วิรัตน์ กัลยาศิริ พูดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 237 วรรคสอง และมาตรา 68 ที่มีนัยเป็นการกินรวบประเทศไทย และขอให้แก้ตามข้อเสนอของคอป.
กำลังเข้าประเด็นเลย อันนี้คือมาตรา ๒๓๗ วรรคสอง จิรายุน้องรัก คือในหลักการบอกว่าไม่ยุบพรรค โอเค ผมเห็นด้วย เพราะเป็นข้อเสนอของ คอป. คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษา การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เห็นด้วย แต่เวลาพรรคท่านเสียงข้างมากไปทำยกเลิกการโกงทุกประเภท ลบมาตรา ๒๓๗ ไปเลย ท่านไปดูมาตราสิน้องจิรายุ ไม่ติดใจอะไรว่ากันไปครับ แต่ว่าก่อนจะประท้วง ต้องดูรายละเอียด เพราะฉะนั้น ๑. ท่านบอกว่ายกเลิกการยุบพรรค ผมเห็นด้วย เพราะว่า เป็นข้อเสนอของ คอป. แต่ปรากฏว่ายกเลิกการตัดสิทธิทางการเมือง หัวหน้ากรรมการบริหาร ทั้งหลายทั้งปวง ผมถึงบอกว่าในรอบที่แล้วมันมีการโกง ประธานก็บอกว่าท่านวิรัตน์พูดจามีเหตุมีผล มีหลักฐาน มีหลักฐานท่านประธาน อะไรคือหลักฐาน ท่านธนิตพล ไชยนันทน์ ขอเอ่ยนาม เรียกกระทรวงที่ว่านี้ไปสอบถามในคณะกรรมาธิการ อธิบดีของกรมนั้นทำหนังสือขอยกเลิกโครงการ แต่ว่าก่อนที่ยกเลิกโครงการที่ว่านั้นนะครับ วางแผนจ่ายแบบพิมพ์เพื่อซื้อไปมากมายมหาศาล แล้วไม่ใช่กระทรวงเดียวครับ กระทรวงบางกระทรวงเอาเงิน พ.ร.บ. เลขสวยไปซื้อของกลุ่ม บางกลุ่มอีกมากมาย นี่คือตัวอย่างที่อยู่ในรัฐธรรมนูญที่ผมอยากจะกราบเรียนว่ารัฐธรรมนูญ มีนัยเป็นการกินรวบประเทศไทยซึ่งผมจะลงรายละเอียดดังต่อไปนี้ ท่านขอแก้มาตรา ๖๘ ท่านบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็แก้ ใช่ครับ แต่เราแก้ตามข้อเสนอของ คอป. ของท่านดิเรก ถึงฝั่ง ของท่านคณิต ณ นคร คอป. ไม่ได้พูดถึงแก้ไขมาตรา ๖๘ เลย ท่านก็มาแก้ ซึ่งเรื่องนี้ ผมเชื่อว่ามีนัย เพราะอะไรที่มีนัย เพราะ ส.ว. ที่ระลึกถึงความถูกต้อง ความดีงามได้ขอถอนชื่อ เห็นแล้วหรือยังว่ากรณีมาตรา ๖๘ จึงเป็นเรื่องที่ยัดเข้ามาใหม่ ใส่เข้ามาใหม่ ท่านครับ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยคดีที่ ๑๘-๒๒ ปี ๒๕๕๕ ก็เป็นคดีที่ผมนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ในฐานะ ผู้ร้องอยู่ในหน้าที่ ๒๔ ท่านประธานครับ ท่านประธานดูได้ คำวินิจฉัยเขียนไว้ชัดเจนว่า กรณีการมีอยู่ของมาตรา ๖๘ และมาตรา ๖๙ เป็นไปเพื่อรักษาหรือคุ้มครองตัวรัฐธรรมนูญเอง ตลอดจนหลักการที่รัฐธรรมนูญได้รับรองหรือกำหนดกรอบไว้เป็นเจตนารมณ์หลักการ ทางการเมืองของชาติ และป้องกันการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนะครับ เพราะฉะนั้นการมีเจตนา ร่วมกันศาลเขียนต่อครับในหน้า ๒๔ ท่านไปดูได้คำวินิจฉัยที่ผมเป็นผู้ร้อง การมีเจตนาร่วมกัน อยู่ที่การจะให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญผ่านกลไกของศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรานี้ สำคัญยิ่งกว่าเรื่องของตัวบุคคลผู้มีสิทธิเสนอคำร้องท่านก็ว่าไป ท่านย้ำไปถึง กรณีอัยการสูงสุด เพื่อนสมาชิกโปรดฟังนะครับ กรณีอัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามมาตรา ๖๘ วรรคสองแล้ว แต่ยังไม่มีคำสั่งประการใดจากอัยการสูงสุด หากปล่อยให้ กระบวนการลงมติในวาระที่สามลุล่วงไปแล้ว แม้ต่อมาอัยการสูงสุดจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยว่ากระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง ให้เลิกการกระทำนี้ก็จะไม่สามารถบังคับตามคำวินิจฉัยในทางใดได้อีก รวมทั้งไม่อาจ ย้อนคืนแก้ไขผลที่อาจเกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าว ก่อนที่ผมจะไปศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธาน ผมไปยื่นอัยการสูงสุดก่อน ผมไปพบอธิบดีวินัย มารับแทนท่านจุลสิงห์ ข้อความหนึ่งที่ผมพูดกับ ท่านวินัยก็บอกว่าอัยการสูงสุดอย่าละเลยเพิกเฉยนะท่านวินัย บ้านเมืองจะฉิบหายนะ ท่านหน้าเสียครับ ผมพูดตรงกับท่าน แล้วก็ผมสอบถามคนที่ไปยื่นก่อน อย่างเช่นคุณบวร ยสินทร อย่างเช่นคุณวันธงชัย ชำนาญกิจ และหลายคนว่าคุณไปยื่นแล้วเป็นอย่างไร คุณวันธงชัย คุณบวร บอกว่าผมไปยื่น นานแล้วท่านวิรัตน์แล้วไปสอบถามอัยการสูงสุดบ่อย อัยการสูงสุดบอกว่ารอคำร้องรายอื่น ผมก็ตกใจว่าแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามีคำร้องรายอื่นจะมายื่นหรือไม่ จะมายื่นเมื่อใด ในเรื่อง ของที่ท่านประธานสภาเองท่านเองเป็นผู้แต่งตั้งนายประสพ บุษราคัม เป็นประธาน คณะกรรมการพัฒนาปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย และได้มีการแต่งตั้งนายโสภณ เพชรสว่าง ประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธานจำได้นะครับ หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือยุบศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่แค่ไหนครับ ตีความกฎหมายที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ตุลาการมาจากไหนครับ ตุลาการมาจาก การเลือกตั้งของรัฐสภา เหตุผลครับ เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจมากเกินไป นี่คือคนที่ ประธานตั้งขึ้นนะครับ ไม่ได้พาดพิงผู้ใด