วิรัช ร่มเย็น หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 68 และ 237 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง และยังเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 237 และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้นำพรรคการเมืองที่ถูกยุบ
ท่านประธานที่เคารพ วิรัช ร่มเย็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดระนอง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา การอภิปรายวันนี้ของผมนับว่าเป็นประวัติศาสตร์ ท่านประธานครับ สมัยก่อนผมอภิปราย ก่อนหน้านี้ผมอภิปราย ไม่จำเป็นต้องพิจารณาว่าใครนั่งเป็นประธานรัฐสภา แต่วันนี้ ต้องพิจารณาอย่างถ้วนถี่ ดูหน้าดูตา ดูซ้ายดูขวาว่าชื่อสมศักดิ์หรือนิคม เผอิญเป็นท่านสมศักดิ์ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานว่าทราบว่าสุขภาพท่านไม่ค่อยดี ช่วยกรุณา รักษาสุขภาพท่านด้วยอย่าให้เป็นอะไรไปตอนนี้ เวลาขึ้นบัลลังก์มันมีทางยกระดับระวังหน่อย เพราะถ้าท่านเป็นอะไรไปพวกผมไม่ได้พูด ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานนะครับ ผมเรียนว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ๓ ฉบับ ผมฟันธงก่อนหน้าดีกว่าก่อนที่จะ อภิปรายต่อไป ผมไม่เห็นชอบและไม่รับรอง ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข ใช่ว่าการแก้ไข รัฐธรรมนูญจะทำไม่ได้ ทำได้ สมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็ทำมาแล้ว แต่ทำ ด้วยเหตุด้วยผล พรรคฝ่ายค้านขณะนั้นก็คัดค้านเราก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเราทำด้วยเหตุด้วยผล สามารถตอบสังคมได้ ตอบประชาชนได้ แต่วันนี้ท่านประธานครับ การเสนอแก้ไขตอบสังคม ตอบประชาชนไม่ได้จริง ๆ ท่านประธานครับ มาตรา ๖๘ ที่เป็นปัญหา แล้วมีการพูดจากันมาก ขอประทานอภัย ท่านหัวหน้ารัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน อันนี้เป็นหลักเป็นฐาน มีหลักมีฐาน ผู้สื่อข่าวเขาถามว่าเป็นอย่างไร มาตรา ๖๘ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็บอกว่าประชาชนไม่ได้เสียหาย ไม่ได้เสียประโยชน์ แต่ประการใด ประชาชนได้รับประโยชน์ด้วยซ้ำไป ผมไม่เข้าใจเลยท่านประธาน เป็นคำตอบ ที่ไร้เดียงสา แต่ผมไม่บังอาจแม้จะคิดว่าท่าน ขอประทานอภัย เป็นคำไทย ๆ ผมไม่คิดนะ ผมไม่บังอาจคิดท่านประธานว่าท่านโง่หรือแกล้งโง่ ท่านประธานครับ มาตรา ๖๘ หลายท่าน พูดมาแล้ว ผมขอประทานอภัยถ้าจะต้องพูดซ้ำ ก็มันมีอยู่เท่านี้ เขาบอกว่าเวลาอภิปราย อย่าซ้ำ อย่าซ้อน แต่วันนี้จำเป็นท่านประธานที่เคารพ มาตรา ๖๘ ขออนุญาต ผมเห็นด้วย กับกฎหมายเดิม รัฐธรรมนูญเดิม มาตรา ๖๘ ท่านประธานครับ อาจจะพูดไปพูดมาแล้ว พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านก็โทรศัพท์มาถามเหมือนกันว่าเขาหมายความว่าอะไร ขอประทานอภัยท่านประธาน มาตรา ๖๘ บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้ เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้ วรรคสองครับ ผมอ่านแค่ ๒ วรรคนะครับ ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบ ก็หมายถึงคนทั่วไป ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือน การดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว ท่านประธานครับ ขออธิบายดังนี้ เมื่อมีผู้คิด จะล้มล้างหรือจะเปลี่ยนแปลงการปกครองซึ่งไม่เป็นไปตามวิธีการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ใครทราบก็สามารถจะร้องได้ ยื่นคำร้องได้ ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๘ ที่ใช้อยู่ ตอนนี้ครับ อันนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะแก้ได้หรือไม่ได้ สำเร็จหรือไม่สำเร็จ ปัจจุบันนี้ประชาชนยื่นได้ ๒ ทาง มีตัวอย่างให้เห็น มีข้อขัดแย้งในสังคม แต่ในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญก็ตัดสินว่าประชาชน สามารถยื่นได้ ๒ ทาง ทางที่ ๑ ไปยื่นที่อัยการ ดูแล้วมันช้าไม่ทันการ หรือไม่พอใจ ไม่ว่าด้วย เหตุผลกลใดก็สามารถไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ตัวอย่างมีให้เห็นแล้ว คำวินิจฉัยมีให้เห็นแล้ว ท่านประธานครับ ผมนำเรียนท่านประธานครับ มีการพูดจากันประหนึ่งว่าอัยการน่าจะเป็นกลาง อัยการเป็นส่วนราชการของรัฐ อัยการเป็นผู้ที่จะให้ความเป็นธรรมกับสังคม ผมเรียน ท่านประธานครับ จากประสบการณ์ของผม ผมว่าความมา ๓๑ ปี ผมเป็นผู้แทนราษฎรมา ๒๑ ปี ผมว่าความในศาลผมรู้ดีแต่ไม่พูด แต่ว่าในศาลรัฐธรรมนูญนั้นพรรคประชาธิปัตย์ ได้กรุณามอบหมายให้ผมเป็นหนึ่งในทีมกฎหมายในการต่อสู้คดียุบพรรคเมื่อปี ๒๕๕๐ ท่านประธาน ผมทราบดีว่าอัยการแต่ละท่านแต่ละคนนั้นมีพฤติการณ์เป็นประการใด ผมไม่เอ่ยชื่อ ณ ที่นี้ แต่ใครที่อยู่ในศาลทราบดี ท่านประธานครับ นี่คือเหตุผลหนึ่ง แต่ผมนำเรียนท่านประธานว่าที่เขาพยายามจะบอกว่าให้ยื่นไปที่อัยการทางเดียว กฎหมายใหม่นี่นะครับที่เขาร่างขึ้นมา ขอประทานอภัย ร่างกฎหมายใหม่ วรรคสองนะครับ วรรคแรกเหมือน ๆ กัน วรรคสองเขาบอกว่า ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใด กระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอชื่อให้อัยการสูงสุด ตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่ออัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าการกระทำนั้น ขัดต่อวรรคหนึ่ง ให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ แปลว่าตัดสิทธิตัดหนทางจากประชาชนเดินได้ ๒ ทาง ทำได้ ๒ ทาง วันนี้ถ้าร่างกฎหมาย ฉบับนี้ผ่าน ท่านประธานครับ ประชาชนทำได้ทางเดียว ทีนี้มาดูหลายท่านสงสัยอัยการ เป็นทนายแผ่นดิน อัยการดูประหนึ่งว่าน่าจะประสิทธิประสาทความยุติธรรมให้ประชาชน ท่านประธานครับ เถียงกันแต่ไม่มีคำตอบผมจะให้คำตอบ ทำไมเขาร่างอย่างนี้ ทำไมเขาตัดสิทธิ ไม่ให้ประชาชนไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ อัยการสูงสุดเป็นหน่วยงานอิสระ ฟังดูดีนะครับ ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวงใด ถ้าเขียนไว้เท่านี้บันทึกไว้เท่านี้ ท่านที่ดีใจก็บอกว่าเอาละอันนี้แน่นอนเป็นหลักประกัน เพราะเป็นหน่วยงานอิสระ แต่ท่านประธานครับ ไม่ใช่ฟูลสต็อป (Full stop) แค่นั้นครับ เขาต่อไปครับ แต่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ นายกรัฐมนตรีโดยตรง หาได้ที่ไหนครับคำจำกัดความเหล่านี้ ใครที่มีไอแพด ใครที่มีคอมพิวเตอร์ ใครที่มีไอโฟนทั้งหลายดำเนินการได้ เพราะฉะนั้นคำตอบที่พูดกันเกือบ ๓ วัน ท่านประธาน ก็เคยบอกข้างล่างเขาถกเถียงกัน ท่านประธานก็บอกว่าเอาละอัยการสูงสุดก็คือหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐก็เป็นอันจบไป แต่วันนี้เห็นไหมครับ คำจำกัดความนี่ละแปลว่าอัยการสูงสุด เป็นหน่วยงานอิสระไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของใคร แต่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ นายกรัฐมนตรี ไม่ต้องบอกว่าชื่ออะไร ท่านประธานครับ นี่อย่างไรครับน่าจะถึงบางอ้อแล้วว่า ทำไมเขาแก้กฎหมายตัดหนทางประชาชนไม่ให้เดินไปตรงที่ศาลรัฐธรรมนูญ และพฤติการณ์ ที่ผ่านมาของนายกรัฐมนตรีบางท่านก็แล้วกันก็น่าจะทราบดีว่าเพราะอะไร อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือมาตรา ๖๘ ซึ่งฝ่ายผู้ยื่นเสนอพยายามเหลือเกินจะต้องแก้ให้ได้ ผมเรียนท่านประธานว่ามาตรา ๖๘ เป็นมาตราสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลง ผมก็ภาวนาว่าประเทศไทยเรามีพระสยามเทวาธิราช มิฉะนั้นแล้วเราจะพบกับความยากลำบาก ไปทั่วประเทศ ผมเรียนท่านประธานว่ามาตรา ๖๘ นี่ละครับผมอยากให้คงเดิมและเขียนให้ ชัดขึ้นเหมือนท่านอาวุโสสุทัศน์ เงินหมื่น พูดเมื่อสักครู่นี้ เขียนไปเลยนะครับ ผู้ทราบยื่นได้ ๒ ทางเอาให้ชัด ทางที่ ๑ ยื่นอัยการ ไม่พอใจจะยื่นอัยการก็ไปยื่นที่ศาลรัฐธรรมนูญเขียนให้ชัด ไม่ต้องไปตีความกันอีก แม้ว่าวันนี้บทสรุปจะเป็นที่เข้าใจกันแล้ว เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้มี คำวินิจฉัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านประธานครับ ขอนำเรียนอีกข้อหนึ่งครับท่านประธาน นั่นก็คือความเด่นชัดในเรื่องของมาตรา ๖๘ ที่พูดกันหลายท่านเหลือเกินว่ามีการแก้ไข ให้ชัดเจนขึ้น ชัดเจนในแง่ไหนครับ ชัดเจนในลบ นั่นก็คือทอนอำนาจหรือว่าลิดรอนอำนาจ ประชาชนหรือจะพูดให้เป็นภาษากฎหมายหน่อย นั่นก็คือรอนสิทธิพี่น้องประชาชน
ท่านประธานที่เคารพ มาตรา ๖๘ เสร็จแล้วก็ต้องไปดูที่มาตรา ๒๓๗ ผมอาจจะมีความเห็นต่างจากเพื่อนสมาชิกไม่ว่าจากท่านสมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นั่นก็คือมาตรา ๒๓๗ ผมคิดว่าเป็นมาตราที่ดีที่สุดตั้งแต่เราร่างรัฐธรรมนูญกันมา คนที่จะทำผิด หรือคิดวางแผนจะทำผิดหรือมีเถยจิตไม่ดีเท่านั้นละครับที่จะกลัว คนดี คนเก่ง คนกล้า คนที่ไม่คิดจะทำผิดไม่ต้องไปกลัว ท่านประธานครับ มาตรา ๒๓๗ ผมสรุปง่าย ๆ นั่นก็คือ เขาบอกว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดกระทำการก่อหรือสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาของ ส.ว. หรือไปขัดกับระเบียบ หรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เขาบอกว่ามีผลทำให้ การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลดังกล่าว นี่กรณีที่เป็นผู้สมัคร แต่เขาบอกต่อไปครับ เขาบอกว่าถ้าการกระทำอันนั้นของผู้สมัคร หรือผู้สมัครไปหาหัวคะแนนแล้วไปดำเนินการที่ผิดกฎหมาย ๒-๓ ประการที่ผมพูดเมื่อสักครู่นี้ ผิดกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. สว. ผิดระเบียบ ผิดประกาศ ท่านประธานครับ เขาบอกว่า ถ้ากรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือหัวหน้าพรรคการเมืองรู้เห็นเป็นใจหรือปล่อยปละละเลย คือรู้แล้วทำไม่รู้ อันนี้มีเยอะในสังคมการเมืองไทย รู้ทำเป็นไม่รู้ ยิ่งกว่านั้นสนับสนุนด้วยซ้ำไป ไม่ต้องบอกครับท่านประธานว่าสนับสนุนอะไร เขาบอกว่าอย่างนี้ของเก่าบอกว่าให้เพิกถอน สิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมือง ในขณะเดียวกันยุบพรรคการเมือง ท่านประธาน เขาบอกอย่างนี้ครับ พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างนี้กฎหมายเขียนไว้เลย เป็นข้อสันนิษฐาน ของกฎหมายจะเรียกว่ากฎหมายบังคับหรือกฎหมายปิดปากก็ได้ เขาบอกว่าถ้าการกระทำ ดังนั้นแล้วหัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมืองมิได้ยับยั้งช่างใจ ปล่อยปละละเลย เขาบอกว่าให้ถือว่าอันนี้เป็นภาษากฎหมาย ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๘ มาตรา ๖๘ ก็ยุบ แล้วเขาบอกเลยว่าถ้าพฤติการณ์ของมาตรา ๒๓๗ ของผู้ที่เกี่ยวข้องในมาตรา ๒๓๗ ตั้งแต่ผู้สมัคร หัวคะแนน หัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง เป็นดังที่มาตรา ๒๓๗ กำหนดไว้ ท่านประธานครับ ให้ยุบพรรค เป็นเรื่องที่กฎหมายปิดปาก อันนี้นักกฎหมายก็พอเข้าใจนะครับ ขอนำเรียน ท่านประธานว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องดีครับ ขนาดที่เขาให้ขาแรงขนาดนี้นะครับ มาตรา ๒๓๗ หลายคนบอกยาแรง ขนาดยาแรงก็ยังหลุดรอดไปเป็นร้อย ผมพูดว่าเป็นร้อยก็แล้วกัน เอากันจริง ๆ สิครับ เพื่อให้บ้านเมืองสะอาดไม่ใช่พูดแต่ปาก เราพูดกันแต่ปากว่าอยากให้ การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม มันจะยุติธรรมได้อย่างไรครับ ถ้าผู้มีพละกำลังมากมาย ใช้ช่องว่างเหล่านี้ดำเนินการ ใครไปสู้ กี่พรรคไปสู้ก็แพ้ ท่านประธานครับ กฎหมายมาตรา ๒๓๗ ที่เขาเขียนใหม่นี้เขาตัดหมดเลยครับ เขาบอกอย่างไรครับ เขาบอกให้ยกเลิกวรรคสอง มาตรา ๒๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย คือฉบับที่ใช้ปัจจุบันนี้ ยกเลิกไปเลย เรื่องยุบพรรคการเมือง ยิ่งกว่านั้นเขาบอกอีก เขาบอกว่ากรรมการก็ดี หัวหน้าพรรคการเมืองก็ดี ไม่ผิด หลายท่านในพรรคของผมนี่นะครับมีความรู้สึกว่าน่าจะยอมรับได้ถ้าไม่ยุบพรรคการเมือง แต่สำหรับผมผมยอมรับไม่ได้
สุดท้ายจริง ๆ ท่านประธานครับ มาตรา ๕ เขาเขียนอย่างนี้ครับ ให้การเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ สว. หัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมือง เพราะเหตุมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคการเมือง ตามมาตรา ๖๘ หรือมาตรา ๒๓๗ วรรคสอง เป็นอันสิ้นสุด และให้ถือว่าบุคคลผู้นั้น ไม่เคยเป็นผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นี่น่าเกลียดท่านประธาน ขอประทานอภัยนะครับ มันเป็นเรื่องที่โจ๋งครึ่มเกินไป โป๊เกินไปทำให้มันแนบเนียนหน่อยเถอะ อีกแค่ไม่กี่วันแล้วไม่ใช่หรือ เดือนธันวาคมแล้วนี่อยู่ขณะนี้ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ก็ยังไปเปิดงานตรุษจีนได้ทุกปี ๆ แล้วจะไปกลัวอะไร บัญญัติอย่างนี้ไม่มีประเทศไหนเขาทำหรอก เอาใจกันขนาดนี้ ท่านประธานครับ ผมรักษากติกานะครับ เพราะเพื่อนรออยู่หลายคน ผมไม่สามารถรับรองได้ ทั้ง ๓ ร่าง และจะไม่เห็นด้วยและจะต่อสู้เรื่องนี้จนในที่สุดครับ ขอบพระคุณครับ