รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

ยุทธนา ยุพฤทธิ์ หารือเรื่องบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ โดยเฉพาะมาตรา ๑๑๑ และบทที่เกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา และมาตรา 68 ซึ่งเรียกร้องให้มีการแก้ไขเพื่อให้ชัดเจน และให้ระบบตรวจสอบโดยอัยการสูงสุด ไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญรับช่องทางนี้

นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ สมาชิกวุฒิสภา ยโสธร

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพอย่างสูง กระผม ยุทธนา ยุพฤทธิ์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดยโสธร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ต้องขอแสดงความสนับสนุนและให้กำลังใจท่านประธานที่ทำหน้าที่ ด้วยอุดมคติและมีจุดยืนนะครับ แม้ว่าจะมีเพื่อนสมาชิกบางท่านอาจจะไม่เห็นด้วย ในบางประเด็น แต่ก็เป็นจุดแข็งหรืออุปนิสัยส่วนตัวของท่านที่ท่านชัดเจนและมีจุดยืน ที่จะแสดงความคิดเห็น อันนี้เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านฝากให้สนับสนุนและให้กำลังใจ ท่านมานะครับ เกี่ยวกับประเด็นบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่เราใช้กันอยู่ขณะนี้ ผมไม่ปฏิเสธในเรื่องที่มีจุดแข็งหรือจุดเด่นในเรื่องคุ้มครอง ส่งเสริม ขยายสิทธิและเสรีภาพ ของประชาชน ลดการผูกอำนาจรัฐและขจัดการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม ระบบตรวจสอบ มีความเข้มแข็งและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ถือได้ว่า เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งในจำนวนทั้งหมด ๑๘ ฉบับของประเทศไทย แต่ที่มา ของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นมีที่มาท่ามกลางบรรยากาศในขณะนั้นซึ่งไม่เป็นประชาธิปไตย และมีหลายบทบัญญัติ บางบทบัญญัติที่ขัดหลักนิติธรรม ขัดหลักนิติรัฐนะครับ สิ่งที่ผมจะพูด ต่อไปอาจจะต้องกราบขออภัยเพื่อนสมาชิกบางท่านถ้าหากจะไปพาดพิงหรืออาจจะไป กระทบกระเทือนถึงสิทธิ หรือเกี่ยวข้อง หรือไม่ถูกใจกับท่าน แต่เนื่องจากว่าเป็นเจตนารมณ์ ของพี่น้องประชาชน ตลอดจนเป็นหลักการที่เรายึดมั่นอยู่ในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุขนะครับ ส่วนประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่ไม่สอดคล้องกับ บทบัญญัติประชาธิปไตย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ถูกต้องตามความต้องการของ พี่น้องประชาชน ในกระบวนการรับฟังความคิดเห็นประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้มีคณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้ง ๗๖ จังหวัด ได้ส่งผลของการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเรื่องรัฐธรรมนูญ ในประเด็นต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๑๑ และมาตราที่เกี่ยวกับที่มา ของสมาชิกวุฒิสภา ผลจากการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนทั้ง ๗๖ จังหวัด ทั่วประเทศ ๓ ครั้งต่างเวลากัน คนละช่วงเวลา ครั้งที่ ๑ ประชาชนทั่วประเทศเห็นว่า สมาชิกวุฒิสภาควรจะมาจากการเลือกตั้ง ๖๗.๘ เปอร์เซ็นต์ ครั้งที่ ๒ ทิ้งช่วงกันอีก ระยะหนึ่ง มีการส่งผลจากทั่วประเทศเข้ามายังคณะกรรมาธิการที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ ๖๙.๒ เปอร์เซ็นต์เห็นว่าควรจะมาจากการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชน และครั้งสุดท้าย ครั้งที่ ๓ ๖๘.๖ เปอร์เซ็นต์ ควรจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน สรุปรวมทั้ง ๓ ครั้ง ประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความเห็นและการมีส่วนร่วม ของประชาชนประจำจังหวัดทั้ง ๗๖ จังหวัดทั่วประเทศส่งผลคะแนนการลงความเห็น เฉพาะประเด็นนี้ประเด็นเดียวสรุปแล้วก็คือ ๖๘ เปอร์เซ็นต์ให้มาจากการเลือกตั้งทั้งสิ้น แต่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกลับไม่นำเอาผลของการรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนนั้นมาบรรจุในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แล้วไปออกแบบให้มีที่มา แบบลูกผสมก็คือมาจากการสรรหากึ่งหนึ่ง และมาจากการเลือกตั้งอีกกึ่งหนึ่ง โดยใช้จำนวน ๑๕๐ คนเป็นตัวตั้ง หักออกจากจำนวนจังหวัดในขณะนั้น ๗๖ จังหวัด ก็ ๗๔ ท่าน และในปัจจุบันนี้ ๗๗ จังหวัดก็คงเหลือ ๗๓ ท่าน อันนี้ก็คือเรื่องสำคัญที่ถูกเก็บใส่ลิ้นชัก ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประเด็นนี้ผมจำเป็นต้องพูด จริง ๆ ที่ผ่านมาจากการทำงานร่วมกันสมาชิกวุฒิสภา ประเภทสรรหา ก็อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูด ส่วนใหญ่เราก็จะยอมรับในความรู้ ความสามารถของเพื่อนสมาชิก แต่ก็มีบ้างที่เราไม่เห็นด้วยแม้จะเป็นส่วนน้อยก็ตามแต่ ส่วนใหญ่เราก็เห็นด้วย ผมจำเป็นที่จะต้องนำผลของการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ประจำจังหวัดต่าง ๆ มาให้เพื่อนสมาชิกและท่านประธานได้รับทราบ เนื่องจากว่าผมเองนั้น ก็มีส่วนร่วมในสภาร่างรัฐธรรมนูญขณะนั้นเนื่องจากผมก็เป็นประธานคณะกรรมาธิการ วิสามัญอยู่คณะหนึ่งของสภาร่างรัฐธรรมนูญขณะนั้น

ในประเด็นมาตรา ๖๘ หลายท่านอาจจะมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิพิทักษ์ รัฐธรรมนูญของประชาชน แต่ผมก็อยากให้เพื่อนสมาชิกได้มีมุมมองอีกประการหนึ่ง เนื่องจากว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในมาตรา ๖๘ ในส่วนตัวผมไม่เห็นด้วย เนื่องจากว่ามีเพื่อนสมาชิกบางท่านได้อภิปรายไปแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญนั้นจะระบุไว้ชัดเจน ในมาตรา ๒๑๒ ไม่ได้ออกแบบไว้ให้ประชาชนยื่นคำร้องโดยตรงนะครับ ปกติจะต้องยื่นผ่าน ช่องทางต่าง ๆ ยกเว้นช่องทางที่จะยื่นนั้นไม่มีจึงจะมายื่นช่องทางทางศาลรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติมาตรา ๒๑๒ บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคำวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญได้ การใช้สิทธิตามวรรคหนึ่งต้องเป็นกรณีที่ไม่อาจใช้สิทธิโดยวิธีการอื่นได้แล้ว ก็คงจะเป็นประเด็นที่กราบเรียนให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้ทราบว่าไม่ใช่เป็น การตัดสิทธิหรือลิดรอนสิทธิแต่ประการใด แต่เป็นการปฏิบัติตามขั้นตอนและกระบวนการ เพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดไม่ต้องไปตีความกันอีกในอนาคต แม้ศาลรัฐธรรมนูญปัจจุบันนี้ ตีความว่าควรจะ อาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญแต่ก็ไม่ชัดเจน ยิ่งในภาวะปัจจุบันนี้ประเทศไทย อยู่ในพื้นฐานของความเชื่อที่ว่าเรามีการพิจารณาแบบดับเบิล แสตนดาร์ด (Double standard) หรือสองมาตรฐาน อันนี้เพื่อความกระจ่างชัดในมาตรา ๖๘ ก็ควรจะระบุให้ชัดเจนเลยว่า ควรที่จะให้ระบบตรวจสอบโดยอัยการสูงสุดซึ่งเป็นขั้นตอนของกฎหมายที่ถูกต้อง และออกแบบให้ศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่รับช่องนี้ มีช่องรับตามมาตรา ๒๑๒ ก็กราบเรียน ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้โปรดทราบ ขอกราบขอบพระคุณครับ