะถูกต้อง ตามความหมาย ถ้าหากว่าได้พิจารณาให้ลึกลงไปอีกท่านประธานครับ ศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยตุลาการประมาณ ๙ ท่าน ถ้าหากว่าเราสามารถ ประชาชนคนใดคนหนึ่ง ก็สามารถยื่นเรื่องต่อศาลได้โดยตรง วันนี้ นาย ก ไปยื่น พรุ่งนี้ นาย ข ไปยื่น มะรืน กลุ่มนาย ค ไปยื่นอีก ๑๐ คน ถัดไปอีก ๑,๐๐๐ คน ๒,๐๐๐ คน แล้วเราจะเอาสำนวน ฉบับใดเป็นสำนวนฉบับหลักที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมาพิจารณา จะใช้ฉบับไหนครับ แล้วจะมี วิธีการให้ประชาชนยื่นเรื่องได้ถึงเมื่อไร หรือว่าจะถือว่าบุคคลที่ยื่นเป็นคนแรกถือว่าเป็น บุคคลที่จะต้องได้รับการพิจารณา แล้วบุคคลที่ยื่นต่อ ๆ มาจะตัดสิทธิเขาอย่างไร หรือว่า จะให้สิทธิเขาอย่างไรรัฐธรรมนูญฉบับนี้มิได้มีการเขียนไว้ ข้อกำหนดการพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้มีการกำหนดไว้เช่นเดียวกัน ในทางปฏิบัติย่อมไม่สามารถกระทำได้ การพิจารณาของศาลยุติธรรมในบางครั้งที่กรุณาอนุญาตให้ประชาชนยื่นเรื่องได้โดยตรง ส่วนหนึ่งก็เนื่องจากคดีเหล่านั้นเป็นคดีเฉพาะบุคคล และอีกส่วนหนึ่งก็เนื่องจากว่า ศาลยุติธรรมนั้นเป็นศาลที่มีบุคลากรนับพันคน มีตุลาการนับพันท่าน ท่านย่อมสามารถ พิจารณาคดีได้จำนวนมาก แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีเพียง ๙ ท่าน การที่ท่านจะมา พิจารณาคดีเป็นร้อยเรื่องพันเรื่องถ้าหากเปิดช่องให้ยื่นได้โดยตรงนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ จึงเป็น เหตุที่การตีความในเรื่องของมาตรา ๖๘ นั้นจึงควรที่จะตีความว่าเป็นการให้อัยการสูงสุด ไต่สวนข้อเท็จจริง หลังจากนั้นจึงส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ซึ่งก็คงเป็นที่มา ที่เพื่อนสมาชิกอีกกลุ่มหนึ่งได้ยื่นเรื่องต่อรัฐสภาแห่งนี้เพื่อให้มีการพิจารณาหาข้อยุติเพื่อให้ การเขียนหรือการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีปัญหาในทางปฏิบัติ ซึ่งถ้าหากว่าเราได้ วิเคราะห์ลึกลงไปกว่านั้นอีก ในมาตรา ๒๑๖ ของรัฐธรรมนูญได้มีการกำหนดในวรรคท้ายนะครับ ว่าวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญนั้นให้กำหนดอยู่ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ แต่จนถึงทุกวันนี้เรายังไม่มี พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญที่จะมาใช้ กับกรณีตามมาตรา ๖๘ ซึ่งเป็นวิธีการพิจารณาซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับสิทธิของประชาชนแต่อย่างใด เนื่องจากว่าสิทธิประชาชนยังมีอยู่เช่นเดิม แต่การกำหนดวิธีการพิจารณา ซึ่งเป็นกระบวนการ ทางวิธีสบัญญัตินั้นมีการเขียนอยู่ในวรรคสอง และควรที่จะได้มีการบรรจุไว้ใน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ จึงจะสามารถดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ได้อย่างถูกต้อง การที่เพื่อนสมาชิก ได้พยายามหาข้อยุติในประเด็นนี้โดยการนำเข้าสู่ที่ประชุมของรัฐสภา จึงเป็นที่สมควรอย่างยิ่ง เพื่อลดปัญหาข้อขัดแย้ง การโต้แย้ง หรือการฟ้องร้องกันโดยไม่จำเป็นในอนาคตครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นผมคิดว่าสมาชิกรัฐสภาควรที่จะได้ร่วมกันรับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓ ฉบับแล้วไปแก้ไขกันในชั้นแปรญัตติต่อไป ขอบพระคุณครับ