บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ พูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยแสดงความคิดเห็น 3 ประเด็น คือ ที่มาของวุฒิสมาชิก การแก้มาตรา ๖๘ และการแก้ไขมาตรา 190 โดยมองว่าการแก้ไขเหล่านี้จะทำให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพน้อยลง และไม่ควรแก้ไขโดยไม่ผ่านสภาของส.ส. ส.ว.
ท่านประธานที่เคารพ กระผม บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมต้องขออนุญาตท่านประธานที่จะใช้เวลา ของสภาเพื่อแสดงความคิดความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันนี้ ท่านประธานครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศที่เมื่อใช้ไประยะหนึ่งหากเห็นว่า มีประเด็นใดเป็นข้อบกพร่องหรือมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะแก้ไขเพื่อประโยชน์ของประเทศ หรือประโยชน์ของพี่น้องประชาชนก็ย่อมที่จะแก้ไขได้ วันนี้การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เราจะเห็นได้ว่ามีการเสนอมา ๓ ร่าง แต่ละร่างนั้นเป็นการร่วมกันเสนอระหว่าง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ที่สำคัญที่แลเห็นชัดเจนว่าการเสนอ ๓ ประเด็นหรือ ๓ ร่างนี้จะเป็นการเสนอแบบต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน ผมเห็นอย่างนั้น ส.ส. เป็นผู้เสนอก็ไปเสนอเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ส่วนสมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้เสนอ ก็ไปเสนอเรื่องประโยชน์ของ ส.ส. ทำได้ไหมครับ ได้ครับ ๒๙๑ ท่านใช้สิทธิ ส.ส. ส.ว. ร่วมลงชื่อกันเกิน ๑ ใน ๕ ท่านก็ยื่นไป แต่วันนี้กระผมในนามของพรรคภูมิใจไทย จะขออนุญาตแสดงความคิดเห็น ๓ ประเด็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้ ท่านประธานครับ ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ต่างจังหวัดอยู่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งวันนี้พี่น้องในพื้นที่ผมก็ถามตลอด แต่ละวันก็จะเห็นแต่เรื่องข่าวการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ยังไม่เห็นการแก้ไขราคามันสำปะหลังตกต่ำเสียที ในพื้นที่จะเห็นมีป้ายขึ้นเต็มไปหมด วันนี้มาพูดให้ฟังครับเพื่อจะรู้ว่าประชาชนอยากจะเห็นผู้บริหารบ้านเมืองนอกจากแก้ รัฐธรรมนูญแล้วแก้เรื่องสินค้าราคาเกษตรให้เขาด้วย ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นแรก ที่จะแสดงความเห็นในการแก้รัฐธรรมนูญ นั่นคือประเด็นที่มาของวุฒิสมาชิก วันนี้การเสนอ แก้ให้มีการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมดจำนวน ๒๐๐ คน ท่านประธานครับ ผู้เสนอแก้ที่มาของ สมาชิกวุฒิสภาได้บอกว่าเพื่อเป็นการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้พี่น้องประชาชน ได้มีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง ควรอย่างยิ่งที่จะให้สมาชิกวุฒิสภาหรือ ส.ว. มาจาก การเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ฟังดูแล้วน่าจะสนับสนุน ท่านประธานครับ เป็นที่เข้าใจ ตรงกันว่ารัฐสภาของไทยนั้นเราจะมีสภาอยู่ ๒ สภา คือสภาที่มาจากตัวแทนประชาชน โดยตรงก็คือ ส.ส. หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันนี้มี ๒ ระบบครับ ระบบหนึ่งเรียกว่า ระบบสัดส่วนหรือบัญชีรายชื่อ อีกระบบหนึ่งเรียบว่าระบบเขตเลือกตั้งที่เรานั่งทำงานกันอยู่ในขณะนี้ ส่วนวันนี้ ส.ว. ก็มี ๒ ระบบ ระบบหนึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงจังหวัดละ ๑ คน อีกระบบหนึ่งคือระบบสรรหาผู้ที่มีวุฒิภาวะด้านความรู้ ด้านการศึกษา ด้านใด ก็กำหนดกันไป วันนี้ก็นั่งทำงานอยู่ในสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ ถามว่าเมื่อแก้รัฐธรรมนูญ ให้ ส.ว. มาจากประชาชนโดยตรงจะเป็นอย่างไรล่ะ ประเทศไทยของเราเคยใช้ไหม เราใช้มาแล้ว เมื่อประมาณปี ๒๕๔๘-๒๕๔๙ เราก็เคยมีสมาชิกวุฒิสภาหรือ ส.ว. มาจากการแต่งตั้ง ท่านประธานครับ เราก็รู้สถานการณ์วันนั้นถูกกล่าวหาว่า ส.ว. นั้นขาดความเป็นกลาง เป็นสภาที่มีใบสั่งโดยตรงลงมาให้ทำอย่างไรก็ได้ ถูกกล่าวหาว่ารับเงินเดือนจากพรรคการเมือง จากนักการเมือง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต วันนี้ใครเป็นนักการเมืองในสภาหลาย ๆ ปีก็รู้ว่าเรื่องนี้มีการกล่าวขานกัน แล้ว ส.ว. เขาก็ ไม่ปฏิเสธครับว่าเขารับเงินเดือนจริง เมื่อเหตุการณ์เป็นอย่างนี้สุดท้ายนำไปสู่การยึดอำนาจ แล้วก็มีการทำกฎหมายขึ้นใหม่ แล้วก็ให้ ส.ว. ซึ่งเป็นสภาสูงนี่มา ๒ แนวทาง เลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน แต่งตั้งตามอัตราส่วนที่ปรากฏนั่งอยู่ในสภาขณะนี้ ท่านประธานครับ ถามว่า ส.ว. อำนาจหน้าที่เป็นอย่างไร พวกเราก็รู้ว่า ส.ว. นั้นมีอำนาจหน้าที่ที่ถือได้ว่าแต่งตั้งองค์กร อิสระ ถอดถอนองค์กรอิสระ ฉะนั้นบทบาทของ ส.ว. นอกจากเป็นสภาสูงแล้ว ก็ต้องเป็น สภาแห่งความเป็นกลางในการกลั่นกรองกติกากฎหมายบ้านเมือง ฉะนั้นถ้า ส.ว. ไม่เป็นกลางทางการเมืองอะไรจะเกิดขึ้นในประเทศ เราก็เห็นอยู่แล้วครับ ในปี ๒๕๔๘-๒๕๔๙ ถูกกล่าวหาเสียหาย วันนี้ถามว่าอะไรเกิดขึ้นครับ มี ส.ว. เลือกตั้ง ส.ว. แต่งตั้ง แน่นอนที่สุดครับ นักการเมืองทั่วไปก็รู้ว่า ส.ว. ที่เขามาจากการแต่งตั้งเขาก็มีแนวคิดของเขา หลายครั้งก็มี แนวคิดตรงกันข้ามกับรัฐบาล พอตรงกันข้ามกับรัฐบาลจะไปกล่าวหาว่า ส.ว. เหล่านี้ มีความคิดต่างไม่ได้ เพราะระบอบประชาธิปไตยนั้นความคิดย่อมไม่เหมือนกัน ถ้าเขาคิดต่าง ควรฟังสิว่าเขามีเหตุผลอะไรบ้างที่เขาคิดต่าง แล้วนำสิ่งของคิดต่างมาใช้ มาปรับปรุง การบริหารประเทศของรัฐบาล เราจะเห็นเรื่องหนึ่งครับในการแก้ที่มาของ ส.ว. ส.ว. ได้ใช้ สิทธิหลายเรื่องในการทักท้วง ในการทำงานของรัฐบาล สุดท้ายผมเชื่อว่า ส.ว. กลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้คงจะไม่เข้าตารัฐบาล วันนี้พอแก้ที่มามาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยบอกว่า เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งโดยตรง เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองเหตุผล ฟังดีมาก เมื่อการประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ. กู้เงินคราวที่แล้วผมก็เสนอครั้งหนึ่งว่ากู้เงินเยอะ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงเถอะ สุดท้ายท่านก็ไม่เอาด้วย ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยกับการมี ส.ว. หรือสภาสูงเลือกตั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์คือ ๒๐๐ คน เพราะจะต้องมีรูปแบบที่แตกต่างกัน การเลือกตั้งเราก็รู้ครับ ส.ว. คนไหนลงสมัครเลือกตั้ง ในแต่ละจังหวัดท่านจะได้เป็น ส.ว. ต้องอิงนักการเมืองทั้งนั้นละครับ อิงพรรคการเมือง น้อยคนมากที่เป็น ส.ว. โดยไม่ได้สนใจพรรคการเมือง ใช้ความรู้ความสามารถของตัวเอง ผมเชื่อครับบางพื้นที่ แต่พื้นที่ต่างจังหวัดผมมั่นใจว่าท่านต้องอิงกับพรรคการเมือง นักการเมืองในพื้นที่ทั้งนั้น ฉะนั้นวันนี้ถ้ามาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง สุดท้าย เมื่อท่านอยู่ในระบบอุปถัมภ์กับนักการเมืองกับพรรคการเมือง แล้วท่านจะเป็นกลาง ทางการเมืองได้อย่างไรล่ะครับ อำนาจหน้าที่ของ ส.ว. นั้นแต่งตั้งองค์กรอิสระ ถอดถอน องค์กรอิสระ วันนี้ถ้ามันเป็นสภาที่ถูกการเมืองครอบงำและจะมีไว้ทำไมล่ะครับ ส.ว. ฉะนั้น ผมจึงไม่เห็นด้วยการดำรงคงอยู่ของ ส.ว. วันนี้ ผมเห็นว่าเหมาะสมแล้ว ท่านก็มาจาก การเลือกตั้งส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็สรรหาไป กำหนดวิธีการความรู้ความสามารถ เพราะวันนี้ท่านเป็นสภาสูง สภาสูงต้องเป็นสภาที่ถือได้ว่ามีบทบาทสำคัญมากในการที่จะเป็น สภากลั่นกรองหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ ฉะนั้นผมไม่เห็นด้วยกับที่มา ของ ส.ว. ที่จะให้มีการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด ๒๐๐ คนครับ
ประการที่ ๒ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ประเด็นการการแก้มาตรา ๖๘ ในมาตรา ๖๘ เป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องของการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ซึ่งเดิมนั้นตามกฎหมายนี้ ที่ปรากฏอยู่ในเอกสารรัฐธรรมนูญก่อนแก้ เป็นการพิทักษ์การปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย ซึ่งเนื้อหากฎหมายนั้นก็เป็นที่ถกเถียงกันว่าการใช้สิทธิของประชาชนนั้นควรอย่างยิ่งที่จะ ร้องตรงต่ออัยการสูงสุด หรือจะให้สิทธิกับประชาชนเขาสามารถยื่นโดยตรงต่อ ศาลรัฐธรรมนูญได้ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อสักครู่มาตราที่แก้ที่มาของ ส.ว. บอกว่า ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง แต่วันนี้เสนอแก้มาตรา ๖๘ ตัดสิทธิ ประชาชนครับ ท่านประธานครับ ที่มาของมาตรา ๖๘ นี้ผมเชื่อเหลือเกินว่าคงเป็นที่มา จากการโต้แย้งในช่วงที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑ ในเนื้อหาสาระ ของรัฐธรรมนูญฉบับนั้นก็ให้ สสร. เป็นผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมด สุดท้ายก็ได้มีบุคคลที่ไป ใช้สิทธิในความเป็นประชาชนคนไทยไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในขณะนั้นยังไม่มีการตัดสิน ผู้รู้ นักวิชาการ นักกฎหมาย ดอกเตอร์ก็ออกมาเถียงกัน มองกฎหมายคนละมุมบอกว่า ไปยื่นตรงเองไม่ได้จะต้องอัยการสูงสุดอย่างเดียว ฝ่ายกฎหมายอีกด้านหนึ่งก็บอกว่า ต้องประชาชนได้ด้วย ความเห็นแตกต่างกันเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตยครับ ท่านประธาน แต่สุดท้ายเราปกครองระบอบประชาธิปไตย ถ้าระบบยุติธรรมเราก็มีศาล วันนี้เมื่อมีข้อสงสัยในรัฐธรรมนูญ ความเห็นที่แตกต่างก็ต้องจบที่ศาลรัฐธรรมนูญครับ วันนี้ ประเด็นมาตรา ๖๘ มันมีที่มาที่ไป คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๑๘-๒๒/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ที่ได้มีการยื่นของคณะบุคคลหลายคณะ ไม่ว่าจะเป็น พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม กับคณะที่ ๑ นายวันธงชัย ชำนาญกิจ ที่ ๒ นายวิรัตน์ กัลยาศิริ อีกหลายท่านเป็นผู้ร้องยื่นศาล ร้องประธานรัฐสภา ร้องคณะรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา และอีกหลายคน ประเด็นมาตรา ๖๘ ขึ้นไปสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ถามว่า ข้อโต้แย้งความคิดความเห็นของนักกฎหมายจบตรงไหน ก็ต้องจบที่ศาลครับ ถ้าศาลตัดสิน แล้วท่านไม่ยอมรับบ้านเมืองก็เดินต่อไม่ได้ อะไรตัดสินเป็นบวกเป็นผลประโยชน์ต่อเรา ก็บอกว่าดี อะไรตัดสินเป็นทางลบก็ไม่ยอมรับคำตัดสินของศาล ฉะนั้นมาตรา ๖๘ ท่านประธานครับ ศาลได้วินิจฉัยออกมาชัดเจนว่าเรื่องของมาตรา ๖๘ นั้นเป็นเรื่อง ของการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ทางเลือกที่ประชาชนจะใช้สิทธิได้นั้นศาลบอกได้ ๒ ทาง ผมจะ ไม่อ่านรายละเอียดครับ เพราะปรากฏอยู่ในคำวินิจฉัย ทางที่ ๑ ยื่นตรงต่ออัยการสูงสุด อัยการสูงสุดมีหน้าที่สอบสวนหาข้อเท็จจริง หรือทางที่ ๒ ตรงต่อศาลวินิจฉัยได้ นี่คือ ข้อวินิจฉัยเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๕๕ ปัญหาก็เกิดขึ้นว่าเมื่อประชาชนสามารถใช้สิทธิ โดยตรงวันนี้ผู้ยื่นแก้รัฐธรรมนูญก็บอกว่าถ้าประชาชนใช้โดยตรงแล้วต่อไปมันจะวุ่นวาย จะแก้โน่นแก้นี่ไม่ได้ ท่านก็เลยมาแก้มาตรา ๖๘ ผมเชื่อนี่คือเจตนาที่แท้จริงในการแก้ มาตรา ๖๘ หลายคนบอกว่าประชาชนไม่มีสิทธิ ต้องไปที่อัยการสูงสุด ผมบอกจะไปตัดสิทธิ ประชาชนทำไมล่ะครับ วันนี้ประชาชนคนไทย ๖๔ ล้านคนมีสักกี่คนที่เขาจะมีสิทธิไปยื่นตรง ต่อศาลได้ คนที่รู้เรื่องเหล่านี้มีสักกี่คนครับ ยายมียายมา ป้าแม้น เขาทำไร่ทำนาหมดแล้ว เขาไม่ได้สนใจหรอกครับวันนี้สภาผู้แทนราษฎรแก้กฎหมาย แต่วันนี้จะมีคนไทยอยู่กลุ่มหนึ่ง ที่เขาเฝ้ามองการเมือง ผู้บริหารบ้านเมือง หรือเสียงส่วนใหญ่ในประเทศกำลังทำอะไรกันอยู่ ถ้าท่านทำดีต่อประเทศเขาไม่ยื่นหรอกครับ ถ้าท่านทำไปแล้วเขาเห็นว่าอาจจะมีผลกระทบ ต่อบ้านเมืองเขาก็ใช้สิทธิทางศาล ฉะนั้นอย่าไปปิดกั้นเขาเลย อย่าไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เขาเลย วันนี้ท่านเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตย ท่านเรียกร้องการมีส่วนร่วมทางการเมือง ของประชาชน ให้เขาใช้ได้ ๒ ทาง อัยการก็ใช้ไป ประชาชนก็ใช้โดยไป ส่วนที่กลัวว่า คดีจะขึ้นศาลรัฐธรรมนูญเยอะแยะ ท่านไม่ต้องกลัวหรอกครับ ศาลเขามีความสามารถเขาเป็นศาลแล้วก็ทำไป ส่วนยื่นแล้วจะวินิจฉัยไม่รับคำร้องอะไร ก็เป็นเรื่องของศาล ฉะนั้นประเด็นนี้ผมยังเห็นว่าไม่ควรที่จะแก้คงไว้แบบเดิมนั้นถูกต้องแล้ว ถ้าท่านแก้เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนครับ
ประการสุดท้ายครับท่านประธาน การขอแก้มาตรา ๑๙๐ มาตรา ๑๙๐ นั้น ฟังดูก็บอกว่าแก้เพื่อความคล่องตัวในการบริหารประเทศของฝ่ายบริหาร มาตรานี้อยู่ใน หมวดของคณะรัฐมนตรีหรือฝ่ายบริหาร เจตนาของกฎหมายที่มีมาตรา ๑๙๐ ก็เพื่อที่จะให้ ฝ่ายบริหารเวลาบริหารประเทศ เวลาท่านจะทำสัญญาอะไร ท่านจะทำเรื่องที่ผูกพัน กับประเทศเรื่องอะไรสำคัญ ๆ แล้วนี่ท่านจะต้องมาถามตัวแทนประชาชนคือ ส.ส. และ ส.ว. ถามว่าประเทศไทยวันนี้มีมาตรา ๑๙๐ แล้วนี่มีอะไรบ้างที่ทำให้สัญญาต่าง ๆ ขอรัฐสภาแล้ว มีปัญหา ไม่มี ผมนั่งสภานี้มานานครับ ท่านเปิดสภาเมื่อไรท่านขอกี่เรื่อง ๆ ผ่านหมด ส.ส. ส.ว. ก็มีโอกาสได้ซักถามในประเด็นที่เขาสงสัย ประชาชนเขาไม่มีโอกาสหรอกครับที่เขาจะถาม วันนี้การมีมาตรา ๑๙๐ กำหนดไว้นั่นก็หมายความว่าฝ่ายบริหารเวลาท่านทำอะไรแล้ว ถ้าท่านเชื่อว่าสิ่งที่ท่านนั้นไม่ทำให้บ้านเมืองเสียหายท่านอย่าไปกลัว ในสภาผู้แทนราษฎร ในวุฒิสภา ในรัฐสภาไม่มีเสือ มีแต่ผู้รู้ผู้อยากจะถามว่าสิ่งที่ท่านทำมันเป็นเรื่องอะไรบ้าง ฉะนั้นผมไม่เห็นด้วยในการที่จะปรับปรุงแก้ไขโดยไม่ผ่านสภาของ ส.ส. ส.ว. เท่ากับท่าน ปิดกั้นตัวแทนประชาชนในการที่จะมาสอบถามเรื่องต่าง ๆ และความจริงครับ ผมได้ สอบถามเรื่องนี้กับผู้ปฏิบัติโดยเฉพาะบรรดาอธิบดีในกระทรวงต่าง ๆ ว่าการมีมาตรา ๑๙๐ มันยุ่งยากแค่ไหน เขาบอกว่าไม่มีความยุ่งยากเลยครับ การมีมาตรา ๑๙๐ ดีเสียอีกครับ เขาจะได้เตรียมตัวให้พร้อมว่าเรื่องใดบ้างที่เขาจะไปเจรจาความการเมืองกับประเทศต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อประชาชนและประเทศชาติ เขาก็เตรียมให้พร้อม และที่สำคัญวรรคท้ายของ มาตรา ๑๙๐ เขาเขียนชัดเจนครับ เมื่อเข้ารัฐสภาแล้วต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน ๖๐ วัน ท่านจะไปดึงยาว ๒ ปี ๑ ปีไม่ได้ มีเงื่อนเวลาชัดเจน และที่สำคัญอดีตหรือที่ผ่านมานั้น สภาเราก็ผ่านได้ตลอดมีบางเรื่องถกกันเถียงกันเป็นเรื่องธรรมดาสอบถามเหตุผล รัฐมนตรี นั่งข้างบนก็ตอบมา เมื่อตอบแล้วเข้าใจชัดก็โหวตกันก็ผ่าน ฉะนั้นผมยังเห็นว่ามาตรา ๑๙๐ นั้นยังเป็นมาตราที่มีความสำคัญที่คงไว้ไม่ควรจะปิดกั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงนี้สถานการณ์เพิ่ง ผ่านกฎหมาย ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โอกาสที่จะเจรจาความกู้เงินจำนวนมาก ๆ ตัวแทนประชาชนก็ต้องดูครับว่ามีความเหมาะสมแค่ไหน กู้ที่ประเทศอะไร ดอกเบี้ยเท่าไร เพราะหนี้นี้เป็นหนี้ของประชาชน ฉะนั้นผมยังเห็นว่ามาตรา ๑๙๐ ยังไม่ควรที่จะแก้ไข ยังคงไว้เพื่อให้สิทธิของตัวแทนประชาชนในการสอบถามประเด็นต่าง ๆ ในการบริหาร ประเทศของรัฐบาล ฉะนั้น ๓ ประเด็นนี้ทั้งหมดผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญครับ