เทพไท เสนพงศ์ พูดถึงการไม่ยอมรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ และเรียกร้องให้ประธานสภาไม่นั่งในตำแหน่งประธาน และไม่ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญของการเสนอเรื่องเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และเรียกร้องให้มีการแก้ไขมาตรา ๖ เพื่อให้สมาชิกวุฒิสภาสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้ต่อเนื่อง และวิจารณ์ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาและไม่สมบูรณ์
ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไทย เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องเรียนกับท่านประธานเป็นเบื้องต้นก่อนว่า ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ยอมรับและไม่รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ และผมก็ต้องเรียน กับท่านประธานว่าจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมดที่ได้แสดงออกถึงการไม่ยอมรับ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ ซึ่งเป็นสิทธิของพวกเราพรรคประชาธิปัตย์ แต่อย่างน้อย ท่านประธานก็คงจะเห็นข่าวเห็นฝ่ายตรงกันข้ามพยายามที่จะออกมากล่าวหาใส่ร้ายว่า พวกผมเป็นคนขัดขวางการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านประธานดูสื่อในหน้าหนังสือพิมพ์ อย่างน้อย ๓ ฉบับในวันนี้พยายามพูดถึงการไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมไปถึง การพยายามที่จะพูดว่าพวกผมพยายามขัดขวางตีรวนกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภา ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานนะครับว่าพวกผมไม่เจตนาที่จะไปตีรวนหรือขัดขวางใด ๆ ทั้งสิ้น พวกผมเห็นด้วยมาโดยตลอดว่ารัฐธรรมนูญที่แก้ไขได้และเห็นด้วยสำหรับการแก้ไข เป็นรายมาตรา และในรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้มีการแก้ไขเป็นรายมาตรามาแล้ว ข้อกล่าวหาว่าพวกผมตีรวนในสภา ผมต้องเรียนกับท่านประธานผ่านไปยังสื่อยักษ์ใหญ่ ๒-๓ สำนักที่พยายามพาดพิงมายังพรรคประชาธิปัตย์เมื่อเช้า กรณีการไม่ยอมรับคุณนิคม ไวยรัชพานิช ต้องเรียนกับท่านประธานอย่างตรงไปตรงมาครับว่าท่านไม่เหมาะสมที่จะมา นั่งในตำแหน่งประธานที่ประชุม และท่านก็ให้สัมภาษณ์เมื่อสักครู่ว่าท่านอยากจะถอนชื่อ ออกจากร่างแก้ไขของท่านแต่เกรงว่าจะเสียเวลา ซึ่งผมคิดว่าเป็นการให้เหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผลนะ ท่านประธาน จริง ๆ ถ้าหากว่าท่านมีเจตนาที่จะเสนอตัวหรือว่าจะถอนชื่อออกจากร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญที่ท่านเสนอใช้เวลาไม่เกิน ๕ นาที ๑๐ นาที ขออนุมัติจากที่ประชุมพวกเราก็อนุมัติ ก็แค่นั้นเองครับ เพราะฉะนั้นขอชี้แจงมายังสื่อมวลชนและทุกฝ่ายที่พยายามจะพาดพิงมายัง พรรคประชาธิปัตย์ว่าเป็นคนขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องเรียนกับท่านประธานนะครับ ว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ พวกผมไม่ได้หวงแหนหรือไม่ได้แสดงความเป็นเจ้าของใด ๆ ทั้งสิ้นครับประธาน แต่ว่าเมื่อเราเป็นคนไทยและกฎหมายรัฐธรรมนูญได้ประกาศใช้มีการลง พระปรมาภิไธยเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศแล้ว พวกผมก็ยอมรับครับ แล้วก็ปฏิบัติตาม สุดท้ายมีการลงพระปรมาภิไธยเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศแล้ว พวกผมก็ยอมรับแล้วก็ ปฏิบัติตามกฎหมายครับ แต่ว่ามันมีคนบางคนหรือบางพวกบางกลุ่มที่พยายามที่จะใส่ร้ายว่า รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาจากเผด็จการตัวเองไม่ยอมรับ พูดถึงต้นไม้พิษ ผลไม้พิษ ก็ต้อง เรียนกับท่านประธานว่าคนเหล่านี้รังเกียจรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญเผด็จการ แต่ว่าในทางตรงกันข้ามคนเหล่านี้หาเศษหาเลยกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ถ้าไม่ยอมรับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จริงตามที่ปากว่านี่ต้องทำเหมือนกับนักการเมืองในอดีตคนหนึ่ง ที่ผมชื่นชม คือคุณอุทัย พิมพ์ใจชน ท่านขนานนามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๒๒ ว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับหมาเมิน แล้วท่านก็ไม่ลงเลือกตั้งเป็นการประท้วงรัฐธรรมนูญ อันนี้เขาเรียกว่าคนจริงครับ ท่านประธาน แต่ว่าด่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แล้วตัวเองก็มาเป็น ส.ส. นั่งหน้าสลอน ในสภาเสพอำนาจเป็นรัฐบาลแล้วก็มากล่าวหาทุกวันว่าเป็นรัฐธรรมนูญโจร ผมต้องเรียนกับ ท่านประธานอย่างตรงไปตรงมาอย่างนี้ละครับท่านประธานเพื่อให้มันมีความชัดเจนขึ้น ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรายมาตราที่พวกเราทำกันมา ในอดีตมันมีที่มาครับท่านประธาน อย่างน้อยก็ต้องมีข้อเสนอจากคณะกรรมการ ที่ทุกฝ่ายเสนอ เช่นคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไข รัฐธรรมนูญที่สภาตั้ง ๓ ฝ่ายขึ้นมา มีคุณดิเรก ถึงฝั่ง เป็นประธาน แล้วก็มีข้อเสนอแนะ มากมาย ในข้อเสนอแนะนั้นพวกผมเห็นด้วยในบางข้อเสนอด้วยซ้ำไป แต่ว่ามันเป็น ผลประโยชน์ทับซ้อนกับพรรคประชาธิปัตย์เราก็ไม่ทำครับท่านประธาน หรือแม้แต่ คณะกรรมการพิจารณาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน ศึกษาชุดนี้ ได้เสนอความเห็นหรือข้อแก้ไขจำนวนหนึ่ง เราก็เอามาปฏิบัติแล้วก็มาร่างแก้ไข รัฐธรรมนูญในยุคของรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่ว่าในวันนี้ร่างทั้ง ๓ ร่างนี้ผมยังไม่ทราบเลยว่า ต้นสายปลายเหตุมาจากไหน จากผลการศึกษาของใคร หรือจากการมุบมิบของฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายใดที่ตกลงแล้วมันสมผลประโยชน์กัน หรือที่เขาบอกว่าผลัดกันเกาหลังท่านประธาน แล้วก็มาเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข ๓ ฉบับ ผมได้รับการยืนยันจากเพื่อนสมาชิก ฝ่ายรัฐบาลบางท่านว่าจริง ๆ ก็ไม่อยากที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ด้วยซ้ำไป แต่ว่า มีบางฝ่ายเข้ามาขอร้องก็อยากจะให้มีการแก้ไขโดยเร็ว จึงเป็นที่มาของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านประธานก็รู้นี่ครับว่าทำไมต้องรีบเร่งแก้ไข และในบางประเด็นมันไม่มีอยู่ในผลการศึกษาใด ๆ ทั้งสิ้นแม้แต่ชุดเดียวท่านประธาน การร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผมต้องเรียนกับท่านประธานว่า เราแก้ไขได้ถ้าหากว่าเป็นการแก้ไขเพื่อให้เกิดประชาธิปไตย แต่การแก้ไขเพื่อลิดรอนสิทธิ พี่น้องประชาชนไม่เป็นประชาธิปไตย อันนี้ก็ต้องคุยกันครับ ผมเชื่อว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับแรกที่ผมอยากจะอภิปรายครับท่านประธาน คือมาตรา ๖๘ มาตรา ๖๘ มีการพูดว่า ไม่มีอะไรที่ไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน เพียงแต่ว่าไม่มีความชัดเจนในตัว เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ เราแก้ปัญหาง่ายนิดเดียวครับท่านประธาน ถ้าไม่มี ความชัดเจนก็เขียนให้ชัดเจน ก็แค่นั้นครับ แต่มาตรา ๖๘ ไม่มีอยู่ในผลการศึกษา ของคณะกรรมการศึกษาใด ๆ ทั้งสิ้น เพิ่งมามีก็ต่อเมื่อตอนที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ร่างแก้ไขมาตรา ๒๙๑ เท่านั้นละครับ เป็นประเด็นหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาครับ ถ้าไม่ได้วินิจฉัย เรื่องนี้ก็ไม่ได้หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาแก้ไขหรอกครับท่านประธาน ประเด็นก็คือว่าร่างมาตรา ๖๘ ที่จะมีการแก้ไข โดยอ้างว่าช่องทางที่นำไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญต้องการที่จะเขียนให้ชัดเจน นั่นก็คือใช้ช่องทางเดียวก็คือผ่านอัยการสูงสุด ทั้งที่ความชัดเจนศาลรัฐธรรมนูญเขาวินิจฉัยว่า ช่องทางที่พี่น้องประชาชนยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำได้ และคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญก็ผูกมัดกับทุกองค์กรอยู่แล้วครับท่านประธาน แต่ถ้าหากว่าคนที่แก้ไข ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้บอกว่าเพื่อเป็นการเปิดโอกาสหรืออ้างว่าเป็นประชาธิปไตยตามที่ กล่าวอ้าง ผมคิดว่าไม่ได้เขียนแบบรวบรัดหรือปิดช่องเฉพาะช่องทางอัยการสูงสุดเท่านั้น ถ้าผู้เสนอร่าง มีความจริงใจบอกว่าควรจะเปิดหนทางไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญได้หลายช่องทาง ผมเสนอเลย ในวันนี้ ทำไมท่านไม่เขียนบรรจุเกี่ยวกับผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ยื่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน เข้าไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญได้อีก หรืออีกช่องทางหนึ่งท่านก็เขียนต่อไปเลยว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนหนึ่งในห้าเข้าชื่อยื่นต่อประธาน ประธานก็นำยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ หรือท่านสมาชิกวุฒิสภา จำนวนเท่าไรก็ตามเพื่อเปิดช่องทางให้มีทางเลือกมากขึ้นที่นำไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ว่า ในขณะนี้มีช่องทาง ๒ ช่องทางคือช่องทางของประชาชนทั่วไปกับช่องทางของอัยการสูงสุด และสุดท้ายท่านก็ปิดช่องทางประชาชนเพื่อผ่านอัยการสูงสุดครับ และท่านก็รู้ว่าอัยการสูงสุด ที่ผ่านมามีพฤติกรรมเช่นไรครับ ต่อกรณีมาตรา ๒๙๑ ท่านเห็นไหมล่ะครับ สำนักงานอัยการสูงสุด มีจุดยืนอย่างไรและทำงานล่าช้าเพียงใดครับท่านประธาน มาตรานี้ผมเรียนกับท่านประธานว่า มีการเขียนแบบลุกลี้ลุกลนและมีข้อบกพร่องอย่างเห็นได้ชัดยังไม่มีเพื่อนสมาชิกคนไหน อภิปราย แต่ผมจะชี้ให้ท่านประธานเห็นนะครับ ซึ่งมาตรา ๖๘ เป็นมาตราสำคัญที่จะนำไปสู่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงมติในวาระที่สามเกี่ยวกับ มาตรา ๒๙๑ ซึ่งหลายคนก็บอกว่ามันเป็นธงที่ต้องการที่จะแก้ไขหรือจะลงมติอยู่แล้ว ผมเรียนกับท่านประธานอย่างตรงไปตรงมาเลยครับ วันนี้ถ้ามีความจริงใจว่ารัฐธรรมนูญวาระที่สาม จะไม่มีการลงมติเหมือนกับฝ่ายยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยพูด ถอนเลยครับท่านประธาน เพื่อพิสูจน์ความจริงใจถอนออกจากสภาแห่งนี้เพื่อให้สังคมได้สบายใจ แต่นี่ไม่มีครับ มันเป็นการปิดช่องทางนี้ เมื่อเช้าผมได้ฟังท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์ครับ สื่อมวลชน ถามท่านนายกรัฐมนตรีว่าการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ เป็นการลิดรอน สิทธิประชาชนหรือไม่ ผมไม่ทราบว่าท่านประธานได้ดูหรือเปล่านะครับ ผมทั้งขำ ทั้งสงสาร ท่านมึนงงกับมาตรา ๖๘ แล้วท่านก็ถามนักข่าวว่าลิดรอนสิทธิประชาชนตรงไหนบ้าง คือผมก็ ไม่แน่ใจว่าความเห็นของผู้นำสูงสุดของประเทศและให้ความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไข รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นครั้งแรกและทุกคนก็มึนงงกับท่าทีของท่านนายกรัฐมนตรีมากเลยครับ ประเด็นที่ผมอยากจะชี้ให้ท่านประธานเห็นว่าการเขียนมาตรานี้ลุกลี้ลุกลน ก็คือการเขียน มาตรานี้ใน ๓ วรรค วรรคแรก ต้องเรียนท่านประธานว่าเป็นการคัดลอกมาจากมาตราเดิม วรรคสอง มีการแก้ไข ตัดสิทธิของประชาชนออก แต่ด้วยความลุกลี้ลุกลน ท่านประธาน ดูวรรคสามสิครับ ในกรณีที่ศาลวินิจฉัยสั่งการให้พรรคการเมืองใดเลิกกระทำการใดตามวรรคสอง ศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งยุบพรรคการเมืองได้ นี่ไม่ได้รับการแก้ไขเลยครับ จริง ๆ แล้ววรรคนี้ ไม่ควรมีครับ เพราะท่านแก้มาตรา ๒๓๗ ไปแล้วเกี่ยวกับกรณียุบพรรคว่าไม่มีการยุบพรรค และผมถามท่านประธานแล้วมาโผล่อยู่ในมาตรา ๖๘ ได้อย่างไรครับท่านประธาน อันนี้แสดงว่า มีความบกพร่องในการเขียน ในการเสนอร่างฉบับนี้อย่างเห็นได้ชัดว่ามีการลุกลี้ลุกลน ถ้าหากว่ามีการตรวจสอบตรวจทานและให้สอดคล้องกับคำแก้ไขทั้งหมด วรรคนี้ต้องตัดออกครับ เมื่อท่านเสนอยกเลิกมาตรา ๒๓๗ เกี่ยวกับการยุบพรรค ถามว่ามาโผล่โทษการยุบพรรค ในมาตรานี้ได้อย่างไรครับ อันนี้ชัดครับท่านประธาน
ส่วนที่ ๒ ที่ผมจะพูดก็คือว่าในกรณีของการเสนอเรื่องเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ผมต้องเรียนว่านี่คือประเด็นหัวใจของการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ นี่คือแรงบันดาลใจ ที่มีการขับเคลื่อนที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ฉบับ พูดง่าย ๆ เวลามันสั้นท่านประธานครับ ช่องทางเดียวที่เสนอให้สมาชิกวุฒิสภาลงสมัครรับเลือกตั้งได้อย่างต่อเนื่อง ท่านประธาน ดูตรงไหนครับ ดูมาตรา ๖ เป็นการเขียนแก้ไขข้อความที่น่าละอายเป็นอย่างยิ่งครับ “บุคคลเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงมาแล้ว ยังไม่เกินสองปี จะเป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งมิใช่สมาชิกวุฒิสภา มิได้” คือเปิดช่อง ให้สมัครวุฒิสภาต่อเพียงอย่างเดียวท่านประธานครับ และผมถามท่านประธานแล้วพวก ส.ส. อย่างผมล่ะครับ ทำไม (๗) บอกว่าถ้าหากว่าหมดสมาชิกสภาพจาก ส.ส. แล้วต้องเว้นวรรค ๕ ปีท่านประธาน ทำไมพวกผมไม่สามารถสมัครสมาชิกวุฒิสภาได้อีก สมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งเป็นพื้นฐานของพี่น้องประชาชนธรรมดาแท้ ๆ ยังกำหนดเว้นวรรคไว้ ๕ ปีท่านประธาน ใน (๖) ท่านประธานเห็นไหม เป็นการเขียนเอารัดเอาเปรียบอย่างเห็นได้ชัดเจน ถ้าผมเป็น วุฒิสมาชิกผมอายครับ วุฒิสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งและลงชื่อในร่างแก้ไขฉบับนี้ผมอาย เพราะเป็นการทำเพื่อตัวเองโดยแท้ แล้วก็ชัดเจนครับ ถ้าหากว่าจะทำเพื่อคนอื่นต้องยกเลิก ทั้งวรรคครับ วรรคนี้ไม่ใช่ไม่ยกเลิกเลยแล้วเว้นไว้เฉพาะสมาชิกวุฒิสภาครับ ผมต้องเรียน กับท่านประธานครับ จริง ๆ ผมมีอยู่หลายประเด็นแต่ด้วยเวลาจำกัด ผมอยากจะเรียนว่า มีสิ่งที่ลุกลี้ลุกลนที่จะทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้เห็นได้ชัด
๑. เป็นการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับร่างขึ้นมาเห็นได้ชัดว่าไม่สมบูรณ์แล้วก็ เป็นปัญหา
๒. ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่ามีการบรรจุร่างนี้ท่านประธานก็เห็นว่า อย่างรวดเร็ว
๓. ท่านประธานก็เห็นว่าการเสนอตั้งคณะกรรมาธิการแยกเป็น ๓ คณะ เพื่อที่จะทำให้รวดเร็ว ทั้ง ๆ ที่ ๓-๔ มาตรานี้ใช้คณะกรรมาธิการชุดเดียวก็ได้ครับ และ
๔. เห็นได้ชัดว่าจะมีการเร่งรีบให้ทำโดยเร็ว โดยอาจจะมีการขยาย สมัยประชุม หรือเปิดสมัยประชุมวิสามัญโดยการที่มีคำสั่งให้คณะกรรมาธิการอย่างพวกผมนี่ ให้อยู่ไม่ไปดูงานในต่างประเทศ นี่ทั้งหมดเป็นเรื่องที่พยายามเร่งรัดร้อนรนเพื่อที่จะนำไปสู่ การแก้ไขเพื่อนำไปสู่การกินรวบประเทศไทย และทำเพื่อคนบางกลุ่มเท่านั้นท่านประธานครับ ขอบคุณครับ