เหวง โตจิราการ แถลงว่าสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๓ ฉบับ และเรียกร้องให้มีการแก้ไขมาตรา 68 และมาตรา 237 เพื่อให้กระบวนการทางกฎหมายชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญลาออก นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 190 ที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญยกเว้นหมวด 1 และ 2 เพื่อให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมยืนยันว่าสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมทั้ง ๓ ฉบับครับ เนื่องจากเวลาน้อยผมจะเข้าสู่เนื้อหาเลย ฉบับแรก ทำไมเราจะต้องเลิก ส.ว. สรรหา ผมพยายามที่จะใช้ภาษาไพเราะนะครับ อันที่จริงใคร ๆ ก็รู้นะครับว่ามันเป็น ส.ว. แต่งตั้ง และมีภาษาที่ไม่ไพเราะอีกคำหนึ่ง แต่ผมไม่พูดนะครับเพราะไม่ต้องการที่จะให้เกิดการประท้วง ต้องกราบเรียนอย่างนี้นะครับ ท่านประธาน คือองค์กรอะไรก็ตาม บุคลากรอะไรก็ตามจะมาจากไหน ต้องดูว่าเขาไป ทำหน้าที่อะไร คืออย่างนี้ ส.ว. ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานครับ มีอำนาจสูงสุดถึง ๖ ประการด้วยกัน เป็นอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยครับ
อันที่ ๑ ก็คือรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาล ซึ่ง ส.ว. สามารถที่อภิปราย แสดงความเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย กระทั่งวิพากษ์วิจารณ์ กระทั่งกระแทกแดกดัน เสียดสีก็ได้ แล้วก็มีปรากฏมาแล้ว อันที่ ๑ ก็คือว่ารับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาล
อันที่ ๒ ก็คือว่าสามารถจะอภิปรายไม่ไว้วางใจทั่วไปโดยไม่ต้องมีการลงมติ อันนี้ก็เหมือนกันครับ ก็คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจของ ส.ส. ในระบบปกตินั้นเอง อันนี้ ก็เป็นอำนาจสูงสุดครับ ต่อมาก็คือว่าเขากลั่นกรองกฎหมายครับ อันนี้เป็นอำนาจสูงสุด เป็นอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ต่อมาเขามีอำนาจในการที่จะแต่งตั้ง แต่งตั้งบุคคล ตามองค์กรอิสระต่าง ๆ ซึ่งอันนี้สำคัญมาก ซึ่งเดี๋ยวสักครู่ผมจะได้กราบเรียนท่านประธาน ต่อไปในตอนที่พูดถึงมาตรา ๖๘ อันนี้ก็เป็นอำนาจสูงสุดเช่นกัน ต่อมาก็ว่าเขามีอำนาจ ในการที่จะถอดถอนไม่เพียงแต่องค์กรอิสระ ส.ส. ส.ว. ทุกคนถูกถอดถอนได้หมด รวมทั้ง ข้าราชการระดับสูงทั้งหลายทั้งปวงก็ถูกถอดถอนได้หมด ท่านประธานไม่แปลกใจบ้างหรือครับว่า คนซึ่งมาจากการแต่งตั้งของคน ๗ คนสามารถมาใช้อำนาจมหึมามหาศาลของคน ๖๗ ล้านคนได้อย่างไร แค่นี้ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเราจะต้องไม่มี ส.ว. สรรหา หรือต้องไม่มี ส.ว. แต่งตั้งเป็นอันขาดครับ ควรจะต้องมี ส.ว. เลือกตั้งแต่เพียงประการเดียว เพราะคุณใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ๖๗ ล้านคน ๖ อำนาจอย่างที่ผมกราบเรียนท่านประธานไปแล้ว เมื่อเป็นอย่างนี้คุณต้องให้ ความเป็นธรรมกับประชาชนชาวไทย ๖๗ ล้านคน ไม่ใช่คุณรวบอำนาจทั้งหมดไปมอบให้ คน ๗ คน ผมไม่ได้บอกว่า ๗ คนนั้นไม่ดีนะครับ แต่ว่าหลักการผิด หลักการผิดครับ นี่ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ท่านประธานเองเห็นด้วยกับการเลือกตั้ง แต่ผมเองตะขิดตะขวงใจมาก ผมเคารพ ส.ว. หลายท่านผมเคารพมาก ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรกับตัว ส.ว. แต่ผมตะขิดตะขวงใจว่า วิธีการเลือกจังหวัดละ ๑ คน ไม่ทราบว่าสมัย คมช. ใช้อะไรคิดครับ สมุนบริวารของ คมช. ใช้อะไรคิดครับ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียวอันแบ่งแยกไม่ได้ คุณใช้ระบบคิด แบบประเทศสหรัฐอเมริกาใช่หรือเปล่า คุณใช้ระบบคิดแบบสาธารณรัฐใช่ไหม คุณใช้ระบบคิด แบบสมาพันธรัฐใช่หรือเปล่า เพราะรัฐต่าง ๆ เหล่านั้นมีจำนวนพลเมืองไม่เท่ากันเพื่อไม่ให้ แต่ละรัฐรบราฆ่าฟันกันตายเป็นเบือ เป็นแสนเป็นล้าน เขาเลยตกลงเลยว่าแม้จำนวนพลเมือง ในรัฐไม่เท่ากันก็ให้แต่ละรัฐจะมีซีเนท (Senate) หรือ ส.ว. ได้เท่ากัน ๒ คน เพราะฉะนั้น แต่ว่า ส.ว. เลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ผมกราบเรียนด้วยความเคารพ เคารพ ส.ว. ทุกคน ท่านไม่ได้มีความผิดอะไร แต่หลักการผิดครับ เพราะว่ากรุงเทพมหานครมีประชากร ถ้าหาก ขั้นต่ำประมาณ ๗,๐๐๐,๐๐๐ คน ถ้าขั้นสูงประมาณ ๑๐ ล้านคน เลือก ส.ว. ได้คนเดียวครับ แต่จังหวัดระนองมีพลเมืองประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คน ก็เลือก ส.ว. ได้ ๑ คนเท่ากัน เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นการทำลายหลักการประชาธิปไตยโดยพื้นฐานโดยสิ้นเชิงครับ นั่นคือ ๑ คน ๑ เสียง ๑ สิทธิเท่าเทียมกัน ดังนั้น พ.ร.บ. ฉบับที่ให้เลือกตั้ง ส.ว. โดยกำหนดจำนวน ๒๐๐ คน และเอาจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง แล้วก็จำนวนโดยเฉลี่ยนี้ประชากร ๓๐๐,๐๐๐ คน จึงเป็นการรื้อฟื้นระบอบประชาธิปไตยให้กลับคืนมาในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งผมเองไม่ต้องการ ที่จะมาแก้ไขเป็นรายมาตรา แต่ว่าเดี๋ยวผมกราบเรียนท่านประธานต่อไป ข้อต่อมามาตรา ๖๘ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นนี้ผมต้องกราบเรียนท่านประธาน คือผมกราบเรียนว่าองค์กรของเรา เป็นองค์กรสูงสุด ๑ ใน ๓ อำนาจ ก็คืออำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร อำนาจตุลาการ เพราะฉะนั้นไฉนเลยจึงให้ส่วนหนึ่งขององคาพยพของอำนาจตุลาการมาบงการเราได้ ผมไม่เข้าใจครับท่านประธาน ในวันนี้ผมก็ยังข้องใจอยู่ แล้วผมก็ยังข้องใจอยู่ไปโดยตลอด ทำไมศาลรัฐธรรมนูญสามารถให้สำนักงานเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญส่งหนังสือมายัง สำนักงานเลขาธิการรัฐสภาเพื่อสั่งการให้ประธานรัฐสภาชะลอการพิจารณาวาระที่สาม ถ้าพูดภาษาชาวบ้านโดยทั่วไป ก็คือว่าสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยความเคารพคือ ส่งเจ้าหน้าที่ประจำ หรือถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็คือให้เสมียนออกหนังสือมาให้เสมียน ให้เสมียนนั้นสั่งให้ผู้ใหญ่ในองค์กรนี้หยุดมันไม่ถูกครับ และนอกจากนี้ในคราวที่พิจารณา มาตรา ๖๘ ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าศาลรัฐธรรมนูญ แม้ว่ามันผูกพัน ตามรัฐธรรมนูญนี่ผูกพัน คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพัน แต่ท่านประธานครับ มาตรา ๖๘ นี้ต้องอ่านประกอบกัน ทั้งหมด ดังนั้นถ้าหากว่าไม่เข้าวรรคหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีสิทธิในการที่จะรับไปพิจารณา ในวรรคสองต่อไป ท่านประธานโปรดฟังนะครับ บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพ ท่านประธานครับ ผมขีดเส้นใต้ที่สิทธิเสรีภาพนะครับ เพราะว่ารัฐสภาใช้อำนาจและหน้าที่ ดังหน้าที่มี ๕ สำนวน ไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ไม่สอดคล้องและไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญครับ เราไม่ได้ใช้สิทธิเสรีภาพ แต่เราใช้อำนาจและหน้าที่ เพราะฉะนั้นไฉนเลยศาลรัฐธรรมนูญ จึงก้าวล่วงมารับทั้ง ๕ สำนวนไปพิจารณา และนอกจากนี้ครับท่านประธาน มีคนเขา ติฉินนินทาท่าน วิพากษ์วิจารณ์ท่านมาตลอด ผมเคารพสมาชิกทุกท่าน แต่ผมถามดูครับ ศาลรัฐธรรมนูญมี ๓ คนครับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วศาลรัฐธรรมนูญมีสิทธิอะไรมา วินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ครับ อ้ายนี้เป็นการขัดในเรื่องผลประโยชน์ เป็นการขัดหลักนิติธรรม นิติรัฐโดยสิ้นเชิง ผมจึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานในฐานะที่เป็น ๑ ใน ๓ องค์กรสูงสุดในประเทศไทย อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ท่านควรจะทำหนังสือไปทักท้วงว่าศาลรัฐธรรมนูญ ๓ คนที่เป็นคนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มากับมือไม่มีสิทธิวินิจฉัยอะไรอีกต่อไปแล้วครับ ควรจะลาออกเสียดีกว่า แล้วข้อต่อมาในนี้ ก็เขียนชัด เพราะว่ากระบวนการในเรื่องกฎหมายสำคัญเขาไม่ปล่อยให้ประชาชนไปยื่นโดยตรง เพราะเดี๋ยวใครต่อใครก็ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญได้ทุกวี่ทุกวันว่าคนคนนี้กบฏ คนคนนี้กบฏ คนคนนี้กบฏ มันก็ไม่จบครับ เพราะฉะนั้นแนวคิดของคนร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เขาจึงต้องการที่จะให้กรองโดยอัยการสูงสุด แต่ตรงนี้ผมเจ็บช้ำน้ำใจ ถึงแม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะวินิจฉัยไปแล้วและผูกพัน ด้วยความเคารพครับ ผมไม่เห็นด้วยเลย ผมไม่เห็นด้วยครับ เพราะว่าท่านไม่มีสิทธิก้าวล่วงอัยการสูงสุด ตามกฎกติกาต้องผ่านอัยการสูงสุดเสียก่อน นี่คือประเด็นที่ ๒ ที่ผมเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขมาตรา ๖๘ ขณะเดียวกันมาตรา ๒๓๗ หลักกฎหมายพื้นฐานก็คือใครทำผิดลงโทษเฉพาะคนนั้น ที่จริงมนุษย์ก้าวผ่านความป่าเถื่อน มายาวนานแล้วนะครับ ถ้าหากนับเอาเมโสโปเตเมียเป็นหลักประมาณ ๓,๐๐๐ ปีแล้ว ท่านประธานครับ ตั้งแต่สมัยเมโสโปเตเมีย มนุษย์เขาได้ตราลงไปในบทบัญญัติของเขาแล้วว่า ใครทำผิดลงโทษคนนั้น ไม่ใช่ว่าผิดคนนี้ตัดคอเจ็ดชั่วโคตรเลยนะครับ นี่ผมวางหลักการนิติรัฐ นิติธรรมให้ท่านประธานพิจารณาก่อน แล้วข้อต่อมา ท่านประธานครับ พรรคการเมือง เป็นสมบัติของประชาชน ผมเคารพทุกพรรค ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคมาตุภูมิ พรรครักประเทศไทย ทุกพรรคครับ ทุกพรรคจะมีแนวทางนโยบาย ทุกพรรคจะมีประชาชนที่เขาชื่นชมสนับสนุนแนวทาง นโยบายของพรรคดังกล่าว เพราะฉะนั้นการยุบพรรคเท่ากับเป็นการไปทำลายสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนที่เขาชื่นชมแนวทางนโยบายของพรรคดังกล่าว ดังนั้นมาตรา ๒๓๗ สมควรจะต้องเปลี่ยนแปลงดังที่ได้มีการยื่นเสนอมา
คราวนี้ประเด็นสุดท้าย เนื่องจากว่ามีเวลาเพียง ๑ นาทีเท่านั้นเอง ท่านประธานครับ ก็คือผมเห็นด้วยกับการแก้มาตรา ๑๙๐ คือถ้าไปดูในมาตรา ๑๙๐ จะมีเนื้อความสำคัญ อยู่แค่ ๓ ท่อนเท่านั้นเอง ก็คือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยของแผ่นดิน แล้วเรื่องที่เกี่ยวข้อง จะต้องออกสัญญาอนุวัติตามกติกาทางสากล อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ เพราะเราต้องจำแนกแยกแยะกัน แล้วผมดูที่ร่างมาก็ไม่ได้เห็นมีอะไรเสียหาย เพราะว่าในนี้ก็บอกไว้แล้วว่าจะต้องมีการออกกฎหมายนะครับ ที่จริงเนื้อความคงเดิมเลย แต่ทำให้ฝ่ายบริหารสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้สะดวกขึ้นครับ คือในนี้มีข้อความ ดังต่อไปนี้ ให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญา และการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาโดยคำนึงถึง ความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้รับประโยชน์ กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือ สัญญานั้นและประชาชนทั่วไป ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นการลิดรอนสิทธิหรือเป็นการเกื้อหนุนให้กับ คนที่ไม่ประสงค์ดีแต่อย่างไร ท่านประธานครับ ผมสนับสนุนครับ ผมทิ้งท้ายนิดเดียว ท่านประธานครับ เวลาจะเข้าใจต้นไม้ต้องมองทั้งป่านะครับ ในวันนี้ผมมีความจำเป็น ในการอธิบายใบไม้บางใบเท่านั้นเอง ดังนั้นผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าทั้งป่าก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างโดยคณะรัฐประหาร เพราะฉะนั้นเขาต้องการที่จะสืบทอดอำนาจ คณะรัฐประหาร และการสืบทอดอำนาจคณะรัฐประหารมันซึมซ่านอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จำนวนมากมาย เพราะฉะนั้นถ้าจะให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงเราคงจะต้องแก้ไข รัฐธรรมนูญยกเว้นหมวด ๑ หมวด ๒ ขอบพระคุณมากท่านประธานครับ