ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาหลักนิติธรรมและความเป็นนิติรัฐ โดยไม่เห็นด้วยกับการตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคการเมือง ๕ ปี หลังจากการยุบพรรค และเรียกร้องให้แก้ไขมาตรานี้ในรัฐธรรมนูญเพื่อดำรงความเป็นนิติรัฐและรักษาหลักนิติธรรม
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมใช้สิทธิอภิปรายวันนี้ เพื่อที่จะบอกกล่าวต่อท่านประธานและที่ประชุม ตลอดจนพี่น้องประชาชนผู้ติดตาม การอภิปรายว่าผมเห็นด้วยและยินดีสนับสนุนการยื่นร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ที่กำลังพิจารณาอยู่นี้ทุกร่างทุกฉบับ แล้วก็ต้องพูด ให้ชัดกันไปถึงจุดยืนว่าโดยส่วนตัวผมสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งฉบับอย่างแน่นอน เป็นแต่เพียงว่าเมื่อรัฐสภาได้ยื่นร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... มาตรา ๒๙๑ แล้วกระบวนการขับเคลื่อนเกิดไปมีประเด็นอยู่ที่ ศาลรัฐธรรมนูญจนการลงมติวาระที่สามค้างคาอยู่จนเวลานี้ เพื่อนสมาชิกกลุ่มหนึ่งทั้ง ส.ส. ส.ว. ก็ยื่นร่างกฎหมายที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ผมเองก็เห็นว่าเมื่อทั้งฉบับยังเดิน ไม่ได้รายมาตราเราก็ควรจะเดินหน้า จึงเป็นที่มาของการอภิปรายสนับสนุนในวันนี้ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งได้ยกตัวอย่างด้วยความเคารพนะครับ ผมไม่ได้ กล่าวหาใครเป็นโจร เป็นผู้ร้าย แต่หยิบยกเอาคำกล่าวของเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งบอกว่า ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างขึ้นโดยโจร ถ้าเป็นโจรจริงไม่ใช่การกล่าวหาครับ ถ้าเป็นโจรจริง ๆ ร่างมาทำไมโจรกลุ่มนั้นถึงให้สิทธิให้เสรีภาพกับประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ถ้าใครก็ตามที่มีสถานะเป็นโจรเอาอะไรมาให้ประชาชน ประชาชนเขาไม่รับล่ะครับ ที่รับคงเป็นเพราะกล้ำกลืนไม่มีทางเลือก แต่เมื่อมีโอกาสประชาชน จะปฏิเสธการรับของโจรแล้วก็ลุกขึ้นแก้ไขให้มันถูกต้อง ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาต้องพิจารณาแก้ไขด้วยเหตุผลสำคัญ ๓ ประการ คือที่มา เนื้อหา สาระ และการบังคับใช้ ในส่วนของที่มาท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจาก การรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ของประชาชน แล้วคณะรัฐประหารก็ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้มีสมัชชาประชาชน ๒,๕๐๐ คน ๒,๕๐๐ คนลงคะแนนเลือกกันเองให้เหลือ ๒๐๐ คน แล้วก็ส่งให้คณะรัฐประหารเลือกเหลือ ๑๐๐ คน มาทำหน้าที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ใน ๒,๕๐๐ คน มีมากกว่า ๕๐๐ คนไม่ได้แม้แต่คะแนนเดียว หมายความว่าไม่เลือกแม้แต่ กระทั่งตัวเอง สันนิษฐานได้พื้น ๆ ครับท่านประธานว่าคะแนนของ ๕๐๐ กว่าคนนั้นก็จะต้อง ไปลงให้กับ ๑๐๐ คนที่เป็นบุคคลเป้าหมาย เพื่อให้ ๑๐๐ คนนั้นไปอยู่ใน ๒๐๐ คน ในมือ ของคณะรัฐประหารแล้วนำมาสู่การคัดสรรเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ มีการแต่งตั้ง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ปรากฏว่ามีบุคคลหลายแวดวงโดยเฉพาะในวงกฎหมาย วงตุลาการเข้าไปอยู่ในนั้น ภายหลังสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญชุดดังกล่าวก็มาอยู่ในองค์กรอิสระ หลายองค์กร มาอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญก็ ๓ ท่าน มีไปอยู่ใน ป.ป.ช. อยู่ใน กกต. อย่างนี้เป็นต้น ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อร่างเสร็จให้ประชาชนทำ ประชามติโดยมีกฎอัยการศึกประกาศอยู่หลายจังหวัด แล้วพูดอีกว่าถ้าหากไม่รับฉบับนี้ คณะยึดอำนาจจะเอาฉบับไหนมาบังคับใช้ก็ได้ แล้วก็บอกกันอีกว่ารับไปก่อนแล้วค่อยแก้ทีหลัง นี่คือข้อเท็จจริง ในท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็มีผลบังคับใช้ แล้วปรากฏว่าคนที่อยู่ใน คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั่นละครับกลายเป็นผู้มีบทบาทอย่างสำคัญในการถือ และบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงเรียนว่าการบังคับใช้ รัฐธรรมนูญเป็นเหตุสำคัญประการหนึ่งที่นำมาสู่การยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ณ ปัจจุบัน เพราะว่าตอนที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ออกมาแม้ว่าเราจะไม่ยอมรับที่มา แม้ว่าเราจะพูดถึง เนื้อหา แต่โดยส่วนใหญ่ทั่วไปเนื้อหาที่เราพูดถึงก็เป็นมาตรา ๓๐๙ มาตรา ๒๓๗ เป็นประเด็นใหญ่ ๆ ที่วิพากษ์วิจารณ์กันเวลานั้น สังคมส่วนใหญ่ทั่วไปไม่ได้รับรู้และไม่ได้นึกไปถึงเลยว่าคนที่รู้แจ้ง แทงตลอดกับเนื้อหาสาระในทุกบทบัญญัติมาตราของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือคนที่ทำหน้าที่ ยกร่างเปรียบเหมือนสถาปนิกที่ทำหน้าที่ออกแบบและถือพิมพ์เขียวรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มาโดยตลอด เราไม่เคยนึกครับว่าวันหนึ่งมาตรา ๑๙๐ ก็เป็นปัญหา เราไม่เคยนึกว่าวันหนึ่ง มาตรา ๖๘ ก็เป็นปัญหา เราไม่เคยนึกว่ามาตราอื่น ๆ อีกหลายมาตราเป็นปัญหา แต่คนที่เขา ยกร่างมานี่เขาเห็นหมดครับ แล้วสุดท้ายก็เกิดการตีความ เกิดความบังคับใช้ ทีนี้ผมจะลงไป ทีละประเด็นสำหรับร่างแก้ไข ๔ ประเด็น ๓ ร่าง ที่เรากำลังหารือกันวันนี้ท่านประธานครับ มาตรา ๑๙๐ เดิมไม่ได้มีใครนึกว่าจะเป็นประเด็นครับ แต่เหตุนี่มันมีที่มาเป็นเพราะว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช นายนพดล ปัทมะ ไปลงนามในการบันทึกความตกลงร่วมกับทางการกัมพูชา สุดท้ายมีคนไปยื่น ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่นายนพดลจะไปลงนาม มีการหารือกัน ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ผมเป็นรองโฆษกรัฐบาลนั่งอยู่ในนั้น คณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ปรึกษากฎหมายรัฐบาลบอกว่าทำได้ กรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ บอกว่าทำได้ กรมแผนที่ทหารสังกัดกระทรวงกลาโหมบอกว่าทำได้ แต่ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญใส่คำว่า อาจจะ ลงไปในคำวินิจฉัย ทำให้มาตรา ๑๙๐ นี้เกิดผลขึ้นมา รัฐมนตรีนพดลต้องลาออกจากตำแหน่งแล้วก็เป็นเรื่องราวเป็นคดีความอยู่จนปัจจุบัน ตั้งแต่ วันนั้นมาผลที่เกิดขึ้นจากการตีความและบังคับใช้มาตรา ๑๙๐ กรณีคุณนพดลเป็นผลให้รัฐบาล ในเวลานั้นและชุดต่อ ๆ มาโดยเฉพาะชุดที่อยู่ในเครือข่ายของพรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชาชน ไม่กล้าแม้แต่จะตัดสินใจเดินหน้าทุกประเด็นที่จะต้องไปติดต่อสัมพันธ์ทำความตกลงกับ ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเรื่องเล็ก เรื่องกลาง เรื่องใหญ่ ไม่มีใครกล้า นายกรัฐมนตรีนั่งอยู่หัวโต๊ะ ถามกฤษฎีกาว่าทำได้ไหม กฤษฎีกาบอกว่าทำได้ ถามหน่วยงานที่มาชี้แจงบอกว่าทำได้ไหม หน่วยงานบอกว่าทำได้ แต่จะมีรัฐมนตรีบางคนพูดขึ้นมาบอกว่าผมว่าไม่แน่ แล้วสุดท้าย ทุกอย่างก็ออกจากห้องประชุมคณะรัฐมนตรีเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา มาอย่างนี้ครับ เราก็เลย มีเพื่อนสมาชิกยื่นแก้ไขใหม่ว่าประเด็นเกี่ยวกับเขตแดน เกี่ยวกับเอกราชอธิปไตยต้องให้ รัฐสภาตรวจสอบและให้ความเห็นชอบ แต่ประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ดุลยพินิจ ใช้กลไกทางการบริหาร ถ้าทุกเรื่องต้องเอามาเข้าสภาหมด ด้วยเพราะมีเหตุมีที่มาดังกล่าว มันก็ทำให้เราเสียโอกาสในหลายความตกลง ในหลายความร่วมมือกับต่างประเทศ ท่านประธานก็ทราบนะครับ ในเวทีธุรกิจ เวทีเศรษฐกิจปัจจุบัน ความเร็วหรือสปีด (Speed) เป็นข้อได้เปรียบเสียเปรียบในทางการค้า ในทางการทำความตกลงเจรจาระหว่างประเทศ จึงมีการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้พูดถึงกันเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับเอกราช อธิปไตย ดินแดน ที่ต้องเข้ารัฐสภา แล้วผมก็เห็นด้วยและจะยกมือสนับสนุน
ท่านประธานที่เคารพครับ ประการต่อมาคือมาตรา ๒๓๗ ว่าด้วยการยุบพรรค และตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคการเมือง ๕ ปี เรื่องนี้ก็มีที่มาครับ การยุบพรรคการเมือง มีในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่ก็มีเท่านั้น ไม่มีเรื่องการตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคการเมือง ๕ ปี ปรากฏว่าหลังการยึดอำนาจ คดีความที่มีการยื่นร้องยุบ ๒ พรรคใหญ่ ทั้งพรรคไทยรักไทย และพรรคประชาธิปัตย์เดินหน้ามาอยู่ในระหว่างเวลานั้นพอดี อยู่ ๆ คณะยึดอำนาจก็ใช้ อำนาจที่ยึดไปจากประชาชนนั่นละครับประกาศออกมาเพิ่ม บอกว่าถ้าพรรคการเมืองไหนถูกยุบ ก็ต้องตัดสิทธิกรรมการบริหารด้วย แล้วก็ไปมีผลเอากับคดียุบพรรคไทยรักไทยพอดีเป๊ะครับ ท่านประธาน ประกาศฉบับนั้นออกมาเดือนเศษ ๆ ถ้าผมจำไม่ผิดก็มีการตัดสิน ยุบพรรคไทยรักไทย แล้ว ๑๑๑ กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยก็ตายเป็นเบือทางการเมือง แตกกระสานซ่านเซ็นกันคนละทิศคนละทาง ท่านประธานครับ การยุบพรรคก็ดี การตัดสิทธิ กรรมการบริหารพรรคก็ดี ในทางกฎหมายเขาเรียกว่าเป็นบทลงโทษ แล้วโดยหลักการ บทลงโทษต้องมีสำหรับผู้กระทำความผิดครับท่านประธาน แต่นี่กรรมการบริหารพรรค ถ้าเกิดว่ามีการทำผิดจริง จะทำผิด ๑ คน ๒ คน หรือกี่คนก็ตาม แต่ว่าคนอื่น ๆ ที่เขาไม่รู้เรื่องด้วย ต้องรับโทษด้วย รับโทษโดยไม่มีความผิด รับโทษโดยไม่ได้รู้เรื่อง รู้เห็นเกี่ยวข้อง และที่ น่าเจ็บปวดมาก ๆ คือหลายคนรับโทษโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะชี้แจง ปัดป้อง ต่อสู้ นี่ละครับ เป็นเหตุให้เราต้องยื่นแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อดำรงความเป็นนิติรัฐและรักษาหลัก นิติธรรมในการเดินไปข้างหน้าของประเทศ เวลานี้เพื่อนสมาชิกหลายคนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคเพื่อไทย และพรรคที่เคยประสบชะตากรรมมา ไม่ว่าพรรคมัชฌิมา พรรคชาติไทย ขออนุญาตเอ่ยนามเถอะครับ ผมว่าเขาเห็นด้วยกับมาตรานี้ ส.ว. หลายคนก็เห็นด้วย โดยเฉพาะ ผมนี่ผมมาอยู่พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยกับการยุบพรรคเลย แต่ผมเห็น รำไร ๆ ตลอดครับเรื่องโดนยุบพรรค นี่เมื่อบ่ายท่านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านก็บอกว่า รับเรื่องไว้ไม่คุ้มครองชั่วคราว แต่ว่าไม่รู้เกิดอะไรต่อ นี่คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในพรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ให้ใครทำอะไรกันพี่น้องผมเพื่อนร่วมพรรคมีทีมสปิริตทำให้พรรค ได้หมดยกเว้นเป็นกรรมการบริหาร เป็นกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยไม่เท่ห์ ไม่ใหญ่ แต่เสียวครับ บางคนใครไปติดต่อให้เป็นกรรมการบริหารพรรค ถามคนไปติดต่อเลยว่าผมทำ ผิดอะไร นี่คือความเป็นจริงที่เจ็บปวดของคนที่เคยประสบชะตากรรมอย่างอยุติธรรมทางการเมือง ผมจึงเห็นด้วยและจะยกมือสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ คนไม่ผิดต้องไม่ได้รับโทษ และกระบวนการในการหาข้อเท็จจริงจากการทำความผิดต้องชัดเจนแล้วก็ตรงไปตรงมา ท่านประธานที่เคารพครับ อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพูดกันเพราะมีเพื่อนสมาชิกเสนอร่างเข้ามาไว้ ก็คือที่มาของสมาชิกวุฒิสภาประเด็นนี้ถ้าแก้แก้มากกว่า ๑ มาตรา แต่ผมเห็นว่ามีความจำเป็น เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจากทั่วประเทศจำนวนไม่เท่ากัน เล็กใหญ่มากน้อยแล้วแต่พื้นที่จังหวัดแล้วแต่จำนวนประชากร แล้วหลังจากการรัฐประหาร คณะยึดอำนาจก็มีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ บอกว่าให้เลือกตั้งมาเท่าจำนวนจังหวัดแล้วก็สรรหามา อีกส่วนหนึ่งจนครบ ๑๕๐ คน ท่านประธานครับ ใครเป็นคนสรรหา ส.ว. เป็นกรรมการ องค์กรอิสระมาเป็นผู้สรรหา แล้ว ส.ว. สรรหาด้วยความเคารพนะครับ ผมไม่เอ่ยนาม แต่จะ พูดถึงบทบาทจำนวนหนึ่งในสภานี้มีจุดยืนอย่างแน่นอนในการเป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองกับ พรรคการเมืองในเครือข่ายของพรรคเพื่อไทยปัจจุบัน มีบทบาทไปเคลื่อนไหวชุมนุม มีบทบาทไป ขับเคลื่อนต่าง ๆ สังคมเขาทราบ แต่น่าแปลกใจครับว่าทำไมคณะกรรมการสรรหา ส.ว. ไม่ทราบ แล้วจะน่าแปลกใจมากกว่านั้นอีกถ้าท่านทราบแล้วยังสรรหามาให้ทำหน้าที่ ท่านประธานครับ ผมไม่ได้ปฏิเสธหรือรังเกียจรังงอนคนที่มีจุดยืนทางการเมืองชัดเจนหรือคนที่ไม่เป็นกลาง ทางการเมืองเข้ามานั่งในสภา ผมไม่ได้รังเกียจครับ เพราะผมก็เป็นคนหนึ่งที่มีจุดยืน ทางการเมืองชัดเจนแล้วผมไม่เป็นกลาง แต่ถ้าท่านมีจุดยืนเช่นนั้น มีบทบาททางการเมือง อย่างนั้น ท่านจะเข้ามาทำหน้าที่ท่านต้องผ่านการตัดสินใจของประชาชนครับ ต้องให้ประชาชน ตัดสินใจมาว่านายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ มีบทบาทเคลื่อนไหวร่วมกับประชาชนคนเสื้อแดงลงสมัคร ประชาชนเลือกไหม ถ้าเลือกก็มา ไม่เลือกก็ไม่มา ว่าใครก็ตามที่มีบทบาททางการเมืองแจ่มชัด เช่นนั้นต้องผ่านดุลยพินิจของประชาชน แต่นี่กรรมการสรรหาคัดสรรมาจำนวนหลายท่าน แล้วบทบาททางการเมืองก็ขาดความชัดเจนจนทำให้ผมเข้าใจได้ว่ากรรมการสรรหามีจุดยืน ทางการเมืองแบบเดียวกันหรืออย่างไร