รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์แสดงความไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเรื่องการลดอำนาจของประชาชนและเพิ่มอำนาจให้กับอัยการสูงสุด และเสนอแนะให้เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 200 คนในระยะเวลา 3 ปี เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบทุก 3 ปี

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมได้อดทน นั่งฟังเหตุผลที่เพื่อนสมาชิกในฝั่งที่เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ มาตลอดเวลา ๒ วันที่ผ่านมา มีการพูดมีการย้ำกันมากว่าแก้ไขทั้งฉบับก็ไม่เอา พอจะมาแก้ไข รายมาตราก็มาคัดค้านอีก ฝ่ายที่คัดค้านเช่นพวกกระผมซึ่งรวมทั้งพรรคฝ่ายค้านต้องการ อะไรกันแน่ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าเราไม่ได้คัดค้านกระบวนการ แก้ไขรัฐธรรมนูญเพราะรัฐธรรมนูญแก้ไขได้ และการแก้ไขรายมาตรานั้นเป็นเจตนาเดียวกัน ที่เราต้องการจะปรับปรุงรัฐธรรมนูญให้ดีขึ้น แต่ที่เราไม่เห็นด้วยก็คือเราไม่เห็นด้วยในเนื้อหา สาระของการแก้ไขในแต่ละมาตราที่ท่านได้หยิบยกออกมาต่างหาก ทั้ง ๓ มาตรานะครับ มีปัญหาทั้ง ๓ มาตรา และจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออนาคตของบ้านเมืองในวันข้างหน้า ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่สบายใจกับ ๒ เรื่องที่เพื่อนสมาชิกในฝั่งโน้นได้พยายามหยิบยก ขึ้นมาก็คือว่า ๑. ไม่สบายใจกับคำว่าประชาธิปไตย อ้างคำว่า ประชาธิปไตยกันตลอดเวลา ในการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ การเป็นประชาธิปไตยนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การเลือกตั้งเท่านั้น การเป็นประชาธิปไตยต้องคำนึงถึงการแสดงออกซึ่งสิทธิ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และบนพื้นฐานของความรับผิดชอบต่อสังคม และประเทศชาติด้วย ความเป็นประชาธิปไตยต้องหมายถึงการพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ ของประชาชน ความเป็นประชาธิปไตยต้องเคารพกฎหมายบ้านเมือง และความเป็นประชาธิปไตย ต้องเคารพต่อสิทธิและความเห็นที่แตกต่างกัน วันนี้ในรัฐสภาแห่งนี้มีความเห็นแตกต่างกัน ๒ ด้านแน่นอน ผมรับฟังความเห็นของท่าน ท่านก็ต้องรับฟังความเห็นของผมด้วย นี่คือประเด็นแรกที่ผมไม่สบายใจ

ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน มีเพื่อนสมาชิกบางคนได้พูดว่าการที่พวกเรา มาคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ เป็นเสมือนหนึ่งการพิทักษ์และรักษาไว้ซึ่งของโจร บอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เป็นมรดกเผด็จการ เป็นมรดกของโจรที่เรารับไว้ กราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ใช่รัฐธรรมนูญของโจรครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีบทถ้อยคำในอารัมภบทเขียนไว้ชัดเจนว่า ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้นำความ กราบบังคมทูลพูดถึงรายละเอียดของที่มาของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับนี้ว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว ปี ๒๕๔๙ ได้บัญญัติให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา มีหน้าที่จัดทำ มีกระบวนการจัดทำที่ครบถ้วน สมบูรณ์ และที่สำคัญเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วสภาร่างรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่ให้ประชาชนทราบ และจัดให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบแก่ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ การออกเสียงลงประชามติปรากฏผลว่าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงข้างมาก ของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบให้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้บังคับ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติจึงนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ให้ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยสืบไป ทรงพระราชดำริว่าสมควรพระราชทาน พระบรมราชานุมัติตามมติของมหาชน ตรงไหนล่ะครับที่เป็นมรดกของโจร ความศักดิ์สิทธิ์ ของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้เราพึงที่จะต้องให้การเคารพ และในมาตรา ๑๒๓ ก่อนเข้ารับหน้าที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาก็ปฏิญาณตนกันแล้วว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตาม ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ทำตามนี้หรือเปล่าล่ะครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับมี ๔ ประเด็นที่เป็นสาระสำคัญของการแก้ไข

ประเด็นแรก คือมาตรา ๖๘ สาระสำคัญของมาตรา ๖๘ นี้ก็คือเรื่องของสิทธิ ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ กฎหมายให้บทบัญญัตินี้ไว้เพื่อให้สิทธิของประชาชนชาวไทย ในการปกป้องการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้ นี่คือเนื้อหาสาระของสิทธิของการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่ว่าหัวใจในการแก้ไข ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่ผมไปอ่านในรายละเอียดแล้วก็พบว่าท้ายที่สุดแล้วก็คือ การเปิดทางที่จะให้ไปแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนั่นละครับ เพราะอะไรครับ เพราะว่า ในบทบัญญัติที่ท่านแก้ไขนั้นบอกว่าไม่ได้แก้ไขเพียงแต่ทำให้กระชับชัดเจนเท่านั้น ไม่จริงหรอกครับ ไม่ได้กระชับชัดเจนหรอกครับ กฎหมายในมาตรา ๖๘ เขียนชัดว่า การร้องเรียนในเรื่อง การกระทำความผิดของบุคคลหรือพรรคการเมืองที่ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นสามารถยื่นร้องได้ ๒ ทาง ก็คือผ่านอัยการสูงสุด และส่งตรงไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ถามว่าถ้าจะเกิดความกระชับชัดเจนจริง ๆ และเป็นการค้ำประกัน สิทธิเสรีภาพของประชาชนก็ต้องเขียนให้ชัดว่าเส้นทางในการไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญนั้นมี ๒ เส้นทาง อย่างนั้นต่างหากถึงเป็นความชัดเจน แต่ท่านไปทำให้เกิดความชัดเจนด้วยการบอกว่าต่อไปนี้ มีเส้นทางเดียวเท่านั้นก็คือการผ่านไปทางอัยการสูงสุดแบบนี้จะเป็นการเพิ่มอำนาจให้ประชาชน ได้อย่างไรครับ นี่ละคือการลดอำนาจของประชาชน และที่สำคัญประเด็นนี้ผมคิดว่าในหลาย ๆ ชุด ของคณะกรรมการศึกษาของรัฐสภาเราก็ไม่เคยมีประเด็นนี้อยู่ในสารบบ ชุดของท่านดิเรก ถึงฝั่ง ขออภัยที่เอ่ยนาม ก็ไม่เคยมีระบุถึงประเด็นนี้แล้ววันดีคืนดีท่านเองกลับไปเสนอประเด็นนี้ ไปลงชื่อในประเด็นนี้ นี่มันคืออะไรครับ ที่สำคัญที่สุดสำหรับมาตรา ๖๘ นั้นได้เรียนกับท่านประธาน แล้วว่าเป็นการเปิดล็อกว่าต่อไปนี้จะไปร้องอะไรต้องไปร้องผ่านอัยการสูงสุดเท่านั้น ต่อไปนี้ เมื่อมีการกระทำใด ๆ ก็ตามที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า เช่นจะมีการลงมติในวาระที่สามของร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับที่คาอยู่ในสภานี้ ประชาชนจะไปร้องตรง กับศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้แล้วครับ ต้องร้องผ่านอัยการสูงสุด ซึ่งเชื่อแน่เหลือเกินว่าไม่มีทาง จะถึงศาลรัฐธรรมนูญ การไปแก้ไขในอีกประเด็นหนึ่งซึ่งผมคิดว่ามีความสำคัญ ในมาตรา ๖๘ ก็คือไปบอกว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามหมวด ๓ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ เพื่อล้มล้าง การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติ ไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้ ฟังดูคล้าย ๆ กับว่าความในวรรคแรกของมาตรา ๖๘ นี้เหมือนเดิม แต่ท่านประธานครับ ความในวรรคแรกของมาตรา ๖๘ เดิมนั้นเขาบอกว่าบุคคลจะใช้สิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย เขาไม่ได้ระบุหมวด หรอกครับ คำถามของผม ก็คือว่าในวันข้างหน้าถ้ามีการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ในหมวดอื่นล่ะครับ เช่น หมวด ๑๐ ว่าด้วยเรื่องศาล หมวด ๒ ว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ จะร้องที่ใครครับ ท่านไปเขียนล็อกไว้ทำไมว่าเฉพาะหมวด ๓ นี่ท่านต้องตอบ ท่านประธานที่เคารพ ในมาตรา ๒๓๗ ซึ่งเป็นเรื่องของการเว้นโทษให้กับพรรคการเมือง หัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ไปร่วมรู้เห็นการกระทำผิดของผู้สมัครรับเลือกตั้ง เจตนารมณ์ของการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้แท้จริงแล้วก็คือการนิรโทษกรรมให้ผู้ที่เคยกระทำผิด ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย เขาตัดวรรคสองของมาตรา ๒๓๗ ออกไป มาตรา ๒๓๗ ก็คือเรื่องของที่เราทราบกันนะครับ เรื่องของการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการเลือกตั้ง แล้วก็ ต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง มาตรา ๒๓๗ วรรคสองทั้งวรรคก็คือการยกความผิดให้ ผลที่เกิดขึ้น ก็คือว่าต่อไปนี้การกระทำความผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ถือว่าเป็นโทษสำหรับพรรคการเมืองอีกต่อไป แล้วต่อไปนี้ก็จะเกิดการให้ท้ายกัน หัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมืองก็ให้ท้าย ผู้สมัครรับเลือกตั้งในการกระทำความผิดในกฎหมายเลือกตั้งโดยที่ตัวเองไม่ต้องรับโทษ ต่อไปนี้ ก็จะเกิดคำถามละว่ากรรมการบริหารพรรคการเมืองจะต้องมีความรับผิดชอบอะไรหรือ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานไปดูในพระราชบัญญัติพรรคการเมือง มาตรา ๑๘ คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีหน้าที่ต้องควบคุมไม่ให้สมาชิกกระทำการ อย่างใดอย่างหนึ่ง อันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ระเบียบ หรือประกาศ ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีหน้าที่ต้องควบคุมไม่ให้ผู้ซึ่ง พรรคการเมืองส่งเข้าสมัครรับเลือกตั้งกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มา ซึ่งวุฒิสภา ระเบียบ หรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้การเลือกตั้ง มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม นี่คือหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองโดยแท้ และถามว่าเมื่อตัดวรรคสองของมาตรา ๒๓๗ ไปแล้ว หน้าที่ตรงนี้มันจะเหลืออะไรอยู่ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ มีคนมาโอดครวญบอกว่าไม่ได้ทำผิดก็ต้องถูกลงโทษไปด้วย ไม่จริงหรอกครับ ถ้าไม่ทำผิดก็ไม่ถูกลงโทษ ถ้าไม่อยากถูกลงโทษก็ไม่ต้องทำผิด กฎหมาย เขาเขียนไว้ชัดครับ ทำความผิดในกรณีนี้อย่างไร กฎหมายเขาเขียนไว้ล่วงหน้าแล้ว ให้อ่านกัน ทั่วบ้านทั่วเมืองแล้ว แต่ยังไปกระทำความผิดตรงนี้สมควรจะได้รับการยกเว้นโทษอย่างนั้นหรือครับ ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือมาตรา ๒๓๗ ซึ่งผมคิดว่าไม่ได้ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ขึ้นมาหรอกครับ ซ้ำร้ายยิ่งจะเป็นความอ่อนแอ และจะเป็นความไม่รับผิดชอบต่อการทำหน้าที่ ของตัวเอง ของพรรคการเมืองด้วยซ้ำ ในมาตรา ๑๙๐ กฎหมายมาตรานี้คือหัวใจสำคัญในการให้อำนาจประชาชนในการควบคุม ฝ่ายบริหารในการทำสัญญาเป็นการลงนามอะไรกับต่างประเทศ เพื่อการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เพื่อการมีส่วนร่วมในการรับรู้ว่าจะไปทำสัญญาและจะมีผลกระทบอะไรกับประเทศชาติ และประชาชนบ้าง แต่ว่าร่างแก้ไขที่ท่านทั้งหลายเห็นว่าเป็นประชาธิปไตยไปตัดอำนาจ ของประชาชนตรงนี้ทิ้งทั้งหมด ไปตัดในวรรคสอง วรรคสามแล้วไปแก้เกี้ยว บอกว่าต่อไปนี้ ให้ไปออกกฎหมายให้ประชาชนเข้าถึงรายละเอียด ไปออกกฎหมายให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ได้รับการเยียวยา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าเป้าหมายที่แท้จริงในการทำเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกครับ เป้าหมายที่แท้จริงก็คือการที่จะส่งผลว่าต่อไปนี้การไปทำสัญญา ไปเจรจาความอะไรกันข้างนอกนั้นไม่ต้องมีประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ต้องถามความเห็น ของประชาชน และไม่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติว่าจะได้รับผลกระทบหรือไม่ อย่างไร ถ้าผลประโยชน์ส่วนตัวของตัวเองบรรลุผล นี่คือข้อกังวลที่คนทั้งประเทศเขากังวล กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ แท้ที่จริงแล้วมาตรา ๑๙๐ ก็มีการแก้ไขมาแล้วรอเพียงว่า ให้ท่านไปออกกฎหมายลูก ไปเขียนรายละเอียดถึงขั้นตอนวิธีการในการไปทำสัญญาต่าง ๆ เพื่อให้มีความสะดวกในการไปทำสัญญาโดยที่ไม่จำเป็นต้องเอาทุกเรื่องมาเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ แต่ท่านก็ไม่ทำกัน

ท่านประธานที่เคารพครับ ในประเด็นสุดท้ายคือเรื่องที่มาของ ส.ว. กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าข้ออ้างในการใช้คำว่า ประชาธิปไตย ก็คือ ให้ประชาชนเลือกทั้ง ๒๐๐ คนนั้นแท้จริงแล้วก็เป็นเพียงต้องการขจัด ส.ว. บางส่วนที่มาจาก การสรรหา ต้องการสกัดคนเหล่านั้นไม่ให้เข้ามาทำหน้าที่เป็นก้างขวางคอในการที่จะครอบงำ วุฒิสภาต่างหาก ท่านประธานที่เคารพครับ การออกแบบให้มีวุฒิสภา ๒๐๐ คนมาจาก การเลือกตั้งของประชาชนนั้นแท้จริงแล้วคืออะไร ผู้ที่จะมาจากการเลือกตั้งของ ส.ว. ๒๐๐ คน มาจากฐานของพรรคการเมือง พรรคการเมืองผู้มีอำนาจทางการเมืองสามารถเข้าไปครอบงำ และสามารถเข้าไปดลบันดาลชี้ผลการเลือกตั้งได้ การที่สามารถชี้ผลการเลือกตั้งได้ นั่นหมายความว่าเขาสามารถที่จะครอบคลุมครอบงำคนที่จะเข้ามาทั้ง ๒๐๐ คนนี้ได้ ไม่ยากหรอกครับ ท่านประธานที่เคารพครับ บทบาทของ ส.ว. ในช่วงที่ผ่านมานั้นต้องเข้าใจว่า ความคาดหวังของคนก็คืออยากเห็น ส.ว. เป็นสภาสูง อยากเห็น ส.ว. เป็นสภากลั่นกรอง อยากเห็น ส.ว. เป็นกลาง แต่หลายปีที่ผ่านมานี้ต้องยอมรับครับท่านประธานว่าผู้คนสิ้นหวัง ผู้คนไม่สบายใจ ไม่สบายใจกับข่าว ส.ว. บางกลุ่ม บางพวกรับเงินเดือนจากรัฐบาล ส.ว. บางคน ไปมีผลประโยชน์กับฝ่ายรัฐบาลในเชิงธุรกิจการค้า ส.ว. หลายคนมีพฤติกรรมแสดงออกโจ่งแจ้งว่า ยืนอยู่ข้างรัฐบาลแบบนี้จะเป็นกลางได้อย่างไร แบบนี้จะเป็นสภาสูงได้อย่างไร และวันนี้ มาขอแก้ไขมาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คนมาโดยอยู่ในวาระตำแหน่ง ๖ ปี เรียกว่าลงทุนทีเดียว ก็กินยาวนานเลยครับ และลงสมัครกี่ครั้งก็ได้ เอาอย่างนี้ไหมล่ะครับ ถ้าต้องการจะมาจาก การเลือกตั้งจากประชาชน วาระการดำรงตำแหน่งจาก ๖ ปีเหลือ ๓ ปี ให้ประชาชนได้ตรวจสอบ ทุก ๓ ปีว่าคุณเป็นกลางจริงหรือไม่ คุณทำหน้าที่เป็นผู้กลั่นกรองจริงหรือไม่ คุณไม่แอบอิง กับอำนาจรัฐจริงหรือไม่ ๓ ปีให้ประชาชนตรวจสอบครั้งหนึ่ง และอำนาจของท่านต้องถูก ตัดลงไปอยู่ในเรื่องของการกลั่นกรองกฎหมาย และแถมท้ายว่าให้ท่านสามารถออกกฎหมายได้ด้วย แล้วแลกกันระหว่างสภาสูงกับสภาล่างในการพิจารณากฎหมายระหว่างกัน ที่สำคัญที่สุด ท่านต้องกำหนดคุณสมบัติพิเศษของท่านว่าท่านมีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะที่จะทำหน้าที่ วุฒิสภาอย่างไร ไม่เช่นนั้นแล้วเราเพียงแต่จะได้นักการเมืองกลุ่มใหม่เข้ามาอีกกลุ่มหนึ่ง ที่มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คนโดยที่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย กระผมจึงไม่เห็นด้วย กับการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับดังกล่าวมาแล้ว กราบขอบพระคุณครับ