รัฐสภา · ครั้งที่ ๔ · ๔ เมษายน ๒๕๕๖

กรวีร์ ปริศนานันทกุล หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเรียกร้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาหาทางออกร่วมกันเพื่อให้การประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเสนอแนวทางแก้ไขหลายประการ เช่น การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา 200 คนจากทั่วประเทศ การจำกัดวาระในการดำรงตำแหน่งของสมาชิกวุฒิสภา และการเปลี่ยนแปลงกฎหมายว่าด้วยการเป็นวุฒิสมาชิก โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเลือกตั้งผ่านตัวแทนประชาชน และการแก้ไขกฎหมายเพื่อยกเว้นบทลงโทษสำหรับผู้กระทำผิดทางการเมือง

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อ่างทอง

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา ก่อนที่ผมจะได้ใช้เวลาของผมในการร่วมอภิปรายในการแก้ไขกฎหมาย ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมขออนุญาตท่านประธานสักนิดเดียวเพื่อที่จะได้แสดงความคิดเห็น ผมเองนั้นเป็นสมาชิกรัฐสภา เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยแรกครับ อยู่ในสภาแห่งนี้ มาปีเศษครับ ผมก็ต้องยอมรับตามตรงครับท่านประธาน ด้วยประสบการณ์ ด้วยอาวุโส ทางการเมืองที่อาจจะยังไม่มากพอ ผมยังไม่คุ้นชินครับ ยังไม่คุ้นชินกับวิธีการทำหน้าที่ ในรัฐสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ แต่ผมกำลังซึมซับแล้วผมกำลังเรียนรู้ครับ ผมกำลังเรียนรู้จาก เพื่อนสมาชิก จากท่านสมาชิกทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่ว่าจากทั้งฝ่ายรัฐบาล และไม่ว่าจากทางฝ่ายค้าน และผมเชื่อมั่นเหลือเกินครับ ในใจลึก ๆ แล้วไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายรัฐบาลหรืออยู่ฝ่ายค้าน พวกเรา ล้วนแล้วแต่ไม่อยากให้บรรยากาศในการประชุมโดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชุมเพื่อที่จะแก้ไข กฎหมายที่สำคัญที่สุดของประเทศของพวกเราอยู่ในบรรยากาศแบบนี้ แล้วผมก็เชื่อมั่นว่า พี่น้องประชาชนที่ติดตามรับฟังมาตั้งแต่เช้าก็ไม่มีใครหรอกครับที่อยากจะเห็นบรรยากาศ ในการประชุมรัฐสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้มีบรรยากาศแบบนี้ เพราะฉะนั้นผมกราบ ขอความกรุณาจากท่านทุกภาคส่วนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กรุณาเถอะครับ หาทางออกร่วมกัน เพื่อให้การประชุมนั้นเป็นไปได้ด้วยความเรียบร้อย และท่านประธานที่เคารพครับ ในการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในครั้งนี้ ผมมีประเด็นที่อยากจะร่วมแสดง ความคิดเห็นและร่วมอภิปรายใน ๒ ประเด็นหลัก ใน ๒ มาตราหลักครับ ประเด็นแรก เรื่องแรกนั้นก็คือเรื่องที่มาของท่านสมาชิกวุฒิสภา ประเด็นที่ ๒ นั่นก็คือประเด็นในการแก้ไข ตามมาตรา ๒๓๗ ก็คือเรื่องของการเพิกถอนสิทธิทางการเมือง ตัดสิทธิทางการเมือง ของผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารพรรคและการยุบพรรคการเมือง ในมาตรา ๒๓๗ วรรคสอง

ผมขอเริ่มในประเด็นแรก นั่นก็คือเรื่องของการเสนอการแก้ไขเรื่องที่มาของ สมาชิกวุฒิสภา ผมต้องกราบเรียนกับท่านประธานครับว่าผมเห็นด้วยที่มีการเสนอให้มี การแก้ไขให้มี ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชนทั้งประเทศจำนวน ๒๐๐ คน ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด แล้วผมก็ต้องกราบเรียนกับท่านประธานครับว่าที่เห็นด้วย และอยากจะให้มีการเลือกตั้ง ส.ว. จากทั่วทั้งประเทศนั้น ผมไม่ได้หมายความว่าการทำ หน้าที่ของ ส.ว. สรรหาในปัจจุบันนี้เขาไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ได้ แล้วผมก็ต้องกราบเรียน กับท่านสมาชิกวุฒิสภานะครับว่าผมไม่ได้หมายความว่าวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง ไม่สามารถที่จะทำหน้าที่อย่างสมศักดิ์ศรี ในทางตรงกันข้ามครับ ผมได้เห็นการทำหน้าที่ ของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งหลายต่อหลายคนครับ ที่ทำหน้าที่อย่างสมศักดิ์ศรี ที่ทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทย ทำหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย อย่างเต็มรูปแบบ อย่างสมศักดิ์ศรี แต่เราต้องไม่ลืมครับ แล้วผมก็เข้าใจครับว่าเจตนารมณ์ ที่แท้จริงคือเราอยากจะเห็นครับ เราอยากจะเห็น ส.ว. ที่มีประสบการณ์หลากหลาย มีสาขา อาชีพที่หลากหลายเข้ามาทำหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมาย ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดีครับ แต่สิ่งที่ สำคัญมากยิ่งไปกว่านั้นแล้วเราต้องไม่ลืมครับว่าเราอยู่ในระบอบประชาธิปไตย สิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งเป็นหลักยึดโยงของหลักประชาธิปไตยก็คืออำนาจอธิปไตยนั้นต้องมาจากพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นนี่คือความจำเป็นครับว่าทำไมวันนี้ถึงต้องมีการเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้กำหนดไว้ให้ ส.ว. นั้น มี ๒ แบบครับ มาจาก ๒ แบบ แบบแรก มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของพี่น้องประชาชน จังหวัดละ ๑ คน มีจำนวนทั้งสิ้น ๗๖ ท่าน และมาจากการแต่งตั้งอีก ๗๔ ท่าน ผมตั้ง ข้อสังเกตว่าพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศเกือบ ๗๐ ล้านคนครับท่านประธาน เขามีโอกาส เลือก ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งผ่านประชาชนเพียงแค่ ๗๖ คน แต่คนเพียงแค่ ๗ คนครับ คณะกรรมการสรรหามีเพียงแค่ ๗ คน เขาสามารถที่จะใช้สิทธิในการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา จากมือของเขา จากคน ๗ คน แทนพี่น้องประชาชนเกือบ ๗๐ ล้านคนทั่วทั้งประเทศ ด้วยการแต่งตั้ง ส.ว. ถึง ๗๔ คน ด้วยที่มาที่มันไม่เหมือนกัน พื้นฐานทางความคิดของคน ๒ กลุ่มที่มาโดยพื้นฐานที่ไม่เหมือนกัน พวกเราจึงเห็นครับ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกครับ ที่การทำหน้าที่ในหลาย ๆ ครั้งสมาชิกวุฒิสภาเอง ก็มีความขัดแย้งทางความคิด มีความไม่ลงรอยทางความคิดส่วนหนึ่งผมก็เชื่อว่ามาจากพื้นฐาน ที่มาที่มันแตกต่างกัน มันจึงทำให้เกิดเอกภาพในการทำงานที่ไม่สมบูรณ์แบบ นี่จึงเป็นความ จำเป็นครับ ผมจึงเห็นด้วยที่เราจะต้องเปลี่ยนที่มาของสมาชิกวุฒิสภาเพื่อให้มีการยึดโยงกับ พี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด จึงมีการแก้ไขเพิ่มเติมในครั้งนี้ว่าจะแก้ไขให้มี ส.ว. ที่มาจาก การเลือกตั้ง ๒๐๐ คนจากทั่วประเทศ ถามว่าตัวเลข ๒๐๐ คนแล้วการเลือกตั้งมาจาก ทั่วประเทศนั้นมาจากที่ไหน ฝ่ายการเมืองไม่ได้นั่งเทียนแล้วก็เขียนขึ้นมาลอย ๆ หรอกครับ เราก็ยึดโยงมาจากร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในปีที่เราเชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ยึดโยงกับ พี่น้องประชาชนมากที่สุดก็เป็นตัวเลขเดียวกันซึ่งวิธีการในการสรรหา ในการคัดเลือก ในการเลือกตั้ง ก็เป็นวิธีการเดียวกัน

อีกประเด็นหนึ่ง ที่นอกเหนือจากที่มาแล้วเป็นประเด็นที่พวกเราถกเถียงกัน มากในวันนี้ นั่นก็คือเรื่องของการจำกัดวาระในการดำรงตำแหน่งของ ส.ว. ผมฟังท่านสมาชิก อภิปรายกันมาตั้งแต่เช้าครับ หลายคนก็เห็นด้วยว่าจะให้มีสมัยเดียว หลายคนก็เห็นด้วยว่า ควรจะไม่ไปจำกัดสิทธิเขา ผมคิดอย่างนี้ครับ ผมคิดว่าการเปิดโอกาสให้กับท่านสมาชิก วุฒิสภาที่จะมีโอกาสลงรับสมัครเลือกตั้งนั้น ผมก็มองเหมือนกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ครับ วันนี้เราเห็นท่านสมาชิกที่ได้รับการเลือกตั้งใน ส.ส. ได้รับ การเลือกตั้งติดต่อกันหลายสิบสมัย เราเห็นนักการเมืองคุณภาพมากมายที่เกิดขึ้นจาก การเลือกแล้วซ้ำแล้วซ้ำอีกของพี่น้องประชาชนในหลายต่อหลายจังหวัดทั่วทั้งประเทศ ถามว่าทำไมพี่น้องประชาชนเหล่านี้เขาถึงได้เลือกท่าน ส.ส. เหล่านี้ติดต่อกันมาเป็น ระยะเวลาหลายสิบปีติดต่อกันหลายสมัยล่ะครับ ก็เพราะว่าคนเหล่านี้เขาเป็นคนดีครับ คน เหล่านี้เขาเป็นคนที่มีความสามารถและเป็นคนที่พี่น้องประชาชนนั้นศรัทธาและเชื่อมั่นในตัว ของพวกเขา เพราะฉะนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะเลือกท่าน ส.ส. เหล่านี้เข้ามาดำรงตำแหน่ง ติดต่อกันหลายสมัย ทำไมภาพแบบนั้นจึงจะเกิดขึ้นกับทาง ส.ว. ไม่ได้ล่ะครับ ทำไม ส.ว. ที่ทำ หน้าที่อย่างสมศักดิ์ศรี ส.ว. ที่มีคุณภาพ ส.ว. ที่มีความรู้ความสามารถ ทำไมเราจะต้องไป จำกัดสิทธิเขาให้เขาดำรงตำแหน่งได้เพียงแค่สมัยเดียวล่ะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่านี่เป็นเรื่อง ที่ถูกต้องที่ให้ท่าน ส.ว. นั้นสามารถที่จะลงรับสมัครเลือกตั้งได้และไม่ไปจำกัดสิทธิในการเข้าสู่ สนามเลือกตั้งของ ส.ว. และพวกเราอยู่ในระบอบประชาธิปไตยครับ ผมเองเป็น ส.ส. สมัยแรก ผมเองถูกอบรมแล้วก็สั่งสอนว่าคนที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตยนั้นเราต้องเชื่อมั่นและเราต้อง ศรัทธาต่อพี่น้องประชาชน เราต้องเคารพในการตัดสินใจของประชาชนและนักการเมือง นักประชาธิปไตยที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตยท่านไม่ต้องกลัวหรอกครับการเลือกตั้ง นี่คือ การตัดสินใจของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นผมมั่นใจครับ แล้วผมก็เชื่อมั่นว่าผมเชื่อมั่น และศรัทธาในพี่น้องประชาชน และผมก็มั่นใจเหมือนกันครับ ท่านสมาชิกวุฒิสภาท่านก็ต้อง เชื่อมั่น และผมก็หวังว่าท่านจะเชื่อมั่นและศรัทธาในการตัดสินใจของพี่น้องประชาชน เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมสนับสนุนในการแก้ไขเรื่องของที่มาของ ส.ว. ให้มีการเลือกตั้ง

และประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ ประเด็นเรื่องของการยุบพรรค ในมาตรา ๒๓๗ วรรคสอง นั่นก็คือการเพิกถอนสิทธิของกรรมการบริหารพรรคและยุบพรรคการเมือง ในกรณีที่สมาชิกพรรคนั้นไปทำผิดกฎหมายการเลือกตั้ง ผมจำได้ว่าพวกเรานั้นปรารถนา ที่อยากจะเห็นพรรคการเมืองที่มีความเข้มแข็ง และผมก็จำได้ถึงเจตนารมณ์ที่อยากจะให้ พรรคการเมืองนั้นในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราอยากจะเห็นพรรคการเมืองเกิดง่ายแต่ตายยาก เราจึงมีการลดขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อที่จะให้พรรคการเมืองซึ่งเป็นช่องทางในการเชื่อมต่อ ระหว่างพี่น้องประชาชนกับรัฐสภาแห่งนี้เกิดขึ้นได้ง่ายมากขึ้น แล้วเป็นอย่างไรครับ เมื่อเรามี พรรคการเมืองที่เข้มแข็งทำงานอยู่ได้สักระยะหนึ่งเราก็เกิดกระบวนการที่ทำให้มี การยุบพรรคการเมืองหลายต่อหลายพรรคเกิดขึ้น เรามีการที่ผ่านมาในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับรถถัง เรามีการยุบพรรคการเมืองไปแล้วหลายต่อหลายพรรค เรามีการตัดสิทธิผู้บริหารบุคลากรของพรรคการเมืองหลายร้อยคน ทั้ง ๆ ที่เขาเหล่านั้น ไม่ได้เป็นคนที่กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเลยแม้แต่นิดเดียว พูดถึงเรื่องยุบพรรคการเมืองไม่มีพรรคไหนหรอกครับ พรรคชาติไทยพัฒนาของผมหรือว่า พรรคชาติไทยเดิมของผมนั้นรู้ดีครับ พวกเราบาดเจ็บและได้รับบาดแผลจากการที่ถูกยุบพรรค จากผลพวงจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เพื่อนสมาชิกของผม พรรคชาติไทยเดิมของผมที่นั่งกัน อยู่ตรงนี้ทุกคนพวกเราล้วนเจ็บปวดและบาดแผลมันยังไม่หายสนิทหรอกครับ ถึงแม้บาดแผล มันจะหายสนิทมันก็เป็นแผลเป็นครับ เพราะฉะนั้นกระบวนการในยุบพรรคต่าง ๆ เหล่านี้ มันสร้างความเสียหายและมันสร้างความกระทบกระเทือนกับผู้บริหารพรรคและบุคลากร ทางการเมืองของพวกกระผมนั้นเป็นจำนวนมาก ในกรณีของพรรคชาติไทยคนที่กระทำผิด อยู่จังหวัดหนึ่ง แต่ท่านมาตัดสิทธิให้ผู้บริหารพรรคอีกทั้งหมด ๔๓ คน อดีตท่านหัวหน้าพรรค ของผม ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา ท่านจองชัย เที่ยงธรรม นายประภัตร โพธสุธน ท่านสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ท่านกัญจนา ศิลปอาชา ท่านวราวุธ ศิลปอาชา อยู่ในข่ายพวกนี้หมดครับ ถามบอกว่าทุกท่านเหล่านี้ไปมีส่วนรู้ ไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการผิดกฎหมายในการเลือกตั้งหรือครับ เปล่าเลยครับ แต่เขาตัดสิทธิคนเหล่านี้ให้เว้นวรรคทางการเมือง ๕ ปีทั้ง ๆ ที่ไม่มีความผิด เพราะฉะนั้นมันจึงมีคำถาม คำถามว่านี่หรือคือหลักนิติธรรมของประเทศไทย นี่ละครับ คนทำผิด เป็นลูกครับ ไปฆ่าคนตายตัดสินให้พ่อ ให้แม่ ให้ญาติ พี่น้องติดคุกไปด้วยนี่หรือหลักนิติธรรม หลักนิติรัฐของประเทศไทยผมเชื่อว่ามันไม่ใช่ และผมจึงเห็นด้วยที่ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๓๗ วรรคสอง ที่จะต้องละเว้นการลงโทษผู้บริหารของพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคและพรรคการเมืองที่จะต้องถูกยุบไปเพราะอะไร พอถามบอกว่าหลังจาก ที่ท่านยุบพรรคการเมืองไปแล้วถามครับ ผมถามกับท่านประธานว่าเรายุบพรรคการเมืองไปแล้ว วันนี้มันมีผลไหมครับ ท่านยุบพรรคขออภัยนะครับ พรรคไทยรักไทยเดิมขออภัยที่ต้องเอ่ยชื่อ มีอะไรครับ มีพรรคพลังประชาชนครับ ท่านยุบพรรคพลังประชาชนเกิดพรรคเพื่อไทย เหมือนกันครับกับพรรคชาติไทยของพวกกระผม ท่านยุบพรรคชาติไทยวันนี้เรามี พรรคชาติไทยพัฒนา ท่านยุบพรรคมัชฌิมา วันนี้เรามีพรรคภูมิใจไทย ผมถามบอกว่าด้วย กระบวนการแบบนี้ท่านสามารถที่จะใช้บทลงโทษในการยุบพรรคเพื่อให้เป็นไปตาม เจตนารมณ์ของผู้ลงโทษได้จริงหรือครับ ถ้ามันได้จริงป่านนี้ไม่มีพรรคเพื่อไทยหรอกครับ ถ้ามันได้จริงป่านนี้ไม่มีพรรคชาติไทยพัฒนา ไม่มีอีกหลายพรรคการเมืองที่ดำรงอยู่ใน ปัจจุบันนี้ละครับ เพราะฉะนั้นการยุบพรรคจึงไม่ใช่ทางออก เพราะฉะนั้นการยุบพรรค จึงไม่ใช่การบทลงโทษที่ถูกต้องที่ถูกที่ควรที่มันควรจะเป็นในระบอบประชาธิปไตยของพวกเรา และเช่นเดียวกันครับ ผมเชื่อเหลือเกินนะครับว่าสมาชิกของพวกเรานั้นทุกคนที่อยู่ในที่นี้ครับ ที่อยู่ในกระบวนการของระบอบประชาธิปไตย ไม่มีสมาชิกคนไหนหรอกครับที่อยากจะเห็น พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งถูกยุบ ผมเองไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ไม่ได้เป็น สมาชิกพรรคไทยรักไทย ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชน แต่ผมก็ไม่อยากจะปรารถนา ที่จะเห็นพรรคการเมืองเหล่านี้ถูกยุบไปหรอกครับ เช่นเดียวกันครับ ผมก็ไม่อยากเห็น พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งต่อไปในอนาคตไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากว่าเราใช้กฎหมายฉบับนี้อยู่ ผมไม่อยากเห็นพรรคที่เป็นสถาบันทางการเมืองที่อยู่กับประเทศไทยมาอย่างยาวนานต้องถูก ยุบไปด้วยเหตุผลกับที่พรรคชาติไทยของพวกผมนั้นถูกยุบหรอกครับ เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็น ความจำเป็นและผมเห็นด้วย และผมเชื่อว่าท่านสมาชิกทั้งหมดที่อยู่ในที่นี้คงจะเห็นด้วย เหมือนกันว่ากระบวนการในการตัดสินลงโทษผู้กระทำผิดนั้นท่านตัดสินไปเถอะครับ ใครที่ ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ใครที่ไปใช้เงินในการซื้อเสียงในการทุจริตในการเลือกตั้งท่านตัดสิน ไปเลยครับ อย่าว่าแต่ตัดสิทธิ ๕ ปีเลยครับ ท่านตัดสิทธิไปแล้วท่านมีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่า เขาทำผิดกฎหมายจริง ท่านจะตัดสิทธิทางการเมือง ๕ ปี ๘ ปี ๑๐ ปีท่านตัดสินไปเถอะครับ ไม่มีใครว่าหรอกครับ แต่อย่าดึงพรรคการเมือง อย่าดึงผู้บริหารพรรค อย่าดึงสมาชิกพรรค อีกเป็นล้านล้านคนที่เขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำของคนใดคนหนึ่งเหล่านั้นให้มา ได้รับผลกระทบได้รับบทลงโทษเลยครับ

เพราะฉะนั้นใน ๒ ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธาน ในท้ายที่สุดนั่นก็คือประเด็นของที่มาของวุฒิสมาชิกที่จะต้องมาจากการเลือกตั้งเพื่อให้มี การยึดโยงกับพี่น้องประชาชน และให้ที่มานั้นเป็นการเลือกตั้งผ่านตัวแทนของพี่น้อง ประชาชนอย่างแท้จริง และประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องของการแก้ไขกฎหมายในมาตรา ๒๓๗ ที่จะต้องยกเว้นในวรรคสองเอาไว้แล้วไปเพิ่มบทลงโทษให้กับผู้กระทำผิดทางการเมือง เป็นเฉพาะตัวไปโดยที่ไม่ต้องมากระทบกับพรรคการเมือง และไม่ต้องมากระทบกับผู้บริหารพรรค และไม่ต้องมากระทบกับสมาชิกพรรคครับ ขอบคุณท่านประธานครับ