วัฒนา เมืองสุข แถลงขัดแย้งหลักนิติธรรมที่มาจากกระบอกปืน และถกเถียงเกี่ยวกับกฎหมายที่ผ่าน 2 สภา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของหลักการประชาธิปไตยและความจำเป็นในการแก้ไขมาตรา ๖๘ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและหลักนิติธรรมในทางกฎหมาย และขอแก้ไขมาตรา 309 เพื่อให้เกิดความชัดเจนในหลักการแบ่งแยกอำนาจ และไม่จำกัดตัดสิทธิของประชาชน
ครับ ผมจะพูดว่าขัด ๓ ประเด็นครับ
ประเด็นแรก หลักนิติธรรมมาจากกระบอกปืน ไม่มีครับ
ประเด็นที่ ๒ กฎหมายทั่วไปผ่าน ๒ สภา ถูกตีความว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญได้ แต่สิ่งที่คณะปฏิวัติทำชอบด้วยรัฐธรรมนูญจนชั่วกัลปาวสาน เป็นไปไม่ได้ครับ
ประเด็นสุดท้าย คำสั่งคณะปฏิวัติด้วยกันเอง เช่นคำสั่ง รสช. ที่ตั้ง พลเอก สิทธิไปยึดทรัพย์เขาถูกตีความว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่คำสั่งคณะปฏิวัติของ พลเอก สนธิ มันมีอภิสิทธิ์เหนือคำสั่งคณะปฏิวัติอื่นได้อย่างไร อันนี้มันขัดกันโดยสิ้นเชิง ก็ว่ากันต่อไป แต่กราบเรียนอีกครั้งหนึ่งครับ มีการเสนอแก้ไขมาตรา ๓๐๙ เมื่อไร ผมจะเป็น คนแรกที่ลงชื่อให้การสนับสนุนในการแก้ วันนี้ขอขอบคุณสภาแห่งนี้ที่ได้ร่วมลงชื่อ ในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ อันเป็นการยืนยันหลักการประชาธิปไตยที่มีความยิ่งใหญ่ว่า มันเป็นของประชาชน ผมกราบเรียนท่านประธานเมื่อเช้าได้อ่านข่าวจากออนไลน์ (Online) บอกว่านักการเมืองอังกฤษท่านหนึ่ง ขออนุญาตเอ่ยชื่อ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเดวิด มิลิแบนด์ ท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคแรงงานของประเทศอังกฤษ ท่านเป็น รองประธานสโมสรฟุตบอลชื่อซันเดอร์แลนด์ สโมสรซันเดอร์แลนด์นี้ปลดโค้ช (Coach) เพราะว่าจะตกต่ำ แล้วตั้งโค้ชคนใหม่ชื่อเปาโล ดิ คานิโอ เปาโล ดิ คานิโอ สมัยเล่นให้ สโมสรลาซิโอเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้วนี่ครับ แสดงท่าดีใจในการยิงประตูด้วยการชูมือ เหมือนไฮล์ ฮิตเลอร์ ท่านลาออกจากรองประธานสโมสรซันเดอร์แลนด์เลยครับ ท่านบอก คนคนนี้มีจิตใจฝักใฝ่เผด็จการท่านอยู่ร่วมไม่ได้ ผมไม่ได้ยกย่องต่างชาติ ไม่ได้ยกย่องคนอังกฤษนะครับ แต่ผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งดีที่ท่าน ทั้งหลายที่อาจจะเรียนจากประเทศนี้น่าจะได้รับไปเป็นตัวอย่างในการเคารพซึ่งสิทธิ ของประชาชน อำนาจอธิปไตยเป็นอำนาจของประชาชนครับ ระบอบประชาธิปไตย เป็นระบอบที่เคารพอำนาจของประชาชน ใครก็ตามที่ไม่เคารพประชาชนไม่สมควร เรียกตัวเองว่าเป็นตัวแทนของประชาชน กติกาของรัฐธรรมนูญเป็นกติกาของประเทศ ไม่มีการแก้เพื่อเรื่องส่วนตัว รัฐธรรมนูญ แปลว่า ธรรมนูญแห่งรัฐ บทบัญญัติใดก็แล้วแต่ ที่เขียนในรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของบ้านเมืองทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นการแก้ไขบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่สมาชิกสภาแห่งนี้ที่เป็นตัวแทนของ ประชาชนพึงกระทำ กระผมขออนุญาตก้าวล่วงลงไปพิจารณาบทบัญญัติของมาตรา ๖๘ ร่างแรกที่กระผมขอให้การสนับสนุน กรณีมาตรา ๖๘ ผมกราบเรียนท่านประธาน เป็นเบื้องต้นครับว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบบประมวลกฎหมาย หลักการ แบ่งแยกอำนาจมีบทบัญญัติไว้ชัดเจนว่าฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจตรากฎหมาย ฝ่ายตุลาการ มีอำนาจพิพากษาอรรถคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย ประเทศไทยไม่ได้ใช้ระบบคอมมอน ลอว์ (Common law) หรือว่าจารีตประเพณีที่ศาลไปสร้างกฎหมาย ปัญหาของการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมาได้สร้างบรรทัดฐาน ศาลไปสร้างคำพิพากษาเสมือนหนึ่งไปตรา กฎหมายขึ้นมาเสียเองโดยเฉพาะคำพิพากษาที่ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับต้องทำ ประชามติ ผมหาดูในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีตรงไหนเลยครับ นี่เท่ากับให้ศาลไปสร้าง บรรทัดฐานไปตรากฎหมายเสียเองขัดกับหลักการแบ่งแยกซึ่งอำนาจ เพราะฉะนั้น มีความจำเป็นที่สภาแห่งนี้จะต้องทำเสียให้เกิดความชัดเจน ท่านจะให้ยื่นศาลอีกทางหนึ่ง หรือยื่นอัยการสูงสุดอีกทางหนึ่งผมไม่ขัดข้องครับ แต่เขียนให้ชัด ไม่ใช่ให้ศาลไปตีความแล้ว สร้างความสับสน การแก้ไขมาตรา ๖๘ มีความจำเป็นเพื่อทำให้เกิดหลักนิติธรรมในทาง กฎหมาย ซึ่งหลักนิติธรรมหลักหนึ่งคือความแน่นอนของกฎหมาย หรือที่ภาษาอังกฤษเขาใช้ คำว่า ลีกัล เซอร์เทนตี (Legal certainty) ต้องทำให้เกิดความชัดเจน ไม่เช่นนั้นการตีความ ของศาลจะสร้างความสับสนและความขัดแย้งไม่มีที่สิ้นสุด ท่านประธานครับ ถามว่า การแก้ไขมาตรา ๖๘ เป็นการตัดสิทธิ เป็นการตัดอำนาจประชาชนหรือไม่ ยังครับ สมาชิกสภาแห่งนี้มีสิทธิจะแปรญัตติ ขยายอำนาจประชาชนก็ได้แต่ต้องทำให้ชัดเจน เพราะฉะนั้นกระผมเห็นด้วยในหลักการว่าต้องแก้ไขมาตรา ๖๘ แต่ยังไม่ก้าวล่วงลงไป ในวินิจฉัยว่าควรจะเป็นอย่างไร ที่สำคัญท่านครับ วันนี้สมาชิกพรรคฝ่ายค้านได้อภิปราย พาดพิงการทำหน้าที่ของท่านประธานวุฒิสภาพูดในเรื่องหลักความโปร่งใส การไม่มี ส่วนได้เสีย เรื่องจริยธรรม หลักนี้คือหลักประชาธิปไตยครับ หลักนี้ก็คือหลักการที่สำคัญที่สุด ในระบอบประชาธิปไตย ผมอยากเห็นการสนับสนุนกระบวนการที่จะทำให้ประเทศชาตินี้ เป็นประชาธิปไตย และที่สำคัญ ในศาลรัฐธรรมนูญบางท่านนี่นะครับ มีท่านที่เคยทำหน้าที่ อยู่ในสภาร่างรัฐธรรมนูญและวันนี้ไปทำหน้าที่พิพากษาคดีในฐานะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ขัดกันซึ่งอำนาจ หลาย ๆ ท่านในที่นี้ก็ยังหยิบยกเอาคำพิพากษามากล่าวอ้าง ด้วยความชื่นชม ท่านประธานครับ กรณีมาตรา ๒๓๗ ก็เช่นกัน มาตรา ๒๓๗ เราไปลงโทษ ผู้ที่ไม่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ซึ่งการกระทำแบบนี้ในทางกฎหมาย เขาเรียกว่า การกระทำความผิดของหมู่คณะ หรือว่า กิลท์ บาย แอสโซซิเอชัน (Guilt by association) ซึ่งมันไม่มีใช้บังคับ ไม่มีครับ มันขัดต่อหลักนิติธรรม บทบัญญัติมาตรา ๒๓๗ ขัดต่อหลักนิติธรรมทั้งด้านสารบัญญัติคือเนื้อหาสาระของกฎหมายผิด และขัดต่อหลักนิติธรรม ในแง่ของกฎหมายสบัญญัติคือกฎหมายวิธีพิจารณาความ และขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างชัดเจน ท่านประธานเปิดดูมาตรา ๔๒ (๒) สิครับ เขาให้สิทธิในการต่อสู้คดี แต่บทบัญญัติของมาตรา ๒๓๗ ผู้ที่ถูกห้าม ผู้ที่ถูกตัดสิทธิไม่มีสิทธิแม้แต่กระทั่งจะตั้งทนาย ไปสู้คดี มันขัด ขัดทุกอย่าง บทบัญญัติที่เขาให้สันนิษฐานว่าคนกระทำความผิดไปอยู่ร่วมกับ คนอื่นในกฎหมายไทยมีเรื่องเดียวครับท่านประธาน กฎหมายการพนัน เขาให้ถือว่า อ้ายพวกที่ไปมุงดูเขาเล่นถือว่าเล่นด้วย แต่กฎหมายยังให้โอกาสพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้ทำ กฎหมายเพียงสันนิษฐานว่าคุณเล่นด้วยแต่ให้สิทธิคุณพิสูจน์ แต่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๗ ไม่ให้คุณพิสูจน์ คุณจะรู้เห็น ไม่รู้เห็นไม่เป็นไร แต่ว่าถ้าเกิดมีการกระทำแบบนี้คุณถูกตัดสิทธิ คุณถูกห้ามไปด้วย ผมถือว่าบทบัญญัติทั้งด้านเนื้อหาสาระและวิธีพิจารณาความขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง ขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างชัดเจน ที่สุดสูงครับแม้แต่ในคดีแพ่ง คดีฟ้องขับไล่ธรรมดาที่ไม่ได้ สลักสำคัญอะไรเขายังให้สิทธิผู้ที่ถูกฟ้องจะต้องถูกส่งหมาย ให้สิทธิในการยื่นคำให้การ เขาจะพิจารณาลับหลังคุณได้ก็หมายความว่าคุณสละสิทธิ คุณละทิ้งคำให้การ ละทิ้งสิทธิ ในการพิจารณา แต่กรณีมาตรา ๒๓๗ ละเลยสิทธิดังกล่าวนี้โดยสิ้นเชิง ท่านประธานครับ กรณีมาตรา ๑๙๐ ก็เช่นกันมีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ของฝ่ายบริหารและหลีกเลี่ยงการตีความ สาระสำคัญวรรคแรกคงไว้ ไม่ได้มีการแก้ไข ส่วนวรรคสองได้มีการจำกัดถ้อยคำให้มีความกระชับยิ่งขึ้น นั่นคือการแก้ไขการทำ สนธิสัญญาใด ๆ ก็ตามที่มีผลให้เป็นการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต หรือว่ามีผลต่อเขตอำนาจรัฐ หรือจะต้องออกกฎหมาย ออกพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตามสัญญา อันนี้ต้องได้รับ ความเห็นชอบของรัฐสภา อาณาเขตนอกราชอาณาจักรก็ดี หรืออะไรก็ดีมันคืออาณาเขต กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๐ ที่เขียนไว้มันเป็นถ้อยคำที่ฟุ่มเฟือยเขาไม่ได้ตัดอะไร ออกไปหรอกครับ อย่าไปวิตกจริต อย่าไปคิดในทางร้าย และที่สำคัญท่านประธานครับ ที่มีความจำเป็นจะต้องตัดบทบัญญัติในวรรคสองออกเพราะเท่ากับเราไม่เคารพในหลักการ แบ่งแยกซึ่งอำนาจ เรากำลังให้ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการแทรกแซงดุลยพินิจ ของฝ่ายบริหาร คำว่า ผลกระทบอย่างกว้างขวาง คืออะไร ใครเป็นผู้ตัดสิน บอกให้ ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน ผลผูกพันอย่างมีนัยสำคัญคืออะไรให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน เท่ากับ ให้อำนาจศาลคืออำนาจตุลาการไปแทรกแซงดุลยพินิจของฝ่ายบริหาร อันนี้ขัดหลักการ แบ่งแยกอำนาจ และที่สำคัญการใช้ดุลยพินิจของแต่ละท่าน ผมขออนุญาตยกตัวอย่างครับ ท่านประธาน สำหรับจำนวนเงิน ๑๐๐ บาทขอทานเขาก็บอกว่าเยอะ แต่ ๑๐๐ ล้านบาท มหาเศรษฐีเขาก็บอกว่าน้อย เพราะฉะนั้นการใช้ดุลยพินิจว่าอย่างไรเป็นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างกว้างขวางไม่มีบรรทัดฐานครับ ถ้าปล่อยให้ศาลใช้ดุลยพินิจอย่างนี้เสียหายต่อการทำ หน้าที่ของฝ่ายบริหาร ผมตอบคำถามท่านสมาชิกฝ่ายค้านท่านหนึ่งที่ท่านบอกว่าต่อไป การทำสัญญาเอฟทีเอก็ไม่ต้องเข้าสภาแห่งนี้ ท่านกำลังเข้าใจผิดครับ การทำสัญญาเอฟทีเอ มันย่อมาจากคำว่า ฟรี เทรด อะกรีเมนท์ (Free Trade Agreement) คือการยกเว้นภาษี จะต้องออกกฎหมายรับรองการกระทำดังกล่าวนั้นต้องมีการออกกฎหมายยกเว้นครับ กรณีนี้ต้องเข้ารัฐสภาเพราะจะต้องตราเป็นกฎหมายรองรับสิ่งที่รัฐบาลไปตกลงไม่มีข้อยกเว้น เพราะฉะนั้นตอบคำถามท่านนะครับ ส่วนสัญญาใด ๆ ก็ตามที่มีผลผูกพันในทางแพ่งไม่มี ความจำเป็นต้องเข้ามาสู่สภาแห่งนี้ เพราะว่าฝ่ายบริหารคือรัฐบาล มีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ครอบคลุมคุ้มครองการทำงานอยู่แล้วครับ ถ้าการกระทำใด ๆ ของรัฐบาลก็ดี มีลักษณะเป็นการเอื้อประโยชน์หรือใช้อำนาจในทางไม่ชอบ ท่านชอบที่จะดำเนินคดี ต่อ ป.ป.ช. หรือฟ้องต่อศาลก็ทำได้อยู่แล้ว ฝ่ายบริหารไม่ได้ว่าทำอะไรได้ตามอำเภอใจ เพราะมีกฎหมายควบคุมอย่างชัดเจน กราบเรียนท่านประธานครับว่าถ้าทุกเรื่อง ต้องเข้าสภาหมด วันนี้ไม่จำเป็นต้องมีฝ่ายบริหารแล้วครับ ฝ่ายนิติบัญญัติก็ดี ฝ่ายตุลาการก็ดี ก็ทำหน้าที่แทนฝ่ายบริหารแล้ว เพราะฉะนั้นกระผมเห็นด้วยที่ควรจะต้องมีการแก้ไข บทบัญญัติมาตรานี้ ส่วนกรณีมาตรา ๑๑๑ ก็เช่นกัน ในหลักการของมาตรา ๑๑๑ ก็คือ หลักการเคารพซึ่งอำนาจของประชาชน มาตรา ๓ บอกว่าอำนาจอธิปไตยเป็นอำนาจของ ปวงชนชาวไทย แล้วทำไมสิทธิในการเลือกตัวแทนของเขาเราไปตัดออกเอาไปให้คน ๔ คน ๕ คนมาสรรหา มาเลือก อันนั้นเป็นการไม่เคารพซึ่งหลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ผมเป็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ และที่สำคัญก็คือมันเป็นการขัดกันซึ่งผลประโยชน์ ถ้าท่านประธานจะได้กรุณาพิจารณามาตรา ๒๗๔ ของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้กระบวนการ ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ดี หรือกระบวนการถอดถอนองค์กรอิสระกระทำโดย สมาชิกวุฒิสภา ต้องได้รับเสียง ๓ ใน ๕ คือ ๙๐ เสียง ท่านประธานครับ ก็ในเมื่อผู้ที่ทำ หน้าที่สรรหากับผู้ที่ถูกสรรหาตรวจสอบกันไปตรวจสอบกันมาซึ่งกันและกันเองแล้ว กระบวนการถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญนี้มันทำหน้าที่ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ มีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไข แล้วผมยังเห็นเลยต่อไปนะครับ ไม่ควรไปจำกัดสิทธิอื่น ๆ ของเขา เช่นความเป็นบุพการีกับบุตร หลายท่านได้ยกตัวอย่างในประเทศสหรัฐอเมริกา ผมไม่ยกตัวอย่างซ้ำความเป็นสามีภรรยา แต่สิ่งที่กระผมเห็นอีกอย่างท่านครับ หลายคนที่แสดงท่าคัดค้าน ส.ว. ที่มาจากสามีภรรยา ผมเห็นประธานาธิบดีคลินตันก็ดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คลินตันมาเมืองไทย ยังไปแสดงความชื่นชม ยังไปแสดงการยอมรับเขาอย่างออกหน้าออกตา แล้ววันนี้มาค้าน บอกสภาผัวสภาเมียไม่ได้ ผมว่าทำอะไรอย่าให้มัน ๒ มาตรฐานมากเกินไปนะครับ หลักการ เรื่องเจ้าของอำนาจเป็นสาระสำคัญ ท่านประธานครับ อย่าได้ดูถูกดูแคลนประชาชน ประชาชนถึงแม้เขาจะมีความรู้น้อย แต่เขาก็มีสิทธิ ๑ เสียงในการที่เขาจะเลือกตัวแทน ของเขา อันนี้คือการเคารพหลักการอำนาจของประชาชน ท่านประธานครับ ที่สำคัญ ในทางสากลเขาถือว่าผู้ที่ปล้นอำนาจจากประชาชนเป็นการกระทำที่ ขออนุญาตใช้คำนี้ว่า เลวที่สุด ผมไม่รู้จะใช้คำใดที่ดีกว่านี้นะครับ แต่ผมเห็นว่าใครก็แล้วแต่ที่ยินดีเสวยสุข จากสิ่งที่เขาปล้นไป ผมใช้คำว่า แย่กว่า โจรไปปล้นทรัพย์เขามามันยังเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย แต่คนที่เสวยสุขจากสิ่งที่โจรไปปล้นมาไม่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย แถมยังทำตัวหล่อ ผมว่าแย่กว่า วันนี้ผมมาทำหน้าที่ในสภาแห่งนี้ไม่มีเรื่องส่วนตัวครับ ผมกำลังจะเอาอำนาจของประชาชน ที่ถูกปล้นไปนานแล้วคืนให้กับประชาชนของผม เราเป็นนักการเมืองอย่าไปกลัวอำนาจ ของประชาชน การเป็นตัวแทนของประชาชนอย่าไปคิดแทนประชาชนว่าเขาไม่รู้ เขาจะ เลือกผู้แทนราษฎรมาไม่ได้อย่างนั้นอย่างนี้ ไปรู้แทนเขาได้อย่างไรครับ สิทธิของเขา อำนาจของเขา เขาจะเลือกผู้แทนราษฎรแบบไหนเป็นสิทธิของเขา และถ้ากลัวว่าจะไม่มี ความหลากหลายในอำนาจ จะไม่มีความหลากหลายในวิชาชีพ เราตั้งคณะกรรมาธิการ ตั้งผู้ช่วย ตั้งที่ปรึกษาได้ ไม่ได้มีข้อจำกัด ขอให้ยึดหลักอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน อันนั้นยิ่งใหญ่ที่สุดครับ
ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานเป็นประเด็นสุดท้าย กรณีเรื่องของ มาตรา ๓๐๙ ซึ่งขออนุญาตอภิปรายเนื่องจากมีการพาดพิงถึง การนิรโทษกรรมตามประวัติ ที่เคยเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๗ ถูกยึดอำนาจ คณะราษฎรที่ทำการ ยึดอำนาจได้ขอพระราชทานอภัยโทษ ท่านทรงพระราชทานอภัยโทษให้ อันนี้คือประเพณี การนิรโทษกรรม ผู้ที่กระทำผิดได้ขอโทษต่อผู้ที่เขาไปกระทำความผิด เมื่อพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ท่านพระราชทานพระราชหัตถเลขาอภัยโทษให้มันเป็นการนิรโทษกรรม แต่การนิรโทษกรรมต่อ ๆ มา แม้แต่การนิรโทษกรรมตามมาตรา ๓๐๙ ที่ปล้นอำนาจ ไปจากประชาชน ผมไม่เคยเห็นคณะที่ปล้นจากประชาชนได้ขอโทษประชาชน แล้วหลาย ๆ ท่าน ที่แสดงความคัดค้านไม่ให้แก้ไขอำนาจ ไม่ให้แก้ไขมาตรา ๓๐๙ ด้วยเกรงว่าจะมีใคร ได้ประโยชน์ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ถ้าการที่เราจะทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้วจะมี คนได้ประโยชน์ก็สมควรทำ แต่ถ้าเราจะคงความไม่ถูกต้องเป็นความอัปยศไว้เพียงกลัวเขาจะ ได้ประโยชน์จากความถูกต้อง ผมว่าคนคิดแบบนั้น ต้องขอยืมคำพูดท่านผู้บัญชาการทหารบก มาใช้นะครับ แต่ผมขออนุญาตไม่เอ่ย ผมเชื่อว่าหลาย ๆ ท่านในนี้จำได้ดี
กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพเป็นประการสุดท้ายครับว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเจตจำนงที่จะแก้ไขให้เกิดความชัดเจนในหลักเรื่องของ การแบ่งแยกอำนาจ ไม่มีเจตนาที่จะไปจำกัดตัดสิทธิของประชาชน เพื่อนผมท่านหนึ่งซึ่งเป็น ตัวแทนจากฝ่ายค้านเมื่อครั้งหนึ่งเคยเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการรณรงค์โหวต โน (No) ไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ วันนี้เพื่อนผมมาเห็นดีเห็นงามแล้ว ไม่ต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้แล้ว แต่ไม่เป็นไรครับ วันเวลาเปลี่ยนไปความคิดก็เปลี่ยนไปได้ แต่ผมอยากให้ เปลี่ยนไปในทางที่เป็นการเข้าหาประชาชนมากอย่าเปลี่ยนไปในทางเข้าหาความคิดที่ไม่เป็น ประชาธิปไตยเลย ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ