รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

สุรพงษ์ ตันธนศรีกุล แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไข โดยวิพากษ์วิจารณ์ระบบการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงเป็นการเลือกตั้งแบบทั่วไป นอกจากนี้ยังหารือเรื่องร่างกฎหมายที่มีปัญหาหลายประการ เช่น มาตรา 190 ที่ล่าช้า และมาตรา 237 ที่ลงโทษพรรคการเมืองอย่างรุนแรง และเรียกร้องให้มีการแก้ไขเพื่อให้กระชับและชัดเจน

นายสุรพงษ์ ตันธนศรีกุล สมาชิกวุฒิสภา กาญจนบุรี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรพงษ์ ตันธนศรีกุล สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดกาญจนบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญนั้นถือเป็น กฎหมายสูงสุด ถือเป็นกติกาสังคมที่ทุกคนต้องปฏิบัติ และเมื่อรัฐธรรมนูญนั้นก็เปรียบ เหมือนกับเครื่องมือที่ใช้งาน วันนี้เราใช้มาหลายปีตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ แล้วเราพบข้อบกพร่อง เราก็สามารถที่จะแก้ไขมันได้ และตามที่รัฐบาลได้ส่งร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับแก้ไขเข้ามา ๓ ร่างนั้นเพื่อพิจารณาในครั้งนี้ ผมขอแสดงความคิดเห็นดังนี้ครับ ร่างที่ ๑ ร่างที่ ๑ นั้นเป็นการแก้ไขใน ๘ มาตรา และยกเลิก ๒ มาตราเกี่ยวข้องกับเรื่องของวุฒิสภา เนื้อหาสาระสำคัญก็คือการได้มาซึ่ง ส.ว. ท่านประธานครับ เวลานี้กฎหมายฉบับที่ใช้อยู่ขณะนี้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละคน กรุงเทพมหานคร จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดระนอง ก็ ๑ คน ซึ่งเป็นที่สงสัยครับว่าเป็นตัวแทนของคนกี่คนกันแน่ ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๐ ซึ่งใช้ประชากรเป็นสัดส่วนแล้วก็ ๓๐๐,๐๐๐ : ๑ คน จังหวัดไหนมีประชากรมาก ก็มีผู้แทนที่เป็น ส.ว. มาก ส่วนการได้มาซึ่ง ส.ว. สรรหานั้นท่านก็ได้มาจากการคัดเลือกจาก คน ๗ คน เพียงท่านส่งเอกสารแนะนำตัวเท่านั้นเอง สัมภาษณ์ยังไม่มีเลย ดูตัวก็ไม่ต้องดู แล้วกรรมการ ๗ คนก็เลือกได้ว่าคนไหนดีกว่าใคร ก็เป็นที่ครหา เป็นที่สงสัยของประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาผมลงพื้นที่นั้นชาวบ้าน ก็จะพูดเรื่องนี้เพราะเขารู้ว่าผมเป็น ส.ว. เขาจะพูดเรื่อง ส.ว. แล้วก็จะพาดพิงไปถึง ส.ว. สรรหาว่า เลือกมาจากคน ๗ คนนั้นไม่น่าจะชอบว่าคนสมัครเป็นพันคนรู้ได้อย่างไร ใครดีกว่าใคร แค่เอกสารเท่านั้นเอง ผมก็บอกว่าเขาก็มาตามรัฐธรรมนูญกัน เขาบอกว่าไม่สง่างามเพราะท่านก็แค่ ไม่ได้ลงเลือกตั้ง ผมก็บอกเขามาตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็แต่ละคนท่านก็มีความสามารถ ท่านก็เป็น ทั้งคนเก่ง คนดี เขาบอกว่าเขาไม่ได้ติดใจตรงนั้น แต่เขารังเกียจวิธีการได้มาว่ามันมาไม่ชอบ เพราะว่ามันมีครหาว่าต้องใช้คนเลือกคนใกล้ชิดแน่นอน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่กรรมการ ๗ คน จะรู้จักคนเป็นพันกว่าคน มันก็เป็นที่มาของคำพูดที่มันเสียดแทง ไม่ว่าในสื่อ การพูดจาในวงต่าง ๆ ก็จะบอกว่าพวกสรรหานี้คือพวกลากตั้ง พวกสรรหานี้คือผลผลิตของรัฐประหาร ผมฟังแล้วก็ อยากแก้ต่างแทนท่านว่าท่านก็มาตามรัฐธรรมนูญ เขาบอกรัฐธรรมนูญมันบกพร่อง ผมก็ฉุกใจ คิดเหมือนกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป็น ส.ว. จากการเลือกตั้งจังหวัดกาญจนบุรี ผมได้รับ คะแนนเสียงอีกไม่กี่ร้อยเสียงก็ ๒๐๐,๐๐๐ คะแนน แม้ว่าตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๒๒ จะบัญญัติไว้ว่า ส.ส. ส.ว. คือผู้แทนปวงชนชาวไทย ผมเองยังตะขิดตะขวงใจ ที่จะใช้คำนี้เลย ผมคิดว่าผมคงเป็นผู้แทนของคนจังหวัดกาญจนบุรี จะใช้ คำว่า ปวงชนชาวไทย ผมยังละอาย แต่ท่าน ส.ว. สรรหา ท่านมาจากคนเพียง ๔ คน ๕ คน ๖ คน หรือ ๗ คน เท่านั้นท่านมีสิทธิใช้คำว่า ผู้แทน ผมเป็นผู้แทนของคน ๔ คน ๕ คน ๖ คน หรือ ๗ คน เท่านั้น เราจะใช้ผู้แทนปวงชนชาวไทยนั้นผมว่ารัฐธรรมนูญต้องบัญญัติให้ดี ท่านประธาน ที่เคารพครับ ประชาธิปไตยนั้นคือระบบตัวแทนใช่ไหมครับ เมื่อเป็นระบบตัวแทนนี่ผมเรียนถาม ท่านประธานสิครับมันมีวิธีไหนที่ดีกว่าการเลือกตั้ง ดูแต่ท่าน จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ส.ส. จังหวัดสุรินทร์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านสนใจการเมืองท่านก็อาสา มาลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ท่านบุญน้อยหน่อยเท่านั้นที่รูปไม่หล่อ ตัวก็ดำหัวก็ล้าน ผมไม่ได้ด่าท่านครับ ในข้อเท็จจริงให้ท่านยืนก็ได้ท่านยืนข้างหลังผมครับ ตัวก็ดำหัวก็ล้านท่านดูได้ครับ ท่านบุญน้อย ท่านรูปไม่หล่อ ทางออกครับ ทางออกในเรื่องนี้ ก็อยากจะเรียนท่านประธานอย่างนี้ช่วงเวลา ๒ วันที่ผ่านมาก็มีการพูดกันเหลือเกินว่า ส.ว. สายเลือกตั้งจะต้องอิงการเมือง ต้องอยู่ใต้ร่มเงาของ ส.ส. ในจังหวัด ประทานโทษท่านประธานครับ ผมพูดจาไม่ได้ยโส ผมพูดจาไม่ได้โอหัง เพื่อน ส.ส. ที่จังหวัดผมจังหวัดกาญจนบุรี ๕ คนอยู่ที่นี่ ท่านไปถามสิครับว่าผมซุกปีกใครมา อย่าปรามาสกันอย่างนั้น ท่านกับผมผู้อภิปรายที่แสดงความเห็น ที่เป็นผู้แทน ท่านกับผมเปรียบก็เหมือนนักกีฬา เราเล่นสนามเดียวกัน แต่คนละกีฬา คนละประเภท ผมมีวุฒิภาวะ ผมรู้ว่าหน้าที่ผมต้องทำอะไร ประชาชนก็รู้ว่าผมมีหน้าที่ทำอะไร เขาก็รู้ว่า เขาจะมาพึ่งพาผมได้ในสิ่งใด ฉะนั้นเราต่างคนต่างบทบาท ฉะนั้นทางออกในการเลือก ส.ว. นั้น ถ้าหากว่าจะมีการคงแบบเดิมนี้ ท่านต้องหลบคำว่า สรรหา ให้ได้ กำหนดสาขาวิชาชีพเข้าไปให้ทั่วถึงกำหนดโควตาจำนวนคนไป แล้วก็สมัครกันเอง เลือกตั้งกันเอง อย่างนี้ประชาชนรับได้ ขออย่างเดียวอย่าสรรหา ท่านเลือกตั้งมาความสง่างามก็จะเกิดขึ้นร่วมกัน แล้วก็จะทำงานร่วมกัน วันนี้ท่านบอกว่า ส.ว. ไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ มันไม่ได้หรอกครับ คนเรามาต่างกัน มาจากคนละกอ แล้วท่านก็ บอกว่าแล้วก็มาใช้อำนาจเดียวกันไม่ได้ ฉะนั้นยังมีทางออกอีกทางก็คือว่าเลือกตั้งหมด หรือไม่ก็สรรหาให้หมด หรือไม่ก็มีสภาเดียว ซึ่งประเทศไทยก็เคยมีมาแล้ว ไม่ใช่ไม่เคยมี ถ้าหากเลือกสรรหาให้หมด กำหนดหน้าที่ให้ดี กำหนดอำนาจ ท่านไม่มีสิทธิจะไปถอดถอนผู้ใด นักการเมืองผู้ใด ท่านไม่ได้มีอำนาจของประชาชน เพราะฉะนั้นกำหนดกันใหม่ ส.ว. เลือกตั้ง ก็กำหนดกันใหม่ กำหนดหน้าที่ไปนะครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอเวลานิดหนึ่งพูดไปถึงร่างที่ ๒ เรื่องของ มาตรา ๑๙๐ ซึ่งเราก็พบปัญหาว่ามันล่าช้า มันก็จำเป็นที่จะต้องแก้ไขนะครับ แล้วก็หนังสือ สัญญานี่นะครับ ในประโยคที่ว่าหนังสือสัญญามีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทางสังคม เขียนแบบนี้มันกว้างเกินไป มันตีความยาก ต้องแก้ไขให้มันกระชับว่าจะเป็น การกระทบทางตรงหรือทางอ้อม

ส่วนมาตรา ๒๓๗ การยุบพรรคนั้นก็มีการอภิปรายกันหลายคน ก็เป็นเรื่อง ที่ต้องแก้ไข ใครผิดก็ว่าไปตามผิด ไม่ควรที่จะลงโทษกันให้รุนแรงไปนะครับ ไม่ควรจะต้อง ไปเอาคนไม่ผิดไปรับผิดชอบด้วย

ส่วนมาตรา ๖๘ นั้นก็เป็นเรื่องของการยื่น ขอนิดเดียวครับท่านประธาน ขอ ๑ นาที คือถ้าหากมาตรา ๖๘ วรรคสอง บอกว่า หากประชาชนพบเห็นผู้ใดกระทำความผิด กระทำการอันเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยนั้นให้เสนอต่ออัยการสูงสุด และศาลรัฐธรรมนูญ ก็อ่านหลายรอบนะครับ ผมเข้าใจว่าเขียนก็น่าจะถูก แต่ถ้าเมื่อมันมีปัญหา ของนักกฎหมายที่ตีความก็ต้องแก้ไขเขียนให้มันชัดเจน จะเอาอย่างไร จะยื่นทั้ง ๒ ทาง หรือยื่นทางเดียวก็ให้ชัดเจนครับ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เรากำลังทำอะไร เราทำวันนี้เพื่อวันพรุ่งนี้ เรากำลังทำอะไรให้ลูกหลาน ขอให้ท่านทั้งหลายสมาชิกรัฐสภาได้ใช้สติ และปัญญาเพื่อลูกเพื่อหลานด้วยครับ ขอบคุณครับ