รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

เฉลิม อยู่บำรุง พูดเรื่องการแก้ไขมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ชัดเจนและยุติธรรม

ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี

อ้ายครับ ท่านประธานครับ ผมเพิ่งกลับมาจากจังหวัดเชียงใหม่ไปดูแลเรื่องหมอก ควัน ไปไหนคนก็ อ้าย ๆ ผมก็ติดมาเมื่อวานนี้พอมานี่ก็อ้ายบ้าง ไม่ใช่ไปเรียกไอ้ อ้าย ท่านประธานครับ ผมย้ำ กับท่านประธานอีกครั้งนะครับเพื่อให้เสร็จสิ้นกระแสความ ในมาตรา ๖๘ วรรคสอง ในกรณี ที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมี สิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้อง และ เขาไม่ได้บอกว่า หรือ ชัดเจนนะครับ ถามเมื่อไรก็ยังบอกเธออย่างนี้ ไม่มีประเด็นอื่นที่ให้แปรเปลี่ยน ผมอยากจะ เรียนท่านประธานด้วยเหตุผลสนับสนุนการยกร่างกฎหมาย การเขียนดุษฎีนิพนธ์ การเขียน วิทยานิพนธ์เขาจะมีเจตนารมณ์ ตอนผมจบปริญญาเอกเขียนดุษฎีนิพนธ์เสร็จ ๖ เดือน เขาต้องบอกว่าต้องดูเจตนารมณ์สิว่าเป็นอย่างไร ผมไปดูบันทึกการประชุมและอ่านข่าว หนังสือพิมพ์เมื่อ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๕ เปิดบันทึกการประชุม สสร. ปี ๒๕๕๐ เจตนารมณ์ มาตรา ๖๘ ผมสรุปสั้น ๆ เขามีเจตนารมณ์ ถ้าพบการกระทำผิดตามมาตรา ๖๘ ให้ยื่น อัยการ แล้วอัยการทำการรวบรวม เรียบเรียง สืบสวน สอบสวน แล้วส่งศาลรัฐธรรมนูญ แล้วที่ผ่านมายุบพรรคชาติไทย ยุบใครต่อใคร แม้กระทั่งพรรคไทยรักไทย แม้กระทั่ง พรรคพลังประชาชนก็ยื่นผ่านศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น ทำไมเพิ่งมาไม่เข้าใจ ผมต้องยืนยันกับ ท่านประธานว่าสิ่งที่เราขอแก้ไขถูกแล้ว ความเห็นอัยการสูงสุดก็บอกต้องยื่นผ่านอัยการสูงสุด แต่อัยการสูงสุดก็ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญรับหรือไม่รับ ผมเรียนท่านประธาน เพื่อตอกย้ำแนวคิดแนวทางของพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยก่อนหน้านั้นเป็นพรรคพลังประชาชน ผมพูดมากกว่าคนอื่นเพราะผมไปปราศรัย ผมบอกพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วประเทศ พวกเราไม่รับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ เพราะมันมาจากการปฏิวัติ มาจากการรัฐประหาร ไม่เป็นประชาธิปไตย ถึงแม้จะไปโหวตได้ ๑๔ ล้านเสียง รวมหมดฝ่ายไม่เห็นด้วย ๒๕ ล้านเสียง เราไม่เห็นด้วย และสวดมนต์ไหว้พระถ้าอยากให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยขอให้เลือก พรรคพลังประชาชนเยอะ ๆ ได้มา ๒๓๓ ก็ถูกยุบพรรค ก็ถูกปล้น ส.ส. ไป ผมก็เป็นฝ่ายค้าน นั่ง ๒ ปี ๖ เดือน ไม่เดือดร้อน ปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดสกลนคร ผมก็ประกาศ ขอให้ชนะก่อนเพื่อเตรียมตัวสู้ศึกใหญ่ เราก็ชนะในนามพรรคเพื่อไทยจากจังหวัดสกลนคร ใครก็บอกไม่มีแต้มต่อ สุดท้ายชนะด้วยคะแนนท่วมท้น ผมเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้ง พอผมขายจุดขายตรงนี้ชนะเลือกตั้ง มาจังหวัดศรีสะเกษ ผมประกาศอีกพี่น้องครับ ได้เวลาแล้วที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญขอให้เลือกพรรคเพื่อไทยชนะอีกครับ ต่อมาจากจังหวัดศรีสะเกษ มาทำศึกจังหวัดมหาสารคามชนะอีก แต่มาแพ้ที่จังหวัดนครราชสีมา ผมก็บอกแพ้ เพราะประชาชนไม่เลือก และถ้าบอกว่ามีการเลือกตั้งใหม่ครั้งต่อไปซึ่งเลือกมาแล้วเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ปี ๒๕๕๔ ผมบอกจะแก้ไขมาตรา ๒๙๑ เหตุผลเพราะต้องการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งฉบับ เลียนแบบเติ้งเสี่ยวหาร บรรหาร ศิลปะอาชา เมื่อแก้ไขปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๓๙ แล้วมาเป็น รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ท่านบรรหารท่านอาจจะไม่หล่อ ท่านอาจจะไม่สูง แต่ท่านเป็นคนคิดค้น ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็มีส่วนพิจารณาแล้วเสนอในที่ประชุม ครม. จึงมี การแก้ไขให้มีที่มาของ สสร. ๙๙ เรียกว่า ๙๙ อรหันต์ เราลอกเลียนแบบอะไรดีเราเอา ก็จะแก้มาตรา ๒๙๑ ผ่านวาระที่หนึ่ง ผ่านวาระที่สองมีคนไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญก็บอกว่ารับได้ ผมยังยืนยันไม่มีสิทธิรับ ต้องผ่านอัยการสูงสุดเท่านั้น เมื่อศาลรัฐธรรมนูญยืนยันว่ารับแล้วแจ้งมา หากจะลงมติให้ทำประชามติ ผมนี่พูดในพรรค ๓ รอบ ๙ รอบ บอกถ้าลงประชามติต้องผู้มีสิทธิ เกินกึ่งหนึ่งของผู้ใช้สิทธิมาลงคะแนนซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ต้องผู้มีสิทธิเกินกึ่งหนึ่ง ผู้มาใช้สิทธิ ต้องเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิก็โดยประมาณ ๒๕ ล้านเสียง ผมบอกกับเพื่อนของผมบอก เป็นไปไม่ได้อย่าไปริ และเมื่อมาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิจึงนับคะแนนมากน้อย อ้ายตรงนั้นเราชนะ สุดท้ายก็เป็นที่มาของการแก้รายมาตรา มาตรา ๒๙๑ ศาลรัฐธรรมนูญบอก อย่าลงนะ ลงตรงทำประชามติเราก็ฟัง ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าถ้าอย่างนั้นให้แก้เป็นรายมาตรา เราแก้คราวนี้ท่านประธานก็แลเห็น ๑. เราแก้มาตรา ๖๘ เอาอย่างไรให้ชัด ศาลรัฐธรรมนูญ รับจากชาวบ้านได้ไหม พวกเราบอกไม่ได้ ก็บอกมาสิให้ชัด เราบอกมาตรา ๑๙๐ ต้องแก้ เราบอกวุฒิสภาต้องมาจากการเลือกตั้งแล้วเราบอกว่าการยุบพรรคไม่มีที่ไหนเขาทำกัน รายมาตราไหมครับ ก็เป็นรายมาตรา เสร็จเรียบร้อยก็มีการไปร้อง ไปร้องทำไม ก็มีสิทธิ ผมเรียนท่านประธานครับ ผมก็นั่งฟังข่าว ข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เลขข่าวที่ ๗/๒๕๕๖ วันพุธที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๖ เนื้อหาของข่าวมี ๓ ข้อ อ้ายพวกยินดีปรีดาก็เอาแล้ว เขารับแล้ว ท่านประธานรู้ไหมครับ ศาลรัฐธรรมนูญที่มีความเห็นว่ารับ ๓ คน ไม่รับ ๒ คน ไปต่างประเทศต่างหาก เอาละเป็นสิทธิท่านจะคิดอย่างไรเรื่องของท่านผมไม่สนใจ แต่ผม จะเล่าให้ท่านประธานฟังและให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้ ๑. เท้าความว่าผู้ร้อง นายนี้ นามสกุลนี้ กล่าวหาผู้ถูกร้องที่ ๒ ถึง ๓๑๒ คน กล่าวหาว่าเข้าชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๘ มีเนื้อความใหม่เป็นการยกเลิกสิทธิของชนชาวไทย ยกเลิกตรงไหน เราบอกเราเห็นอย่างนี้ เป็นสิทธิทางความเห็น ยกเลิกอย่างไร ถ้าต่อไป ศาลรัฐธรรมนูญฟันธงว่าได้ ๒ ช่องทางก็แล้วไป ละเมิดสิทธิตรงไหน ไม่ใช่ครับ บอกว่า มีเนื้อหาข้อความใหม่เป็นการยกเลิกสิทธิของปวงชนชาวไทย ขอยืนยันกับท่านประธาน และพี่น้องประชาชนทางบ้าน ไม่มีเนื้อหาสาระนี้ นี่เป็นความเห็นของผู้ร้อง และกล่าวหาว่า ผมไปสกัดกั้นผู้ที่ใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญอันเป็นการลิดรอนสิทธิพิทักษ์ รัฐธรรมนูญของปวงชนชาวไทย ศาลก็บอกว่ากรณีนี้มีมูลเดี๋ยวจะไต่สวน ก็ต้องให้ ๓๐๐ กว่าคนไปชี้แจง ผู้ร้องจะใช้สิทธิยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ ตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง ศาลรัฐธรรมนูญท่านจึงรับไว้วินิจฉัย แต่ไปขอคุ้มครองชั่วคราว ท่านไม่ให้ก็ยกคำร้อง ผมฟันธง สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญก็ไต่สวนแล้วก็บอกไม่ผิด มันไปอื่น ไม่ได้ ก็เรียนตำรามาเล่มเดียวกัน ก็มาตรา ๖๘ วรรคสอง เขาบอกว่า และ ต่อไปนะครับ ท่านประธาน มันมีปัญหาตรงที่ศาลวินิจฉัยที่ ๑๘/๒๒/๒๕๕๕ ในประเด็นที่ ๑ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีอำนาจรับคำร้องไว้พิจารณาและวินิจฉัยตามมาตรา ๖๘ วรรคสอง ได้โดยตรงไม่จำเป็นต้องยื่นผ่านอัยการสูงสุดก็ได้ ก็ศาลวินิจฉัยอย่างนี้ แต่พวกผม เห็นว่าวินิจฉัยอย่างนี้ไม่ถูกต้อง ผมจึงมาแก้ แก้ว่าให้ผ่านอัยการสูงสุดอย่างเดียว เขียนสั้น ๆ ในคณะกรรมาธิการ บ้านเมืองมันจะได้เรียบร้อย แค่ผมคิดแก้นี่ครับล้มล้างการปกครองหรือ ที่ผมคิดแก้นี่จะฉกชิงวิ่งราวเอาอำนาจรัฐมาอยู่ที่ผมหรือ มันไม่ใช่ พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล มาจากการเลือกตั้ง ถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ แล้วเป็นรัฐบาลที่สง่างามทั่วโลก ยอมรับ ไปไหนทูตขรตรีเศียรเกรียวกราว ท่านนายกรัฐมนตรีได้รับการยอมรับ พรรคฝ่ายค้านไม่ยอมไม่เป็นไร แต่ผมพูดถึงหลักกฎหมาย หากประชาชนยื่นได้โดยไม่ผ่าน อัยการสูงสุดมันจะเป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย และต่อไปนี้ศาลรัฐธรรมนูญไม่ต้อง ทำงานแล้ว ๒๐ ยื่น ๑๕ ยื่น ๓๐ ยื่น และผมยื่นครั้งนี้เพื่อเป็นบรรทัดฐาน ไม่ได้บอกว่า ใครผิดใครถูก ทีนี้ก็มีการอภิปรายบอกว่าถ้าแก้ไขมาตรา ๖๘ แล้วจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลง ผมถามว่าเปลี่ยนแปลงอะไร เปลี่ยนแปลงประเด็นเดียวคือประชาชนต้องยื่นต่ออัยการสูงสุด เท่านั้นละครับ แหมวิพากษ์วิจารณ์ ๒ วัน ๒ คืน บางคนก็ไปไกลบอกว่าอัยการสูงสุด อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาล เคยเปิดกฎหมายอ่านไหม บทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อัยการสูงสุดเป็นองค์กรตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ คำว่า องค์กรอิสระ ไม่ได้อ่าน เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ วันนี้อัยการสูงสุดเป็นองค์กรที่แข็งแกร่งแข็งแรง อัยการต้องจบ นิติศาสตร์บัณฑิต ต้องจบเนติบัณฑิต ต้องสอบหลักสูตรอัยการได้ แล้วก็ไปฝึกมา ก่อนปฏิบัติ หน้าที่ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณเบื้องพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นั่นอัยการเด็ก ๆ ต้องทำ พอมาถึงอัยการสูงสุดจะได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นอัยการสูงสุดได้ ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการอัยการเขาเรียกว่า กอ. กอ. เห็นด้วยเสนอ วุฒิสมาชิก วุฒิสมาชิกต้องเป็นคนเลือกทั้งวุฒิสภาได้เสียงข้างมากนำความกราบบังคมทูล ถวายสัตย์ปฏิญาณ ผมยืนยันกับท่านประธานตรงนี้ ผมไม่มีคดีความอะไรที่จะต้องไปพึ่งพา อาศัยอัยการ แต่อัยการสูงสุดซึ่งชื่อย่อว่า อสส. เป็นตำแหน่งที่มีกระบวนการอันยาก เป็นตำแหน่งที่จะได้ถือว่ามีเกียรติวุฒิสภาเห็นด้วย ถึงแม้วุฒิสภาบางส่วนมาจากการสรรหา ท่านก็มีจุดเชื่อมโยงและวุฒิสภาส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้ง นั่นแปลว่าอัยการสูงสุดดำรง ตำแหน่งมีจุดเชื่อมโยงกับพี่น้องประชาชนคนเสียภาษี มีเกียรติครับ ผ่านอัยการสูงสุดถูกต้องแล้ว ถ้าใครจะบอกอัยการสูงสุดใครสั่งได้อะไรได้เขาเรียกมีปากดีแต่พูด รัฐบาลชุดผม ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีดูแลตำรวจ ดูแลดีเอสไอ (DSI) เรียนกับท่านประธานไม่เคยเรียก อัยการไปทำเนียบ ไม่สนใจ ไม่เหมือนบางรัฐบาลคดีฟิลลิป มอร์ริส ผมอภิปรายในนี้ ๒ ชั่วโมงครึ่งวันนี้คดีไม่เสร็จยังไม่ยุติสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง อัยการคนหนึ่งรู้จักกันเขาบอกว่า ผู้คนในแวดวงรัฐบาลเรียกเขาไปที่ทำเนียบรัฐบาล ส่วนคุยอะไรผมไม่ทราบ พฤติกรรม อย่างนั้นใช้ไม่ได้ ท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายงานผมแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีไม่มาเกี่ยวข้อง ผมก็ดำเนินงานไปตามกฎเกณฑ์กติกา ผมไม่เคยเรียกอัยการที่จะมาพูดจาอะไรที่ก่อให้เกิด ความเสียหายต่อบ้านเมือง ทีนี้มีการบอกว่าการแก้ไขมาตรา ๖๘ จะมีคนได้เปรียบเสียเปรียบ ผมยืนยันกับท่านประธานไม่ทำให้ใครได้เปรียบเสียเปรียบ แต่ทำให้มีความรอบคอบมากขึ้น หลักประกันในความเป็นกลางของอัยการสูงสุดเชื่อถือได้ ความน่าเชื่อถือของอัยการสูงสุด เชื่อถือได้ เรียนท่านประธานที่เคารพ ศาลรัฐธรรมนูญ แม้จะเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาและจะต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อ ในหลวงเช่นเดียวกับอัยการสูงสุด แต่โดยที่รัฐธรรมนูญได้มอบความไว้วางใจให้ ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดความเป็นความตายของบ้านเมืองและรัฐธรรมนูญยังรับรองคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่น ตามมาตรา ๒๑๖ ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจมาก ถ้าหากได้อัยการช่วยกลั่นกรองและทำ ความเห็นมันจะเกิดความรอบคอบมากขึ้น คดียุบพรรคที่ผ่านมาแล้ว ท่านประธานที่เคารพ ผมต้องบอกท่านประธานและฟ้องพี่น้องประชาชนคดียุบพรรคที่ผ่าน ๆ มาแล้ว อัยการสูงสุด ต้องพิจารณาก่อนทั้งสิ้นไม่ว่ายุบพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ๒ เมษายน ๒๕๔๙ เป็นคดีประวัติศาสตร์ที่พรรคไทยรักไทย พรรคพัฒนาชาติไทย พรรคแผ่นดินไทย ในคดี กลุ่มที่ ๑ พรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าในคดีกลุ่มที่ ๒ แต่พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ถูกยุบก็เป็นสิทธิของพรรคประชาธิปัตย์ แต่เรื่องทั้งหมดต้องผ่านอัยการสูงสุดเท่านั้น กกต. เขามีความเห็นว่าทั้ง ๕ พรรคกระทำผิดตามมาตรา ๖๖ ของพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ และได้ส่งสำนวนต่ออัยการสูงสุด เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องทั้ง ๕ พรรค ทุกคนโดนหมด แต่พรรคประชาธิปัตย์ไม่โดนก็เป็นเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์ ต่อมาไม่นานมานี้ ผมเป็นคนอภิปรายเองคดี ๒๕๘ ล้านบาท คดี ๒๙ ล้านบาท ผมไปให้การต่อ กกต. โยนติ้ว อย่างไรก็นึกว่ายุบ ก็ปรากฏว่า กกต. เสนอเหตุและผลผมไม่อยากพูดเดี๋ยวประท้วงกัน ผมไม่อิจฉาครับวันนี้ถ้ายุบพรรคเพื่อไทยก็ตั้งใหม่ไม่มีปัญหา แต่ต้องเอาความจริงมากราบเรียนท่านรองประธานรัฐสภา ซึ่งทำหน้าที่ประธานรัฐสภาวันนี้ ในฐานะประธานวุฒิสภา และให้พี่น้องประชาชนคนทางบ้านได้รับรู้รับทราบว่าเวลา ได้เปรียบเอาอย่างหนึ่ง เวลาถูกต้องตรงไปตรงมาก็เอาอีกอย่างหนึ่ง คดียุบพรรคชาติไทย เมื่อไม่นานมานี้ครับ พรรคมัชฌิมาธิปไตยหลังการเลือกตั้งปี ๒๕๕๐ ที่คณะกรรมการเลือกตั้ง พบการทุจริตมีการให้ใบแดง และพิจารณาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายมณเฑียร สงฆ์ประชา ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และรองเลขาธิการพรรคชาติไทย กับนายสุนทร วิลาวัลย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งและรองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ในวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๑ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติด้วยคะแนนเสียง ๔ ต่อ ๑ มติเสียงข้างน้อย ๑ เสียงใน ๒ คดี คือนายสมชาย จึงประเสริฐ เห็นชอบตามที่นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ในฐานนะนายทะเบียนพรรคการเมืองเสนอความเห็นให้ส่งสำนวนเรื่องการยุบพรรค โดยให้ อัยการสูงสุดเป็นคนพิจารณา ท่านประธานคงจำได้ กกต. พิจารณาเสร็จมีความเห็นยุบพรรค กกต. ส่งอัยการสูงสุด อัยการสูงสุดก็ส่งศาลรัฐธรรมนูญ แล้วทำไมบ้านเมืองมันไม่ตื่นเต้นครับ ก็เป็นกันมาอย่างนั้น คดียุบพรรคพลังประชาชน ผมเรียนท่านประธาน หยิกเล็บก็เจ็บเนื้อ ประธานศาลรัฐธรรมนูญออกมาพูดในวันสัมมนาศาลรัฐธรรมนูญว่าอย่างไรพี่น้องประชาชน รู้หมดแล้วผมไม่ติดใจ แต่สังคมไทยจะตัดสิน วันนี้ไม่มีพรรคพลังประชาชนมาเป็นพรรคเพื่อไทย เรียนผู้เกี่ยวข้องเลิกคิดที่จะมีงูเห่าภาค ๓ หมดแล้ว จะยุบอย่างไรพวกผม ๒๖๕ คน เผลอ ๆ มีเพิ่ม อย่าไปทำให้บ้านเมืองวุ่นวายเลยครับ ไม่มีประโยชน์ใดเลยที่จะเอากรณีนี้มาเป็นประเด็น แล้วยุบพรรคเพื่อไทย เพื่อหวังว่าส้มหล่น ส้มหมดแล้วครับ ไม่เหลือแล้วครับ พวกผมกินหมด และไม่มีงูเห่า วันนี้พรรคเพื่อไทยมีแต่งูเขียวครับ ถ้าหากยุบพรรคแล้วไม่เกิดปฏิกิริยาเชิงลบ เขาก็ไม่คิดยุบ ผมฟันธง งานนี้สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญจะบอกว่าต้องยื่นผ่านอัยการสูงสุดเท่านั้น แล้วถามว่าถ้าเป็นอย่างนี้ผมสูงอีก ๓ นิ้วหรือ ก็ไม่ ก็ ๑๖๘ เซนติเมตรเท่าเดิม แต่มันเป็นที่มา ที่ไปถ้าแก้มาตรา ๖๘ จะล้มล้างการปกครอง ถ้าแก้มาตรา ๖๘ มีเสียงเปรียบนั่นเปรียบนี่ จะไปมาตรา ๓๐๙ ไปนั่นไปนี่ไม่มีครับ และโดยหลักการก็ไปไม่ได้ ต่อมาไม่อยากว่า เป็นข้อผิดพลาด ต้องขอบพระคุณท่านประธานวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ท่านเป็นอธิบดีภาค ๘ ท่านชัช ชลวร รองประธาน ขออนุญาตครับ รองปลัดกระทรวง ท่านบุญส่ง กุลบุปผา ท่านอุดมศักดิ์ นิติมนตรี นักเรียนรุ่นน้องโรงเรียนวัดสิงห์ รู้จักกันหมดนะครับ ไม่ได้เป็นคนอื่นเลย ผมไม่เคยไปขอร้อง อาจารย์จรัญ ภักดีธนากุล เป็นรองเลขาธิการส่งเสริมงานตุลาการตอนผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผมไม่เคยขอร้อง เพราะผมรู้ว่าพรรคเพื่อไทยทำถูกต้อง พี่น้องประชาชนสนับสนุน ถ้าเกิด มีใครไปยุบใคร ถ้าบอกยุบอีกทีคราวนี้จะเปลี่ยนขั้วการเมืองประกาศตรงนี้ ประกาศที่นี่ ไม่มีครับ พรรคเพื่อไทยแน่นสมัครสมานสามัคคี แต่บางครั้งไม่รู้ทะเลาะกับใคร ก็เอากันหน่อยเหมือนกันในพรรค ก็เป็นสิทธิธรรมดาของพรรคการเมือง บางคนบอก พรรคเพื่อไทยแตก พรรคเพื่อไทยร้าว แล้วก็มาบอกว่าพรรคผมเผด็จการ พรรคผม เป็นประชาธิปไตยในที่ประชุมพรรคมันไม่มีใครกลัวใคร ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีกว่าจะได้พูด ขออนุญาตอยู่ ๒ วัน ทีแรกไม่ให้พูดหาว่าผมพูดยาว จะให้ผมพูด ๑๕ นาที ผมบอกไม่เอา ผมจะพูดตามใจเสร็จเมื่อไรก็เรื่องของผม เขาก็เลยอนุญาต มีคำกล่าวตอนยุบพรรคนะครับ จริง ๆ แล้วผมเคยพูดกับผู้สื่อข่าวไว้ว่าการตัดสินว่าทุจริตเลือกตั้งองค์กรอื่นมีอำนาจตัดสิทธิ ถ้าให้ใบแดงก่อนรับรองผล กฎหมายเขียนว่าคำวินิจฉัยของ กกต. เป็นที่สุด