รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

สุริยา ปันจอร์ หารือเกี่ยวกับการอภิปรายในสภา โดยมีจุดกังวลหลายประการ เช่น มาตรา 190 ในรัฐธรรมนูญ และการทำหนังสือสัญญากับประเทศต่าง ๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และขอให้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขได้รับการสนับสนุน

นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภา สตูล

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ จากการนั่งฟังด้วยความตั้งใจกระผมได้รับความรู้ในแง่มุมของการเมืองเป็นอย่างดี ก็ต้อง ขอขอบพระคุณโดยเฉพาะนักการเมืองอาวุโสหลายท่านได้อภิปราย ผมก็พยายามที่จะเก็บ สิ่งเหล่านี้เพื่อใช้โอกาสในโอกาสต่อไป ท่านประธานครับ ตั้งแต่เมื่อวานนี้ผมไม่ได้นับ แต่คำว่า ประชาชน ประชาชน ประชาชน ผมคิดว่าน่าจะเป็น ๑๐๐ ครั้งที่นักการเมืองเราทั้งหลาย อยู่ตรงนี้อ้างชื่อประชาชน ประชาชน ประชาชน ผมสงสารประชาชนจริง ๆ ที่ประชาชนถูกกล่าว ถูกอ้างตั้งวันสองวัน และพรุ่งนี้ก็คงจะมีประชาชนอีก สิ่งที่พี่น้องนักการเมืองเป็นห่วงข้องใจ ถึงต้องเอาคำนี้มากล่าวพูดก็คือ ๑. พี่น้องประชาชนได้อะไรบ้าง พี่น้องประชาชนพอใจหรือไม่ อย่างไร อันนี้เป็นสิ่งซึ่งนักการเมืองเราทั้งหลายอ้างถึงกันอยู่ ผมจำได้ว่าการแก้กฎหมาย รัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับที่ผ่านมาเราอ้างว่าประชาชนได้อะไร และคราวนี้ก็ได้อะไรเช่นเดียวกัน ผมแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร แล้วไม่รู้อะไรจริง ๆ ครับท่านประธานครับ เพราะการอภิปราย ซึ่งผมมีความสับสนตรงนี้มากเลยครับ เพราะว่าคำถามเหมือนกันแต่ว่าผู้เสนอกฎหมายคนละ คนกัน ในขณะเดียวกันผู้อภิปรายก็อยู่ในกลุ่มเดียวกันก็คำถามเหมือนกันหมดเลย ท่านประธานครับ ผมนั่งฟังอยู่เสมือนหนึ่งว่านักการเมืองทั้งหลายเรามีจินตนาการ จินตนาการที่ไปไกล ลึก กว้าง ถ้าจินตนาการขึ้นสวรรค์ผมว่าน่าจะไปครับ แต่ถ้าจินตนาการลงข้างล่างนี่ไม่น่าจะไปเลย เราจินตนาการว่ามีเสือโคร่ง จินตนาการว่ามีงูเห่า จินตนาการว่าตึกจะพัง ถ้าอย่างนี้ก็ไม่กล้า จะออกจากบ้านครับ คงจะอยู่แต่ในบ้านเพราะเราจินตนาการในทางลบ ถ้าเราจินตนาการ ในทางบวกผมว่าบรรยากาศจะสดใสยิ่งขึ้น ผมพยายามสังเกตดูบรรยากาศ ผมบอกตรง ๆ เลยว่าบรรยากาศนี้ไม่ค่อยจะสละสลวยสักเท่าไร ไม่ทราบว่าเราการเมืองมากเกินไปหรือ อย่างไรนะครับ ท่านประธานครับ ผมติดใจมาตรา ๑๙๐ จากการร่างที่ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับที่เกี่ยวกับมาตรา ๑๙๐ กับมาตรา ๖๘ เท่านั้นเอง ส่วนที่ไปที่มาจะอยู่หรือไม่อยู่ของ สมาชิกวุฒิสภาไม่ติดใจครับ ท่านประธานครับ ที่ผมติดใจเรื่องมาตรา ๑๙๐ ก็ขออนุญาต แต่เวลาคงจะไม่ทัน ขออนุญาตนิดเดียวว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๔ นั้นได้แก้ไขตามความต้องการของนักการเมือง ของพี่น้องประชาชน ของเรา ณ ที่นี้ ได้แก้ไขไปในระดับหนึ่งแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงมีปัญหาในทางปฏิบัติเขียนไว้สวยครับ เขียนไว้สวยมาก แต่ในทางปฏิบัติ นั้นดูจะยิ่งยาก ผมขออนุญาตที่จะจับประเด็นบางประเด็นอย่างเช่นหนังสือสัญญาที่รัฐบาล จะไปทำกับประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง บอกว่า หนังสือสัญญาใดมีบทบาทเปลี่ยนแปลง อาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจ ตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้ เป็นไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งถ้ามีเพียงแค่นี้ ไม่มีคำอธิบายไม่มีคำขยายความ ระดับไหนถึงจะเรียกว่ากระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นปัญหาอย่างแน่นอน หลาย ๆ ครั้งที่เรามาถกกันในสภาอันเนื่องมาจากเราตีความไม่ตรงกัน ไม่เหมือนกัน อย่างเช่นเรื่องนาซา วันก่อนเราก็งงอยู่เหมือนกัน ท่านประธานครับ นี่คือ ประเด็นที่ ๑ ครับ

ประเด็นที่ ๒ บอกว่า หรือมีผลผูกพันด้านการค้า การค้าระดับใด การค้า ระดับ ๒๐ บาท ๓๐ บาท ๑๐๐ บาท หรือ ๑๐๐ ล้านบาท ๑,๐๐๐ ล้านบาท ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีการขยายความ จึงทำให้เกิดข้อสงสัยถ้าเกิดว่ารัฐบาลเห็นว่าตรงนี้ไม่เข้าข่ายก็ไม่นำเข้าสู่สภา แล้วไปทำสัญญาในที่สุดสภาก็จะเอาเรื่องอีกกลายเป็นเรื่องทันที

ต่อไปครับ การลงทุน ลงทุนขนาดไหนครับ ไม่บอกนะครับ หรืองบประมาณ ของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ตรงนี้ขีดเส้นใต้ ๕๐ เส้น อย่างมีนัยสำคัญใครจะตีความ ได้อย่างไร นัยสำคัญแบบไหน ด้วยเหตุอันนี้ละครับ คณะผู้เสนอก็ปรับเปลี่ยนข้อความตรงนี้ พอปรับเปลี่ยนข้อความตรงนี้ ปรับเปลี่ยนง่าย ๆ ครับท่านประธาน แต่มีกฎหมายรองรับ อย่างเช่นบอกว่าหนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย อันนี้ของเปลี่ยนแปลงใหม่ แล้วก็ในวรรคสองบอกว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียด ของหนังสือสัญญาและการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามสัญญา โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้รับผลประโยชน์กับผู้ได้รับผลกระทบ อันนี้ต้อง ออกกฎหมายและบังคับเสียด้วยว่าจะต้องออกกฎหมายภายในเวลา ๑ ปี เพราะฉะนั้น ด้วยเหตุนี้ละครับผมจึงขอสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๙๐ เป็นอย่างยิ่ง มิฉะนั้นแล้ว ท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดเดียว ปัจจุบันนี้ประชุม ๒ ครั้ง คือวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๖ มีกรอบที่จะต้องเจรจากับต่างประเทศ ๒๕ เรื่อง ในวันนั้น จำได้ว่าผ่านเพียง ๘ เรื่องเท่านั้นเหลืออีก ๑๗ เรื่อง การประชุมวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ มีทั้งหมด ๑๘ เรื่อง แต่ผ่านเพียง ๑ เรื่อง ขณะนี้รวมการประชุม ๒ ครั้งเหลืออยู่ในสภา ค้างอยู่ในสภา ๓๔ เรื่องครับ และจะเอาอย่างไรต่อไปถ้าไม่แก้อย่างนี้ครับ ขอบคุณมากครับ