สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๙๘ คน
(เนื่องจาก นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ติดราชการ นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง จึงปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขณะนี้ มีท่านสมาชิกมาลงชื่อ จำนวน ๓๐๗ ท่านนะครับ ผมขอเปิดการประชุมตามระเบียบวาระนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม

๒.๑ รับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศพระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๖

ด้วยได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศพระราชกฤษฎีกา เรียกประชุม รัฐสภา สมัยประชุมวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๖ และพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งรองประธานวุฒิสภา

๒.๒ รับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรองประธานวุฒิสภา คนที่สอง

ฉะนั้นจึงขอเชิญท่านสมาชิกโปรดยืนขึ้นเพื่อรับฟังพระบรมราชโองการนะครับ ขอเชิญยืนขึ้นครับ

(สมาชิกและผู้ที่อยู่ในที่ประชุมได้ยืนขึ้นเพื่อรับฟังพระบรมราชโองการ)
นายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

“พระราชกฤษฎีกา

เรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา

พ.ศ. ๒๕๕๖

(พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖

เป็นปีที่ ๖๘ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่ทรงพระราชดำริว่า มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ สมควรที่จะ เรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๒๘ และมาตรา ๑๘๗ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุม สมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๖ ตั้งแต่วันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

นายกรัฐมนตรี”

(ที่ประชุมรับทราบ)

“ประกาศ

แต่งตั้งรองประธานวุฒิสภา

___________

(พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่ นางพรทิพย์ โล่ห์วีระ จันทร์รัตนปรีดา รองประธาน วุฒิสภา คนที่สอง ได้ลาออกจากตำแหน่งรองประธานวุฒิสภา คนที่สอง และวุฒิสภา ได้ลงมติเมื่อวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๕๖ เลือก นายอนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ สมาชิกวุฒิสภา เป็นรองประธานวุฒิสภา คนที่สอง

จึงแต่งตั้งให้ นายอนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ เป็นรองประธานวุฒิสภา คนที่สอง ตามความในมาตรา ๑๒๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ๒๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๖ เป็นปีที่ ๖๘ ในรัชกาล ปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี”

(ที่ประชุมรับทราบ)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญนั่งลงครับ ต่อไปเป็นเรื่องที่รับทราบนะครับ ซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระอยู่ ๔ เรื่องนะครับ

เรื่องแรก รับทราบคำสั่งศาลฎีกา

ด้วยศาลฎีกาได้มีหนังสือแจ้งคำสั่งศาลฎีกากรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง และขอให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๑๒ ใหม่ แทนนายการุณ โหสกุล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๙ ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ ตามมาตรา ๑๑๑ และมาตรา ๑๑๖ ซึ่งศาลฎีกา ได้มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้วเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๕

บัดนี้ ศาลฎีกาแผนกเลือกตั้งได้พิจารณาและวินิจฉัยคำร้องเสร็จสิ้นแล้ว และมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายการุณ โหสกุล มีกำหนดเวลา ๕ ปี และให้ เลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตเลือกตั้งที่ ๑๒ ใหม่ จึงเป็นผลให้ สมาชิกภาพการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายการุณ โหสกุล สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๙ วรรคสอง แจ้งให้ที่ประชุมทราบ

(ที่ประชุมรับทราบ)

เรื่องที่ ๒ รับทราบประกาศแต่งตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ด้วยได้มีประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศ ณ วันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๖ เรื่องผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างลง จังหวัดเชียงใหม่ เขตเลือกตั้งที่ ๓ ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งคือ คุณเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ สังกัดพรรคเพื่อไทย จึงแจ้งให้ที่ประชุมทราบ

(ที่ประชุมรับทราบ)

เรื่องที่ ๓ เรื่องการขอลาออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และประกาศ สภาผู้แทนราษฎรเรื่องให้ผู้มีชื่อในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองเลื่อนขึ้นมา เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่างลง

ด้วยนายยุรนันท์ ภมรมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ดังนั้นสมาชิกภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายยุรนันท์ ภมรมนตรี จึงสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๖ (๓) และได้มีประกาศสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ให้ผู้มีชื่อในลำดับถัดไป ในบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย ลำดับที่ ๗๔ คือคุณถิรชัย วุฒิธรรม เลื่อนขึ้นมาเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๓ ก่อนเข้ารับหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องปฏิญาณตนก่อนนะครับ ฉะนั้นคุณเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ และคุณถิรชัย วุฒิธรรม อยู่ไหมครับ กรุณายืนขึ้นครับ เพื่อที่จะปฏิญาณตนนะครับ กล่าวตามประธานนะครับ พร้อมนะครับ

(สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้งใหม่และได้มาประชุมวันนี้ ได้ยืนขึ้นและกล่าวคำปฏิญาณตนต่อที่ประชุมตามที่ประธานได้กล่าวนำพร้อมกัน)

“ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วย ความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตาม ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

ขอแสดงความยินดี ขอต้อนรับสมาชิกใหม่นะครับ เชิญนั่งลงครับ ขอบคุณมากครับ

เรื่องที่ ๔ รับทราบเรื่องการถ่ายทอดการประชุมทางสถานีวิทยุกระจายเสียง และโทรทัศน์

ด้วยในการประชุมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๗ นอกจากจะมีการถ่ายทอดทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภาตามปกติแล้ว ผมได้อนุญาตให้มีการถ่ายทอดการประชุม ทางวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยจนเสร็จสิ้นการประชุมด้วย ทั้งนี้สถานีวิทยุโทรทัศน์ แห่งประเทศไทยจะตัดกลับไปเสนอข่าวนะครับ เพื่อที่จะทราบคือข่าวพระราชสำนักในเวลา ตั้งแต่เวลา ๒๐.๐๐-๒๐.๓๐ นาฬิกา และเหตุการณ์สำคัญที่ประชาชนควรรับรู้เป็นกรณีเร่งด่วน จึงแจ้งให้ที่ประชุมรับทราบตามข้อบังคับนะครับ

(ที่ประชุมรับทราบ)

ต่อไป จะเป็นการพิจารณาเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

ผมจะให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงหลักการและเหตุผลนะครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรีแถลงหลักการและเหตุผลครับ

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี 🔗

เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีขอเสนอร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ โดยมีหลักการและเหตุผล ดังนี้

หลักการ ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ เป็นจำนวนไม่เกิน ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น เป็นจำนวน ๒,๕๑๑,๕๗๖,๓๒๑,๗๐๐ บาท และเพื่อชดใช้เงินคงคลัง เป็นจำนวน ๑๓,๔๒๓,๖๗๘,๓๐๐ บาท

เหตุผล

๑. เพื่อให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น ได้มีงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ สำหรับใช้เป็นหลักในการจ่ายเงินแผ่นดิน

๒. เพื่อปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และกฎหมายว่าด้วย เงินคงคลังที่กำหนดให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังตามที่ได้จ่ายไปแล้ว

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ รัฐบาลขออนุญาตเสนอคำแถลง ประกอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ฉบับสมบูรณ์เป็นเอกสารและขอเรียนสรุปสาระสำคัญดังนี้

ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ที่นำเสนอต่อท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติฉบับนี้ จัดทำขึ้นบนพื้นฐานของ ยุทธศาสตร์ประเทศที่รัฐบาลมุ่งยกระดับมาตรฐานในทุก ๆ ด้านของประเทศ เพื่อเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขันและตอบสนองต่อความต้องการของพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม โดยมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญ ๒ ประการ คือ

ประการแรก เพื่อดำเนินนโยบายและมาตรการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจ และสังคมอย่างต่อเนื่องจากปีงบประมาณที่ผ่านมา โดยให้ความสำคัญกับการบูรณาการ การดำเนินงานในทุกมิติและการสร้างภาคีการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ผ่านมาตรการและโครงการต่าง ๆ

ประการที่ ๒ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ และการรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน รวมทั้งเสริมสร้างประสิทธิภาพและธรรมาภิบาล ของระบบราชการให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับใช้ประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ดิฉันขอรายงานให้ทราบถึงภาวะเศรษฐกิจทั่วไป ฐานะและนโยบายการเงินการคลังของประเทศ ดังต่อไปนี้

ภาวะเศรษฐกิจทั่วไป เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี ๒๕๕๖ ชะลอตัวลง เนื่องจากความล่าช้าในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ตลอดจนระดับราคาสินค้าในตลาดโลก ที่ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว ในขณะที่นโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักในโลก กำลังขยายปริมาณเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้มีเงินทุนไหลสู่ภูมิภาคเอเชียและประเทศไทย และสร้างแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายประเทศในภูมิภาค อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในปี ๒๕๕๖ ยังมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ในเกณฑ์ร้อยละ ๔.๒-๕.๒ อัตราเงินเฟ้อ ประมาณร้อยละ ๒.๓-๓.๓ โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ คือ เศรษฐกิจโลกที่คาดว่าน่าจะมี แนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และการฟื้นตัวของภาวะการค้า สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ในตลาดโลก ซึ่งเริ่มมีสัญญาณที่ชัดเจนในประเทศสหรัฐอเมริกา จะช่วยสนับสนุนภาคการผลิต และส่งออกของประเทศไทย ประกอบกับการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ ๑๑๙.๙ ในปี ๒๕๕๕ และยังเพิ่มขึ้น ต่อเนื่องถึงปี ๒๕๕๖

นอกจากนั้น การใช้จ่ายตามแผนการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ และแผนการกู้เงินตามพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. .... จะเป็นแรงสนับสนุนเศรษฐกิจให้สามารถ ขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี ๒๕๕๗ คาดว่าจะขยายตัวประมาณ ร้อยละ ๔.๐-๕.๐ อัตราเงินเฟ้อประมาณร้อยละ ๒.๗-๓.๗ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอุปสงค์ ภายในประเทศที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งด้านการบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน ประกอบกับการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐจะมีบทบาทมากขึ้นในการขับเคลื่อนการขยายตัว ตามการเบิกจ่ายเงิน ตามแผนเงินกู้ ตามพระราชกำหนด และแผนการกู้เงินตามร่างพระราชบัญญัติ ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ในขณะเดียวกันภาคต่างประเทศมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัว ของเศรษฐกิจเอเชียและเศรษฐกิจโลกโดยภาพรวม ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกมีบทบาทมากขึ้น ต่อการขยายตัวในช่วงครึ่งหลังของปี ๒๕๕๖ และต่อเนื่องจนถึงปี ๒๕๕๗ ด้วยภาวะที่ยังมี ความผันผวนทางเศรษฐกิจโลก การสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศให้เข้มแข็งโดยการกระตุ้น ให้ภาคการผลิตมีการลงทุนและการค้าขายที่แท้จริงและเหมาะสม และเป็นการลดการพึ่งการส่งออก ในขณะที่รัฐบาลมุ่งเน้นมาตรการส่งเสริมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะสั้นเพื่อเป็นพื้นฐาน การเจริญเติบโตที่ยั่งยืนและสมดุลในระยะยาวต่อไป ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศ เดินหน้าต่อไปได้

ฐานะและนโยบายการคลัง ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ รัฐบาลประมาณการว่า จะสามารถจัดเก็บรายได้สุทธิทั้งสิ้น ๒,๓๘๔,๐๐๐ ล้านบาท และเมื่อหักการจัดสรร ภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๒ จำนวน ๑๐๙,๐๐๐ ล้านบาท แล้วยังคงเหลือ เป็นรายได้สุทธิที่สามารถนำมาจัดสรรเป็นรายจ่ายของรัฐบาล จำนวน ๒,๒๗๕,๐๐๐ ล้านบาท หรือร้อยละ ๑๗.๒ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

สำหรับการบริหารจัดการรายจ่ายภาครัฐในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ รัฐบาลได้กำหนดนโยบายงบประมาณและแนวทางจัดทำงบประมาณดังนี้

ประการที่ ๑ ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานของหน่วยงานที่สอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ประเทศ ยุทธศาสตร์การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนปี ๒๕๕๘ นโยบายสำคัญของ รัฐบาล และการบูรณาการภารกิจให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ โดยมีเป้าหมาย เพื่อเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และขยายโอกาสแก่ประชาชน

ประการที่ ๒ ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ ควบคู่กับการพิจารณาแหล่งเงินอื่น และการบูรณาการการทำงานในระดับพื้นที่ของแต่ละภาคส่วน เพื่อลดความซ้ำซ้อน

ประการที่ ๓ ส่งเสริมการสร้างศักยภาพทางการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ภารกิจการจัดบริการสาธารณะระดับท้องถิ่นมีประสิทธิภาพ ประชาชนมีคุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้น และลดความเหลื่อมล้ำทางการคลังระหว่างท้องถิ่น ควบคู่กับการพัฒนาประสิทธิภาพ การจัดเก็บรายได้และประสิทธิผลการใช้จ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ประการที่ ๔ ดำเนินนโยบายงบประมาณขาดดุลภายใต้กรอบความยั่งยืน ทางการคลังและความจำเป็นของการใช้จ่ายภาครัฐ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างมี เสถียรภาพและเตรียมเข้าสู่งบประมาณสมดุลในอนาคต

สำหรับฐานะเงินคงคลัง ณ วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๖ มีจำนวนทั้งสิ้น ๒๕๐,๙๓๕.๔ ล้านบาท

ฐานะและนโยบายการเงิน ทางด้านการดำเนินนโยบายทางการเงินของ ทางการในปี ๒๕๕๕ มีลักษณะผ่อนปรนมากขึ้นเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูและบูรณะเศรษฐกิจ หลังวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ในช่วงปลายปี ๒๕๕๔ อย่างไรก็ดีในช่วงครึ่งปีหลังของปี ๒๕๕๕ นั้น เศรษฐกิจไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากการดำเนินนโยบายเพิ่มปริมาณเงินของประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศญี่ปุ่น จากการที่เงินทุนไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์และตลาดตราสาร ของภาครัฐมากขึ้นกว่าเกณฑ์ปกติต่อเนื่องมาถึงครึ่งปีแรกของปี ๒๕๕๖ ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็ง อย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว และภายใต้ความไม่แน่นอนและความเปราะบางของระบบการเงิน ของโลก รัฐบาลจึงได้ให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยคณะรัฐมนตรีได้ให้ ความเห็นชอบกรอบการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในปี ๒๕๕๖ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการ ทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ มาตรการทางการเงิน มาตรการทางการคลัง และมาตรการเฉพาะด้านอื่น ๆ โดยให้ความสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทย จะเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพและมั่นคง

ฐานะการเงินของประเทศในปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์มั่นคงจากดุลบัญชีเดินสะพัด ที่เกินดุล มูลค่าเงินสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนเมษายน ๒๕๕๖ มีจำนวน ๑๗๘,๓๗๔.๙ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ ๓ เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของสถาบันการเงินอยู่ในระดับต่ำและมีทุนสำรองต่อสินทรัพย์ เสี่ยงอยู่ในระดับสูง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงของระบบการเงิน

สาระสำคัญของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ท่านประธานที่เคารพ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ที่คณะรัฐมนตรีนำเสนอต่อสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ในวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุลโดยกำหนดรายได้สุทธิ จำนวน ๒,๒๗๕,๐๐๐ ล้านบาท และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณอีก จำนวน ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท วงเงินงบประมาณดังกล่าวจำแนกเป็นรายจ่ายประจำ จำนวน ๒,๐๑๗,๒๔๔ ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ ๗๙.๗ ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน ๑๓,๔๒๓.๗ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๐.๕ ของวงเงินงบประมาณ รายจ่ายลงทุนจำนวน ๔๔๑,๕๑๐.๔ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๑๗.๕ ของวงเงินงบประมาณ และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน ๕๒,๘๒๑.๙ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๒.๑ ของวงเงินงบประมาณ

ทั้งนี้รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ประกอบด้วย ๘ ยุทธศาสตร์และรายการค่าดำเนินการภาครัฐ โดยมีรายละเอียดการดำเนินงานที่สำคัญและวงเงินงบประมาณในแต่ละยุทธศาสตร์ การจัดสรร ดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ ๑ เร่งรัดการพัฒนาประเทศและเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมของประเทศเพื่อรองรับบริบทการเปลี่ยนแปลงใหม่ทั้งภายใน และภายนอกประเทศ รวมทั้งการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ โดยจัดสรร งบประมาณรายจ่ายไว้จำนวน ๑๔๕,๐๐๖.๙ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๕.๗ ของวงเงิน งบประมาณทั้งสิ้น เพื่อดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้

๑.๑ การรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๘,๐๓๙.๗ ล้านบาท เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา พัฒนาทักษะด้านภาษาต่างประเทศ และยกระดับฝีมือแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน พัฒนาระบบ การจัดเก็บภาษี ส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว การเป็นศูนย์กลางการผลิตและรวบรวม เมล็ดพันธุ์พืชคุณภาพดี ส่งเสริมการใช้ซอฟต์แวร์ (Software) และดิจิทัล คอนเทนท์ (Digital content) ในภาคอุตสาหกรรม เสริมสร้างศักยภาพด้านอัญมณีและเครื่องประดับไทยและทรัพย์สินทางปัญญา สนับสนุนการเป็นเมืองศูนย์กลางบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข

๑.๒ การพัฒนาศิลปหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์ชุมชนได้ จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๑,๗๑๙.๔ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานสินค้า ๑ ตำบล ๑ ผลิตภัณฑ์ ให้สามารถส่งออกและแข่งขันได้ในระดับสากล สนับสนุนการใช้ทุนทางวัฒนธรรมภูมิปัญญา ท้องถิ่น ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ

๑.๓ การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๑,๗๙๗.๒ ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมกลุ่มเป็นเครือข่ายตามห่วงโซ่อุปทานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ต่อยอดไปสู่ อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ สนับสนุนแหล่งทุนและส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ ในสถาบันอุดมศึกษา ๖๘ หน่วย

๑.๔ การส่งเสริมสินค้าด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๗,๔๕๕.๖ ล้านบาท เพื่อให้มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์อาหารไทย เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๐ โดยพัฒนาวัตถุดิบและกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รองรับการเป็น ครัวไทยสู่ครัวโลก สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลให้เป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ รวมทั้งพัฒนาเกษตรพื้นที่สูงตามแนวทางโครงการหลวงและเศรษฐกิจพอเพียง

๑.๕ การดูแลผู้สูงอายุ เด็ก สตรี คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๗๘,๕๐๒.๙ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้ผู้สูงอายุ เด็ก เยาวชน สตรี คนพิการ และผู้ด้อยโอกาสมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความเท่าเทียมกันในสังคม โดยริเริ่ม การดำเนินงานศูนย์ช่วยเหลือสังคมแบบเบ็ดเสร็จด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ ที่ไม่มีความพร้อมของคุณแม่วัยใส และให้การคุ้มครอง ป้องกันและช่วยเหลือผู้ถูกกระทำ ด้วยความรุนแรง สนับสนุนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี จัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับ คนพิการเพิ่มเติม เสริมสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยแก่ผู้ยากจนและผู้ด้อยโอกาส และสร้างหลักประกันด้านรายได้แก่ผู้สูงอายุไม่น้อยกว่า ๗.๖ ล้านคน

๑.๖ การแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๒๕,๙๒๑.๑ ล้านบาท เพื่อเร่งนำสันติสุข ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ความเสมอภาคและความเจริญรุ่งเรืองกลับสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งเพิ่มมูลค่า ทางการค้าและการลงทุนเพื่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการพัฒนาด้านสังคม ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มุ่งเน้นการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา บริการสาธารณสุข สนับสนุนการกีฬา นันทนาการ กิจกรรมทางวัฒนธรรม ศาสนา ภาษา พหุวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เพื่อเชื่อมใจชายแดนใต้ให้เกิดสันติสุข

๑.๗ การเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวและบริการ ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๑๑,๖๑๗ ล้านบาท เพื่อเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวและบริการให้มีมูลค่าไม่น้อยกว่า ๑.๘ ล้านล้านบาท โดยเสริมสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศ การรองรับการเป็น ศูนย์กลางบริการสุขภาพนานาชาติ สนับสนุนการจัดทำระบบฐานข้อมูลและแผนที่เขต พัฒนาการท่องเที่ยว และเพิ่มการอำนวยความสะดวกและประสิทธิภาพการรักษา ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

๑.๘ ยกระดับคุณภาพแรงงาน การจัดการแรงงานต่างด้าวและป้องกัน การค้ามนุษย์ ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๒,๓๕๓.๒ ล้านบาท เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศในการพัฒนาคุณภาพแรงงาน ยกระดับฝีมือเป็นแรงงานทักษะ และแรงงานกึ่งทักษะ จัดระบบการทำงานของแรงงานต่างด้าว รวมทั้งปราบปรามการกระทำ ความผิดและขจัดกระบวนการค้ามนุษย์

๑.๙ การเชื่อมโยงระบบคมนาคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๗,๖๐๐.๘ ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและเทคโนโลยี พัฒนาเมืองสำคัญที่เหมาะสมและมีศักยภาพ ยกระดับมาตรฐานท่าอากาศยาน ก่อสร้างทางหลวง และสะพานข้ามแม่น้ำโขงเพื่อเชื่อมโยงระหว่างประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความปลอดภัย ทางคมนาคม เชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งให้สอดรับกับแผนการลงทุนตามร่างพระราชบัญญัติ ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง ของประเทศ พ.ศ. ....

ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ความมั่นคงแห่งรัฐ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๒๑๐,๗๘๓.๕ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๘.๔ ของวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น เพื่อดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้

๒.๑ การเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๑๓,๖๗๐.๘ ล้านบาท เพื่อเทิดทูน พิทักษ์ และธำรงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ให้มีผู้ใดล่วงละเมิด ส่งเสริมการสร้างจิตสำนึกให้มีความจงรักภักดี เทิดทูน และปกป้อง สถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนส่งเสริมและเผยแพร่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

๒.๒ การสร้างความปรองดองสมานฉันท์และฟื้นฟูประชาธิปไตย ได้จัดสรร งบประมาณ จำนวน ๔๒๑.๘ ล้านบาท โดยรณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมปลูกฝัง จิตสำนึกความรักสามัคคี ความปรองดองสมานฉันท์ และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของ คนในชาติ ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

๒.๓ การเสริมสร้างระบบป้องกันประเทศ ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๑๘๑,๐๐๖.๔ ล้านบาท เพื่อให้มีความพร้อม มีศักยภาพในการพิทักษ์รักษาเอกราชอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติ โดยมุ่งพัฒนายุทโธปกรณ์ พัฒนาทางการทหาร ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อกิจการอุตสาหกรรม ป้องกันประเทศ พัฒนาความร่วมมือทางทหารกับประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศ และส่งเสริมบทบาทในการรักษาสันติภาพของโลกภายใต้กรอบสหประชาชาติ

๒.๔ การรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๑๕,๖๘๔.๕ ล้านบาท โดยเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการอำนวยความปลอดภัย เตรียมความพร้อมและจัดการวิกฤตการณ์ที่เกิดจากภัยก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติและภัยคุกคามทุกรูปแบบ รักษาผลประโยชน์ของชาติทั้งทางบก และทางทะเล แก้ไขปัญหาการหลบหนีเข้าเมือง พัฒนาระบบการกำหนดสถานะและสิทธิ ของบุคคลที่ไม่มีสถานภาพให้ชัดเจน ตลอดจนเสริมสร้างประสิทธิภาพงานด้านข่าวกรองของ ประเทศ

ยุทธศาสตร์ที่ ๓ การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ และยั่งยืน รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๓๔๓,๗๔๖.๗ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๓.๖ ของวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น เพื่อดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้

๓.๑ การบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาคให้เกิดความยั่งยืน ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๒๙,๔๖๒.๑ ล้านบาท เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาวโดยเพิ่มประสิทธิภาพ การจัดเก็บภาษี การบริหารจัดการหนี้สาธารณะให้มีความคล่องตัว พัฒนาระบบสถาบันการเงิน เฉพาะกิจของรัฐให้เข้มแข็ง ส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน ให้มีขีดความสามารถ ในการแข่งขันเพิ่มขึ้น รวมทั้งจัดตั้งกองทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของรัฐ เพื่อบริหารจัดการ ทรัพย์สินราชการให้เกิดประโยชน์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

๓.๒ การส่งเสริมประสิทธิภาพการผลิตและสร้างมูลค่าภาคการเกษตร ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๓๓,๐๔๔.๑ ล้านบาท โดยควบคุมคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร ให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากลสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ยกระดับความสามารถ และความเข้มแข็งของเกษตรกรผ่านโครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง สมาร์ท ฟาร์เมอร์ (Smart Farmer) รวมทั้งชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่เกษตรกรเพื่อบรรเทาผลกระทบ อันเนื่องมาจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ

๓.๓ การเสริมสร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๘๕,๒๗๖.๒ ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีความมั่นคงในอาชีพและรายได้ สามารถจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรได้ในราคาที่เหมาะสมเป็นธรรมผ่านระบบรับจำนำ สินค้าเกษตร โดยมีการตรวจสอบคุณภาพ ปริมาณผลผลิตสินค้าทางการเกษตรที่รับจำนำ ตามนโยบายรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพ

๓.๔ การยกระดับรายได้และเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๔๔,๓๒๗.๕ ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยดำเนินมาตรการทางภาษีอย่างต่อเนื่องตามมาตรการรถยนต์คันแรก ส่งเสริมการจ้างงาน และพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานเพื่อยกระดับรายได้ของแรงงาน ตลอดจนพักชำระหนี้เกษตรกรรายย่อย และผู้มีรายได้น้อย

๓.๕ การส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุน ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๑๕,๓๗๙.๒ ล้านบาท เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของหมู่บ้านในระดับฐานราก ๒๐,๓๗๕ หมู่บ้านและชุมชน เสริมสร้างพลังชุมชนในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหา ๔,๓๙๐ หมู่บ้านและชุมชนพัฒนาทักษะอาชีพให้แก่ผู้ประกอบการ ๒๖,๐๐๐ กลุ่ม สนับสนุน การพัฒนาชุมชนเมืองในด้านต่าง ๆ ๑,๖๐๐ แห่ง เสริมสร้างองค์ความรู้เชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์

๓.๖ การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ได้จัดสรร งบประมาณ จำนวน ๔,๓๖๙.๓ ล้านบาท เพื่อบูรณาการระบบฐานข้อมูลในการจัดทำแผนที่ การใช้ที่ดินด้านอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการลงทุนในพื้นที่อุตสาหกรรม ๑๔ จังหวัด และนิคมอุตสาหกรรม ๕ แห่ง พัฒนาอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนส่งเสริม อุตสาหกรรมให้มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

๓.๗ การเพิ่มประสิทธิภาพภาคการตลาด การค้า และการลงทุน ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๘,๐๓๖.๒ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมพัฒนา และยกระดับความสามารถทางการค้า การตลาด ทั้งภายในและระหว่างประเทศ ดำเนินการควบคุมกำกับราคาสินค้าให้เหมาะสมและเป็นธรรม พัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจการค้าระดับจังหวัดให้ผู้ประกอบการสามารถขยายตลาดได้ ให้ความคุ้มครองผู้บริโภค พิทักษ์สิทธิทรัพย์สินทางปัญญา เจรจาและขยายความร่วมมือ ตามกรอบข้อตกลงการเปิดเสรีทางการค้า

๓.๘ การพัฒนาการท่องเที่ยวและบริการ ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๒,๖๒๔.๕ ล้านบาท เพื่อให้มีศักยภาพและได้มาตรฐาน โดยการพัฒนา บูรณะ ฟื้นฟู แหล่งท่องเที่ยวเดิมและส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวใหม่ พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก รวมทั้ง สร้างบรรยากาศการลงทุนสินค้ารูปแบบใหม่ในธุรกิจบริการที่มีศักยภาพ เสริมสร้างความเข้มแข็ง ของท้องถิ่น ชุมชนและวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและขยายตัวไปในระดับภูมิภาค

๓.๙ การส่งเสริมและพัฒนาการกีฬา ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๙,๓๙๓.๘ ล้านบาท เพื่อให้การกีฬาเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคม โดยส่งเสริมให้ เด็ก เยาวชน คนพิการและประชาชน ได้เสริมสร้างสุขภาพและสมรรถภาพทางกายที่ดี ด้วยการ ออกกำลังกายและเล่นกีฬา และร่วมกิจกรรมนันทนาการ รวมทั้งพัฒนากีฬาสู่ความเป็นเลิศ และกีฬาอาชีพ ตลอดจนส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางกีฬาของภูมิภาคและของโลก

๓.๑๐ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๑๐๒,๐๑๙.๑ ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ให้มีคุณภาพตาม มาตรฐานสากล สามารถเชื่อมโยงเป็นโครงข่ายกับแผนการลงทุนตามร่างพระราชบัญญัติ ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ของประเทศ พ.ศ. .... ก่อสร้าง บูรณะ ปรับปรุงทางหลวง ทางหลวงชนบท และสะพาน ยกระดับ ความปลอดภัยบริเวณทางแยก เพิ่มศักยภาพท่าอากาศยาน ก่อสร้างท่าเรือ ขุดลอกร่องน้ำ ก่อสร้างเขื่อนกันทราย กันคลื่น และเขื่อนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและตลิ่งพัง ตลอดจน ผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านพาณิชยนาวีและด้านการบิน

๓.๑๑ การพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๑,๖๑๔.๕ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนแนวทางการปรับปรุงโครงสร้างราคาและการใช้พลังงาน ที่เหมาะสมกับกลไกตลาด จัดหาพลังงานทั้งในประเทศและต่างประเทศให้เพียงพอ ต่อการพัฒนาและความมั่นคงของประเทศ ออกใบอนุญาต กำกับ ดูแลธุรกิจด้านพลังงาน ให้มีความปลอดภัยเป็นไปตามมาตรฐานที่รัฐกำหนด ตลอดจนส่งเสริมและพัฒนาพลังงาน ทดแทนให้สามารถนำมาใช้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ และเป็นศูนย์กลางธุรกิจพลังงาน ของภูมิภาค

๓.๑๒ การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๘,๒๐๐.๒ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มาใช้ประโยชน์ในการสร้างมูลค่าเพิ่ม จัดหาระบบเครือข่ายไร้สายรองรับการใช้งานคอมพิวเตอร์พกพา รวมทั้งบูรณาการเครือข่ายระบบบริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ ตลอดจนบริหารจัดการข้อมูลสถิติและสารสนเทศเพื่อใช้ในการวางแผนและตัดสินใจอย่างมี ประสิทธิภาพ

ยุทธศาสตร์ที่ ๔ การศึกษา คุณธรรม จริยธรรม คุณภาพชีวิต และความเท่าเทียมกัน ในสังคม รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๘๔๙,๘๖๑.๙ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๓๓.๗ ของวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น เพื่อดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้

๔.๑ การขยายโอกาสและพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา ได้จัดสรร งบประมาณ จำนวน ๓๙๕,๗๘๗.๓ ล้านบาท เพื่อให้คนไทยทุกกลุ่มทุกวัยได้มีโอกาสเข้าถึง บริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง ตั้งแต่ระดับปฐมวัยต่อเนื่องไปตลอดชีวิต โดยส่งเสริมการปฏิรูปการศึกษา สนับสนุนการจัดการเรียนการสอนด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา สร้างโอกาสทางการศึกษาให้กลุ่มผู้ด้อยโอกาสและคนพิการ สนับสนุนการศึกษาตามโครงการ ๑ อำเภอ ๑ ทุน รวมทั้งกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาและกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา ที่ผูกกับรายได้ในอนาคต พัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

๔.๒ การสนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๙๑,๗๒๑.๕ ล้านบาท เพื่อให้ประชากรวัยเรียนตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงมัธยมศึกษา ตอนปลายทั้งสายสามัญและสายอาชีพ ตลอดจนอาชีวศึกษาให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มี คุณภาพและมาตรฐาน และลดภาระค่าใช้จ่ายในด้านการศึกษาของผู้ปกครอง

๔.๓ การพัฒนาด้านสาธารณสุข ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๔๔,๘๓๒.๒ ล้านบาท เพื่อลดภาระโรคและภัยคุกคามต่อสุขภาพ โดยส่งเสริมประชากรกลุ่มเป้าหมายและเครือข่าย ด้านสาธารณสุขให้ได้รับบริการเฝ้าระวัง ควบคุมโรคที่เป็นปัญหาสำคัญ โรคอุบัติใหม่ และภัยสุขภาพ พัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขและภาคีเครือข่ายเชิงรุกในชุมชน ให้บริการเฉพาะ ทางด้านสุขภาพจิต ตลอดจนพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทย และแพทย์ทางเลือก

๔.๔ การพัฒนาระบบประกันสุขภาพ ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๒๗๐,๙๑๖.๒ ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ สะดวก รวดเร็ว ทั่วถึง เป็นธรรม และเท่าเทียมกันทุกระบบ ทั้งระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ระบบประกันสังคม ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานของรัฐ และระบบสวัสดิการ รักษาพยาบาลพนักงานส่วนท้องถิ่นและลูกจ้าง ส่งเสริมบริการปฐมภูมิในเขตเมือง บริการ ใกล้บ้านใกล้ใจ ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยจากโรคภัยร้ายแรงเรื้องรัง ตลอดจนพัฒนา ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินและระบบส่งต่อให้มีคุณภาพมาตรฐาน

๔.๕ การสร้างโอกาสการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชน ได้จัดสรร งบประมาณ จำนวน ๘๔๕.๘ ล้านบาท หรือพัฒนาระบบการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย ที่เข้มแข็ง สร้างเครือข่ายยุติธรรมชุมชน ส่งเสริมให้ประชาชนรับรู้สิทธิ หน้าที่ และการเข้าถึง บริการได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

๔.๖ การป้องกัน ปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ ได้จัดสรร งบประมาณ จำนวน ๕๐๕.๕ ล้านบาท เพื่อสร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาล เสริมสร้าง คุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาล และความตระหนักรู้ในทุกภาคส่วน โดยรณรงค์และเสริมสร้าง การมีส่วนร่วมของคนในสังคมในการต่อต้านการทุจริต เสริมสร้างกลไกการป้องกันและปราบปราม การทุจริตให้เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ

๔.๗ การป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด ได้จัดสรร งบประมาณ จำนวน ๑๐,๑๔๖.๗ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมสังคมไทยให้เข้มแข็ง ลดความรุนแรง ของปัญหายาเสพติด โดยป้องกันเด็กและเยาวชน ๑.๕ ล้านราย ในสถานศึกษา ๑๑,๔๙๐ แห่ง ทั่วประเทศ ใช้มาตรการทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นระบบปราบปราม ผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้นำเข้า และเครือข่ายไม่น้อยกว่า ๖๐,๐๐๐ คดี รวมทั้งบำบัดรักษาและฟื้นฟู สมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดให้กลับเข้าสู่สังคมและสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติไม่น้อยกว่า ๓๐๐,๐๐๐ ราย ตลอดจนมีระบบการติดตามช่วยเหลือผู้ติดยาเสพติดภายหลังการบัดรักษา

๔.๘ การเพิ่มประสิทธิการบริหารจัดการและคุ้มครองแรงงาน ได้จัดสรร งบประมาณ จำนวน ๑๘,๖๖๔.๔ ล้านบาท เพื่อให้ประชากรวัยแรงงานและประชาชน ทุกกลุ่มได้รับบริการและโอกาสในการทำงานและประกอบอาชีพเพิ่มขึ้น สนับสนุนให้แรงงาน ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอย่างทั่วถึง มีหลักประกันความมั่นคง มีสวัสดิการ มีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เหมาะสม รวมทั้งคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของแรงงานไทย ในต่างประเทศให้ได้รับการปฏิบัติอย่างถูกต้องเป็นธรรม

๔.๙ การอนุรักษ์ ส่งเสริมและพัฒนาศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ได้จัดสรร งบประมาณ จำนวน ๘,๙๐๗.๙ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีคุณธรรม จริยธรรม จิตสำนึกและค่านิยมที่ดีงาม โดยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่นให้มีความเข้มแข็ง เสริมสร้างวิถีชีวิต ภายใต้ธรรมะทั้งแผ่นดิน สนับสนุนการจัดกิจกรรมให้คนไทยมีความภาคภูมิใจ เห็นคุณค่า และร่วมฟื้นฟู รักษา ทำนุ บำรุง อนุรักษ์ สืบสานรากวัฒนธรรม ศิลปะ ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น โบราณสถาน และมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

๔.๑๐ การส่งเสริมสร้างความมั่นคงของชีวิตและสังคม ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๗,๕๓๔.๔ ล้านบาท เพื่อประชาชนทุกกลุ่มทุกวัยสามารถเข้าถึงบริการสังคมอย่างทั่วถึง และเท่าเทียม โดยจัดสวัสดิการสังคมขั้นพื้นฐานแก่เด็ก เยาวชน สตรี คนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส ฟื้นฟูและพัฒนาชุมชนท้องถิ่น จัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล รวมทั้งเสริมสร้าง ความเข้มแข็งและภูมิคุ้มกันแก่สถาบันทางสังคม และจัดที่ดินทำกินให้แก่คนยากจน

ยุทธศาสตร์ที่ ๕ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐบาลได้จัดสรร งบประมาณรายจ่ายไว้จำนวน ๑๑๒,๒๘๘.๕ ล้านบาท หรือคิดเป็น ๔.๔ ของวงเงินงบประมาณ ทั้งสิ้น เพื่อดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้

๕.๑ การป้องกันและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๑,๑๔๗.๘ ล้านบาท เพื่อพัฒนาต้นแบบเมืองอุตสาหกรรม เชิงนิเวศในพื้นที่อุตสาหกรรมหนาแน่น ๑๕ จังหวัด พื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ๑๑ แห่ง ตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำทิ้งจากแหล่งกำเนิดมลพิษไม่น้อยกว่า ๑,๙๐๐ ตัวอย่าง เสริมสร้าง ความเข้มแข็งในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างมีส่วนร่วมแก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ๑๓๐ แห่ง กำหนดมาตรการนโยบายการคลังและระบบภาษี เพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการพัฒนาชุมชนต้นแบบ ในการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ๔ ชุมชน และร่วมกิจกรรมตลาดซื้อขายคาร์บอน ไม่น้อยกว่า ๖๐๐ ราย พัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมสีเขียว และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ประชาชน ชุมชน ผู้ประกอบอาชีพต่าง ๆ เพื่อสร้างจิตสำนึก และให้มีความพร้อมสามารถปรับตัว และรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศโลก จัดตั้งเครือข่ายการป้องกันไฟป่า ๑๐๐ เครือข่าย พัฒนาองค์ความรู้ศักยภาพเครือข่ายการอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งไม่น้อยกว่า ๕๐๐ คน พัฒนาพื้นที่ต้นแบบการเรียนรู้ ในการกำจัดขยะมูลฝอย ส่งเสริมให้มีการผลิตสินค้าและขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอน ๒๕๗ ผลิตภัณฑ์ ตลอดจนกำหนดนโยบายประหยัดพลังงาน จัดทำแผนพลังงานชุมชนเพื่อให้ครัวเรือน ลดการใช้พลังงานไม่น้อยกว่า ๖๐๐ ชุมชน รวมทั้งจัดทำแผนลดการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม และอาคารธุรกิจ ๑๒๐ แห่ง

๕.๒ การส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๕๙,๘๗๑.๙ ล้านบาท เพื่อบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ทั้งน้ำบนดินและน้ำใต้ดิน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ให้สามารถป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง และเชื่อมโยงเป็นโครงข่ายกับแผนการลงทุนตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๕ โดยการเพิ่มศักยภาพกลไก การบริหารจัดการน้ำ ก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพัง พัฒนาคลังข้อมูลและระบบเฝ้าระวังและเตือนภัย ด้านน้ำไม่น้อยกว่า ๑,๕๐๐ หมู่บ้าน อนุรักษ์ ฟื้นฟู พัฒนาแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อรักษาระบบนิเวศ ๒,๑๐๐ แห่ง จัดหาแหล่งน้ำบาดาลสะอาดเพื่ออุปโภคบริโภค ๑,๓๘๐ แห่ง แหล่งน้ำบาดาล เพื่อการเกษตรในพื้นที่ประสบภัยแล้ง ๑,๒๘๐ แห่ง แหล่งน้ำในไร่นานอกเขตเขตพื้นที่ชลประทาน ๕๐,๐๐๐ บ่อ แหล่งน้ำชุมชน ๒,๗๘๐ แห่ง แหล่งน้ำในเขตพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน ๓๔ แห่ง บริหารจัดการน้ำ ในเขตพื้นที่ชลประทานไม่น้อยกว่า ๒๗๑,๑๐๐ ไร่ ดำเนินการปฏิบัติการฝนหลวงครอบคลุม พื้นที่เป้าหมาย ๑๖๐ ล้านไร่ ขยายระบบประปาให้บริการประชาชนเพื่ออุปโภคบริโภค ๑๘๗,๐๐๐ ราย ตลอดจนส่งเสริมองค์กรลุ่มน้ำและเครือข่ายให้มีการบริหารจัดการน้ำ อย่างบูรณาการ

๕.๓ การอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๒๓,๔๕๗.๑ ล้านบาท เพื่อการคุ้มครอง ป้องกัน อนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า สัตว์น้ำ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และทรัพยากรธรณี ให้มีความสมดุลของ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืนภายใต้ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยการป้องกัน ฟื้นฟู อนุรักษ์ทรัพยากรในเขตป่าสงวน ป่าอนุรักษ์ และป่าชายเลน ๑๔๗.๕ ล้านไร่ ส่งเสริมการปลูกป่าเศรษฐกิจ ๓๐,๐๐๐ ไร่ สร้างเครื่องมือกลไกในการบริหารทรัพยากรธรรมชาติ จัดทำผังเมืองพัฒนาพื้นที่เพื่อความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน กระจายการถือครองที่ดินให้เกิดความเป็นธรรม ๑๐๐,๐๐๐ แปลง พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเป็นแหล่งประกอบอาชีพการประมง ๙,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ และผลิตสัตว์น้ำปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติไม่น้อยกว่า ๑,๖๐๐ ล้านตัว

๕.๔ การจัดการสิ่งแวดล้อม ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๔,๐๗๑.๑ ล้านบาท เพื่อบริหารจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมเอื้อต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ของประชาชนตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด โดยการป้องกัน ควบคุม ลด และขจัดมลพิษ ทางด้านน้ำ อากาศ เสียงและสารอันตราย ผลักดันยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมและเสริมสร้างระบบอำนวยการบริหารให้เกิดผลทางปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาเครือข่ายด้านจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม ๒๕๖ เครือข่าย ส่งเสริมให้มีการผลิต การบริการ และการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยการถ่ายทอดองค์ความรู้ไม่น้อยกว่า ๑๑๕,๘๐๐ ราย สนับสนุนแผนปฏิบัติการเพื่อจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมในระดับจังหวัด ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพระบบบำบัดน้ำเสียรวมของชุมชนให้ได้ไม่น้อยกว่า ๓๑ ล้านลูกบาศก์เมตร

๕.๕ การจัดการภัยพิบัติ ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๒๓,๗๔๐.๖ ล้านบาท เพื่อป้องกัน เตือนภัย แก้ไข ฟื้นฟู เยียวยา และบรรเทาความเดือดร้อน ความเสียหาย จากสาธารณภัย โดยการกำหนดมาตรการป้องกันและเตือนภัยไปสู่สาธารณะ ติดตาม การเปลี่ยนแปลงพื้นที่เสี่ยงภัยในพื้นที่ป่าอนุรักษ์จากการถูกบุกรุกทำลายขนาดพื้นที่ ไม่น้อยกว่า ๑๕,๐๐๐ ไร่ และเฝ้าระวัง เตือนภัย ๓๐๐ จุด ประเมินความเสี่ยงในพื้นที่ ธรณีพิบัติภัย ๕๐๔ แห่ง พร้อมทั้งจัดตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเหตุ ๑,๘๐๐ คน ก่อสร้าง ระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชน ๖๙ แห่ง ก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำและริมทะเล ไม่น้อยกว่า ๗๐,๖๐๐ เมตร ก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำระหว่างประเทศเพื่อปกป้อง การสูญเสียดินแดนไม่น้อยกว่า ๕๖,๒๐๐ เมตร รวมทั้งการอำนวยการด้านจราจรเพื่อลดอุบัติภัย ทางถนนโดยมีเป้าหมายไม่เกิน ๑๔ รายต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน และการเข้าถึงเพื่อให้ ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยของหน่วยงานบรรเทาทุกข์ตามหลักกาชาดสากลด้วยความรวดเร็ว ภายในระยะเวลาไม่เกิน ๔ ชั่วโมง ตลอดจนติดตามและรายงานพยากรณ์อากาศ รายงานแผ่นดินไหว ประกาศแจ้งเตือนอย่างถูกต้อง แม่นยำและทันเหตุการณ์ ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ไม่น้อยกว่า ๒๔๑,๘๐๐ ครั้ง

ยุทธศาสตร์ที่ ๖ การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรม รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย ไว้จำนวน ๒๑,๓๒๓.๘ ล้านบาท หรือคิดเป็น ร้อยละ ๐.๘ ของวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น เพื่อดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้

๖.๑ การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๑๒,๒๐๒.๖ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการวิจัยตลอดห่วงโซ่คุณค่า ส่งเสริมให้มีการพัฒนาอย่างเป็นระบบโดยจัดทำนโยบาย และยุทธศาสตร์การวิจัยของประเทศ ผลักดันผลงานวิจัยให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างความร่วมมือระหว่างนักวิจัย สถาบันการศึกษา สถาบันการวิจัย ทั้งในประเทศและภูมิภาค สนับสนุนทุนการวิจัยทั้งในด้านการเกษตร อุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อมและป้องกันสาธารณภัย สร้างความเข้มแข็งแก่ท้องถิ่น สร้างนักวิจัยอาชีพที่มี ความสามารถสูงเพื่อผลิตและเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านต่าง ๆ รวมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมและนำนวัตกรรมไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ไม่น้อยกว่า ๔,๔๐๐ โครงการ ผลิตและพัฒนากำลังคนด้านวิจัย ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับการพัฒนาและความต้องการของประเทศ จัดทำฐานความรู้ และเทคโนโลยีด้านการจัดการทรัพยากรน้ำและการเกษตร

๖.๒ การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๙,๑๒๑.๒ ล้านบาท เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่อยู่บนพื้นฐาน ขององค์ความรู้ ยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์และการบริการให้ได้มาตรฐาน สนับสนุนแหล่งความรู้ สาธารณะโดยจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ระดับภูมิภาค ส่งเสริมภาคการผลิตให้สามารถ เพิ่มมูลค่าและมีคุณภาพการผลิตเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการวิเคราะห์ ทดสอบ สอบเทียบข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไม่น้อยกว่า ๓๒๐,๐๐๐ รายการ บริการสารสนเทศหอสมุดวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มีผู้ใช้บริการไม่น้อยกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ราย พัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถ และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการวิจัย พัฒนาหรือปฏิบัติงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไม่น้อยกว่า ๑๘,๑๐๐ คน โดยริเริ่มสนับสนุนการใช้ประโยชน์กำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีร่วมกันระหว่าง ภาครัฐและเอกชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรม สนับสนุนนักเรียนทุน ไม่น้อยกว่า ๑,๔๐๐ ทุน สนับสนุนการจัดตั้งห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ส่งเสริมเด็กและเยาวชน ให้มีความรู้ความเข้าใจและทัศนคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยมี ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคไม่น้อยกว่า ๓,๐๐๐,๐๐๐ ราย สนับสนุน ผู้ประกอบการและชุมชนในการนำเทคโนโลยีและผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และสังคมเพื่อเพิ่มรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิต ตลอดจนส่งเสริมการใช้ข้อมูลเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การวางแผนด้านการเกษตร การป้องกันภัยและแก้ไขภัยพิบัติ โดยการให้บริการข้อมูลดาวเทียมและภูมิสารสนเทศ ๑๑,๐๐๐ รายการ

ยุทธศาสตร์ที่ ๗ การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศรัฐบาล ได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย ไว้จำนวน ๙,๐๐๔.๕ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๐.๔ ของวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น เพื่อดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้

๗.๑ การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและรักษาผลประโยชน์ของชาติ ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๙,๐๐๔.๕ ล้านบาท เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศภายใต้กรอบความร่วมมือในทุกมิติกับประเทศคู่ค้า ประเทศหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ และประเทศในกรอบอนุภูมิภาค การเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ ของประเทศไทย สนับสนุนให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในองค์กรระหว่างประเทศ คุ้มครอง ดูแลสิทธิประโยชน์ของคนไทยในต่างประเทศ ให้ความช่วยเหลือทางการเงิน และทางวิชาการ เพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่งเสริม ความสัมพันธ์กับประเทศต่าง ๆ ในกรอบทวิภาคีและกรอบพหุภาคี ตลอดจนบริการด้าน การต่างประเทศและด้านกงสุล

ยุทธศาสตร์ที่ ๘ การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่าย ไว้จำนวน ๓๕๑,๓๓๙.๙ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๑๓.๙ ของวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น เพื่อดำเนินงานที่สำคัญดังนี้

๘.๑ การปฏิรูปกฎหมายและพัฒนากระบวนการยุติธรรม ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๘๑,๗๒๓.๓ ล้านบาท เพื่อพัฒนากฎหมายที่เป็นข้อจำกัดต่อการพัฒนาประเทศ ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และพัฒนาเร่งรัดการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนากระบวนการยุติธรรมและอำนวยความยุติธรรมให้เป็นไปด้วยความโปร่งใส รวดเร็ว และเป็นธรรม ถูกต้องตามหลักกฎหมายและมาตรฐานสากล รักษาความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน รวมทั้งป้องกัน ปราบปรามอาชญากรรมเพื่อให้ประชาชนได้รับ ความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม และการดำเนินงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ ให้มีประสิทธิภาพ และเพิ่มศักยภาพหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมให้ดำเนินงาน เชื่อมโยงกันอย่างมีเอกภาพ

๘.๒ การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๕๐,๘๙๖.๔ ล้านบาท เพื่อพัฒนาและส่งเสริมระบบการบริหารงานบุคลากรภาครัฐ โดยยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี สามารถประเมินผลงานด้วยระบบคุณธรรม ปรับเปลี่ยนทัศนคติ และวิธีปฏิบัติงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐให้เกิดประสิทธิภาพ ในการให้บริการแก่ประชาชน รวมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นสามารถดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรี ตลอดจนเสริมสร้างมาตรฐานด้านคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ในการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างจริงจัง ตลอดจนสนับสนุนการสร้างค่านิยมของสังคม ให้ยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต ความเสมอภาคเท่าเทียมกันและความถูกต้องชอบธรรม เสริมสร้างภาพลักษณ์และอัตลักษณ์ของประเทศ รวมทั้งพัฒนากระบวนการจัดสรรงบประมาณ ให้สามารถสนับสนุนการปฏิบัติงานตามนโยบายรัฐบาลอย่างเหมาะสม และพัฒนาสื่อภาครัฐ ให้มีประสิทธิภาพสามารถนำเสนอข่าวสารอย่างถูกต้อง เป็นกลางและคุ้มครองสิทธิของประชาชน ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของราชการ

๘.๓ การส่งเสริมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๑๖๐,๔๐๗.๘ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการกระจายอำนาจ แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีอิสระในการจัดบริการสาธารณะที่เหมาะสมตามความต้องการ ของประชาชนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนได้ทันตามศักยภาพความเหมาะสมของท้องถิ่น เร่งรัดการเพิ่มประสิทธิภาพ การจัดเก็บรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สูงขึ้น รวมทั้งให้ความสำคัญกับการส่งเสริม ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการตามภารกิจถ่ายโอนที่กำหนดไว้ในแผนและขั้นตอน การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพัฒนาบุคลากรของท้องถิ่น เพื่อรองรับการถ่ายโอนภารกิจจากส่วนกลาง

๘.๔ การส่งเสริมการพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๑๘,๑๗๐ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้จังหวัดและกลุ่มจังหวัดดำเนินโครงการภายใต้ แผนพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดอย่างบูรณาการร่วมกันในทุกภาคส่วนและครอบคลุม ทุกมิติในด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้น ให้จังหวัดและกลุ่มจังหวัดเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนพื้นที่เชื่อมโยงยุทธศาสตร์ประเทศ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างรายได้ ลดรายจ่ายและขยายโอกาส เสริมสร้างขีดความสามารถ ในการแข่งขัน ซึ่งตอบสนองความต้องการของประชาชนตามความเหมาะสมกับศักยภาพ และตำแหน่งตามยุทธศาสตร์การพัฒนาของพื้นที่จังหวัดและกลุ่มจังหวัด ตลอดจนส่งเสริม การมีส่วนร่วมของประชาชน และพัฒนาการบริหารจัดการให้มีการติดตามประเมินผล การปฏิบัติงานที่เป็นระบบ

๘.๕ การสนับสนุนการจัดการของรัฐสภา ศาล องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๔๐,๑๔๒.๔ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามภารกิจของรัฐสภา ศาล และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ให้สามารถดำเนินงานได้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ความคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพและอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน สนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ของหน่วยงานในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมภายใต้มาตรฐานเดียวกัน รวมถึง การให้การสนับสนุนการดำเนินภารกิจที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศ ได้แก่ การเพิ่มโอกาส ให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น การส่งเสริมธรรมาภิบาลท้องถิ่นและกระจายอำนาจ สู่การจัดการตนเองของประชาคมท้องถิ่น การส่งเสริมการวิจัยและปฏิรูปกฎหมายเพื่อส่งเสริม การลงทุน และให้การคุ้มครองแรงงานในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน รวมทั้งป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ โดยส่งเสริมให้ภาครัฐและประชาชน มีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ตลอดจนสนับสนุน การสอบสวนเรื่องร้องเรียนของประชาชน และส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพกาแสวงหา ข้อเท็จจริงและการไต่สวนวินิจฉัยของหน่วยงาน

๙. รายการค่าดำเนินการภาครัฐ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ ไว้จำนวน ๔๘๑,๖๔๔.๓ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ ๑๙.๑ ของวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น เพื่อดำเนินงาน ที่สำคัญ ดังนี้

๙.๑ การบริหารเพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๗๔,๑๗๕ ล้านบาท เพื่อสำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาในสภาวะฉุกเฉิน ให้แก่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นสามารถนำไปใช้ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมิได้คาดหมาย เพื่อให้รัฐบาลสามารถแก้ไขสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ตลอดจนจัดสรรเงินชดเชยค่างาน สิ่งก่อสร้างเพื่อช่วยเหลือ ผู้ประกอบการอาชีพก่อสร้าง

๙.๒ การบริหารบุคลากรภาครัฐ ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๒๐๘,๑๘๔ ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับบุคลากรภาครัฐตามสิทธิทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยให้ความสำคัญ กับการพัฒนาและเสริมสร้างคุณภาพชีวิต ตลอดจนสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของบุคลากรภาครัฐ ได้แก่ เงินเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานของรัฐ ค่าใช้จ่ายการปรับเงินค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐ เงินเลื่อนเงินเดือนและเงินปรับวุฒิข้าราชการ เงินสำรอง เงินสมทบและเงินชดเชยของข้าราชการ เงินสมทบของลูกจ้างประจำ

๙.๓ การบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๑๘๕,๘๖๑.๖ ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการหนี้ภาครัฐให้เกิดเสถียรภาพทางการเงินการคลังของประเทศ การดำเนินการและติดตามการชำระหนี้ของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ได้ ผูกพันไว้

๙.๔ รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน ๑๓,๔๒๓.๗ ล้านบาท เพื่อเป็นรายจ่าย ชดใช้เงินคงคลังที่ได้จ่ายไปแล้วตามพระราชบัญญัติเงินคงคลัง พ.ศ. ๒๔๙๑ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งได้ดำเนินการตามบทบัญญัติของกฎหมายและสนับสนุนเสถียรภาพความมั่นคงทางการคลัง

ท่านประธานที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ สาระสำคัญของ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ตามที่รัฐบาลได้แถลงมานั้น เป็นเพียง ส่วนสำคัญที่ควรนำมาแถลงให้ทราบ สำหรับรายละเอียดปรากฏอยู่ในเอกสารงบประมาณ ที่ได้นำเสนอต่อท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านแล้ว

ดิฉันและคณะรัฐมนตรีได้ตระหนักอยู่เสมอว่าการบริหารราชการแผ่นดิน ภายใต้บริบทที่มีความท้าทายและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ประเทศ ที่ชัดเจน แข่งขันได้ และสร้างความผาสุกอย่างยั่งยืนให้กับประชาชน ร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ที่นำเสนอฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรม จึงหวังว่าท่านประธานและท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติจะได้ให้การสนับสนุนและพิจารณารับหลักการของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฉบับนี้ เพื่อรัฐบาลจะได้ยึดถือเป็นหลักในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด แก่ประเทศชาติและประชาชนสืบไป ขอบคุณค่ะ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ก่อนจะถึง ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนะครับ สภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับคณะผู้บริหาร ท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อำเภอดอยหล่อ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ๘๐ ท่าน นำโดยท่าน ส.ส. สุรพล เกียรติไชยากร นะครับ แล้วก็ข้าราชการฝึกอบรมงานเกี่ยวกับ กิจการการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในการประชุมร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับคณะจากญี่ปุ่นโอซามุ อิซาวะ พร้อมคณะ ขณะนี้กำลังพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ เชิญท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร วันนี้สภาแห่งนี้ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งก็เป็นกฎหมายที่จะใช้เงินภาษีอากรของ พี่น้องประชาชนทุกบาททุกสตางค์ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีนี้จนถึงเดือนกันยายนในปี ๒๕๕๗ ท่านประธานทราบดีว่าโอกาสของการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีถือเป็นวาระ สำคัญของผู้แทนของประชาชน ผู้แทนปวงชนชาวไทยที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีหน้าที่ ในการที่จะมาตรวจสอบ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คืออนุมัติเงินที่เก็บจากประชาชนทั้งหมด ในการใช้จ่ายว่าจะไปใช้จ่ายอย่างไร เกิดประโยชน์มากน้อยเพียงไร เพื่อที่จะให้การใช้จ่ายเงินนั้น มีประสิทธิภาพและมีความโปร่งใส ผมเริ่มต้นอย่างนี้ด้วยเหตุผล ๒ ประการครับท่านประธาน

ประการแรก อยากจะกราบเรียนไปยังพี่น้องประชาชนว่างบประมาณปีนี้ ซึ่งเป็นยอดเงิน ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ดูไปแล้วก็เป็นงบประมาณที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ และแน่นอนเราพิจารณางบประมาณกันเฉพาะวาระแรกก็ได้มีการตกลงกันว่าจะใช้เวลา ๓ วัน คือวันนี้ วันพฤหัสบดี และวันศุกร์ จากนั้นเราก็จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญไปพิจารณา ในวาระที่สอง ซึ่งท่านประธานและเพื่อนสมาชิกก็ทราบดี เช่นเดียวกันว่ามีรายละเอียดมากมายที่จะต้อง นำไปสู่การตรวจสอบ ขณะเดียวกันที่ผมอยากจะกราบเรียนเปรียบเทียบก็คือว่าในปีนี้ เช่นเดียวกันนะครับ ถ้าสภาแห่งนี้ผ่านกฎหมายให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ซึ่งเป็น ยอดเงินสูงถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เกือบจะเท่างบประมาณทั้งปี น้อยกว่าที่เก็บภาษี จากพี่น้องประชาชนทั้งปีนิดเดียวครับ ท่านประธานทราบดีว่ากฎหมายฉบับนั้น เอกสารที่ให้ พวกเราสามารถตรวจสอบได้เล่มเดียวครับ เทียบกับ ๑ ลังที่เราจะต้องใช้เวลากัน ๓ วัน บวกกับอีกประมาณ ๓ เดือนในการพิจารณางบประมาณนี้ ผมจึงกราบเรียนยืนยันว่า ทางพรรคฝ่ายค้านยังเรียกร้องครับว่ามาตรฐานในการใช้เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สมควรที่จะต้องมาผ่านกระบวนการของการพิจารณาอย่างเข้มข้นและการตรวจสอบของสภา อย่างเข้มข้นเหมือนกับเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เรากำลังพิจารณาในขณะนี้ และสิ่งที่ กระผมได้กราบเรียนยืนยันไปก่อนหน้านี้ในการพิจารณากฎหมายเงินกู้ฉบับนั้น กระผม ก็ยืนยันครับว่าความจริงเงินที่รัฐบาลต้องการจะใช้ในโครงการในเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สามารถมาอยู่ในระบบงบประมาณให้เราตรวจสอบได้อย่างสบาย ๆ เฉพาะปีนี้ที่ตั้งใจจะใช้จริง ประมาณ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ แต่สมมุติว่าเฉลี่ย ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้เวลา ๗ ปี ที่รัฐบาลตั้งใจจะกู้แล้วก็ต้องให้พี่น้องประชาชนมาใช้หนี้ถึง ๕๐ ปี เฉลี่ยแล้วก็เพิ่มขึ้น ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ แต่ถ้าท่านประธานดูในเอกสารงบประมาณโดยสังเขป หน้า ๕๑ นะครับ จะทราบครับว่าจริง ๆ แล้วรัฐบาลสามารถที่จะกู้เงินตาม พ.ร.บ. วิธีการ งบประมาณได้ถึง ๕๔๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ที่เสนอมาในวันนี้ขาดดุลแล้วก็จะกู้ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็หมายความว่าโดยข้อเท็จจริงแล้วเงินทั้งหมดที่จะใช้โดยเฉลี่ย ในการใช้โครงการเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทสามารถที่จะเอาเข้ามาอยู่ภายใต้เพดาน ของการจัดทำงบประมาณได้ทั้งสิ้น จึงต้องขอกราบเรียนท้วงติงไว้ในเบื้องต้นอีกครั้งนะครับว่า เรายังเรียกร้องว่ากระบวนการการตรวจสอบอย่างนี้สมควรที่จะต้องได้ดำเนินการกับกรณี ของเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และการที่รัฐบาลยังเดินหน้าต่อจึงมีความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง ต่อการขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ให้กระบวนการแบบนี้เป็นกระบวนการการตรวจสอบ เงินซึ่งในที่สุดแล้วก็ต้องมาจากพี่น้องประชาชนจากการจัดเก็บภาษีอากร

ประการที่ ๒ ที่กระผมกราบเรียนในเบื้องต้นก็เพราะว่าพอมีข่าวว่าทาง สมาชิกฝ่ายค้านจะอภิปรายงบประมาณ ก็มีการตอบโต้มาจากทางรัฐบาลทันทีเลยครับว่า อย่าอภิปราย ๑ ๒ ๓ ก็เลยอยากจะซักซ้อมกับทางท่านประธานแล้วก็ทางรัฐบาลนะครับว่า ประเด็นที่พวกกระผมจะอภิปรายนี่เกี่ยวข้องกับการพิจารณางบประมาณทั้งสิ้นครับ ๓ ข้อ ที่ห้ามเช่น

๑. บอกห้ามอภิปรายถึงท่านนายกรัฐมนตรี ผมก็กราบเรียนนะครับว่าคนที่ รักษาการตามกฎหมายฉบับนี้ก็คือนายกรัฐมนตรี และมีงบประมาณจำนวนไม่น้อยเลยครับ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะมีบทบาทสำคัญในการจัดสรรในการบริหารต่อไป

ประการที่ ๒ บอกว่าอย่าอภิปรายเรื่องจำนำข้าว ผมก็กราบเรียนว่าจำนำข้าว กำลังจะใช้เงินของพี่น้องประชาชนจากงบประมาณอีกประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามที่ปรากฏในเอกสาร ไม่นับที่จะต้องไปใช้เงินจากองค์กรอย่าง ธ.ก.ส. ให้เขาออกไปก่อน แล้วก็ต้องไปชำระ ไล่ตามชำระกันภายหลัง ก็เป็นสิ่งที่พวกเรามีสิทธิ และมีความชอบธรรม และมีความจำเป็น และควรจะเป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะพิจารณาเช่นเดียวกัน แล้วเมื่อสักครู่ ที่กระผมกราบเรียนไปนะครับ แม้กระทั่งกรณีของเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หากมี การตั้งงบประมาณเอาไว้ในลักษณะที่มีความซ้ำซ้อนก็ย่อมเป็นความชอบธรรมที่พวกเราจะสามารถ อภิปรายได้ กระผมกราบเรียนครับว่ากรอบการอภิปรายของฝ่ายค้านได้ประกาศเอาไว้ชัดเจนนะครับ เราจะมีการพูดถึงความล้มเหลวของการบริหารงานของรัฐบาล ซึ่งก็ต้องเป็นเกณฑ์ละครับ ในการที่จะมาใช้พิจารณาว่าจะอนุมัติให้มีการไปใช้จ่ายอย่างไร ทุกองค์กรก็ต้องทำอย่างนี้ครับ รัฐบาลก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เราก็ต้องมาดูครับว่า โครงการใด กระทรวงใดบริหารงานไปแล้ว ใช้เงินงบประมาณจากปีก่อน ๆ ไปแล้วล้มเหลวก็สมควรจะต้องมีการทบทวนว่าจะจัดสรร งบประมาณให้เพิ่มเติมหรือไม่

ประการที่ ๒ เช่นเดียวกันครับ การใช้จ่ายเงินที่ผ่านมาในโครงการเดียวกัน หรือโครงการทำนองเดียวกันแล้วเกิดการทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) ก็เป็นหน้าที่ ของพวกเราที่จะรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน แล้วก็บอกว่าเราจึงไม่อยากจะเห็น การจัดงบประมาณในโครงการที่พิจารณาแล้วเห็นได้ชัดว่าน่าจะสุ่มเสี่ยงหรือเอื้อให้เกิด การทุจริตได้เช่นเดียวกัน

และประการที่ ๓ ที่ทางคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้านได้กำหนด เป็นกรอบไว้ก็คือการใช้งบประมาณซึ่งนำมาสู่การใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งรายละเอียดในเรื่อง ต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อนสมาชิกก็จะได้อภิปราย รวมทั้งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหา เพราะบางเรื่องการแก้ปัญหาจะสำเร็จหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่เรื่องของงบประมาณเพียงแต่ อย่างเดียว ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือปัญหาที่เกิดขึ้นในสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้ปัญหาไม่ได้เกิดจากว่าเงินน้อย เงินมาก แต่เกิดจากแนวคิดวิธีการของ การบริหารจัดการ ก็เป็นสิ่งที่พวกกระผมในฐานะตัวแทนของประชาชนจำเป็นจะต้อง อภิปราย แต่สำหรับตัวกระผมนั้นท่านประธานครับ จะขออภิปรายเบื้องต้นเฉพาะภาพรวม ที่ผมเห็นว่าเหตุใดพรรคร่วมฝ่ายค้านจึงไม่สามารถที่จะรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ได้ แล้วที่ไม่สามารถรับหลักการได้ เพราะเราคิดว่าหลักคิดของรัฐบาลผิด ปีนี้เป็นปีที่ ๓ นะครับที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เสนอ งบประมาณต่อสภาแห่งนี้ แต่ผมถือว่าปีนี้เป็นปีที่พิเศษในแง่ที่ว่าเป็นปีที่รัฐบาลมีโอกาส จริง ๆ ในการที่จะใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือในการบริหารประเทศ ขับเคลื่อนประเทศ เพราะผมเข้าใจดีว่าครั้งแรกที่ท่านนายกรัฐมนตรีต้องมายืนเสนองบประมาณนั้น กรอบปฏิทิน งบประมาณมันไม่เป็นไปตามปกติเพราะเรามีการเลือกตั้ง กว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาล การจัดทำงบปี ๒๕๕๕ จึงไม่สามารถทำได้ในภาวะปกติ ก็เข้าใจ ปี ๒๕๕๖ กระผมก็เข้าใจครับว่า เราเพิ่งผ่านเหตุการณ์ภัยธรรมชาติ ภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งใหญ่ เพราะฉะนั้นการจัดสรร งบประมาณต่าง ๆ ก็จำเป็นที่จะต้องมุ่งไปสู่การที่จะฟื้นฟูบูรณะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ นะครับ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ได้ขออำนาจสภาแห่งนี้ไปกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ปีนี้ภาระ เรื่องปัญหาปฏิทินงบประมาณไม่มี ภัยพิบัติไม่มี ยิ่งไปกว่านั้นครับ โครงการใหญ่ ๆ ที่จำเป็น จะต้องลงทุนรัฐบาลก็ยังเสนอกฎหมายกู้เงินนอกงบประมาณไปแล้วถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ผมจึงถือว่าเป็นปีที่เป็นโอกาสทองของรัฐบาลนี้ที่จะใช้เครื่องมืองบประมาณในการที่จะ ขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคตอย่างแท้จริง แต่กระผมผิดหวังครับว่าเมื่อดูจากงบประมาณ ที่จัดมาไม่ได้สามารถดำเนินการในการกำหนดยุทธศาสตร์หรือจัดสรรงบประมาณ หรือปรับปรุงโครงสร้างของงบประมาณ เพื่อรองรับกับปัญหาของประชาชนและอนาคต ของประเทศ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพนะครับ ก็เห็นใจท่านนายกรัฐมนตรี ต้องอ่าน เอกสารรายละเอียดเพื่อชี้แจงงบประมาณกับพวกเรา ก็ใช้เวลาร่วมชั่วโมงนะครับ ตัวเลขเยอะมาก แต่ผมก็กล้าที่จะท้าท่านประธานนะครับว่า ถ้าท่านประธานมาถามสมาชิกแต่ละคนว่า ฟังท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว ยุทธศาสตร์ของประเทศที่ท่านบอกว่างบประมาณกำลังขับเคลื่อนไป คืออะไร ทิศทางที่กำลังนำพาประเทศไปทางไหนจุดเน้นอยู่ตรงไหน ท่านประธานลองถามสมาชิกทุกคนสิครับ ผมเชื่อว่าได้เป็น ๑๐๐ คำตอบเพราะงบประมาณที่จัดมาครั้งนี้ทั้ง ๆ ที่กระผมกราบเรียนว่า เป็นโอกาสทองไม่มีเงื่อนไขอื่น ๆ เลยไม่สามารถสะท้อนการมีทิศทางพัฒนาที่ชัดเจน ที่สำคัญที่สุด ที่กระผมจะได้กราบเรียนต่อไปก็คือว่าเป็นการจัดงบประมาณที่ไม่รับผิดชอบต่ออนาคต ของประเทศ ต่อปัญหาพื้นฐานที่เป็นความท้าทายที่กำลังจะเกิดขึ้นกับประเทศของเราในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นจากการที่เราจะต้องเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ในการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียนหรือการแข่งขันในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไข ปัญหาพื้นฐานในเรื่องความเหลื่อมล้ำในเรื่องรายได้ทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็น การสร้างระบบธรรมาภิบาล ไม่ว่าจะเป็นการรองรับสังคมผู้สูงอายุที่เรากำลังจะกลายเป็น สังคมผู้สูงอายุในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้สะท้อนออกมาเลย และการบริหาร เศรษฐกิจบนหลักคิดในปัจจุบันของรัฐบาลกำลังเป็นการบริหารที่ทำให้เศรษฐกิจเรา ขาดประสิทธิภาพ มีความเหลื่อมล้ำมากขึ้น และมีหลายอย่างที่เป็นการซ้ำเติมคนจน เพราะหลักคิดทั้งหมดที่รองรับแนวคิดในการจัดงบประมาณในครั้งนี้ยังเป็นหลักคิดเดิม ๆ ซึ่งผมจะกราบเรียนต่อไปว่าเป็นแนวคิดที่ผิดไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน ผมคงต้องเริ่มต้นก่อนครับว่าทำไมผมจึงเห็นว่างบประมาณครั้งนี้ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง อะไรเลย ถ้าท่านประธานดูโครงสร้างงบประมาณ เอกสารงบประมาณโดยสังเขปหน้าที่ ๕ กับหน้าที่ ๓๑ ท่านจะพบว่าทั้ง ๆ ที่มีการกู้เงินไว้ต่างหากอีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่การจัดงบประมาณ โครงสร้างงบประมาณทั้งหมดไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงครับ ร้อยละ ๘๐ เป็นรายจ่ายประจำ ร้อยละ ๑๗ ไม่ถึงร้อยละ ๒๐ เป็นรายจ่ายลงทุน แล้วก็ร้อยละ ๒ ชำระคืนต้นเงินกู้ ถ้าดูการจัดสรรตามงบรายจ่ายนะครับ งบบุคลากร ร้อยละ ๒๔ เหมือนเดิม งบดำเนินงาน ร้อยละ ๙ เหมือนเดิม งบลงทุน ร้อยละ ๑๒ เหมือนเดิม งบเงินอุดหนุน เพิ่มมา จากร้อยละ ๒๗ เป็นร้อยละ ๒๘ แล้วก็ไปลดงบรายจ่ายอื่น จากร้อยละ ๒๗ เป็นร้อยละ ๒๖ ยังไม่มีความพยายามในการที่จะไปปฏิรูปเปลี่ยนแปลงระบบงบประมาณเพื่อที่จะรับกับ สิ่งที่เป็นปัญหาหรือความท้าทายที่มีความชัดเจนต่ออนาคตของประเทศและต่อสภาพปัญหา ของประชาชนในปัจจุบัน ท่านประธานจะเห็นนะครับว่าถ้ารัฐบาลจะบอกว่าปีนี้อย่างน้อย ที่สุดการขาดดุลงบประมาณลดลงแล้ว ปีที่แล้วขาดดุล ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ขาดดุล ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามคำมั่นสัญญาที่ท่านให้ไว้ในวันที่มากู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็บอกว่าจะลดไปอย่างนี้เรื่อย ๆ จนกระทั่งปี ๒๕๖๐ ก็จะเข้าสู่ภาวะสมดุล ผมไม่ติดใจนะครับ ที่รัฐบาลยังขาดดุลงบประมาณ เพราะว่าความจำเป็นในการที่จะใช้เครื่องมืองบประมาณ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ยังมี แล้วถ้าท่านประธานฟังท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อสักครู่นะครับ ตัวเลขภาวะเศรษฐกิจที่ท่านนายกรัฐมนตรีแถลงจะมีการปรับไปจากที่อยู่ในงบประมาณ โดยสังเขป ก็คือแนวโน้มที่ท่านแถลงเมื่อสักครู่อัตราการขยายตัวจะต่ำกว่าที่ปรากฏอยู่ในนี้ แล้วที่น่ากลัวก็คือปีหน้าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะลดลงแต่เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น นี่ก็เป็นตัวบ่งบอกนะครับว่าการบริหารจัดการทั้งในเรื่องของนโยบายการคลัง การเงินมันยังมี ประเด็นที่จะต้องไปพิจารณากันอย่างละเอียดรอบคอบต่อไป แต่ประเด็นที่ท่านบอกว่า ท่านขาดดุลลดลง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ข้อแรกที่ผมกราบเรียนไปแล้ว โดยข้อเท็จจริงปีนี้ เหมือนกับขาดดุลอยู่นอกงบประมาณโดยเฉลี่ยก็คือ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ภาวะตรงนี้ ยังไม่ได้มีการแก้ไขเลยครับ และหนี้สาธารณะซึ่งเริ่มลดลงแล้วในปลายรัฐบาลที่แล้ว ถ้าคิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้ประชาชาติก็กำลังเพิ่มสูงขึ้น ตอนนี้ก็น่าจะแตะอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ ๔๕ ของผลิตภัณฑ์มวลรวม แล้วไม่ช้าไม่นานก็คาดกันการณ์ละครับว่าจะไปถึงร้อยละ ๕๐ ถ้ารัฐบาลยังคงดำเนินการจัดสรร งบประมาณแบบนี้ ที่สำคัญที่สุดที่ลดลง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมลองไปดูว่ามันจะลดลง อย่างไร เพราะงบประมาณค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ก็เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนที่ประเมินรายได้ ผมไปพบ ความเป็นจริงครับว่า ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่รัฐบาลสามารถมาโฆษณาว่าขาดดุลลดลงได้ปีนี้ กำลังจะเป็นภาระของพี่น้องประชาชนทั้งสิ้น และจะเป็นสิ่งที่ซ้ำเติมความเป็นอยู่ของ พี่น้องประชาชน ฐานะของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก สวนทางกับสิ่งที่รัฐบาลเคยแถลง สวนทางกับสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีเคยหาเสียงเอาไว้ครับ ผมดูง่าย ๆ ๒ ตัวครับ ท่านประธาน คงจำได้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีหาเสียงเอาไว้นะครับว่าจะกระชากค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนลง แล้วหัวใจสำคัญของมาตรการที่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าจะใช้ก็คือยกเลิกกองทุนน้ำมัน วันนี้เวลาผ่านไปเกือบ ๒ ปี คำว่า แพงทั้งแผ่นดิน ติดหูติดปากพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ และไม่ต้องอะไรครับเดี๋ยวเที่ยงนี้คนที่พักจากการทำงานไปรับประทานอาหาร ผมก็กล้าท้า ได้เลยครับว่าข้าวที่จะไปซื้อมื้อกลางวันนี้ก็แพงกว่าเมื่อ ๒ ปีที่แล้วจานละประมาณ ๕ บาท ๑๐ บาทเป็นอย่างน้อย แต่ของขวัญที่พี่น้องประชาชนจะได้รับจากการลดการขาดดุล ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ชิ้นแรกคืออะไรครับ จะมีการปรับเพิ่มหรือยกเลิกการยกเว้นการจัดเก็บ ภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ในเอกสารงบประมาณหลายคนมัวแต่อ่านเล่มรายจ่าย ไม่ได้อ่านเล่มรายรับ เขียนเอาไว้ชัดเจนครับว่าจะมีการกลับมาจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล หลังจากที่ยกเว้นมาเป็นเวลานานเพื่อที่จะมาแบ่งเบาภาระของประชาชน โดยจะเริ่มต้น ในเดือนตุลาคมก็คือปีงบประมาณครับ จะเก็บลิตรละ ๑.๕๐ บาท นี่ของขวัญชิ้นแรกที่มากับ งบประมาณฉบับนี้ นั่นหมายความว่าพี่น้องประชาชนที่ใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นลิตรละ ๑.๕๐ บาท และสิ่งที่ตามมาเหมือนกับช่วงแรกที่รัฐบาลบริหารประเทศ คือพอปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซล สูงขึ้นไปเกิน ๓๐ บาทในช่วงแรก ผู้ประกอบการด้านการขนส่งก็ขอขึ้นราคารัฐบาลก็ต้องยอมตาม ข้าวของก็ขึ้นไปครับเพราะต้นทุนมันขึ้น นี่ยังไม่พูดถึงนโยบายที่เป็นการเพิ่มต้นทุนเรื่องอื่น ๆ เช่นค่าแรงนะครับ เพราะฉะนั้นพอ ๑.๕๐ บาทไปเพิ่มที่น้ำมันดีเซล ก็จะมีการเพิ่มต้นทุน เพิ่มราคาสินค้ากันอีกรอบ ผมกราบเรียนนะครับ ๑.๕๐ บาทผมก็คำนวณคร่าว ๆ เราใช้ น้ำมันดีเซลปีหนึ่งประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านลิตร เพราะฉะนั้นนี่คือ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ลดการขาดดุลไปด้วยการให้ประชาชนจ่ายค่าน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นลิตรละ ๑.๕๐ บาท บวกกับ ต้นทุนสินค้า ราคาอาหาร และสารพัดที่จะเพิ่มขึ้น

ของขวัญชิ้นที่ ๒ ที่รัฐบาลมอบให้เพื่อประหยัดเงินของรัฐบาลนะครับ คือสิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานประกาศมาหลายรอบแล้วครับ คือเตรียมขึ้นราคา แก๊สหุงต้มในครัวเรือน ที่จริงประกาศจ้องทำมาก็ตั้งแต่ต้นปี แต่จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ เลื่อนกันมาโดยลำดับ ซึ่งพวกกระผมก็ยืนยันมาตั้งแต่ต้นว่าแก๊สหุงต้มเป็นสิ่งที่เป็น ความจำเป็นในชีวิต และพี่น้องประชาชนที่ใช้แก๊สหุงต้มในครัวเรือนใช้ปริมาณแก๊สไม่ได้มากไปกว่า ปริมาณแก๊สที่เราเอาขึ้นมาจากทรัพยากรที่เป็นของเรา ผมเห็นว่าพี่น้องประชาชนก็ควรจะ ได้ใช้แก๊สในราคาที่เป็นต้นทุนครับ ไม่จำเป็นต้องใช้แก๊สในราคาที่เราขายให้คนอื่น แล้วเราก็ยึดถือเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่ขณะนี้ รัฐบาลประกาศว่าแก๊สกิโลกรัมละประมาณ ๑๘ บาทนี้จะต้องมีการปรับขึ้นไปให้เท่ากับภาคขนส่ง ๒๐ กว่าบาท แล้วพอเท่ากันแล้วก็จะปรับทั้ง ๒ ภาคนี้ให้เท่ากับภาคอุตสาหกรรมประมาณ ๓๐ บาทต่อกิโลกรัม จะทยอยขึ้นเดือนละ ๕๐ สตางค์ หรือ ๑ บาทต่อกิโลกรัมก็แล้วแต่ แต่ผมเอาคร่าว ๆ โดยเฉลี่ยก็หมายความว่าปีหน้า ปีงบประมาณนี้ เพื่อเป็นการประหยัดเงิน ให้รัฐบาลประชาชนจะต้องจ่ายเงินค่าแก๊สแพงขึ้น ๑๐ บาทต่อกิโลกรัมโดยประมาณ ไปดูสิครับว่า พี่น้องประชาชนใช้แก๊สแอลพีจี (LPG) ในการหุงต้มปีละเท่าไร ก็ประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านกิโลกรัม เสร็จสรรพก็ออกมาเป็นเงินประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่อย่างไรครับวิธีการลดการขาดดุล งบประมาณของรัฐบาลที่ลดไป ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้เอาจากประชาชนที่เป็นเรื่องของน้ำมัน ที่จะต้องแพงขึ้น แก๊สหุงต้มที่จะแพงขึ้น ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ผมจึงกราบเรียนว่าในเบื้องต้น เฉพาะตรงนี้ก็เห็นได้ชัดแล้วว่าแนวทางการบริหารจัดการด้านการคลัง ด้านงบประมาณ ของรัฐบาลนี้ไม่ได้ผูกติดเอาใจใส่อยู่กับปัญหาที่เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน อย่างแท้จริง หลักคิดของรัฐบาลในการจัดงบประมาณยังเหมือนเดิมครับ รัฐบาลนี้เชื่อว่า วิธีการบริหารเศรษฐกิจยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนทำอะไรบ้าง

๑. เอาเงินไปให้พี่น้องประชาชนกู้ กองทุนสารพัดกองทุนเน้นการให้ พี่น้องประชาชนกู้เงินแล้วเป็นหนี้ แม้แต่กองทุนอย่างเช่นกองทุนพัฒนาสตรีที่เริ่มต้นขึ้นมาใหม่ ให้ไป ๑๐๐ บาท ไปปล่อยกู้ประมาณ ๘๐ บาทเป็นอย่างน้อย ที่ให้เปล่าที่ให้ไปพัฒนาสตรี จริง ๆ ไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ครับ นี่คือหลักคิดของรัฐบาลข้อแรก

หลักคิดข้อที่ ๒ เน้นการลงทุนในสิ่งที่เราเรียกว่าโครงการขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) แล้วก็คิดว่าตัวนี้จะเป็นตัวที่สร้างความเจริญนำไปสู่ ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชนทั่วไป

หลักคิดข้อที่ ๓ ก็คือมีนโยบายประชานิยมเข้าไปแทรกแซง และเป็น การแทรกแซงในลักษณะที่ฝืนตลาด ไม่ว่าจะเป็นโครงการจำนำข้าว ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย ค่าแรง ซึ่งสุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้กลับมาก็คือเศรษฐกิจจะไม่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน และความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ ความกินดีอยู่ดีจะกระจุกครับ เป็นลักษณะรวยกระจุก จนกระจาย นั่นคือเหตุผลว่าทำไมหลักคิดนี้จึงใช้ไม่ได้ ผมมีเหตุผลอะไรที่เชื่อว่าการบริหาร บนหลักคิดนี้กำลังไปในทิศทางนี้ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนแล้วนะครับว่าข้อแรก ภาวะเศรษฐกิจที่ท่านนายกรัฐมนตรีแถลงไปเมื่อสักครู่ก็ยอมรับว่า ๑ ปีข้างหน้านี้แนวโน้ม ก็คือการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง แต่เงินเฟ้อคือของแพงเพิ่มสูงขึ้น ปัจจัยมาจากอะไรบ้าง การที่เศรษฐกิจจะเติบโตก็ต้องมาจากการส่งออก การบริโภค การลงทุน ก็มีอยู่เท่านี้ครับ การส่งออกในขณะนี้ผ่านมา ๑ ไตรมาส ตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทยก็คือโตขึ้น ประมาณร้อยละ ๔.๕ ปีที่แล้วโตร้อยละ ๓.๒ ซึ่งสำหรับเศรษฐกิจเปิดอย่างเศรษฐกิจไทย เป็นการขยายตัวที่ต่ำมาก และมันก็เป็นตัวสะท้อนครับ มันไม่ใช่เรื่องค่าเงินอย่างเดียว หรอกครับ แต่มันเป็นตัวสะท้อนว่ามีต้นทุนหลายอย่างซึ่งรัฐบาลผลักไปให้กับผู้ประกอบการ และรัฐบาลไม่ได้ดำเนินการจริงจังในการที่จะเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ เพราะฉะนั้นการส่งออกจึงไม่สามารถเป็นตัวจักรที่นำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ แต่ที่น่าตกใจไปกว่านั้นครับ ผมว่าปัญหาการส่งออกยังเบากว่าปัญหาในเรื่องกำลังซื้อ ของประชาชน และแนวโน้มการลงทุน กำลังซื้อของประชาชนผมดู ๒ กลุ่มหลักครับ ๑. คือเกษตรกร ๒. ก็คือผู้ใช้แรงงาน ถ้าท่านประธาน ดูตัวเลขรายได้ที่เกิดขึ้นในภาคการเกษตรในรอบ ๑ ปีที่ผ่านมา จะพบความจริงว่าไตรมาสที่ ๓ ปีที่แล้วรายได้ทางภาคการเกษตรลดลง ๔.๒ ปลายปีไตรมาสที่ ๔ ลดลง ๐.๖ ไตรมาสแรกปีนี้ ลดลง ๒.๒ ถ้าเอาเดือนต่อเดือน เดือนกุมภาพันธ์ -๔ เดือนมีนาคม -๔.๖ นี่คือคนส่วนใหญ่ ของประเทศ รายได้ภาคการเกษตรลดลงเพราะความล้มเหลวของรัฐบาลในการบริหารจัดการ เรื่องพืชผลทางการเกษตร พวกผมไม่เรียกร้องให้ท่านใช้เงินเพิ่มขึ้นนะครับ ท่านใช้เงินเยอะมาก กับโครงการจำนำผลผลิตทางการเกษตร แต่ผมเรียกร้องให้ท่านใช้เงินแล้วเงินไปถึงมือเกษตรกรครับ เพราะตัวเลขที่ผมคำนวณออกมาจากเอกสารของรัฐบาลเองเฉพาะเรื่องจำนำข้าว ย้ำแล้วย้ำอีก ก็คือขาดทุนประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมพูดได้นะครับผมไม่ใช่ข้าราชการ ข้าราชการพูดถูกย้ายไปแล้ว ๒๐๐,๐๐ กว่าล้านบาท ใน ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ประมาณ ครึ่งหนึ่งเท่านั้นละครับที่ไปถึงเกษตรกรในรูปของคนที่เข้าโครงการจำนำ หรือผมคำนวณเพิ่ม ให้ด้วยก็คือคนที่ไม่ได้เข้าโครงการจำนำแต่ได้ประโยชน์จากการที่ราคาในตลาดขยับสูงขึ้นบ้าง เราใช้เงินไปอย่างนี้เรื่อย ๆ ไม่ได้ละครับ ขาดทุนปีละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ๒๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าทั้งหมดไปถึงมือเกษตรกรรายได้ภาคการเกษตรเพิ่มขึ้นจริงผมจะไม่ว่า แต่นี่เงินก็ใช้ไป รายได้เกษตรกรก็ลดลง และผมจะชี้ให้เห็นครับว่าพอเราไปดูงบที่ทำงานเรื่องการเกษตร เราจะเห็นชัดครับ ธ.ก.ส. ปีนี้ได้เงินเพิ่มจาก ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็น ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ประเด็นจะอยู่ที่ตรงนี้ครับ เงินทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดของ ธ.ก.ส. จะไปดูแลเรื่องของ การจำนำผลผลิตอย่างเดียว แต่งานอื่นของ ธ.ก.ส. นี่ครับ เช่น งานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ การดูแลหนี้สินเกษตรกร การยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในชนบททั้งหลายนี่นะครับ ลดลงเกือบทั้งสิ้นครับ ถ้าดูในหมวดที่เกี่ยวข้องกับจำนำนะครับ เพิ่มจาก ๓๓,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๗๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่ถ้าไปดูงานที่เคยทำเรื่องการบรรเทาภาระการเงินให้แก่เกษตรกร จาก ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เหลือเพียง ๕,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือสิ่งที่ผมบอกว่าหลักคิด ที่รองรับการจัดงบประมาณการบริหารอย่างนี้พวกกระผมถึงไม่สนับสนุน ไปดูยางนะครับ องค์การสวนยางก็เงินน้อยลง สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางก็น้อยลงครับ แล้วที่น้อยลงก็ล้วนแล้วแต่เป็นโครงการซึ่งเคยเตรียมไว้ในแง่ของการที่จะเพิ่มศักยภาพ ในการผลิตเพื่อการแข่งขันของเกษตรกรทั้งสิ้นครับ ถ้าจะมีเงินเพิ่มตอนนี้ผมไปเห็น มีอย่างเดียวครับที่ได้เพิ่มขึ้นมาคือต้องสร้างโกดังเพิ่มเก็บสต็อก (Stock) ยาง นี่อยู่ในเอกสาร งบประมาณ ผมไม่เห็นด้วยครับ เกษตรกรจะกินดีอยู่ดีได้เราต้องไปช่วยให้เขายืนบนลำแข้ง ของตัวเองแข่งขันได้ วันนี้ระบบที่ฝืนตลาดทำลายอนาคตของพืชผลทางการเกษตรไทย ข้าว มันสำปะหลัง ยาง ปาล์ม เดือดร้อนกันถ้วนหน้าครับ แล้วรัฐบาลต้องมาแก้ปัญหา ให้ตัวเองมากกว่าแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร สร้างโกดังเพิ่ม หาที่เก็บเพิ่ม กลัวการทุจริต อาจจะต้องไปติดตั้งซีซีทีวี (CCTV) เราเคยปลูกข้าวไว้กิน ปลูกข้าวไว้ขาย ตอนนี้เราจะ ปลูกข้าวไว้เก็บ ปลูกไว้ดูครับ เพราะแนวทางของการบริหารจัดการตรงนี้ผิดพลาด แล้วทำให้ คนส่วนใหญ่ของประเทศรายได้ไม่ดีขึ้น นี่คือกลุ่มเกษตรกรนะครับ กลุ่มแรก

กลุ่มที่ ๒ แน่นอนที่สุดครับ ผู้ใช้แรงงาน นโยบายของรัฐบาลโดยเฉพาะ เรื่องค่าแรง ๓๐๐ บาท ผมก็เคยเข้าใจว่าอย่างน้อยที่สุดแม้จะสร้างปัญหาให้กับผู้ประกอบการ ในการประกอบกิจการ น่าจะส่งผลให้กำลังซื้อ รายได้ของประชาชนดีขึ้น แต่เอาเข้าจริง ๆ นโยบายที่ฝืนตลาดอย่างรุนแรงอย่างนี้มันไม่ได้ผลอย่างนั้นละครับ เพราะผู้ประกอบการ เขาก็ต้องมีวิธีการในการที่จะอยู่รอด เพราะบางคนต้องเจอกับค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้น ถึงเกือบเท่าตัวภายในระยะเวลา ๒ ปี ผลที่ตามมาคืออะไรครับ

ข้อแรก ก็ต้องย้ำอีกนะครับ นอกจากเรื่องปัญหาน้ำมัน เรื่องแก๊สแล้ว ก็คือ สินค้าค่าครองชีพแพงขึ้น อะไรที่ผู้ประกอบการนายจ้างเคยให้เป็นลักษณะสวัสดิการ สิทธิประโยชน์ เช่น ดูแล มีอาหารกลางวันขายถูก ๆ มีรถขนส่งให้มาทำงาน ก็เลิกหรือว่า มานับรวมเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างเพื่อให้มันถึง ๓๐๐ บาท แล้วก็นี่ครับ ล่าสุดทางสำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็ไปสำรวจมา ก็คือว่าชั่วโมงการทำงานลดลง เพราะผู้ประกอบการไม่สามารถที่จะแบกรับต้นทุนนี้ได้ เพราะฉะนั้นชั่วโมงการทำงานของ ภาคเอกชนลดลงร้อยละ ๑.๓ มาอยู่ที่สัปดาห์ละ ๔๖.๒ ชั่วโมง ภาคเอกชนที่เคยทำงาน สัปดาห์ละ ๕๐ ชั่วโมงขึ้นไปตอนนี้มีจำนวนลดลงถึงร้อยละ ๘.๒ และผู้ที่ทำงานเขาใช้คำว่า ผู้ที่ทำงานต่ำกว่าระดับการศึกษา คือไม่ถึงกับว่างงาน ไม่ถูกปลดออกจากงานหรอกครับ แต่ได้งานไม่สมกับวุฒิของตัวเองหรือศักยภาพของตัวเอง เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๒.๑ หรือ ๓๘๐,๐๐๐ คนครับ และปัญหาก็คือมาตรการ ๓๐๐ บาทก็ดี ๑๕,๐๐๐ บาทก็ดี ไม่สามารถไปถึง ครัวเรือนของผู้ประกอบอาชีพอิสระซึ่งมีอยู่กว่า ๑.๖ ล้านครัวเรือน หรือ ๗.๘ เปอร์เซ็นต์ ของครัวเรือนทั้งหมดครับ แต่คนเหล่านี้แบกรับค่าครองชีพที่สูงขึ้น เห็นไหมครับ รัฐบาลประหยัด งบประมาณด้วยวิธีการอะไรครับ ค่าไฟฟรี คนเคยใช้อยู่ ๙๐ หน่วย ตัดเหลือ ๕๐ หน่วย คนที่ต้องจ่ายไฟเพิ่ม ๔,๐๐๐,๐๐๐ กว่าครัวเรือน น้ำมันจะขึ้น แก๊สจะขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น พยายามไปฝืนตลาด แต่สุดท้ายผู้ประกอบการเขาก็ต้องมีวิธีการในการที่จะทำให้ตัวอยู่รอด

สุดท้าย บรรทัดสุดท้ายก็คือว่าประชาชนมีหนี้สินเพิ่มขึ้น ตัวเลข ณ เดือนมีนาคม ที่ผ่านมาหนี้ครัวเรือนนั้นได้สูงขึ้น ถ้าเอาปี ๒๕๕๕ เทียบกับปีก่อน หนี้ที่คิดเป็นสัดส่วน ต่อรายได้นะครับ เพราะว่าเวลาพวกผมบอกว่าท่านทำให้ประชาชนมีหนี้เพิ่มขึ้น ท่านมักจะพูดว่า รายได้ก็เพิ่มขึ้น เอาสัดส่วนหนี้ต่อรายได้บัดนี้เพิ่มจาก ๐.๗๔ มาเป็น ๐.๘๒ คือหนี้ก็เพิ่ม และคิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้ก็เพิ่มครับ เพราะปี ๒๕๕๕ รายได้ขยายตัวร้อยละ ๗.๓ แต่สินเชื่อหรือหนี้สินขยายตัวร้อยละ ๒๑.๖ ตัวที่พุ่งสูงขึ้นที่สุดก็มาจากนโยบายของรัฐบาลครับ รถคันแรก ซึ่งปีนี้ตั้งงบประมาณไว้ถึง ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่นับที่ใช้จ่ายไปแล้ว สำรองจ่ายไป แล้วก็ปีหน้าท่านต้องมาจ่ายชดเชยเงินคงคลัง แล้วข่าวที่ออกมาในขณะนี้ก็คือว่าหนี้เสีย ที่จะเกิดขึ้นจากโครงการรถคันแรกมีไม่น้อยเลยนะครับ บริษัทเขาก็ให้ข่าว ทั้งบริษัทรถยนต์ ทั้งบริษัทไฟแนนซ์ (Finance) ซึ่งทั้งหมดก็เป็นคำตอบครับว่าในที่สุดแล้วยุทธศาสตร์ของรัฐบาล หรือกลยุทธ์ของรัฐบาล หลักคิดของรัฐบาลในการบริหารเศรษฐกิจและยังสะท้อนอยู่ใน งบประมาณฉบับนี้มันไม่ได้ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนดีขึ้น แม้แต่การลงทุนเอง ในภาวะซึ่งค่าเงินบาทแข็ง ท่านไปดูตัวเลขการลงทุนของภาคเอกชนนะครับ โดยเฉพาะก็คือการนำเข้าเครื่องจักร ก็จะพบความเป็นจริงครับว่าลดลงในเดือนกุมภาพันธ์ ร้อยละ ๘ ลดลงในเดือนมีนาคม ถึงร้อยละ ๑๒.๒ นี่คือความล้มเหลวของการบริหารงานในแง่ของสถานการณ์ปัจจุบัน ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม ทีนี้ก็มาดูต่อครับว่า ที่ผมกราบเรียนว่านอกจากความล้มเหลวตรงนี้แล้วทำไมผมถึงได้กราบเรียนต่อไปว่า โจทย์สำคัญ ๆ ของประเทศรัฐบาลไม่ให้คำตอบ อนาคตของประเทศถ้าเราอยากจะลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สิ่งแรกที่ผมนึกถึงก็คือการศึกษากับการวิจัยพัฒนา ท่านนายกรัฐมนตรีก็อาจจะบอกผมว่าเมื่อสักครู่ก็เพิ่งอ่านไปว่าสัดส่วนงบประมาณ ด้านการศึกษาสูงที่สุด ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทหรืออะไรก็แล้วแต่ว่ากันไป แต่ว่า ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ถ้าไปดูลึก ๆ จริง ๆ ผมเอาง่าย ๆ คือกรณีของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นงบการศึกษาก้อนใหญ่ที่สุด ๔๘๑,๓๓๗ ล้านบาท ผมไม่ทราบว่าท่านประธาน และท่านนายกรัฐมนตรีทราบไหมว่าเป็นงบลงทุนเท่าไร จากเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบลงทุนอยู่ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท พูดง่าย ๆ ตัวเลขที่ดูใหญ่โตมโหฬารแค่ร้อยละ ๗ หรือ ๗ เปอร์เซ็นต์ของเงินก้อนนั้นที่เรากำลังเป็นงบลงทุนเพื่อการศึกษา เดี๋ยวเพื่อนสมาชิก จะอภิปรายกันต่อนะครับว่าการจัดงบประมาณทางด้านการศึกษาซึ่งความจริงหลักตอนนี้ ต้องสนับสนุนอาชีวศึกษาเพิ่มขึ้น สนับสนุนภาคเอกชน อปท. มากขึ้น ยังไม่ได้สะท้อน การปรับเปลี่ยนโครงสร้างตรงนั้นเลย งบเรียนฟรีก็จัดไว้ไม่พอหรือว่ามีปัญหาในการบริหาร จัดการ พี่น้องประชาชนเปิดเทอมที่ผ่านนี้ก็เดือดร้อนกันมาก เรามีปัญหาระบบการศึกษา เยอะมากครับ ไม่เพียงเฉพาะเรื่องโอกาสซึ่งเด็กยังตกหล่นออกนอกระบบ เขาคำนวณออกมา เด็ก ๑๐ คน เข้าประถมศึกษาที่จบปริญญาออกมามีงานทำตรงตามสายวิชาที่เรียน ๑ คน เท่านั้น ๑ ใน ๑๐ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาก็ยังมีปัญหา เดี๋ยวเพื่อนสมาชิกอภิปรายกันต่อ ก็กราบเรียนว่าผมไม่เห็นความชัดเจน ความจริงจังในการที่จะปรับปรุงระบบการศึกษาตรงนี้ ผมก็อุตส่าห์ไปดูว่าในเชิงคุณภาพจะมีอะไรบ้าง ก็เห็นว่ามีงบประมาณในโครงการพัฒนา คุณภาพโรงเรียนสู่มาตรฐาน ไปดูในรายละเอียดแล้วจะทราบว่าทำอะไรครับ ซื้อรถโดยสาร ขนาด ๑๒ ที่นั่งดีเซล ๑,๐๐๐ คัน รถตู้ ๑,๐๐๐ คันที่จะมากับการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก นี่คือวิธีคิดในการปรับปรุงคุณภาพการศึกษา ซึ่งประเดี๋ยวจะมีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายว่า เราเข้าใจว่าโรงเรียนขนาดเล็กมีค่าใช้จ่ายสูง แต่หลายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เป็นความจำเป็น ด้วยเหตุผลทางภูมิศาสตร์ ปัญหาการคมนาคม และวิธีการที่จะปรับปรุง เขาเคยวางแนวทางกันไว้ เรียบร้อยแล้วว่าเราสร้างโรงเรียนที่ใกล้เคียงพัฒนาคุณภาพขึ้นมาเพื่อให้ผู้ปกครองยอมรับว่า การที่ลูกจะไปไกลบ้านมากขึ้น แต่ได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น มีการประสานงานเรื่องของการขนส่ง คมนาคม ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงพฤติกรรม การยุบรวมโรงเรียนจะเกิดขึ้นโดยปริยาย ไม่ใช่ไปตั้งเป้าว่าปีนี้ต้องยุบเท่านี้แล้วซื้อรถตู้ให้ครับ ผมกราบเรียนว่านี่ก็เป็นเรื่องที่ ๑ ที่เกี่ยวกับอนาคตที่ผมบอกว่ารัฐบาลไม่ได้จัดงบประมาณหรือมีการปรับเปลี่ยนให้มันสอดคล้อง กับสภาพความเป็นจริงของปัญหาที่ต้องการ

ประการที่ ๒ เรื่องการวิจัยและพัฒนา น่าเสียดายครับ ๒ ปีที่ผ่านมา ของรัฐบาลนี้ลดงบวิจัยไปประมาณร้อยละ ๒๐ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เราอภิปรายในสภาทีไรทุกคนก็จะพูดครับว่าเรายังวิจัยน้อยเกินไป พัฒนา น้อยเกินไป รัฐบาลที่แล้วก็พยายามดำเนินการนะครับ มีโครงการสำคัญก็คือการบูรณาการ เรื่องการวิจัย และพยายามตอบโจทย์ด้วยว่าการวิจัยที่เราต่อว่าว่าที่มีอยู่ก็มักจะวางไว้บนหิ้ง ไม่ได้เอาไปใช้ ไม่ได้ไปประยุกต์ใช้จริง เราก็ทำอะไรครับ เราก็ให้หน่วยงานวิจัยต่าง ๆ เขาเสนอแผนวิจัยเพื่อของบประมาณร่วมกันแล้วก็มีการจัดลำดับความสำคัญ ผมก็ไม่ทราบว่า ตอนนี้ยังทำหรือไม่นะครับ แต่ว่าหน่วยงานวิจัยหลายหน่วยได้งบประมาณน้อยลง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลดไปจาก ๓,๓๐๐ ล้านบาท เหลือ ๒,๔๐๐ ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ๑,๘๐๐ ล้านบาท เหลือ ๑,๗๐๐ ล้านบาท อย่างนี้เป็นต้น กลายเป็นว่าเป็นการลดงบประมาณ ทางด้านการวิจัยลงเกือบทั้งสิ้นครับ กราบเรียนต่อไปครับว่าโครงการสำคัญโครงการหนึ่ง หลังจากที่เราไปดูว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศเราลงทุนเรื่องการวิจัยพัฒนามากขึ้น นอกจาก บูรณาการหน่วยงานทำงานด้านวิจัย ก็คือการไปสำรวจดูว่านักวิจัยของเราอยู่ที่ไหน ได้คำตอบว่า นักวิจัยของเราส่วนใหญ่ก็คืออยู่ในมหาวิทยาลัยแล้วก็อยู่ในมหาวิทยาลัยของรัฐครับ งานวิจัย ประมาณ ๓ ใน ๔ เกิดขึ้นโดยนักวิจัยที่อยู่ในมหาวิทยาลัยของรัฐชั้นนำ ๙ แห่งจึงมีการผลักดัน โครงการที่เรียกว่า โครงการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติเกิดขึ้นครับ จะมีการจัดงบประมาณ ให้ไปทำวิจัยในสัดส่วน ๓๐ : ๗๐ ๓๐ เชิงวิชาการ ๗๐ เอาไปประยุกต์ใช้ได้ แบ่งมหาวิทยาลัยเป็น ๒ กลุ่ม ๙ มหาวิทยาลัยที่ผมกราบเรียนแล้วได้รับการสนับสนุนให้บูรณาการงานวิจัย ที่เขาทำเป็นหลักอยู่แล้ว และอีก ๗๐ แห่งได้งบประมาณเพิ่มขึ้น ในแง่ของการวิจัยทั่วไป หรือการส่งเสริมบุคลากรด้านการวิจัย ที่จริงเขาขอเงิน ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่รัฐบาลที่แล้ว เราก็สามารถจัดให้ได้เพียง ๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าพอเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ๒,๐๐๐ ล้านบาท แรกรัฐบาลที่แล้วจัดให้ไปแล้ว จบ พอมา ๒,๐๐๐ ล้านบาทที่ ๒ รัฐบาลนี้บอกว่าน้ำท่วม ขอลดเหลือ ๘๐๐ กว่าล้านบาท ก็เท่ากับว่าเขาหายไป ๑,๒๐๐ กว่าล้านบาท ปีต่อมาเขาต้องได้ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ลดเขาเหลือ ๕๐๐ ล้านบาท หายไปอีก ๕๐๐ ล้านบาท เสร็จสรรพหายไปแล้ว ๑,๖๐๐ ล้านบาท ปีนี้ให้ประมาณ ๕๐๐-๖๐๐ ล้านบาท ขาดไปอีก ๑,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ ทราบมาว่าแนวคิดก็คือก้อนที่จะให้ปีนี้ก็สุดท้ายแล้วด้วยครับ เป็นการสูญเสียโอกาสครั้งใหญ่ ในการที่จะปรับปรุงเรื่องของความสามารถของประเทศโดยการใช้กลไกของการวิจัยและพัฒนา ผมเห็นรัฐบาลตั้งความหวังสูงอยากจะให้ประเทศเป็นฮับ (Hub) หรือศูนย์กลางเรื่องนั้นเรื่องนี้ ด้านสาธารณสุขบ้าง ด้านการศึกษาบ้าง อะไรบ้าง ท่านทำไม่ได้หรอกครับถ้าท่านไม่จัดงบวิจัย และพัฒนาเพิ่มเติมขึ้น เงินวิจัยเหล่านี้ที่ถูกตัดไปผมยังไม่ทราบข้อเท็จจริงนะครับ ขอเวลา ตรวจสอบว่ามันหายไปไหน ได้ข่าวว่าอาจจะไปวิจัยเฉพาะเรื่องการต้มสุราหรือเปล่าครับ ท่านรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ หวังว่าไม่เป็นอย่างนั้นนะครับ แต่ขณะนี้หน่วยงานวิจัย หลายหน่วยงานมีปัญหาอยู่ในหน่วยงานรีบไปแก้ไขเถอะครับ แล้วเราจะได้มาดูว่าเราจะ วางรากฐานในเรื่องของการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ได้อย่างไร งานอย่างนี้ครับคืองานที่รัฐบาลต้องทำ งานอย่างนี้ครับคืองานที่รัฐบาลต้องลงทุน เพื่อให้คนของเรา ประเทศของเรามีความพร้อมในการแข่งขันเศรษฐกิจถึงจะโตแบบยั่งยืนได้

เรื่องถัดมาที่ผมกราบเรียนว่าทำไมรัฐบาลนี้ไม่จัดสรรงบประมาณให้สอดคล้อง กับอนาคตก็คือ ผมกราบเรียนแล้วว่าวันข้างหน้าเราจะเป็นสังคมผู้สูงอายุและมาเร็วมาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องทำคือพัฒนาระบบสวัสดิการควบคู่ไปกับส่งเสริมให้คน ออมเงิน สิ่งที่น่าตกใจก็คือว่างานทางด้านนี้ถูกละเลยโดยรัฐบาลโดยสิ้นเชิงเลยครับ ทำไมกราบเรียน อย่างนั้นนะครับ ผมเริ่มต้นก่อนว่ารัฐบาลที่แล้วเรามองไปข้างหน้าแล้วเราเห็นครับว่าแทนที่รัฐบาล จะไปสนับสนุนให้คนเป็นหนี้ เราควรจะหาทางส่งเสริมให้คนออม แล้วคนของเราในประเทศ ๖๐ กว่าล้านคนที่มีสวัสดิการบำเหน็จบำนาญ เป็นข้าราชการก็อาจจะ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ถ้านับครอบครัวด้วย บวกกับที่อยู่ในประกันสังคมอีก ๑๐ ล้านคน แล้วที่เหลือล่ะครับ เราก็อุตส่าห์ผลักดันกฎหมายพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งประกาศใช้มา ตั้งแต่วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔ กฎหมายฉบับนี้คือเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนที่เคยใฝ่ฝัน มานานว่าเป็นชาวบ้านก็มีบำนาญได้ จะได้มีโอกาสสักที ก็ตั้งกองทุนขึ้นมา ถ้าพี่น้องประชาชน ออมเงินเข้าไปในบัญชีของตัวเอง รัฐบาลก็จ่ายเงินสมทบให้ อายุ ๖๐ ปี เป็นชาวบ้านก็เกษียณ แล้วก็รับบำนาญ กฎหมายก็เขียนเอาไว้ในบทเฉพาะกาลชัดเจนนะครับว่าในวาระเริ่มแรก ให้รัฐบาลจัดสรรเงินเข้าบัญชีเงินกองกลางตามมาตรา ๔๖ (๓) เป็นจำนวน ๑,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของกองทุน ปีที่แล้วก็มีการจัดงบ ๕๐๐ ล้านบาท เข้าสู่กองทุนการออมแห่งชาติ ปีนี้ท่านประธานอย่าไปเสียเวลาหานะครับว่าเงินที่จะเข้า กองทุนการออมแห่งชาติปีนี้เป็นเงินเท่าไร ท่านไปดูทั้งลังครับ ไม่มีแม้แต่บาทเดียว ผมก็ ไม่ทราบจริง ๆ ครับว่าที่รัฐบาลตัดสินใจอย่างนี้ พูดง่าย ๆ คือไม่เดินโครงการนี้เพราะอะไรครับ ไม่อยากให้ประชาชนมีโอกาสออมเงิน ไม่อยากให้ประชาชนมีบำเหน็จบำนาญเหมือนกับคนอื่น หรือเพราะว่ามันเป็นโครงการรัฐบาลที่แล้วทำไว้รัฐบาลนี้เลยทำต่อไม่ได้ ผมกราบเรียน ท่านประธานนะครับ นี่โครงการแรกที่ผมจะพูดนะครับว่าเป็นโครงการที่ทำไว้มันไม่ใช่เรื่อง ของพรรคหนึ่งพรรคใด รัฐบาลหนึ่งรัฐบาลใด มันเรื่องอนาคตของประเทศ แต่ทำไมรัฐบาลนี้ ตัดสินใจไม่สานต่อ นี่ของจริงครับที่บอกว่าการเมืองไม่สานต่อโครงการดี ๆ ไม่ใช่เหมือนที่ ท่านนายกรัฐมนตรีไปพูดที่ประเทศมองโกเลียครับ เพราะกองทุนหมู่บ้านก็ยังอยู่ หลักประกันสุขภาพ ก็ยังอยู่ ปฏิวัติแล้ว เปลี่ยนรัฐบาลมา ๓ ครั้ง ๔ ครั้ง ยังอยู่ครับ แต่ที่การเมืองมาเปลี่ยนแบบนี้ครับ กองทุนการออมแห่งชาติ ผมไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีจะชี้แจงหรือไม่ ชี้แจงอย่างไร แต่กราบเรียนท่านว่า ณ ขณะนี้ท่านทำให้พี่น้องประชาชนจำนวนหนึ่งเขาเสียสิทธิไปแล้ว เพราะว่าในบทเฉพาะกาลเราต้องเปิดโอกาสให้คนซึ่งเขาอายุเกิน ๕๐ ปี เนื่องจากว่า ในกองทุนนี้พอถึงอายุ ๖๐ ปีเขาจะหมดจากสมาชิกภาพของกองทุน แต่เราเปิดโอกาสว่า ในวาระเริ่มแรกพอกฎหมายออกมา ใครอายุเกิน ๕๐ ปีภายใน ๑ ปีหลังจากที่กฎหมาย ใช้บังคับซึ่งเลยมาแล้วนะครับ ถ้าเขาสมัครเป็นสมาชิกเขาจะเป็นสมาชิกต่อได้ ๑๐ ปี เป็นการเปิดโอกาสให้เขาทั้งออมและได้รับเงินสมทบจากรัฐบาล แต่เมื่อท่านไม่เดินเรื่องนี้ วันนี้คนเหล่านี้เขาหมดสิทธิไปแล้วที่จะได้เป็นต่อ ๑๐ ปีครับ เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ผมถือว่าจงใจ แล้วก็เป็นเหตุผลให้เพื่อนสมาชิกขณะนี้จึงดำเนินการยื่นเรื่องถอดถอน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ แต่จริง ๆ ผมไม่ติดใจหรอกครับ ท่านจะอยู่ในตำแหน่งหรือท่านจะถูกถอดถอน แต่ผมอยากได้บำนาญของประชาชนคืนมา เพราะวันข้างหน้าผมเชื่อครับว่ามีพี่น้องประชาชน จำนวนมากที่จะต้องการและมีความจำเป็นที่จะได้รับเงินเมื่อเขาอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปแล้ว นี่ก็ตัวอย่างหนึ่งนะครับ เรื่องทำนองเดียวกันเลยครับ โครงการของรัฐบาลที่แล้วที่จะต้อง ถูกตัดก็คือสวัสดิการของชุมชน อันนี้ไม่ใช่รัฐบาลออกกฎหมายนะครับ ชาวบ้านเขาอุตส่าห์ เริ่มต้นเอาไว้เอง พวกกองทุนออมวันละบาทนี่ครับ ที่จริงต้องกล่าวถึงท่านนะครับ เพิ่งเสียชีวิตไป ครูชบนะครับ ท่านก็เริ่มต้นไว้ที่จังหวัดสงขลาอย่างดี ขยายตัวอย่างมาก รัฐบาลที่แล้วก็จริงจังครับ ส่งเสริม สนับสนุนเรื่องนี้ บอกว่าถ้าชาวบ้านออมวันละบาท ดูแลกันเองได้เป็นกองในชุมชน ได้เท่าไรรัฐบาลสมทบให้อีกบาท ไปขอท้องถิ่นสมทบอีกบาท รัฐบาลนี้ก็ตัดงบประมาณอีกครับ ถ้าจะลุกขึ้นมาชี้แจงบอกว่าที่ตัดเพราะว่ายังมีเงินเหลือ เงินมันเหลือสิครับเพราะท่านไม่ยอมทำงานเรื่องนี้ ไปสอบถามคนทำงานเขาสิครับ ทำไม ไม่ผลักดันให้จริงจัง ทำไมไม่พยายามปลูกฝังให้เกิดค่านิยมในเรื่องการออมสำหรับอนาคต นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างที่ผมกราบเรียนว่าทำไมเราจึงไม่พยายามมาแก้ไขปัญหาที่โครงสร้าง ที่พื้นฐานต่าง ๆ มาดูต่อนะครับ นอกจากปัญหาที่ท่านกำลังซ้ำเติมเรื่องค่าครองชีพ นอกจาก ปัญหาว่าท่านกำลังทำลายขีดความสามารถการแข่งขัน ไม่เตรียมการเพื่ออนาคต ความเหลื่อมล้ำ ท่านก็ไม่แก้ ที่เหลื่อมล้ำมากที่สุดที่ดินครับ เป็นที่ทราบกันดี ที่ดินมีโฉนดทั้งหมดในประเทศ ร้อยละ ๙๐ อยู่ในคนหยิบมือเดียว คิดเป็นสัดส่วนแล้วอาจจะ ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่ จะช่วยแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบเรื่องที่ดิน รัฐบาลที่แล้วก็เริ่มต้นไว้ กฎหมายภาษีทรัพย์สิน และที่ดิน ท่านก็ตัดสินใจว่าไม่ทำต่อ นี่ถ้าวันนี้ท่านมาลดการขาดดุลบอกว่าจะเก็บภาษีทรัพย์สิน พวกผมจะไม่ว่าเลยครับ เก็บจากเศรษฐีที่ดิน เก็บจากเศรษฐีที่สะสมทรัพย์สินไว้มากมาย มาเก็บทำไมกับคนใช้แก๊สหุงต้ม มาเก็บทำไมกับคนใช้น้ำมันดีเซล ภาษีทรัพย์สินที่ดินไม่ทำ โฉนดชุมชนก็ยังเป็นปัญหาอยู่ครับ ยื้อกันไปยื้อกันมาจนมาชุมนุมเรียกร้องกันอีกรอบ รัฐมนตรีก็เปลี่ยนไปหลายท่านแล้ว ธนาคารที่ดินท่านครับ ๓ เรื่องนี้ที่จะช่วยแก้ปัญหาโครงสร้าง ภาษีทรัพย์สินที่ดิน โฉนดชุมชน ธนาคารที่ดิน ปรากฏว่างบธนาคารที่ดินก็ถูกตัดอีก มีน้อยมากครับ ท่านจัดไว้ให้น้อยมากหลัก ๑๐ ล้านบาทครับ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินปีที่แล้ว ๔๘ ล้านบาท ปีนี้ ๑๗ ล้านบาท จะไปทำธนาคารที่ดินอย่างไรครับ ถามว่าที่รัฐบาลจัดเงิน ให้ไม่ได้เพราะไม่มีเงินหรือเปล่า ผมไม่เชื่อครับ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านให้คนที่ซื้อรถคันแรกได้ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ท่านให้ไปสร้างเขื่อนในนิคมอุตสาหกรรมนะครับ ทรัพย์สินที่เกิดขึ้นในที่ดิน ของเอกชนท่านให้ได้เพื่อป้องกันน้ำท่วม ความจริงดูจะเป็นสิ่งที่เป็นสิ่งก่อสร้างรูปธรรมอย่างเดียว ที่ตอนนี้ภาคเอกชนสัมผัสอยู่ เพราะอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นท่านรองนายกรัฐมนตรี ปลอดประสพยังสนุกของท่านอยู่นะครับ เงินมีครับ และที่ผมรู้ว่าเงินมีคืออะไรครับ วันนี้ มีรายการหนึ่งโผล่ขึ้นมาในหมวดกองทุนนะครับ จะมีการตั้งกองทุนใหม่ ซึ่งปกติตอนหลัง เขาจะไม่ทำนะครับ รัฐบาลหลัง ๆ บอกว่าไม่อยากให้มีการตั้งกองทุนขึ้นมาเรื่อย ๆ ถ้าจะตั้ง กองทุนอะไรไปออกกฎหมายก่อน สภาจะได้ดู เราจะได้รู้ มีการรายงานเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่นึกอยากตั้งกองทุนอะไรขึ้นมาก็เอามาใส่ไว้ในกฎหมายงบประมาณและเกิดกองทุนขึ้น กองทุนที่ว่าคือกองทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของรัฐ ปีนี้จัดเอาไว้ ๑,๕๐๐ ล้านบาทครับ ถามว่าตั้งขึ้นมาทำไม วัตถุประสงค์เขียนเอาไว้นะครับ เดี๋ยวกรุณาชี้แจงนะครับ แล้วผมจะดูว่าชี้แจงตรงกับที่เจ้าหน้าที่ชี้แจงวิป (Whip) ฝ่ายค้านหรือเปล่า เพราะผมฟังคำชี้แจงแล้วผมคิดว่าไม่ใช่ วัตถุประสงค์บอกเป็นการจัดตั้งกองทุนในลักษณะ เงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนาที่ราชพัสดุในเชิงสังคมและพาณิชย์ เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ทางเศรษฐกิจและนำส่งเงินได้จากการจัดประโยชน์ส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ผมไปดูรายละเอียด จำนวนแปลงที่ราชพัสดุที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพ ๑ แปลง ๑,๕๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ๑,๕๐๐ ล้านบาทพัฒนาที่ของรัฐ ๑ แปลง ๗๐ ล้านบาททำธนาคารที่ดินให้กับคนทั้งประเทศ ไหนล่ะครับรัฐบาลของคนจน ไหนละครับรัฐบาลที่พูดเรื่องความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ มากมาย ในสังคม และผมก็ไม่ทราบว่า ๑,๕๐๐ ล้านบาท ๑ แปลง แปลงที่ว่าอยู่ที่ไหนนะครับ เจ้าหน้าที่ที่มาชี้แจงยังบอกว่ายังไม่รู้ครับว่าแปลงไหน ในหรือต่างประเทศยังไม่รู้เลยครับ ๑,๕๐๐ ล้านบาท ผมกราบเรียนว่าพวกกระผมจึงรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณบนหลักคิดการบริหารเศรษฐกิจแบบนี้ไม่ได้ ถ้าท่านดูการบริหารสินค้าเกษตร การบริหารพลังงาน การบริหารที่ดิน การบริหารเรื่องการศึกษา การวิจัย ท่านจะเห็นว่า คนจนกำลังต้องแบกรับอะไร กำลังเสียโอกาสอย่างไร คนทั่วไปกำลังขาดโอกาสในการพัฒนา ศักยภาพอย่างไร แต่ถามว่าใครรวยครับ พลังงานวันนี้ใครรวยครับ ปตท. รวย รัฐบาลก็เป็นเจ้าของ ปตท. แค่ครึ่งเดียวนะครับ ปตท. รวย แล้วก็ความร่ำรวยนั้นใช้กันอย่างไรเดี๋ยวมีเพื่อนสมาชิก อภิปราย ธุรกิจขนาดใหญ่ที่หากินกับรัฐบาลหรือธุรกิจขนาดเล็กถ้าหากินกับรัฐบาลรวยครับ ผมรู้มีคนรวยจากจำนำข้าวครับ แต่ไม่ใช่ชาวนารวยครับ แล้วก็เมกะโปรเจกต์ บวกกับที่ท่าน กำลังทำเรื่องอสังหาริมทรัพย์ทั้งหลายก็กำลังสร้างคนรวยกลุ่มเล็ก ๆ ขึ้นมาอีกกลุ่มหนึ่ง หรือที่รวยแล้วก็รวยมากขึ้น อสังหาริมทรัพย์สำหรับรัฐบาลนี้ก็เหมือนกับโทรคมนาคม สำหรับรัฐบาลของพี่ชายท่านนายกรัฐมนตรีครับ มาสูตรเดียวกัน รวยกระจุก จนกระจาย ประเทศขาดทิศทางอนาคตไม่มีการเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขัน ไม่มีการเตรียม ความพร้อมสำหรับโครงสร้างประชากร ไม่มีการเตรียมความพร้อมให้คนของเรามีขีด ความสามารถสูงขึ้น ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นที่อยากจะกราบเรียนเพิ่มเติมอีกเพียง ๒ ประเด็นนะครับที่เป็นงบประมาณ

ประเด็นแรก ก็ต้องการที่จะพูดให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะว่า เขาก็มาเรียกร้องนะครับ แล้วก็เช่นเดียวกันครับผมก็เชื่อในเรื่องของการกระจาย รวมทั้ง การกระจายอำนาจ แต่ว่างบของท้องถิ่นปีนี้สัดส่วนเพิ่มขึ้นน้อยมากครับ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ และที่สำคัญเคยมีข้อตกลงไว้กับเขาครับว่างบประมาณที่รัฐบาลพูดง่าย ๆ ก็ไปจ่ายผ่านเขาครับ เขาไม่ได้ตัดสินเอง เป็นนโยบายของรัฐบาลแท้ ๆ แต่ไปนับเป็นเงินของท้องถิ่น ปลายรัฐบาล ที่แล้วทำข้อตกลงไว้แล้วครับว่าเราจะค่อย ๆ ปรับลด ไม่นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของท้องถิ่น ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวบอกว่ามี ๒๖ ๒๗ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ แต่จริง ๆ ในนั้น ๓-๔ เปอร์เซ็นต์แล้วครับ เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่เงินที่ท้องถิ่นเขาตัดสินใจได้เอง แต่ว่าพอเปลี่ยนรัฐบาลก็ไปเลิกล้มแผนนั้น และวันนี้งบที่เพิ่มขึ้นน้อยแต่งานฝากเพิ่มขึ้นเยอะ ก็หมายความว่าเรากำลังเดินถอยหลังแล้ว ก็ถดถอยเรื่องการกระจายอำนาจ ก็อยากจะทิ้งประเด็นนี้ไว้ครับ

ส่วนประเด็นสุดท้ายที่อยากจะกราบเรียนก็คือว่า คือต้องพูดเรื่องการเมืองบ้าง นะครับ เดี๋ยวท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมจะเหงา คือท่านมีการจัดงบประมาณเอาไว้ เรื่องของ ความปรองดอง ๔๒๑.๘ ล้านบาท แล้วก็ยังมีเรื่องของธรรมาภิบาล ที่ท่านบอกว่า เป็นยุทธศาสตร์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี รวมตัวเลขไว้ตั้ง ๓๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะครับ ปฏิรูปกฎหมาย ผมก็เพิ่งรู้นะครับว่าการปฏิรูปกฎหมายนี่แพงมาก ๘๑,๗๒๓ ล้านบาท ถ้าอยากจะปรองดอง ถ้าอยากจะปฏิรูปกฎหมายนี่ครับ ความจริงเรามาทำให้กฎหมาย ศักดิ์สิทธิ์กันก่อน จะเป็นใครฝ่ายไหนก็ตามครับ เรายอมรับความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย แล้วหลักการให้อภัยจะไปใช้กันเมื่อไรว่ากันเป็นเรื่องของอนาคตจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ไปถามพี่น้องประชาชนเถอะครับวันนี้เขาคิดไหมล่ะครับว่าวันนี้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์เท่าเทียมกัน ชาวบ้านทำผิดกฎหมายมีโอกาสหนีไปอยู่ต่างประเทศไหมครับ มีโอกาสเรียกร้องให้นิรโทษกรรม ตัวเองไหมครับ เรามาทำความเท่าเทียมกันให้เกิดขึ้นก่อน ผมทราบว่ารัฐบาลมีโครงการ เรื่องปรองดอง จะมารองรับกฎหมายของใครต่อไปอย่างไรก็เป็นที่ทราบกันอยู่ แต่โครงการ ขณะนี้ดำเนินการแล้ว ความจริงรัฐบาลขอสถาบันพระปกเกล้าให้ช่วยจัดทำคู่มือให้ครับ แต่ว่าไม่ได้ใช้ครับ โครงการที่รัฐบาลไปทำตอนนี้ซึ่งก็จะเกี่ยวพันกับงบปรองดองที่ว่านี่คือ โครงการที่พูดว่าเป็นการพูดจาหาทางออกประเทศไทย ตอนนี้อบรมวิทยากรไปแล้วครับ ที่ผมติดใจคืออะไรครับท่านประธาน แม้แต่ท่านไปอบรมวิทยากรนี่สวนดุสิตซึ่งเขารับผิดชอบ งานด้านนี้ด้วยเขาก็ไปสำรวจมาว่าปัญหาจริง ๆ มันคืออะไรบ้าง เขาสำรวจมา รุ่นที่ ๑ รุ่นที่ ๒ วิทยากรชุมชนนะครับ สำรวจรุ่นที่ ๑ ดูจะสำรวจ ๒ รอบ แล้วก็มารวมกับรุ่นที่ ๒ นี่ครับ เขาก็พูดว่าปัญหาหลัก ๆ นะครับ

๑. ปัญหาอยู่ที่พวกเรานักการเมือง ๒๓-๒๔ เปอร์เซ็นต์ ที่บอกว่านักการเมือง ขัดแย้งกันเป็นปัญหา นักการเมืองขาดคุณธรรมจริยธรรม ๑๔ เปอร์เซ็นต์ เศรษฐกิจปากท้อง ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ทุจริตคอร์รัปชัน แต่ท่านไปดูสิครับ โครงการสรุปพูดจาหาทางออกประเทศไทยนี่ เขาบอกประเด็นปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยเขาสรุปมา ๙ ประเด็น ไม่พูดถึงนักการเมือง ไม่พูดถึงคุณธรรมจริยธรรม ไม่พูดถึงทุจริตคอร์รัปชัน พูดถึงอะไรครับ พูดถึงความเคลือบแคลง ในหลักนิติธรรมของประเทศไทย การตัดสินคดีของศาล พูดถึงตุลาการภิวัฒน์ การแทรกแซง องค์กรอิสระ พูดถึงการรัฐประหาร บทบาทของทหารในการจัดการความขัดแย้ง นี่โจทย์รัฐบาลมอบให้ แม้แต่วิทยากรที่เอามาอบรม เขาสำรวจมาเขาก็ไม่ได้เห็นตามนี้ครับ แล้วมีเรื่องหนึ่งนะครับ เขียนถึงการพูดถึงว่าต้นตอ ความขัดแย้งมาจากการกล่าวอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง โดยบอกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในความขัดแย้งไม่ต้องการสูญเสีย อำนาจผลประโยชน์ พยายามรักษาสถานภาพของตนโดยการอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ดึงพระมหากษัตริย์มาเป็นประเด็นทางการเมือง ไม่พูดเลยหรือครับว่ามีกระบวนการที่จาบจ้วง บ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์เกิดขึ้นถ้าไม่มีจะได้ตัดงบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้งหมด ออกไปครับ แต่เวลาท่านไปปรองดองท่านไปตั้งโจทย์ว่าไม่ใช่ มีแต่เรื่องคนมากล่าวหาว่า มีการจาบจ้วง ท่านไม่ยอมรับหรือครับว่ามีการจาบจ้วง ท่านไม่ยอมรับหรือครับว่าปัญหา เกิดจากคนไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลมากกว่าว่าศาลตัดสิน ท่านไม่ยอมรับความขัดแย้ง ปัญหาของพวกเรากันเองหรือครับ แต่พยายามที่จะปูทางไปสู่การเพิ่มอำนาจให้กับตัวเอง แล้วลดทอนอำนาจขององค์กรอิสระและศาลครับ ยากครับที่จะนำไปสู่การปรองดอง ๔๐๐ กว่าล้านบาทอย่าเสียเลยครับ มานั่งคุยกัน ตรงไปตรงมาดีกว่าว่าบ้านเมืองควรจะเดินหน้าอย่างไร ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผล ทั้งหลายทั้งปวงที่กระผมได้กราบเรียนมาผมจึงย้ำว่าพวกกระผมไม่ต้องการเห็นประเทศ เดินไปในทิศทางที่ผิด ขับเคลื่อนโดยงบประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทด้วยวิธีการ และหลักคิดแบบนี้ต่อไป จึงไม่สามารถรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฉบับนี้ได้ ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ณ ระนอง เชิญครับ

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ความจริงมีความตั้งใจไว้ว่าจะขออนุญาตใช้เวลา ในที่ประชุมแห่งนี้ในช่วงต้นนะครับ ที่จะได้กราบเรียนภาพรวมภาวะเศรษฐกิจที่ประเทศไทย กำลังเผชิญอยู่ในภาวะความผันผวนของเศรษฐกิจโลกเพื่อที่จะได้กราบเรียนต่อท่านสมาชิก ให้เห็นภาพว่างบประมาณประจำปี ๒๕๕๗ ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติกำลังจะพิจารณา ในชั้นรับหลักการ จะมีส่วนสำคัญประการใดเมื่อรวมกันกับแนวทางในการรักษาเสถียรภาพ ทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นแนวทางที่คณะรัฐมนตรีได้มีการพิจารณาร่วมกัน กับส่วนราชการต่าง ๆ ที่ทำงานทั้งโดยตรงโดยอ้อมในเรื่องของประเด็นทางเศรษฐกิจนะครับ กระผมกราบขออนุญาตท่านประธานที่จะได้เรียนแง่มุมบางแง่มุมซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจาก การอภิปรายของท่านผู้นำพรรคฝ่ายค้าน เพื่อที่จะได้กราบเรียนให้เห็นภาพในส่วนที่เป็น ประเด็นสำคัญ ประการแรกก็รู้สึกเสียใจเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนเท่าที่ได้ฟังคำอภิปรายของท่าน ผู้นำพรรคฝ่ายค้านมาแล้วก็จดประเด็นต่าง ๆ มากมายเกือบจะทุกประเด็นดูเหมือนยังไม่มี ประเด็นไหนถูกอกถูกใจท่านผู้นำพรรคฝ่ายค้านเลยสักประเด็นเดียว แต่ก็พอเข้าใจนะครับ ผมคิดว่าประเด็นที่มีการหยิบยกขึ้นมานั้นถ้าหากว่าผมเข้าใจถูกต้องก็หมายถึงว่าแนวคิด ที่รัฐบาลปัจจุบันกำลังดำเนินอยู่นั้นไม่ตรงกับแนวคิดของรัฐบาลเดิมซึ่งก็ขออนุญาตยอมรับว่า เป็นความจริง แล้วก็แนวคิดที่เราทำงานกันมาครั้งนี้เป็นงบประมาณฉบับที่ ๓ ที่รัฐบาลนี้ กำลังเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ความจริงต้องเรียนว่าแม้ว่าพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ๒ ฉบับที่ผ่านมานั้นมีการดำเนินงานในช่วงที่เป็นภาวะจำเป็นอย่างที่ ท่านผู้นำพรรคฝ่ายค้านได้กล่าวถึงเมื่อสักครู่นี้ แต่ผมเองมั่นใจว่ารัฐบาลนี้เข้ามารับหน้าที่ ในช่วงประมาณเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๔ แม้ว่ามีเวลาที่คลาดเคลื่อนไปจากปฏิทินงบประมาณ ไปแล้วก็ตาม แต่ว่าการทำงานอย่างทุ่มเทมุ่งมั่นของคณะรัฐมนตรีและส่วนราชการต่าง ๆ เพื่อที่จะให้งบประมาณประจำปีฉบับแรกนั้นมีความสอดคล้องกับงบประมาณที่รัฐบาล มีความตั้งใจและตรงกับแนวทางที่ได้แถลงต่อรัฐสภารวมทั้งเป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่ได้ กำหนดขึ้น ผมจึงขออนุญาตได้กราบเรียนย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าในยุทธศาสตร์ที่เราได้กำหนดขึ้นนั้น มีความสำคัญ ๔ ประการ ยุทธศาสตร์เรื่องแรกก็คือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ก็คือลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ที่มีรายได้มากและผู้มีรายได้น้อย ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ก็คือการเจริญเติบโตโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และยุทธศาสตร์ที่ ๔ ก็คือการทำงานโดยกลไก ของภาครัฐอย่างมีบูรณาการและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนด้วย ดังนั้นการดำเนินการ ที่ดูเหมือนในการอภิปรายจะยังคงจับประเด็นได้ชัดเจนนั้น ความจริงเมื่อสักครู่ในถ้อยแถลงของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีก็ได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์ ๔ ประการนี้ ย้ำอีกครั้งหนึ่ง นอกเหนือจาก เมื่อ ๒ ครั้งที่ได้เคยย้ำไว้แล้วเมื่อมีการเสนอร่างพระราชบัญญัติ อย่างไรก็ตามผมขออนุญาต เรียนว่าคำบางคำคงจะเป็นความจริง แต่หวังว่าท่านสมาชิกรวมทั้งพี่น้องประชาชนที่รับฟัง อยู่คงไม่แปลความหมายนั้นไปในลักษณะที่เข้าใจผิด ยกตัวอย่างเช่นงบประมาณประจำปีที่เรากำลังพิจารณานั้นเป็นงบที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ก็เรียนว่างบประมาณประจำปีสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ทุกปีครับ เพราะสูงจากปีก่อน ๆ แน่นอน รวมทั้งในช่วงของรัฐบาลก่อน ๆ ที่มีการพิจารณานะครับงบประมาณก็สูงขึ้นจากปีก่อน เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่มีการพิจารณางบประมาณก็จะเป็นงบประมาณที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ดังนั้นทั้งรัฐบาลและท่านพี่น้องประชาชนที่ติดตามการพิจารณาตรงนี้ก็คงจะได้เข้าใจ ในประเด็นนี้ว่ามิได้เป็นความประสงค์ของรัฐบาลที่จะไปทำให้เกิดงบประมาณที่สูงผิดปกติ และความจริงในปีที่แล้วซึ่งผมก็จำได้ว่ามีถ้อยคำในลักษณะนี้ว่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ความจริงก็เป็นการเพิ่มขึ้นเป็นอย่างยิ่งเพราะว่าเพิ่มจาก ๒.๓๘ ล้านล้านบาทในงบประมาณ ประจำปี ๒๕๕๕ มาสู่ ๒.๔๐ ล้านล้านบาทในปี ๒๕๕๖ เพราะฉะนั้นการเพิ่มขึ้นเพียง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ในปีนี้การที่เรามีความเชื่อมั่นว่า เราควรจะเพิ่มงบประมาณรายจ่ายในระดับที่กำลังเสนออยู่ขณะนี้ คือจาก ๒.๔๔ ล้านล้านบาท เป็น ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาทนั้นเป็นเรื่องที่มีความเหมาะสมและสามารถทำได้ ความสามารถ ในการจัดเก็บรายได้ของรัฐมีความสอดคล้องกันกับเป้าหมายในการดำเนินการที่จะมีเป้าหมาย รายรับที่ ๒.๒๗๕ ล้านล้านบาท และมีลักษณะที่มีความสอดคล้องกับจีดีพี (GDP) ของประเทศ ในส่วนที่การดำเนินการลดการขาดดุลลงนะครับ ผมเชื่อว่าความเข้าใจในเรื่องของการบริหาร งบประมาณขาดดุลให้ลดลงนั้นรัฐบาลนี้ได้แสดงให้เห็นแล้ว แล้วได้ทำงานมาให้เห็นแล้ว เพราะจากระดับการขาดดุล ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่จีดีพีของประเทศอยู่ในระดับ เพียงประมาณ ๑๑ ล้านล้านบาทนั้น เราได้ดำเนินการให้มีการลดการขาดดุลลงเหลือ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในปีงบประมาณที่แล้ว และกำลังจะลดลงเป็น ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปีงบประมาณนี้ ในขณะที่จีดีพีของประเทศก็เติบโตขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นสัดส่วนการขาดดุล ต่อจีดีพีนอกจากจำนวนจะลดลงแล้วสัดส่วนก็ลดลง โดยเราจะเป็นประเทศเพียงไม่กี่ประเทศ ในโลกที่มีการขาดดุลงบประมาณอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าร้อยละ ๒ ของจีดีพี แม้ว่าผมจะมีความตั้งใจ ที่จะใช้เวลากับงบประมาณประจำปีให้มากที่สุดเพื่อที่จะได้กราบเรียนต่อท่านสมาชิกนะครับ แต่ผมเองก็เข้าใจครับว่าคงจะมีการอภิปรายกล่าวถึงเรื่องของร่างพระราชบัญญัติเงินกู้นะครับ ซึ่งผมก็ขออนุญาตเรียนว่าการออกกฎหมายเงินกู้นั้นไม่ใช่เป็นเรื่องเฉพาะตัวที่รัฐบาลนี้ ริเริ่มทำเท่านั้น การออกกฎหมายกู้เงินก็เคยทำในรัฐบาลก่อน ๆ รวมถึงรัฐบาลก่อนด้วย ส่วนรัฐบาลนี้การออกกฎหมายกู้เงินจะเห็นได้ว่าฉบับที่กำลังดำเนินการอยู่นั้นผมได้กราบเรียนไป เมื่อชั้นที่มีการอภิปรายในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน จำนวนไม่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อลงทุนในระบบพัฒนาคมนาคมขนส่งของประเทศ ไปแล้วว่าความละเอียดรัดกุมของกฎหมายฉบับนั้นมีสถานะที่มีมาตรฐานสูง และในขณะนี้ เมื่อมีการผ่านชั้นรับหลักการไปแล้วได้อยู่ในชั้นของกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งในการดำเนินการนั้น ก็ดำเนินการด้วยความรอบคอบแล้วก็ใช้เวลากันอย่างมากที่สุด ซึ่งที่จริงแล้วก่อนหน้านี้ เคยมีคนคาดหวังกันไว้ว่าเป็นไปได้ว่าชั้นกรรมาธิการนั้นอาจจะสำเร็จเสร็จสิ้นลงเร็ว เสียจนกระทั่งสามารถที่จะนำมาอยู่ในชั้นวาระที่สองและวาระที่สามได้ในช่วงวิสามัญด้วย แต่ผมไม่คิดว่ามีความพยายามของฝ่ายใดที่จะพยายามผลักดันให้มีการดำเนินการด้วย ความไม่รอบคอบ ดังนั้นเมื่ออ่านกฎหมายฉบับนั้นที่อยู่ในชั้นกรรมาธิการวิสามัญท่านจะเห็นถึง ความรัดกุมของกฎหมายฉบับนั้น ซึ่งผมเองได้เรียนว่าตัวกฎหมายนั้นมีความรัดกุมเพิ่ม ขั้นตอนสูงที่แตกต่างไปจากพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีในหลายลักษณะเสียด้วยซ้ำ นอกจากนั้นการจะกู้เงินก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะต้องกู้กันมาทันทีได้ จะต้องมีการผ่านขั้นตอน ต่าง ๆ มีการกลั่นกรอง มีการพิจารณาถึงความคุ้มค่า มีการดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วน ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุก ๆ ประการ จึงจะสามารถเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ในอนาคตและนำไปสู่การกู้เงินเพื่อโครงการนั้น ๆ ได้ ยอดรวมของโครงการรวมจะต้องไม่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะเราต้องการที่จะมีวินัยการคลังที่เข้มแข็งที่ระดับหนี้สาธารณะไม่เกินร้อยละ ๕๐ ของจีดีพี ผมต้องขออนุญาตเรียนไม่เห็นด้วยกับคำอภิปรายว่าแนวทางในการดำเนินการ ของรัฐบาลนี้สนใจที่จะเพิ่มหนี้สาธารณะ เพราะที่จริงต้องขออนุญาตเรียนว่าก่อนหน้านี้ หนี้สาธารณะก็มีลักษณะที่เพิ่มขึ้นนะครับ แล้วดูเหมือนช่วงเวลาก่อนที่รัฐบาลนี้จะเข้ามานี้ ก็ดูจะเป็นจริงนะครับที่หนี้สาธารณะมีการทรงตัวอยู่ แต่ในขณะนั้นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังในเวลานั้นของรัฐบาลก่อนก็เป็นผู้ที่พิจารณาในการปรับเพดานวินัยการคลัง ซึ่งเคยกำหนดไว้ที่ร้อยละ ๕๐ ขึ้นไปเป็นร้อยละ ๖๐ ผมก็ไม่แน่ใจว่าการปรับเตรียมตรงนั้น มีความตั้งใจที่จะดำเนินการในอนาคตที่จะต้องกู้เพิ่มขึ้นหรือเปล่านะครับ แต่ถ้าจำเป็น ผมก็ไม่ทักท้วงนะครับ ผมคิดว่าระดับหนี้สาธารณะร้อยละ ๖๐ นั้นก็ไม่ใช่ระดับหนี้ที่สูงอะไร เพียงแต่ว่าถ้าหากรัฐบาลก่อน ๆ นั้นไม่ได้มีความเข้าใจที่จะต้องไปเพิ่มหนี้สาธารณะ จะไปปรับเพดานหนี้ขึ้นไปทำไมก็ไม่ทราบ ผมเองขออนุญาตเรียนว่าในชั้นที่ไม่แน่ใจว่า ปรับขึ้นไปทำไมนั้น ผมก็จะไม่ปรับมันลดลงไป แต่ว่าในการทำงานที่จะดูแลระดับหนี้สาธารณะ ทั้งการกู้เพื่อชดเชยงบประมาณขาดดุล ซึ่งกำลังมีแนวโน้มลดลงจนมีเป้าที่จะเป็นสมดุล ในอีกไม่กี่ปีงบประมาณข้างหน้านี้นะครับ และรวมทั้งการที่จะต้องกู้เงินในโครงการที่รัฐบาลนี้ เห็นว่ามีความจำเป็นเราก็จะดำเนินการควบคุมดูแลหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบร้อยละ ๕๐ ของจีดีพี แม้ว่าตัวเลขเพดานที่เป็นทางการนั้นได้ถูกปรับขึ้นไปเป็นร้อยละ ๖๐ ก่อนหน้าที่ รัฐบาลนี้จะเข้ามาแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตามในการดำเนินการตรงนี้ขอกราบเรียนอีกครั้งหนึ่งว่า กฎหมายกู้เงินของรัฐบาลนี้จะเห็นชัดเจนว่าเป็นการกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบบริหารจัดการน้ำ ซึ่งท่านคงตระหนักดีถึงมหาอุทกภัย เมื่อปี ๒๕๕๔ ว่ามีความร้ายแรงรุนแรงเพียงใด แล้วเราได้ดำเนินการจนกระทั่งได้มีการเตรียมการ มีความคืบหน้าไปถึงชั้นนี้นะครับ แล้วก็สามารถรักษาความมั่นใจของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ซึ่งในเวลานั้นยามหน้าสิ่วหน้าขวานหลายฝ่ายอาจจะบอกว่าไม่กล้าอยู่เมืองไทยแล้ว เพราะว่า เกิดน้ำท่วมขนาดนั้น แต่ที่ผ่านมาก็สามารถดำเนินการได้อย่างมีผลนะครับ ต้องกราบขอบพระคุณ สภาแห่งนี้ที่ได้กรุณาเห็นชอบพระราชกำหนดฉบับนั้นเมื่อมีการนำเสนอต่อสภา การดำเนินการ ตรงนั้นสามารถส่งผลเป็นข้อบวกนะครับ ในขณะเดียวกันร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินจำนวนไม่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อลงทุนในระบบคมนาคมขนส่งของประเทศ ก็เป็นการกู้เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว สิ่งเหล่านี้จะอยู่กับประเทศไปอีกยาวนาน หลายศตวรรษ ในขณะที่ยอดหนี้ที่จะเกิดขึ้นนั้นถ้ามีก็จะมีการวางแผนที่จะลดเงินต้นลงไป โดยลำดับ ดังนั้นแนวทางที่รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญก็คือว่าเราก็คงจะไม่ได้มีความตั้งใจ ที่จะออกกฎหมายกู้เงินเพื่อเอามาลงทุนโครงการอะไรก็ได้เป็นจำนวนกระจัดกระจาย แล้วก็ไม่สามารถที่จะเห็นชัดได้ว่าผลของการกู้เงินนั้นได้ส่งประโยชน์กับประเทศในระยะยาวอะไร แล้วก็ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะแกล้งมองข้ามว่าหนี้ที่เกิดขึ้นไม่ต้องคำนวณว่าจะถูกชำระคืน ในกี่ปีก็ได้อย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีตนะครับ ดังนั้นผมขออนุญาตเรียนว่าในส่วนนี้รัฐบาล ก็ให้ความสำคัญ ในเรื่องที่เป็นประเด็นของที่มาที่ไปของรายได้นะครับ ขออนุญาตกราบเรียนว่า แนวทางที่อาจจะถูกเข้าใจไปว่าวิธีการเพิ่มรายได้ของเราจำนวนประมาณ ๑๗๕,๐๐๐ ล้านบาทนั้น จะมาจากการเพิ่มภาษีนั่นนี่นะครับ ที่จริงผมเองได้เคยอธิบายไปแล้วต่อสื่อมวลชนในหลายโอกาสว่า ไม่มีความประสงค์ที่จะทำให้มีรายได้ขึ้นมาจากการไปปรับอัตราอะไรเพิ่ม ยกเว้นการปรับ สิ่งเหล่านั้นจะเป็นประโยชน์ต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค ดังนั้นในอดีตเราเคยปรับภาษีสรรพสามิต ที่เป็นเรื่องของการบริโภคสินค้าบางชนิด เพราะเราเห็นว่าการดำเนินการอย่างนั้นจะช่วยทำให้ ผู้บริโภคมีความจูงใจในการบริโภคสินค้าบางชนิดลดลง มิได้มีความประสงค์ที่อยากจะทำให้ มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามถ้าหากเราพูดถึงเรื่องของน้ำมันดีเซลนะครับ ก็ต้องกราบเรียนว่า ในช่วงที่ผ่านมาเราก็ได้ดำเนินการดูแลให้ราคาน้ำมันขายปลีกดีเซลมีเสถียรภาพ เป็นอย่างดีนะครับ แล้วผู้ประกอบการภาคขนส่งที่ใช้น้ำมันดีเซลก็สามารถที่จะมีความมั่นใจจนกำหนดอัตรา ค่าบริการต่าง ๆ ในลักษณะที่มีเสถียรภาพที่ดีได้ การดำเนินการในส่วนนี้นะครับเราได้ดูแล ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถที่จะอยู่ในภาวะที่มีเสถียรภาพที่ดี แน่นอนครับในยามที่ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งทะยานสูงขึ้นนั้นถ้ารัฐบาลนี้จะปล่อยอะไรให้เป็นไปตามกลไก อย่างที่บางท่านอาจจะคิดว่าเป็นวิธีที่ถูกเสมอราคามันก็อาจจะทะยานขึ้นไป ซึ่งผมก็เชื่อว่า รัฐบาลที่แล้วก็เห็นว่าการที่จะช่วยกันดูแลไม่ให้ราคาน้ำมันขายปลีกสินค้าน้ำมันบางชนิด ขยับขึ้นไปก็เป็นวิธีการ ดังนั้นการดำเนินการตรงนี้ก็มีการดำเนินการที่ต่อเนื่องนะครับ มิใช่จะไปยกเลิกแนวคิดเสียทุกเรื่อง เพียงแต่วิธีการที่เราดำเนินการในส่วนที่เป็นเรื่องของ แก๊สหุงต้มนั้น เมื่อสักครู่นี้ดูเหมือนจะมีถ้อยคำบางอันซึ่งผมเข้าใจไปเองหรือเปล่าไม่ทราบนะครับว่า ท่านบอกว่าต้นทุนของแก๊สหุงต้มนั้นที่จริงมันต่ำและเราพยายามจะทำให้ราคามันสูงขึ้น ก็ขออนุญาตเรียนว่าแท้ที่จริงแล้วมันต่างกันนะครับ ต้นทุนของแก๊สหุงต้มที่จริงแล้วสูงกว่า ราคาขายปลีกที่ดำเนินการอยู่เป็นอันมากเทียบเคียงกับหลาย ๆ ประเทศที่กำลังบริโภค แก๊สหุงต้มอยู่ สิ่งที่รัฐบาลนี้มีหน้าที่ต้องคิดก็คือว่าการบริโภคอะไรที่มีลักษณะเป็นราคาถูก จนเกินไปนั้นอาจจะนำมาซึ่งการไม่ประหยัด อาจจะนำมาซึ่งการไม่ระมัดระวัง ดังนั้น ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลเมื่อเข้ารับหน้าที่จึงได้พูดถึงประเด็นในเรื่องของการลด การอุดหนุน พูดถึงประเด็นในเรื่องของการที่จะทำให้ผู้บริโภคได้ตระหนักถึงต้นทุนของ การบริโภคเหล่านั้นการที่จะได้ใช้ไฟฟ้าฟรีความจริงก็เป็นความประสงค์ของพวกเรานะครับ ที่อยากเห็นผู้มีรายได้น้อยได้มีโอกาสที่จะลดค่าใช้จ่ายลง แต่ว่าโดยข้อเท็จจริงแล้วเราพบว่า การที่กำหนดให้ใช้ฟรีมากเกินจำนวนหนึ่งไปกลายเป็นว่าผู้บริโภคก็ไม่ได้มีความระมัดระวัง ที่จะช่วยกันประหยัด ดังนั้นแนวทางที่ดำเนินการไม่ได้มีเจตนาที่จะไปให้ร้ายผู้บริโภคที่เป็น ผู้มีรายได้น้อย แต่ในทางกลับกันเรากำลังเตรียมการให้พี่น้องประชาชนซึ่งอาจจะเป็น ผู้มีรายได้น้อยต้องตระหนักระดับหนึ่งครับว่าการที่จะต้องเผชิญกับภาวะราคาภาวะต้นทุนต่าง ๆ แล้วก็พฤติกรรมในการที่จะปรับเปลี่ยนการบริโภคเป็นอย่างไร แนวทางที่รัฐบาลทำงาน ควบคู่ไปด้วยก็คือการเพิ่มรายได้ให้ผู้มีรายได้น้อยเหล่านั้น ในอดีตเราอาจจะเน้นในเรื่องของ ต้นทุนค่าครองชีพ แต่ไม่มีใครใส่ใจมากนะครับว่าเขามีรายได้ที่เพียงพอหรือเปล่า ราคาข้าว ที่อาจจะแพงขึ้นไปตามภาวะเงินเฟ้อซึ่งทั้งโลกเผชิญอยู่ หน่วยงานต่าง ๆ ก็รายงานตัวเลขครับ การเปลี่ยนแปลงราคาเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นเป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงของต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้นจริงครับ แต่ว่าในขณะที่รายได้ของผู้ที่มีรายได้น้อยนั้นสูงขึ้นมากกว่าในส่วนที่จะเป็นต้นทุนของค่าครองชีพ ที่อาจจะจำเป็นต้องเพิ่มขึ้นไปตามภาวะทั่ว ๆ ไป ในส่วนที่ดูเหมือนจะเป็นต้นทุนชนิดหนึ่งนะครับ ที่ท่านผู้อภิปรายจะเป็นห่วงว่าเป็นต้นทุนของภาคธุรกิจนั้นโดยเฉพาะเรื่องค่าแรงที่เพิ่มขึ้น มันเป็นดาบสองคมครับ เห็นด้วยครับ ความจริงก็เป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแต่ขออนุญาตเรียนว่า ภาคธุรกิจเขาก็พร้อมรับ แล้วก็พร้อมรับไปในช่วงเวลาที่รัฐบาลช่วยดูแลลดภาระในเรื่องของ ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจอื่น ๆ ให้เขา แต่ในขณะเดียวกันมันได้กลายเป็นรายได้ของประชาชน มันได้กลายเป็นรายได้ของผู้ที่มีรายได้น้อย ค่าจ้างขั้นต่ำซึ่งเคยอยู่ในระดับเพียง ๒๑๕ บาท ในเมืองหลวงเมืองใหญ่ถูกปรับขึ้นไปเป็น ๓๐๐ บาท การปรับมีนัยสำคัญครับ แต่เงิน จำนวนดังกล่าวนั้นสามารถสร้างคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องประชาชนจำนวนมาก และแท้ที่จริง ก็อาจจะกลับไปเป็นรายรับของภาคธุรกิจซึ่งผลิตสินค้าที่มีประโยชน์ต่อการดำรงชีพของ พี่น้องประชาชนด้วย ผมจึงขออนุญาตได้ใช้เวลานี้ได้กราบเรียนในแง่มุมต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อที่จะให้ท่านสมาชิกได้เห็นประเด็นนะครับว่าการดำเนินการทางเศรษฐกิจนั้นเป็นแนวคิด เชิงองค์รวม การดำเนินการในเชิงเศรษฐกิจมหภาคจริงครับต้องมีการสอดคล้องกัน กับเรื่องของเศรษฐกิจในระดับจุลภาคแต่การดำเนินการในส่วนต่าง ๆ นั้นท่านอาจจะ มีความเข้าใจไปว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้สนใจแนวคิดที่ดูแลพี่น้องประชาชนยกตัวอย่างเช่นประเด็น ที่ท่านได้เอ่ยถึงผมขออนุญาตได้กราบเรียนโดยตรงนะครับเพราะว่าเป็นผู้รับผิดชอบ แล้วก็ทราบดีว่ามีท่านสมาชิกจำนวนหนึ่งไม่เข้าใจแล้วก็อาจจะดำเนินการตามกฎหมาย บางประการ ผมเองก็น้อมรับถ้าหากว่าท่านจะดำเนินการตามสิทธินั้น ประเด็นเช่นเรื่องของ กองทุนการออมแห่งชาติ เจตนาก็คือการจะชวนให้ผู้ที่มีอาชีพอิสระมิได้เป็นลูกจ้าง ขององค์กรใดที่มีระบบการออมภาคสนับสนุนอยู่แล้วได้สามารถใช้สิทธิในการออม แล้วรัฐ เป็นผู้ที่สนับสนุนโดยการสมทบเงินให้ การดำเนินการแบบนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลนี้ก็ให้ความสนใจ เป็นอย่างยิ่งแล้วก็ให้ความสำคัญครับ แต่ขออนุญาตเรียนว่าก่อนที่จะเริ่มเดินเรื่องใหม่ เรื่องเก่าที่เคยเป็นประเด็นอยู่เราแก้ไขกันจบหรือยัง ยกตัวอย่างเช่น มีข้าราชการของ ประเทศเราจำนวนหนึ่งบอกว่าการที่ชวนเขาเข้าไปในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ในลักษณะที่เขาก็ออมรัฐก็สมทบแล้วก็มีความไม่พึงพอใจ เพราะมีการให้ข้อมูลว่าผลตอบแทน จะดีกว่านั้น ประเด็นเหล่านี้ครับถูกทิ้งค้างไว้ข้ามรัฐบาลมา รัฐบาลนี้ให้ความสนใจเพราะว่า ถ้าหากไม่แก้ไขให้เขาก็จะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ฉะนั้นการดำเนินการในส่วนที่ก่อนจะเริ่มเรื่องใหม่ เรื่องเก่าต้องแก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อน แล้วก็การแก้ไขเรื่องเก่านั้นก็เป็นภาระของประเทศ เป็นภาระของรัฐบาล นอกจากนั้นผมเชื่อว่าหลายท่านที่เคยบริหารงานในส่วนนี้ของรัฐบาล ก่อนที่ผมจะมารับหน้าที่ที่กระทรวงการคลังนะครับก็คงจะพอทราบว่าในส่วนของ การเตรียมการที่จะรองรับการดูแลข้าราชการซึ่งก็เป็นผู้ที่ปฏิบัติงานให้รัฐบาลโดยตรงนี่ครับ ที่จะมีสิทธิได้รับบำนาญในอนาคตนั้นนี่มีการเตรียมการไว้หรือไม่ว่างบประมาณที่จะต้อง จัดไว้สำหรับข้าราชการเหล่านั้นจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างไร ในการดำเนินการคำนวณ จะพบว่าขณะนี้การดูแลข้าราชการเหล่านั้นยังอยู่ในภาวะที่รัฐบาลในปัจจุบันหรือรัฐบาล ในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้ายังพอรับไหวนะครับ แต่ถ้าข้ามทศวรรษไปต้นทุนที่งบประมาณ จะต้องจัดมาดูแลในเรื่องของการจ่ายเงินบำนาญข้าราชการเหล่านั้นจะทะยานเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นก่อนที่เริ่มเรื่องใหม่เรื่องเก่าแก้ไขไว้หรือยัง ผมคิดว่าประเด็นที่ท่านมองข้ามไปว่า เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องระยะยาวนั้นไม่จริง เพราะว่าในงบประมาณฉบับนี้ครับ มีการเสนอที่จะตั้งงบประมาณเพื่อที่จะทำเป็นเงินสะสมสำหรับจะดูแลข้าราชการในอนาคต และถ้าหากว่าเรายอมที่จะกันเงินเหล่านี้ซึ่งเมื่อตั้งไปแล้วก็จะเป็นการเตรียมการสำหรับ อนาคตเราจะเกิดความแน่ใจว่าเราสามารถดูแลข้าราชการที่จะเกษียณอายุและจะเป็น ผู้รับบำนาญในอนาคตได้เป็นอย่างดี แต่ว่าไม่ได้เป็นการละเลยตัวกฎหมาย กอช. แต่อย่างใด เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามารับหน้าที่เราได้มีการทบทวนว่าขณะนี้ทั้งระบบแล้วนี่มีกฎหมายฉบับอื่น หรือไม่ที่มีการเตรียมการเพื่อที่จะพยายามดูแลผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้ที่ไม่ได้เป็นลูกจ้าง ของหน่วยงานใด ผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนภาคสมทบอื่นใด ปรากฏเราพบว่ามีกฎหมายฉบับหนึ่งที่มีเจตนารมณ์ในการดูแลเรื่องนี้อยู่ คือพระราชบัญญัติ กองทุนประกันสังคม ในมาตรา ๔๐ กำหนดไว้ให้มีการดูแลผู้ประกอบอาชีพอิสระมีลักษณะ ของทางเลือกที่จะให้ผู้ที่มีอาชีพอิสระเหล่านั้นมีการออม มีลักษณะของการที่จะให้รัฐบาล ให้การสมทบเมื่อผู้มีอาชีพอิสระตัดสินใจเป็นสมาชิกของกองทุนประกันสังคมตามมาตรา ๔๐ การดำเนินการในส่วนนี้มีความคืบหน้าน้อย มีสมาชิกอยู่เพียงจำนวน ๑,๒๐๐,๐๐๐ คน การดำเนินการในส่วนนี้ไม่สามารถทำให้ผู้ที่มีอาชีพอิสระสนใจที่จะออมโดยรับการสมทบ จากภาครัฐ ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลนี้ดำเนินการโดยกระทรวงการคลังเข้าใจดีครับว่าพระราชบัญญัติ กองทุนการออมแห่งชาติได้กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้รักษาการ ตามกฎหมาย กระผมได้หารือกับกระทรวงแรงงาน ได้หารือกับระบบประกันสังคมว่า เราจะมีวิธีการในการดำเนินการอย่างไรให้การออมที่จะชักชวนให้ผู้มีอาชีพอิสระเหล่านี้ ได้เกิดการออมจริง ๆ ไม่ใช่เป็นเพียงแต่ทำให้เกิดเป็นรูปแบบเท่านั้น ขณะนี้การพิจารณาอยู่ในชั้นที่เตรียมจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี มีการกลั่นกรอง มีการขอความเห็น จากกฤษฎีกา มีการทบทวนว่าประเด็นของการเป็นผู้มีอาชีพอิสระถ้าหากว่าตอนมา เป็นสมาชิกเขาอิสระอยู่แล้วเกิดกลายเป็นพนักงานลูกจ้างขององค์กรอื่น ระหว่างนั้นยังเป็น ผู้มีอาชีพอิสระอยู่หรือไม่ และระหว่างนั้นจะสามารถรับสิทธิคู่ขนานมากกว่า ๑ หน่วยงาน ได้หรือไม่ การดำเนินการเหล่านี้ผมขออนุญาตเรียนด้วยความเคารพว่าในอดีตนั้น ไม่ได้มีการดำเนินการให้เกิดความชัดเจนเอาไว้ ผมเองมีความเชื่อว่าประเทศไทย จะเดินไป ข้างหน้าได้ต้องแก้ไขปัญหาเดิมที่มีอยู่และต้องไม่สร้างปัญหาใหม่ ก่อนที่จะเริ่มดำเนินการอะไร ที่จะเป็นประโยชน์ในโอกาสใหม่นั้นต้องมีการพิจารณาให้เกิดความรอบคอบก็ด้วยความเข้าใจ ของผมนะครับ มีกฎหมายในอดีตระดับพระราชบัญญัติและระดับต่าง ๆ ที่ได้กำหนดว่า จะต้องดำเนินการอย่างนั้นอย่างนี้ไว้ แต่มีจำนวนมากที่ยังไม่ได้ดำเนินการ แล้วก็มีจำนวนมาก ที่ยังไม่ได้ดำเนินการ ผมเชื่อว่าท่านสมาชิกหลายท่านก็เห็นด้วยว่าการที่ยังไม่ได้ดำเนินการนั้น แล้วมีการพิจารณาด้วยความรอบคอบว่าการจะดำเนินการนั้นจะมีความถูกต้องรัดกุม และเป็นประโยชน์ในระยะยาวกับประเทศ โดยประเทศสามารถรับผิดชอบในเรื่องของ งบประมาณในอนาคตได้ดีเพียงใดน่าจะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ดังนั้นสิ่งที่ได้ดำเนินการ ท่านสมาชิกอาจจะบอกว่าคิดนานก็มีคนเสียประโยชน์ ในหลักการที่กำลังพิจารณาอยู่ขณะนี้ ก็ได้กำลังเสนอหลักการว่าความจริงถ้าหากว่ากฎหมาย กอช. ไม่ได้มีประเด็นที่ทำให้กังวล แบบเมื่อสักครู่นี้ แล้วอาจจะเริ่มมาได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๕ นั้น ถ้าหากเรา จะดำเนินการในลักษณะที่ให้เกิดความถูกต้องรัดกุม แต่ใครก็ตามที่อยากจะย้อนไปใช้สิทธิ ราวกับว่าตนเองได้มีโอกาสออมมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๕ นั้นก็ควรจะเป็นสิ่งที่เรา ให้สิทธิได้ การออมมากหน่อยในครั้งแรกเพราะว่าสามารถคำนวณใช้สิทธิย้อนหลังได้ ผมว่าถ้าหากผู้ออมเขามีความพร้อมก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ ซึ่งผมก็ใช้โอกาสนี้ในการที่จะ กราบเรียนว่าแม้การดำเนินการในชั้นอนุมัติต่าง ๆ ยังไม่ชัดเจนเรียบร้อยก็ตาม ผมก็อยาก ชวนท่านผู้ประกอบอาชีพอิสระได้กรุณาเก็บหอมรอมริบเอาไว้ ถ้าหากว่ามีความพร้อมเมื่อไร ท่านก็สามารถดำเนินการได้ ในส่วนนี้อาจจะมีโอกาสที่จะต้อง มาขอความกรุณาจาก สภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภาในการพิจารณาแก้ไขบางประเด็น ซึ่งผมเชื่อว่าในชั้นนั้นก็จะมี การอภิปรายกันอย่างรอบคอบอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งถ้าหากว่าการอภิปรายก่อนที่จะมีการอนุมัติการแก้ไข อะไรนำไปสู่ความรอบคอบที่มากขึ้น แล้วก็นำไปสู่การที่เราสามารถชวนให้ผู้ที่มีอาชีพอิสระ สามารถเข้ามาออมกันได้อย่างมากมาย แทนที่จะเป็นเพียงจำนวน ๑,๒๐๐,๐๐๐ คน อย่างเช่นที่มาตรา ๔๐ ของกองทุนประกันสังคมมีเจตจำนงเอาไว้แต่ไม่สามารถทำให้เกิดผลนั้น ผมเชื่อว่าท่านสมาชิกคงจะมีความพึงพอใจ

ในส่วนของประเด็นเรื่องการเก็บภาษีที่ดินสิ่งปลูกสร้างนะครับ คำอภิปราย ราวกับว่าผมเองจะพยายามประวิงเรื่องนี้ไว้เพื่อดูแลผู้ที่เป็นนายทุนที่มีทรัพย์สิน มีจำนวน ที่ดินมหาศาลนั้น ก็ขออนุญาตเรียนว่านโยบายในเรื่องของการลดช่องว่างเป็นยุทธศาสตร์ สำคัญของประเทศ เพราะฉะนั้นรัฐบาลนี้ไม่มีความประสงค์อย่างนั้นแน่นอน แต่ในแนวทาง เรื่องของการที่จะเก็บภาษีจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีมาแต่อดีตนั้นมีความชัดเจนนะครับ ต้องขอเรียนว่าใครก็ตามที่มีที่ดินสิ่งปลูกสร้างหากนำไปดำเนินการให้เกิดค่าเช่า ท่านมีหน้าที่ จะต้องจ่ายภาษีโรงเรือนในอัตราร้อยละ ๑๒.๕ จากค่าเช่าหรือเงินรายปีที่ท่านได้ เพราะฉะนั้น กระบวนการนั้นเกิด แต่ถ้าหากว่าผู้ที่เป็นเจ้าของนั้นอยู่อาศัยไม่มีโอกาสไปให้ใครเช่า การจะไปเก็บภาษีเขาต้องตอบให้ชัดนะครับว่าถ้าหากเขาไม่มีรายได้ที่จะนำส่วนแบ่ง จากรายได้นั้นมาจ่ายเป็นภาษีเราจะทำอย่างไร ถ้าไม่จ่ายค่าไฟเราคงตัดไฟ ถ้าไม่จ่ายค่าน้ำ เราคงตัดน้ำ ถ้าไม่จ่ายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินที่อยู่อาศัยเอง จำนวนหนึ่งเราจะทำอย่างไรกับเขา เราแน่ใจไหมครับว่าคนจำนวนนับหลายล้านคน บางทีบ้านอาจจะติดอยู่กับห้องแถวอีกห้องหนึ่ง ซึ่งก็นำไปทำให้เกิดค่าเช่าในระบบ ร้านสะดวกซื้อหรืออะไรก็ตามจนมีรายได้ แต่ว่าหลังติดกันนั้นมูลค่าทรัพย์สินควรจะถูกประเมิน ในระดับเดียวกัน แต่ความสามารถในการมีรายได้เพื่อมาจ่ายภาษีไม่เหมือนกัน ดังนั้นการดำเนินการในส่วนนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องมี การพิจารณาให้รอบคอบ แล้วก็ ไม่เกิดเป็นภาระกับผู้ที่เป็นครัวเรือน ผู้อยู่อาศัย ผู้ที่มีทรัพย์สินเป็นของตนเอง ในเรื่องของ การดำเนินการที่รัฐบาลนี้ชักชวนให้พี่น้องประชาชนได้อยากมีบ้านหลังแรก มีรถคันแรก แล้วก็ถูกอภิปรายไปในทางลักษณะที่เป็นประชานิยมสร้างความฟุ้งเฟ้อให้กับผู้ที่มาเป็น ผู้ลงทุนในบ้านในรถนี้นะครับ ผมเองได้มีโอกาสอภิปรายชี้แจงไปหลายครั้ง แล้วความจริง ตัวเลขที่ท่านผู้นำพรรคฝ่ายค้านได้หยิบยกว่าหนี้สาธารณะหรือหนี้ครัวเรือนต่อรายได้เพิ่มจาก ๐.๗๔ เป็น ๐.๘๒ นั้นก็ขออนุญาตเรียนว่าเป็นจริงนะครับ แต่ผมขออนุญาตมองย้อนไปได้ไหมครับ ตอนปี ๒๕๕๑ หนี้สินที่มีอยู่ต่อรายได้อยู่ที่ ๐.๕๘ แล้วปี ๒๕๕๒ ขึ้นไปเป็น ๐.๖๕ แล้วปี ๒๕๕๓ ขึ้นไปเป็น ๐.๖๗ และปี ๒๕๕๔ ขึ้นไปเป็น ๐.๗๔ รัฐบาลนี้มารับหน้าที่ ช่วงปลาย ๆ ปี ๒๕๕๔ นะครับ ไม่สามารถที่จะไปชวนให้มีหนี้ต่อครัวเรือนได้เร็วถึงขนาดนั้น แต่ว่าในส่วนนี้ก็ขออนุญาตเรียนว่าสิ่งที่แตกต่างกันก็คือการเพิ่มหนี้ครัวเรือนครั้งนี้ผู้ที่เป็นหนี้ มีทรัพย์สินที่สำคัญของชีวิตคือบ้านและรถ ทรัพย์สินสำคัญของชีวิตนี้จะสามารถทำให้เขา มีรายได้ที่ดีขึ้นในอนาคต ส่วนในเรื่องของกองทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของรัฐ ผมขออนุญาต เรียนว่าท่านสมาชิกคงเห็นว่าทรัพย์สินของรัฐมีจำนวนมากที่ถูกทิ้งร้างถูกทิ้งไว้อย่างไม่มีการพัฒนา ถ้าหากว่าเราดำเนินการให้ทรัพย์สินของรัฐบางแปลงให้สามารถกลายเป็นสวนสาธารณะได้ สักส่วนหนึ่ง ให้สามารถกลายเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ได้ส่วนหนึ่ง เพื่อที่จะนำรายได้นั้นมาดูแล ส่วนของสวนสาธารณะ เพื่อที่จะนำรายได้นั้นกลายมาเป็นเงินที่หมุนกลับมาในทุนหมุนเวียน ที่เริ่มต้นที่กำลังจะเตรียมขอไว้ ๑,๕๐๐ ล้านบาทนี้ให้มีขนาดที่เพิ่มขึ้นและสามารถที่จะ หมุนไปดำเนินการกับที่ที่ถูกทิ้งร้างว่างเปล่าไว้จำนวนมากมายจะเกิดอะไรขึ้นกับประโยชน์ ของประเทศ ผมก็ขออนุญาตเรียนว่าในการดำเนินการตรงนี้ไม่มีความประสงค์ที่จะไป เอื้อรายใหญ่นายทุนอะไร กฎหมายในเรื่องของการร่วมลงทุนภาครัฐ ภาคเอกชน ที่ผ่าน การพิจารณาของสภาแห่งนี้ไปแล้วด้วยความเห็นชอบของท่านสมาชิกก็จะถูกนำมาใช้ ถ้าหากมีการดำเนินงานกับภาคเอกชนจะไม่มีรายใหญ่อะไรที่มีสิทธิพิเศษเหนือใคร ดังนั้น การดำเนินการตามกฎหมายก็จะอยู่ในสายตาของสาธารณชนด้วย ผมจึงขออนุญาตได้ใช้โอกาสนี้ กราบเรียนเพียงบางประเด็นนะครับ มิฉะนั้นก็จะใช้เวลาของท่านสมาชิกมากเกินไป แต่จะขออนุญาต ท่านประธานสภาที่จะนำเสนอแผ่นฉายสักจำนวนหนึ่งเพื่อที่จะได้กราบเรียนว่าสิ่งที่เรากำลัง ดำเนินการกันในงบประมาณประจำปีขณะนี้เป็นส่วนสำคัญของการดำเนินนโยบาย ตามกรอบเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งผมได้ขออนุญาตต่อท่านประธานสภาที่เคารพไว้แล้วว่า จะขออนุญาตได้ฉายแผ่นฉายนั้นให้สมาชิกได้เห็น ขออนุญาตเจ้าหน้าที่ได้ขึ้นแผ่นฉายเลย ได้ไหมครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ขออนุญาตไปที่ชาร์ท (Chart) แผ่นแรกถัดไปเลยนะครับ ท่านจะเห็นได้ว่า ขณะนี้เกิดปัญหาเศรษฐกิจในระดับโลกประเทศสำคัญ ๆ ของโลกไม่ว่าจะเป็นยุโรป ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศญี่ปุ่น ได้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของตัว โดยใช้นโยบายทางการเงิน อัตราดอกเบี้ยของประเทศเหล่านั้นอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ปริมาณเงินถูกจัดพิมพ์เพิ่มเติมขึ้นมาในระบบ เมื่อครั้งที่เป็นวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจาก ประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วเราใช้คำว่า แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส (Hamburger crisis) นั้นนะครับ ปริมาณการเพิ่มจำนวนเงินเข้าสู่ระบบนั้นอยู่ระดับประมาณ ๑.๘๕ ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่ในครั้งนี้ต้องขออนุญาตเรียนว่าจากจำนวนที่กำลังมีการดำเนินการอยู่นั้น มีขนาดที่มากกว่าครั้งนั้นถึงประมาณ ๓ เท่า ขอภาพฉายถัดไปเลยนะครับ ในการดำเนินการ รอบก่อนนั้นในกราฟอันนี้ผมเรียนว่าท่านจะเห็นเป็นข้อมูลรายไตรมาส ๓ แท่งแรก ๆ ที่อยู่ทางซ้ายมือของท่านเป็นช่วงเวลาไตรมาสที่ ๑ ของปี ๒๕๕๓ ไตรมาสที่ ๒ ของปี ๒๕๕๓ ไตรมาสที่ ๓ ของปี ๒๕๕๓ ซึ่งท่านจะเห็นได้ว่าการเพิ่มปริมาณเงินในครั้งนั้นทำให้มีเงินทุนไหลเข้ามาในประเทศไทย อย่างมากมาย เส้นที่เป็นกราฟเส้นที่อยู่ข้างล่างนั้นก็คืออัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้น จากที่เคยอยู่สูงถึง ๓๕ บาทต่อ ๑ เหรียญสหรัฐเมื่อปี ๒๕๕๒ แข็งค่าพรวดพราดลงไปทีเดียว เหลือ ๓๐ เลย การดำเนินการตรงนั้นก็มีการแก้ไขด้วยกรรมวิธีทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ซึ่งผมเองคงไม่ใช้เวลาตรงนี้ที่จะเรียนว่าผมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับวิธีการในเวลานั้น แต่ว่าเมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาเราก็ได้ดำเนินการจนกระทั่งท่านจะเห็นได้ว่าไม่เกิดภาวะเงินทุนไหล เข้าพรวดพราดแบบนั้น อัตราแลกเปลี่ยนมีเสถียรภาพมากขึ้น อยู่ในระดับประมาณ ๓๑-๓๒ บาท และผมเองได้เคยแสดงความเห็นด้วยความกังวลไว้แล้วเมื่อปีที่แล้วตั้งแต่ตอนที่ค่าเงินอยู่ใน ระดับที่อ่อนกว่า ๓๑ บาทว่าสิ่งที่ต้องดำเนินการก็คือเตรียมการป้องกันการไหลเข้าของเงิน ซึ่งแน่นอนครับ ผมให้ความเห็นในเรื่องของอัตราดอกเบี้ย เพราะผมเชื่อว่าตรงนั้นเป็น นโยบายการเงินที่สำคัญ และถ้าหากว่ามีการเตรียมการกันไว้ก่อนก็จะไม่เกิดเป็นปัญหา อย่างไรก็ตามสิ่งที่ได้เกิดขึ้นนะครับ เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีหน้าที่เพียงกำกับดูแลทั่วไป ไม่สามารถสั่งการใด ๆ กับคณะกรรมการนโยบายการเงิน ซึ่งเป็นคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติของธนาคารแห่งประเทศไทยได้ ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น มีเงินทุนไหลเข้ามาเป็นกราฟแท่ง ๆ อีก ๓ แท่งที่อยู่ทางริมขวาสุดของท่าน ก็คือไตรมาสละ ประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าล้านเหรียญสหรัฐ ก็เป็นเหตุที่ทำให้กราฟเส้นนั้นกระตุกลงต่ำไป ข้างล่างอีกครั้งหนึ่งจนกลายเป็นประเด็น ดังนั้นต้องขออนุญาตเรียนว่าสิ่งนี้รัฐบาลจะพยายาม ทำงานภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้อย่างสุดความสามารถ เพื่อที่จะทำให้ อัตราแลกเปลี่ยนนั้นไม่กลายเป็นประเด็นที่ทำให้การส่งออกเกิดปัญหาและทำให้การขยายตัว ทางเศรษฐกิจกลายเป็นปัญหาไป ในแผ่นฉายถัดไป ผมเพียงแต่ต้องการเรียนว่าการดำเนินการดูแล ในภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ นั้นมีความสำคัญ มีความจำเป็น ปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังต่าง ๆ มีอยู่นะครับ

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง 🔗

ผมจะขออนุญาตไปที่แผ่นฉายแผ่นที่ ๙ เลยเพื่อที่จะประหยัดเวลาของ สมาชิกนะครับ ก็คือมาตรการทางด้านการเงิน ขออนุญาตเจ้าหน้าที่ไปที่แผ่นฉายที่ ๙ เลยครับ มาตรการทางด้านการเงิน มีการดำเนินการที่เราได้ประสานงานร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อที่จะให้สามารถติดตาม ควบคุม ดูแลการซื้อขายเงินตราต่างประเทศได้ดีขึ้น มีการดำเนิน นโยบายอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม ซึ่งเรามีความเห็นสอดคล้องกันว่าไม่มีใครอยากเห็น อัตราดอกเบี้ยต่ำจนกลายเป็นความเสียหาย แต่ก็ไม่ใช่สูงไปจนเกิดปัญหาข้างเคียงอื่น ๆ นะครับ มาตรการในการกำกับดูแลสถาบันการเงินต้องเข้มแข็ง มีการพิจารณาดูแลในเรื่องของ การใช้มาตรการจำกัดเงินทุนไหลเข้าหากจำเป็น แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพราะในอดีต เราก็เคยดำเนินการในเรื่องนี้จนเป็นความเสียหายเพราะระวังไม่พอมาแล้ว การบริหาร เงินทุนสำรองระหว่างประเทศจะต้องทำกันด้วยความรัดกุม แล้วก็มีการช่วยเหลือภาคธุรกิจ ให้สามารถได้รับการดูแลถ้าหากมีผลกระทบ

ถัดไปเป็นเรื่องของมาตรการการคลัง ซึ่งขออนุญาตเรียนว่าในส่วนนี้นะครับ ที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณฉบับนี้ เพราะคำว่านโยบายการคลังนั้นก็หมายถึง การบริหารรายรับ การบริหารรายจ่าย การดำเนินนโยบายในเรื่องของการที่จะมีรายได้ ตามเป้าหมาย มีรายจ่ายตามเป้าหมาย เกิดการขาดดุลไม่มากไม่น้อยกว่าที่วางแผน ซึ่งรัฐบาลสามารถดำเนินการได้เป็นอย่างดีในช่วงปีงบประมาณทั้ง ๒ ปีที่ผ่านมานะครับ แล้วก็การดำเนินการในการปฏิรูปโครงสร้างภาษี เราลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลง เราปรับ ในเรื่องของการแยกยื่นภาษีระหว่างสามีและภรรยา เรากำลังขอความกรุณาจากรัฐสภา ได้กรุณาพิจารณาที่จะปรับบันไดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเสียใหม่ เรากำลังดำเนินการ ในเรื่องต่าง ๆ ที่จะทำให้มีความพร้อมในเรื่องของมาตรการการคลังที่จะสอดรับกับมาตรการ ทางการเงิน ส่วนมาตรการเฉพาะด้านอีก ๘ ด้าน ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ได้เพียงแต่ให้ความสนใจว่า ดอกเบี้ยจะเป็นเท่าไร อัตราแลกเปลี่ยนจะเป็นเท่าไร งบประมาณจะขาดดุลเท่าไร แต่เรา มีหน้าที่จะต้องดำเนินการตามภาคจุลภาค แล้วก็งบประมาณฉบับนี้มีความสอดคล้อง เพราะเราจำเป็นต้องดำเนินการมาตรการเฉพาะด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านภาคเกษตร ด้านเอสเอ็มอี (SME) ด้านอุตสาหกรรม ด้านการท่องเที่ยว ด้านการส่งออก ด้านพลังงาน ด้านไอซีที (ICT) และด้านผู้มีรายได้น้อย ดังนั้นผมจึงขออนุญาตเรียนว่าการดำเนินการ ตามแนวทางของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีส่วนสำคัญที่เป็นองค์ประกอบของการบริหาร เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ในขณะเดียวกันร่างพระราชบัญญัติเงินกู้ที่กำลังอยู่ ในชั้นกรรมาธิการวิสามัญเพื่อที่จะให้อำนาจกระทรวงการคลังสามารถดำเนินการกู้เงิน มาสนับสนุนการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมก็เป็นส่วนสำคัญของการดำเนินการ อันเป็นการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวด้วย การดำเนินการ ตามพระราชกำหนดกู้เงินเพื่อลงทุนในระบบบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการก็ถือเป็นส่วนหนึ่ง ของการดำเนินการที่สำคัญที่จะทำให้ประเทศมีประสิทธิภาพได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวด้วย ผมจึงขออนุญาตเรียนว่าสิ่งที่มีการดำเนินการในชั้นงบประมาณปี ๒๕๕๗ นี้มีความครอบคลุม และเป็นอย่างดี ผมแน่ใจว่ารัฐมนตรีทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้องสามารถชี้แจงในประเด็น ที่ท่านสมาชิกให้ความสนใจได้ และผมแน่ใจว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นเมื่อประกอบรวมกัน เป็นงบประมาณประจำปี ๒๕๕๗ จะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการบริหารงบประมาณ และผมแน่ใจว่างบประมาณปี ๒๕๕๗ จะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการบริหารงบประมาณ และผมแน่ใจว่างบประมาณปี ๒๕๕๗ จะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำงานคู่ขนานไปกับส่วนสำคัญอื่น ๆ ที่จะทำให้เกิดเสถียรภาพทั้งทางเศรษฐกิจ ทางสังคมของประเทศได้เป็นอย่างดีด้วย ผมอาจจะไม่สามารถใช้เวลานี้ตอบคำถามได้ทั้งหมดนะครับแต่จะขออนุญาตฝากท่านสมาชิกว่า รายการในงบประมาณบางรายการที่ท่านเห็นว่ามีเงินน้อยลงนั้นมิได้แปลว่ารัฐบาล ให้ความสำคัญน้อยลง รัฐบาลสามารถที่จะพิจารณาแล้วว่าเงินที่น้อยลงแต่จะสามารถ ได้ผลลัพธ์เท่าเดิมหรือดีขึ้นนั้นสามารถดำเนินการได้อย่างไร งบวิจัยซึ่งท่านอาจจะเข้าใจว่า ถ้าหากว่ารัฐบาลจัดงบประมาณในส่วนนี้น้อยลงแปลว่าให้ความสำคัญน้อยลงก็ขออนุญาต เรียนว่าไม่จริง ในส่วนที่จะทำงานกับหน่วยงานที่มีการวิจัยแล้วสามารถแสดงผลลัพธ์ได้ว่า ผลการวิจัยในอดีตนั้นมีการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพเป็นอย่างไรท่านก็จะได้รับ งบประมาณที่เหมาะสม สำหรับหน่วยงานที่ยังอยู่ในชั้นที่จะต้องประเมินผลว่าการดำเนินการ ในอดีตนั้นมีผลดีประการใดก็จำเป็นต้องทำงานร่วมกันกับรัฐบาล เพื่อให้แน่ใจว่าเงินที่จะ มีการลงทุนในอนาคตจะเกิดเป็นผล นอกจากนั้นขออนุญาตกราบเรียนว่าการที่จะสนับสนุน งานวิจัยนั้นรัฐบาลใช้กลไกทางด้านการคลังสนับสนุนด้วยนะครับ คือเรากำลังส่งเสริมภาคเอกชน ที่จะมีการลงทุนในการวิจัยแล้วไม่ขึ้นหิ้ง และไม่กลายเป็นส่วนที่ถูกเก็บไว้เป็นฝุ่นหนาเตอะ แต่กลายเป็นส่วนที่สามารถนำมาใช้ได้ จะต้องมีการทำงานร่วมกันกับภาคเอกชน การที่เรา จะสามารถให้ภาคเอกชนหักภาษีจากการลงทุนในส่วนนี้ได้เป็นจำนวนที่มากกว่า ๑ เท่า มีการดำเนินการแล้วก็ต้องการให้เกิดความสะดวกมากขึ้นเพื่อส่งเสริมให้กับภาคเอกชน ในส่วนนี้อาจจะทำให้รัฐบาลเสียรายรับไปบ้างนะครับ แต่ก็เป็นรายรับที่รัฐบาลยินดีที่จะเสีย เพราะว่าเป็นการเข้าหุ้นกันกับผู้ประกอบการภาคเอกชน ซึ่งสนใจที่จะทำงานวิจัยนั้น จนกลายเป็นผล แล้วก็สามารถให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินการได้ในอนาคตด้วย ผมจึง ขออนุญาตได้กราบเรียนชี้แจงในประเด็นหลัก ๆ ก่อนที่จะจบขออีกนิดเดียวนะครับ ในเรื่องของเงินชดเชยเงินคงคลัง ท่านผู้นำพรรคฝ่ายค้านได้อภิปรายว่าเรามีการจะใช้ เงินคงคลังเพื่อที่จะคืนภาษีรถคันแรก ก็ขออนุญาตเรียนว่าก็เป็นความจริงนะครับ เพราะว่า ในการดำเนินการในโครงการที่ยังไม่เสร็จสิ้นแล้วก็มีการตั้งงบประมาณเอาไว้ระดับหนึ่งนั้น ส่วนที่เกินของงบประมาณที่มีการตั้งไว้ก็เป็นการดำเนินการตามระเบียบกฎหมายที่มีอยู่ เพียงแต่ว่าในส่วนนี้เงินที่จะจ่ายออกไปให้เขาความจริงเป็นเงินภาษีที่เราเก็บมาจาก คนที่เป็นผู้ซื้อรถนั่นเอง รถคันแรกไม่ได้เอารายได้ของใครอื่นมาคืนคนซื้อรถคันแรกเลยนะครับ ตอนซื้อเราเก็บภาษีครบทุกประการ ทั้งภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม เพียงแต่เราเอง เห็นใจว่าถ้าหากว่าท่านจะซื้อรถคันเล็ก ๆ เป็นคันแรกของชีวิตนั้นแล้วท่านถือครองรถคันนั้น ให้ครบ ๑ ปี เราจะคืนภาษีสรรพสามิตในจำนวนหนึ่งให้ และจำนวนนั้นจะไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ฉะนั้นก็ขออนุญาตเรียนว่าก็เป็นเงินของเขานะครับ แล้วก็เป็นเงินซึ่งรัฐได้เก็บมาก่อนหน้านั้นแล้วอยู่ในเงินคงคลังแล้ว แล้วก็จะคืนให้เขาไป เมื่อท่านได้ถือครองรถครบ ๑ ปี เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่เป็นภาระที่ไปดึงเอารายรับจากภาคอื่น มาแต่อย่างใด แล้วก็ไม่ได้ไปยืมใครเพราะว่าเงินนั้นก็มีกองอยู่แล้วตั้งแต่วันที่ท่านซื้อรถ แล้วก็เรียนว่าท่านผู้ซื้อรถเองก็เข้าใจดีว่าท่านได้คืนภาษีสรรพสามิต แต่ภาษีมูลค่าเพิ่ม ท่านไม่ได้คืน เพราะฉะนั้นภาษีมูลค่าเพิ่มก็นำไปรวมกันกับรายรับของรัฐเพื่อที่จะบริหาร จัดการงบประมาณโดยรวมให้มีความก้าวหน้าได้ด้วยนะครับ จึงขออนุญาตได้ใช้ประเด็นนี้ ที่จะกราบเรียน ผมเชื่อว่าประเด็นที่ท่านสมาชิกจะอภิปรายนั้นท่านรัฐมนตรีที่ดูแลงาน ของกระทรวงต่าง ๆ ก็คงจะชี้แจงข้อมูลได้อย่างชัดเจนครบถ้วนทุกประการครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เดี๋ยวอย่างนี้ ผมขอสลับนะครับ ท่านทนุศักดิ์ครับ เดี๋ยวให้ทางซีกฝ่ายค้านก่อน จะได้สลับกันได้ไหมครับ ท่านรัฐมนตรี นิดหนึ่งนะครับท่านศุภชัย ท่านขอชี้แจงนิดเดียวครับ เชิญครับท่านรัฐมนตรี แล้วก็ท่านศุภชัย เสร็จแล้วก็มาท่านสุรวิทย์ ไปท่านกรณ์ เอาอย่างนี้ สลับข้างกันนะครับ

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ผมขออนุญาต ใช้เวลาสักครู่เดียวครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ทนุศักดิ์ เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง ผมขออนุญาตเนื่องจากว่าเมื่อสักครู่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้กรุณาพูดถึงหน่วยงานที่ผมรับผิดชอบ ๒-๓ เรื่อง ซึ่งผมเกรงว่าพี่น้องประชาชนที่รับฟัง จะวิตกก็เลยอยากจะทำความชี้แจงตรงนี้นิดเดียวครับ ที่ท่านบอกว่าจะมีการขึ้นภาษีน้ำมันดีเซล ๑.๕๐ บาทในเดือนตุลาคมปีนี้ ต้องขอกราบเรียนว่าคงเป็นจริงตามนั้นนะครับ แต่มิใช่ หมายความว่าจะเป็นการขึ้นราคาน้ำมัน พี่น้องประชาชนยังใช้ราคาน้ำมันดีเซลในราคา ลิตรละไม่เกิน ๓๐ บาทเท่าเดิม มูลเหตุก็เพราะว่า ณ ขณะนี้กองทุนน้ำมันของเราหมด จากการติดลบแล้ว และขณะนี้ตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไปอีก ๔ เดือนก็จะมีเงินไหลเข้ามา โดยตลอด แล้วขณะเดียวกันเงินไหลเข้านั้นไหลเข้ามากกว่าลิตรละ ๑.๕๐ บาทด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่ามีการเก็บภาษี ๑.๕๐ บาท ก็หมายความว่าประโยชน์จะเกิดขึ้น ๓ ฝ่าย ประชาชน ก็ยังได้ราคาน้ำมันดีเซลราคาเดิมไม่เกิน ๓๐ บาท รัฐบาลก็จะได้ภาษีอีกลิตรละ ๑.๕๐ บาท กองทุนน้ำมันก็จะเก็บเข้ากองทุนได้เพิ่มอีก เพราะว่ากองทุนน้ำมันทุกวันนี้เก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน มากกว่า ๑.๕๐ บาท อันนี้ก็ขอกราบเรียนชี้แจงเพื่อความสบายใจของท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็พี่น้องประชาชน

เรื่องต่อไปก็คือ ผมเสริมอีกนิดเดียวครับเรื่องรถคันแรกที่ท่านรัฐมนตรีว่าการ ได้พูดไปแล้วว่าเราจ่ายคืนภาษีสรรพสามิตแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น และเรื่องนี้จริง ๆ แล้ว เรายังมีภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีนิติบุคคล อากรของกรมศุลกากรในการนำเข้าอะไหล่ และรายได้ นิติบุคคลธรรมดาอันเป็นธุรกิจเกี่ยวเนื่องซึ่งเราไม่ได้ยกคืนให้ เพราะฉะนั้นกรณีของ รถคันแรกนั้นเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์อย่างมาก และประเด็นที่ท่านบอกว่ามีแนวโน้มว่า จะมีการไม่ซื้อรถ จากข้อมูล ณ ปัจจุบันเป็นการทิ้งใบจอง ใบจองนั้นเป็นปกติ ผมได้สอบถาม บริษัทลีสซิ่ง (Leasing) ทั้งหลายแล้วนะครับว่าการทิ้งใบจองนั้นเขาจะทิ้งกันประมาณ ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับระบบของราชการนะครับ เป็นเรื่องของเขา ที่ว่ากันเอง แต่ว่า ณ ข้อมูลปัจจุบันผู้ที่ครอบครองรถแล้วหรือว่าซื้อรถสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ยังไม่มีนัยใด ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าไม่ส่งเงินตามงวด ก็ขออนุญาตชี้แจงเพิ่มเติมเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านศุภชัยครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย พรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคฝ่ายค้านได้รับการจัดสรรเวลาในการที่จะมีการอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ในครั้งนี้เป็นเวลา ๒ ชั่วโมง กับ ๓๐ นาที อันที่จริงท่านที่จะเป็นผู้อภิปรายของพรรคภูมิใจไทยเป็นอันดับแรก จริง ๆ สิ่งที่จะต้องเป็นก็คือท่านประธานชัย ชิดชอบ ซึ่งท่านเองจะเป็นผู้มาอภิปราย ในภาพรวมทั้งหมด แต่เนื่องจากว่ามีความผิดพลาดในการตกลงกันในเรื่องของเวลาในเรื่อง ของการจัดคิว กระผมจึงจะขออนุญาตที่จะอภิปรายในนามของพรรคภูมิใจไทยตรงนี้ก่อน แล้วหลังจากนั้นนี่นะครับ ช่วงบ่าย ๆ เย็น ๆ ท่านประธานชัย ชิดชอบ ซึ่งถือได้ว่าเป็นปรมาจารย์แล้วก็เป็นกูรู (Guru) ในเรื่องของร่าง พ.ร.บ. งบประมาณนี่นะครับ ท่านจะได้มาแจกแจงแยกแยะให้รัฐบาลได้ทราบว่า ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายที่ท่านได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้มันมีข้อสังเกต มีข้อติติงที่จะควรนำไปพิจารณาเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนอย่างไร

นอกจากนี้ผมก็อยากจะขอเรียนว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคภูมิใจไทย ก็จะมีการอภิปรายกันทุกท่านนะครับ จะมีการเสนอแนะให้กับรัฐบาล ให้คณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่จะมีการพิจารณาได้นำไปศึกษาแก้ให้มันเกิดประโยชน์สูงสุดในการที่ทำให้ประชาชน ได้อย่างที่ประชาชนต้องการ ท่านประธานที่เคารพครับ ในการจัดงบประมาณรายจ่าย ประจำปี ๒๕๕๗ ที่รัฐบาลได้เสนอมาเป็นการตั้งงบประมาณทั้งหมดไว้ที่ ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท แล้วมีการประมาณการรายรับอยู่ที่ ๒,๒๗๕,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการตั้งแบบขาดดุล ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถ้าถามแล้ว ผมก็คิดว่าการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ ของรัฐบาลคราวนี้ ก็มีความสอดคล้องกับภาพรวมและทิศทางของเศรษฐกิจที่มีการพยากรณ์กันไว้ว่าจะมีการขยายตัว เศรษฐกิจของประเทศไทยว่าจะมีการขยายตัวประมาณร้อยละ ๔.๕ ในอัตราเงินเฟ้อ ประมาณร้อยละ ๓.๒ โดยมีปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวจากอุปสงค์ภายในประเทศ มีการบริโภค ที่ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงผลการใช้จ่ายเงินและการลงทุน ของภาครัฐ ในโครงการบริหารจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านได้ทำสัญญาจะมีการขอกู้เงิน นอกจากนี้สิ่งที่ผมคิดว่ามันก็น่าจำเป็นก็คือว่าต้องยอมรับว่า ทิศทางเศรษฐกิจของโลกวันนี้ก็มีการฟื้นตัวแล้ว ท่านรัฐบาล ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ได้มีการชี้แจงในสื่อมวลชนกันอยู่พอสมควร การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจตรงนี้โดยเฉพาะ ในเอเชียที่มีประเทศจีนและประเทศญี่ปุ่นเป็นแกนนำอันสำคัญ รวมถึงในส่วนของอาเซียน ของเราเอง ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเราก็เชื่อว่ามีการเคลื่อนทุนกันมหาศาล และแน่นอน คงจะมีการเคลื่อนทุนเข้ามายังประเทศไทยของเราด้วย ท่านประธานครับ แต่ความจริง อันหนึ่งซึ่งผมคิดว่าเป็นที่ห่วงกังวลของหลายฝ่าย ก็คือคำถามว่าเศรษฐกิจของประเทศ จะมีการขยายตัวอย่างที่คาดการณ์จริงหรือไม่ ก็ต้องยอมรับว่าท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคือท่านกิตติรัตน์ ณ ระนอง เอง ก็ยังออกมาระบุว่า มีความเป็นห่วงในเศรษฐกิจของไทยในไตรมาสที่ ๒ และตลอดปี ๒๕๕๖ เพราะต้องยอมรับว่า แม้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี ๒๕๕๖ จะมีการขยายตัว ๕.๓ ตามที่สภาพัฒน์ หรือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประกาศไว้แล้ว แต่ถ้าเมื่อมีการไปเทียบกับปีที่แล้วในไตรมาสเดียวกัน เราจะพบว่ามันมีฐานที่ต่ำกว่า ทั้ง ๆ ที่ ตรงนั้นเกิดเพราะผลกระทบจากอุทกภัยหรือน้ำท่วมที่เกิดขึ้นที่เราทำท่าจะลืมกันแล้วนี่ครับ แต่เอาเข้าจริง ๆ เราก็คิดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจมันโตน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ก็ต้องชื่นชมว่า รัฐบาลเองก็มีการจัดทำงบประมาณปีนี้ในลักษณะขาดดุลที่ลดลงจากปี ๒๕๕๕ ที่มีขาดดุล สูงถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๖ ปีนี้ก็ขาดดุล ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่พอปีหน้าคือปี ๒๕๕๗ ก็ลดลง ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ แต่ความจริงที่มันมีอยู่ในประเทศไทยที่พวกเรา ยอมรับกันนะครับว่าในแผ่นดินนี้มันมีอยู่อย่างก็คือว่ารัฐบาลได้กู้เงินในจำนวนมากมายมหาศาล สูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ มาจนถึงปี ๒๕๕๖ ท่านเตรียมที่จะกู้ กู้ รวมแล้วนี่ประมาณ ๒,๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ๓.๕ แสนล้านบาท และมาสร้างโครงสร้างพื้นฐานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่ท่านนั่งอยู่นะครับ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งตรงนี้ถ้าเรามารวมยอดทั้งหลายของงบประมาณปี ๒๕๕๗ เข้าใจว่าการขาดดุลงบประมาณ ในปี ๒๕๕๗ ก็จะมีจำนวนมากมายมหาศาลตามมาเหมือนกัน แน่นอนครับ สิ่งที่ท่านกำลัง คิดจะทำอยู่เพื่อเรียกร้องความมั่นคง ความมั่นใจในเรื่องของการพัฒนาการเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันมันเป็นสิ่งจำเป็นก็ตามแต่ในที่สุดแปลว่าเราต้องมีการลงทุนมากมาย ประเด็นมันอยู่ ตรงนี้ละครับ สิ่งที่มีคนตั้งข้อสงสัยว่าถ้าเราเป็นหนี้เป็นสินกันมากมายแล้วจะมีการควบคุม การขาดดุลงบประมาณในทุกปี ๆ ได้อย่างไรนี่คือสิ่งที่ผมว่าใคร ๆ ก็เป็นห่วงเพราะนี่คือ ประเทศของเรา สิ่งที่แน่นอนครับ ทุกปีซึ่งสภาแห่งนี้ก็แสดงความห่วงใยอยู่เสมอแล้วก็ได้ ฝากรัฐบาลทุกคราวว่าช่วยกันเถิดดำเนินการให้ดีเถิดก็คือการจะใช้งบประมาณให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุดมีได้อย่างไร ซึ่งตรงนี้ผมเชื่อว่าท่านประธานชัย ชิดชอบ ท่าน ส.ส. อาวุโส ของพรรคภูมิใจไทยและของสภาแห่งนี้ ก็คงจะต้องมาตั้งคำถามกับทางรัฐบาลเพราะท่านได้ ติดตามได้พบว่ามันมีเงินจำนวนมากมายมหาศาลที่มันยังค้างท่ออยู่มันไปไม่ถึงแล้วนี่แปลว่า มีการใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดอย่างไรกันนี่คือสิ่งที่จะต้องขอเรียน นั่นคือสิ่งที่ ผมอยากจะขอเรียนกับท่านประธานว่ามันเป็นภาพรวมของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ ที่กระผมอยากให้รัฐบาลใช้จ่ายอย่างรอบคอบระมัดระวังไม่ให้ตกหล่นเพื่อให้เกิดประโยชน์ อย่างสูงสุดกับประชาชนและประเทศชาติอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ท่านประธานครับ ปัญหา ที่สำคัญที่กระผมเห็นก็คืองบลงทุนของรัฐบาลเป็นปัญหาที่ผมอยากจะถามรัฐบาลก็คืองบลงทุน ของรัฐบาล ๔๕๗,๐๐๐ ล้านบาทที่มีจำนวนลดลง เมื่อสักครู่ท่านรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็บอกว่าลดก็อยากลดแบบมีประสิทธิภาพไม่ได้เสียหายอะไร งบลงทุนของรัฐบาลคราวนี้ลดลงจาก ๑๘.๗ เปอร์เซ็นต์ ลดเหลือ ๑๘.๑ เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ผมคิดเอา คิดแทนรัฐบาลเข้าใจเอาเองท่านก็คงจะต้องตอบผมก็คือว่า ผมเข้าใจว่ารัฐบาลคงหวังว่า ประเทศนี้จะต้องสามารถมีเศรษฐกิจที่ดีต่อไปได้โดยหวังเรื่องของการลงทุนภาครัฐที่ท่านกู้มา จำนวนมหาศาล ท่านหวังเรื่องอินเวสท์เมนท์ (Investment) ตรงนี้กัฟเวิร์นเมนท์ สเพนดิง (Government Spending) ตรงนี้ จากเงินกู้ ๓.๕ แสนล้านบาท จากเงินกู้เพื่อมาพัฒนา เรื่องระบบราง ระบบการคมนาคม ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งจริง ๆ แล้ววันนี้ถ้าเราได้ติดตามสิ่งที่ มันเกิดขึ้นก็จะพบว่าโครงการน้ำ ๓.๕ แสนล้านบาทอาจจะสะดุดหยุดลงก็ได้ เพราะตั้งแต่เวลานี้ การเบิกจ่ายงบประมาณยังสงสัยว่าท่านจะได้เบิกทันเดือนมิถุนายน ๒๕๕๖ ส่งผลให้ พ.ร.บ. เงินกู้มันหมดอายุไปแล้วตอนนี้จะทำอย่างไรต่อ เรื่องนี้ท่านจะต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่า ใช่หรือไม่ใช่อย่างไร มีหลายเรื่องที่มันเกิดขึ้น มีการร้องคัดค้าน มีการยื่นฟ้องต่อศาล ไปถึงศาล เรื่องราวมันก็ยังเป็นอยู่อย่างนี้ นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นซึ่งผมคิดว่ารัฐบาลจะต้องอธิบายและหาวิธีการ ในการที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น งบเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่พิจารณากันอยู่ในชั้น กรรมาธิการก็พบว่าบางโครงการก็บอกตามตรงว่ามีการท่านเอาแผนที่ประเทศไทยมาขีดกันก็เยอะ ยังไม่มีความชัดเจนเลยว่าจะดำเนินการในเรื่องไหน อย่างไร บางเรื่องจะต้องมีการศึกษา ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ (EIA) พูดก็พูดว่าโครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทของท่าน ใน ๗ ปี ณ วันนี้มันยังเป็นวุ้นอยู่เลยครับ แล้วจะทันตามเศรษฐกิจสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างไร นี่คือความเป็นห่วงในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ถ้าพูดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี (GDP) มันต้องใช้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ ๔ ตัวที่จะทำให้พยุงเศรษฐกิจหรือทำให้ เศรษฐกิจมันโตขึ้นก็คือเรื่องของการลงทุนของท่านเองก็คือกัฟเวิร์นเมนท์ สเพนดิง การลงทุนภาครัฐ การลงทุนของเอกชน หรืออินเวสท์เมนท์ คอนซัมพ์ชัน (Investment Consumption) หรือการบริโภคภายในประเทศและอิมพอร์ต (Import) เอกซ์พอร์ต (Export) การค้าขาย ระหว่างประเทศ ผมว่าตรงนี้มันก็เป็นหลักที่ท่านมีอยู่เสมอแล้วไม่ได้พิสดาร แต่วันนี้ท่านต้อง เข้าไปดูให้ใกล้ชิดว่าเครื่องยนต์ตัวไหนมันมีปัญหามันเป็นอุปสรรค การทำงานไม่สมบูรณ์ ก็มีผลทำให้ประเทศนี้มันไม่โต และผมกำลังเป็นห่วงจริง ๆ ก็คือห่วงเรื่องการลงทุนภาครัฐ ของท่านนั่นละครับ เพราะว่าในที่สุดแล้วถ้ามันไม่ได้อย่างที่เป็นมันจะขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจ มันโตได้อย่างไร โครงการทั้งหลายมันล่าช้ามันก็มาก่อให้เกิดผล สิ่งที่เป็นห่วงอีกอย่างหนึ่งก็คือท่านบอกว่า ท่านจะเอาเงินมาใช้ นำเงินมาใช้ท่านก็ต้องใช้วิธีการในการที่จะเก็บภาษี มีการตั้งข้อสงสัยว่า จริง ๆ แล้วหน่วยงานเก็บภาษีของท่านเขาแจ้งยอดว่าเข้าเป้า เข้าเป้าเก็บตามเป้าได้มันจริง หรือเท็จเป็นประการใด ผมค่อนข้างเป็นห่วง วันนี้ท่านลดภาษีนิติบุคคลลงมาเรื่อย ๆ ผลประกอบการเศรษฐกิจมันดีพอที่จะทำให้เก็บภาษีถึงหรือไม่ ผมเป็นห่วงว่าหน่วยงาน เก็บภาษีแจ้งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อให้เกิดความสบายใจว่าจะเข้าเป้า เพื่อไม่ให้มีปัญหาที่จะต้องตอบท่านบ่อย ๆ หรือต้องชี้แจงบ่อย ๆ ก็เลยเสนอสูงไปก่อน แต่ในที่สุดพอมันไม่ได้แล้วมันจะเป็นปัญหาแล้วบ้านเมืองก็จะมีผลกระทบอีกนี่คือด้วยความเป็นห่วง ท่านประธานที่เคารพครับ มีเรื่องราวในงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ ที่ทาง ส.ส. พรรคภูมิใจไทยจะมีการอภิปรายในแต่ละยุทธศาสตร์ของท่านที่นำเสนอ แล้วท่านประธานชัย ชิดชอบ ท่านก็จะพูดครอบคลุมในทุก ๆ เรื่องในเวลาที่ท่านไม่จำกัด แต่เฉพาะผมนี่นะครับจะขออนุญาต ฝากไปถึงท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินคราวนี้ก็คือ เรื่องงบประมาณเกี่ยวกับผู้สูงอายุ เรา ๆ ท่าน ๆ ทั้งหลายที่นี่วันหนึ่งจะต้องเป็นผู้สูงอายุ เพราะว่าเราสุขภาพแข็งแรง วันนี้ถือโอกาสบอกว่าผลการตรวจสุขภาพของผมสมบูรณ์ เพอร์เฟค (Perfect) มากครับ แนวโน้มว่ามันจะอยู่ถึง ๑๐๐ ปี ปัญหาคือมีเพื่อนที่จะอยู่กัน ๗๐ ปี ๘๐ ปี ๑๐๐ ปีกับผม ท่านประธานชัยของผมด้วยความเคารพนะครับ ท่านก็ยังแข็งแรง ท่านเป็นผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรง แต่นับจากนี้ไปประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุที่มีจำนวนมากขึ้น ๆ ปัญหาคือรัฐบาลมีแผนการอันใดในการที่จะมาดูแลพวกเรา ท่านประธานท่านอาจจะดู หนุ่มแน่นอยู่เสมอแต่ท่านก็จะต้องสูงอายุขึ้น เพื่อนท่านที่จังหวัดพะเยาที่ไม่มีฐานะอย่างท่าน รัฐต้องดูแล คำถามคือวันนี้รัฐบาลได้เตรียมอะไรกันสำหรับเรื่องนี้หรือยัง ผมคิดว่ารัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ไปประเทศญี่ปุ่นท่านบอกท่านสนใจเรื่องของการดูแลผู้สูงอายุ ไปศึกษาเรื่องสังคมผู้สูงอายุของประเทศญี่ปุ่น แต่ผมมาเห็นการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ไม่พบว่างบประมาณเกี่ยวกับเรื่องการจัดการสำหรับผู้สูงอายุมันเป็นอย่างที่ท่านพูด นี่คือ สิ่งที่ท่านจะต้องตอบให้ได้วันนี้พรรคภูมิใจไทยเองเราเป็นห่วงว่าปัญหาเรื่องผู้สูงอายุจะเป็น ปัญหาใหญ่ของประเทศเมื่อประเทศเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เรามีการจัดสัมมนาเสวนากันที่พรรค ได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนผู้สูงอายุจำนวนมากมายครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ ก็ต้องฝากรัฐบาลว่าท่านยังไม่ตระหนักเกี่ยวกับเรื่องนี้เพียงพอ เพราะอะไรรู้ไหมครับ ปีนี้การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๕๗ ในแผนงานดูแลไม่เฉพาะผู้สูงอายุนะครับ ผู้สูงอายุ เด็ก สตรี คนพิการ และผู้ด้อยโอกาสของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่กระจัดกระจายอยู่ในกรมแล้วก็สำนักต่าง ๆ อยู่ในสำนักงานปลัดกระทรวงก็มี วงเงินมันมีเพียง ๒,๓๔๑ ล้านบาทเอง แล้วกระจายไปตามหน่วยต่าง ๆ ด้วย การทำงานก็ไม่เป็นเอกภาพ และไม่ใช่เฉพาะเรื่องของผู้สูงอายุ แต่เงินนี้ต้องทำเพื่อเด็ก เพื่อสตรี เพื่อคนพิการ และผู้ด้อยโอกาสด้วย รวม ๆ แล้วทั้งปีท่านตั้งงบประมาณไว้สำหรับผู้สูงอายุราว ๆ ประมาณ ๒๐๐ กว่าล้านบาทเอง ทั้ง ๆ ที่วันนี้เรานับกันแบบว่ารวม ๆ จะมีผู้สูงอายุในปัจจุบันประเทศไทย มีอยู่ราว ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน ท่านจะให้ ๔๐๐ ล้านบาทไม่พอครับ แล้วผมจะบอก ท่านประธานที่เคารพว่ามีแนวโน้มนะครับว่าพวกเราทั้งหลายกำลังจะเข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุ และในอีก ๑๕ ปีข้างหน้าจะมีผู้สูงอายุอยู่ในประเทศไทย ด้วยความรวดเร็วประมาณ ๑๖ ล้านคน รัฐบาลบอกว่าจะมียุทธศาสตร์เกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ ผมดูตัวเลขจริง ๆ ท่านบอกว่า มีการตั้งงบประมาณไว้ ๗๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งความจริงตรงนี้ท่านรวมเรื่องของเบี้ยยังชีพเข้าไว้ ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่เป็นวิธีการในการคิดในการที่จะตั้งรับเรื่องของการที่ประเทศไทยจะเป็น สังคมผู้สูงอายุ วันนี้ท่านบอกว่าถ้าใครอายุ ๖๐ ปี ได้ ๖๐๐ บาท ๖๐๐ บาทจะทำอะไรได้ครับ ท่านมีเรื่องหลายเรื่องที่จะต้องทำเพื่อให้ผู้สูงอายุอยู่ในสังคมนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี วันนี้ผู้สูงอายุซึ่งแน่นอนว่าพวกเรามีโอกาสในการตรวจสุขภาพ รัฐบาลทราบไหมครับว่าผู้สูงอายุก็ต้องตรวจสุขภาพเพื่อจะทำให้สุขภาพของตัวเองแข็งแรง แต่วันนี้สิทธิของผู้สูงอายุในการไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลไม่มีเลย ท่านควรจะต้องไป คิดการว่าทำอย่างไรให้ไปตรวจโรคที่จำเป็น ตรวจเลือดโดยไม่คิดเงิน นี่คือสิ่งที่ท่านไม่ได้คิด ท่านบอกว่าท่านตระหนัก วันนี้การต้อนรับผู้สูงอายุไม่ใช่เพื่อที่ท่านจะไปสร้างเนอร์เซรี (Nursery) ให้ซีเนียร์ (Senior) ที่ประเทศอื่น ๆ เขาอยู่ หรือให้ผู้สูงวัยไปอยู่กัน แต่จะทำให้สังคมนี้ เป็นสังคมที่พร้อมที่จะรับผู้สูงอายุ ท่านบอกว่าถ้าใคร ๘๐ ปี จะให้ ๑,๐๐๐ บาท ถามผมนี่ ผมว่าไม่จูงใจเลย ให้ผมอยู่ ๘๐ ปีแล้วได้ ๑,๐๐๐ บาท ไม่จูงใจให้อยู่เลยครับ ท่านทำอย่างอื่นสิ ทำที่ให้มันเหมาะสม มีสถานพยาบาลที่เฉพาะให้กับผู้สูงอายุ มีการตรวจสุขภาพ มีที่พักอาศัย อันพอเหมาะ หลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ในภาพรวม เราทำเพื่อตัวของเราเอง อาจจะเป็นไปได้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านมีอายุอยู่ในวัยที่อีกนานกว่าจะสูงอายุท่านก็เลยไม่คิด แต่ฝากท่านทั้งหลายที่อยู่ในรัฐบาล ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ท่านควรจะต้องโดดเข้ามาเป็นแม่งานว่าปีหนึ่ง ๔๐๐ บาท เพื่อคนผู้สูงอายุมันไม่พอ ตรงนี้ต้องขอเรียนว่าพรรคภูมิใจไทยเราตระหนักว่าสังคมผู้สูงอายุ เป็นเรื่องใหญ่ที่ท่านทั้งหลายจะต้องร่วมกัน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องฝาก เป็นไปได้ไหมครับ ฝากท่านรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีว่าต่อไปนี้ท่านตั้งหน่วยงานระดับกรม เข้ามาดูแลผู้สูงอายุได้ไหม ทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุสามารถที่จะเป็นผู้สูงอายุที่มีชีวิตความเป็นอยู่ ที่ดีขึ้น ตั้งหน่วยงานหลักเข้ามาและจัดสรรงบประมาณไม่ใช่แบบ ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท หรือ ๔๐๐ ล้านบาทอย่างที่เห็น นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานว่า มันเป็นเรื่องที่อยากจะฝากคณะกรรมาธิการว่าทำอย่างไรให้มีการจัดงบประมาณให้มันมากขึ้นได้ไหม เพื่อประโยชน์ให้กับผู้สูงอายุในทั่วประเทศได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผมว่าวันนี้เริ่มคิดได้ ตระหนักได้ ณ บัดนี้ ผมได้ฟังว่าท่านได้เตรียมเรื่องสังคมผู้สูงอายุ แต่ฟังไปฟังมาปรากฏว่าท่านจะทำ เนอร์ซิง โฮม (Nursing home) สำหรับชาวต่างประเทศที่มีเงินมาอยู่นาน ๆ ผมบอกว่า ไม่ใช่วิธีการครับ วันนี้ท่านคิดถึงคนไทยเถอะครับ ผู้สูงอายุที่อยู่ในประเทศไทยที่ในอีก ไม่กี่ปีข้างหน้าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น ณ วันนี้จำนวนมากขึ้นนะครับ ดูแลเขา จัดระบบสวัสดิการ ให้กับผู้สูงอายุ จัดเงินให้เขา จัดโรงพยาบาลที่ดีให้เขา และผมคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นอานิสงส์ที่จะทำให้ สังคมเราเป็นสังคมที่อยู่เย็นเป็นสุข เพราะเราดูแลผู้สูงอายุ ผู้สูงวัย ไม่ใช่ว่าเดือนเมษายนทุกปีจัดให้ เป็นวันครอบครัวแล้วเอาผ้าขาวม้า เอาขันไปให้ท่านอย่างเดียวแล้วจบ รัฐบาลต้องให้มากกว่านั้นครับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ท่านรัฐมนตรีสันติต้องให้มากกว่านั้น นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะขอฝาก แล้วหลังจากนี้ก็จะมีสมาชิกของพรรคภูมิใจไทยจะอภิปราย ในเรื่องต่าง ๆ ให้พี่น้องเพื่อจะดูแลเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เข้ามาจะได้เป็นประโยชน์สูงสุด ผมขออนุญาตกราบเรียนเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านนายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ เสร็จแล้วก็ไปท่านกรณ์ครับ

นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ชัยภูมิ 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย กระผมได้ติดตามการอภิปรายของทั้ง ๒ ฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้ให้รายละเอียดของงบประมาณอย่างครบถ้วนและสมบูรณ์ ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ณ ระนอง ก็สามารถที่จะให้พวกเราสบายใจจากที่เราฟังผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้อภิปราย จะเห็นได้ว่าแนวคิดแตกต่างกันมากในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณ ระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล แต่อย่างไรก็ตามครับ เมื่อได้ฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ณ ระนอง ได้อภิปรายแล้วจะเห็นได้ชัดเจนว่าแต่ละเรื่องมีเหตุมีผล ผมได้ติดตามในเรื่อง งบประมาณพบว่าเป็นงบประมาณที่มีระบบการจัดสรรงบประมาณที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ในปัจจุบัน คือเป็นระบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ เป็นการจัดสรรงบประมาณตามระบบที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผลที่ทั่วโลกยอมรับมากที่สุด ในปัจจุบันคือระบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ ท่านประธานที่เคารพครับ ระบบดังกล่าวนี้ จะเป็นระบบที่จัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงานหรือองค์กรที่มีศักยภาพและเป็นหน่วยงาน องค์กรที่มีระบบการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งจะทำให้ผลการปฏิบัติงานออกมาตามเป้าหมาย ซึ่งเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นมาตรฐานในการจัด มีระบบการติดตาม การตรวจสอบ การวัดผล มีตัวชี้วัดต่าง ๆ ซึ่งมีการติดตามทั้งในระดับในรัฐบาลเอง ในระดับกระทรวง ในระดับกรม และหน่วยงาน ซึ่งถือว่าเป็นระบบที่ชัดเจน ท่านประธานที่เคารพครับ ที่สำคัญงบประมาณปี ๒๕๕๗ ที่รัฐบาลได้นำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้จากการศึกษาพบว่าเป็นการจัดงบประมาณ ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันทางด้านเศรษฐกิจ สถานการณ์ด้านสังคม และเป็นการสอดคล้อง ทั้งภาวการณ์ในประเทศและต่างประเทศ ผมกราบเรียนว่าในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจทั่วโลก ชะลอตัวตามที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้นำเสนอไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประเทศสำคัญ ๆ ในสหรัฐอเมริกา ในยุโรป หรือแม้แต่ในเอเชียของเราก็ตามมีเศรษฐกิจชะลอตัว และขณะนี้ ประเทศไทยของเราเองก็ได้รับผลกระทบดังกล่าวด้วย ซ้ำร้ายประเทศไทยยังพบกับมหาอุทกภัย ในปี ๒๕๕๔ ทำให้รัฐบาลต้องมาทุ่มเททั้งงบประมาณและโครงการต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหา ดังกล่าวด้วย แต่อย่างไรก็ตามการจัดสรรงบประมาณในครั้งนี้เห็นชัดเจนว่ารัฐบาลต้องการ ให้เศรษฐกิจของเรามีการขยายตัวในปี ๒๕๕๗ ตามเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีจะขยายตัวประมาณ ๔-๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเป็นการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง นับจากที่มีปัญหาอุทกภัยในปี ๒๕๕๕ เศรษฐกิจขยายตัวประมาณ ๖.๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่า จากที่เป็น ๐ ขึ้นมาก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่เหมาะสม พอมาปี ๒๕๕๖ การขยายตัวของจีดีพี อยู่ที่ ๔.๒-๕.๒ เปอร์เซ็นต์ และปี ๒๕๕๗ เมื่อรัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีเสถียรภาพและยั่งยืน ซึ่งเป็นเป้าหมายของรัฐบาลก็จะทำให้เศรษฐกิจอยู่ระดับที่ ๔-๕ การที่รัฐบาลตั้งเป้าเช่นนั้นก็ได้จัดสรรงบประมาณต่าง ๆ ลงไปหน่วยงาน องค์กร กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ซึ่งงบประมาณในปีนี้ก็เห็นชัดเจนครับว่าเป็นงบประมาณแบบขาดดุล งบประมาณแบบขาดดุล ก็หมายความว่ารายจ่ายที่ตั้งไว้จะน้อยกว่ารายรับ โดยรายจ่าย ที่รัฐบาลตั้งไว้ในงบประมาณปี ๒๕๕๗ นั้น เท่ากับ ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูง มีการขาดดุลอยู่ในปี ๒๕๕๗ จะต้องมีการกู้เงินเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดดุลนี้เป็นจำนวน ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเรามาดูตัวเลข ถ้าประเทศใดต้องการ ให้เศรษฐกิจขยายตัวก็จะมีการจัดสรรงบประมาณแบบขาดดุลดังเช่นรัฐบาลชุดนี้ได้ดำเนินการ อยู่ในขณะนี้ และถ้ามาเทียบย้อนหลังตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ งบประมาณปี ๒๕๕๖ งบประมาณ ปี ๒๕๕๗ จะเห็นได้ว่ารัฐบาลได้พยายามที่จะให้มีการขาดดุลน้อยลง แต่การขยายตัว ทางเศรษฐกิจก็เป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ การขาดดุลน้อยลงคือในปี ๒๕๕๕ ขาดดุลอยู่ทั้งหมด ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๖ ขาดดุล ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พอปี ๒๕๕๗ ก็ขาดดุลลดลงเหลือ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท การที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะรัฐบาล ได้แสดงชัดเจนว่าในอนาคตอันใกล้รัฐบาลจะจัดงบประมาณแบบสมดุลได้ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อถึงจุดนั้นงบประมาณรายจ่ายกับรายได้ก็จะเท่ากัน สำหรับในการจัดสรรงบประมาณดังกล่าวนั้น กระผมกราบเรียนว่าถ้ามองในอีกด้านหนึ่งครับ ในด้านของกฎเกณฑ์ ระเบียบต่าง ๆ จะเห็นได้ว่า งบประมาณปี ๒๕๕๗ ของรัฐบาลนั้นสอดคล้องกับแผนการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งรัฐบาล เข้ามาบริหารราชการตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ได้จัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดินได้ประกาศมา เมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๔ เป็นแผนต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ถึงปี ๒๕๕๘ หน่วยงานทุกหน่วยงาน กระทรวงทุกกระทรวงจะต้องดำเนินการตามแผนบริหารราชการแผ่นดินที่ได้ทำร่วมกัน ไม่ใช่รัฐบาลทำฝ่ายเดียว ทุกหน่วยงาน ทุกองค์กรมาร่วมกันทำแผนบริหารราชการแผ่นดิน แผนบริหารราชการแผ่นดินนี้ก็เป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี ๒๕๕๐ ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๗๖ และพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๔ ซึ่งกำหนดชัดเจนว่าคณะรัฐมนตรีต้องจัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดิน ให้สอดคล้องกับนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ งบประมาณที่จัดในปีนี้ เป็นงบประมาณที่จัดตามแผนบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งโดยทั้งหมดแล้วก็จะสอดคล้อง กับทั้งแผนบริหารราชการแผ่นดินและสอดคล้องกับนโยบายขอบรัฐบาลที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๒๓ เดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๔ ท่านประธานที่เคารพครับ ในการดำเนินการที่จัดการ สอดคล้องกับแผนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็น สอดคล้องกับแผนบริหารราชการแผ่นดิน สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา นโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาในครั้งนั้นมีนโยบายเร่งด่วนซึ่งทำเสร็จในปีเดียวอยู่ ๑๖ ข้อ และขณะเดียวกันก็มีนโยบายสำคัญอีก ๘ ข้อ นโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลทำในช่วงนั้นก็สามารถ ดำเนินการไปได้ถือว่าประสบความสำเร็จเรียบร้อย แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีสิ่งที่จะต้องดำเนินการ อย่างต่อเนื่องรัฐบาลก็จัดสรรงบประมาณในปีนี้ ปี ๒๕๕๗ เข้าไปเพิ่มเติมเพื่อให้ปัญหาต่าง ๆ ที่มีอยู่ในขณะนั้นจะได้ตลอดรอดฝั่งแล้วก็สามารถพัฒนาแก้ปัญหาของประเทศได้ ยกตัวอย่าง ผมคงไม่ยกตัวอย่างทั้งหมดทั้ง ๑๖ ข้อ แต่ยกตัวอย่างบางข้อที่ถือว่าประสบความสำเร็จมาก พอสมควร เช่นการแก้ไขป้องกันปัญหายาเสพติด ซึ่งต้องยอมรับว่าปัญหายาเสพติดนั้น เป็นปัญหาที่ประเทศไทยของเราประสบปัญหามาอย่างมาก และการแก้ไขที่ประสบผลดีที่สุด ก็คือการแก้ไขในช่วงที่ ฯพณฯ ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นที่ยอมรับกันไปทั่วโลก ยอมรับทั้งคนไทย ทุกคนพูดถึงท่านตลอดว่าท่านมีฝีมือ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการแก้ไข ปัญหายาเสพติด และหลังจากนั้นหลังจากที่มีการปฏิวัติรัฐประหาร การดูแลแก้ไขเรื่องปัญหา ยาเสพติดดูเบาบาง ดูความสำคัญน้อยลงทำให้ปัญหายาเสพติดกลับมามีปัญหามากขึ้น จนกระทั่ง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้กลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศ จึงได้ ประกาศปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาเป็นวาระแห่งชาติที่จะต้องดำเนินการอย่างจริงจัง งบประมาณในปีนี้จึงจัดเพิ่มเติมเข้าไปอีก ๑๐,๑๔๗ ล้านบาท เป็นงบประมาณที่เกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องของการป้องกัน การรักษา แล้วก็การที่จะไม่ให้ยาเสพติดได้กลับมาอีก ท่านประธาน ที่เคารพครับ เป็นการแก้ทั้งระดับต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ทำอย่าไรยาเสพติดจึงจะไม่เข้ามา ในประเทศไทย และขณะเดียวกันก็เรียนว่าในเรื่องของการที่จะช่วยพี่น้องประชาชนที่ติดยาเสพติดเราก็มีวิธีการ ซึ่งสมัยก่อนผู้ติดยาเสพติดคืออาชญากรรมต้องถูกลงโทษ แต่รัฐบาลชุดนี้ต้องยอมรับว่า เป็นกลยุทธ์ที่ดีมาก ผู้ติดยาเสพติดคือผู้ต้องการยาเสพติดเหล่านี้ถ้ามีน้อยลง เมื่อใด ผู้ขายยาเสพติดก็จะไม่มีที่ขาย ความต้องการน้อย ดีมานด์ (Demand) น้อย ซัพพลาย (Supply) ก็น้อยตาม เราก็เอาผู้ติดยาเสพติดมาทำการรักษา ไม่ใช่อาชญากร ซึ่งเป็นการร่วมมือร่วมใจ กันในทุก ๆ ฝ่าย ทำให้ประสบความสำเร็จมากพอสมควร ในปีที่แล้วเราได้บริการผู้ติดยาเสพติด เอาไปรักษา เอาไปบำบัด ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ราย ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก สูงเกิน เป้าหมาย และนอกจากนี้การปราบปรามยาเสพติดรัฐบาลได้มอบหมายนโยบายสำคัญให้กับ หน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง ก็ได้เอาอย่างจริงจังร่วมกับทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวง ทบวง กรม จนสามารถจะจับกุมผู้กระทำความผิดและมีการติดตามถึงขั้นที่ว่าสาวไปถึงรายใหญ่ รายเล็กต่าง ๆ จนทำให้ยาเสพติดในขณะนี้มีข่าวคราวการดำเนินการตลอดมา งบประมาณ ๑๐,๑๔๑ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๗ ผมจึงเชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหาเรื่องยาเสพติดได้ดีมาก

ท่านประธานที่เคารพครับ อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากกราบเรียน รัฐบาลชุดนี้ ตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศได้ประกาศสงครามกับการทุจริตคอร์รัปชันต่าง ๆ จนถึงกับที่ว่า ได้ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งจะทำให้ชัดเจนว่าพี่น้องประชาชนจะสบายใจที่รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับปัญหาการทุจริต คอร์รัปชัน ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันนั้นเป็นเรื่องที่เป็นมาตั้งชั่วกาลนานเราไม่สามารถปฏิเสธได้ แม้แต่ช่วงปฏิวัติรัฐประหารเมื่อจบสมัยไปแล้วผู้ที่ทำปฏิวัติรัฐประหารยังถูกยึดทรัพย์ต่าง ๆ ซึ่งเห็นกันอยู่ แต่รัฐบาลชุดนี้เมื่อเข้ามาบริหารประเทศได้ดำเนินการโครงการประกาศยุทธศาสตร์ ปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นเรื่องที่จะทำให้การใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด ของประเทศเกิดประสิทธิผลมาก ท่านประธานที่เคารพครับ มีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้าน การทุจริตคอร์รัปชันขึ้นเพื่อรองรับการร้องเรียนผ่านสายด่วนต่าง ๆ เช่น สายด่วนของ ป.ป.ท. ๑๒๐๖ เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลได้นำเสนอมาโดยตลอด

ท่านประธานที่เคารพครับ ในอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการพัฒนาระบบประกันสุขภาพ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณนี้เป็นการต่อเนื่องจากนโยบายเร่งด่วน ในปี ๒๕๕๗ ได้จัดงบประมาณ เพิ่มเติมเข้าไปอีก ๒๗๐,๙๑๖ ล้านบาท ในการพัฒนาระบบประกันสุขภาพนั้นรัฐบาลจะดูแล พี่น้องประชาชน ๔๖,๒๕๐,๐๐๐ คน อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะมีกองทุนด้านสุขภาพอยู่ถึง ๓ กองทุน เช่น กองทุนประกันสังคม กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และอีกอันหนึ่ง ก็คือเงินที่ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจได้ใช้จ่าย เรื่องสุขภาพอนามัยผ่านกรมบัญชีกลาง ๓ กองทุนนี้เดิมทีเดียวมีความเหลื่อมล้ำแตกต่างกันอยู่มากพอสมควร รัฐบาลชุดนี้เข้ามา ก็ได้เข้ามาที่จะทำให้ลดความเหลื่อมล้ำของ ๓ กองทุน ให้คนไทยดูว่าเราเป็นคนไทยด้วยกัน น่าจะไม่มีอะไรแตกต่างกัน แม้แต่เรื่องของการรักษาพยาบาล สำหรับสิ่งที่เราได้เริ่มทำ ตอนแรกก็คือเรื่องอุบัติเหตุฉุกเฉิน ที่พูดคุยกันมากว่าโครงการบริการผู้เจ็บป่วยฉุกเฉิน ของรัฐบาลที่ทำให้ ๓ กองทุน ไม่ว่าท่านจะอยู่ในกองทุนใด ท่านจะเป็นราชการ ท่านจะเป็น บัตรทอง ท่านจะเป็นผู้ประกันสังคม เมื่อเจ็บป่วยฉุกเฉินสามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาล ที่ใกล้ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสถานพยาบาลของรัฐ สถานพยาบาลเอกชน จนมีคำขวัญที่ติดปาก ประชาชนในขณะนี้ว่า เจ็บป่วยฉุกเฉินจะไม่ถูกถามสิทธิ ใกล้ที่ไหนไปที่นั่นนะครับ กราบเรียนว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่สำคัญ ท่านประธานที่เคารพครับ ก็มีอีกหลายโครงการ ที่กระผมคงจะไม่ได้พูดถึง แต่จะมีเพื่อนสมาชิกได้เข้ามาให้ข้อมูลต่อไป แต่ผมสรุปว่า การจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลครั้งนี้เป็นการจัดสรรงบประมาณที่สามารถที่จะทำให้ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ แก้ปัญหาด้านสังคม แก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ได้ตามปัญหาที่เกิดขึ้น ในปัจจุบันและเพื่อการพัฒนาประเทศในอนาคตตามเป้าหมาย ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านกรณ์ จาติกวณิช ครับ

นายกรณ์ จาติกวณิช บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้เรามาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งผมได้อ่านเอกสารที่ทางรัฐบาลได้จัดให้กับพวกเราครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว ผมอยากจะสรุป กับท่านประธานว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ นี้ สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้รับรู้หรือรู้สึกในความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในเรื่องของ ประเด็นปัญหาปากท้องหรือประเด็นปัญหาเศรษฐกิจของพี่น้องเลย สาเหตุที่ผมพูดเช่นนั้น เพราะรัฐบาลได้เน้นในเรื่องของประเด็นเกี่ยวกับการลดการขาดดุลจาก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำนองว่านี่คือผลงานในการบริหารงบประมาณโดยรัฐบาล แต่ตามข้อเท็จจริงท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเช้าก็ได้ชี้ให้เห็นแล้วนะครับว่า การลดการขาดดุลโดยรัฐบาลนั้นไม่ได้เป็นเรื่องของการใช้ฝีมือในการบริหารบ้านเมือง บริหารเศรษฐกิจ แต่มีการลดในเรื่องของการขาดดุลด้วยการผลักภาระไปให้กับพี่น้องประชาชนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลิตรละ ๑ บาท ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรี ก็ได้ลุกขึ้นชี้แจงยืนยันว่าจะดำเนินการตามนั้นจริง หรือการเพิ่มราคาก๊าซหุงต้มกิโลกรัมละ ๑๐ บาทในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งก็ได้มีการยืนยันเช่นเดียวกันว่ามีแผนการดำเนินการ เช่นนั้นจริง ก่อนที่ผมจะอภิปรายเพิ่มเติมในประเด็นเหล่านี้ผมอยากที่จะกล่าวถึงคำชี้แจง ของท่านรัฐมนตรีนะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการได้พูดถึงเรื่องของแผนการปรับเพิ่มภาษีน้ำมันดีเซล ภาษีสรรพสามิตว่าวัตถุประสงค์จริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นเพื่อต้องการที่จะจัดเก็บรายได้เพิ่มเติม แต่ท่านบอกว่ามีแผนที่จะปรับภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติมเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเปลี่ยนพฤติกรรม ของผู้บริโภค ความหมายของท่านก็คือต้องการที่จะทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้น เพื่อพี่น้องประชาชน จะได้ปรับพฤติกรรมและใช้น้ำมันดีเซลลดลง ในหลักการความคิดผมไม่มีปัญหา แต่อันดับแรก ถ้าท่านรัฐมนตรีไม่ได้มีเจตนาที่จะเพิ่มรายได้จริง ผมก็แนะนำว่าที่ท่านเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน นั่นเป็นวิธีการที่เหมาะสมอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องหันกลับมาเก็บภาษีเพิ่มเติม เผื่อว่าราคาน้ำมัน ปรับเพิ่มขึ้นในอนาคตพี่น้องประชาชนจะได้ไม่เดือดร้อน ส่วนถ้าท่านจริงใจและมีเจตนาตั้งใจ ที่จะปรับพฤติกรรมให้คนใช้รถยนต์ใช้น้ำมันน้อยลง ผมก็ต้องตั้งคำถามกลับไปสู่ท่านว่าแล้วนโยบาย การคืนภาษีสรรพสามิตเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนซื้อรถคันแรกนั้นท่านทำเพื่ออะไร เหมือนกับหลอกกัน ล่อให้เขาซื้อรถยนต์ หลังจากนั้นท่านก็กลับมาปรับเพิ่มภาษีน้ำมัน เป็นภาระต่อพี่น้องประชาชน ที่เข้าร่วมโครงการมากขึ้นในอนาคต นอกจากนั้นเรื่องของราคาแก๊สที่ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปรายไปแล้ว ท่านก็ไม่ได้จัดสรรงบประมาณในเรื่องที่เป็นประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชน และนั่นก็คือสาเหตุที่ท่านสามารถเอามาแอบอ้างได้ว่าเป็นผลงาน ในการทำให้การขาดดุลงบประมาณนั้นลดลง ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้พูด ไปแล้วในเรื่องของการไม่ได้จัดสรรงบประมาณในส่วนของเงินสมทบเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ ตามกฎหมาย ซึ่งท่านยังขาดเงินสมทบอยู่อีก ๕๐๐ ล้านบาท ในส่วนของตรงนี้ท่านรัฐมนตรี ก็ได้ชี้แจงอีก ท่านบอกว่าก่อนที่จะเดินเรื่องใหม่ เรื่องเก่าเราควรแก้ไขให้จบสิ้นก่อน ซึ่งท่านก็ได้ หยิบยกตัวอย่างเรื่องของประเด็นปัญหา กบข. ในส่วนของบำเหน็จบำนาญข้าราชการขึ้นมา ซึ่งเป็นประเด็นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิทธิของพี่น้องประชาชนที่ไม่ได้มีหลักประกันเลย ณ ปัจจุบัน รอหลักประกันที่ได้รับผ่านกองทุนการออมแห่งชาติจากทางรัฐบาลอยู่ ผมก็อยากที่จะแนะนำ กับท่านรัฐมนตรีว่าภาระหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีมากมายหลายเรื่อง ท่านมีหน้าที่แก้ปัญหาให้ข้าราชการ ใช่ แต่ไม่ใช่หน้าที่ของท่านที่จะทำเรื่องเดียวนะครับ ถ้าท่านมีความรู้สึกว่าเรื่องเดียวทำให้ท่านไม่สามารถที่จะดูแลพี่น้องประชาชนตามภาระหน้าที่ ตามกฎหมายของท่านอีกหลาย ๆ เรื่องได้ ผมแนะนำว่าท่านอย่าควบตำแหน่งเลยครับ ท่านก็เลือกเอาว่าท่านจะเป็นรองนายกรัฐมนตรีหรือท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผื่อว่าท่านจะได้ทำภาระหน้าที่ของท่านให้ครบได้ในทุก ๆ เรื่อง เพราะหลาย ๆ เรื่อง เป็นเรื่องที่ประชาชนรอคอยอยู่ เพราะฉะนั้นที่ผมบอกว่าพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติ ปี ๒๕๕๗ นั้นเป็นพระราชบัญญัติที่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ใส่ใจในการดูแล พี่น้องประชาชนนั้น ผมก็อยากจะบอกนะครับว่าถ้าท่านต้องการที่จะบริหารให้เป็นงบสมดุล จริงหรือมีการขาดดุลที่ลดน้อยลง อย่าไปเพิ่มภาระภาษีกับพี่น้องประชาชน อย่าไปตัดสิทธิ งบประมาณที่พี่น้องประชาชนรอคอยอยู่และได้ประโยชน์ พวกเราแนะนำว่าท่านควรที่จะ กลับไปทบทวนพิจารณาโครงการต่าง ๆ ที่มีการกล่าวขานเรียกว่า เป็นโครงการประชานิยม และตัดลดค่าใช้จ่ายในโครงการเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องต่าง ๆ ที่ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ กันค่อนข้างมาก แต่เรื่องที่มีความสำคัญมากที่สุดที่เป็นภาระต่องบประมาณของรัฐบาล อย่างต่อเนื่องก็คือเรื่องภาระที่เกิดขึ้นจากโครงการจำนำข้าว ณ ปัจจุบันวงเงินสินเชื่อทั้งหมด เพื่อรองรับโครงการนี้อยู่ที่ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว และรัฐบาลได้เคยมีการยืนยันไว้ว่า จะไม่มีภาระสินเชื่อเกิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจากโครงการกล่าวคือจะมีแหล่งรายได้จากที่อื่น จากการระบายข้าวบ้าง อะไรบ้าง ซึ่ง ณ ปัจจุบันแผนการระบายข้าวของทางกระทรวงพาณิชย์ ก็ไม่ตรงตามเป้า ทำให้มีแนวโน้มสูงมากที่สุดท้ายแล้วจะต้องมีการปรับเพิ่มวงเงินสินเชื่อ ให้กับโครงการจำนำข้าวเกินกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่อยู่ในระดับปัจจุบัน ที่สำคัญก็คือ โครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้วมีการปิดบัญชีในปีแรกของโครงการ พบว่ามีการขาดทุนถึง ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท เม็ดเงินนี้เป็นเม็ดเงินมหาศาล ซึ่งก็จะมีการขาดทุนซ้ำซากในทุก ๆ ปี ที่มีการดำเนินการโครงการ ปีนี้ก็ชัดเจนนะครับว่าจากเดิมทีที่พรรคเพื่อไทยได้เคยยืนยันว่า โครงการนี้จะไม่ทำให้ประเทศชาติต้องขาดทุน เพราะราคาข้าวของตลาดโลกจะถูกดึงขึ้นมา อยู่ในระดับเดียวกันกับราคาข้าวของรัฐบาลที่ซื้อจากพี่น้องประชาชนที่เป็นเกษตรกร แต่ปรากฏว่าราคาข้าวในตลาดโลกนั้นไม่ได้ปรับขึ้นตามที่คาด และในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เอง เราก็ยืนยันมาตลอดว่ารัฐบาลคิดผิด ไม่มีทางที่จะมีการปรับราคาข้าวของตลาดโลกขึ้นมา ในระดับของรัฐบาลได้ และจะส่งผลให้รัฐบาลต้องขาดทุนมหาศาลซึ่งก็เป็นไปตามนั้นจริง วันนี้ผมก็อยากที่จะให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านกิตติรัตน์ ณ ระนอง กรุณาชี้แจงจุดยืนของท่านในเรื่องนี้ ผมขออนุญาตที่จะเท้าความถึงบทสัมภาษณ์ของท่าน ที่ท่านได้ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๔ วันที่เราเริ่มต้นโครงการนี้ ท่านยืนยันครับ ต่อคำถามของสื่อมวลชนว่าโครงการนี้จะไม่ทำให้รัฐบาลไทยหรือประเทศไทยจะต้องขาดทุน มากกว่าเงินงบประมาณที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ได้เคยใช้ในโครงการประกันรายได้ของพี่น้องเกษตรกร ซึ่งเม็ดเงินที่เราได้ใช้นั้นสรุปรวมเพียงปีละ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท และล้วนแล้วแต่เป็นเม็ดเงิน ที่มีการโอนโดยตรงเข้าถึงมือประชาชน ทุกบาททุกสตางค์ มาถึงวันนี้ปรากฏชัดเจนแล้ว ตามข้อมูลของกระทรวงของท่านเองว่าโครงการจำนำข้าวขาดทุนถึง ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมได้ตั้งคำถามผ่านสื่อมวลชนไปว่าที่ท่านเคยให้สัมภาษณ์ว่าถ้าขาดทุนมากกว่างบประมาณ ที่รัฐบาลประชาธิปัตย์เคยใช้ในโครงการประกันรายได้ไม่ต้องมาถามท่านว่าท่านจะรับผิดชอบ อย่างไร ท่านจะแสดงตนเอง มาถึงวันนี้ผมยังไม่เห็นการแสดงความรับผิดชอบแต่อย่างใด สื่อมวลชนไปถามท่านเมื่อวันก่อนครับว่าสุดท้ายแล้วท่านจะรับผิดชอบอย่างไร ท่านบอกว่า เรื่องนี้เอาไว้คุยกันในสภา วันนี้ผมยืนอยู่ตรงนี้ในสภาแล้วครับ ท่านรัฐมนตรีอยู่ที่ไหนครับ ท่านรัฐมนตรียังอยู่ในสภาแห่งนี้ขอให้กลับเข้ามาและตอบต่อสภาไปถึงพี่น้องประชาชนว่า ท่านจะแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร และถ้าท่านต้องการที่จะอ้างการขาดดุลในงบประมาณที่ลดลง ผมขอเสนอให้ท่านยกเลิกโครงการ ประเภทนี้ และพวกเราก็จะชื่นชมต่อผลงานของท่านไปด้วย ก็น่าเสียดายครับเวลาพวกเรา ได้อ่านรายละเอียดงบประมาณปี ๒๕๕๗ นึกถึงคะแนนเสียงข้างมากที่ท่านมีอยู่ว่าท่านได้ใช้ คะแนนเสียงข้างมากนั้นทำประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนอย่างไร การจัดทำงบประมาณ ถือว่าเป็นโอกาสที่สำคัญโอกาสหนึ่งของรัฐบาลที่จะตอบโจทย์แก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน แต่วันนี้ผมถามง่าย ๆ ครับ ขอถามง่าย ๆ ว่าด้วยอำนาจเสียงข้างมากที่ท่านมีอยู่นั้นวันนี้ประชาชน หายจนแล้วหรือยัง ท่านได้สามารถแก้ปัญหาความยากจนให้กับพี่น้องคนไทยหรือไม่ ท่านได้ สามารถที่จะประสานให้ภาระหนี้สินของพี่น้องประชาชนลดลงหรือไม่ ท่านได้เพิ่มโอกาส การออมของพี่น้องประชาชนเพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตของเขาหรือไม่ เรามาดูที่ตัวเลข เศรษฐกิจระดับมหภาคกันนะครับ ตรงนี้จะชี้ให้เห็นว่าท่านล้มเหลวในทุก ๆ เรื่องที่เกี่ยวข้อง กับประชาชน ตัวเลขล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ศสช. หรือที่เคยเรียกกันว่าสภาพัฒน์ ชี้ชัดนะครับว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ของประเทศเราที่เคยคาดไว้ ๔.๕-๕.๕ เปอร์เซ็นต์ และเป็นตัวเลขที่ท่านใช้เป็นสมมุติฐานหลัก ในการกำหนดงบประมาณปี ๒๕๕๗ ฉบับนี้ที่เรากำลังพิจารณาอยู่ ทางสภาพัฒน์ได้มีการปรับลด ประมาณการลงเหลือ ๔.๒-๕.๒ เปอร์เซ็นต์ ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดนะครับ สาเหตุหลัก ที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจนั้นชะลอตัวลงเป็นเพราะการขยายตัวในส่วนของการบริโภค ของพี่น้องประชาชนนั้นปรับลดลงต่ำกว่าเป้าอย่างมาก ในไตรมาสแรกของปีปฏิทิน ๒๕๕๖ พบว่าการบริโภคมีอัตราขยายตัวเพียง ๓.๙ เปอร์เซ็นต์ เทียบกับการขยายตัวทั้งปีในปี ๒๕๕๕ ที่ ๖.๘ เปอร์เซ็นต์ ลดลงครึ่งหนึ่ง นี่คือข้อเท็จจริงและสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วก็เป็นคำถาม กับทุกคนว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เพราะรัฐบาลพูดอยู่ทุกวันว่าเศรษฐกิจดี รัฐบาลอย่าไปโทษ เรื่องของการส่งออก อย่าไปโทษแบงก์ชาติหรือหน่วยงานเศรษฐกิจอื่น ๆ เพราะในไตรมาสเดียวกัน การส่งออกของประเทศไทยโดยรวมเพิ่มขึ้น ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าอัตราการขยายตัวภาคส่งออก ทั้งปี ปี ๒๕๕๕ ซึ่งมีการขยายตัวอยู่เพียงแค่ ๓.๒ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการส่งออกเทียบกันแล้วดีขึ้น แต่การบริโภคภายในประเทศกลับเป็นเรื่องที่มีการชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด และล่าสุดเดือนเมษายน ที่ผ่านมาตัวเลขการส่งออกก็ชี้ให้เห็นว่ามีการส่งออกเพิ่มขึ้นกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งการส่งออก ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมที่อ้างมาโดยตลอดว่าได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้น ก็มีอัตราการขยายตัวที่สูง และตัวถ่วงกลับกลายเป็นการส่งออกภาคการเกษตร ซึ่งก็มีผลโดยตรง จากนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะในเรื่องของการจำนำข้าวทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ณ วันนี้ หยุดทะเลาะกันได้แล้วกับหน่วยงานเศรษฐกิจอื่น ๆ ต่างคนต่างหน้าที่ ท่านเองก็ควรจะหันกลับมา ทำหน้าที่ของท่าน และที่ผมพูดอย่างนั้นก็เป็นเพราะการบริหารจัดการเรื่องของกำลังซื้อ ของพี่น้องประชาชน เรื่องของการบริโภคภายในประเทศนั้นเป็นหน้าที่โดยตรงของทางรัฐบาล นโยบายต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้ผลักดัน โดยเคยอ้างไว้ว่าเป็นนโยบายที่จะนำไปสู่การกระตุ้นกำลังซื้อ กระตุ้นเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชนนั้นสรุปได้ว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเป็นเพราะอะไร ท่านต้องกลับไปทบทวน สุดท้ายแล้วเป็นเพราะ ๓๐๐ บาทที่เป็นค่าแรงขั้นต่ำที่ท่านเพิ่มให้กับ พี่น้องประชาชนนั้นเป็นการเพิ่มจริงหรือไม่ ผมเรียนตามตรงนะครับว่า ถ้าค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้น ๓๐๐ บาทจริง ซึ่งในบางจังหวัดหมายถึงการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำมากกว่าเท่าตัวกำลังซื้อ ของพี่น้องประชาชนต้องดีกว่านี้ อัตราการขยายตัวการบริโภคภายในประเทศต้องดีกว่า ๓.๙ เปอร์เซ็นต์แน่นอน ดังนั้นจึงเป็นคำถามครับว่าที่ผ่านมา ๓๐๐ บาทได้กันจริงหรือเปล่า หรือเป็นเพียงแค่ปรับมูลค่าสวัสดิการอื่น ๆ มาเหมารวมกันทำเป็นว่าจ่ายแล้ว ๓๐๐ บาท ตามกฎหมาย แต่สุดท้ายรายได้ของผู้ใช้แรงงานกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นจริง หรือ ๑๕,๐๐๐ บาท ให้กับปริญญาตรีท่านทำแล้วหรือยังครับ ณ วันนี้มีพี่น้องประชาชนจบวุฒิปริญญาตรี ที่ยังมีเงินเดือนไม่ถึง ๑๕,๐๐๐ บาท จำนวนหลายแสนหลายล้านคนในประเทศ ๑๕,๐๐๐ บาท จำนวนหลายแสนหลายล้านคนในประเทศ แม้แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐเองครับ ก็ยังมีเจ้าหน้าที่อีกจำนวนมากที่จนถึงทุกวันนี้ยังไม่ได้รับการปรับเงินเดือนเป็น ๑๕,๐๐๐ บาท ตามนโยบายของรัฐบาล และนั่นคือสาเหตุที่ตัวเลขกำลังซื้อของพี่น้องประชาชนถึงไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาลหรือตามที่รัฐบาลเคยอ้างไว้ แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอน และไม่ได้เป็นเพียงแค่วาทกรรมทางการเมืองครับ ก็คือของแพงทั้งแผ่นดิน ค่าครองชีพ ของพี่น้องประชาชนเพิ่มขึ้นนี่เป็นคำอธิบายที่ชัดเจนที่สุดครับว่าทำไมอัตราการขยายตัว การบริโภคภายในประเทศถึงได้ปรับลดลงกว่าประมาณการของรัฐบาล ส่วนหนี้สินภาคประชาชน ก็เพิ่มขึ้นซึ่งก็เป็นตัวสะท้อนให้เราได้เห็นอีกว่าสุดท้ายแล้วรายได้ของพี่น้องประชาชนไม่เพียงพอ ที่จะรองรับค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากประวัติการณ์แพงทั้งแผ่นดินที่พี่น้องประชาชนต้องประสบ อยู่ทุกวันนี้ รายได้บุคคลในช่วงปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น ๗ เปอร์เซ็นต์ สินเชื่อบุคคลในระยะเวลา เดียวกันเพิ่มขึ้น ๒๑ เปอร์เซ็นต์ ไม่เคยปรากฏมาก่อนครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านรัฐมนตรีออกมา บอกว่าความจริงสัดส่วนหนี้สินภาคประชาชนเทียบกับรายได้ก็เพิ่มขึ้นมาทุกปี แต่สังเกตนะครับ ตัวเลขที่ท่านอ้างในสภาเมื่อสักครู่นี้สะท้อนให้เห็นชัดว่าช่วงที่มีการปรับเพิ่มขึ้นน้อยที่สุดก็คือ ช่วงของรัฐบาลที่แล้ว ท่านอ้างว่าก้าวกระโดดปี ๒๕๕๔ เป็นเพราะรัฐบาลนี้เข้ามาบริหารราชการ ช่วงท้ายปีเท่านั้น แต่จริง ๆ สาเหตุหลักที่หนี้สินภาคประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงปี ๒๕๕๔ ก็เพราะว่าการบริหารจัดการเรื่องน้ำท่วมที่ล้มเหลวของรัฐบาลนี้เองละครับ เพิ่มค่าใช้จ่าย แล้วก็ทำให้พี่น้องประชาชนจำนวนหลายแสนหลายล้านคนขาดรายได้ในช่วงนั้น จนมาถึงปี ๒๕๕๕ ก็ก้าวกระโดดขึ้นมาอีกจนทำให้หนี้สินภาคประชาชนสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉลี่ยสินเชื่อ ในระบบธนาคารเพิ่มขึ้นในช่วงระยะเวลาเดียวกันเพียงแค่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แต่สินเชื่อภาคประชาชน เพิ่มขึ้นเกือบ ๒๒ เปอร์เซ็นต์ และตามที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้ชี้แจง ไปแล้วเมื่อเช้านี้หลาย ๆ สาเหตุที่ทำให้สินเชื่อภาคประชาชนเพิ่มขึ้นนั้นก็เป็นเพราะนโยบาย ของรัฐบาลโดยตรง สินเชื่อยานยนต์เพิ่มขึ้นถึง ๓๔ เปอร์เซ็นต์ในช่วงที่ผ่านมาเป็นเพราะอะไรครับ ผมไม่ต้องพูด ทุกคนก็คงคิดได้ว่าสาเหตุก็มาจากโครงการรถคันแรกของรัฐบาลนั่นเอง เพราะฉะนั้นทุกวันนี้หนี้ส่วนบุคคลของคนไทยเฉลี่ยอยู่ที่ ๑๓๔,๙๐๐ บาท คิดเป็นสัดส่วนของจีดีพี ของประเทศนะครับ เพิ่มขึ้นจากสมัยปี ๒๕๕๒ ที่พวกผมเข้ามาเป็นรัฐบาลอยู่ที่ ๖๑ เปอร์เซ็นต์เป็นถึง ๗๗ เปอร์เซ็นต์ ณ สิ้นปี ๒๕๕๕ ไม่เคยมีการเพิ่มสัดส่วนการเป็นหนี้ของพี่น้องประชาชนมาก และรวดเร็วเท่านี้มาก่อน และเป็นสาเหตุที่ทำให้รัฐบาลจนถึงทุกวันนี้ยังหลงคิดว่าเศรษฐกิจนั้นดี ไม่มีใครมีปัญหาเพราะอะไรครับ เพราะรัฐบาลมองภาระหนี้สินของรัฐเอง มองว่าหนี้สาธารณะของรัฐ อยู่ที่ระดับเพียงแค่ ๔๔ เปอร์เซ็นต์ พูดแล้วพูดอีกว่ากู้ได้อีก ไม่มีผลต่อเสถียรภาพทางการคลัง ของประเทศแต่นั่นคือประเทศ ท่านลืมพี่น้องประชาชนไป ท่านลืมหันไปมองว่าในขณะที่ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของท่าน ของประเทศ ของรัฐอยู่ที่ ๔๔ เปอร์เซ็นต์นั้น สัดส่วนหนี้สิน ของประชาชนต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นมาเป็นเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว เกือบเท่าตัวเทียบกับสัดส่วนหนี้ ของรัฐเอง โดยรวม ณ วันนี้หนี้สินภาคประชาชนมีเม็ดเงินรวมเกือบ ๙,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทกว่า ๔๐๐,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือนและ ณ ปัจจุบันจากการสำรวจของสถาบันสถิติแห่งชาติพบว่า มีพี่น้องประชาชนเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือนทั้งประเทศคือ ๙,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ไม่มีรายได้เพียงพอที่จะออมเงินแม้แต่บาทเดียว และความมั่นคงในชีวิตของพี่น้อง ๙,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนนี้อยู่ที่ไหนครับ ดังนั้นตรงนี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมมีข้อกังวล ต่อผลของการจัดทำงบประมาณของท่านที่เรากำลังพิจารณาอยู่วันนี้อย่างมาก เพราะท่าน ยังหลงคิดว่าทุกอย่างยังดีอยู่ มาวรรคแรก หน้าแรกของเอกสารงบประมาณโดยสังเขป ก็ชัดแล้วครับ สมมุติฐานของท่านก็ยังอยู่ที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ๔.๕-๕.๕ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่หน่วยงานของรัฐ ได้ปรับลดส่วนนี้ลงมาแล้ว ท่านบอกว่าที่เศรษฐกิจยังจะมีอัตราขยายตัวที่ดีต่อไปนั้นเป็นเพราะ จะมาจากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์ที่ดี มาถึงวันนี้ เราทราบแล้วครับว่าไม่เป็นจริง อัตราการขยายตัวต่ำกว่าที่ท่านคาดไว้อย่างมาก ท่านบอก ผมขออนุญาตอ่านต่ออีกเล็กน้อยครับท่านประธาน ว่าตามรายได้ภาคครัวเรือนที่ปรับตัวดีขึ้น จากการฟื้นตัวของภาคการผลิตและการเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำ มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นครับ กำลังซื้อของพี่น้องประชาชนไม่ได้ปรับขึ้นอย่างที่ท่านว่า เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมอยากที่จะบอกว่าในส่วนของการจัดทำงบประมาณส่วนนี้ยังมีสาเหตุที่ควรจะต้องพิจารณา ปรับปรุงอีกมาก ถามว่าที่เศรษฐกิจดีนั้น ณ ปัจจุบันอะไรดี หรือใครได้ประโยชน์ มันก็เป็น เรื่องที่แปลกนะครับ เพราะว่า ณ วันนี้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์เพิ่มสูงขึ้น สูงที่สุดเกือบจะเป็น ประวัติการณ์แล้ว อีกไม่กี่ร้อยจุดก็จะเท่ากับระดับก่อนวิกฤติเศรษฐกิจช่วงต้มยำกุ้ง ส่วนมูลค่า ของตลาดหลักทรัพย์ก็สูงที่สุดไปแล้วเมื่อเทียบกับทุกยุคทุกสมัยที่เคยมี ไตรมาสแรกที่ผ่านมา ผลประกอบการของบริษัทชั้นนำ ๓๐๐ กว่าบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้นเพิ่มขึ้น กว่า ๑๔ เปอร์เซ็นต์ มีอัตราการขยายตัวที่สูงกว่าจีดีพี อัตราขยายตัวที่สูงกว่าทุกหมวดในจีดีพี ในส่วนของภาคประชาชน ความหมายคืออะไรครับ ความหมายคือนายทุนบริษัทขนาดใหญ่ ล้วนแล้วแต่ได้ประโยชน์จากนโยบายของท่าน บริษัทขนาดใหญ่ล้วนแล้วแต่มีผลประกอบการ ที่สูงที่สุดที่เขาเคยมีมา ไม่น่าแปลกใจครับ ความจริงยอดขายเขาไม่ได้เพิ่มขึ้นมากขนาดนั้น ในไตรมาสแรกยอดขายเพิ่มขึ้นเพียงแค่ประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์ แต่กำไรเพิ่มขึ้นเยอะ เพราะท่านลดภาษีให้กับเขาครับ ถามว่าเมื่อบริษัทจดทะเบียนกำไรเพิ่มขึ้นขนาดนี้นะครับ ในขณะที่ผลผลิตมวลรวมของประเทศกลับปรับลดลง ความหมายคืออะไรครับ ก็อย่างที่ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้กล่าวไว้ครับ รวยกระจุก จนกระจาย นั่นคือสิ่งที่เรา กำลังเห็นชัดแล้วกำลังสัมผัสได้ด้วยตัวพวกเราเอง เพราะฉะนั้นรัฐบาลควรที่จะปรับปรุง และที่สำคัญเป็นประเด็นสุดท้ายของผมก็คือ รัฐบาลไม่ควรมุ่งแต่ที่จะกู้ยืมเงิน รัฐบาลตอนนี้ กำลังแสดงให้เห็นชัดเจนว่าให้ความสำคัญของงานน้อยกว่าให้ความสำคัญของเงิน ที่ผมพูด อย่างนั้นก็เพราะในส่วนของงบประมาณปี ๒๕๕๗ ท่านได้ปรับลดงบประมาณในส่วนของ การลงทุนลงเทียบกับงบประมาณปีที่แล้ว แล้วท่านก็คงลุกขึ้นอธิบายอ้างว่านั่นเป็นเพราะ ท่านไปกู้นอกระบบเอามาลงทุนแทนจึงไม่จำเป็นที่จะต้องกู้ในระบบตามระบบงบประมาณ และสาเหตุที่ทำเช่นนั้นท่านก็อธิบายมาโดยตลอดบอกว่าจำเป็นต้องทำเช่นนั้นเพราะงบการลงทุน ในงบประมาณไม่เพียงพอต่อการรองรับโครงการต่าง ๆ ที่ประเทศต้องการเรื่องของโครงการ พวกผมไม่เถียง การลงทุนเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะการลงทุนในระบบสาธารณูปโภค คมนาคม ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องรีบเร่งดำเนินการ แต่การที่ท่านอ้างว่าต้องโยกไปกู้นอกระบบงบประมาณนั้น เพราะสาเหตุที่ท่านให้ว่างบการลงทุนในระบบงบประมาณไม่เพียงพอเป็นการหลอกลวงประชาชน สาเหตุที่งบลงทุนในงบประมาณต่ำกว่างบลงทุนในปีที่แล้วและไม่เพียงพอต่อการใช้ ตามคำอ้างของท่าน ก็เป็นเพราะมันต่ำกว่าตามนโยบายของท่านเอง ถามว่าท่านสามารถ ที่จะลงทุนในโครงการต่าง ๆ ในงบประมาณได้หรือไม่ ผมขออนุญาตที่จะฉายภาพที่เตรียมไว้ครับ ท่านประธาน และได้ขออนุญาตท่านประธานไว้แล้ว เชิญห้องโสตทัศนูปกรณ์ครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ภาพนี้พวกเราอาจจะจำได้นะครับ ผมได้ปรับปรุงจากการอภิปรายที่เราเคยอภิปรายในวาระหลักการร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้ตรงต่อข้อเท็จจริง ณ ปัจจุบัน ภาพนี้แสดงให้เห็นชัดครับว่า ท่านสามารถที่จะจัดงบลงทุนเพิ่มเติมในงบประมาณได้ เพียงพอที่จะรองรับการใช้เงิน ในการลงทุนในทุกโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการในร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และโครงการในการลงทุนตาม พ.ร.ก. ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทด้วย แต่ท่านเลือกที่จะไม่ดำเนินการ ผมขออธิบายเร็ว ๆ นะครับ เส้นขีดดำคือเพดานหนี้สาธารณะตาม พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ กล่าวคือในแต่ละปีงบประมาณนั้นรัฐบาลห้ามขาดดุลเกินเส้นนั้น ส่วนตารางตามรายแท่งข้างล่างผมได้รวมการขาดดุลในงบประมาณคือสีส้มบวกกับแผนการเบิกจ่าย งบประมาณตามแผน พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คือแท่งสีแดง ท่านก็จะเห็นอย่างเช่น ในปี ๒๕๕๗ ว่ายังมีช่องว่างทางการคลังก็คือช่องระหว่างเส้นสีดำที่เป็นเพดานกับความจำเป็น ในการกู้ยืมเพื่อชดใช้การขาดดุลบวกการกู้ยืมผ่านร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีช่องว่างเหลืออยู่กว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านเลือกที่จะไม่ใช้ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ แต่กลับไปอาศัยการกู้นอกระบบผ่านร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแทน ไล่ไปได้ทุกปีครับ ตามแผนการเบิกจ่ายร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านบอกว่าจะมีการเบิกจ่ายมากที่สุด คือปี ๒๕๕๙ เราก็พบว่าในเมื่อท่านมีแผนที่จะบริหารให้งบประมาณแผ่นดินเป็นงบสมดุล ภายในปี ๒๕๖๐ ดังนั้นไม่มีการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลในงบประมาณแล้วก็จะเหลือเพียงแค่ การกู้เพื่อรองรับร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และ พ.ร.ก. ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ยังมีช่องว่างทางการคลังหลายแสนล้านบาทให้ท่านสามารถใช้ได้ใน พ.ร.บ. งบประมาณ ของแต่ละปีทุก ๆ ปีเพียงแต่ท่านเลือกที่จะไม่ทำ เพราะฉะนั้นหยุดได้แล้วครับที่ท่านคอยชี้แจง กับพี่น้องประชาชนบอกว่าก็เงินในงบประมาณมันไม่พอจึงจำเป็นต้องไปออกกฎหมายพิเศษ มันไม่พอเพราะท่านไม่จัดสรรให้และท่านไม่จัดสรรให้เพราะวันนี้เราทราบแล้วครับ ผมเอง ก็ร่วมเป็นกรรมาธิการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเช่นเดียวกัน ท่านไม่จัดสรร โครงการเหล่านั้นไว้ในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ เพราะโครงการเหล่านั้นไม่มีความพร้อมจาก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยรวมนักวิชาการเองได้ประเมินว่าโครงการที่มีความพร้อม ดำเนินการจริงมีมูลค่าโดยรวมไม่ถึง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พูดง่าย ๆ โครงการใหญ่ ๆ ที่เป็นข่าว วันนี้รถไฟความเร็วสูงแม้แต่รถไฟทางคู่เกือบกว่าครึ่งของโครงการที่ท่านนำเสนอ ถ้าท่านเอามาเสนอ ให้กับกรรมาธิการงบประมาณได้พิจารณาไม่มีทางผ่าน ไม่มีทางได้รับการจัดสรรงบประมาณ เพราะขาดความพร้อม หลายโครงการยังไม่ได้มีการศึกษาเรื่องของความเป็นไปได้หรือความคุ้มค่า ของโครงการเลยครับ และนั่นคือสาเหตุที่ท่านต้องออกไปกู้พิเศษเอาเงินมาไว้ก่อนโครงการ เอาไว้ทีหลัง ท่านเองต้องการที่จะหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ท่านหลีกเลี่ยงเรื่องของความโปร่งใส ผมจะเล่าให้พวกเราฟังสั้น ๆ นะครับว่าในคณะกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น กรรมาธิการเสียงข้างน้อยเราขอมีที่ปรึกษาที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาให้คำแนะนำเรา เราจะได้ปฏิบัติหน้าที่ของเราในฐานะกรรมาธิการได้ ปรากฏว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากปฏิเสธ แม้แต่เราให้คำมั่นว่าผู้ที่จะมาเป็นที่ปรึกษาของเราเผื่อว่ารัฐบาลอาจจะกังวลว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ มาเห็นความจริงแล้วออกมาสัมภาษณ์ทำให้รัฐบาลเสียหาย เราให้คำมั่นด้วยซ้ำไปว่าใครก็แล้วแต่ ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาในส่วนของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เราปิดปากเลยครับ ไม่ให้ออกไปสัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนและปิดปากแม้แต่จะพูดในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ เราก็ไม่ให้พูด เว้นแล้วแต่ว่าประธานในที่ประชุมจะชี้แล้วก็เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น ถึงขนาดนั้นกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ยังไม่ยอมให้เราแต่งตั้งที่ปรึกษาตามความต้องการ ของเรา เพราะฉะนั้นโอกาสในการตรวจสอบจึงไม่มีและหนึ่งในที่ปรึกษาที่เราเสนอเข้าไป ก็เป็นตัวแทนจากโครงการป้องกันคอร์รัปชันของภาคเอกชนที่รัฐบาลเคยอ้างว่าต้องการที่จะ ขอความร่วมมือจากเขาเพื่อมาตรวจสอบว่าโครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นบริสุทธิ์ผุดผ่อง โปร่งใสจริง นี่คือสะท้อนถึงเจตนาทั้งหมดของรัฐบาลและตราบใดที่ท่านไม่เอาโครงการเหล่านี้ มาบรรจุไว้ในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี ๒๕๕๗ ผมก็ไม่สามารถที่จะเห็นด้วยในหลักการ กับงบประมาณฉบับนี้ได้ และผมอยากจะบอกกับรัฐบาลผ่านท่านประธานไปครับว่า ที่ท่านทำอย่างนี้ท่านกำลังเสี่ยงกับการที่แผนการลงทุนของประเทศจะต้องสะดุด ผมบอกให้ครับว่า วิธีที่มั่นคงที่สุดในการที่จะยืนยันว่าโครงการเหล่านี้จะเดินหน้าต่อไปได้แน่นอนคือเอา โครงการเหล่านี้มาบรรจุไว้ในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ เมื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ เสร็จเรียบร้อยมีการจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณโครงการเหล่านี้เดินหน้าแน่นอน แต่การที่ท่านยกโครงการสำคัญ ๆ เหล่านี้ออกไปอยู่ใน พ.ร.บ. พิเศษ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.ก หรือ พ.ร.บ. ก็ตาม สุ่มเสี่ยงต่อการที่สุดท้ายแล้วจะไม่สามารถดำเนินการในโครงการเหล่านี้ได้เลย เพราะอะไรครับ พ.ร.ก. จะหมดอายุอยู่แล้ว สิ้นเดือนมิถุนายนนี้ท่านยังไม่ได้กู้เงินเลยนะครับ จะหมดอายุอยู่แล้ว สิ้นเดือนมิถุนายนนี้ถามว่าท่านจะสามารถใช้เงินได้ทันหรือไม่ ส่วนร่าง พ.ร.บ. ผมยังยืนยันครับขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเมื่อมีการพิจารณาต่อไปพวกผมก็จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ และถ้าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเห็นตรงกับการตีความของเรา จะเกิดอะไรขึ้นกับโครงการเหล่านี้ครับ ต้องไปรอการบรรจุเข้างบประมาณปี ๒๕๕๘ ทั้ง ๆ ที่ ท่านสามารถที่จะขอเงินจากงบประมาณปี ๒๕๕๗ ได้เลยแต่ท่านไม่ทำ นี่คือการบริหารเอาเงิน เป็นที่ตั้งงานมาทีหลังและเป็นสาเหตุที่ผมคนหนึ่งคงไม่สามารถที่จะเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๕๗ ของรัฐบาลนี้ได้ครับ ขอบคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ รัฐบาลชี้แจงครับ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่รับผิดชอบงานด้านวิจัยในขณะนี้ ผมอยากจะชี้ สักเล็กน้อยครับว่ากรณีที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรท่านได้อภิปรายกล่าวหาพูดว่า รัฐบาลนี้ไม่ให้ความสำคัญเรื่องงานวิจัยของประเทศ แล้วท่านก็ได้พูดว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ปรับลดงบประมาณด้านการวิจัยของประเทศลง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นท่านยังบอกว่า ในสมัยรัฐบาลของท่านท่านเป็นผู้ริเริ่มบูรณาการเรื่องการวิจัยร่วมระหว่าง ๕ ส. และ ๑ ว. มาร่วมกันวิจัยนะครับ ๕ สถาบัน และสภาวิจัยแห่งชาตินะครับ แล้วท่านก็บอกว่าเหมือนกับ รัฐบาลท่านยิ่งลักษณ์ไม่รู้ว่านักวิจัยส่วนใหญ่ที่เก่ง ๆ อยู่ในมหาวิทยาลัย นอกจากนั้นท่านยังพูดว่า ท่านชี้ว่าตัวเลขสมัยรัฐบาลท่านนั้นในปี ๒๕๕๔ ท่านได้จัดงบประมาณงานวิจัยไว้ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็จะเป็นการจัดให้มหาวิทยาลัยใช้วิจัยประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งตัวเลขต่าง ๆ ของท่าน และท่านก็เปรียบเทียบว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์จัดงบปี ๒๕๕๕ ให้มหาวิทยาลัยวิจัยเพียง ๘๐๐ ล้านบาท และงบปี ๒๕๕๖ สำหรับมหาวิทยาลัยวิจัย ๕๐๐ ล้านบาท ผมอยากจะอธิบายอย่างนี้ครับ เพราะว่าถ้าพี่น้องประชาชนฟังการอภิปรายของผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรจะเข้าใจผิด เพราะท่านหยิบยกตัวเลขมานั้นค่อนข้างที่จะชี้แจงตัวเลขไม่ตรงกัน ตัวเลขที่อยู่ในมือผมนี่ ผมได้จากสถาบันวิจัยแห่งชาติครับท่านประธาน ปี ๒๕๕๔ รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์จัดงบประมาณไว้ ๑๐,๑๐๙ ล้านบาท จัดให้กระทรวงศึกษาธิการ ๔,๐๖๑ ล้านบาทแค่นั้นเอง และท่านก็บอกว่า งานนี้เป็นงานวิจัยมหาวิทยาลัย ไม่ใช่ครับ งบสำหรับให้มหาวิทยาลัยวิจัยมีแค่ ๑,๙๗๐ ล้านบาท จาก ๔,๐๖๑ ล้านบาทนะครับ อันนี้ตัวเลขจะได้ตรงกันนะครับ เพราะว่าพอมารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ปี ๒๕๕๕ ซึ่งที่จริงแล้วเรามาทำงบประมาณต่อจากท่านพวกท่านเตรียมไว้เกือบหมดแล้ว เราเพียงแต่มาพิจารณาวาระที่หนึ่ง วาระที่สอง วาระที่สาม เพราะเราเข้ามาเป็นรัฐบาล ปรากฏว่า งบกระทรวงศึกษาธิการงบด้านวิจัยนะครับ ลดลงจาก ๔,๐๖๑ ล้านบาท เหลือ ๒,๔๔๔ ล้านบาท งบที่ไปใช้ให้มหาวิทยาลัยวิจัย ๘๐๐ ล้านบาท แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็มาเพิ่มเป็นงบเพื่อให้ใช้ ในการวิจัยแบบมุ่งเป้า คือ ๕ สถาบัน ๕ ส. และ ๑ วช. เพิ่มขึ้นมา ในรัฐบาลปี ๒๕๕๔ ไม่มีนะครับ ปี ๒๕๕๕ เพิ่มมาเป็น ๖๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๖ เพิ่มมาเป็น ๑,๐๐๐ ล้านบาท ทีนี้งบประมาณด้านการวิจัยของประเทศเมื่อปี ๒๕๕๕ ไม่ได้ลดลงมาเหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ลดลงมา ๒๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างที่ท่านว่า จากปี ๒๕๕๔ ที่ท่านกำหนดไว้ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๕ เหลือ ๘,๗๓๓ ล้านบาท ลดไป ๑๓ เปอร์เซ็นต์ พอปี ๒๕๕๖ เพิ่มขึ้นมาเป็น ๘,๙๖๗ ล้านบาท ก็เพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๕๕ ๒ เปอร์เซ็นต์ อยากจะกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า รัฐบาลนี้เห็นปัญหาว่าปัญหาของประเทศไทยในตอนนี้ มีอะไรบ้าง รัฐบาลที่จริงแล้วต้องการเพิ่มงบประมาณด้านการวิจัยของประเทศให้เพิ่มขึ้น ตามที่ได้ประกาศไว้ในนโยบายของรัฐบาล แต่ปัญหาของประเทศขณะนี้เราขาดแคลนจริง ๆ เราขาดแคลนนักวิจัยครับ ถึงแม้เราจะจัดสรรงบประมาณขึ้นไปได้มาก แต่นักวิจัยเราไม่เพียงพอ อันนี้ผมเป็นประธานในการพิจารณาเรื่องนี้กำลังศึกษากันอยู่ว่าจะเพิ่มนักวิจัยได้อย่างไร และผลงานวิจัยของประเทศไทยในขณะนี้ส่วนหนึ่งยังนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ไม่ได้นะครับ เหมือนอย่างที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ได้บอกว่าวิจัยแล้วขึ้นหิ้ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เราจะเปลี่ยนมาเป็นงานวิจัยแล้วใช้ประโยชน์เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศครับ นอกจากนั้นแล้ววันนี้งานวิจัยของภาครัฐจะต้องแสวงหาความร่วมมือกับภาคเอกชน เพราะเรามี ความร่วมมือกับภาคเอกชนน้อยมาก รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ การเยือนต่างประเทศของท่านนายกรัฐมนตรีและของผมเอง เราได้พาคณะนักวิจัยไปศึกษา ไปดูงาน ไปร่วมประชุมหารือกับสถาบันวิจัยในต่างประเทศ เพื่อจะหาความร่วมมือในการวิจัย ร่วมกัน เพื่อจะนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ นวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาให้กับประเทศไทย เราไม่ได้ล้าหลัง เราไม่ได้ล้าสมัย วันนี้เราเริ่มทำแล้ว ผมได้พาไปที่ประเทศรัสเซีย ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศสวีเดน ประเทศเยอรมนี และประเทศฮังการี ท่านประธานครับ รัฐบาลนี้ของบสำหรับงบประมาณ ด้านการวิจัยในปีนี้เอาไว้ ๑๒,๒๐๐ ล้านบาท ถ้าฝ่ายค้านจะสนับสนุนการวิจัยของชาติ ก็ขอความกรุณาครับว่าคณะกรรมาธิการงบประมาณของฝ่ายค้านอย่าได้ปรับลดเลยครับ วันนี้ตัวเลขมีขอไว้นะครับ ทุกกระทรวง ทบวง กรม ทุกสถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัยต่าง ๆ ๑๒,๒๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสมัยท่าน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านอภิสิทธิ์ครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ทราบว่า ท่านรัฐมนตรีฟังผมหรือเปล่านะครับ ตัวเลขที่ท่านมาพูดนี้ก็ตรงกับที่ผมบอกทุกอย่างเลย ผมบอกว่า มหาวิทยาลัยวิจัยทั้งโครงการ ๕,๐๐๐ ล้านบาทครับ แบ่งเป็น ๒,๐๐๐ ล้านบาท ๒,๐๐๐ ล้านบาท ๑,๐๐๐ ล้านบาท เริ่มต้นปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ ปี๒๕๕๖ นี่ครับ ท่านก็พูดตรงตามที่ผมบอกเลยครับ ปี ๒๕๕๔ ก็ให้เขา ๒,๐๐๐ ล้านบาทจริง ๆ ปี ๒๕๕๕ ท่านมาลดเขาเหลือ ๘๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๖ ท่านลดเขาเหลือ ๖๐๐ ล้านบาท ก็จึงขาดอยู่ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ตรงตามที่ ผมพูดนะครับ ส่วนที่บอกว่าลดไป ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านต้องคิดอย่างนี้สิครับ งบประมาณจากปีนั้น ถึงปีนี้เพิ่มขึ้นเท่าไร ถ้าวันนั้นฐานคือ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วท่านลดเป็น ๘,๐๐๐ ล้านบาท ๒ ปี มันก็ลดประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์อย่างที่ผมพูดนะครับ ตัวเลขง่าย ๆ น่าจะเข้าใจนะครับ ทีนี้ที่ผมเสียใจนิดหนึ่งคือท่านพยายามจะบอกว่า ที่สุดนี่ท่านไม่จัดงบมหาวิทยาลัยวิจัยให้ เพราะว่าไม่มีนักวิจัย ท่านยืนยันใช่ไหมครับ ผมจะให้ท่านดูง่าย ๆ นะครับว่าในการที่เราจัดงบ มหาวิทยาลัยวิจัยนี่เรากำหนดเป้าหมายครับ ๙ มหาวิทยาลัยที่ผมพูดว่าเป็นแกนหลัก ๗๕ เปอร์เซ็นต์ งานวิจัยนะครับ ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ เรากำหนดเอาไว้ว่าจำนวนผลงานตีพิมพ์เขาต้องทำได้ ๓,๕๒๗ ชิ้นงานนะครับ เขาทำได้จริง ๕,๙๐๐ ชิ้นงานครับ จำนวนบัณฑิตนะครับ เรากำหนด เป้าหมายให้เขา ๒,๗๐๐ คน เขาทำได้จริง ๔,๐๐๐ คนครับ เพราะฉะนั้นที่ท่านมาอ้างว่า ไม่มีนักวิจัย ไม่สามารถทำผลงานได้ ท่านไปดูหรือยังครับ ตัวเลขในโครงการนี้ที่ออกมา แล้วที่ท่านเพิ่งพูดเมื่อสักครู่นี้ว่าไปใช้ประโยชน์ก็ไม่ได้ สิทธิบัตร นโยบาย ผลงานที่ทำออกมา กำหนดเป้าหมายให้เขา ๗๐๗ เขาทำได้ ๑,๓๐๐ ครับ ท่านจะไม่ให้ก็ไม่ให้ครับ อย่าไปโทษ เขาเลยครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี ตัวเลขของท่านที่มีผลงานผมกำลังบอกท่านว่า ผลงานวิจัยบางผลงาน ที่ต้องขึ้นหิ้งเพราะไม่สามารถจะมาใช้ประโยชน์ได้ รัฐบาลเราต้องการนำผลงานวิจัยมาใช้ ประโยชน์ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศนะครับ หลาย ๆ งานวิจัยที่ให้ สถาบันศึกษาไป ปรากฏว่าให้งบประมาณในการวิจัยไปแล้วไม่ส่งผลงานก็มี ท่านเคยเห็นตัวเลขเหล่านี้ไหมครับ ถ้าเห็นตัวเลขท่านจะตกใจ อย่าให้ต้องพูดกันผมไม่อยากจะมาพูดเรื่องเหล่านี้ วันนี้รัฐบาล ตั้งใจที่จะพัฒนางานวิทยาศาสตร์ งานเทคโนโลยี งานนวัตกรรมใหม่ ๆ ท่านนายกรัฐมนตรี ถึงมอบหมายให้ผมมาดูแลงานวิจัยเพราะชีวิตนี้ผมทำงานวิจัยมาเยอะครับ มีเอกสารพับลิค (Public) ในต่างประเทศค่อนข้างที่จะเยอะทีเดียว ผมถามว่าท่านเคยทำวิจัยอย่างผมหรือไม่ ท่านเข้าใจงานวิจัยหรือไม่ ผมตั้งใจจะทำทุกอย่างเพื่อประเทศครับ วันนี้พานักวิทยาศาสตร์ หัวหน้าสถาบันต่าง ๆ ไปดู เพื่อไปสร้างความสัมพันธ์ ไปเรียนรู้จากเขา เอาความรู้ของเราไป แบ่งกับเขา ทำวิจัยร่วมกันระหว่างประเทศ ให้โอกาสรัฐบาลนี้ทำงานสิครับ ผมจะพิสูจน์ให้ท่านเห็น เพื่อความเจริญของประเทศชาติ พี่น้องประชาชน ลูกหลานไทยจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านก็ไม่ได้ ฟังผมอีกนะครับ ตัวเลขสุดท้ายที่ผมพูด ให้ความเป็นธรรมกับนักวิจัยเขานะครับ นี่คือตัวเลข ผลงานที่นำไปใช้ประโยชน์ได้ มีสิทธิบัตร มีอะไรต่าง ๆ กำหนดเป้าหมาย ๗๐๗ เขาทำได้ ๑,๓๐๐ ครับ เพราะฉะนั้นผมว่าท่านอย่าไปให้ร้ายนักวิจัยเขาเลยครับ โครงการนี้ท่านอาจใจแคบ เพราะว่ารัฐบาลที่แล้วเริ่มต้นไว้ก็สุดแล้วแต่ท่านครับ ส่วนท่านจะเป็นนักวิจัยดีเด่นหรือไม่ ผมไม่ทราบนะครับ ไม่เคยเห็นผลงานท่าน แต่ผมก็ยังไม่เคยเห็นนักวิจัยไหนที่ผลงาน เหมือนท่านนะครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านรองนายกรัฐมนตรีก่อนครับ ทีละท่าน เอาเฉพาะเนื้อหาสาระนะครับ อย่าไปโต้ตอบ กันเลยครับ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ รองนายกรัฐมนตรี ผมไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับท่านอภิสิทธิ์นะครับ ผลงานวิจัยของผมนี่ ท่านไปดูได้ ไปเสิร์ช (Search) ในกูเกิลได้ ผมไม่ได้ขี้โม้ ไม่ได้คุย ผลงานผมมี และผมเชื่อมั่นว่า รัฐบาลนี้สามารถดูแลเรื่องการวิจัยของประเทศให้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติกับพี่น้องประชาชนได้ ผมไม่เคยดูถูกนักวิจัยด้วยกัน สถาบันต่าง ๆ ที่ผมเชิญมาประชุม ผมมาวางแผนร่วมกันว่า เราจะทำงานอย่างไรในการวิจัยเพื่อให้ประเทศเราก้าวต่อไปได้ ก็ขอบคุณครับ สิ่งที่ท่านพูด ท่านจำไว้ก็แล้วกัน อนาคตท่านจะเป็นอย่างไรผมไม่รู้ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ลำดับอย่างนี้ เดี๋ยวผู้ที่จะอภิปรายจะได้ทราบ ต่อไปเป็นท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และกลับมาเป็น คุณหญิงกัลยา สลับกันก่อนนะครับ เมื่อสักครู่ท่านกรณ์ เดี๋ยวมาฝั่งนี้ก่อน

(นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านประท้วงอะไรครับ

นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ผมอยากจะขอประท้วงท่านประธานสักนิดครับว่ากรณีให้ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรกับท่านรองนายกรัฐมนตรีโต้กันไปโต้กันมาจะทำให้บรรยากาศในสภานี้ ไม่ค่อยดีเท่าไร เท่าที่ผ่านมาบรรยากาศดีมากเลยครับท่านประธาน ช่วงที่ผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรอภิปรายจบไปผมเองก็ได้นั่งฟังอยู่ แล้วท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ณ ระนอง ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านก็ชี้แจง ท่านก็ตัดพ้อว่าไม่มีอะไรที่จะถูกใจ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผมเองก็อยากจะให้บรรยากาศตรงนี้มันราบรื่นไปครับ ผมมีเอกสารเป็นยุทธศาสตร์ประเทศไทยผมจะมอบให้ท่านประธานครับ ผมจะมอบเอกสาร

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาอย่างนี้ครับ ไม่เป็นไร คืออย่างนี้ ท่านประท้วงท่านก็ไม่ประท้วง ท่านก็บอกว่าบรรยากาศ ผมควบคุมอยู่นะครับ นั่งลงเถอะครับ เดี๋ยวท่านจุลพันธ์ อมรวิวิฒน์ ต่อเลยครับ เชิญครับ

นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ นครราชสีมา

ผมขออนุญาตมอบเอกสาร

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่อนุญาตครับ เชิญท่านจุลพันธ์ครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กระผมต้องขอโอกาส ในการอภิปรายสนับสนุนงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๕๗ ของท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นะครับ ต้องกราบเรียนว่าพระราชบัญญัติงบประมาณไม่ใช่ของแปลกใหม่ ทุกปีรัฐบาลไทยก็จะทำมา ทุกรุ่น ทุกยุค ทุกสมัย ทั่วโลกเขาก็ทำกัน พระราชบัญญัติงบประมาณเป็นเครื่องมือสำคัญ ของรัฐบาลในการที่จะขับเคลื่อนองคาพยพของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ให้ได้ดำเนินกิจการไปตามยุทธศาสตร์ ไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐ และปี ๒๕๕๗ นี้ภายใต้ ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฉบับนี้ตั้งงบประมาณรายจ่ายไว้ทั้งสิ้น ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท ตั้งประมาณการ จ่ายรายรับไว้ที่ ๒.๒๗๕ ล้านล้านบาท เป็นการขาดดุลอยู่ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทถ้วน ผมต้องกราบเรียนว่าในการขาดดุลรายจ่าย งบประมาณมันเป็นเรื่องค่อนข้างปกติ โดยเฉพาะสังคมไทยเท่าที่ผมจำความได้เห็นมาหลายปี ก็จะมีแต่อายุของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่สามารถทำงบประมาณสมดุลได้ หลังจากนั้นก็มีเรื่องของปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัญหาทางสังคมต่าง ๆ นี่รัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา ก็ทำงบประมาณในลักษณะของการขาดดุลทั้งสิ้น แต่ต้องชื่นชมรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ได้นำเสนอ ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฉบับนี้มาลดการขาดดุลลงมาจากปีก่อนหน้า สิ่งที่เราเห็นได้ชัด ในเรื่องของการขาดดุลงบประมาณนั้น ท่านประธานครับ รัฐบาลในชุดปัจจุบันได้มีโอกาส ทำงบประมาณมาอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ ๓ ครั้งครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ แล้วปีนี้ที่จะทำกันอยู่คือปี ๒๕๕๗ จะเห็นได้ว่าการขาดดุลนี่ลดลงตามลำดับ เพราะว่าปี ๒๕๕๕ นี่ขาดดุลอยู่ที่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเท่ากับรัฐบาลก่อนหน้าทำมา ๒ ปี เขาก็ขาดดุล ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พอมาปี ๒๕๕๕ ก็ขาดดุล ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน ปีถัดมาปี ๒๕๕๖ ลดการขาดดุลเหลือ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้เหลือ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมต้องกราบเรียนว่านี่คือความชัดเจนของรัฐบาลเป็นความจริงใจของรัฐบาลที่จะมุ่งสู่การทำ งบประมาณสมดุลเพื่อให้งบประมาณของไทยนี่อยู่ภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคลัง การขาดดุลงบประมาณในปีนี้ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าไม่ได้เป็นภาระกับพี่น้องประชาชน แต่อย่างใด เป็นความตั้งใจของรัฐบาลเองที่ลดการจ่ายครับ ถ้าเราดูโครงสร้างของงบประมาณ กับประมาณการรายรับในปีที่ผ่านมาคือ ปี ๒๕๕๖ กับปี ๒๕๕๗ นั้น เราจะเห็นได้ว่าในสัดส่วน ของรายรับมีการปรับเพิ่มขึ้นมา ๑๒๕,๐๐๐ ล้านบาท คือปรับประมาณ ๘.๓ เปอร์เซ็นต์ ปรับเพิ่มในส่วนของประมาณการรายรับ ในขณะที่รายจ่ายนะครับมีการปรับเพิ่มขึ้นมาเพียง แค่ ๕.๒ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นมาประมาณแสนกว่าล้านบาทเช่นเดียวกัน นั่นก็คือรัฐบาลนี่เห็นถึง ความสำคัญของการเข้าสู่งบประมาณสมดุลก็เลยลดการเพิ่มของการจ่าย ซึ่งต้องชื่นชมรัฐบาล ที่มีความจริงใจในการที่จะมุ่งสู่งบประมาณสมดุลในอนาคตอันใกล้ การดูงบประมาณนั้นครับ ท่านประธานต้องดูเป็น ๒ ส่วน คือส่วนของรายได้แล้วก็ส่วนของรายจ่าย ในส่วนของรายได้นั้น ผมต้องกราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่าจากที่ตั้งประมาณการไว้ ๒.๒๗๕ ล้านล้านบาท เป็นตัวเลขที่อยู่บนพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ที่น่าเชื่อถือได้ แล้วก็ต้องชื่นชมท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มาแถลงเมื่อเช้านะครับ ท่านแถลงว่าวันนี้พื้นฐานทางเศรษฐกิจต่าง ๆ แน่นอนครับอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับที่คาดการณ์ ๒.๗-๓.๗ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่อัตราการเติบโต ของเศรษฐกิจลดลงมาเหลืออยู่ ๔-๕ เปอร์เซ็นต์ จากที่อยู่ในเล่มที่นำเสนอต่อสภาในเบื้องต้น มันพิมพ์ก่อนหน้าเราประมาณการไว้ที่ ๔.๕-๕.๕ เปอร์เซ็นต์ นี่คือความจริงใจของรัฐบาลที่จะ นำเสนอข้อมูลที่เป็นจริงกับภาคประชาชน กับสภาผู้แทนราษฎร ผมต้องกราบเรียนว่าการลด ประมาณการของการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญใด ๆ กับการทำ งบประมาณรายจ่ายในครั้งนี้ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้จึงเป็นประเด็นที่ไม่น่าห่วง ผมต้องกราบเรียน อย่างนี้ครับถ้าเราดูตัวเลขการจัดเก็บในปี ๒๕๕๖ จะเห็นว่าในช่วง ๗ เดือนแรกของการจัดเก็บ ที่ผ่านมาวันนี้รัฐบาลจัดเก็บได้เกินกว่าเป้าประมาณแสนกว่าล้านบาท หรือประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถ้าเราสามารถคงระดับการจัดเก็บเช่นนี้ได้ต่อไปนะครับ ผมเชื่อว่าเมื่อหมดปีงบประมาณ ปี ๒๕๕๖ หรือปีปัจจุบันนี่การขาดดุลงบประมาณที่คาดการณ์กันไว้เมื่อปีที่แล้วก็คงจะต่ำกว่า ที่เป็นนะครับ แล้วสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เมื่อประกอบกันเข้าทำให้เกิดความมั่นใจได้ครับว่าวันนี้รัฐบาล ได้ตั้งเป้าประมาณการรายจ่ายในปี ๒๕๕๗ นี่อยู่ในระดับที่ไม่น่าจะยากเกินไป ไม่น่าจะเป็น ปัญหาในการจัดเก็บให้ได้ตามเป้า และที่สำคัญที่สุดคือไม่มีผลกระทบ ไม่เป็นภาระกับ ภาคเศรษฐกิจของเอกชนใด ๆ ในส่วนของการจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ ตามพระราชบัญญัตินั้น ได้เรียนในเบื้องต้นว่าตั้งไว้ ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท ถ้าดูโครงสร้าง ท่านประธาน ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้จะเห็นได้เลยครับว่าประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด ของรายจ่ายทั้งหมดมุ่งเน้นไปยังการผลักดันด้านเศรษฐกิจนะครับ ด้านเศรษฐกิจนั้นถามว่ามีอะไรบ้าง รวมหมดไม่ว่าจะเป็นการจัดการที่ดินให้กับเกษตรกร การพยุงราคาผลผลิต การจำนำราคาสินค้า เรื่องของการเกษตร ปศุสัตว์ ป่าไม้ ประมง การควบคุมราคาทรัพยากร เชื้อเพลิงต่าง ๆ การควบคุมสนับสนุน พัฒนาด้านของอุตสาหกรรม ด้านแรงงาน การพาณิชย์ การท่องเที่ยว เรื่องของการบริหารจัดการเรื่องระบบการขนส่ง ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้รัฐบาลให้สัดส่วนถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับ ก่อนหน้าที่รัฐบาลของท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเข้ามาผมกราบเรียนว่าสัดส่วนของงบประมาณ ในส่วนที่มาสนับสนุนด้านเศรษฐกิจมีเพียงแค่ ๑๗ เปอร์เซ็นต์กว่าเท่านั้น วันนี้เราผลักดัน งบประมาณลงไปในส่วนของเศรษฐกิจถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นอีกประมาณ ๔๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทางรัฐบาลก็ได้ทุ่มลงไปยังด้านของการบริการชุมชน แล้วก็สังคม ซึ่งประกอบไปด้วยด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการเคหะและชุมชนก็คือเรื่องของการ จัดหาที่พักอาศัยให้กับพี่น้องประชาชน การวางผังเมือง เรื่องการสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาล สถานพยาบาลต่าง ๆ เรื่องของการประกันสุขภาพ เรื่องการศาสนา วัฒนธรรม และนันทนาการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกีฬา ศาสนา หรือสวนสาธารณะ สถานที่พักผ่อนหย่อนใจต่าง ๆ ด้านการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดการศึกษาก่อนปฐมวัยถึงระดับอุดมศึกษา การศึกษานอกโรงเรียน และทุนการศึกษาทั้งแบบการทุนการศึกษาให้กู้ยืม แล้วก็กู้ยืม และผ่อนชำระด้วยรายได้ในอนาคต ด้านสังคมสงเคราะห์ก็คือการดูแลพี่น้องประชาชนไม่ว่าจะ อยู่ในภาคส่วนใด ๆ ทุกเพศ ทุกวัย และมีโอกาสหรือขาดโอกาส จะเห็นได้ชัดว่าประมาณ ๖๕ เปอร์เซ็นต์ของงบเประมาณรายจ่ายรัฐบาลมุ่งเน้นไปยังภาคเศรษฐกิจแล้วก็สังคมและชุมชน ซึ่งงบในส่วนนี้นั้นจะมีผลกระทบในทางบวกกับพี่น้องประชาชนทุกคนในประเทศไทย ผมต้อง กราบเรียนว่างบประมาณลักษณะนี้นอกจากทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ยังจะเป็นงบประมาณที่จะไปลดความเหลื่อมล้ำในสังคม วันนี้ช่องว่างทางสังคมระหว่างคนจน กับคนรวยก็ยังมีมาก งบประมาณในส่วนนี้ยึดกรอบแนวความคิดเดิม ๆ ที่เราได้เคยทำกันมา ในอดีต นั่นก็คือเรื่องของการกระจายรายได้ เรื่องการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส ให้กับพี่น้องประชาชนทุกคนในประเทศ ถ้าเราจะมาดูโครงสร้างของงบประมาณ ผมต้อง กราบเรียนว่างบประมาณในครั้งนี้เป็นการจัดทำงบประมาณที่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน มองแล้ว เห็นได้ชัดว่าเราจะนำพาประเทศไปทางไหนนะครับ ผมต้องกราบเรียนว่าค่าใช้จ่ายของรัฐ วันนี้แน่นอนว่ามุ่งสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจพัฒนาชุมชนนั้นยังสะท้อนยุทธศาสตร์ของชาติ ทั้ง ๓ ประการ นั่นก็คือการหลุดพ้น จากการที่เป็นประเทศรายได้ปานกลาง การลดความเหลื่อมล้ำ ในสังคม และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นี่คือยุทธศาสตร์ของชาติที่เราได้ยึดถือกันมา นอกจากนั้นยังประกอบไปด้วยยุทธศาสตร์ของรัฐบาลทั้ง ๘ ข้อ ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ การเร่งรัดพัฒนาประเทศและการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ยุทธศาสตร์ ความมั่นคงแห่งรัฐ ยุทธศาสตร์การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ และยั่งยืน ยุทธศาสตร์การศึกษา คุณธรรมจริยธรรม คุณภาพชีวิต และความเท่าเทียมในสังคม ยุทธศาสตร์การจัดทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยนวัตกรรม ยุทธศาสตร์การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และสุดท้ายคือ ยุทธศาสตร์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เมื่อประกอบไปด้วย ๓ ยุทธศาสตร์ชาติ ๘ ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลแล้ว รัฐบาลยังได้ประกอบเอานโยบายเร่งด่วนรวมถึงนโยบายอื่น ๆ ของรัฐบาลผ่านทางงบประมาณบรรจุเข้าไปในยุทธศาสตร์ต่าง ๆ นะครับ ผมเองต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าเพื่อนสมาชิกของพรรคเพื่อไทยอีกหลายท่านเตรียมจะชี้แจงอภิปรายสนับสนุน ในเรื่องของนโยบายต่าง ๆ ในเรื่องของยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ในรายละเอียด ถ้าท่านประธาน รวมถึงพี่น้องประชาชนที่รับฟังได้ติดตามท่านจะเห็นภาพเลยว่าวันนี้รัฐบาลจะมุ่งเน้นนำพา ประเทศไปยังทิศทางใด ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน นอกจากนั้นแล้วผมต้อง กราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่าวันนี้งบประมาณในส่วนที่จะมาลงทุน ในส่วนที่จะมา พัฒนาประเทศ นอกจากงบ ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาทที่เป็นงบประมาณประจำปีแล้ว ยังประกอบ ไปด้วยงบประมาณในส่วนอื่น ๆ ที่จะมาบวกเข้า มาเสริมผนวกเข้าไปเพื่อให้การพัฒนาประเทศ มีทิศทาง มีศักยภาพ ผมต้องกราบเรียนว่าวันนี้รัฐบาลมีพระราชบัญญัติทั้งเรื่องของการบูรณาการแก้ไขปัญหาน้ำ ๓.๕ แสนล้านบาท รวมถึงงบประมาณในส่วนของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อผนวกรวมเข้าไปทั้งหมดผมต้องกราบเรียนว่าเราเห็นได้ชัดเลยว่าวันนี้ประเทศไทยเราจะก้าวไปสู่ ประชาคมอาเซียนอย่างมั่นคง แล้วเราก็จะเป็นผู้นำในด้านของยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ในเรื่องของ การพัฒนาการค้า เศรษฐกิจ สังคม ของภูมิภาคนี้ ผมต้องกราบเรียนกับท่านประธานที่เคารพ ว่าผมเองได้มีโอกาสเป็นกรรมาธิการงบประมาณในส่วนของโครงการลงทุน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ของรัฐบาล การพิจารณาที่ผ่านมานี่เป็นการพิจารณาที่เข้มข้นไม่น้อยไปกว่าการพิจารณา งบประมาณที่เราได้เคยทำมา ผมเองเคยผ่านทั้งงบประมาณแล้วก็ได้อยู่ใน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ วันนี้รายละเอียดทุกอย่างรัฐบาลได้นำเสนอผ่านกรรมาธิการ และในที่สุดผู้ที่จะมาตัดสินใจ ในขั้นสุดท้ายก็คือสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ที่จะต้องนำเอาร่างพระราชบัญญัติงบการลงทุน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเข้ามาสู่สภาเพื่อให้ความเห็นชอบ ผมต้องกราบเรียนว่าด้วยร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท การตรวจสอบความละเอียดรอบคอบไม่น้อยไปกว่า ขั้นตอนวิธีการทำงบประมาณปกติใด ๆ เลยนะครับ ทำให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้เพื่อนสมาชิก ในสภาแห่งนี้ผมกราบเรียนเลยว่ามั่นใจได้ว่างบประมาณอันนี้จะเป็นงบประมาณที่มีประโยชน์ กับประชาชนกับสังคมแล้วก็จะเกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง นั่นก็คือจะพลิก ประเทศไทยจากหน้ามือเป็นหลังมือ แล้วถามว่าทำไมงบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่สามารถ บรรจุในงบประมาณปกติได้ ผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าหลังจากที่พิจารณามา มันเป็นการลงทุนขนานใหญ่ อย่างแรกเลยมันจะเกิดความต่อเนื่องถ้าเราออกเป็นพระราชบัญญัติ แยกจากงบประมาณปกติ จะเกิดความต่อเนื่องไม่ว่ารัฐบาลใดเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ต้องบริหาร จัดการจนกระทั่งโครงการเหล่านี้สำเร็จลุล่วงไปได้ ๒. โครงการเหล่านี้เมื่อความพร้อมมาถึง ก็จะเข้าสู่กระบวนการจัดสรรงบประมาณผ่านทางร่างพระราชบัญญัติการลงทุน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามลำดับ เราไม่สามารถกะเกณฑ์ได้เลยเกิดทุกโครงการมันมาพร้อมกันหมด แน่นอนครับ กรอบวงเงินงบประมาณที่บอกว่าไม่ให้มีการขาดดุลเกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของงบรายจ่าย บวกกับในส่วนอีก ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของงบคือดอกเบี้ยเงินต้น ผมต้องกราบเรียนว่าถ้าทุกโครงการ มาพร้อมกันงบประมาณประจำปีไม่สามารถแบกรับได้อย่างเด็ดขาด เพราะฉะนั้นนี่ก็คือ สาเหตุที่เราจำเป็นจะต้องออกเป็นพระราชบัญญัติแยกต่างหากในเรื่องของ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อที่จะให้โครงการมีความต่อเนื่องแล้วก็สำเร็จลุล่วง โดยสรุปผมต้องกราบเรียนผ่านท่านประธาน อย่างนี้ครับ ผมและเพื่อนสมาชิกที่นั่งอยู่หลายท่านโดยเฉพาะจากพรรคเพื่อไทยนี่เราให้ ความเห็นชอบในหลักการของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี ๒๕๕๗ เพราะไม่ว่าด้านรายได้ ที่อยู่ในกรอบของข้อเท็จจริงไม่น่ามีปัญหาในการจัดเก็บ การขาดดุลงบประมาณภายใต้กรอบ ความยั่งยืนทางการคลัง แล้วก็เป็นการใช้จ่ายตามความจำเป็นในการใช้จ่ายของภาครัฐ ในด้านของรายจ่ายก็มุ่งเน้นไปยังเศรษฐกิจ สังคม เพื่อพี่น้องประชาชนและเป็นไปตามกรอบ ยุทธศาสตร์ของชาติ กรอบยุทธศาสตร์ของรัฐบาล แล้วก็เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ผมเองนี่ให้ความเห็นชอบ แล้วก็ขอให้รัฐบาลได้นำเอานโยบายต่าง ๆ รวมถึงงบประมาณ ในครั้งนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนอย่างสูงที่สุดครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คุณหมอ มีอะไร คือคิวต่อไปจะเป็นของคุณหญิงกัลยา

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะหารือ เพื่อความเรียบร้อยของการประชุมนิดหนึ่งครับ เพราะว่าเราแบ่งเวลากันฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล แล้วท่านรัฐมนตรีก็ใช้เวลาของฝ่ายรัฐบาล ผมขออย่างนี้ได้ไหมครับ ถ้าเวลาที่ฝ่ายค้านพูดจบ แล้วท่านรัฐมนตรีขึ้นมาตอบขอให้ถือว่าเป็นการใช้เวลาของฝ่ายรัฐบาลได้ไหมครับ เพราะฉะนั้น คิวต่อไปก็ให้เรียกฝ่ายค้านต่ออย่างนี้ได้ไหมครับ เพราะที่ผ่านมาพอท่านรัฐมนตรีตอบเสร็จ แล้วท่านก็ชี้ฝ่ายรัฐบาลพูดต่ออีกทำให้พวกเราซึ่งมีคนเยอะเหลือเกินที่รอจะพูดอยู่นี่เราไม่ได้ พูดหรอกครับ แล้วท่านรัฐมนตรีก็ขยันตอบกันเหลือเกินเดี๋ยวก็ลุกขึ้นตอบ เดี๋ยวก็ลุกขึ้นตอบ ได้ไหมครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่เป็นอะไร ได้ ๆ เดี๋ยวผมจะบริหารนะครับ แล้วก็คิวต่อไปจะเป็นของคุณหญิงกัลยา ท่านเกียรติต้องรอ หน่อยหนึ่งนะครับเห็นโน้ตขึ้นมา กี่นาทีครับของคุณหญิงกัลยารู้เวลานะครับ เชิญคุณหญิงกัลยาครับ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ก่อนที่ดิฉันจะได้อภิปรายต่อไปนั้นจะขออนุญาตให้ คุณพิเชษฐเกี่ยวกับเรื่องพาดพิงเล็กน้อยค่ะ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านพิเชษฐใช่ไหม เชิญท่าน

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดกระบี่ครับ ผมขอพาดพิงแค่นาทีเดียวครับ ที่เมื่อสักครู่นี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังชี้แจงเมื่อตอนเช้าว่าการออกกฎหมาย กู้เงินเคยทำในรัฐบาลก่อน ๆ และรัฐบาลก่อนด้วย คำว่า รัฐบาลก่อน ผมไม่เกี่ยวครับ เขาชี้แจงกันเอง แต่ที่ว่ารัฐบาลก่อน ๆ คือรัฐบาลผมครับ รัฐบาลชวน ๒ และรัฐบาลท่าน พันตำรวจโท ทักษิณ ขอกราบเรียนว่ารัฐบาลชวน ๒ ก็ดี รัฐบาลทักษิณก็ดี เราเคร่งครัดว่า จะไม่มีการกู้เงินนอกงบประมาณเข้ามา เคยออก พ.ร.บ. กู้เงินเข้ามาก็ต้องเพื่อการใด การหนึ่งที่จบในตัว จะเอาไปใช้คู่ขนานกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ก็ได้มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ รัฐบาลชวน ๒ กู้เงินมา ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูอันเดียวจบ รัฐบาลทักษิณก็กู้เงินมาประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูก้อนเดียวจบ ไม่มีการเอาเงินก้อนนี้ไปทำรายการอื่นเหมือนที่เป็นอยู่ ปัจจุบันนี้ครับ ผมขอชี้แจงเท่านี้ครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญคุณหญิงกัลยาครับ

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ค่ะ ท่านประธานคะ ก่อนที่จะอภิปรายทั้งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ดิฉันอยากจะขอยืนยันว่าสิ่งที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ได้พูดไปแล้วนั้นไม่เป็นความจริงค่ะ ในฐานะที่ดิฉันเคยอยู่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาก่อนดิฉันทราบนะคะว่านักวิทยาศาสตร์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะที่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติมีนักวิทยาศาสตร์ถึง ๔๐๐-๕๐๐ คน ที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกมาทำงานอยู่ที่นี่หลายปี แล้วก็มันตรงกันข้ามกับที่ ท่านรัฐมนตรีพูดนะคะว่าเรามีเงินให้เยอะก็ไม่มีคนทำ ไม่จริงค่ะ มันตรงกันข้าม เรามีคนที่มี ความรู้ความสามารถจำนวน ๕๐๐-๖๐๐ คนที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกสามารถ ทำการวิจัย พัฒนา ซึ่งดิฉันจะได้อภิปรายต่อไปว่าเขาได้ทำผลงานอะไรให้กับประเทศบ้าง เขามีคนทำ เขามีความรู้ความสามารถ และมีผลงาน แต่ไปตัดเงินเขามากกว่าค่ะ มันผิดฝาผิดตัว แล้วกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภายในไม่ถึง ๒ ปี เปลี่ยนรัฐมนตรีถึง ๒ คน คนหนึ่ง ก็ไปสนใจเรื่อง ๓.๕ แสนล้านบาท อีกคนหนึ่งก็พยายามที่จะเอางบประมาณจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อที่จะลงไปทำโครงการของตนเองในจังหวัดของตัวเอง อย่างนี้แล้วจะมา บอกว่าส่งเสริมสนับสนุนการทำงาน การพัฒนา วิจัยวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร ดิฉันยืนยันว่า สิ่งที่ท่านพูดไม่เป็นความจริง แล้วท่านก็ไม่ทราบว่าการที่พานักวิทยาศาสตร์ พาอาจารย์มหาวิทยาลัย ไปดูงานแล้วมันจะได้ผลงานทันที การทำวิจัยทุกครั้ง พัฒนาทุกครั้ง มันใช้เวลา ๕-๗ ปีค่ะ หวังว่าท่านคงจะอยู่ถึงนะคะ พาไปดูประเทศรัสเซีย ที่นั่น ที่นี่ มันคงไม่ได้เกิดประโยชน์ทันที จากการที่จัดงบประมาณอย่างนี้มันผิดฝาผิดตัว เขาทำงานอยู่ดี ๆ คนที่มีความรู้ความสามารถ และมีผลงานก็ยังไปตัดกำลังใจ ตัดทอนความรู้ความสามารถของเขา แล้วต่อไปเราจะดึงดูด ให้เยาวชนมาร่วมวงการในการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ซึ่งท่านประธาน และดิฉันเอง และทุก ๆ คน ในประเทศก็คงเห็นพ้องต้องกันว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม หรือแม้กระทั่งการเมืองก็ตาม เราจะต้องใช้ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีพัฒนาการทำงานให้มีประสิทธิภาพ รัฐบาลนี้เคยโม้เคยอวดไว้ว่าจะมี นโยบายที่จะพัฒนาส่งเสริมวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีให้ถึง ๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี แต่ท่านประธานทราบไหมคะว่าปีเศษที่ผ่านมาจากที่เรามีงบประมาณที่พัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย พัฒนา ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี จากที่รัฐบาลคุยว่าจะทำให้ถึง ๒ เปอร์เซ็นต์นั้น ขณะนี้เหลือเพียง ๐.๒๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี แล้วยังจะคุยได้อย่างไรคะว่าสนับสนุนและส่งเสริม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอย่างมากเพื่อที่จะพัฒนาประเทศ แล้วโดยเฉพาะประเทศเราเป็นประเทศ เกษตรกรรม ท่านประธานคงทราบนะคะว่าการวิจัยจะต้องใช้เวลา ๕-๗ ปี แล้วนักวิจัยของ เราก็มีความรู้ความสามารถมาก แล้วไม่มีองค์กรไหนในประเทศที่มีนักวิจัยมากเท่ากับ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือสำนักงานที่เขาเรียกว่า สวทช. แล้วก็ยังมีมหาวิทยาลัย อีกจำนวนหนึ่งนักเรียนทุนของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จบมาแล้ว ๒,๐๐๐ คน ก็อยู่กระจัดกระจายในมหาวิทยาลัย แล้วก็อยู่ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่นเดียวกัน และยังมีอีก ๑,๓๐๐ คนซึ่งกำลังจะสำเร็จกลับมาช่วยประเทศชาติ แต่ว่า ท่านแทนที่จะส่งเสริมให้กำลังใจกับผู้ที่ทำงานกลับไปตัดทอนและบั่นทอนความรู้สึกของ คนทำงานในกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ท่านประธานและดิฉันเองคงทราบว่า วิทยาศาสตร์ ๓๐ กว่าปีไม่เคยมีครั้งไหนในประวัติศาสตร์ไทยที่ผู้บริหารกระทรวง ผู้บริหาร นักวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีทำให้คนปัญญาชนจำนวนมหาศาลอดรนทนไม่ไหวแล้วค่ะที่จะต้อง แต่งดำมาประท้วงผู้บริหารที่บอกว่าจะพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีให้ก้าวหน้าเพื่อประโยชน์ ของประเทศ ดิฉันเศร้าใจ เสียดาย และเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารและรัฐบาลปากว่า ให้ความสำคัญ อย่าว่าแต่ ๒ เปอร์เซ็นต์เลย ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์เท่าเดิมยังไม่ได้เลย ดิฉันจึง อยากจะเรียกร้องว่าอย่างน้อยที่สุดคงจะต้องแปรญัตติเอางบประมาณอย่างน้อยเท่าเดิม กลับคืนมาให้กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือให้กับ สวทช. ซึ่งเคยได้รับ งบประมาณ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านบาท ขณะนี้เหลือ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วอย่างนี้จะถือว่า สนับสนุนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเข้าใจการพัฒนาประเทศได้อย่างไร ดิฉันจะยกตัวอย่างที่ ท่านรัฐมนตรีบอกว่าทำแล้วเข้าหิ้งไม่มีประโยชน์ แล้วท่านพาไปดูแล้วจะทำประโยชน์มาใช้ ประยุกต์กับการพัฒนาประเทศ เพียงพูดแค่นี้เราก็ทราบแล้วว่าท่านไม่เข้าใจเลยว่าการวิจัย พัฒนาเป็นอย่างไร ไม่ต้องพูดถึงว่าเป็นนักวิจัยวิเศษวิโสที่ไหนดิฉันจะไม่ท้าว่าท่านมีผลงาน อะไรบ้างนะคะ ดิฉันอยากจะพูดถึงผลงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ท่านบอกว่า ไม่มีผลงานเข้าหิ้ง จริง ๆ แล้วประเทศเราเป็นประเทศเกษตรกรรม มีเกษตรกรค่อนประเทศ ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ของประชาชน ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ทำเรื่องวิจัย พัฒนาและประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์จริง ๆ จัง ๆ แล้วเรื่องข้าวที่เราคุยกันอยู่นี่ คนมักจะ ลืมว่าพันธุ์ข้าวมีความจำเป็นมาก การพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ทนน้ำและทนแล้งได้ มันใช้เวลาหลายปีค่ะ แล้วเราก็มาทำปู้ยี่ปู้ยำจำนำข้าวจนทำให้พันธุ์ข้าวที่ดีไม่มีคนสนใจ เพราะว่าปลูกให้เร็วเพื่อจะมา จำนำ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อตัน อย่างนี้เป็นต้น ยางพาราก็เช่นเดียวกัน ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง กุ้งกุลาดำ ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ใช้เวลาหลายปีนับสิบปีที่จะพัฒนายาง ให้สามารถรมควันได้ ใช้พลังงานน้อย แล้วก็ไม่เกิดอันตราย แล้วท่านประธานทราบไหมคะว่า น้ำยางที่ออกมาจากการที่ทำแผ่นยางนักวิทยาศาสตร์เขาสามารถเอาน้ำที่ทิ้งไป เศษของน้ำยางไปวิจัย ไปพัฒนา ไปกลั่นกรองมาเป็นเครื่องสำอางกิโลกรัมละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แล้วก็กำลังทำต่อไปเพื่อจะเป็นยาที่จะรักษามะเร็งกิโลกรัมละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท อย่างนี้เป็นต้น หรือแม้กระทั่งการทำหมอนรางรถไฟโดยใช้ยางพาราก็จำเป็นจะต้องมีวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี จะต้องวิจัย พัฒนาให้มันแข็งแรงที่จะใช้ได้อย่างนี้เป็นต้น จะบอกว่าไม่มีงานเพื่อพัฒนาประเทศนั้นคงไม่จริง แล้วก็เรื่องมันสำปะหลังก็สามารถที่จะ แปรรูปเพิ่มคุณภาพที่เขาเรียกว่าซาวแป้ง คือไม่ใช่แป้งเลยทีเดียว แต่แป้งอันนี้สามารถที่จะมา ทำเป็นอาหารและมีคุณค่าเพิ่มขึ้นกว่าเดิม อย่างนี้ก็จะเพิ่มคุณค่าของมันสำปะหลังให้กับ เกษตรกรไทยได้ กว่าจะมาถึงตรงนี้ กว่าจะมาเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรนี้ ใช้เวลานับสิบปีค่ะท่านรัฐมนตรีและท่านประธานคะ เราจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมสนับสนุน ให้คนที่เขาทำดีอยู่แล้วให้มีความเจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งเห็นพูดถึง ว่าจะต้องส่งเสริมให้เอกชนมาทำการวิจัยมากยิ่งขึ้น คนของเราเอง ของรัฐบาลเอง ยังไม่ส่งเสริมแล้วจะไปส่งเสริมเอกชน ซึ่งเอกชนขณะนี้เขาคุยเลยนะคะ ทางบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เขาคุยว่าเขามีงบประมาณการวิจัยมากกว่าของ สวทช. ด้วยซ้ำไปซึ่งก็ไม่ได้ ว่าอะไรนะคะ เพราะฉะนั้นคนที่จบมาจากทุนของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เขาก็ไม่สามารถที่จะมาทำงานที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพราะรัฐบาลไม่เห็น ความสำคัญและไม่ได้ให้กำลังใจกับผู้ที่ทำงานดีให้กับประเทศค่ะ สัดส่วนของการวิจัยร่วมกับ เกษตรกรน่าจะเป็นหัวใจอย่างเช่นไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) ต่อจากนี้ไปทุก ๆ อย่าง ก็จะเป็นไบโอ (Bio) ไบโอแมส (Biomass) ไบโอเอนจิเนีย (Bioengineer) ไบโอเมดิซิน (Biomedicine) ไบโออะไร ประเทศไทยเราได้เปรียบเพราะเราเป็นประเทศเกษตรกรรม ก็อยากจะขอเรียนให้รัฐบาลทราบว่าท่านจัดงบประมาณที่ผิดฝาผิดตัว และยังจะมาคุยว่า สนับสนุนวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอย่างนี้ไม่ถูกต้อง ดิฉันไม่สามารถ ที่จะรับรองงบประมาณปี ๒๕๕๗ ได้เพราะพูดไม่จริงค่ะ แล้วก็จากตัวเลขที่เห็นมันฟ้องอยู่แล้วว่า ท่านไม่ได้สนับสนุนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอย่างจริงจังค่ะ ขอบพระคุณ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป ท่านคณวัฒน์ วศินสังวร ๑๐ นาทีนะครับ แล้วก็มาที่ท่านเกียรติ สิทธีอมร นะครับ ท่านจะได้เตรียม

นายคณวัฒน์ วศินสังวร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม คณวัฒน์ วศินสังวร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมขอ อภิปรายสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ จำนวน ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบประมาณขาดดุล ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการขาดดุลงบประมาณประมาณ ๑.๙ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพีนะครับ ประเด็นที่จะขอทำความเข้าใจและอภิปรายนะครับ ก็จะมีเรื่องที่ทาง สมาชิกหลายท่านที่อาจจะนำเสนอและเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ารัฐบาลจัดทำงบประมาณโดยไม่มี หลักคิดนะครับ งบประมาณไม่สะท้อนทิศทางที่ชัดเจนและไม่แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำนะครับ ถ้าท่านประธานและท่านสมาชิกจะได้ไปดูในเอกสารที่เกี่ยวข้องในการจัดทำงบประมาณก็จะ เห็นได้ชัดเจนว่าการจัดทำงบประมาณนี่นโยบายงบประมาณของรัฐบาลให้ความสำคัญกับ การดำเนินยุทธศาสตร์ของประเทศนะครับ ยุทธศาสตร์ของประเทศเขาก็พูดเอาไว้ ๔ ด้าน ทางด้านความสามารถ ทางด้านการแข่งขัน การลดความเหลื่อมล้ำ การเติบโตที่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อมและเรื่องการปรับระบบราชการ ยุทธศาสตร์การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี ๒๕๕๘ ตลอดจนนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ๑๖ ข้อ ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย โดยเป้าหมายเพื่อจะลดรายจ่าย สร้างและเพิ่มรายได้และขยายโอกาส ถ้าไปดูในบริบท เหล่านี้ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ จะเห็นว่ารัฐบาลมีการ วิเคราะห์สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในโลกในขณะนี้ รัฐบาลพูดถึงความล่มสลายของค่ายตะวันตกที่เกิดขึ้นกับประเทศอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาก็ดี ประเทศญี่ปุ่นก็ดี หรืออียู (EU) ก็ดี กับมาตรการคิวอี (QE) มาตรการนโยบายการผ่อนคลาย ทางการเงินด้วยการอัดฉีดสภาพคล่อง พิมพ์แบงก์ออกมาซื้อหลักทรัพย์และสินทรัพย์เหล่านี้ก็ดี ทำให้เงินทุนเหล่านี้ไหลเข้ามาในเอเชีย โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยก็เป็น ประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากเงินทุนไหลเข้า ปัญหาเรื่องการส่งออกไม่ได้เพิ่งเกิดในวันนี้ ปัญหาเรื่องการส่งออกเกิดมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ในคราวที่เกิดเขาเรียกว่า แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส ช่วงนั้นเองก็กระทบมาตลอด เพราะช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าในโลกตะวันออกเป็นผู้ผลิต เพื่อจะป้อนสินค้าให้โลกตะวันตก โลกตะวันตกทั้งโลกก็บริโภคสินค้าจากโลกตะวันออกด้วย การแบกหนี้ ปัญหาของโลกตะวันตกในวันนี้ก็คือหนี้สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่นก็ดี อียูหลายประเทศก็ดี แม้กระทั่งประเทศสหรัฐอเมริกา หนี้สาธารณะเฉียดร้อยกับเกินร้อย ทั้งหมด นี่คือสาเหตุที่นำไปสู่ภาวะที่เศรษฐกิจโลกหยุดชะลอตัวทั้งหมด เหตุการณ์แบบนี้ ก็เกิดขึ้นและดำรงมาตลอด รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เห็นถึงปัญหานี้ชัดเจน ท่านเขียนเอาไว้ในคำแถลงนโยบายไว้ว่าโลกกำลังเปลี่ยน ปัญหาที่เกิดกับโลกตะวันตกไม่รู้ว่า จะแก้ได้เมื่อไร ในขณะที่ศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลกกำลังหมุนมา กำลังเปลี่ยนมาที่ประเทศ ในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีน และภูมิภาคในอาเซียน บริบทของประเทศไทยก็คือว่า เศรษฐกิจของประเทศไทย ถ้าท่านคุ้นกับโครงสร้างของจีดีพีหรือเขาเรียกว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวม ภายในประเทศ ซึ่งจะประกอบด้วยตัว ซี (C) คือการบริโภคภาคเอกชน ตัว ไอ (I) คือ อินเวสท์เมนท์ นี่นะครับ คือการลงทุนของภาคเอกชน แล้วก็ตัว จี (G) กัฟเวิร์นเมนท์ สเปนดิง คือการใช้จ่าย งบประมาณของรัฐบาลที่เราพิจารณากันอยู่ทุกวันนี้นะครับ กับอีกส่วนหนึ่งคือส่วนของ ตัวเอ็กซ์ (X) เอ็กซ์ปอร์ต บวกกับทางด้านภาคบริการและการท่องเที่ยว ลบกับตัวเอ็ม (M) คือ อิมพอร์ต ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีพึ่งพิงการส่งออก นี่คือโครงสร้างเศรษฐกิจ และคือปัญหา ทางโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไทย รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เองก็ตระหนัก ถึงปัญหานี้ดีนะครับ ก็ได้พูดเอาไว้ชัดเจนในการประกาศนโยบายที่แถลงต่อสภาก่อนที่จะ ปฏิบัติหน้าที่ว่าเราจะต้องเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจ ภายในประเทศ ด้วยการสร้างอุปสงค์จากการบริโภคแล้วก็การลงทุนภายในประเทศ ลดการพึ่งพิง การส่งออกลง นี่คือหัวใจ นี่คือยุทธศาสตร์ของรัฐบาลชุดนี้ที่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก นี่คือยุทธศาสตร์ของการจัดทำงบประมาณตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ และต่อเนื่องมาปี ๒๕๕๗ ประเทศไทยนะครับ มีปัญหาความยากจน ยุทธศาสตร์ตัวนี้จะต้องปรับเปลี่ยนให้ได้ รัฐบาล มียุทธศาสตร์ที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจากการที่พึ่งพิงการส่งออกเพียงอย่างเดียว เป็นการที่จะมาสร้างอุปสงค์ภายในประเทศด้วยการบริโภคและการลงทุน ในช่วงเริ่มต้น แน่นอนที่สุดครับ การที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อสภา ในข้อ ๓ เขียนชัดเจนครับ ท่านไปเปิดดูได้ รัฐบาลนี้เรียกว่าตรงไปตรงมานะครับจะทำอะไร ก็เขียนไว้ชัดเจน พูดเอาไว้ชัดเจนว่านโยบายเศรษฐกิจมหภาคจะเน้นที่จะสร้างการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจในระดับสูงอย่างมีเสถียรภาพ เวลาพูดถึงระดับสูงบางทีน่ากลัว เพราะว่า เศรษฐกิจระดับสูงอาจจะตามมาด้วยหลายสิ่งหลายอย่าง แต่รัฐบาลก็เน้นเอาไว้ว่ามุ่งเน้นให้ เศรษฐกิจโตอย่างมีเสถียรภาพ แล้วรวมทั้งการกระจายรายได้ด้วย สิ่งเหล่านี้นำไปสู่ทิศทาง ในการจัดทำงบประมาณขาดดุลในช่วง ๒ ปี ที่ผ่านมา รวมถึงปีนี้ด้วย ที่ระดับ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จุดประสงค์ก็ต้องการที่จะสร้างอุปสงค์ภายในประเทศ นี่คือทิศทางของนโยบายของรัฐบาล และทิศทางการจัดทำงบประมาณของรัฐบาล เพื่ออะไรครับ เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาที่ถ้าเศรษฐกิจไม่โตมันแก้ไม่ได้ ฉะนั้นรัฐบาลก็มุ่งเน้นที่จะ ทำให้เศรษฐกิจโต แล้วทำอย่างไรที่จะทำให้รายได้เหล่านี้มีการกระจายตัวเข้าไปให้กับ พี่น้องประชาชนในทุกภาคส่วน ฉะนั้นจะเห็นว่าการจัดทำงบประมาณของรัฐบาลสะท้อน ให้เห็นถึงยุทธศาสตร์รัฐบาลที่กำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนในการแถลงนโยบาย แล้วก็เห็นได้ ชัดเจนว่ารัฐบาลประสบความสำเร็จ อันนี้จะเป็นตัวเลขสักนิดหน่อย ผมก็ใช้ข้อมูลเดียวกับเพื่อนสมาชิกคือใช้ข้อมูลจากสภาพัฒน์ เป็นตัวเลขจีดีพีในปี ๒๕๕๕ ซึ่งจีดีพีเติบโตที่ระดับ ๖.๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าประมาณการ ที่มีการปรับแล้ว เดิมประมาณการที่มีการปรับแล้วอยู่ที่ประมาณ ๕.๗-๕.๙ เปอร์เซ็นต์ ปรากฏว่าในปี ๒๕๕๕ จากแนวทางที่รัฐบาลกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศทำให้เศรษฐกิจโต เกินกว่าเป้าหมายที่มีการปรับประมาณการแล้วคือโตถึง ๖.๕ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้มีความเข้าใจ คลาดเคลื่อนจากเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายจบไปนะครับว่าเศรษฐกิจในไตรมาสหนึ่งของ ปี ๒๕๕๖ เศรษฐกิจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จนทำให้สภาพัฒน์เองต้องปรับตัวเลขจีดีพีลดลง มาจาก ๔.๕-๕.๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอยู่ในหนังสืองบประมาณโดยสังเขป ซึ่งหนังสืองบประมาณ คงจะพิมพ์ก่อนที่จะมีการปรับประมาณการ แต่การที่สภาพัฒน์ปรับตัวเลขเศรษฐกิจลดลงมา อยู่ที่ ๔.๒-๕.๒ เปอร์เซ็นต์ สาเหตุสำคัญไม่ได้มาจากการบริโภคภาคครัวเรือนชะลอตัวลง อันนี้ไม่จริง ก็ถือข้อมูลตัวเดียวกัน การวิเคราะห์ของสภาพัฒน์พูดถึงว่าเป็นผลจากการส่งออก การส่งออกสินค้าขยายตัวช้ากว่าคาดการณ์เพราะว่าเศรษฐกิจโลกเติบโตช้ากว่าหรือฟื้นตัว ช้ากว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้ แล้วก็มีการปรับตัวเลขทางเศรษฐกิจโลกลง ไม่ว่าจะเป็นประเทศ ในกลุ่มอเมริกาก็ดี ในกลุ่มอียูก็ดี และประเทศญี่ปุ่นก็ดี ในไตรมาสหนึ่งจีดีพีโตเพียง ๕.๓ เปอร์เซ็นต์ และเมื่อปรับฤดูกาลแล้วปรากฏว่าจีดีพีติดลบ ๒.๒ เปอร์เซ็นต์ นี่คือสาเหตุสำคัญทำให้สภาพัฒน์ ปรับประมาณการทั้งปีจากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจในปี ๒๕๕๖ จะโตที่ ๔.๕-๕.๕ เปอร์เซ็นต์ ลงมาอยู่ที่ ๔.๒-๕.๒ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าสินค้าส่งออกขยายตัวกว่าที่คาดการณ์ แต่การใช้ จ่ายครัวเรือนยังขยายตัวตามการขยายตัวของหมวดสินค้าคงทนและหมวดอื่น ๆ ที่สำคัญคือ การลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาครัฐกับการลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้ดีโดยการลงทุน ภาครัฐขยายตัวได้ดีกว่านิดหน่อยที่ ๑๘.๘ เปอร์เซ็นต์ นี่คือสาเหตุที่สภาพัฒน์บอกว่าเศรษฐกิจ ในไตรมาสหนึ่งได้รับผลกระทบจากการส่งออก ซึ่งผลการวิเคราะห์ก็คือเป็นผลมาจากค่าเงินบาท ที่แข็งตัวขึ้น ประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นที่ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าถ้าเราไม่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ แล้วปล่อยให้เศรษฐกิจยังคงพึ่งพิงกับการส่งออกเพียงอย่างเดียวก็จะทำให้เกิดปัญหาในทุก ๆ ครั้ง ที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว การสร้างสมดุลให้กับระบบเศรษฐกิจไม่น่าแปลกใจนะครับ ถ้าท่านคุ้นเคย กับเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจถ้าพูดถึงจีดีพี สัดส่วน อัตราส่วนของการบริโภคคือตัวซี มีสัดส่วน ๕๒ เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ในขณะที่อินเวสท์เมนท์ หรือตัวการลงทุนของภาคเอกชนมีสัดส่วนประมาณ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ๒ ตัวนี้เข้าไป ๖๙ เปอร์เซ็นต์ เกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว ฉะนั้นเวลา ๒ ตัวนี้ลดลงก็จะกระทบ ถ้า ๒ ตัวนี้ลดลงจากอะไรครับ ลดลงจากการส่งออกที่ชะลอตัวซึ่งมีมูลค่าประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี พอลดลงก็ไปส่งผล กระทบกับการบริโภคและการลงทุน ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ก็คือการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเริ่มต้นด้วยการกระตุ้นอุปสงค์ของการใช้จ่ายภาคเอกชน ช่วงต่อไปท่านก็จะเห็นว่ารัฐบาล จะให้ความสัมพันธ์ทางด้านการที่จะทำให้เครื่องยนต์อีกเครื่องยนต์หนึ่งมีส่วนสำคัญในการที่จะ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ สร้างอุปสงค์ภายในประเทศในระยะยาวนั่นคือทางด้าน การลงทุน การลงทุนจะเป็นหัวใจสำคัญ จะเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจอีกเครื่องหนึ่ง ถ้าท่าน ไปถามนักเศรษฐศาสตร์เขาจะพูดบอกว่าวันนี้ที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยพอส่งออกชะลอตัว นิดหนึ่งผันผวนก็เพราะว่าเศรษฐกิจทั้งระบบทั้งโครงสร้างถูกขับเคลื่อนด้วยการส่งออก วันนี้ รัฐบาลกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศด้วยการกระตุ้นการบริโภค เสร็จแล้วก็จะกระตุ้น การลงทุน การลงทุนตัวนี้อย่างโครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน อันนี้ก็จะเป็น โครงการที่สร้างอุปสงค์ภายในประเทศระยะยาว ในเมื่อรัฐบาลลงทุนปุ๊บก็จะไปกระตุ้นให้เอกชนลงทุนต่อก็จะทำให้ภาคเอกชนบริโภคต่อ เศรษฐกิจก็จะเติบโตนะครับ แล้วก็เหตุผลของการที่รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องออกเป็น ร่างพระราชบัญญัติก็ชัดเจน ในการที่แถลงหลักการและเหตุผลก็พูดไว้ชัดเจนว่าเพื่อความมั่นคง เพื่อความแน่นอนของแหล่งเงินทุน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เอกชน วันนี้ถ้าเอกชนมีความเชื่อมั่นว่า กฎหมายฉบับนี้ผ่านไปแล้วเม็ดเงินประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เฉลี่ยแล้วปีหนึ่ง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจะวิ่งเข้าสู่ระบบ เขาก็จะเดินหน้าในการที่จะลงทุนเพิ่มเติมตัวไอ ในภาคเอกชนก็จะเพิ่มขึ้นมา เสร็จปุ๊บก็ไปส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนคือตัวซีเดินหน้าไปด้วย โครงสร้างเศรษฐกิจแบบนี้จะเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจที่รัฐบาลเรียกว่าการปรับสมดุลครับ ฉะนั้นผมขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติรายจ่ายงบประมาณประจำปี ๒๕๕๗ ด้วยเหตุผลว่าเป็น งบประมาณรายจ่ายที่มียุทธศาสตร์ตอบสนองต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างความสมดุล ให้กับระบบเศรษฐกิจไทย ต่อไปนี้เราจะได้รับผลกระทบจากการส่งออกก็จะน้อยลง ขอบพระคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านเกียรติ สิทธีอมร ๓๐ นาทีนะครับ

นายเกียรติ สิทธีอมร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอร่วมอภิปราย งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ ผมจะขอเข้าประเด็นเลยนะครับ

ประการแรก ที่ผมเป็นห่วงมาก ๆ เกี่ยวกับงบประมาณฉบับนี้ก็คือว่า วันที่เราเริ่มพิจารณานั้นข้อมูลต่าง ๆ ที่อยู่ในเอกสารที่ส่งให้สมาชิกได้พิจารณาก็ไม่ตรง ความเป็นจริงแล้ว ที่ผมบอกว่าไม่ตรงความเป็นจริงก็เพราะว่าเพิ่งเมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ที่ผ่านมาสภาพัฒน์แถลงเปลี่ยนประมาณการไปหมดแล้ว เปลี่ยนประมาณการไปไม่ตรงกับ เอกสารที่เขียนไว้ในนี้ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง เดิมประมาณไว้ ๔.๕-๕.๕ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้เหลือ ๔.๒-๕.๒ เปอร์เซ็นต์ เราทำเป็นเรื่องเล่น ๆ ไม่ได้ทุกอย่างกระทบหมด รายรับ ของรัฐบาลเองก็กระทบ การขาดดุลงบประมาณก็จะกระทบ เพราะฉะนั้นเอกสารที่เราใช้ พิจารณาตรงหน้านี่ไม่ตรงกับความเป็นจริง และในความเป็นจริงก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ ตรงนี้ ผมคิดว่ามันมีประเด็นที่รัฐบาลต้องชี้แจงให้ชัดเจนครับว่าสิ่งที่นำเสนอเข้ามาแล้วมีการแถลง อย่างเป็นทางการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เป็นหลักในการประเมินทางเศรษฐกิจนั้น ที่เขาเปลี่ยนแปลงไปแล้ว รัฐบาลกลับไม่บอกสภาแห่งนี้เลยครับว่าจะมีแนวทางอย่างไร ที่จะแก้ไขปัญหาจากการถดถอยลงของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประเมินไว้เดิม ผมต้องการคำตอบนะครับ เพราะไม่เช่นนั้นกระทบทุกภาค งบประมาณทั้งหมดกระทบหมด รายรับกระทบหมดครับ ตรงนี้ตั้งแต่เช้าทุกท่านไม่เคยมีใครชี้แจงประเด็นนี้เลย เมื่อการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือภาคการค้าระหว่างประเทศ ภาคการส่งออก กระทบเหมือนกัน ปรับประมาณการเหมือนกันครับ จากที่คาดว่าปีนี้จะส่งออกเติบโต ๑๑ เปอร์เซ็นต์ ปรับลดลงเหลือ ๗.๖ เปอร์เซ็นต์ แล้วที่น่าเป็นห่วงก็คือว่า ๔ เดือนผ่านไป เติบโตจริง ๆ แค่ ๑.๖ เปอร์เซ็นต์ภาคส่งออก การค้าในภาพรวมอาจจะโต ๓ เปอร์เซ็นต์กว่า แต่ภาคการส่งออกโตแค่ ๑.๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองครับ แล้วจะเป็นไปได้หรือที่จะเติบโตได้ถึง ๑๑ เปอร์เซ็นต์ตามสมมุติฐานของรัฐบาลที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้คือผมเป็นห่วง ท่านประธานครับ ประเทศไทยอาจจะเกิดโกหกสีขาวขึ้นได้ครั้งเดียวครับและมันผ่านไปแล้ว แต่โกหกสีขาว เกิดขึ้นครั้งที่ ๒ ประเทศไทยหมดความน่าเชื่อถือ เรื่องนี้เรื่องใหญ่ครับ แล้วยิ่งไปกว่านั้น ที่ผมเป็นห่วงมาก ๆ เลยคือวิธีการทำงานของรัฐบาลเองในภาคเศรษฐกิจ คือสภาพของ การที่เกิดปัญหาเกาเหลากับทางธนาคารแห่งประเทศไทย ทางทฤษฎีผมว่าท่านไปโต้กันในห้อง ต้องปิดดีกว่า ไม่ใช่โต้กันไปโต้กันมาผ่านสื่อ ผมว่าธนาคารแห่งประเทศไทยเขาเงียบที่สุดแล้ว แต่รัฐบาลเองโต้ผ่านสื่อ แล้วผลที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องว่าใครผิดใครถูกหรือผมสนับสนุนใคร เป็นพิเศษนะครับ แต่ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการอย่างนั้น การทำงานอย่างนั้นเขามองว่า ไม่เป็นมืออาชีพ แล้วมันกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทยในภาพรวมทั้งหมด เพราะฉะนั้น ขอให้รัฐบาลช่วยไปปรับปรุงวิธีการทำงาน อย่าเป็นตัวที่ฉุดความเชื่อมั่นของประเทศไทยลงไปด้วยวิธีการทำงาน ผมไม่โต้แย้งเรื่องหลัก ทฤษฎีครับ ในเมื่อจีดีพีไม่ได้ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้ ภาคส่งออกถดถอยลดลง ประมาณการลดลง ผมกำลังจะบอกว่านโยบายที่ปรากฏในเอกสารงบประมาณครั้งนี้ ก็ยังสร้างปัญหาต่อภาคการส่งออกอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ภาคการส่งออกที่มันถดถอย อย่าโทษภาวะเศรษฐกิจภาพรวมครับ จริง ๆ ควรจะไปได้ดีกว่านี้ครับ ที่ผมจะพูดในประเด็น ที่ผมคิดว่าเป็นนโยบายที่ล้มเหลว และยังคงทำอยู่ในปีงบประมาณปีนี้ก็คือโครงการรับจำนำ สินค้าเกษตรทุกรายการ ปีที่แล้วจำนำข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวนี่ปกติ เราส่งออกได้เดือนละประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ปี ๒๕๕๔ เราส่งออกได้ ๑๐.๗ ล้านตัน ปีที่แล้วเหลือ ๖.๗๓ ล้านตัน อย่าไปโทษคนอื่นครับ ตอนนี้นโยบายล้วน ๆ เลยครับ นโยบาย จำนำที่ล้มเหลว ผมเรียนไปแล้วว่าจะจำนำผมไม่ว่าเลยครับ แต่จำนำด้วยวิธีที่กำลังทำอยู่ และจะดำเนินการต่อไปประเทศไทยพังครับ ส่งออกถดถอย และรายได้จากการส่งออกลดลง แน่นอนครับ ตอนนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นคือส่งออกปี ๒๕๕๕ ลดลงไปแล้วเกือบ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ สต็อกข้าวตอนนี้ล้นประเทศครับ ๑๕-๑๖ ล้านตัน ไม่มีใครรู้ตัวเลขแน่นอนครับ แต่ทุกคนประเมินในตลาดว่า ๑๕-๑๖ ล้านตันแน่นอน ๔ เดือนที่ผ่านมาในปีนี้ เดือนมกราคม ถึงเดือนเมษายนส่งออกได้ ๑.๙ ล้านตันเท่านั้นเองครับ เท่าปีที่แล้วเลยครับ ปีที่แล้วถอยไป แค่ไหน ปีนี้ก็ถอยแค่นั้นละครับ แล้วถามว่าสต็อกข้าวที่มีอยู่ ๑๐ กว่าล้านตันนี่จะกระจายกัน อย่างไรครับ จนถึงวันนี้เริ่มพยายามที่จะขายต่างประเทศตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๔ ครับ จนถึงวันนี้ท่านยังไม่ได้แสดงให้เห็นเลยว่าท่านทำได้ และผลงานก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ท่านทำไม่ได้ แล้วนี่ครับคือเหตุผลที่รายได้ประเทศลดลงอย่างไม่ควรจะเป็น และจีดีพี หรือการเจริญเติบโตของประเทศลดลงอย่างที่ไม่ควรจะเป็น เพราะรัฐบาลใช้นโยบาย ที่ทำร้ายตัวเอง มันสำปะหลังอันนี้สนุกมากเลยครับ ใช้เงินไปทั้งหมด ๕๓,๐๐๐ ล้านบาท ปีที่แล้วครับ ๕๓,๐๐๐ ล้านบาท สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของมันสำปะหลังเลยนะครับ แต่ถามว่าเกษตรกรได้เท่าไร ไปถามเลยครับท่านประธานครับ ๑.๒๐ บาท เกษตรกรได้ ๑.๒๐ บาท ราคาจำนำ ๒.๘๐ บาท แต่คนที่ได้เพราะอะไรถึงได้ ๑.๒๐ บาท เพราะวันที่ ประกาศว่าจะรับจำนำใน ๒.๘๐ บาทนั้นพื้นที่ที่จะรับจำนำมีแค่ ๔ แห่งในประเทศไทย แต่ประกาศไว้แล้วครับ เกษตรกรก็รีบขุด ขุดมาแล้วต้องขายครับ ไปถึงลานมัน ไปถึงโรงมัน ไม่มีใครซื้อในราคาจำนำครับ เกษตรกรขายได้ ๑.๒๐ บาท แล้ว ๕๓,๐๐๐ ล้านบาทไปอยู่ ในมือใครครับ สุดท้ายลานมัน โรงมันเป็นคนเอา ๒.๘๐ บาทไปครับ ท่านประธานครับ เงินงบประมาณแผ่นดินภาษีประชาชนใช้กันอย่างนี้หรือครับ แล้วท่านประธานทราบไหมครับ ปีที่แล้วมันส่งออกเป็นปริมาณเท่าไร มันส่งออกเท่าปีก่อนหน้าเลยครับ ไม่ได้กระทบเลยครับ ภาคการส่งออกดีมากเลยครับ แต่เกษตรกรไม่ได้ ลานมัน โรงมันรวยครับ มีการสวมสิทธิเพิ่มขึ้น ปริมาณเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้นกว่า ๑๐ ล้านตัน อธิบายหน่อยครับว่าโครงการอย่างนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จได้อย่างไร โครงการอย่างนี้ถือว่าช่วยเกษตรกรได้อย่างไร ไม่ได้ช่วย เลยนะครับ ยางพาราราคาตก ผมไม่พูดถึง ๑๘๐ บาท เหลือ ๖๐-๘๐ บาทตลอดเลยครับ ปาล์มน้ำมันจากที่เคยอยู่ที่ ๗ บาท ตอนที่ท่านเดินเข้ามาเป็นรัฐบาล ราคาเมื่อวานนี้เปิดใน เว็บไซต์ (Web Site) ได้เลยครับ ๓.๑๔ บาท นี่หรือครับประสบความสำเร็จในการดำเนินนโยบาย นี่หรือครับช่วยเกษตรกร อันนี้ไม่ใช่ครับ มันมาจากนโยบายและการดำเนินการของรัฐบาลทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวข้องกับตลาดโลกเลย ไม่เกี่ยวข้องกับอุปสงค์ อุปทานในตลาดทั้งสิ้น ตอนนี้ถกเถียง กันมากครับว่าใช้เงินในการจำนำข้าวไปเท่าไร ผมมีเอกสารอยู่ในมือครับท่านประธาน เป็นเอกสารของ ธ.ก.ส. ครับ เงินที่ใช้ในการจำนำทั้งหมด มันสำปะหลัง ข้าว ยางพารา ปีที่แล้ว ๖๗๑,๐๐๐ ล้านบาท เป็นตัวเลขที่ยังไม่เคยมีใครเปิดเผย ที่เปิดเผยกันมาอยู่ในระดับ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๔๐๐,๐๐๐ บาท ๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่ตัวเลขจริง ๆ ๖๗๑,๒๕๑ ล้านบาท และเป็นเงินที่ใช้ในการจำนำข้าวอย่างเดียว ๕๙๑,๙๙๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีพูดเองครับว่าใช้เงินไป ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านนายกรัฐมนตรีก็ให้ตัวเลขไม่ตรงครับ ถามกันจริง ๆ ข้าวอย่างเดียว ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ นี่ตัวเลขที่เป็นข้อสรุปของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ใช้เงินไปขนาดนั้น ผมมีข้อเป็นห่วงนะครับ ประเทศไทยเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกครับ การเป็นสมาชิก เราผูกพันนะครับ ปี ๒๕๓๗ เราลงนามระหว่างประเทศไว้แล้วว่าการจำนำของประเทศไทยนั้น ทั้งหมดต้องไม่เกิน ณ วันนี้ ๑๙,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นครับ พืชทุกตัว ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านทำ ๖๗๑,๐๐๐ ล้านบาท ใครรับผิดชอบครับ ท่านก็บอกว่านโยบายท่านดีช่วยเกษตรกร เกษตรกรไม่ได้ ท่านไม่ได้ทำตามกติกาที่ท่านลงนามผูกพันประเทศไทยไว้ และความเสียหาย ที่เกิดขึ้นใครรับผิดชอบครับ ท่านต้องตอบให้ได้ครับ ท่านต้องชี้แจงนะครับในสภาแห่งนี้ จะอนุมัติงบประมาณว่าท่านจะเดินต่อทั้ง ๆ ที่รู้ว่าผิดกติกา ผิดข้อผูกพันเกษตรกรไม่ได้ ท่านก็บอกว่าข้าพเจ้าจะทำต่อ มันต้องมีคนได้ครับ ถ้าอย่างนั้นต้องมีคนได้ครับ เป็นใครอันนี้ ต้องว่ากันให้ชัดนะครับ ในเรื่องข้าวในเมื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจกันไว้เยอะแล้ว แต่ที่ผมผิดหวัง ก็คือว่าวันนี้ท่านไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลยครับ รู้อยู่แล้วว่ามีปัญหาเอกสารทางการมีครบนะครับ หนังสือจากสภาพัฒน์ยื่นให้ ครม. มีชัดเจนเลยว่าใช้เงินเท่าไร จำนำเท่าไร ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ต่อปีทุกปี หนังสือกระทรวงการคลังก็มีถึง ครม. เหมือนกันครับ เสียหายแน่นอน ๒๒๕,๐๐๐ ล้านบาททุกปีครับ แต่ก็ยังดื้อดึงยังทำอยู่ครับแล้วไม่ได้อธิบายให้สภาแห่งนี้รับทราบเลยว่า ท่านจะเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานในโครงการรับจำนำอย่างไรบ้าง และท่านจะให้พวกเรา อนุมัติให้ท่านครับ งบประมาณเอาภาษีประชาชนไปละเลงกันเกษตรกรไม่ได้ ที่ผมบอกเกษตรกรไม่ได้คืออะไรครับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวครับท่านเกียรติ ท่านมีอะไรครับ ประท้วงอะไรครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ผมต้องขออนุญาตประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ ถ้าปล่อยให้พูดอย่างนี้ เดี๋ยวพี่น้องประชาชนเข้าใจผิด ในเรื่องของการจำนำข้าวตอนนี้รัฐบาลยังไม่ได้ปิดบัญชี

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

ยังไม่ได้มีการจำหน่ายของ ไปหมด แล้วมาบอกว่าขาดทุน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับ เวลาประท้วงท่านต้องบอกว่าผู้อภิปรายเขาผิดข้อบังคับหรือฝ่าฝืนข้อบังคับเรื่องอะไรนะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพ ผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ผมต้องประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ ใสร้าย ให้ร้าย กล่าวหาว่ารัฐบาลมีนโยบายดำเนินการ เกี่ยวกับการจำนำข้าวแล้วขาดทุน การจำนำข้าวยังไม่มีการปิดบัญชี เราขายยังไม่หมดจะไป สรุปว่าขาดทุน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทได้อย่างไรครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาละ เดี๋ยวผมจะวินิจฉัยนะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

ครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านนั่งลงนะครับ ผู้อภิปรายเขาอภิปรายหลักการแล้วก็โยงไปที่มาตรา ๓๐ ของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายฉบับนี้ มาตรา ๓๐ ก็คือ ในเรื่องของเงินที่จะต้องไป อุดหนุนในธนาคารต่าง ๆ ด้วย แล้วก็การดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล เชิญท่านเกียรติ ต่อครับ

นายเกียรติ สิทธีอมร บัญชีรายชื่อ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน ที่ผมบอกว่า เสียหายนี่หนังสือทางการนะครับ จากกระทรวงการคลังถึง ครม. ครับ ถ้าท่านประธานอยาก ได้ผมยินดีส่งให้ เคยส่งให้แล้วนะครับ ชัดเจนนะครับ ไม่ได้เป็นการกล่าวหาลอย ๆ ครับ หนังสือ ราชการทั้งสิ้น และที่ผมบอกว่าเกษตรกรไม่ได้ ผมพยายามรอดูจากวันที่อภิปรายไม่ไว้วางใจปีที่แล้วจนถึงวันนี้เกษตรกรได้ราคา ที่ไร่นา เพิ่มขึ้นหรือไม่ เอกสารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ท่านประธานเข้าเว็บไซต์ได้เลยเดี๋ยวนี้ครับ เอกสารสาธารณะเลยครับ ราคาข้าวเปลือกเจ้าที่เกษตรกรขายที่ไร่นาได้ ปี ๒๕๕๖ ๑๐,๑๐๓ บาท รับปากไว้ ๑๕,๐๐๐ บาท ก็ขายได้แค่นี้ครับ ข้าวหอมมะลิครับ ข้าวเปลือกหอมมะลิขยับขึ้นมา นิดหนึ่งจาก ๑๔,๙๖๑ บาท ในปี ๒๕๕๔ เป็น ๑๕,๓๖๕ บาท ในปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ๑๕,๗๕๑ บาท ราคารับจำนำเท่าไรครับ ๒๐,๐๐๐ บาท ที่ผมเจ็บใจที่สุดครับท่านประธาน ราคาตลาดวันนี้ ข้าวเปลือกเจ้าก็ ๑๑,๐๐๐ บาท ข้าวหอมมะลิก็ ๑๘,๐๐๐ บาท แล้วท่านไปทำจำนำทำไมครับ ใช้เงิน ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำจำนำเสียหายเท่าไรเดี๋ยวผมจะว่าให้ฟังครับ เกษตรกรที่ได้รับ อานิสงส์จากโครงการนี้ ๑ ใน ๓ ๕.๖ ล้านครัวเรือนได้จริง ๆ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าครัวเรือน แล้วนี่หรือครับจำนำทุกเม็ด นี่หรือครับ ๑๕,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท ที่รับปากไว้มันไม่ได้ ตามที่สัญญาไว้กับประชาชนเลยครับ หลายคนเขาบอกว่าชาวนาโดนหลอก แล้วที่ร้ายไปกว่านั้น คือประเทศเสียหายไปด้วย เมื่อสักครู่นี้มีการบอกว่ายังไม่ปิดบัญชีใช่ไหมครับ เขาตั้งคณะกรรมการ ปิดบัญชีครับ คณะกรรมการมีประธานปิดบัญชีครับ มีคำสั่งฟ้าผ่าอาทิตย์ที่แล้วเองครับ ย้ายเลยครับเพราะเขาจะปิด แล้วปิดออกมาแล้วขาดทุน ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่ ๒๒๕,๐๐๐ ล้านบาทอย่างที่ผมพูดแล้ว ของจริงปิดบัญชีแล้วครับ แต่รัฐบาลยังไม่ยอม เปิดเผย แล้วประธานคณะกรรมการผู้นี้เป็นบุคคลที่สังคมยอมรับว่าเป็นคนดี เป็นคนตรง เป็นคนมีความรู้ความสามารถ ทำงานอยู่ที่กระทรวงกว่า ๒๐ ปี ท่านย้ายเลยเพราะเขาปิด บัญชีครับ แล้วขาดทุน ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นอย่างไรล่ะครับ นี่ครับวิธีการทำงาน ที่ผมเป็นห่วงมาก ๆ เลยก็คือว่ามันมีคนได้ประโยชน์ คราวที่แล้วตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ยกตัวอย่างแล้วรัฐบาลไม่เคยไปตรวจสอบ โรงสีที่เข้าร่วมโครงการ ๖๐๐ กว่าโรงนี่นะครับ หลาย ๆ โรงมีรายได้เพิ่มขึ้นหลายร้อยล้านบาท ตอนนี้ท่านประธานทราบไหมว่าเกิดอะไรขึ้น อะไรคือสินค้าที่ขายดีที่สุดในประเทศไทยท่านประธานทราบไหมครับ รถปอร์เช่กับรถเฟอร์รารี่ครับ ลูกหลานญาติโยมของโรงสีหลายโรงไปซื้อหลายสิบคัน ท่านประธานไปเช็ก (Check) ครับ ขับกันให้ว่อนเลย มาจากไหนครับ เงินภาษีประชาชนทั้งนั้นเลยครับ แล้วท่านบอกว่าโครงการนี้ดี ทำเพื่อชาวนาจะทำต่อ ขอเงินงบประมาณต่ออีก แค่ค่าบริหารจัดการในงบประมาณปีนี้ ที่ขอ ๘๕,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน สมัยประกันรายได้ ๒ ปีงบประมาณใช้เงินทั้งสิ้น ๘๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นส่งออกไม่กระทบ รายได้เข้าประเทศไม่กระทบ เข้าถึงเกษตรกร ๔,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ตอนนี้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าครัวเรือนเท่านั้นเอง แล้วท่านบอกว่า ท่านขอใช้งบประมาณอย่างนี้ครับ แล้วจะให้พวกเราเห็นชอบกับการใช้งบประมาณของท่าน ได้อย่างไร ข้อเท็จจริงมันฟ้องจนถึงวันนี้ เอกสารข้อเท็จจริงตัวเลขทั้งหมดที่ผมอ้างอิงนี่ ไม่ได้มาจากผมเลยนะครับ เอกสารราชการหมดเลย แต่ท่านยังนั่งหน้านิ่ง ๆ เลยครับ แล้วท่านบอกว่าไม่เป็นไร ข้าพเจ้าทำเพื่อเกษตรกร ในเมื่อเกษตรกรก็ไม่ได้ ทั้งมันสำปะหลัง ทั้งยางพารา ทั้งปาล์ม ทั้งข้าว ไม่ได้ครับ ผมอยากเตือนนิดเดียวครับ คือผมเตือนเยอะแล้ว คนเตือนเยอะแล้วท่านไม่ฟังก็ไม่เป็นไร แต่ท่านต้องรับผิดชอบเต็ม ๆ ครับ ตอนนี้ผมต้องรอพึ่ง ป.ป.ช. อย่างเดียวเลยเพราะเรื่องอยู่ที่ ป.ป.ช. อยู่แล้ว ขอใช้เวทีนี้เรียกร้อง ป.ป.ช. ทำงาน เรื่องนี้ให้เร็วก่อนที่ประเทศจะเสียหายและพังทลายไปตรงหน้าเพราะโครงการที่ใช้เงินมาก และสร้างปัญหาอย่างมากมายให้กับประเทศไทย และเงินไม่ใช่เงินท่าน เงินภาษีประชาชนครับ ถ้าท่านบอกว่าวันนี้เสียหายจะเอาเงินของท่านในตระกูลท่านมาใช้ทั้งหมดเลย ผมอนุมัติ ให้เลยครับ พร้อมไหมครับ ถ้าท่านเชื่อว่าท่านทำจริงแล้วดีเป็นประโยชน์จริงเอาเลยครับ คุณกิตติรัตน์เอง ผมท้าตั้งแต่วันอภิปรายนโยบายวันแรกแล้ว ท่านจะรับผิดชอบไหมถ้าราคาตลาดไม่ขึ้น วันนี้ไม่ขึ้นครับ ๒ ปีมาแล้วมันไม่ขึ้น ท่านยังนั่งนิ่ง ๆ เลยไม่ตอบโจทย์ครับ ท่านควรจะ รับผิดชอบครับ คนที่อันตรายที่สุดคือคนที่ทำร้ายประเทศ ท่านประธานครับ แต่คนที่ อันตรายมากกว่าคือคนที่เห็นประเทศถูกทำร้ายแล้วนั่งเฉย ๆ นั่งเฉย ๆ ครับ แล้วเงินเป็นเงิน ของประชาชน แล้วเรื่องนี้มันก็โยงไปถึงอะไร เรื่องเศรษฐกิจภาพรวม เรื่องการจำนำทั้งหมด มันก็โยงไปถึงว่าทำไมตอนนี้ของมันแพงมาก ของมันไม่ควรจะแพง แต่ทำไมของมันแพงมาก เรื่องอีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญและผมต้องอภิปรายในวันนี้ก็คือเรื่องนโยบายการกำกับดูแล เรื่องพลังงานทั้งหมด เพราะเป็นต้นทุนที่สำคัญของภาคการขนส่ง ภาคการผลิตทุกภาคส่วน และของประชาชนโดยทั่วไปนะครับ จนถึงวันนี้ประชาชนเดือดร้อนมาก รัฐบาลเปลี่ยนรัฐมนตรี ๓ คน เปลี่ยนไปแล้ว ๓ คน นโยบายไม่เปลี่ยนอะไรเลยครับ ไม่ได้กระชากค่าครองชีพอะไรเลย ที่ผ่านมาทุกปีงบประมาณจะเขียนในฉบับนี้บอกว่าจะให้ค่าพลังงานมีความเหมาะสม และเป็นธรรม ปีนี้ท่านไม่เขียนครับ ท่านเขียนใหม่ ข้อ ๓.๑๑ ท่านเขียนว่าปรับโครงสร้างราคา ให้เหมาะกับสภาพเศรษฐกิจ จัดหาพลังงานทั้งในและต่างประเทศให้เพียงพอ ตอนแรก อ่านเร็ว ๆ นึกดีใจว่าท่านจะปรับโครงสร้างการทำงานของโครงสร้างการกำกับดูแลพลังงาน ทั้งประเทศ ไม่ใช่ครับ ถอดรหัสมาจริง ๆ ท่านจะขึ้นราคา แล้วก็ชัดเจนแล้วในเอกสารรายรับ ของรัฐบาลเองท่านจะขึ้นราคาจริง ๆ ท่านบอกแล้วเดือนตุลาคมนี้ครับ พี่น้องประชาชน รอได้เลยขึ้น ๑.๕๐ บาทดีเซลภาษีสรรพสามิต ก๊าซแอลพีจีก๊าซหุงต้มกิโลกรัมละ ๑๐ บาท ขึ้นแน่ นี่หรือครับวิธีการทำงาน นี่หรือวิธีการกำกับนโยบายพลังงาน จริง ๆ มันต้องให้ราคา ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อประชาชน ก๊าซธรรมชาติเรามีของเราเองส่วนหนึ่ง แต่เดี๋ยวผม จะอธิบายให้ฟังว่าปัญหาอยู่ตรงไหน

ประการแรก ทำไมวันนี้ราคาน้ำมันถึงจะแพงกว่าที่เราควรจะเป็นท่านประธานครับ ท่านประธานคงทราบวันนี้คนนำเข้ามีใครบ้างพลังงานนี้ครับ ก็มีอยู่รายเดียวเกือบทั้งหมด โรงกลั่นนะครับ ผมจะเล่าให้ท่านประธานฟังนะครับ โรงกลั่นในประเทศไทยมีทั้งหมด ๖ โรง กำลังการผลิต ๑,๒๑๗,๐๐๐ บาร์เรลต่อวัน ท่านทราบไหมเจ้าของที่ไปถือหุ้นคือ ปตท. ถือหุ้นทั้งหมด ๕ โรงกลั่น คำถามคือทำไมครับ เดิมเป็นของเอกชน เดิมเป็นของรัฐวิสาหกิจ เข้าไปถือหุ้น ๕ โรงกลั่น ถ้าดูถือหุ้นทางตรง ๓๘ เปอร์เซ็นต์ของโรงกลั่นทั้งหมด แต่ถ้าดู โครงสร้างกรรมการผมบอกได้เลยว่าสามารถกำกับดูแลได้ ๘๕ เปอร์เซ็นต์ของกำลังการผลิต คำถามคือทำไมครับ นโยบายอะไรทำไมต้องให้ ปตท. เข้าไปถือหุ้นในโรงกลั่นทั้งหมดเลย เดิมเป็นรัฐวิสาหกิจนะครับ ตอนเป็นรัฐวิสาหกิจท่านประธานครับ กำไรโรงกลั่นเท่าไรรู้ไหม ประมาณ ๑๐๐ ล้านบาท ๑๐๐ ล้านบาทที่เหลือส่งต่อให้ประชาชนซื้อน้ำมันในราคาที่ถูก เพราะค่าการกลั่นมันถูก วันนี้ครับท่านประธาน ผมมีตัวเลขอยู่ในตลาดหลักทรัพย์หลายบริษัท กำไรเท่าไรรู้ไหมครับ โรงกลั่นบางจากจากเคยกำไรเป็นหลัก ๑๐๐ ล้านบาท ตอนนี้ ๔,๐๐๐ ล้านบาท บริษัท ปตท. โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) อันนี้เจ้าของโดย ปตท. ๔๙ เปอร์เซ็นต์ กำไร ๓๔,๐๐๐ ล้านบาท บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) เมื่อก่อนเป็นรัฐวิสาหกิจ เคยกำไรปีหนึ่ง ประมาณ ๑๐๐ ล้านบาท ที่เหลือส่งต่อ ปีนี้กำไรเท่าไรรู้ไหมครับท่านประธาน ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ไออาร์พีซี (IRPC) ก็โดย ปตท. เหมือนกัน ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท เหลืออยู่โรงเดียวที่ไม่ได้เป็น เจ้าของ ก็ต้องถามว่าทำไมครับ และมันมีผลกับราคาน้ำมันหรือไม่ ท่านประธานทราบไหมว่า โรงกลั่นน้ำมันปกติจะไปกู้ธนาคารเพื่อประกอบการแล้วเขาถือว่าเป็นโรงกลั่นที่มีกำไรเพียงพอ ที่จะปล่อยกู้ได้ ต่อบาร์เรลนี่กำไรประมาณ ๒.๕๐ เหรียญ ไปได้แล้วครับ ณ วันนี้โรงกลั่นกำไร ๑๒ เหรียญก็มี ๑๐ เหรียญก็มี แล้วที่ซ้ำร้ายก็คือกลายเป็นบริษัทมหาชนไปหมดแล้วก็คือการทำกำไร เพื่อผู้ถือหุ้นครับ ส่งต่อกลับมากระทรวงการคลังเท่าไรครับ ไม่ถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ นี่ครับ โครงสร้างตอนกลาง ตอนปลายสถานีบริการ ปตท. เป็นเจ้าของเท่าไรท่านประธานทราบไหมครับ ๕๔ เปอร์เซ็นต์ของสถานีบริการทั้งหมด อันนี้น้ำมันอย่างเดียวผมไม่ได้รวมก๊าซนะครับ น้ำมันมีทั้งหมด ๔,๘๘๒ สถานีในประเทศไทยครับ ปตท. และบริษัทในเครือของ ปตท. เป็นเจ้าของ ๒,๖๓๗ สถานี ๕๔ เปอร์เซ็นต์ ทำไมล่ะครับ ทำไมถึงต้องไปเป็นเจ้าของเยอะ ขนาดนั้นครับ แล้วในเมื่อบริษัทแห่งหนึ่งคุมได้ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ฝ่ายผลิต ฝ่ายกลั่น แล้วก็มาเป็นฝ่ายที่บริการในสถานีบริการนี่คุมไว้หมดเลยครับ และทำกำไรกันเยอะหมดเลยครับ ปตท. กำไร ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปีที่แล้ว ๑๐๔,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือสาเหตุที่ทำไมเรา กำกับดูแลพลังงานแล้วปล่อยให้มี ท่านประธานเคยเล่นเกมโมโนโพลี (Monopoly) ใช่ไหมครับ สนุกละครับเล่นเกมโมโนโพลี แต่เราปล่อยให้เกิดโมโนโปลีเล่นเกมโมโนโพลีในกิจการพลังงาน ซึ่งกระทบกับประชาชนคนไทยทุกคนทั้งประเทศได้ไหมครับ ท่านประธานครับ ไม่ได้ครับ ผมเทียบให้ท่านฟังอีกนิดเดียวครับ แปลกมากครับ กำกับดูแลน้ำมัน พลังงาน ก๊าซ แล้วไปดูไฟฟ้า ทำไมไฟฟ้าไม่เหมือนกัน ท่านประธานทราบไหมครับ โรงผลิตกระแสไฟฟ้าในประเทศไทย ใครเป็นเจ้าของบ้าง กำลังการผลิตทั้งประเทศ ๓๒,๐๐๐ เมกะวัตต์ เอกชนผลิตทั้งหมด ๗๐ เปอร์เซ็นต์ กำลังการผลิตของภาคเอกชน ๓๓,๐๐๐ เมกะวัตต์ทำไมให้เอกชนทำได้ ทำไมโรงกลั่นต้องไปเป็นเจ้าของหมด เห็นไหมครับ แล้วที่สำคัญที่สุดสัญญาซื้อไฟฟ้า เป็นสัญญาระยะยาวเปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และแปรผันไปกับค่าพลังงานคือค่าเชื้อเพลิง ในการผลิตกระแสไฟฟ้านั้น ๆ เห็นตลอดระยะเวลาสัญญาเลยครับ ๒๑ ปี ๒๕ ปีชัดเจนว่า ราคาไฟฟ้าเป็นเท่าไร โปร่งใส ไม่ได้มีการทำให้เกิดกำไรเกินควร ทำไมครับไฟฟ้ากับโรงกลั่น มันต่างกันอย่างไร ทำไมวิธีการกำกับดูแลผิดกันเลยตรงนี้ละครับ และอันนี้คือช่องว่างที่ทำให้ ประชาชนต้องใช้น้ำมันในราคาที่สูงกว่าที่ควรจะเป็นครับ แล้วที่ผ่านมาก็ท่องคาถาว่าราคา น้ำมันโลกมันสูง ไม่จริงครับ ไปดูค่าการกลั่นโรงกลั่น ไปดูกำไรโรงกลั่นสิครับ ไปดูกำไรที่ปั๊มสิครับ ประชาชนทุกคนจ่ายราคาน้ำมันแพงกว่าที่ควรจะเป็นเพราะการกำกับดูแลที่ไร้ประสิทธิภาพ ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการการพลังงานขอให้มีการแยกบัญชีของ ปตท. แต่ละหน่วยธุรกิจ คณะกรรมการกำกับดูแลพลังงานขอไปเป็นทางการ ท่านประธานทราบไหม ๓ ปียังไม่ให้เลยครับ ราคาก๊าซธรรมชาติขอราคาปากหลุมไม่ให้ครับ ความลับ แต่เขาทำการศึกษามาหมดแล้ว เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังว่าก๊าซธรรมชาติเป็นอย่างไร มาเรื่องก๊าซธรรมชาติมีผลการศึกษาชัดเจน ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชัดเจนเลยนะครับ และรับฟังความคิดเห็นประชาชนไปแล้ว เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว เขาบอกว่าถ้า ปตท. ทำเองมันแพงกว่าที่ให้เอกชนทำ ปตท. ทำเอง ค่าบริหารจัดการอยู่ที่ประมาณ ๔-๖ บาทต่อกิโลกรัมของก๊าซธรรมชาติ ถ้าให้เอกชนทำเหลือ ๒ บาทครับ แล้วท่านก็ปล่อยมันออกมาตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้วจนถึงปีนี้ท่านยังไม่ได้ทำ อะไรเลยในการที่จะปรับปรุงให้การบริหารจัดการมีต้นทุนที่ต่ำที่สุดและประชาชนจะได้ไม่ต้อง ซื้อก๊าซในราคาที่แพงกว่าที่ควรจะเป็น ท่านไม่ได้ทำครับ ทำไมก๊าซหุงต้มมันแพงกว่าที่ควรจะเป็น ผมเคยแถลงข่าวไปครั้งหนึ่งปีที่แล้วบอกว่าก๊าซหุงต้ม นี่นะครับมันมีการใช้ที่ผิดปกติอย่างมาก คือก๊าซหุงต้มภาคครัวเรือนนี่ ท่านประธานคงเข้าใจนะครับ ว่าครัวเรือนมันโยงกับประชากรครับ ประชากรเท่าไรก็ใช้ก๊าซหุงต้มประมาณเท่านั้น ไม่ใช่ ประชากรเพิ่มขึ้นมันจะทอดไข่วันหนึ่ง ๕ ฟองครับ วันหนึ่งมันจะใช้ก๊าซหุงต้มประมาณหนึ่งเท่า นั้นเอง ในปี ๒๕๕๑ ใช้ก๊าซหุงต้มทั้งหมด ๑๗๗,๐๐๐ ตันต่อเดือน ปีนี้ปี ๒๕๕๕ ครับ ๒๕๔,๐๐๐ ตันต่อเดือน ท่านประธานมันขึ้นมาจากไหนครับ สรุปซักไซ้ไล่เรียงกันในกรรมาธิการ อ้ายที่ส่วนต่างคือลักลอบครับ แล้วผลจากการลักลอบทำให้ประเทศไทยต้องนำเข้าก๊าซแอลพีจี หรือก๊าซหุงต้มเข้ามาในราคาที่แพงกว่าที่เราผลิตได้ ก็เลยไปเฉลี่ยไปเกลี่ยกับค่าต้นทุน แล้วบอกว่าต้นทุนมันแพงวันนี้ข้าพเจ้าจะขึ้นราคาก๊าซ ทั้ง ๆ ที่ไม่ยอมไปแก้ปัญหาการลักลอบเลย ผมเตือนไปตั้งแต่งบประมาณปีที่แล้วบอกว่าคุณขอไว้ ๕๐๐,๐๐๐ บาทแก้ปัญหาลักลอบครับ ในหนังสืองบประมาณนี่ครับ ๕๐๐,๐๐๐ บาท วันนี้ก็ยังเขียนมา ๕๐๐,๐๐๐ บาทเหมือนเดิมครับ ไม่ต้องเผื่ออัตราเงินเฟ้อด้วยครับ ก็ค่าข้าวผัดของเจ้าหน้าที่ไม่สามารถจัดการได้หรอกครับ ท่านประธาน ไม่เอาจริงเอาจังกันเลยครับ จนถึงวันนี้มีข่าวจับลักลอบ ผมเห็นนะครับตั้งแต่ ต้นปีถึงวันนี้ข่าวเดียวครับ ข่าวเดียวจริง ๆ แล้วท่านประธานจะให้พวกผมอนุมัติบอกว่า ไม่เป็นอะไรหรอก คุณขึ้นราคาก๊าซธรรมชาติไปเลย ในขณะที่ปล่อยให้มีการลักลอบกันเกือบ เท่ากับที่ประเทศไทยใช้ในภาคครัวเรือนทั้งประเทศนะครับ ท่านประธานครับ มันเป็น กระบวนการครับ แล้วมีอยู่ ๓ บริษัทเท่านั้นนะครับ เป็นบริษัทใครไปไล่กันเถอะรู้กันดีอยู่ แล้วครับว่าเป็นใคร เป็นพวกใคร ไม่จัดการเลยครับจนถึงวันนี้ยังไม่ทำอะไรเลยครับ นี่คือสาเหตุ ที่ทำให้ต้นทุนของก๊าซมันสูงขึ้น ไม่มีความจำเป็นจะต้องขึ้นราคาครับถ้าท่านยังไม่สามารถ แก้ไขปัญหาการลักลอบให้มันดีกว่านี้ได้ มีวิธีเยอะครับ แล้วอย่าอ้างนะครับว่า แหมเพราะว่า ราคามันไม่เท่ากัน ประเทศเพื่อนบ้านมันราคาสูงกว่าก็เกิดการลักลอบแน่นอนและข้าพเจ้า ยอมรับ ประเทศที่เขาสามารถลดราคาพลังงานในประเทศให้เหมาะกับความเป็นอยู่ของประชาชน เขาทำได้ครับ ทำไมรัฐบาลชุดนี้ทำไม่เป็นครับ ตรงนี้ครับ แล้วในที่สุดก็แบ่งภาระโอนภาระ ให้ประชาชนเป็นคนรับผิดชอบไป อุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่ง ปตท. เป็นเจ้าของทั้งสิ้นนะครับ ใช้ก๊าซแอลพีจีเพิ่มขึ้น ๓ เท่าครับใน ๓ ปีที่ผ่านมา ถามว่าราคาซื้อเท่าไรไม่เปิดเผยครับ ซักไซ้ในกรรมาธิการไม่เปิดเผยครับ เออดีเหมือนกัน ก็เลยกลายเป็นแดนสนธยาไปหมดนะครับ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นชัดเจนนะครับ ผมมีประการสุดท้ายสั้น ๆ ๒-๓ ประเด็นเท่านั้นละครับ ผมไม่สบายอย่างยิ่งเลยครับ ท่านประธานเคยเห็นข่าวนี้ไหมครับ ข่าววอยซ์ทีวีเนื้อหอม นี่ข่าว อยู่ในเว็บไซต์ครับท่านประธานไม่ต้องตกใจ และเป็นข้อเท็จจริงที่ท่านไปตรวจสอบต่อไปได้ แล้วรัฐบาลออกมาชี้แจงกับผมทีนะครับ ปีที่แล้วทั้งปีวอยซ์ทีวีได้รับเงินค่าโฆษณาจาก รัฐวิสาหกิจ ๓ แห่ง เป็นวงเงินทั้งหมด ๔๙ ล้านบาท มีด้วยหรือครับ ปตท. เจ้าเดียว ๓๐ ล้านบาท ท่านประธานอยากทราบไหมครับ ใครเป็นเจ้าของวอยซ์ทีวี ผมก็อยากทราบ ผมว่าเพื่อนสมาชิก คงอยากทราบ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ๕๕ เปอร์เซ็นต์ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อีกบริษัทหนึ่ง พีทีคอร์ปอเรชัน ซึ่งคนที่เป็นเจ้าของคือนางสาวพินทองทา ชินวัตร ถือหุ้น ๙๒.๔๓ เปอร์เซ็นต์ ถือหุ้นในวอยซ์ทีวี ๒๙ ล้านหุ้น ๓๖ เปอร์เซ็นต์ อีกคนหนึ่งคือนายพานทองแท้ ชินวัตร ๕,๕๐๐,๐๐๐ หุ้น ๖.๘๔ เปอร์เซ็นต์ นางสาวพินทองทาถือตรงอีก ๑,๐๐๐,๐๐๐ หุ้น ๑.๓ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ นายกรัฐมนตรีเป็นตระกูลอะไรครับ แล้วให้มีการเอาเงิน จากรัฐวิสาหกิจไปอุดหนุนโฆษณาแห่งเดียวเลยครับ ๔๙ ล้านบาท แล้วท่านจะมาของบประมาณพวกผม ผมไม่ให้ครับ เรื่องนี้ต้องมีการตรวจสอบนะครับ บริษัทญาติเลยครับไม่ใช่คนห่างไกลด้วย ตระกูลเดียวกันเลยครับ อีกฉบับหนึ่งคนหวังดีส่งมาให้ ผมงงมากเลย มีการบันทึกในบัญชีของ ปตท. บันทึกในบัญชีนะครับ ค่าเลี้ยงรับรอง ที่นอร์ธ ปาร์ค กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ต นายแพทย์ท่านหนึ่งเป็นอดีตเลขานุการนายกรัฐมนตรี ไปตีกอล์ฟยังให้เขาเลี้ยงครับ เอาเงินประชาชนไปเลี้ยงเขา สนุกไปกว่านั้นวันเดียวนะครับ วันที่ ๑๒ เดือน ๗ ปีที่แล้ว ในวันเดียวกันครับมีค่ารับรองคณะรัฐมนตรี ปตท. คณะรัฐมนตรี มีค่ารับรองปรากฏอยู่ในบัญชีครับ กินทั้งมื้อกลางวัน กินทั้งมื้อเย็นเลย ทำไมมันกินกันเยอะครับ กินกันเป็นแสนบาทเลย กินอะไรครับ แล้วท่านมาของบประมาณพวกผม ท่านไปเปิดพลิกดูบัญชี นี่ครับบัญชีชัดเจน มันกินกันได้อย่างไรทั้งมื้อกลางวันทั้งมื้อเย็นเป็นแสนบาทครับ แล้วใช้เงิน รัฐวิสาหกิจครับ ท่านประธานครับ รัฐบาลต้องชี้แจง นายกรัฐมนตรีต้องชี้แจงเองเลยเรื่องนี้ เพราะเป็นตระกูลของท่าน ตระกูลของท่านแท้ ๆ เลยครับ เพราะฉะนั้นโดยสรุปนะครับ ผมไม่สามารถที่จะเห็นด้วยกับหลักการของงบประมาณฉบับนี้ได้เลย นโยบายล้มเหลว ท่านทำลายตลาดเสียหายหมด รายได้เข้าประเทศลดลง ท่านสร้างหนี้ให้ประเทศนี้ ผลักภาระ ให้ประชาชน เอื้อประโยชน์เพียงบางกลุ่ม ขอบคุณครับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป ท่านสุรสาลอยู่แล้วครับ ก็ท่านอภิปรายในมาตรา ๑๕ อยู่แล้ว เชิญท่านประท้วงครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ความจริงไม่อยากจะประท้วงให้เสียเวลา แต่เนื่องจากว่าผู้อภิปรายทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ การอภิปรายไม่อยู่ในประเด็นแล้วก็ใส่ร้ายบุคคลภายนอก เอาบุคคลภายนอกมากล่าวชื่อ และประมาณว่าการบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรีไปเกี่ยวกับตระกูลของนายกรัฐมนตรี ซึ่งตรงนี้มันไม่ใช่ ประเด็นหลัก ๆ ก็อยู่ที่งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ ซึ่งหลายเรื่อง ที่ผู้อภิปรายอภิปรายนอกประเด็น

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านอภิปรายว่าผู้อภิปรายฝ่าฝืนข้อ ๖๑ ถูกต้องไหมครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

ใช่ครับ ยกตัวอย่างเช่นกรณีที่ กล่าวหาว่ามีการย้ายข้าราชการ ความจริงแล้วการย้ายข้าราชการภายในเป็นเรื่องความเหมาะสม และที่สำคัญที่สุดถ้าข้าราชการอยู่นานมีบารมีมีอำนาจ ก็จะทำให้เกิดความเสียหาย

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอานะครับ ท่านได้ประท้วงแล้วเดี๋ยวผมจะวินิจฉัยนะครับ ท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานหรือรัฐมนตรีที่กำกับดูแลในกระทรวงต่าง ๆ ที่ผู้อภิปราย เขาอภิปรายถึงประสิทธิภาพในการใช้พลังงานก็ดี แล้วก็เกี่ยวกับเรื่องภาษีก็ดี หรือภาษีสรรพสามิต ที่ท่านกล่าวถึง ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเขาชี้แจงเองนะครับ ต่อไปเชิญท่านดอกเตอร์สุรสาล ผาสุข ๑๐ นาที และกลับมาคุณหมอสุกิจ อัถโถปกรณ์ ๑๕ นาที ท่านจะได้เตรียมตัวได้ เชิญครับ

นายสุรสาล ผาสุข สิงห์บุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรสาล ผาสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสิงห์บุรี พรรคเพื่อไทย กระผมขอ สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ จำนวน ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการจัดงบประมาณที่เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณที่ผ่านมา จำนวน ๑๒๕,๐๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ ๕.๒ เปอร์เซ็นต์ โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังต่อไปนี้

เหตุผลประการที่ ๑ จากงบประมาณที่ตั้งไว้ ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาทนั้น นอกเหนือจากเป็นการจัดงบประมาณเพื่อเป็นรายจ่ายต่าง ๆ เช่น รายจ่ายประจำ รายจ่าย งบลงทุน หรือรายจ่ายเพื่อชำระคืนต้นเงินกู้ แล้วรัฐบาลยังได้จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่ง เป็นรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน ๑๓,๔๒๓.๗ ล้านบาท ซึ่งกระผมเห็นว่า เป็นการรักษาวินัยทางการเงินที่ดีประการหนึ่งครับ

เหตุผลสนับสนุนประการที่ ๒ ครับ เมื่อพิจารณาจากยอดการจัดสรรงบประมาณ ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้แล้วจะพบว่ารัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณให้กับกระทรวงศึกษาธิการ เป็นวงเงินถึง ๔๘๑,๓๓๗,๘๓๘,๕๐๐ บาท ซึ่งจะเห็นว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของ การจัดการศึกษาของชาติในระดับสูง ทั้งนี้เพื่อที่จะได้นำงบประมาณจำนวนนี้ไปพัฒนาคน ให้มีคุณภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างเข้มแข็งต่อไปครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนหน้านี้ผมมีความกังวลเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณที่จัดให้กับกระทรวงศึกษาธิการ ในแง่มุมของการจัดงบประมาณเพื่อการวิจัย แต่หลังจากที่ได้ฟังท่านรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศชี้แจงแล้วก็มีความสบายใจขึ้นว่ารัฐบาลนั้น ยังให้ความสำคัญของการที่จะหาข้อเท็จจริง การค้นหาความจริงใหม่ตามกระบวนการ ของการวิจัยอยู่ แต่ก็อยากจะฝากเรื่องนี้ไว้กับคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ต่อไป แล้วก็ขอฝากข้อห่วงใยจากหลายฝ่ายด้วยกันที่ได้พูด อภิปรายในวันนี้ไปยังมหาวิทยาลัยหลายแห่งตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย ของประเทศชาติเอาไว้ด้วยนะครับ

เหตุผลประการที่ ๓ ที่เป็นเหตุผลที่จะใช้สนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีนี้ จากการจัดสรรงบประมาณนั้นเราจะเห็นว่ารัฐบาลยังคงยืนยันอยู่บนความมุ่งมั่นที่จะดำเนิน ให้เป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลทั้ง ๑๖ ประการที่ได้เคยแถลงไว้ต่อรัฐสภาและเคย แจ้งไว้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในนโยบายที่จะเป็นนโยบายที่จะสร้างความสุข นโยบายที่จะสร้างความหวังให้กับประชาชนที่รัฐบาลคงจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องต่อไป อย่างจริงจังและอย่างเข้มแข็งครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ของคนในชาติซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ การแก้ไขและป้องกันปัญหายาเสพติดซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการ มาอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่องมาโดยตลอดนั้น การนำสันติสุขมาสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งก็กำลังดำเนินการอยู่อย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน การปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงเหลือร้อยละ ๒๐ ในปีนี้ หรือการเพิ่มกองทุนหมู่บ้านและ ชุมชนเมืองอีก ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท การตั้งกองทุนพัฒนาศักยภาพสตรี การตั้งกองทุนตั้งตัวได้ สำหรับนิสิต นักศึกษา ซึ่งมีศักยภาพ มีพรสวรรค์ที่จะนำไปสู่การที่จะจัดโครงการของตัวเอง ในมหาวิทยาลัยนะครับ หรือเรื่องของการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์พกพาซึ่งยังคงดำเนินการ อยู่อย่างต่อเนื่องในปีนี้เช่นเดียวกัน การรับโครงการรับจำนำข้าวและพืชผลทางการเกษตร ของเกษตรกรนั้น เรื่องนี้ขอกราบเรียนนะครับว่าแม้จะมีความเห็นต่างในเรื่องนี้ ในเรื่องของ ความสำเร็จของโครงการนั้นแต่กระผมกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าในพื้นที่ของจังหวัด กระผมเองนั้นคือที่จังหวัดสิงห์บุรีนั้น เกษตรกรทุกคนที่ได้มีโอกาสพูดจาด้วยโดยเฉพาะ ชาวนานั้นยังคงให้คำยืนยันว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลนั้นเป็นโครงการ ที่ยังประโยชน์สูงสุดให้กับเกษตรกรชาวนาเป็นอย่างยิ่งนะครับ ก็ขอกราบเรียนผ่านท่านไว้ หรือเรื่องของการสร้างความมั่นใจในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำซึ่งรัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่นี้ ตลอดจนการพัฒนาระบบประกันสุขภาพ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค โครงการหรือนโยบายต่าง ๆ ที่กระผมได้กราบเรียนมานั้น พี่น้องประชาชนสามารถสัมผัสได้ว่าสิ่งที่เขาได้รับนั้น มีประโยชน์ต่อตัวเขาอย่างไร เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นสิ่งที่เป็นเหตุผลที่ผมยกขึ้นมาสนับสนุน เป็นประการที่ ๓ นะครับ

ประการที่ ๔ งบประมาณจำนวนนี้ที่ตั้งขึ้นมานั้นไม่เพียงแต่จะเป็นการจัดสรร งบประมาณที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่จะดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายที่ได้ แถลงไว้เท่านั้นเท่าที่ได้ศึกษามานะครับ และเท่าที่ทราบนั้นรัฐบาลยังได้จัดสรรงบประมาณ จำนวนนี้เพื่อที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าไปสู่อนาคตที่มีความยั่งยืนและมั่นคง อีกด้วยครับ ยกตัวอย่าง เช่น การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ การสร้าง ความพร้อมของประเทศในการที่จะก้าวไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือการสร้าง แบรนด์ (Brand) ของประเทศไทย การยกระดับมาตรฐานการศึกษาและยกระดับฝีมือแรงงาน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งกับการที่จะเปิดประตูสู่อาเซียนในปลายปี ๒๕๕๘ นี้ หรือการเพิ่มบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก เป็นต้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตที่จะชื่นชมรัฐบาลที่ดำเนินการจัดสรรงบประมาณได้อย่างมีเหตุผล มีทั้งการใช้งบประมาณในการที่จะสานงานต่อจากงานที่ทำมาแล้ว และมีการใช้งบประมาณ ในการที่จะก่อสร้างงานใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริงครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าจะถามว่างบประมาณที่จะนำมาใช้เป็นงบประมาณรายจ่าย ประจำปีนี้นั้นมาจากไหน ถ้าไม่มีคำชี้แจงไม่มีคำตอบที่ชัดเจนนั้น กระผมเองก็เป็นกังวล เหมือนกัน แต่จากการติดตามการบริหารประเทศของรัฐบาลที่ผ่านมานะครับก็ทำให้คลายใจได้ และมั่นใจว่ารัฐบาลนั้นจะสามารถจัดหารายได้ที่นำมาจัดสรรเป็นงบประมาณรายจ่าย ประจำปี ๒๕๕๗ ได้อย่างแน่นอนครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราจะเห็นว่าการจะเก็บภาษี ทั้งภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อม ตลอดจนการจัดหารายได้จากการขายสิ่งของและบริการนั้น มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตลอดใน ๒ ปีที่ผ่านมา ท่านประธานที่เคารพครับ ที่กระผมได้กราบเรียนมา ทั้งหมดนั้นจะเห็นได้ว่ารัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศอยู่ในขณะนี้นั้น ได้แสดงให้เห็นถึง ศักยภาพในการบริหารประเทศ ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประเทศ ตามนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาและประชาชน ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้ผ่านการกลั่นกรอง ได้ผ่านการพิจารณาไตร่ตรองมาแล้วเป็นอย่างดีว่าผลของการดำเนินการตามนโยบาย ที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภานั้นจะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนได้อย่างแน่นอน กระผมเองนั้นในนามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดสิงห์บุรีขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปี พุทธศักราช ๒๕๕๗ ฉบับนี้ ขอบพระคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป คุณหมอสุกิจ อัถโถปกรณ์ นะครับ หลังจากคุณหมอแล้วก็จะเป็นท่านสุทธิชัย จรูญเนตร แล้วก็มาท่านชัย ชิดชอบ นะครับ เชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ขออภิปราย ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฉบับซุกหนี้ตบตาประชาชนฉบับนี้ แล้วก็จะขอพูดถึงงบประมาณ ของกระทรวงที่สร้างปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนมากที่สุดกระทรวงหนึ่ง ในสมัยของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็คือกระทรวงพลังงาน ไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรี อยู่ในสภาหรือเปล่าครับ ถ้าว่างก็ขอเชิญในห้องประชุมนะครับ เพราะว่าเป็นกระทรวง ที่ล้มเหลวที่สุดในการบริหารงานครับท่านประธาน นายกรัฐมนตรีไม่ให้ความสำคัญกับ กระทรวงนี้

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับ เชิญท่านประท้วงอะไรครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

ยังไม่ได้พูดอะไรเลยนะครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วงคุณหมอนะครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ก็ดำเนินมา ด้วยดีนะครับ ขอให้ท่านถอนคำพูดจะได้ไหมครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

คำพูดอะไรครับ ท่านประธานครับ ผมก็งงว่า ผมพูด

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

ซุกหนี้ครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

ท่านลองพูดใหม่สิครับ มันเสียหาย

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับ ผู้ประท้วงประท้วงว่าอย่างไรครับ ข้อ ๖๑ ว่า

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

การเริ่มต้นของคุณหมอนี่นะครับ ใส่ร้าย เสียดสีรัฐบาล ขอให้ถอนคำพูดครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านครับ เดี๋ยวผมจะวินิจฉัยนะครับ คือเมื่อสักครู่ท่านกำลังอารัมภบทอยู่ว่างบประมาณ ฉบับนี้ตามความรู้สึกของท่าน เอาอย่างนี้ครับ เอาเนื้อหาสาระแล้วกัน คุณหมอครับ เราได้ ตกลงกันไว้แล้วกับประธานวิปทั้ง ๒ ฝ่ายตั้งแต่วันที่เราได้คุยกัน เชิญต่อคุณหมอครับ เชิญเลยครับ ไม่ให้ท่านประท้วงครับ เชิญคุณหมอต่อ ๑๕ นาทีครับ เดี๋ยวมันจะหมดเวลาครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

ท่านประธานสรุปว่า

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมวินิจฉัยไปแล้วครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

ไม่ให้ถอนใช่ไหมครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่ต้องถอนละครับ เชิญต่อครับ ผมก็ไม่ให้ท่านประท้วงเชิญต่อครับ คุณหมอครับเชิญ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

ท่านประธานครับ ผมต่อครับ เพราะว่า ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ให้ความสำคัญกับกระทรวงนี้ครับ ทำเหมือนกับว่าเป็นสมบัติผลัดกันชม หรือเป็นที่ให้บำเหน็จความดีความชอบ ท่านถึงเปลี่ยนรัฐมนตรีมาแล้ว ๓ คน จึงมีการเล่าลือกันว่าเมื่อรัฐมนตรีคนไหนไม่สามารถตอบสนองความต้องการของครอบครัว ของท่านที่จะเข้าไปยิ่งใหญ่อยู่ในธุรกิจพลังงานก็ต้องเปลี่ยนตัว เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกใจเลย ที่ทำไมรัฐมนตรีแต่ละคนที่เข้ามาสนใจแต่เรื่องแก๊ส ท่านประธานครับ และพยายามทำให้ แก๊สเป็นของแพงความทุกข์ยากจึงเกิดกับพี่น้องประชาชนที่ต้องรับกรรม

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับ เชิญท่านผู้ประท้วงครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมต้องขอประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ มากล่าวให้ร้ายว่าการตั้งรัฐมนตรีนั้น จะต้องตั้งบุคคลที่ตอบสนองครอบครัว อย่างนี้เสียดสีและให้ร้ายครับ ท่านประธาน ต้องวินิจฉัยครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คุณหมอถอนก็แล้วกันนะครับ การตั้งรัฐมนตรีเป็นดุลยพินิจของท่านนายกรัฐมนตรี แต่จะตอบสนองใครอย่าไปกล่าวถึงคนอื่นเขาเลย

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

ก็ให้ท่านอรรถพรประท้วงก่อนครับ เดี๋ยวผมถอนครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่ ผมให้ท่านถอนก่อนนะครับ ทีละท่านก่อน

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

เพื่อเห็นแก่ท่านประธาน ผมถอนครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

จะได้พูดต่อครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ

(นายอรรถพร พลบุตร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

ให้ท่านประท้วง

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านไม่ต้องหรอกครับเพราะว่าถอนแล้วก็จบแล้วมันจะได้เดินหน้าต่อได้

นายอรรถพร พลบุตร เพชรบุรี

ผมประท้วงท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ

นายอรรถพร พลบุตร เพชรบุรี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วง ท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ในเรื่องการใช้ดุลยพินิจควบคุมการประชุม คุณหมอสุกิจ ก็อภิปรายไปตามข้อมูลซึ่งปรากฏต่อสาธารณชนอย่างกว้างขวาง ข้อมูลใดไม่ต้องตรงใจรัฐบาล ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องมาชี้แจงครับ เรื่องใดไปกระทบท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรี ถ้ามีภูมิปัญญาก็มาชี้แจงในสภามันไม่ใช่เรื่องของพวกลูกหาบครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้ เวลาท่านประท้วงท่านก็ประท้วงผมแล้วกันอย่าไปกระทบกับเพื่อนมันจะ ต่อความยาวสาวความยืดกัน แล้วก็ได้หารือกับวิปทั้งสองฝ่ายแล้วเราต้องการอภิปราย อย่างสร้างสรรค์ การถ่ายทอดครั้งนี้ต้องการให้ประชาชนเขาได้เห็น ได้ทราบ ได้รู้ ฉะนั้น ตามข้อ ๘ เป็นอำนาจของผม ผมก็ได้ควบคุมแล้วละครับ นั่งลงครับ ไม่อนุญาตแล้วครับ เชิญคุณหมอสุกิจต่อครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมเรียนว่ารัฐมนตรี แต่ละคนก็เอาแต่สนใจเรื่องแก๊ส พี่น้องประชาชนก็เลยต้องรับกรรมจากการขึ้นราคาแก๊ส ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะว่าแก๊สนี่เป็นธุรกิจพลังงานที่เป็นที่ทราบกันอยู่ว่านายใหญ่สนใจ จะเข้าไปฮุบโดยเฉพาะในพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชาที่เขาบอกกันว่ามีแหล่งแก๊สจำนวนมหาศาล กินกันไปชั่วโคตรก็ไม่หมด ท่านประธานครับ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับ เชิญครับ ท่านประท้วงนะครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมต้องประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ กล่าวให้ร้ายหาว่าตอบสนองนายใหญ่ เพื่อจะหาผลประโยชน์อย่างนี้ไม่ใช่ครับ ท่านประธานต้องเตือนนะครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญต่อครับ ผมจะควบคุมเองนะครับ เอาอยู่ในประเด็นเราที่งบประมาณก็แล้วกันนะครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

นายใหญ่คือใครล่ะครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่ต้องละครับ เชิญต่อครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

เขาบอกว่าเรื่องนี้มันจะชัดเจนหลังจากที่ เสร็จเรื่องเขาพระวิหารและ พ.ร.บ. ปรองดอง มันเกิดขึ้นแน่ครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาในงบประมาณเราก็แล้วกันเดี๋ยวผู้ประท้วงเสียเวลา เชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

ท่านประธานครับ รัฐมนตรีแต่ละคนที่เข้ามา ก็เลยเล่นอยู่เรื่องเดียวเหมือนที่ผมพูดมาแล้วก็คือเรื่องแก๊ส มีความกลัวมากรัฐบาลนี้กลัวว่า คนไทยจะใช้แก๊สถูกกว่า สปป. ลาว กลัวว่าคนไทยจะใช้แก๊สถูกกว่าประเทศเขมร กลัวว่า คนไทยจะใช้แก๊สถูกกว่าประเทศเวียดนาม โดยอ้างเออีซี (AEC) มันตั้งอีก ๒-๓ ปีครับ เ อ อี ซี มาขึ้นราคาตอนนี้กว่าจะถึงเออีซีคนไทยก็จนกันหมดทั้งประเทศแล้วครับ แล้วจะมีกำลังอะไร ไปสู้กับเขาในตอนนั้น ผมเคยเปรียบเทียบให้ดูประเทศมาเลเซียเป็นตัวอย่าง ตอนนี้ประเทศมาเลเซีย น้ำมันเขาถูกกว่าเราลิตรละ ๑๐ กว่าบาทนะครับ ผมไม่เห็นเขาโอเวอร์ (Over) เออีซีอะไร ไปขึ้นราคาน้ำมันกับคนของเขาเลยครับ ท่านประธานครับ ราคาแก๊สภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่งขึ้นไปเรียบร้อยแล้วครับ ต่อไปก็จะถึงคิวที่ทุกครัวเรือนที่ใช้แก๊ส ซึ่งส่วนใหญ่ ก็ของประเทศเลยครับ ที่ใช้แก๊สในการหุงต้มต้องรับเคราะห์ ท่านต้องจำรัฐมนตรีคนนี้ไว้ครับ นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล กำลังจะขึ้นค่าแก๊สหุงต้มให้เดือดร้อนกันทั้งประเทศ ท่านประธานก็เดือดร้อน ผมก็เดือดร้อนครับ โดยทีแรกจะขึ้น ๒-๓ วันนี่ครับ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๖ โดยจะขึ้นเดือนละ ๕๐ สตางค์ต่อกิโลกรัม ไปจนถึงประมาณ ๒๔ บาทต่อกิโลกรัม เพราะฉะนั้นท่านที่ใช้แก๊ส ๑๕ กิโลกรัม ปัจจุบันนี้ราคา ๒๘๐ บาท ประมาณนั้นนะครับ ถ้าถึงวันนั้นก็จะเพิ่มเป็น ๓๗๐ บาท แต่เขาบอกว่าทีแรกจะขึ้นวันที่ ๑ ใช่ไหมครับ พอดีได้รับการท้วงติงจากพรรคพวกบอกว่ากำลังจะมีการเลือกตั้งซ่อมเขตดอนเมือง ก็เลยขอเลื่อนไปอีก ๑ เดือน รัฐบาลนี้เขาทำอะไรแล้วเขาคิดหน้าคิดหลังนะครับ แต่คิดเพื่อตัวเอง แต่รับรองว่าขึ้นแน่ ๆ ไม่มีปัญหา เมื่อสักครู่ตอนช่วงเที่ยง ๆ ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ท่านมาตอบว่าสาเหตุที่ต้องขึ้น ขอบคุณท่านรัฐมนตรีด้วยครับ สาเหตุที่ต้องขึ้นเพราะว่า อยากให้พี่น้องประชาชนประหยัด ท่านคิดว่าตอนนี้ประชาชนเขาใช้ฟุ่มเฟือยหรือครับ ผมขอยืมคำพูดของท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรท่านเคยไปพูดที่จังหวัดตรัง ต้องถามไปยัง ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ว่าท่านเคยเห็นไหมที่ใครอยู่ว่าง ๆ แล้วก็เอาแก๊สหุงต้มมาจุดเล่น ไม่มีหรอกครับ ทุกคนเขาใช้แก๊สหุงต้มจุดเมื่อไรก็คือปรุงอาหารเมื่อนั้นละครับ เพราะฉะนั้น จะอ้างเหตุผลอะไรก็ขอให้อ้างให้มันถูก ๆ ด้วย ความเดือดร้อนไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น น้ำมันดีเซล หลายท่านพูดมาแล้ว ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็พูดไปแล้วว่าเขาต้องขึ้นภาษี สรรพสามิต ๑.๕๐ บาท หมายถึงว่าราคาน้ำมันดีเซลขึ้นภาษีเมื่อไรก็พุ่งขึ้นไป ๑.๕๐ บาท ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการเหมือนกันก็มาตอบอ้อมแอ้ม ๆ มาตอบอะไรก็ไม่รู้ ท่านบอกว่า ตอนนี้รัฐบาลนี้ทำให้กองทุนน้ำมันเป็นบวกแล้ว เป็นบวกแล้วมันทำให้ราคาแก๊สลดลงได้ อย่างไรครับ ผมเห็นท่านไม่กล้ายืนยันว่าจะเอาเงินจากกองทุนน้ำมันมาตรึงราคาแก๊ส ท่านไม่กล้าพูด แล้วไหนล่ะครับที่รัฐบาลนี้บอกว่าจะยุบ จะยกเลิกกองทุนน้ำมันเมื่อไรจะพูด เมื่อไรจะทำครับ สาเหตุที่ต้องไปขึ้นภาษีสรรพสามิตจริง ๆ แล้วเพราะอะไรครับ เพราะว่า งบประมาณปีที่แล้วที่ต้องจัดเก็บเงินให้ได้ ๒.๑ ล้านล้านบาท ปรากฏว่าตอนนี้มันมีแนวโน้มแล้วครับ ว่าจะเก็บได้ไม่ถึงเป้า เพราะฉะนั้นก็เลยต้องทำอย่างนี้ครับ เพราะท่านดันไปลดภาษีให้กับคนรวย ลดภาษีนิติบุคคล ถึงจัดเก็บไม่พอก็ต้องมารีดเอากับน้ำมันดีเซล นี่ละครับคือสาเหตุ เพราะฉะนั้นพี่น้องที่ใช้รถน้ำมันดีเซลเตรียมตัวต้องขึ้นอย่างแน่นอน ท่านรัฐมนตรีอยู่ตรงนี้ ก็ดีแล้วครับ ผมจะได้เรียนเลยครับว่ารัฐบาลนี้มีความล้มเหลวในเรื่องของพลังงานทดแทน ท่านแทบจะไม่เคยพูดถึงเลยครับ

(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เดี๋ยวครับ คุณหมอสุกิจครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ขอประท้วง ท่านผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ ๒ ประเด็น ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่า

ประเด็นแรก เรื่องพลังงานทั้งน้ำมันแล้วก็แก๊สหุงต้ม ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปรายไปแล้ว แล้วทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ให้ คำตอบในเบื้องต้น แต่เมื่อท่านยังติดใจสงสัย จริง ๆ แล้วผมก็เชื่อว่าทาง ครม. มีความพร้อม ในการตอบนะครับ แต่ประเด็นของผมคือการอภิปรายนี้อยากจะให้อยู่ในประเด็นของ งบประมาณ ผมเองไม่อยากจะเห็นการอภิปรายในเรื่องของนโยบาย เพราะว่าสิ่งที่กำลัง อภิปรายนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับนโยบายของรัฐบาลกำลังคิดว่ารัฐบาลจะทำอย่างนั้น อย่างนี้ตามนโยบายซึ่งยังไม่เกิดนะครับ อยากจะให้เน้นว่าตัวเลขงบประมาณกี่บาท แล้วจะเกิดประโยชน์หรือเกิดผลเสียกับพี่น้องประชาชนอย่างไรเป็นหลักครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญนายแพทย์สุกิจต่อ เชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านนี่เป็น ผู้เชี่ยวชาญเรื่องของงบประมาณนะครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เอาเรื่อง ของท่านเถอะครับ เดี๋ยวจะตอบโต้กันไม่เอานะครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

ก็ท่านมาสอนผมครับ มันเรื่องอะไรครับ ผมรู้ว่าผมพูดอะไรอยู่

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เขาประท้วง เชิญท่านคุณหมอสุกิจเอาเรื่องของท่านครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

ท่านประธานครับ ผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ งบประมาณนี้เราก็สามารถพูดถึง ความล้มเหลวในอดีตเพื่อเราจะได้พิจารณาว่าปีนี้เราจะให้หรือไม่ให้ นี่ครับ ผมกำลัง ยกเหตุผลอยู่ ท่านประธานครับ รัฐบาลนี้ล้มเหลวในเรื่องของพลังงานทดแทน เพราะว่า ไม่ให้ความสนใจ ทั้ง ๆ ที่เรามีพลังงานทดแทนเหลือเฟือ ไม่ว่าจะเป็นเอทานอล ไบโอดีเซล แล้วก็พลังงานหมุนเวียนต่าง ๆ เรามีมากมายเลยครับประเทศของเรา แต่ว่าพูดไปก็เหนื่อยเปล่า คนมันคิดไม่เป็นมันก็คิดไม่เป็นอยู่วันยังค่ำ แต่ที่พี่น้องประชาชนไม่พอใจอย่างที่สุดคืออันนี้ครับ ผมขอภาพแรกครับ ห้องโสตทัศนูปกรณ์ผมได้ส่งไปแล้วนะครับท่านประธาน

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

รูปท่านใช่ไหมครับท่านรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีพูด เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๖ รู้สึกเบื่อการคัดค้านโรงไฟฟ้า ดังนั้นหากประชาชนไม่ต้องการ จนสร้างไม่ได้ก็จะไม่สร้างเช่นกัน หากภาคใต้เกิดปัญหาไฟดับก็เป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ กันเอง ท่านพูดใช่ไหมครับ หากภาคใต้เกิดปัญหาไฟดับเป็นเรื่องที่ต้องรับผิดชอบกันเอง พี่น้องประชาชนเขาฝากผมมาบอกนะครับว่า แล้วอย่างนี้เราจะมีรัฐมนตรีไปทำซากอะไรครับ ออกไปสิครับ ถ้าท่านเบื่อที่ชาวใต้คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทำไมท่านไม่ไปสร้างที่บ้านท่านล่ะครับ สนามกอล์ฟ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คุณหมอสุกิจ สักครู่นะครับ จ่าประสิทธิ์ประท้วงเรื่องอะไร

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ผมต้องประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ ใช้วาจาเสียดสีและไม่สุภาพ ใช้คำว่า เป็นไว้ทำซากอะไร ทำไมไม่พูดว่าเป็นไว้ทำห่าอะไร

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านก็ไม่ควรพูด ท่านก็ถอนด้วย ผมให้ถอนทั้งคู่ เชิญ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

ผมยกตัวอย่างให้ฟัง

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านถอนก่อน เดี๋ยวผมให้ถอนทั้งคู่ครับ ทั้งคู่ถอนด้วย

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

ท่านประธานให้เขาถอนก่อน เขาพูดผิดก่อนแล้วผมจะถอนทีหลัง

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต้องถอน ผมบอกถอนทั้งคู่ ท่านต้องถอนด้วย คุณหมอสุกิจเชิญครับ ถอนเถอะจะได้เดินหน้าต่อ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

ประท้วงทำไมครับ ไปไล่นกเอี้ยงดีกว่า

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เอาละครับท่านคุณหมอสุกิจ ผมวินิจฉัยเพื่อให้การอภิปรายเดินหน้าท่าน เชิญถอนครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

ท่านประธานครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านก็อย่าสวนสิ ผมจะให้คุณหมอสุกิจพูด ท่านรอก่อน เชิญครับ นายแพทย์สุกิจเชิญครับ ผมเชื่อท่านถอนนะครับแล้วเดินหน้าต่อได้

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

ท่านเปิดไมโครโฟนสิครับ ท่านประธานครับ ผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เห็นแก่ท่านประธาน ผมถอนครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านจ่าประสิทธิ์ถอนด้วย

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

ท่านประธานครับ ก่อนที่ ท่านประธานจะให้

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ไม่ ท่านถอน ท่านไม่ก่อนละ ผมให้เขาถอนแล้วท่านก็ต้องถอน

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

แล้วเขาว่าผมไป

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ไม่ เอาที่ ท่านถอน ถอนก่อน

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

ท่านประธานครับ ผมใช้ ข้อบังคับที่เขาเสียดสีผมด้วย เขาบอกให้ผมไปไล่นกเอี้ยง ถ้าผมเป็นนกเอี้ยง

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ไม่ครับ ไล่นกเอี้ยงไม่หยาบคายครับ ถอนเรื่องนี้เถอะจะได้ต่อ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

ท่านประธาน เพื่อเห็นแก่ ประธานเหมือนกับเขา เพราะผมพูดยกตัวอย่างให้เขาฟัง

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ไม่ต้อง ยกหรอก ถอนเลยครับ ถอนเถอะเสียเวลา

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

ผมถอนครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญ นายแพทย์สุกิจต่อ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านรัฐมนตรีครับ ถ้าท่านเบื่อชาวใต้ ที่คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินทำไมท่านไม่ไปสร้างที่บ้านของท่านล่ะครับ สนามกอล์ฟอัลไพน์ ที่กว้างขวางน้ำดีครับ เหมาะที่จะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมากเลยครับ ท่านเก่งจริงก็ไปสร้างสิครับ อย่ามาเที่ยวพูดประชดประชันอย่างนี้ พี่น้องประชาชนเขามีสิทธิที่จะกลัวในสิ่งที่เขาไม่รู้จัก ที่จะกลัวในสิ่งที่เขาไม่มีประสบการณ์โดยเฉพาะอย่างจังหวัดตรัง จังหวัดกระบี่ แล้วก็ ฝั่งทะเลอันดามันทั้งหมดนี่ครับ ท่านทราบไหมครับว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทำเงินมหาศาล ให้กับประเทศในแต่ละปี แล้วท่านกำลังจะเอาสิ่งนี้ไปให้กับเขาหรือครับ ขอภาพต่อไปครับ ดูสิครับ นี่คือภาพของโรงไฟฟ้าถ่านหินครับ ถึงท่านจะอธิบายว่ามันปลอดภัยอย่างไรก็ตาม แต่ มันเหมาะไหมครับที่จะเอาสภาพอย่างนี้ไปไว้ในแหล่งท่องเที่ยวที่ทำรายได้สูงเป็นอันมากให้กับ ประเทศในแต่ละปี บ้านท่านนะครับเหมาะสม สนามกอล์ฟอัลไพน์ ท่านรัฐมนตรีพูดเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม แล้วพอถึงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ห่างกัน ๑๑ วันครับ ปรากฏว่าประมาณ ๑ ทุ่ม

(นายก่อแก้ว พิกุลทอง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คุณหมอสุกิจหยุดก่อนครับ เชิญท่านก่อแก้ว

นายก่อแก้ว พิกุลทอง บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ผมได้ฟังผู้อภิปรายโชว์ภาพ โรงไฟฟ้าถ่านหินเมื่อสักครู่นี้แล้วรู้สึกว่าท่านกำลังให้ข้อมูลเท็จ ก็เลยขอประท้วงท่านตาม ข้อ ๖๑ ครับว่าในฐานะวิศวกรไฟฟ้าผมขอยืนยันว่าภาพที่ท่านเอามาโชว์นั้นเป็นภาพในอดีต ที่โรงไฟฟ้าเก่า ๆ ๓๐-๕๐ ปีโน้นนะครับ ปัจจุบันไม่มีอย่างนั้นแล้วครับ ปัจจุบันเป็นโรงไฟฟ้า ที่สะอาดแล้วประเทศเจริญเขาใช้กันมาก เพราะฉะนั้นข้อมูลที่ท่านให้ต่อประชาชนนั้น ผมในฐานะคนใต้เหมือนกันก็เกรงว่า

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เอาละครับ ไม่ต้องอธิบายท่านประท้วงเขา ผมเห็น ผมทราบครับ เดี๋ยวผมจะให้ท่านรัฐมนตรีตอบเองครับ ท่านรัฐมนตรีอยู่พอดี เชิญนายแพทย์สุกิจต่อเลยครับ

(นายอรรถพร พลบุตร ได้ยืนและยกมือขึ้น)

จะประท้วงผมเรื่องอะไรครับ

นายอรรถพร พลบุตร เพชรบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๘ นะครับ ท่านประธานต้องใช้ดุลยพินิจในการควบคุม การประชุมให้เกิดความสร้างสรรค์และเป็นไปเพื่อประโยชน์ประชาชน ข้อมูลที่นายแพทย์สุกิจ อภิปรายก็เป็นข้อมูลซึ่งมีประโยชน์สำหรับการตรวจสอบรัฐบาลและเป็นหน้าที่ที่ท่านรัฐมนตรี

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ถ้าประท้วง ตามข้อ ๘ ไม่ต้องอธิบายประกอบหรอกครับ เดี๋ยวผมวินิจฉัย

นายอรรถพร พลบุตร เพชรบุรี

ท่านต้องอย่าปล่อยให้มีใครมาชี้แจงแทน ท่านรัฐมนตรี รัฐมนตรีอาจจะพูดเก่งสู้ท่านเมื่อสักครู่ไม่ได้

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านก็ คอยอภิปรายเหมือนกันครับ พอแล้วท่านอรรถพรนั่งลง ผมวินิจฉัยครับ ผมควบคุมครับ ผมต้องฟังก่อนว่าเขาประท้วงเรื่องอะไร ผมก็โดนสมาชิกต่อว่าเยอะว่าเวลาประท้วงไม่ให้พูด ผมพยายามให้พูดก่อนว่าเรื่องอะไร เมื่อสักครู่ผมก็บอกว่าให้รัฐมนตรีอภิปราย เพราะว่า ท่านรัฐมนตรีนั่งฟังอยู่ เดี๋ยวจะให้ท่านรัฐมนตรีตอบ ผมก็บอกเขาแล้วนี่ครับ ผมก็ควบคุมอยู่ เชิญนายแพทย์สุกิจต่อเลยครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมแนะนำตัวเป็นครั้งที่ ๖ แล้วครับ ท่านจะว่าอย่างไรก็ตาม นั่นคือรูปของโรงไฟฟ้าถ่านหินครับ และคำพูดของท่านรัฐมนตรี เป็นจริงครับ เพราะเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖ เวลาประมาณ ๑ ทุ่ม ผมอยู่ที่จังหวัดตรัง ไฟดับทั่วภาคใต้จริง ๆ ครับ รัฐบาลดับไฟใต้ได้สำเร็จครับ ถึงจะออกมาพูดแก้ตัวอย่างไรก็ตาม ท่านก็หนีความรับผิดชอบไม่พ้นครับ เพราะนี่คือการบริหารงานที่ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ แล้วก็ส่งผลเสียหายต่อประเทศ ที่จริงแล้วท่านต้องรับผิดชอบมากกว่านี้ครับ โดยเฉพาะการพูด เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ที่ท่านพูดที่ผมฉายให้ดูเมื่อสักครู่นี้แสดงว่าท่านเองก็รู้แล้วว่ามันมี โอกาสที่จะเกิดขึ้น แต่แทนที่ท่านจะป้องกัน ผมจะเรียนว่าแทนที่จะป้องกันกลับประมาท เลินเล่ออีก ประมาทเลินเล่ออย่างไรเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง เหตุการณ์ไฟฟ้าดับวันนั้นมีผู้ออกมา ชี้แจงหลายคน แล้วก็มักจะพูดในทำนองว่าภาคใต้มีโรงไฟฟ้าไม่พอ พูดอย่างนี้ท่านประธาน เหมือนจะโทษว่าคนใต้ไม่ยอมให้สร้างโรงไฟฟ้า เป็นการพูดที่น่าเกลียด เป็นการแยกภาค แยกแผ่นดิน แม้แต่เรื่องไฟฟ้ายังแยกเลยครับพูดได้อย่างไรครับ ท่านประธานครับ ผมจะพูด ให้ฟังทุกวัน

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านนายแพทย์สุกิจ ท่านพิเชษฐ์ประท้วงเรื่องอะไรครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ท่านประธานครับ มันไม่ใช่การไม่ไว้วางใจ รัฐบาลนะครับ มันไม่ใช่การไม่ไว้วางใจท่านรัฐมนตรี งบประมาณมี ๓๕ มาตรานะครับ ๓๕ มาตราคุณจะแก้ไขไม่เห็นด้วย จะตัด จะเพิ่มก็บอกมาครับ มันไม่ใช่ว่าจะมาไม่ไว้วางใจ เรื่องไฟดับ ท่านประธานต้องวินิจฉัยนะครับ เวทีนี้ไม่ใช่เวทีที่จะให้ท่านไม่ไว้วางใจท่านอยาก ไม่ไว้วางใจ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

พอแล้วครับ พอสมควรแล้ว เดี๋ยวผมวินิจฉัยท่านนั่งลง ก็ขอร้องทั้ง ๒ ฝ่าย

(นายอรรถพร พลบุตร ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านอรรถพร ไม่ต้องประท้วงต่อหรอกครับ ผมจะวินิจฉัยท่านนั่งลงครับ คุณหมอสุกิจพยายามหน่อย ก็แล้วกันครับ เหลืออีกสัก ๒ นาที ท่านเอาเนื้อหาเดี๋ยวท่านจะไม่ทันได้พูดเรื่องที่ท่านพูด เชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมจะพูดให้ฟังครับ ทุกวันนี้ประเทศเราการไฟฟ้าฝ่ายผลิต หรือ กฟผ. เป็นผู้ผลิตไฟฟ้า แล้วก็ขายให้การไฟฟ้านครหลวง ขายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเขาถึงไปขายต่อให้กับประชาชน เพราะฉะนั้นไม่มีคนไหนหรอกครับ ที่ใช้ไฟฟรี ใช้ไฟแล้วต้องจ่ายเงินทั้งนั้นครับ รวมทั้งคนภาคใต้ด้วย กฟผ. ผลิตไฟฟ้าได้ตอนนี้ รวมกัน ๒๙,๑๙๒.๕๑๕๘ เมกะวัตต์ ซึ่งอันนี้รวมทั้งที่ผลิตเองซื้อจากเอกชน ซื้อจากต่างประเทศ ด้วยครับ ไฟฟ้าจากทุกโรงไฟฟ้าที่ผลิตได้จะต้องเข้าสู่ระบบ หรือที่เรียกว่า ทรานส์มิชชัน ซิสเต็ม (Transmission system) ที่มีศูนย์ควบคุม ๕ แห่ง ศูนย์ใหญ่อยู่ที่บางกรวย จังหวัดนนทบุรี แล้วยังมีศูนย์เขตอีก ๔ เขต เพื่อที่จะกระจายไฟฟ้าไปสู่ภาคต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคเหนือ และภาคใต้ ระบบส่งทั้ง ๔ เขตนี่แต่ละภาคเชื่อมต่อกันด้วยสายส่งไฟฟ้า ขนาดแรงดันที่ ๕๐๐ กิโลโวลต์ ๒๓๐ กิโลโวลต์ ๑๑๕ กิโลโวลต์ และ ๖๙ กิโลโวลต์ครับ ภาคใต้ท่านประธานครับมีโรงไฟฟ้าใหญ่ ๆ ๕ โรง แล้วก็ยังมีโรงไฟฟ้าย่อย ๆ อีกมากมายครับ รวมทั้งปัจจุบันนี้ก็มีเอกชนที่เขาผลิตไฟแล้วขายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่เรียกว่า เอสพีพี (SPP) และวีเอสพีพี (VSPP) รวมกันแล้วก็ได้ประมาณ ๒,๑๐๐ เมกะวัตต์ อัตราการใช้ ก็ขนาดนี้ละครับ พอ ๆ กับที่ผลิตได้นี่ละ แต่ในการผลิตไฟฟ้านี่เขาไม่ผลิตเต็มอัตราศึกหรอกครับ ท่านรัฐมนตรีก็รู้ดี เพราะฉะนั้นจึงต้องมีสายส่งจากโรงไฟฟ้าราชบุรีส่งมาแล้วก็ไปรวมศูนย์ ที่โรงไฟฟ้าลำภูรา จังหวัดผมเองครับ ถึงแจกจ่ายไปให้กับจังหวัดต่าง ๆ แล้วก็ยังมีการซื้อไฟ จากประเทศมาเลเซียด้วย แล้วผมถามท่านประธานว่ามันผิดตรงไหนที่คนใต้จะใช้ไฟฟ้าจาก โรงไฟฟ้าราชบุรี หรือจะใช้ไฟฟ้าที่ซื้อมาจากประเทศมาเลเซีย ก็ทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว กฟผ. ไม่ได้เป็นของคนใต้ด้วยหรือครับ เพราะฉะนั้นถ้ามาพูดว่าไฟดับเพราะภาคใต้ มีโรงไฟฟ้าไม่พอ มีโรงไฟฟ้าน้อยเกินไป มันน่าเกลียดครับ ผมขอฝากไปยังพี่น้องชาวอีสาน ด้วยครับ ด้วยความเคารพว่าสักวันหนึ่งเมื่อไฟฟ้าดับที่บ้านท่านท่านก็จะโดนอย่างคนใต้ เพราะตอนนี้ภาคอีสานมีโรงไฟฟ้าผลิตไฟฟ้าได้น้อยกว่าภาคใต้เสียอีก ทุกวันนี้อาศัยซื้อมา จาก สปป. ลาว ท่านประธานครับ แต่ที่ไฟดับในวันนั้นมันคือความประมาท ดังที่ผมได้บอกแล้ว มีโรงไฟฟ้าใหญ่ ๆ อยู่ ๕ โรง แล้วก็ผลิตไฟได้ ๒,๑๐๐ เมกะวัตต์ วันที่เกิดเหตุมีอะไรเกิดขึ้นครับ โรงไฟฟ้าที่จังหวัดกระบี่หยุดซ่อม

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านนายแพทย์สุกิจกรุณาสักครู่หนึ่งครับ ขอโทษด้วยครับ ท่านประธานวิปฝ่ายค้านครับ ผมหารือ นิดหนึ่ง เวลาที่ใช้เกินนี้ให้พูดต่อแล้วหักของซีกฝ่ายค้านได้ไหม ได้ใช่ไหมครับ อย่างนั้นเชิญนายแพทย์สุกิจต่อครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

วันนั้นท่านประธานครับ โรงไฟฟ้าที่ จังหวัดกระบี่หยุดซ่อม โรงไฟฟ้าที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีหยุดซ่อม โรงไฟฟ้าที่ขนอม ผมอ่านว่า ขะ-หนอม ไม่ใช่ ขน-อม นะครับ โรงไฟฟ้าที่ขนอมบางส่วนก็หยุดซ่อม โรงไฟฟ้าที่บางลาง จังหวัดยะลาก็หยุดซ่อม ชาวบ้านเขาสงสัยว่าทำไมถึงหยุดซ่อมพร้อมกันถึง ๔ โรง โรงใหญ่ ๆ ทั้งนั้น ขนาดนี้ละครับท่านรัฐมนตรี แล้วมันจะเหลืออะไร หน้าร้อนใช้ไฟมากเสียด้วย แถมหนักกว่านั้นอีกครับ สายส่งที่ส่งมาจากส่วนกลางที่เป็นสายขนาด ๕๐๐ กิโลโวลต์ ซึ่งมีอยู่ ๒ สาย ท่านก็หยุดซ่อมเสียอีก ๑ สาย จึงเหลืออยู่เพียงสายใหญ่คือ ๕๐๐ กิโลโวลต์ เพียงแค่ ๑ สาย กับสายเล็กอีก ๑ สาย ขนาด ๒๓๐ กิโลโวลต์ อย่างนี้เรียกว่าประมาทไหมครับ โรงไฟฟ้าหยุดซ่อมไป ๔ โรงแล้วยังจะมาซ่อมสายส่งอีก ประมาทสุด ๆ เลยครับ แล้วสาย ๕๐๐ กิโลโวลต์ที่ใช้อยู่เพียง ๑ สายถูกฟ้าผ่า อันนี้ก็เหมือนกันครับท่านรัฐมนตรี ทำไมไม่มี ระบบป้องกันฟ้าผ่าหรือครับ ชาวบ้านเขาสงสัยเขาถามมา ถ้าอย่างนี้ในอนาคตก็น่ากลัวสิครับ แล้วชาวบ้านเขาก็สงสัยว่าแล้วทำไมสายมันถูกฟ้าผ่าเสียหาย แต่โรงไฟฟ้าขนอมซึ่งควรจะ เลี้ยงได้อย่างน้อยก็จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราชไฟก็ดับด้วย ช่วยอะไรไม่ได้ เลยครับ หรือโรงไฟฟ้าจะนะซึ่งควรจะเลี้ยงจังหวัดสงขลาได้ ๓ จังหวัดภาคใต้ได้ ทำไม พอเกิดเหตุแล้วไฟดับด้วย อย่างนี้แปลว่าอะไรครับ ถ้าความเข้าใจของผมก็คือว่าเราจะสร้าง โรงไฟฟ้าเพิ่มอีกสักกี่โรงก็ตาม ถ้ามันเกิดเหตุอย่างนี้ไฟก็ยังดับอยู่ดีใช่ไหม ผมถึงบอกว่า เรื่องทั้งหมดที่ผมอภิปรายมานี้เหตุเกิดไฟดับภาคใต้ที่เกิดขึ้นแล้วพี่น้องประชาชนได้รับ ความเดือดร้อนกันเป็นเพราะความประมาทของกระทรวงพลังงาน ของรัฐบาล เพราะฉะนั้น ผมก็จะไม่พูดต่อหรอกครับ แต่จะขอสรุปว่านี่เป็นความล้มเหลวของการบริหารงาน แล้วผม ไม่รู้จะให้งบประมาณกับกระทรวงที่ล้มเหลวและสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน แบบนี้ได้อย่างไร ผมไม่เห็นด้วยกับงบประมาณฉบับนี้ ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านรัฐมนตรีตอบครับ

นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

เรื่องแรก ที่จะชี้แจงเรื่องเกี่ยวกับไฟฟ้าดับภาคใต้เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ก็เป็นความจริงอย่างที่ท่าน ส.ส. ว่ามีการซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าประมาณ ๔ โรง ก็มีโรงไฟฟ้า ความร้อนที่จังหวัดกระบี่หยุดซ่อมกำลังการผลิตนั้นหายไป ๓๑๕ เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้ากังหัน จังหวัดสุราษฎร์ธานีหายไป ๑๑๔ เมกะวัตต์ หมายความว่าไม่ได้ปิดหมดนะครับ ที่โรงไฟฟ้าขนอม มีทั้งหมด ๖๗๘ เมกะวัตต์ ซ่อมเพียง ๑ เครื่องก็ประมาณ ๑๖๕ เมกะวัตต์เท่านั้นเอง แต่ว่ากำลัง การผลิตวันนั้นวันที่ ๒๑ ยังมีคงอยู่ที่ประมาณ ๑,๗๐๐ เมกะวัตต์ สิ่งที่ไฟฟ้าภาคใต้ใช้ทั้งหมดนั้น ๒,๑๐๐ เมกะวัตต์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ ๒๑ พฤษภาคม เมื่อเวลา ๑๗.๒๙ นาฬิกา ก็เกิดมี สายฟ้าผ่าที่ต้นเสาไฟฟ้าแรงสูงที่ ๒๐๐/๓ ห่างจากอำเภอจอมบึง ๗๔ กิโลเมตร ทำให้สายส่ง วงจรที่ ๑ ที่ ๕๐๐ เควี (KV) เกิดที่ลูกถ้วยซึ่งกราวด์ (Ground) แล้วก็ไปกระทำให้ตัวหม้อแปลงตัดออก ปลดจากระบบทำให้การจ่ายไฟ ๕๐๐ เควีไม่ได้ จึงไปจ่ายไฟผ่าน ๒๓๐ เควี สิ่งแรกที่อธิบาย ก่อนในเรื่องหนึ่งที่ทุกคนสงสัยถามก็คือว่าเหตุการณ์ฟ้าผ่าจะทำให้ไฟดับเลยหรือไม่ นี่เป็นประเด็นใหญ่ ผมเองก็ได้สอบถามการไฟฟ้าฝ่ายผลิต สิ่งสำคัญที่สุดฟ้าผ่าเกิดขึ้นเป็นประจำ ไฟก็ไม่จำเป็นต้องดับครับ สิ่งที่เกิดฟ้าผ่าขึ้นมาสายไฟฟ้าแรงส่งสายแรงสูงเขาจะมีสาย ป้องกันฟ้าผ่าอยู่เส้นบนสุด เขาเรียกเส้นกราวด์ เมื่อฟ้าผ่าแล้วกระแสไฟฟ้าจะวิ่งจาก เส้นบนสุดลงสู่เสาลงดิน เสร็จแล้วกระแสไฟฟ้าจะตัดโดยการที่กระแสไฟฟ้าไปสั่งเบรกเกอร์ (Breaker) ตัด พอตัดแล้วการไฟฟ้าก็จะสั่งให้เบรกเกอร์ตรงนี้ปรับขึ้นอัตโนมัติภายใน ประมาณ ๕-๑๐ นาทีเขาจะปรับขึ้นอัตโนมัติ เดี๋ยวจะอธิบายว่าทำไมตรงนี้ที่โรงไฟฟ้า บางสะพานไม่เกิดขึ้นนะครับ ที่โรงไฟฟ้าจอมบึงมีสายไฟฟ้า ๕๐๐ เควี อยู่ ๒ เส้นส่งไปที่โรงไฟฟ้า บางสะพาน เส้นหนึ่งซ่อมบำรุงอยู่ ในการวางแผนซ่อมบำรุงนั้นเขาจะดูว่าความเสี่ยงในการที่จะ เกิดไฟดับมีความเสี่ยงขนาดไหน จากการดูแล้วนี่ไฟฟ้าที่ซ่อมบำรุงอยู่จำนวนหนึ่งเหลือ ๑,๗๐๐ เมกะวัตต์ที่ภาคใต้ แล้วกำลังไฟฟ้าที่กรุงเทพฯ ส่วนกลางส่งไปเสริมเพียงพอต่อ ความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้จึงไม่มีปัญหา เพราะมีการส่งทั้งสาย ๕๐๐ เควี ทั้ง ๒๓๐ เควี ขณะที่เมื่อฟ้าผ่าเกิดขึ้นขณะเดียวกันทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็พยายามที่จะส่งกระแส เปิดสวิตช์ตัว ๕๐๐ เควีใหม่เพื่อส่งไฟไปยังโรงไฟฟ้าบางสะพาน หม้อแปลงสเตชัน (Station) ที่โรงไฟฟ้าบางสะพานเนื่องจากเมื่อฟ้าผ่าแล้วไฟดับไปอาการที่ใช้ไฟเกิดการสวิง (Swing) อย่างแรง เขาเรียกว่าสวิงอย่างแรง เมื่อส่งไฟฟ้าผ่าน ๕๐๐ เควีไปมันไม่สามารถที่จะไป ซินโครไนซ์ (Synchronize) กันได้ก็คือว่าวิธีการที่จะเชื่อมต่อระหว่าง ๒๓๐ เควี กับ ๕๐๐ เควี คลื่นไฟฟ้ามันหมือนกับเวฟ (Wave) เป็นลูกคลื่น ภาษาทางอิเล็กทรอนิกส์เขาเรียก ไซน์ เวฟ (Sine Wave) ไซน์ เวฟ ไตรแองเกิล (Sine wave triangle) มันเกิน ๔๐ องศา ถ้าเกิดว่าไปปุ๊บระบบมันก็ตัด คุณภาพไฟฟ้าไม่สามารถจะเข้าเคิร์ฟ (Curve) กันได้มันก็เด้งออก ถ้าเกิดเข้าไปได้ ถ้าไม่มีระบบป้องกัน หม้อแปลงหรือสเตชันที่โรงไฟฟ้าบางสะพานก็ต้องระเบิด มันจึงตัดออก พอตัดออกนี่การใช้ไฟภาคใต้ ทางการไฟฟ้าผู้ควบคุมนี่ครับรู้ว่าไฟฟ้าไม่พอ ไม่พอนะครับ ก็มีวิธีการทำอยู่ ๒ อย่าง เขาเลือกใช้อย่างแรกก็คือสั่งซื้อไฟจากประเทศมาเลเซีย ซึ่งเดิมแล้วใช้ไฟอยู่ ๓๐ เมกะวัตต์ ก็สั่งซื้อไฟเพิ่มอีก ๓๕๐ เมกะวัตต์ การใช้ไฟเพิ่มอีก ๓๕๐ เมกะวัตต์มาจากประเทศมาเลเซียนี่ ประเทศมาเลเซียก็จ่ายไฟเมื่อเวลา ๑๘.๔๕ นาฬิกานะครับ พอจ่ายไฟมา ๓๘๐ เมกะวัตต์ จ่ายเพียง ๑.๓ วินาทีครับ ก็ไม่ทราบเกิดปัญหาอะไรที่ ประเทศมาเลเซียครับ กระแสไฟถูกทริป (Trip) ตัดออก พอตัดออกกระแสไฟตรงนี้ ๓๘๐ โวลต์ มันตีกลับครับ พอตีกลับกระแสไฟก็คลื่น ทำให้ฟรีเควนซี (Frequency) ปกติประเทศไทย จะใช้ ๕๐ ฟรีเควนซี ฟรีเควนซีหมายความว่าอย่างนี้ครับ ไซน์ เคิร์ฟ (Sine curve) ที่เป็นลูพ (Loop) คลื่น ๆ ขึ้นลงนี่นะครับ ๕๐ รอบต่อวินาทีเขาเรียก ๕๐ ฟรีเควนซี ฟรีเควนซีตกลง ตกลงหมายความว่าโรงไฟฟ้าทุกโรงก็ต้องมีระบบป้องกัน เมื่อฟรีเควนซีตกลงกระแสโหลด (Load) ก็จะดึงจากโรงไฟฟ้า โรงไฟฟ้าทุกโรงที่มีกำลังผลิตถ้าไม่ดึงออกโรงไฟฟ้าก็ต้องระเบิด เขาก็ใช้ระบบป้องกันตัดความเสี่ยงภัยตรงนั้น ไฟฟ้าทุกโรงก็เริ่มตัดทีละโรง มันก็เริ่มตัดไปเอง เพราะถูกดึงโหลดออกไปใช้ สิ่งนี้ครับมันเคยเกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นครั้งแรกประเทศไทย แต่เคย เกิดขึ้นประเทศใหญ่ ๆ มาแล้ว อย่างเช่น ประเทศอเมริกาที่เกิดแบลคเอาท์ (Blackout) ทั่วประเทศในรัฐแถวนิวยอร์กเป็นต้นไป ที่ประเทศญี่ปุ่นก็เคยเกิด แต่เป็นประสบการณ์ใหม่ ของประเทศไทยครับ ซึ่งหลังจากที่เกิดเรื่องขึ้นมาผมได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาดูว่า วิธีการแก้ปัญหาถาวรในภาคใต้จะทำอย่างไร วิธีการแก้ปัญหาถาวรก็คือว่าสายส่งที่เราส่งไป นี่เหมือนกับซูเปอร์ไฮเวย์ (Superhighway) รถนี่เราวิ่ง ๕๐๐ เควี ไปแค่โรงไฟฟ้าบางสะพาน เท่านั้นเอง จากโรงไฟฟ้าบางสะพานไปนี่แค่ ๒๓๐ เควีเป็นเส้นเล็ก ดังนั้นกระแสไฟมันถูก กระชากดึงนี่อาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการและการจ่ายไฟก็จะยากลำบาก วิธีการก็คือว่า จะต้องเปลี่ยนสายส่งจากโรงไฟฟ้าบางสะพานไปถึงหาดใหญ่ด้วยสาย ๕๐๐ เควี ๒ วงจร เพื่อจะป้องกันความเสี่ยงในอนาคต ประการที่ ๒ เส้นภายในภาคใต้เองหลาย ๆ ส่วนเป็น ๒๕๐ เควีก็ต้องแก้เป็น ๕๐๐ เควีจากขนอมวิ่งผ่านไปยังภูเก็ต เพราะเป็นจุดแหล่งใหญ่นะครับ แล้วบางเส้นซึ่งขณะนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตกำลังศึกษาร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอยู่ว่าบางเส้น ที่เป็น ๑๑๕ เควีก็อาจจะต้องปรับปรุงเป็น ๒๓๐ เควี เพื่อให้การจ่ายไฟเป็นลูพและป้องกัน การดับในอนาคต เมื่อเป็นเช่นนี้นี่การจ่ายไฟ การถูกตัด การปิดไฟบางจุดเพื่อป้องกันเหตุที่ จะดับทั้งเมืองจะเกิดขึ้นได้ง่าย รวมทั้งเปลี่ยนระบบการควบคุมของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ให้ตรงกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเพื่อเป็นระบบเดียวกัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นแผนการที่ดำเนินการ สิ่งที่ จะพูดต่อก็คือว่าปัญหาเรื่องไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้านี่ไม่ใช่ภาคใต้อย่างเดียวที่มีความเสี่ยง กรุงเทพมหานครก็เช่นกันอย่างเช่นเกิดวิกฤตการณ์เมษายน ผมก็คาดการณ์ว่าถ้าวางแผนไม่ดี เมื่อเกิดขาดแก๊สจากพม่า ๑,๑๐๐ ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ปิดโรงไฟฟ้าถึง ๖ โรง เราต้อง วางแผนถึง ๓ สัปดาห์ในการที่จะต้องทำซิมูเลเตอร์ (Simulator) ว่าจะใช้โหลดอย่างไร จะใช้ ไฟอย่างไร จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ที่ผมบอกแบลคเอาท์จะเกิดขึ้น ซึ่งหลังจากทำแล้วก็มี การป้องกันควบคุมจึงไม่เกิดปัญหานะครับ สิ่งเหล่านี้ครับ ปัจจุบันในกรุงเทพมหานครนี่ก็ยัง มีความเสี่ยง เพราะเป็นการจ่ายไฟจากนอกกรุงเทพมหานครเข้ามาในกรุงเทพมหานคร ก็ต้องทำ โรดแมพ (Road map) ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็จะไปดูรายละเอียด ซึ่งเป็นเรื่องเทคนิค ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตจะมีความเชี่ยวชาญกว่าผมที่จะบรรยายตรงนี้นะครับ ก็รอให้เขานำเสนอก่อน ขณะเดียวกันเส้นทางไปอีสานก็เหมือนกัน เส้นทางอีสานนี่มีเส้น ๕๐๐ เควีไปนิดเดียว แล้วก็ ที่เหลือ ๒๓๐ เควี ก็ยังมีปัญหาความเสี่ยงอยู่ก็ต้องแก้ทั้งระบบ ซึ่งเดิมผมถามการไฟฟ้าฝ่ายผลิตว่าเดิมการออกแบบ สายส่งแรงสูงเขาออกแบบตามความต้องการ เช่นผลิตไฟฟ้าได้เท่าไรก็ทำสายส่งขนาดรองรับ แค่นั้นไป ซึ่งต่อไปต้องเปลี่ยนใหม่ครับ เพราะขณะนี้ใช้ไฟมากขึ้นแต่ละแห่ง มันต้องทำให้ สามารถซัพพอร์ต (Support) ซึ่งกันและกันทั้งประเทศได้ อันนี้เป็นปัญหาใหญ่

ปัญหาที่ ๒ เรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน วันที่เกิดเรื่องผมพยายามชี้แจงว่า อย่านำเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมาปะปนกับการที่เกิดไฟดับ ผมบอกผู้สื่อข่าวเลยครับ ว่าอย่ามาปะปนกัน วันที่พูดถ้าท่านเอารูปผมขึ้น ผมพูดเนื่องจากว่าเอ็นจีโอ (NGO) เขาถาม ว่าเอ็นจีโอต่อต้านโรงไฟฟ้าจะทำอย่างไร ผมบอกว่าเอ็นจีโอต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้นะครับ คำพูดนี้ละครับเขาต้องรับผิดชอบว่าคุณไม่ให้สร้างโรงไฟฟ้าเลยเป็นไปได้อย่างไร จริง ๆ แล้ว ภาคใต้ส่วนใหญ่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจังหวัดกระบี่เอง จังหวัดตรังของท่านเองก็สนใจ ให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพียงแต่เราไม่ต้องการให้ไปหักด้ามพร้าด้วยเข่า เอาเสียงโหวตว่า เสียงข้างมากชนะไปสร้างเลย คนที่คัดค้านเราให้ความสำคัญ แม้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์คัดค้านอยู่ เราก็ต้องไปฟังดูว่าเขาค้านอย่างไร ทำมาตรฐานถูกต้องหรือไม่ รูปโรงไฟฟ้าที่ท่านแสดงอยู่ เมื่อสักครู่มีควันโขมงขาวเต็มไปหมดครับ มันไม่ใช่โรงไฟฟ้าถ่านหินปัจจุบันครับ ผมเรียนครับ ปัจจุบันท่านจะไม่เห็นแม้แต่ควันขึ้นนิดเดียว มีการเก็บฝุ่น เขม่า ควันต่าง ๆ นั้นไปใช้เป็น สารอื่น ๆ เยอะแยะนะครับ ตัวซอกซ์นอกซ์ (SOx NOx) เขาเก็บมาแล้วก็สามารถไปทำเป็น มูลค่าเพิ่มอีกหลาย ๆ อย่าง ซึ่งปัจจุบันไม่มี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเดือนที่แล้วพาคณะผู้สื่อข่าว นักวิชาการ เอ็นจีโอ คนต่อต้านโลกร้อนต่าง ๆ หลายคนไปเยี่ยมประเทศญี่ปุ่น ไปดูโรงไฟฟ้า ที่เราจะทำที่ทวาย ก็คือโรงไฟฟ้าเป็นระบบปิดทั้งหมดจะไม่เห็นแม้แต่ควัน ไม่เห็นแม้กระทั่ง ถ่านหิน เป็นระบบไซโล (Silo) ซึ่งเป็นระบบที่ดีมากแล้วก็เหมาะสม ทำไมต้องเป็นถ่านหิน ท่านรู้ไหมครับว่าสิ่งหนึ่งที่นักอุตสาหกรรม สิ่งหนึ่งที่ภาคครัวเรือนต้องการคือราคาไฟฟ้าครับ ราคาไฟฟ้าและความมั่นคงก็คือว่าไฟฟ้าที่จ่ายแก๊สท่านถามว่าแก๊สถูกตัดขาดจากพม่าวันเดียว ไฟฟ้าดับทันที โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นโรงที่สามารถสต็อกถ่านหินสร้างได้ ๖ เดือน กอง ๖ เดือนสามารถมีแหล่งพลังงานได้ตลอดเวลา ๒. ราคาถูกกว่า ถามว่าราคาถ้าเราใช้ แก๊สธรรมชาติอย่างเดียวจากการคาดการณ์ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเขาบอกอีก ๕ ปีข้างหน้า อาจจะราคาขึ้นไปถึง ๖ บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นปัญหาว่าความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม ต่าง ๆ ความสามารถในการใช้จ่ายของครัวเรือนจะสูงขึ้นหลายเท่าตัว ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ ฉะนั้น การเรียกร้องดูพลังงานที่ถูกแล้วก็มีพลังงานน้ำที่ราคาถูกสุด ถ่านหินราคารองลงมา แล้วก็ นิวเคลียร์รองอันดับ ๓ หลังจากนั้นเป็นแก๊สธรรมชาติ สำหรับโรงไฟฟ้าที่ทำจากรีนิวเอเบิล เอนอร์ยี (Renewable energy) เช่น ไบโอแมส ไบโอแก๊ส ไม่ว่าโรงไฟฟ้าพลังงานลม โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ทุกอย่างล้วนราคาแพงทั้งนั้นไม่ต่ำกว่า ๔ บาท ๕ บาทขึ้นไป ยิ่งพลังงานลม ประมาณ ๘ บาท แสงอาทิตย์ ๑๐-๑๒ บาท ราคาประมาณ ๓ เท่า ความสามารถแข่งขัน ประเทศมันเป็นปัจจัยสำคัญครับ สิ่งหนึ่งที่ผมพูดคร่าว ๆ ตรงนี้เพราะว่ามันอาจจะไม่เกี่ยวข้อง กับงบประมาณเนื่องจากเป็นคำถามที่ถามขึ้นมา

ประเด็นที่ ๒ อยากจะพูดเรื่องของแก๊สแอลพีจีที่ขึ้นราคา มีทุกท่านถามว่า ทำไมต้องขึ้นราคา ท่านครับ ปัจจุบันแก๊สแอลพีจีที่เราซับซิไดซ์ (Subsidize) ทุกวันนี้ เรา เก็บเงินจากคนที่ใช้น้ำมันโซลาร์ น้ำมันดีเซล เอาเงินเข้ากองทุนแล้วก็มาซับซิไดซ์คนใช้แก๊ส แอลพีจี แก๊สแอลพีจีต้นทุนที่คนปัจจุบันใช้อยู่แก๊สหุงต้ม ๑๘.๑๓ บาท ๑๘.๑๓ บาทนี่ วิธีการ ขึ้นราคาเราก็มองว่ากลุ่มคนผู้มีรายได้น้อยเราจะไม่ขึ้น เพราะฉะนั้นวิธีการไม่ขึ้นราคา ตรึง ราคาเดิมเราขึ้นเฉพาะผู้ที่มีรายได้สูงขึ้น วิธีการจะซับซิไดซ์ผู้มีรายได้น้อยจะนิยามอย่างไร ครับว่าผู้มีรายได้น้อยคือใคร จากการที่ประชุมหารือกันก็ดูว่าผู้ที่ใช้ไฟต่ำกว่า ๙๐ หน่วย คือผู้ที่มีรายได้น้อยเราก็จะสนับสนุนกลุ่มเหล่านี้ให้ใช้แก๊สราคาเดิม แล้วก็แม่ค้าหาบเร่ แม่ค้า แผงลอยที่ขายอาหารถูก ๆ ก็เป็นกลุ่มหนึ่งที่ซับซิไดซ์ ผู้มีรายได้น้อยเช่นกัน จะดูบัญชีการใช้ไฟ ของการไฟฟ้านครหลวงนะครับ ซึ่งการไฟฟ้านครหลวงนั้นมีบัญชีผู้ใช้ไฟตั้งแต่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ ถึง ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ ก็ปรากฏว่ามีผู้ใช้ไฟต่ำกว่า ๙๐ หน่วย อยู่ ๒๔๑,๒๐๗ ครัวเรือน แล้วก็มีผู้ใช้ไฟจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอยู่ประมาณ ๗,๑๘๓,๔๕๖ ครัวเรือน รวมทั้งหมดก็คือ ๗,๔๒๔,๖๖๓ ครัวเรือน แล้วก็มีผู้ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้เลยอีกประมาณ ๑๙๐,๐๐๐ ครัวเรือน แล้วก็ มีผู้ที่ใช้ไฟอยู่ที่สัตหีบอีก ๕,๙๐๐ ครัวเรือน รวมทั้งหมดแล้วตัวเลขกลม ๆ ก็ประมาณ ๗.๖ ล้านครัวเรือน ๗.๖ ล้านครัวเรือนบวกกับแม่ค้าหาบเร่อีกประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ก็เป็น ๗.๘ ล้านครัวเรือน ถ้าครัวเรือนหนึ่ง ๒ คน ก็คือประมาณ ๑๕ ล้านคนที่ได้รับการใช้แก๊ส ราคาเดิม ถามว่าคนที่ขึ้นราคาแก๊สขึ้นมาคือคนที่ยกเว้นกลุ่มเหล่านี้แล้วจะเดือดร้อนขนาดไหน ถ้าเดือดร้อนก็หมายความว่าคนที่มีรายได้ไปเบียดบังคนขับตุ๊กตุ๊ก คนขับแท็กซี่ คนขับรถสองแถว หรือคนขับรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งคนจนเหล่านี้เขาใช้โซลาร์ ใช้เบนซินอยู่ ซึ่งเขาก็ต้องรับ การสนับสนุนเหมือนกัน แต่เราไปเอาเงินของคนขับมอเตอร์ไซค์ ขับแท็กซี่พวกนี้เอามาซับซิไดซ์ คนใช้แก๊สราคาแพงผมคิดว่าไม่เป็นธรรม ฉะนั้นทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามกลไกตลาด การทำให้ เป็นไปตามกลไกตลาดจะเกิดประโยชน์ให้สังคมพึงระมัดระวังการใช้ แต่ขณะเดียวกันคนจน ที่อยู่ในกลุ่มแอลพีจี เราก็ยังคงดูแลอยู่ ผมขอเรียนคร่าว ๆ เบื้องต้นเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสุทธิชัยครับ เดี๋ยวนะครับ ท่านประเสริฐมีอะไรครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ยะลา

ท่านประธานครับ ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ส.ส. จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ หารือท่านประธานนิดหนึ่งครับ คือปกติเวลาเราอภิปรายนี่สลับข้างถูกไหมครับ ฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล แล้วก็ปกติ ทางคณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีตอบนี่นับอยู่ในซีกของรัฐบาล ทีนี้ถ้าท่านประธานใช้วิธีการว่า เมื่อฝ่ายค้านอภิปรายไป ๑ ท่าน แล้วรัฐมนตรีตอบอีก ๑ ท่าน แล้วรัฐบาลก็อภิปรายอีก ๑ ท่าน อย่างนี้ของพวกผมนี่ ๗๐-๘๐ ท่านครับ วันนี้ตั้งแต่เช้ามาจนปัจจุบันเพียง ๖ ท่านเอง ที่พวกผมอภิปรายได้ แล้วอย่างนี้เมื่อไรจะจบครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

พอแล้ว ผมเข้าใจครับ อย่างนั้นท่านสุทธิชัยรอก่อน เชิญท่านชัย ชิดชอบ ครับ

นายชัย ชิดชอบ บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชัย ชิดชอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ผมก็ได้นั่งฟัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ฯพณฯ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ได้อภิปรายเหตุผลของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ก็กินระยะเวลามาพอสมควร กระผมขอกราบเรียนต่อท่านประธานว่าเงินงบประมาณที่รัฐบาล ได้ตั้งไว้ ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท มากกว่าปีที่แล้วคือปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๖ ก็ ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็มากกว่ากันเพียงแค่ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะครับ กระผมมีความวิตกกังวลเรียนถาม ล่วงหน้าก่อนกลัวไม่มีเวลา ผมอาจจะพูดมากไปหน่อยก็ขอประทานอภัยท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติของสภาแห่งนี้ได้รับทราบ ประเด็นปัญหานะครับ ประเด็นปัญหาแรกที่ผมมีความวิตกกังวลทวงถามรัฐบาลก่อน

ประเด็นแรก คือสรุปโครงการตามมติคณะรัฐมนตรีประชุมอย่างเป็นทางการ นอกสถานที่ รวมทั้งสิ้น ๙ ครั้ง งบประมาณปี ๒๕๕๕ ประชุม ๖ ครั้ง ที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดอุดรธานี จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดชลบุรี และจังหวัดสุรินทร์ อนุมัติ งบกลาง ๒๒๔ โครงการ อนุมัติหลักการ ๙๓๔ โครงการในปี ๒๕๕๕ แต่เงินไม่ได้ไปสักบาท เขาให้ผมทวงถามนะครับ ก่อนที่จะเข้าเนื้อหาสาระในงบประมาณปี ๒๕๕๗

ส่วนในปีงบประมาณ ๒๕๕๖ ประชุม ๓ ครั้ง ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ และจังหวัดฉะเชิงเทรา อนุมัติงบกลาง ๗๘ โครงการ อนุมัติหลักการ จำนวน ๓๗๗ โครงการ ขอประทานกราบเรียนทวงถามให้ทางรัฐบาลได้ตอบทุกโครงการ ด้วยว่าได้จัดการดำเนินการไปถึงไหน แค่ไหน เพียงใด เพราะมีเกือบทุกกระทรวง ทบวง กรม เพราะท่านรัฐมนตรีบางท่านก็อยู่ข้างนอก บางท่านก็อยู่ที่นี่ ท่านจะได้จดแล้วก็จำเอาไว้ เพื่อตอบให้สภาแห่งนี้ได้รับทราบ

ส่วนในปี ๒๕๕๗ นี่นะครับ ทราบว่าที่จังหวัดเชียงใหม่ ๑๑๖ โครงการ คงจะ ไปทั้ง ๑๑๖ โครงการแล้วหรือไม่ เพียงใด ผมก็ไม่ทราบ ขอทราบด้วยครับ ที่จังหวัดอุดรธานี ๑๖๑ โครงการ ที่จังหวัดภูเก็ต ๙๕ โครงการ ที่จังหวัดกาญจนบุรี ๑๔๓ โครงการ ที่จังหวัดชลบุรี ๘๑ โครงการ ที่จังหวัดสุรินทร์บ้านเกิดของผมนะครับ ๓๓๘ โครงการ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ๙๖ โครงการ จังหวัดอุตรดิตถ์ ๗๘ โครงการ จังหวัดฉะเชิงเทรา ๒๐๓ โครงการ ขอทราบเหตุ ทราบผลหรือว่าไปประชุมสบาย ๆ พอพูดเสร็จแล้วก็นั่งรถกลับหรือนั่งเครื่องบินกลับ ประชาชน เขารอความหวัง ผู้แทนราษฎรก็รับปากรับคำกับพี่น้องประชาชนว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านมาแล้วอย่างไรก็ได้เงินงบประมาณ ต้องบอกชาวบ้านอย่างนี้เดี๋ยวไม่ใส่คะแนนให้ครับ เขาต้องพูดอย่างนี้ ทีนี้เขาหวังรอแล้วรอเล่ามันไม่ได้โครงการ แล้วเงินไม่ไปสักบาทเลย จะทำอย่างไรท่านประธาน อันนี้ผมก็ต้องเรียนถามเพื่อให้ท่านตอบชี้แจงให้หายข้อข้องใจ แต่ ดีใจอยู่นิดหนึ่งครับ ดีใจอย่างไรครับ ดีใจในการที่รัฐบาลได้ใช้จ่ายเงินเข้าให้พี่น้องประชาชนที่ ทำนาคือพวกชาวนาของเราซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติได้รับเงินตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ เข้าไป ๘๓,๘๑๒,๘๗๐,๐๐๐ บาท มันสำปะหลัง ๗,๔๔๐ ล้านบาท ยางพารา ๒,๑๙๗ ล้านบาท นิดเดียวครับ เพียงแค่เงิน ๙๓,๔๕๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ซึ่งพี่น้องประชาชนที่เป็นชาวเกษตรกร รอความหวังจากรัฐบาล ผมก็กราบเรียนให้ท่านประธานได้ทราบ ท่านประธานรู้ไหมครับ ท่านประธานกลับไปบ้าน ชาวบ้านเคยถามท่านประธานไหม หรืออาจจะไม่เคยถามก็ได้ เพราะว่าท่านประธานใหญ่แล้วนี่ ไม่มีใครกล้ามาใกล้เขาก็อาจจะไม่ถาม แต่เขาถามผมครับ เขาถามผมว่า อ้ายทางหลวงแผ่นดิน มัน ๖๓,๑๐๐ กิโลเมตรเมื่อไรมันจะได้ ๔ เลน (Lane) เสียที เขาถามผมอย่างนี้ เพราะเห็นว่ารัฐบาลกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท กำลังกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทอะไรไม่เกินนี้ เขาบอกว่ามันจะได้ไหมผู้แทนเขาถามอย่างนี้ ผมก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรก็ต้องมาถามท่านประธาน ผ่านไปยังรัฐบาลเมื่อไรจะได้สร้าง ๔ เลนสักที แล้วก็ทางหลวงชนบท ๑,๘๔๕ กิโลเมตร เมื่อไรจะได้ลาดยางเพื่อจะได้ขนพืชผลทางการเกษตรเพื่อสะดวกในการลำเลียงผลิตผล ด้านการเกษตรมาจำหน่ายเพื่อใช้หนี้ดอกเบี้ย ธ.ก.ส. ธนาคารออมสิน อะไรต่าง ๆ เมื่อไรจะได้สักที เขาให้ผมมาถามผมก็ถามต่อไปยังรัฐบาล เพราะว่าในงบประมาณปี ๒๕๕๗ ผมก็ยังไม่ได้ดู รายละเอียดมากนักเพราะว่าเพียงดูคร่าว ๆ ก็คงทำอะไรไม่ได้ แต่ก็ฝากไปยังรัฐบาลเลยว่า ทางหลวงแผ่นดิน ๖๓,๑๐๐ กิโลเมตรทำให้มันเสร็จเสีย กู้มาลงทุนไม่เป็นอะไรหรอกครับ เพราะว่าการสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศคนทุกคนได้ใช้ไม่เป็นอะไรไม่ใช่เอามา หมกไว้แต่ในกรุงเทพมหานครสายนี้ สายนั้น สายสีเขียว สายสีแดง สายสีน้ำเงิน อะไรร้อยแปด อยู่ที่นี่ทั้งหมด แต่บ้านนอกไม่มีเลย มันมีไม่กี่สายอย่างนี้เป็นต้น ผมก็เรียนฝากท่านประธาน ผ่านไปยังรัฐบาลช่วยตอบด้วยครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานทราบไหมครับว่า ประชากรของประเทศเรา ๖๐ กว่าล้านคนมีคนจนเท่าไรรู้ไหมครับ จนจริง ๆ นะครับ แผ่นดินจะอยู่ก็ไม่มี บ้านจะอยู่ก็ไม่มี ข้าวจะกินก็ไม่มี เพราะคนอื่นเขามาแย่งขอทานหมด ทางราชการก็ไม่ได้จับได้อะไรเลยก็เดือดร้อนพวกคนจนของคนไทยในประเทศที่ทราบมาก็เพียงแค่ ๕,๔๐๐,๐๐๐ คนแค่นั้นจนจริง ๆ ทำอย่างไรท่านประธานจะแก้จนเขาได้ นอกจากนั้น คนที่จนที่สุดคือคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือคือคนบ้านผมทางโน้นครับ นับแต่จังหวัดนครราชสีมา ๑๙ จังหวัดอยู่ทางโน้นเดือดร้อนจริง ๆ ท่านประธานเขาจน ๆ จริง ๆ ๒.๘ ล้านคนนะครับ ท่านประธานเขาจนทำอย่างไรครับ เขาจนเพราะเขาไม่มีที่ทำกินทำอย่างไรครับ ปัญหา ที่อยู่อาศัยทั้งหมดที่เขาลงทะเบียนกับรัฐบาลแล้ว ๗๔๙,๐๓๕ ราย ท่านประธานช่วยถามรัฐบาลด้วย จริงหรือเปล่าครับคน ๗๔๙,๐๓๕ ราย แต่ก็ทราบว่ามีการช่วยเหลือมาแล้ว ๘๐,๐๐๐ กว่าราย เล็กน้อย แต่พวก ๓๗๒,๙๐๘ รายไม่มีที่ทำกินเลยตะเกียกตะกายดิ้นรนกันพอสมควร ท่านประธานช่วยด้วย บ้านท่านประธานคงจะไม่ยากจนเพราะว่าปลูกยางพารากันเยอะแล้ว แต่ว่าบ้านผมทางโน้นจนมากครับ แห้งแล้งแสนสาหัสฝนก็เพิ่งตกมาวันสองวันนี้ครับ เวลาไถหว่านข้าวไปในนายังไม่งอกเลยฝนตกมาท่วมเสร็จแล้วทำอย่างไร ท่านประธานช่วยบอก รัฐบาลด้วยช่วยเมล็ดพันธุ์ข้าวไปให้พี่น้องภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๑๙ จังหวัดด้วยครับ หวังว่า ท่านประธานคงไม่นิ่งนอนใจคงจะได้หาทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้แก่พี่น้องประชาชนที่กำลัง เดือดร้อน

เรื่องต่อไปที่ผมจะต้องเรียนกับท่านประธานถามไปยังรัฐบาล ปี ๒๕๕๖ งบประมาณตั้งไว้ ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมยังสงสัยทุกกระทรวง ทบวง กรม ตามสถิติ ที่ทางเจ้าหน้าที่ของสภารอบคอบมาก ผมดีใจที่ทางสภาได้ทำเอกสารหลักฐานมาให้เรา ซึ่งเราไม่ต้องไปค้นที่ไหน ค้นที่สภาแห่งนี้ ขอสนับสนุนงบประมาณของสภาควรให้ได้มาก ๆ เขาเขียนมาให้ชัดเลยครับ ๒๒ หน่วยงาน เหลืออีก ๔ เดือน เดือนมิถุนายน เดือนกรกฎาคม เดือนสิงหาคม เดือนกันยายน หมดแล้วงบประมาณ เดี๋ยวก็ตัดฝากอีก เงินเหลือจ่ายตัดฝาก ฝากแล้วฝากอีกตั้งเยอะแยะที่เห็นในงบประมาณใช้เพียง ๕๗.๓๗ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อย่างนี้เป็นต้น แล้วงบลงทุนผมสนใจเรื่องงบลงทุนอย่างเดียว เพราะว่าลงทุนมาได้ถึงพี่น้องประชาชน งบลงทุนครับ ถึงจะได้น้อย เช่น ปี ๒๕๔๖ ตั้งไว้ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เบิกจ่ายเพียงแค่ ๑๖๑,๒๓๐,๓๐๐,๐๐๐ บาทแค่นี้เองครับ แล้วอีก ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเมื่อไรจะจ่ายไป หมักหมมอยู่ที่ไหน อบต. ต่าง ๆ ก็โวยครับ เทศบาลก็โวย อบจ. ก็โวย โวยหมดละครับ ไม่มีเงิน ที่จะบริหาร เงินอยู่ที่กรุงเทพฯ ไม่รู้อยู่กับใคร แต่ผมเข้าใจไม่ใช่อยู่กับนายกรัฐมนตรีหรอกครับ ต้องอยู่กับผู้บริหารที่เป็นลูกน้องนายกรัฐมนตรีไม่ดูไม่แลแทนนายกรัฐมนตรี ผมเข้าใจอย่างนั้น เพราะท่านนายกรัฐมนตรีเดี๋ยวก็ท่านออกไปเมืองนอกเมืองนา ไปประกาศประชาสัมพันธ์ ประสานงานว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่จะต้องเข้ามาลงทุนอะไรต่าง ๆ นะครับ ท่านประธาน มันเกิดประโยชน์ แต่คนที่อยู่เป็นรัฐมนตรีทำไมไม่คิดบ้างครับ ผมขอพูดเป็น รายกระทรวงเลย เช่น กระทรวงคมนาคมใช้จ่ายเพียง ๒๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ถึงวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๑๗ พฤษภาคม วันนี้วันที่เท่าไรครับ วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๑๐ กว่าวันใช่ไหมครับ ผมได้แรงสนับสนุนจากพี่น้องของผม จากจังหวัดสมุทรปราการผมก็ดีใจนะครับ แล้วจาก อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ก็คงไม่มีการประท้วงเพราะว่าลูกหลานก็สนับสนุนของมันอยู่แล้ว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ๒๕.๐๙ เปอร์เซ็นต์ เงินตั้ง ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านนายกรัฐมนตรี ช่วยตามสั่งการด้วยครับผ่านท่านประธานไปนะครับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ๓๘ เปอร์เซ็นต์ ท่านรัฐมนตรีอยู่นี่หรือเปล่าช่วยตามด้วยครับ กระทรวงอุตสาหกรรม ๔๕.๖๘ เปอร์เซ็นต์ ที่มากหน่อยนะครับ ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่ง กระทรวงวัฒนธรรม ๔๘.๗๔ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อันนี้สำคัญมาก ๔๘.๘๖ เปอร์เซ็นต์ นี่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วชาวบ้านจะอยู่อย่างไร มันจะมีพันธุ์ข้าวที่ไหน มันจะมี พันธุ์อะไรต่าง ๆ เงินยังอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ครับ อยู่ที่กระทรวงการคลังกระมังครับ หรือไม่มี ท่านประธาน ก็ช่วยถามให้ผมด้วย กระทรวงกลาโหมจ่ายไป ๔๙.๓๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมก็นั่งอยู่ตรงนี้ครับ ท่านช่วยไปเร่งรัดหน่อยเถอะ อย่าให้มันมีเงินอยู่ในท่อครับ พยายามจ่ายให้หมดไปกระแสเงินจะได้สะพัด กระทรวงพลังงานท่านรัฐมนตรีก็อยู่นี่ครับ ท่านก็จ่ายไป ๔๙.๕๖ เปอร์เซ็นต์ ก็จ่ายไปมากพอสมควร ไฟยิ่งดับเพราะมันยังไม่ได้ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ไฟดับทางใต้ก็เพราะว่าจ่ายเงินไปน้อย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์จ่ายไป ๕๑.๔๑ เปอร์เซ็นต์ ดีขึ้น เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงการคลัง ๕๓.๒๘ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ท่านก็จ่ายไปพอสมควร แต่ไม่รู้เก็บไว้ทำไมเงินกระทรวงการคลัง เดี๋ยวมอดจะกินหมดนะครับ กระทรวงยุติธรรมจ่ายไป ๕๕.๐๙ เปอร์เซ็นต์ สำนักนายกรัฐมนตรี ๕๗ เปอร์เซ็นต์เศษ กระทรวงพาณิชย์ ไข่ไม่แพงนะทุกวันนี้ ไข่ ฯพณฯ ณัฐวุฒินี่ไม่แพง เพราะว่าผมฟังคนเลี้ยงไก่เขาบอกว่าถูกที่สุดแล้ว ที่ท่านณัฐวุฒิมาคุมกระทรวงนี้เขาว่า อย่างนั้น ผมก็ดีใจด้วยครับ ไม่มีใครเขาว่าอะไรท่านนะครับ เพราะว่าไข่ท่านให้มันโตกว่านี้ สักหน่อยก็แล้วกันอย่าให้มันเครียด กระทรวงสาธารณสุขที่ทะเลาะ ๆ กันอยู่นี้ ๕๗ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ๕๘ เปอร์เซ็นต์ สำนักนายกรัฐมนตรี ๕๙ เปอร์เซ็นต์ เพราะต้องเบิกสตางค์ให้ท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางไปทัวร์ (Tour) ต่างประเทศ เพื่อเอาผลประโยชน์มาสู่ประเทศไทย อันนี้เราไม่ขัดข้องหรอกครับ กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งถอดถอนพวกครูผู้ช่วยไปหมดก็จ่ายไป ๖๒ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงการต่างประเทศ ๖๗ เปอร์เซ็นต์ ก็คงจะต่อสู้เขาพระวิหารมาได้ ก็ไม่ว่าท่านนะครับ กระทรวงแรงงาน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ นี่ขยันหน่อย กระทรวงมหาดไทย ๗๒ เปอร์เซ็นต์ กระทรวงนี้ใช้เงินเป็น แต่ไม่มีเงินให้ใช้ สงสารนายอำเภอด้วยครับต้องไปขอเงินจาก อบต. ใช้ รัฐบาลช่วยดูแลด้วย ท่านประธานช่วยบอกนายกรัฐมนตรีด้วย บอกรัฐบาลด้วย จังหวัดท่านเหมือนจังหวัดผมหรือเปล่าไม่ทราบ จังหวัดสุรินทร์ไม่ เพราะผู้แทนราษฎรไม่เคยจ่ายใช่ไหม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ๗๓ เปอร์เซ็นต์ หน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ ๘๙ เปอร์เซ็นต์ จ่ายรวมกัน ๒๒ หน่วยงาน ๕๗.๘๗ เปอร์เซ็นต์ ผมกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาลนะครับช่วยเร่งรัดแก้ไขเงินทุกบาททุกสตางค์ซึ่ง เป็นภาษีไม่ใช่ให้รอตัดฝากไว้ เหลือจ่ายไว้ให้วิ่งเต้นกันตอนสิ้นปีงบประมาณ แล้วก็บอกประกวดราคาอนุมัติกรณีพิเศษ ผมขอความกรุณาเถอะครับอย่าให้มีปัญหา รีบเถอะครับ หรือว่ากระทรวงการคลังไม่มีเงินไม่ต้องห่วงนะครับ เพราะตอนนี้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในเดือนมิถุนายนถ้าไม่ใช้มันก็ผิดกฎหมายละครับ เพราะว่าออกกฎหมายว่าจะต้องกู้ภายใน เดือนมิถุนายน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังไม่ได้ทำน้ำทำท่าก็เอามาใช้ให้มันหมดก่อนให้มันเกิด ประโยชน์เป็นประโยชน์ส่วนรวมของแผ่นดิน ผมคิดว่าท่านคงทำได้นะครับ เกิดประโยชน์ ของแผ่นดิน ผมคิดว่าเราจะต้องตามกันอีกเยอะ เพราะว่างบประมาณแผ่นดินนี้เมื่อผ่าน วาระที่หนึ่งไปแล้วเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่สอง กรรมาธิการที่นั่งอยู่ที่นี่เกือบทุกคนคงจะส่งตัว แทนที่มีความสามารถไปช่วยติดตามแก้ไขปัญหา ผมคิดอย่ำงนั้นครับ ให้เกิดประโยชน์เพราะว่าทุกบาททุกสตางค์ไม่ควรเอาไปเก็บไว้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ก็อยากจะขอความกรุณาให้เร่งรัด เช่น เงินองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างนี้เก็บไว้เกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เก็บไว้ทำไมครับ ถ้าไปฝากธนาคารแห่งประเทศไทยก็ไม่ได้ดอกเบี้ยเลย นอกจากเบิกไปฝากธนาคารกรุงไทยก็ได้ดอกเบี้ยบ้าง อย่างนี้เป็นต้น ก็ขอความกรุณา ท่านประธานช่วยบอกรัฐบาลนะครับ ช่วยบอกด้วยครับ ผมจะไม่พูดต่อว่าอะไรหรอกครับ เพียงแต่ว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ซึ่งเป็นภาษีอากรของพี่น้องประชาชนที่ผ่านสภาแห่งนี้ไป เขาให้เอาไปใช้จ่ายไม่ใช่ให้เอาไปเก็บ ท่านประธานครับ ฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ที่สภาแห่งนี้ต้องติดตามไม่ใช่ผมคนเดียวครับ ทุกท่านต้องติดตาม ผมห่วงครับ ผู้แทนราษฎร หลายท่านไม่ใช่แต่รัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ทุก ๆ คนครับ นอกจากผู้แทนราษฎรที่ไม่ได้รับเลือกตั้ง จากประชาชน มาจากบัญชีรายชื่อเขาไม่ค่อยสนใจเท่าไร แต่พวกที่ได้รับเลือกตั้งมาเขากำลัง ตามอยู่ว่าที่รัฐบาลให้ผู้แทนราษฎรมีโอกาสไปบอกไปกล่าวกับประชาชนว่าตั้งงบประมาณให้แล้วนะ ตรงนี้ตรงนั้น พอเขาถามเงินไม่ไปสักที ผมก็มีความเป็นห่วงวิตกกังวลว่า ๔ เดือนก็จะต้อง ตัดฝากแล้วปัญหาก็เกิดตามมาอีกก็ตัดฝากพอทำสัญญาเสร็จแล้วก็มีปัญหาอีก ผมจะมีปัญหา ตามมาอีกต้องเยอะว่าโครงการไม่ถูกต้อง ตรวจรับไม่ทัน กรมบัญชีกลางท่านก็ระงับ การจ่าย ยิ่งมีรองปลัดกระทรวงการคลังที่เป็นผู้หญิงยิ่งเก่งครับ คนนี้เก่งมาก ตรวจสอบไม่รู้ อะไรทั้งนั้น ไม่อนุมัติ มึงจะเป็นเทวดาที่ไหน กูไม่อนุมัติ ขนาดรัฐมนตรีสั่งแล้วยังไม่อนุมัติเลย อย่างนี้เป็นต้นครับท่านประธาน ท่านประธานอาจจะไม่เคยโดนครับ สักวันหนึ่งท่านคงโดน พอท่านลงมาอย่างผมแล้วเดี๋ยวก็โดนเหมือนกันครับ ปัญหามันก็เกิดขึ้นอย่างนี้ ผมจึงประทานกราบเรียนว่ารัฐบาลต้องฟังนะครับว่าการอภิปรายของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่ก็ให้แนวความคิดให้เกิดประโยชน์ในการที่เป็นตัวแทนของ พี่น้องประชาชนมาเป็นตัวแทนแล้วก็มีหน้าที่ที่จะกราบเรียนประเด็นปัญหาต่าง ๆ ให้สภา ได้รับทราบและรัฐบาลได้รับทราบ ซึ่งกระผมคิดว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ที่กำลังจะผ่านการพิจารณาในวาระที่หนึ่งใน ๒ วัน ข้างหน้านี้ ผมมีความวิตกกังวลว่าทำไมครับงบประมาณที่ตั้งนี่ทำไมงบลงทุนของปี ๒๕๕๗ ลดลงมันเพราะอะไรผมขอทราบเหตุผล เพราะไม่มีเงินงบลงทุนไปดำเนินการ มีแต่ งบบุคลากรตั้ง ๖๐๖,๑๒๘ ล้านบาท อย่างนี้เป็นต้น เยอะแยะครับ มากกว่าปีที่แล้ว หลายพันล้านบาท ผมจึงประทานกราบเรียนว่าจะต้องหาวิธีการอย่างไรครับ ปรับส่วนไหน มาบวกส่วนไหนให้เกิดประโยชน์ในการเป็นงบลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศชาติ ทำอย่างไร ถนน ๔ เลนที่ผมได้เรียนตั้งแต่เบื้องต้นจะได้เกิดขึ้นทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ผมก็ดีใจครับ ที่รัฐบาลท่านได้ออกร่างพระราชบัญญัติเป็นการเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมนะครับ กระผมขอฝากด้วยมันมีทั้งรถไฟความเร็วสูง มันมีทั้งทางคู่ขนาน มันมี ทั้งรถขบวนเดียวอะไรต่าง ๆ นี่ระยะสั้น ระยะยาวอะไรต่าง ๆ กระผมคิดว่ามันก็เกิด ประโยชน์แก่ประเทศชาติบ้านเมือง ถ้ากู้มาทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมไม่มีใครเขาขัดข้อง หรอกครับ แต่ว่าต้องควบคุมดูแลไม่ใช่ว่าเอาเงินภาษีอากรของพี่น้องประชาชนที่จะใช้หนี้ ต่อไปในอนาคตนั้นเราจะต้องจ่ายทั้งต้นทั้งดอกเบี้ย นอกจากนั้นแล้วเรามาดูงบประมาณแต่ละปี ค่าที่ปรึกษาเอยอะไรเอยนี่มันแพงมหาวินาศสันตะโรเลยนะครับ ผมจึงประทานกราบเรียนว่า ต้องให้ประธานช่วยบอกรัฐบาลด้วยว่าค่าที่ปรึกษาลดลงหน่อย แล้วอย่าไปจ้างฝรั่งมาก จ้างคนไทยในประเทศ ก็ฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในฐานะที่เป็นเจ้าของงาน ไม่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ช่วยดูแลให้รอบคอบ กระผมคิดว่ากระผมไม่อยากจะพูด มากกว่านี้ ถ้าพูดไปกว่านี้แล้วคนอื่นเขาจะรำคาญ ก็จะขอพูดเพียงแค่นี้ มีอะไรถ้าเวลาเหลือ ผมก็จะขอเสริมต่อภายหลัง ขอขอบคุณท่านประธานครับ ขอให้ท่านได้มีบัญชาไปยังรัฐบาลด้วย ตามที่ผมกราบเรียน แล้วก็ให้ตอบให้สภาแห่งนี้ได้หายข้อข้องใจตามที่กระผมเรียนถามด้วย ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสุทธิชัยครับ

นายสุทธิชัย จรูญเนตร อุบลราชธานี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม สุทธิชัย จรูญเนตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ก็ต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสกระผมได้อภิปรายในวาระที่สำคัญ โดยเฉพาะการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งถือว่าเป็นภาษีของพี่น้องประชาชน ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็จะได้ช่วยกันพิจารณาว่าทำอย่างไรงบประมาณรายจ่ายซึ่งเรากำหนดไว้ปีนี้จะเกิดประโยชน์ สูงสุดต่อการพัฒนาประเทศ แล้วก็เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ ด้วยเหตุที่ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีความสำคัญอย่างที่กล่าวมาแล้วก็ ต้องใช้เวลาศึกษาโดยเฉพาะจากเอกสารที่ท่านประธานได้กรุณามอบหมายให้กับพวกเรา และขณะเดียวกันก็มีโอกาสที่จะได้นั่งฟังท่านสมาชิกหลายท่านไม่ว่าจะเป็นจากซีกทางด้าน ฝ่ายค้านก็ดี รัฐบาลก็ดี ก็จะได้เห็นเหตุผลหลากหลายที่พวกเรานำมาอภิปรายกัน แต่อย่างไรก็ดี ในส่วนของผมเองหลังจากที่ได้ศึกษาอย่างละเอียดอย่างที่ กล่าวมาข้างต้นก็ต้องบอกว่า ขอชื่นชมรัฐบาลในการที่จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ฉบับนี้ ก็ต้องบอกว่าครอบคลุมไปทุกด้านโดยเฉพาะ นอกจากการครอบคลุมต่อการบริหาร ราชการแล้ว ครอบคลุมต่อการพัฒนาประเทศทุกส่วนแล้ว ก็ยังสอดคล้องกับสถานการณ์ ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ไม่ว่าจะเป็นในประเทศก็ดี ต่างประเทศก็ดี ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็มั่นใจว่า ในงบประมาณทั้งหมดที่อยู่ในฉบับนั้นท่านได้ยึดหลักยุทธศาสตร์ของประเทศ ท่านได้ยึดเอา แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ท่านได้เอานโยบายที่สำคัญของรัฐบาล ได้ยึดเอาแผนบริหาร ราชการแผ่นดิน และได้ยึดเอาแผนเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ ในการที่จะมา เป็นกรอบการทำยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ บันทึกออกมาหน้าตาอย่างที่เราเห็นว่า ค่อนข้างที่จะสมบูรณ์ ท่านประธานที่เคารพครับ สำหรับงบประมาณปีนี้อย่างที่หลายท่าน ได้กล่าวไปว่าเป็นงบประมาณทั้งสิ้นที่จะเป็นรายจ่ายก็คือ ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็เป็น งบประมาณที่สูงกว่าปี ๒๕๕๖ อยู่ ๑๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเหตุผลท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ได้กรุณาชี้แจงให้พวกเราทราบว่าเหตุก็เป็นเพราะ รายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมาจากหลายภาคส่วนด้วยกัน แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ในส่วนนั้นก็คงไม่ใช่ สาระสำคัญอย่างมากมาย แต่สิ่งที่เราให้ความสนใจกันวันนี้คือในงบประมาณกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันเป็นเงินลงทุนอยู่ ๔๔๑,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งหลายท่านอาจจะ ให้ข้อสังเกตว่ามันน้อยกว่าปีที่ผ่านมา แต่ถ้าในความคิดผม เงิน ๔๔๑,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อไปรวมกับแหล่งเงินที่รัฐบาลได้เตรียมไว้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเงินจาก พ.ร.ก. ที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เพื่อที่จะมาวางระบบในการบริหารจัดการน้ำและการสร้าง อนาคตของประเทศ จำนวน ๓.๕ แสนล้านบาท แล้วยิ่งไปรวมกับเงินในร่างพระราชบัญญัติ เพื่อที่จะกู้มาพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานคมนาคมขนส่งของประเทศอีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วผมเชื่อว่าเป็นเงินไม่น้อยเป็นจำนวนค่อนข้างที่จะมากในการที่จะมาใช้บริหารจัดการ มาแก้ปัญหาของประเทศ แล้วก็พัฒนาประเทศ และที่งดงามกว่านั้นครับท่านประธาน ต้องชื่นชมรัฐบาลต่ออีกว่าท่านได้เอางบปกติ งบรายจ่ายที่เกิดขึ้นไปบูรณาการร่วมกับ แหล่งเงินจาก ๒ แหล่งที่ผมได้ กล่าวไปเมื่อสักครู่นี้เอามาบูรณาการในการดำเนินการร่วมกัน ผสมผสานกลมกลืนกันได้อย่างลงตัว ทำให้เห็นภาพของประเทศเลยว่ารูปร่างหน้าตา จะออกมาอย่างไร เราจะมีครบทุกส่วน ทั้งในส่วนการคมนาคมขนส่ง โครงสร้างพื้นฐาน หลัก ๆ เราจะมีระบบบริหารจัดการน้ำ มีระบบน้ำ แก้ปัญหาภัยแล้ง แก้ปัญหาน้ำท่วม แล้วก็ ในขณะเดียวกันเราได้ใช้ประโยชน์เพื่อการเกษตร เพื่อการอุตสาหกรรม แล้วก็ยังมีงบฟังก์ชัน (Function) อีกในงบลงทุนของปีนี้ที่จะไปเติมเต็ม ที่จะเชื่อมโยงในระบบคมนาคมขนส่ง ระบบน้ำ แล้วก็ไปในหน่วยงานราชการซึ่งอยู่ในฟังก์ชันปกติของงบประมาณ เพราะฉะนั้น ถ้าเรามองภาพดี ๆ มันกลายเป็นว่าต้นไม้ต้นหนึ่งที่มีความสมบูรณ์ในตัว โดยงบโครงสร้างพื้นฐานก็เปรียบเสมือนลำต้น กิ่ง ก้าน สาขา งบฟังก์ชันหน่วยงานราชการ ทั่วไปก็เป็นใบ แล้วในขณะเดียวกันเราก็มีท่อน้ำเลี้ยงอย่างดีจากงบประมาณ ๓.๕ แสนล้านบาท เพราะฉะนั้นนี่คือความสมบูรณ์ของการผสมผสานกันในครั้งนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนาม เมื่อสักครู่ผมมีโอกาสได้ฟังท่านผู้อาวุโส ทางการเมือง ท่านชัย ชิดชอบ ขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนามท่าน ที่จริงแล้วถ้าไม่มีโอกาส ได้อ่านหนังสือมาก่อนก็น่าสนใจครับ เพราะว่าปัญหาของผมกับปัญหาของท่านอันเดียวกัน แล้วก็จำได้ว่าเมื่อปีงบประมาณ ๒๕๕๕ ก็เคยเป็นกรรมาธิการพิจารณาเรื่องนี้ โดยเฉพาะ ถนนหนทางอย่างที่ท่านได้กล่าวไปคือถนนทางหลวงหมายเลข ๒๔ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็น เส้นนี้ เราก็มีปัญหาเดียวกันเพราะว่าผ่านบ้านท่านก็ผ่านบ้านผม หรือแม้กระทั่งบอกว่า บ้านท่านคนยากจนอย่างไรบ้านผมก็ไม่ได้ต่างกันครับ ที่จริงถ้าไม่ได้ศึกษามาก่อน ถ้าไม่ได้ อ่านมาก่อนอาจจะเข้าใจว่าจะหาเงินที่ไหนมาทำ แต่วันนี้หลังจากที่ได้ดูแผนงานต่าง ๆ ก็จะเห็นว่าเงินจำนวนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นถนน ๔ เลน หมายเลข ๒๔ ก็อยู่ในงบประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และเรื่องความยากจนก็เป็นเรื่องที่พวกเราก็ตระหนักไม่ต่างกัน ต้องขอขอบคุณรัฐบาลครับ นอกจากจัดโครงสร้างใหญ่แบบเติมเต็มแล้วท่านก็ไม่ได้ละเลยถึง คนยากคนจน ท่านก็ไม่ได้ละเลยคนที่อยู่ในภาคการเกษตร โดยวันนี้ท่านได้จัดสรร งบประมาณส่วนหนึ่งในการที่จะมาเพิ่ม มาแบ่งเศรษฐกิจให้กับภาคการเกษตรไม่ว่าจะเป็น การสร้างเสถียรภาพราคาของสินค้าเกษตรโดยผ่านระบบจำนำ ซึ่งเรื่องนี้มีหลายท่าน ได้อภิปรายไปแล้วตั้งแต่เช้า แต่ผมกลับเห็นว่าจะมีปัญหาหรือมีการอภิปรายกันอย่างไร แต่โครงการนี้ก็ต้องไปดูผลสัมฤทธิ์ โดยเฉพาะต้องกลับไปถามชาวบ้าน ไปถามเกษตรกรว่า เขามีความสุขไหมกับการที่มีเงินมากขึ้นจากโครงการจำนำข้าววันนี้ และผลสัมฤทธิ์อีกอย่างหนึ่ง ที่อยากให้ไปดูโดยเฉพาะในภาคอีสานของผม จะเห็นว่าหลังจากฤดูทำนาเสร็จชาวบ้านเขาก็ ปรับปรุงที่นากัน ซื้อสินค้าเกษตร ซื้อรถไถนา ขายดิบขายดีเศรษฐกิจในพื้นที่หมุนเวียน อานิสงส์ก็เกิดจากการขายข้าวแล้วก็ได้ราคาในโครงการจำนำข้าว นี่คือสิ่งที่รัฐบาลไม่ได้ ละเลยและดูแลเรื่องนี้อยู่ นอกเหนือจากนั้นวันนี้เราทำละเอียดแม้กระทั่งว่าเราจะเพิ่ม ผลผลิตให้กับเกษตรกรอย่างไรในเรื่องของการเกษตรโดยการจัดโซนนิง (Zoning) หาพื้นที่ที่ เหมาะสมในการปลูกพืชแต่ละชนิด เบื้องต้นทางกรมพัฒนาที่ดินก็ได้ทำล่วงหน้าไปแล้วว่า มีพืชอะไรบ้างที่จะปลูกในพื้นที่ไหน อย่างนี้ครับหรือแม้กระทั่งว่าช่วยลดต้นทุนการผลิต ให้กับเกษตรกรโดยผ่านบัตรสินเชื่อเกษตรกร นี่คือท่านก็ได้จัดสรรงบประมาณมาเพื่อที่จะ เอามาต่อยอดในโครงการเหล่านี้ที่เป็นที่ต้องการของเกษตรกร นี่ยังไม่รวมกับอีกหลายเรื่องที่ รัฐบาลเห็นความสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากที่จัดให้กับคนที่ด้อยโอกาสและอยู่ในพื้นที่ โดยการสนับสนุนนโยบายต่อเนื่องเรื่องของการลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส ผ่านโครงการเอสเอ็มแอล (SML) กองทุนหมู่บ้าน กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี และการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ ๑ ผลิตภัณฑ์ ๑ ตำบลหรือที่พวกเราเข้าใจกันดีว่าเป็นสินค้า โอทอป (OTOP) เพราะฉะนั้นในสิ่งที่ผมกล่าวมาทั้งหมดก็จะเห็นว่าเป็นความหลากหลาย และเป็นมิติที่ครบทุกด้านที่มีการจัดสรรงบประมาณให้กับพี่น้องประชาชนผ่าน ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฉบับนี้ เพราะฉะนั้นด้วยความงดงามของการเขียน งบประมาณ ด้วยความที่ครอบคลุมทุกด้าน แล้วก็ไปตอบโจทย์ของประเทศที่กำลังเป็นอยู่ ในขณะนี้ แล้วก็จะส่งเสริมแนวทางในการพัฒนาประเทศเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในอนาคต โดยผมเองก็ต้องแจ้งต่อที่ประชุมแห่งนี้ว่าผมเห็นชอบแล้วก็คงจะเห็นชอบในหลักการของ ร่างงบประมาณฉบับนี้ ก็ขออนุญาตที่จะได้แสดงความคิดเห็นไว้เท่านี้ ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านยุพราชครับ

นายยุพราช บัวอินทร์ เพชรบูรณ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ยุพราช บัวอินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเพชรบูรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสผมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดไว้ที่ ๒.๕๒ ล้านล้านบาท ซึ่งกระผมไม่เห็นด้วยนะครับ แล้วจากนี้ก็คือเหตุผลประกอบที่ผม ไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ ของรัฐบาล เนื่องจากว่า มีความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินในหลาย ๆ ประเด็น โดยเฉพาะผมจะชี้ให้เห็น ในประเด็นของปัญหาสินค้าเกษตร ซึ่งรัฐบาลปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่อง การจำนำข้าว การอภิปรายของผมในวันนี้จะแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของการใช้จ่าย งบประมาณแผ่นดินของรัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลได้ตระหนักถึงข้อบกพร่อง ผิดพลาด และปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตคอร์รัปชันในหลายขั้นตอน และที่สำคัญที่สุดผมจะแสดง ให้เห็นว่าชาวนาและชาวไร่ถูกกดราคาผลผลิตทางการเกษตร ถูกเอารัดเอาเปรียบ พี่น้องประชาชนผู้เสียภาษีทั่วประเทศเสียประโยชน์ โดยการอภิปรายของผมนี้จะเป็นการติ เพื่อก่อ ท่านประธานที่เคารพ โดยเฉพาะมาตรา ๑๖ ของกระทรวงพาณิชย์ที่ได้ ตั้งงบประมาณไว้ที่ ๗,๗๘๐ ล้านบาท เป็นที่ทราบกันดีครับว่ากระทรวงนี้ได้สร้าง ความลำบากใจให้กับท่านนายกรัฐมนตรีให้กับรัฐบาล เนื่องจากว่ามีหลาย ๆ เรื่องที่กระทรวงนี้ ได้กระทำผิดพลาดบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนำข้าวที่มีการทุจริตกันในหลายขั้นตอน ตลอดจนสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีราคาปรับตัวแพงขึ้นทุกวัน จนมีวลีติดปากอยู่ในขณะนี้ว่า แพงทั้งแผ่นดิน ถึงกระนั้นทางรัฐบาลก็ได้มีแนวคิดมีนโยบายที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน โดยการจัดร้านถูกใจเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน แต่การกระทำดังกล่าวก็ยังมีข้อผิดพลาด มีข้อบกพร่อง โดยสินค้าที่นำไปขายนำไปจำหน่ายที่ร้านถูกใจนั้น สินค้าบางชนิดโดยเฉพาะ ข้าวเป็นข้าวที่เสื่อมคุณภาพ บ้างก็เป็นข้าวที่เป็นข้าวเน่า ซึ่งวันนี้ผมจะแสดงให้ทางสภา ให้ท่านประธานได้รับทราบนะครับ เดี๋ยวรอสักครู่นะครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ งบประมาณปี ๒๕๕๗ รัฐบาลได้กำหนดค่าจัดการ บริหารเรื่องโครงการรับจำนำข้าวไว้ประมาณ ๘๕,๐๐๐ ล้านบาท กระผมได้กล่าวหารัฐบาลว่า รัฐบาลล้มเหลวในการดำเนินโครงการนโยบายนี้ โดยเน้นหลักที่การจำนำข้าวด้วยเหตุผลที่ว่า ท่านหลอกชาวนา ท่านหลอกแบบเนียน ๆ ครับ หลอกคล้าย ๆ กับโฆษณาเครื่องดื่มบำรุงกำลัง ที่มีป้ายฉลากเขียนเตือนไว้ข้างขวดว่า ห้ามดื่มเกินวันละ ๒ ขวด เด็กและสตรี มีครรภ์ไม่ควรดื่ม ตัวเล็ก ๆ นะครับ ท่านประธานครับ ท่านหลอกอย่างไรบ้างครับ ตัวอย่าง ตอนหาเสียงรัฐบาลก็บอกว่าจะรับจำนำข้าวทุกเมล็ด ทำไปทำมาก็มีมติ ครม. มติ กขช. เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๖ ว่ายกเลิกจำนำข้าว ๑๘ สายพันธุ์ ขณะที่พี่น้องเกษตรกรได้ลงมือ ทำนา ได้ลงมือปลูกข้าวไปแล้ว ท่านลักไก่อย่างนี้ไม่ได้นะครับ ท่านประธานที่เคารพ ท่านจะยกเลิก ท่านจะมีแนวคิดมีนโยบายอย่างไรท่านต้องบอกชาวนาล่วงหน้า อย่างน้อย ก็ก่อนที่ชาวนาจะลงมือในการเพาะปลูก ผลเสียหายจะได้ไม่เกิดขึ้นกับพี่น้องชาวนา นี่แสดง ให้เห็นนะครับว่าที่ท่านบอกว่าจำนำข้าวทุกเมล็ดจึงไม่เป็นความจริง ท่านประธานครับ ข้อต่อไปที่แสดงว่าท่านได้หลอกชาวนา นั่นก็คือตอนกำหนดนโยบายท่านบอกว่ารับจำนำ ที่เกวียนละ ๑๕,๐๐๐ บาท แต่ขอถามหน่อยครับว่ามีชาวนาในประเทศไทยท่านไหนบ้าง ที่ได้รับเงิน ๑๕,๐๐๐ บาทเต็ม ๆ จากรัฐบาล ความจริงแล้วคนของท่าน จากกระบวนการ ในการรับจำนำของท่านมีทั้งกดทั้งบีบชาวนา จนทำให้ชาวนาทั่วประเทศไทยไม่ได้จริง ไม่ได้ ๑๕,๐๐๐ บาทตามที่ท่านได้บอกไว้ ท่านประธานครับ ต่อไปรัฐบาลจะกำหนดพื้นที่ในการ เพาะปลูก จะกำหนดโซนนิง ผมก็อยากเสนอนะครับ เสนอให้รัฐบาลวิเคราะห์และพิจารณาให้ดี เนื่องจากว่าเกษตรกร ทั่วประเทศไทยมีพื้นที่ในการปลูกข้าวกระจายอยู่ทั่วประเทศ หากท่านกำหนดการรับจำนำข้าว เฉพาะบางพื้นที่ก็จะส่งผลกระทบในอีกหลาย ๆ พื้นที่ทั่วประเทศไทย ท่านประธานครับ นอกจากนั้นพี่น้องเกษตรกรชาวนายังมีปัญหาได้รับเงินล่าช้า และอีกประการหนึ่งรัฐบาล ได้กำหนดว่าเดี๋ยวนี้เกษตรกรต้องจำนำข้าวด้วยตนเอง ท่านประธานครับ ภาคเหนือ ภาคอีสาน โดยเฉพาะที่จังหวัดเพชรบูรณ์บ้านผมปลูกข้าวของพี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่ จะเป็นรายย่อย ปลูกกันพื้นที่ไม่มากครับ เอาไว้บริโภคเองส่วนหนึ่ง ที่เหลือก็เอาไว้ขาย ดังนั้นข้าวที่เหลือไว้ขายก็จะมีประมาณ ๒ ตัน ๓ ตัน ๕ ตันบ้าง เมื่อก่อนเรายังรวมกลุ่ม เกษตรกรไปเข้าโครงการรับจำนำเนื่องจากว่าพื้นที่ สถานที่ในการรับจำนำของรัฐบาลไม่ได้ มีอยู่ทุกพื้นที่ อยู่ทุกอำเภอจึงต้องรวมกลุ่มกันไป ต่อจากนี้ไปรัฐบาลต้องให้พี่น้องประชาชน ชาวนาจำนำข้าวด้วยตนเอง ท่านประธานครับ นอกจากนั้นยังไม่รวมการทุจริตคอร์รัปชัน ในหลายขั้นตอน ตัวอย่างสด ๆ ร้อน ๆ ครับ เมื่อเช้านี้มีพี่น้องชาวนาจาก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อำเภอบ้านแพรกครับ โทรศัพท์มาบอกว่าขณะนี้มีเจ้าหน้าที่เร่ซื้อ ใบประทวนในราคาเกวียนละ ๕๐๐ บาทที่อำเภอบ้านแพรก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อสวมสิทธิ เจ้าหน้าที่ชื่อจิรายุ นามสกุลไปหาเอาเองนะครับ ท่านประธานครับ นอกจากนั้นยังมีปัญหาการเวียนเทียนข้าวจนทำให้ข้าวเสื่อมคุณภาพ แล้วทีนี้ ข้าวเสื่อมคุณภาพรัฐบาลเอาไปไหนครับ ผมขอยกตัวอย่าง ๒ ตัวอย่างว่าข้าวเสื่อมคุณภาพ รัฐบาลเอาไปไหน ๑. ข้าวเสื่อมคุณภาพรัฐบาลนำไปใส่ถุงแจกครับ โครงการข้าวสาร ช่วยเหลือประชาชนจะเป็นถุงลักษณะแบบนี้ นี่คือช่องทางที่ ๑ ที่รัฐบาลนำข้าวเสื่อมคุณภาพ ออกจากโกดังไป ท่านประธานที่เคารพในถุงนี้ท่านจะเห็นข้าวสารที่มีลักษณะสีเหลือง แล้วก็มี เมล็ดหัก แล้วก็มีข้าวที่เป็นฝุ่นและเต็มไปด้วยมอดนะครับ อีกประการหนึ่งข้าวเสื่อมคุณภาพ รัฐบาลเอาไปไหน รัฐบาลเอาไปใส่ถุงขายครับ ใส่ถุงร้านค้าถูกใจเพื่อขายให้กับ พี่น้องประชาชนในเบื้องต้นที่ผมได้กราบเรียนท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ข้าวเหล่านี้มีทั้งข้าวเสื่อมคุณภาพและข้าวเน่า อันนี้คือถุงที่เป็นข้าวเน่านะครับ ซึ่งถุงนี้ เน่าจริง ๆ นะครับท่านประธาน เต็มไปด้วยเชื้อรา

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เดี๋ยวนะครับท่านยุพราช จ่าประสิทธิ์มีอะไรครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ผมต้องประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ การอภิปรายในครั้งนี้เป็นเรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ แต่ผู้อภิปรายลุกขึ้นมาอภิปรายยังไม่ได้พูดเรื่อง งบประมาณเลยไปพูดเรื่องข้าวสาร ข้าวสารผมก็ได้รับแจกไม่มีมอด ไม่มีเสียนะครับ ซึ่งกล่าวให้ร้ายรัฐบาล ให้ประธานวินิจฉัยด้วยครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คืออย่างนี้ เมื่อสักครู่คุณยุพราชก็ขึ้นมาพูดถึงมาตรา ๑๖ เกี่ยวกับกระทรวงพาณิชย์ก็ให้พูดไปก่อน เดี๋ยวผมจะให้รัฐมนตรีตอบ รัฐมนตรีได้จดไว้ทุกประเด็นแล้ว เชิญครับ

นายยุพราช บัวอินทร์ เพชรบูรณ์

ท่านประธานที่เคารพ ผม ยุพราช บัวอินทร์ ส.ส. จากจังหวัดเพชรบูรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือ ข้าวเน่า คือข้าวที่ขึ้นรา ยืนยันนะครับว่าเน่าแล้วก็ขึ้นราจริง ๆ ซึ่งสาเหตุจากการขึ้นรานะครับ ท่านประธานอาจจะเกิดจากการที่มีความชื้นผ่านเข้าไปในถุง ท่านประธานครับ แต่ตรงนี้ไม่ใช่ประเด็นครับ ตรงนี้อาจจะสามารถเกิดขึ้นได้จากการที่มีการกองเก็บที่ไม่ดีพอ แต่ท่านประธานครับ มาดูอีกถุงหนึ่ง ถุงนี้ครับท่านประธาน ข้าวมีลักษณะจับตัวกันเป็นก้อน หรือเขาเรียกว่ารังหนอนครับ ขออนุญาตท่านประธานนะครับ เดี๋ยวผมจะฉีกให้ดูนะครับ ข้าวที่มีลักษณะเป็นรังหนอนจะเป็นอย่างนี้ครับท่านประธาน ซึ่งข้าวที่เป็นรังหนอนนะครับไม่ได้เกิดจากความชื้น แต่เกิดจากกระบวนการในการรักษา

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เดี๋ยวนะครับท่านยุพราช เชิญจ่าประสิทธิ์ประท้วงเรื่องอะไร

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ผมต้องประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ ไม่ทราบว่าผู้อภิปรายได้ขออนุญาต ท่านประธานในกรณีที่ได้นำวัตถุมาเสนอต่อสภาแล้วหรือยัง และประเด็นที่สำคัญที่สุดผมเอง ก็เคยดูและเคยซื้อในร้านค้าธงฟ้า ร้านค้าของกระทรวงพาณิชย์ไม่มีเน่าแบบนี้นะครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เอาละครับ เดี๋ยวผมวินิจฉัย ท่านนั่งลงครับ ท่านยุพราชได้ขออนุญาตใช้วัตถุมาแสดงในสภา เรียบร้อยแล้วครับ ผมได้เซ็นอนุญาตไปแต่ว่าเดี๋ยวให้รัฐมนตรีตอบ ข้าวนี่เขาเอาไปขายแต่ว่า ถ้าข้าวเน่าก็ไม่มีคนซื้อ คุณเฉย ๆ ไว้จะจบแล้ว เชิญท่านยุพราช

นายยุพราช บัวอินทร์ เพชรบูรณ์ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม ยุพราช บัวอินทร์ จากจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ผมกราบเรียนในเบื้องต้นนะครับว่าผมติเพื่อก่อให้รัฐบาล ได้รับทราบว่าปัญหาอย่างนี้เกิดขึ้นจริง และผมไม่อยากให้ปัญหาเหล่านี้นะครับ เกิดขึ้นกับ พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะท่านประธานคิดดูสิครับว่าคนที่ได้รับแจกข้าวถุงส่วนใหญ่ก็เป็น คนจนและเป็นผู้ที่ประสบภัย คนที่มาซื้อข้าวจากร้านถูกใจส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ที่มีรายได้น้อย อยากจะลดค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตประจำวันแต่เขาต้องมาเจอกับอย่างนี้ครับ รังหนอน ข้าวซึ่งไม่ได้ผ่านการรักษาคุณภาพข้าวจากกระบวนการจำนำข้าวของรัฐบาล ท่านประธาน ที่เคารพครับ นี่คือตัวอย่างทั้งหมดที่ผมจะได้นำเรียนกับท่านประธาน

อีกเรื่องหนึ่งครับ จะขอฝากรัฐบาลนี้นะครับ เรื่องข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในฐานะ ที่ผมเป็น ส.ส. จังหวัดเพชรบูรณ์และเป็น ส.ส. ภาคเหนือซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูก แหล่งผลิต ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สำคัญของประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพ ชาวไร่ข้าวโพดในประเทศไทย มีทั้งสิ้นประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน นั่นหมายความว่ามีชาวไร่ข้าวโพดประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ เศษ ๆ นะครับ เนื้อที่การเพาะปลูกของประเทศเราก็มีประมาณ ๗,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ ผลผลิตก็ประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ท่านประธานครับ ผมกล่าวหาท่านนะครับว่ารัฐบาล ไม่ได้ให้ความสำคัญของชาวไร่ข้าวโพดโดยการละเลยและไม่มีการเตรียมความพร้อม รัฐบาลนี้ ลอยตัวครับ นี่คือข้อกล่าวหาของกระผม รัฐบาลนี้หักหลังชาวไร่ข้าวโพดนับล้านคน ท่านประธานครับ โดยการยกเลิกนโยบายประกันรายได้ เมื่อสมัยรัฐบาลที่แล้ว สมัยรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ได้มีนโยบายประกันความเสี่ยงให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดทั่วประเทศ ท่านประธานครับ แต่พอรัฐบาลนี้ได้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินท่านยกเลิกการประกัน รายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวไร่ข้าวโพดโดยไม่มีนโยบายอื่นใดมารองรับ ท่านยกเลิก นโยบายประกันรายได้ของข้าว ของมันสำปะหลัง ท่านมีนโยบายมารองรับโดยการรับจำนำข้าว รับจำนำมันสำปะหลัง แต่ข้าวโพดท่านไม่มี ราคาดี ราคาที่พี่น้องเกษตรกรได้รับและอยู่ได้ ใน ๒ ปีที่ผ่านมาเนื่องจากว่าราคาข้าวโพดในตลาดโลกดีครับท่านประธาน แต่ท่านประธาน ที่เคารพ เกษตรกรก็ต้องการความมั่นใจ เกษตรกรก็ต้องการความมั่นคง รัฐบาลจะรู้ได้ อย่างไรล่ะครับว่าปีนี้ปี ๒๕๕๖ ปีหน้าปี ๒๕๕๗ ราคาข้าวโพดจะไม่ตกต่ำ ท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีหลายท่าน วันนี้ท่านสุขภาพดี ทำไมท่านต้องทำประกันชีวิต ทำไมท่านต้องทำประกันอุบัติเหตุ หลักคิดเดียวกันครับกับพี่น้องเกษตรกร เขาก็อยากจะ ได้รับความมั่นคงในอาชีพของเขา เขาก็อยากจะได้รับความมั่นคงในรายได้ของเขา เช่นเดียวกัน มิหนำซ้ำครับ ยกเลิกนโยบายประกันความเสี่ยงแล้วรัฐบาลยังมีของแถมให้ ชาวไร่ข้าวโพดทั่วประเทศไทยอีก โดยมีมติ ครม. นำเข้าข้าวโพดจาก สปป. ลาว และประเทศกัมพูชาโดยไม่จำกัดจำนวน สิ้นสุดเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ยังไม่พอใจครับ ขยายเวลาไปจนสิ้นเดือนสิงหาคมโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ๑. ส่งต่อประเทศที่สาม ๒. รักษาเสถียรภาพราคาอาหารสัตว์ ผมเข้าใจดีครับว่าการรักษาเสถียรภาพราคาอาหารสัตว์ นั้นมีผลต่อราคาเนื้อสัตว์ เนื้อไก่ เนื้อหมู ราคาไข่ไก่ในประเทศ รัฐบาลจึงจำเป็นที่จะต้อง รักษาราคาให้พี่น้องประชาชนไม่เดือดร้อน แต่ในขณะที่ท่านนำเข้าข้าวโพดมา ๓-๔ เดือน จนถึงปัจจุบันนี้ เป็นอย่างไรล่ะครับท่านประธาน ผลเป็นอย่างไรครับ ผลก็คือ

ประเด็นที่ ๑ เกษตรกรไม่ได้รับประโยชน์ รัฐบาลเป็นผู้กำหนดอุปทาน หรือซัพพลายในตลาด และแน่นอนครับ ตามหลักคิดทางเศรษฐศาสตร์ เมื่อสินค้า มีในตลาดมากราคาก็จะลดลง ส่วนผู้บริโภคเองแล้ว ข้ออ้างที่ทางรัฐบาลบอกว่านำข้าวโพด มาเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาอาหารสัตว์นั้นไม่จริง เพราะวันนี้ราคาเนื้อสัตว์ ราคาไข่ไก่ ได้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น เรื่องนี้ผมจึงอยากนำเรียนท่านประธานครับว่าให้แก้ไขปัญหา ให้ดูแล พี่น้องเกษตรกรชาวไร่ข้าวโพดอย่างทั่วถึงแล้วก็เป็นธรรม

อีกเรื่องหนึ่งที่จะนำเรียนรัฐบาล นำเรียนท่านประธานก็คือว่า เรื่องปุ๋ยยา ราคาแพง ผมอยากให้ทางรัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากเรียนว่าหากรัฐบาลไม่แก้ไขปัญหาให้พี่น้องชาวไร่ข้าวโพด ถือว่ารัฐบาลทอดทิ้ง พี่น้องชาวไร่ข้าวโพดให้เผชิญชะตากรรมตามลำพัง ไม่รักษาสัญญาที่ว่าจะดูแลคุณภาพชีวิต ของพี่น้องเกษตรกรให้ดีขึ้น ขอบพระคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสัมภาษณ์ครับ ท่านรัฐมนตรีตอบก่อน

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตอบประเด็นที่ ท่านสมาชิกได้กรุณาหยิบยกมาอภิปรายเมื่อสักครู่ จริง ๆ เราก็พูดคุยกันนะครับว่าเตรียมการ จะได้ตอบกันในคราวเดียวโดยเก็บประเด็นของหลาย ๆ ท่าน แต่มาฟังดูแล้วคิดว่าบางเรื่อง ถ้าให้ความชัดเจนกันเสียก่อนก็น่าจะประหยัดเวลาของสภาได้สำหรับประเด็นการอภิปราย ของเพื่อนสมาชิกท่านอื่น ๆ ที่อาจจะหยิบยกประเด็นในลักษณะเดียวกันนะครับ ท่านสมาชิก ซึ่งเพิ่งอภิปรายจบเมื่อสักครู่ได้กรุณาพูดถึงโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นนโยบายหลักสำคัญ ของรัฐบาลชุดนี้ ผมยินดีที่ท่านใช้คำว่าติเพื่อก่อ เพราะนี่ครับคือสิ่งที่ประชาชนเขาต้องการ แล้วการติเพื่อก่อนั่นก็หมายความว่าท่านก็เห็นด้วยให้มีการดำเนินการ แต่มีบางเรื่องที่ท่าน เห็นว่าต้องปรับปรุงพัฒนาบ้าง ซึ่งก็เป็นปกติของการทำงานใหญ่ครับ มันก็จะต้อง มีการปรับปรุง มีจุดอ่อน จุดแข็ง ก็พัฒนากันไป แต่ผมยินดีที่ท่านเห็นด้วย เพราะรัฐบาลชุดนี้ ยืนยันว่าโครงการรับจำนำข้าวเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับเกษตรกรชาวนา แล้วก็เป็นประโยชน์ อย่างยิ่งสำหรับการยกระดับคุณภาพข้าวของไทยในอนาคต ประเด็นที่ท่านตั้งข้อสังเกตว่า โครงการนี้รัฐบาลหลอกชาวนาหรือไม่ เพราะประกาศว่ารับจำนำข้าวทุกเมล็ด แต่ในที่สุด ก็ไปยกเลิกพันธุ์ข้าว ๑๘ สายพันธุ์ ก็เท่ากับว่าไม่จำนำทุกเมล็ดอย่างที่ประกาศ ผมเรียน ท่านประธานนะครับว่าข้าว ๑๘ สายพันธุ์ที่คณะกรรมการผู้เกี่ยวข้องประชุมแล้วก็มีมติ ไม่รับเข้าโครงการรับจำนำก็เพราะว่าข้าวเหล่านั้นเป็นข้าวที่ปลูกในระยะเวลาสั้น แล้วผลผลิตที่ออกมาคุณภาพจะต่ำกว่าข้าวปกติที่อยู่ในโครงการรับจำนำ หลักการสำคัญ ประการหนึ่งของโครงการนี้ก็คือต้องการที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรเพาะปลูกข้าว คุณภาพดีเพื่อจะได้เข้าโครงการรับจำนำในราคาสูง แล้วก็ปรากฏหลักเกณฑ์ชัดครับว่า ในแต่ละ ๑ ปี ๑ รายเกษตรกรก็จำนำข้าวได้ ๒ รอบ ถ้าไปปลูกข้าว ๑๘ สายพันธุ์ ระยะเวลาสั้น เกษตรกรบางรายปลูกได้ ๓-๔ รอบ ก็ถือว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์ ไม่สามารถเข้าสู่ โครงการได้อยู่ดี แล้วถ้าหากพี่น้องเกษตรกรปลูกข้าว ๑๘ สายพันธุ์เหล่านี้กันออกมามาก ๆ ก็อย่างที่เรียน ตอนต้นนะครับว่าคุณภาพมันต่ำกว่าก็จะทำให้เกิดปัญหาในการระบายขายออก ซึ่งในที่สุด ภาระสุดท้ายก็จะตกลงบนบ่าบนไหล่ชาวนาอยู่ดีนั่นเอง ดังนั้นรัฐบาลก็ได้ประกาศมตินี้ และผมเชื่อว่าพี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่เข้าใจครับว่านี่ไม่ใช่การหลอกลวง ตรงกันข้าม เป็นการปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรโดยแท้จริง

ประการต่อมาครับ ผมว่าเรื่องนี้เราคุยกันแล้วหลายรอบ แต่ถ้าจะคุยกันอีกรอบ ก็ไม่มีปัญหาละครับเพราะมันเป็นหน้าที่ ท่านสมาชิกก็พูดว่าประกาศข้าวเปลือกเจ้า ๑๕,๐๐๐ บาท ข้าวหอมมะลิ ๒๐,๐๐๐ บาท มีเกษตรกรรายไหนได้เต็มราคาบ้าง มีครับ แล้วถ้าจะบอกให้ ส.ส. เจ้าของพื้นที่ที่เขานั่งอยู่ในสภานี้เขายกมือชี้แจงว่าเกษตรกรรายไหน ตำบลไหน อำเภอไหน โรงสีใด ผมว่าต้องขยายสมัยประชุมนี้อีก ๒ เดือน เพราะว่ามันมีมาก มีเยอะ แต่ถามว่ามีที่ได้ไม่ถึงไหม ก็มีครับ แต่มันมีเหตุผลก็คือไม่ผ่านหลักเกณฑ์ในการ ตรวจสอบคุณภาพ ก็กลับมาประเด็นแรกที่ผมอธิบายว่าเราต้องการจะให้เกษตรกรชาวนาไทย ผลิตข้าวคุณภาพเพื่อที่จะได้ราคาสูง ดังนั้นก็ยืนยันอีกครั้งว่า ๑๕,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท ทำได้จริงเกษตรกรได้รับเงินจริง ช่วงเงินช้ามีบ้างครับยอมรับ โดยเฉพาะช่วงที่เป็นรอยต่อ ของรอบการรับจำนำ นั่นมันเกิดจากกระบวนการของหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งก็ต้องทำกัน โดยรอบคอบระมัดระวัง แล้วก็อีกเหตุผลหนึ่งก็คือในแต่ละครั้งที่มีการดำเนินการโครงการนี้ ก็ถูกตรวจสอบรอบด้านจากเพื่อนสมาชิกพรรคฝ่ายค้านหรือหน่วยงานอื่น ๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ ดีแล้วก็เป็นหน้าที่ที่รัฐบาลต้องชี้แจง แต่เมื่อมีการตรวจสอบมีการตั้งข้อสังเกตท่านก็ไปดู หลักเกณฑ์โครงการรับจำนำรอบแรกกับรอบปัจจุบันมันมีขั้นตอนมันมีกลไกต่าง ๆ เพิ่มขึ้น จนหนาแน่นขึ้นทุกทีเพื่อตอบสนองการตรวจสอบว่าให้ทุกฝ่ายสบายใจว่ามีกลไก มีขั้นตอน มีผู้รับผิดชอบชัดเจนในแต่ละจุดของโครงการ ดังนั้นเมื่อขั้นตอนมันเพิ่มขึ้นกระบวนการ ทำงานก็อาจจะเกิดความติดขัดล่าช้าบ้าง แต่อย่างไรก็ตามเมื่อทุกขั้นตอนผ่าน ครม. ผ่าน กขช. มาแล้วขณะนี้ก็ยืนยันว่าพี่น้องเกษตรกรโดยส่วนใหญ่ทั่วไปก็ได้รับเงินตาม ระยะเวลาที่ควรจะเป็น เรื่องกรณีที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผมเรียนอย่างนี้ว่าถ้าเจ้าหน้าที่ ที่ท่านสมาชิกเอ่ยถึงเป็นบุคคลที่ไปกระทำผิดกฎหมายจริงผมจะตรวจสอบ แล้วท่านเอ่ยชื่อ มาแล้วก็ขอความกรุณาครับ เดี๋ยวนอกรอบขอนามสกุล ขอสังกัดเรียบร้อย แล้วผมจะมาแจ้ง ท่านด้วยว่าเราไปตรวจสอบแล้วเป็นอย่างไร ถ้าหากว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐรายใดแสวงหา ประโยชน์โดยมิชอบจากประชาชนก็เป็นหน้าที่ที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย อย่างเด็ดขาด เบื้องต้นผมก็จะแจ้งให้กรมการค้าภายในตรวจสอบเรื่องนี้โดยเร่งด่วน แต่ถ้าท่านให้นามสกุล ให้สังกัด ให้ข้อมูลที่ชัดเจนเพิ่มเติม มันก็จะง่ายแล้วก็เร็วในการเข้าถึง เหตุการณ์นะครับ

อีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญก็คือผมเรียนยืนยันว่า กระบวนการเก็บรักษาข้าวในโครงการของรัฐบาลเราทำกันอย่างรอบคอบรัดกุมแล้ว ตรวจสอบได้ แล้วมันไม่มีเหตุผลเลยที่จะมาอธิบายว่ารัฐบาลเก็บข้าวแล้วข้าวเน่า พอข้าว อันไหนเน่าก็เอาออกมาขาย ด้วยความเคารพครับท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้อภิปรายท่านเชื่ออย่างที่ท่านพูดจริง ๆ หรือครับว่ามันจะมีรัฐบาลไหนในโลกนี้รับจำนำข้าว จากเกษตรกรเอามาเก็บไว้ในโกดัง เก็บไว้พอเสื่อมคุณภาพเก็บไว้พอเป็นมอดก็เอาออกแจก ประชาชนเอาออกขาย มันเป็นไปไม่ได้ในโลกของความเป็นจริง ผมไม่ทราบว่าข้าวที่เพื่อนสมาชิกนำมาแสดงนั้นเป็นข้าวชนิดใด อย่างไร เพราะว่ามองเห็น ผ่านจอก็ไม่ชัด แต่ยืนยันชัด ๆ ได้ตรงนี้ว่าถ้าเป็นข้าวในโครงการรับจำนำ ถ้าเป็นข้าวที่ รัฐบาลเอามาแจกจ่ายต่อประชาชนเอามาขายในโครงการร้านถูกใจต้องเป็นข้าวได้คุณภาพ เท่านั้นนะครับ ถ้ารัฐบาลเอาข้าวเน่ามาแจกประชาชน เอาข้าวเน่ามาขายให้ประชาชนจะยืน อยู่ต่อหน้าประชาชนถึงวันนี้ได้อย่างไรครับ เพราะฉะนั้นจึงขอเรียนทำความเข้าใจกับ ท่านสมาชิก อย่างไรก็ตามนะครับ ผมติดตามการทำงานของท่านสมาชิกผู้อภิปรายมาตลอด ก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือแล้วก็ประสานงานเพื่อให้เกิดประโยชน์แท้จริงกับประชาชน ในเรื่องนี้ต่อไป ส่วนเรื่องพืชผลการเกษตรอื่น ๆ แน่นอนครับ ทุกอาชีพต้องการหลักประกัน ความมั่นคงของอาชีพ ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวนผลไม้ ปลูกผักต่าง ๆ เขาต้องการกันทั้งนั้น เพียงแต่ว่าแนวทางของรัฐบาลก็จัดการกับแต่ละรายพืชด้วยรูปแบบด้วยยุทธศาสตร์ที่มี ความแตกต่างกัน ดังนั้นสิ่งที่ท่านตั้งข้อสังเกตตั้งข้อห่วงใยมา ซึ่งผมเข้าใจว่าวันนี้หรือพรุ่งนี้ก็ คงจะมีอีกหลายรายการก็จะเก็บรวบรวมข้อมูลเอาไว้อธิบายในคราวเดียว แต่เบื้องต้นเข้าใจ ว่าโครงการรับจำนำข้าวน่าจะเป็นประเด็นที่ได้รับความนิยมในการอภิปรายงบประมาณคราว นี้ก็เลยจะขออนุญาตให้ข้อมูลไว้ก่อนครับ ขอบคุณครับ

(นายยุพราช บัวอินทร์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คุณหมอวรงค์ ท่านยุพราชประท้วงหรือครับ

นายยุพราช บัวอินทร์ เพชรบูรณ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ยุพราช บัวอินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเพชรบูรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงครับท่านประธานครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านเสียหายตรงไหนครับ ท่านบอกผม

นายยุพราช บัวอินทร์ เพชรบูรณ์

ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมต้อง ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงก็เนื่องจากว่าเดี๋ยวท่านประธานหรือพี่น้องประชาชนที่ชมอยู่ ทางบ้านจะเข้าใจผิดนะครับว่านี่ครับท่านประธานที่เคารพ ท่านรัฐมนตรีถ้าท่านฟังผม สักนิดนะครับโดยที่ท่านไม่จ้องที่จะโต้ตอบผมมากเกินไป

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เอาอย่างนี้ ท่านยุพราชเฉพาะประเด็นที่ท่านเสียหาย ท่านบอกมา

นายยุพราช บัวอินทร์ เพชรบูรณ์

ท่านประธานที่เคารพครับ ข้าว ๑๘ สายพันธุ์นะครับที่ผมได้กราบเรียนต่อสภาว่าท่านจะยกเลิกผมก็ไม่ได้ว่าท่านมี เหตุผลของท่าน แต่ผมบอกว่าถ้าท่านจะยกเลิกท่านควรแจ้งพี่น้องเกษตรกรก่อนเขาจะได้ ไม่เสียหายจากการลงทุนในการเพาะปลูก อีกประเด็นหนึ่งครับการติเพื่อก่อไม่ได้หมายความว่า ผมจะเห็นด้วยกับท่านนะครับในโครงการที่ท่านทำประเทศขาดทุนไป ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปีเพาะปลูก

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง 🔗

ท่านยุพราชตรงนี้ไม่เสียหายนะครับ เอาละครับเชิญหมอวรงค์ พอแล้วครับท่านยุพราช พอสมควรแล้ว เชิญครับ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจซึ่งท่านไม่อยู่ เพราะว่าการอภิปรายในวันนี้ผมจะพาดพิงถึงท่านด้วยครับ ผมจำได้ว่าท่านเคยพูดถึงถ้าโครงการรับจำนำข้าวขาดทุนเกิน ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท เทียบกับ โครงการประกันรายได้ นอกจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะอยู่ลำบากแล้วหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ต้องรับผิดชอบด้วย และสื่อมวลชนเอาคำถามนี้ไปถามท่านที่กระทรวงการคลัง ท่านบอกว่า เรื่องนี้ให้มาพูดในสภา เมื่อเช้าตั้งแต่คุณกรณ์ คุณเกียรติ และผมถามย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าวันนี้ ขาดทุนเกิน ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะหัวหน้า ทีมเศรษฐกิจท่านจะรับผิดชอบอย่างไร แล้วยิ่งที่ท่านเคยบอกว่าข้าวถ้ายังไม่ขายถือว่า ยังไม่ขาดทุนครับ ซึ่งวันนี้ได้พิสูจน์แล้วนะครับว่าโครงการรับจำนำปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ ท่านรองปลัดสุภา ปิยะจิตติ ได้มีการปิดบัญชีเรียบร้อยวันนี้ขาดทุนอย่างมโหฬารครับ ท่านประธาน ขาดทุนในภาพรวมถึง ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านหัวหน้าทีมเศรษฐกิจย้ำนะครับว่า ท่านจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร ผมจึงเรียกร้องนะครับว่า จากนี้ไปผมจะพาดพิงถึง ท่านกิตติรัตน์ตั้งแต่ท่านเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอยากจะเชิญชวนท่านบุญทรง เตริยาภิรมย์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านมาอยู่ในห้องด้วยครับ ผมอยากฟังคำตอบจากท่านครับ เราเอาหลักฐานมาคุยกัน เพราะคำพูดผมทุกอย่างผมจะมีหลักฐานหมดครับ เราจะไม่มีการพูดเลื่อนลอยครับ เพราะคำพูดเลื่อนลอยมันพิสูจน์ยาก ผมจะเรียนกับท่านประธานขอเท้าความว่ารัฐบาลชุดนี้ ทำโครงการรับจำนำข้าวอ้างช่วยเหลือชาวนา แต่เราพูดมาเป็นปีแล้วครับ เกือบ ๒ ปีแล้วว่า ชาวนาไม่ได้จริงตามนั้นครับ เรียนท่านรัฐมนตรีณัฐวุฒิด้วยครับ สิ่งที่ท่านพูดว่าชาวนามีจำนวน ไม่น้อยที่ได้ ๑๕,๐๐๐ บาทนั้นมันไม่จริง เพราะชาวนาถูกเอาเปรียบถูกโกงมาตลอด เพียงแต่ว่า เขาเป็นคนด้อยโอกาสในการที่จะให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ เพราะสื่อก็จะไปสัมภาษณ์นักการเมือง ซีกรัฐบาลเสียมากกว่า ชาวนาได้ไม่จริงเต็มที่ตามที่มีการกล่าวกัน แล้วสุดท้ายคนที่รวยคือ นายทุนโรงสีครับ คนที่รวยมากที่สุดน่าจะเป็นนายทุนผูกขาดด้านข้าวร่วมกับนักการเมือง ซีกรัฐบาล และวิธีการรวยที่ง่ายที่สุดก็คือการระบายข้าวครับท่านประธาน เนื่องจากว่า รัฐบาลรับข้าวมาทั้งหมดอยู่ในมือรัฐบาลหมด เมื่อข้าวอยู่ในมือรัฐบาล รัฐบาลมีวิธีการระบาย ข้าวโดยอ้างเป็นความลับ การที่บอกว่าเป็นความลับนั้นจึงเป็นช่องทางตุกติกและหาเงินใส่ กระเป๋าพวกตัวเองได้ง่ายดายมาก ผมทวนมติคณะกรรมการนโยบายข้าวนะครับ เขามีวิธีการ ระบายข้าวทั้งหมด ๕ วิธี ๑. คือจีทูจี (G to G) หรือรัฐต่อรัฐ ๒. ขายผ่านผู้ประกอบการ ๓. ขายให้องค์กรหรือหน่วยงาน อ้ายตรงนี้คือไปทำข้าวถุงครับ ที่เอาข้าวเน่าข้าวเสื่อมสภาพมา ๔. ขายผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าหรือเอเฟต (AFET) และ ๕. บริจาค บริจาคก็คือ ในช่วงภัยพิบัติน้ำท่วมทำข้าวถุงแจกชาวบ้านและเจอข้าวเสื่อมสภาพในหลาย ๆ จังหวัด อยากจะให้พี่น้องประชาชนเข้าใจและจำว่านี่คือกระบวนการในการระบายข้าวของทางรัฐบาล แบบที่ ๔ ขายผ่านเอเฟตไม่เกิดขึ้นจริง เพราะ ๒ ปีที่ผ่านมายังไม่มีการขายผ่านตลาดสินค้า เกษตรล่วงหน้า แบบที่ ๕ ทำข้าวถุงช่วยคนจนหรือแจกฟรีคนจน อันนี้ปัญหาตุกติกมีบ้าง แต่เอาข้าวเน่าไปแจกชาวบ้าน แต่จุดที่ต้องให้พี่น้องประชาชนจำเลยครับ ท่องขึ้นไว้ในใจเลยว่า รัฐบาลมีวิธีการระบายข้าว ๓ อย่างที่โกงทุกแบบครับ ก็คือ ๑. จีทูจี ๒. ขายผ่าน ผู้ประกอบการ และ ๓. ขายให้กับองค์กรหรือหน่วยงานรัฐ นี่คือ ๓ รูปแบบนี้ และถือโอกาสนี้ ทำความเข้าใจกับท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนว่าขณะนี้ข้าวในประเทศเราที่รัฐบาล ดูแลจะมีอยู่ ๒ กอง กองที่ ๑ ภาษาในวงการข้าวเรียกว่า ข้าวเก่า ข้าวเก่าคือข้าวค้างเก่า ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ เขาเรียกว่าข้าวเก่า และกองที่ ๒ เป็นข้าวใหม่ ก็คือข้าวในโครงการรับจำนำของรัฐบาลชุดนี้ตั้งแต่โครงการปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ และปี ๒๕๕๕/๒๕๕๖ รูปแบบวิธีการขายของรัฐบาลก็คือตามมติ กขช. ที่พูดมา ผมขออนุญาตเท้าความเดิมนิดหนึ่งครับ ท่านประธาน ความเดิมเมื่อตอนที่แล้วได้มีการพาดพิงถึงเรื่องการขายข้าวแบบจีทูจี ซึ่งวันนั้น ภาพที่ผมจบไปก็คือภาพของเสี่ยเปี๋ยงแห่งสยามอินดิก้า ไปเจอคนแดนไกลที่ฮ่องกง ที่ย่านจิมซาจุ่ย โรงแรมเพนนินซูล่า ผมต้องตอกย้ำว่าการเจอกันครั้งนี้เป็นการเจอกันเฉพาะคนใกล้ชิด สื่อต่างประเทศรายงานว่าในงานเลี้ยงที่บริเวณสระน้ำโรงแรมเพนนินซูล่า มีคนเข้าร่วมงาน ประมาณ ๒๐-๓๐ คน ดังนั้นการเจอของเสี่ยเปี๋ยงกับคนแดนไกลมันจึงไม่ปกติครับ ไม่ใช่เป็น งานวันเกิดที่คนไปร้อย ๆ คนอย่างนั้นผมไม่ว่าอะไร แต่อันนี้เฉพาะคนแค่ไม่กี่สิบคน ท่านจำภาพนี้ไว้นะครับ ชี้ให้เห็นถึงความผูกพันความสัมพันธ์ระหว่างเสี่ยเปี๋ยง สยามอินดิก้า กับคนแดนไกลที่อยู่ต่างประเทศ และประโยคที่ผมจำขึ้นใจว่าคนแดนไกล ไปที่ประเทศมาเลเซียและบอกว่าถ้าตัวแทนรัฐบาลประเทศมาเลเซียต้องการข้าว ของประเทศไทยให้ติดต่อเสียเปี๋ยงคนเดียว ทำให้ผมจำขึ้นใจว่าชื่อนี้คือเจ้าพ่อในวงการข้าว ของประเทศไทยเรา ตอนสมัยอภิปรายเรื่องจีทูจีการขายข้าว เราก็เห็นฤทธิ์เดชของเสี่ยเปี๋ยง ไปแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นอ้างบริษัท จีเอสเอสจี แล้วก็มีตัวละครชื่อรัฐนิธ ซึ่งเป็นผู้ช่วย ส.ส. ของคุณระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และมีตัวละครชื่อนายโจ หรือนายนิมล รักดี

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คุณหมอรอสักครู่หนึ่ง เชิญท่านผู้ประท้วง

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ผมต้องประท้วงผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ เอกสารที่ผู้อภิปรายนำมา อ้างในสภาและกล่าวพูดถึงคนแดนไกล พร้อมกันนั้นมีรูป พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ด้วย ภาพแบบนี้ไม่ใช่ว่าการได้รู้จักกันแล้วจะต้องมีผลประโยชน์ร่วมกัน อีกอย่างหนึ่งข้อมูล ในการอภิปรายนี่นอกประเด็นไม่ได้พูดเรื่องงบประมาณปี ๒๕๕๗ และเป็นละครน้ำเน่า ที่เคยพูดมาแล้วหลายครั้งครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาเฉพาะประเด็นที่ฝ่าฝืนข้อบังคับ แล้วเวลาประท้วงก็ประท้วงในหลักอย่าไปกระทบ พอกระทบเสร็จท่านก็จะสวนกันไปสวนกันมาคนดูเขาเบื่อหน่ายนะครับ หมอครับ เอากระชับ เข้าเนื้อหางบประมาณเรานะครับ เกริ่นนำพอสมควรแล้วละ เชิญเข้าเนื้อหาเลยครับ เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานครับ ผมบอกท่านแล้วว่า ผมไม่เห็นด้วยกับงบประมาณครั้งนี้เพราะมันปล่อยให้มีการโกง เมื่อปล่อยให้มีการโกงผมต้อง เท้าความให้เห็นว่ามีกระบวนการในการโกงอย่างไร และผมเชื่อว่าเมื่อท่านฟังครบแล้ว เพื่อน ส.ส. ซีกรัฐบาลฟังครบแล้วอาจจะโหวตให้ผมนะครับ เพราะรับไม่ได้ว่าบ้านเมือง จะล่มจม เพียงแต่ผมขอเท้าความนิดหนึ่งเพราะตัวละครมันถูกผูกโยงกัน และครั้งนั้น ผมอภิปรายเรื่องจีทูจี

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาอย่างนี้ครับ ท่านดำเนินการอภิปรายไปถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ก็อย่าไปพูดถึงบุคคลภายนอก เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานครับ ครั้งนั้นผมได้ อภิปรายเรื่องจีทูจี ปรากฏว่าท่านรัฐมนตรีบุญทรงก็ใช้เวลาประมาณ ๔-๕ เดือนกว่าจะ ตอบผม และปรากฏว่าผลสรุปในการตอบก็เพียงตอบสั้น ๆ ว่าบริษัท จีเอสเอสจี เป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศจีน ซึ่งผมถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท่านต้องไปชี้แจงต่อ ป.ป.ช. แต่บังเอิญผมมีความรู้สึกว่าท่านพูดจีทูจีหลายครั้ง ผมตามท่านในช่วง ๒-๓ เดือนที่ผ่านมา ท่านก็บอกจะขายข้าวจีทูจีรวมของเก่า ๑๐ ล้านตัน บางครั้งช่วงต้นเดือนเมษายนท่านบอกว่า จะขายจีทูจีอีกประมาณ ๖,๐๐๐,๐๐๐-๗,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ผมถึงอยากจะชี้ว่าหลักของจีทูจี มันมีอยู่ ๒ ข้อ เพื่อให้พี่น้องประชาชนจะได้ไม่ถูกหลอกจากทางรัฐบาล คือ ๑. ต้องมีสัญญา ซื้อขาย ท่านเอาสัญญามาโชว์ และ ๒. การชำระเงินต้องเป็นเงินจากรัฐบาลประเทศผู้ซื้อ ส่วนใหญ่ผ่านแอลซี (L/C) ผมเอาประเด็นนี้มาทวนต้องการชี้ให้เห็นว่าขณะนี้ ผมเตือน ท่านรัฐมนตรีด้วยครับว่าท่านพูดถึงจีทูจีบ่อย ๆ โดยเฉพาะบริษัท จีเอสเอสจี หรือบริษัท อื่น ๆ ผมได้มีการพูดคุยกับคนในวงการค้าข้าวเขาแนะนำผมให้มาท้วงติงรัฐบาลในกฎหมาย อีก ๒ ฉบับ นั่นคือ พ.ร.บ. ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ปี ๒๕๔๒ และ พ.ร.บ. การค้าข้าว ปี ๒๔๘๙ ซึ่งใน พ.ร.บ. ๒ ชนิดนี้เขียนไว้ชัดเจนครับว่าบริษัท จีเอสเอสจีเป็นบริษัทต่างด้าว ท่านให้เข้ามาดำเนินธุรกิจเรื่องข้าวมันต้องมีใบอนุญาตของคนต่างด้าว ซึ่งตรวจสอบดูแล้ว บริษัท จีเอสเอสจีไม่มี และจะต้องมีใบอนุญาตประกอบการค้าข้าว ซึ่งตรวจสอบดูแล้ว บริษัท จีเอสเอสจีก็ไม่มี ดังนั้นต้องเอาประเด็นนี้มาทวนให้กับทางรัฐมนตรีว่าต่อไปนี้ จะพูดถึงจีทูจีท่านอย่าหลงนะครับ เท่ากับขณะนี้ท่านกำลังผิดเพิ่มอีก ๒ พ.ร.บ. ก็คือ พ.ร.บ. ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว และ พ.ร.บ. การค้าข้าว ปี ๒๔๘๙ เพราะเท่ากับว่าพวกนี้ไม่มีทาง ที่จะมีใบอนุญาต แล้วก็กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่าเจ้าพนักงานของรัฐติดคุกครับท่านประธาน ผมถือโอกาสนี้ว่าจบเรื่องจีทูจี ทวนความทรงจำ และเรียกร้องไปยัง ป.ป.ช. ครับว่า พี่น้องประชาชนบอกว่ารอนานเกินไปแล้วที่ ป.ป.ช. จะสรุปเรื่องผลสอบจีทูจี เนื่องจากว่า หลังจากนี้ไปแล้วน่าจะมีประเด็นไปร้อง ป.ป.ช. เพิ่มเติม จากนี้ไปท่านประธานครับ ผมจะขออนุญาตชี้ให้เห็นภาพการระบายข้าวของทางรัฐบาล นั่นคือการระบายข้าว ผ่านผู้ประกอบการ เมื่อสักครู่คือจีทูจี แต่ครั้งนี้เป็นการระบายข้าวผ่านผู้ประกอบการ ช้า ๆ นะครับ พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านขณะทำภารกิจอยู่ผมว่าวางครับ วางมือนะครับ ถ้ามีกระดาษปากกาจะได้จดตามผมนิดหนึ่งจะได้เข้าใจ เอกสารชิ้นนี้เป็นเอกสารที่สำคัญครับ เป็นเอกสารเบิกข้าว ใบส่งสินค้า ใบขายเงินสด และมีฐานะเทียบเท่ากับใบเสร็จรับเงิน รัฐบาล โดยองค์การคลังสินค้าขายข้าวให้กับโรงสีโชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจ โรงสีแห่งนี้อยู่ที่อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี ในวันที่ ๒๑ เดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ จดวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ ไว้ เนื่องจากว่าวันนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ชื่อว่า กิตติรัตน์ ณ ระนอง ท่านขายข้าวขาว ๕ เปอร์เซ็นต์ จำนวน ๘๐๐ ตัน หรือ ๘๐๐,๐๐๐ กิโลกรัม ในราคาตันละ ๕,๗๐๐ บาท จดไว้นะครับ วันที่ ๒๑ ธันวาคม ขายในราคาตันละ ๕,๗๐๐ บาท ตรงนี้สำคัญนะครับ ท่านประธาน

(นายสุนัย จุลพงศธร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับ ท่านสุนัยประท้วงอะไรครับ

นายสุนัย จุลพงศธร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ขออนุญาตประท้วงท่านที่อภิปรายที่ทำผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ที่การอภิปรายต้องอยู่ใน ประเด็นและผิดจากระเบียบวาระการประชุมวันนี้ ซึ่งผมเองก็คิดถึงท่านอลงกรณ์มากครับ ที่จะปฏิรูปพรรค

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาเฉพาะเรื่องนี้อย่าไปพาดพิงเลยนะครับ

นายสุนัย จุลพงศธร บัญชีรายชื่อ

ไม่ใช่ครับ แต่ว่ามีลักษณะที่หลายคน ตาบอดเรื่องข้อบังคับครับท่านประธาน ผมเชื่อว่าคำอภิปรายนี้เมื่อถามไปแล้ว อภิปราย ไปแล้วผมเชื่อว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ตอบได้ แต่ถามว่าเราจะปล่อยให้ผิดข้อบังคับอย่างนี้ไปได้หรือครับ พอถึงวันศุกร์เวลาไม่พอ ก็จะประท้วงหาว่าปิดปากไม่ให้พูด ก็พูดเสียให้ในประเด็น

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยว ใจเย็น ๆ ครับ เดี๋ยวผมจะได้วินิจฉัยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร บัญชีรายชื่อ

ในประเด็นเถอะครับ เราก็จะได้ ดำเนินการไป คนอื่นเขาพูดในประเด็นได้แต่บางคนนี่ถูกตั้งตุ๊กตาไว้

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาอย่างนี้ครับ เดี๋ยวให้ท่านเกริ่นเรื่องของท่านให้เข้าประกอบกับที่ท่านกำลังจะอภิปราย ผมนั่งฟังอยู่นะครับ เพราะว่าผมก็ดูแผนจากกระทรวงพาณิชย์อยู่ว่าเรื่องนี้มันเข้า ในเรื่องอะไรอยู่ อดทนฟังนิดหนึ่ง

นายสุนัย จุลพงศธร บัญชีรายชื่อ

ผมอดทนฟังครับ แต่ไม่อดทนที่จะฟัง การผิดข้อบังคับการอภิปรายตามวาระที่ท่านกำหนดขึ้น ท่านครับ เราตั้งใจไว้แล้ว รู้แล้ว ด้วยว่าเขาจะแปรการอภิปรายนี้เป็นเรื่องไม่ไว้วางใจ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง 🔗

ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวให้ท่านรัฐมนตรีตอบ ผมควบคุมอยู่นะครับ ให้อดทนนิดหนึ่ง ท่านสุนัยครับ ตอนนี้ก็ ๕ โมงครึ่ง ท่านสุนัยถ้าว่างก็เชิญร้านอาหารอยู่ข้าง ๆ เรา เชิญท่านคุณหมอวรงค์ ต่อเลยครับ ไม่เป็นไรเสียเวลา ผมควบคุมอยู่ไม่เป็นไรหรอก ไม่เป็นไรครับ เราได้คุยกันแล้ว วิปทั้ง ๒ ฝ่ายจะพยายามควบคุมการประชุม เชิญคุณหมอวรงค์ครับ เอาเข้าประเด็นที่นั้นอยู่ ท่านเกริ่นนำพอสมควรแล้วละ ท่านจะเอาตรงไหนก็เอาเลย เชิญครับ วิธีการขายของเขาคือใช้แฟกซ์แล้วแฟกซ์เอกสารไป ปรากฏว่านี่คือสเตทเมนท์ (Statement) การโอนชำระเงินค่าข้าว โรงสีที่จังหวัดกำแพงเพชรโอนเงินชำระค่าข้าวให้กับโรงสี โชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจ ผ่านคุณเอนก คุณสุมาลี ฉัตรไชยศิริ คุณเอนกคือเจ้าของโรงสี โชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจ แต่การโอนเงินชำระค่าข้าวโอนเงินมาทั้งสิ้น ๑๐ ล้านบาท โอนวันที่ ๒๐ ธันวาคม ช้า ๆ นะครับ ไม่อย่างนั้นวันที่จะสับสน โอนเงินชำระค่าข้าววันที่ ๒๐ แต่โรงสี โชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจซื้อข้าวจากรัฐบาลวันที่ ๒๑ ธันวาคม โรงสีโชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจ ขายข้าวต่อวันที่ ๒๒ เดือนธันวาคม เท่ากับว่าชำระเงินค่าข้าวก่อนที่จะรับของ ต่อนะครับ นี่คือคำอธิบายของลูกค้าที่จังหวัดกำแพงเพชร เขียนคำอธิบายเป็นหลักฐานพร้อมลายเซ็น ไว้ชัดเจนว่าวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๔ โอนเงินเข้าบัญชีคุณเอนก คุณสุมาลี ฉัตรไชยศิริ ก็คือ เจ้าของโรงสีโชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจ ธนาคารกสิกรไทย สาขาลพบุรี เลขที่ ๑๗๔-๑-๐๑๕๘๘-๕ จำนวน ๑๐ ล้านบาท แล้วเขาเขียนอธิบายต่อว่าโรงสีโชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจได้ตัดข้าว หรือขายข้าวให้กับโรงสีที่จังหวัดกำแพงเพชรในจำนวน ๘๐๐ ตัน ตันละ ๑๒,๐๐๐ บาท ขาย ๘๐๐ ตัน ตันละ ๑๒,๐๐๐ บาท เป็นจำนวนเงิน ๙,๖๐๐,๐๐๐ บาท ดังนั้นโรงสี โชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจจะต้องโอนเงินคืนค่าข้าวให้ ๔๐๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ครับท่านประธาน ท่านประธานลองนึกถึงสามัญสำนึกตั้งแต่สมัย ท่านกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพราะวันนั้นคือวันที่ ๒๑ เดือนธันวาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สมัยนั้นซึ่งเป็นคนดูแลเรื่องข้าว แม้ท่าน จะมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการบางคนดูแล แต่ท่านปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ท่านนึกนะครับว่าท่านขายข้าว ๕,๗๐๐ บาทต่อตัน วันถัดมาคนที่ซื้อข้าวจากรัฐบาล ไปขายต่อ ๑๒,๐๐๐ บาท เท่ากับว่าเขาฟันกำไรเหนาะ ๆ ๖,๓๐๐ บาทต่อตันครับ ท่านประธาน ๖,๓๐๐ บาทต่อตันวิธีการลงทุนง่าย ๆ แค่แฟกซ์ใบเดียว แฟกซ์ใบหนึ่ง ผมคิดว่าอย่างมากก็ไม่เกิน ๕ บาท แต่ซื้อข้าวมา ๑ วันโดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย เพราะว่า ได้ออร์เดอร์ (Order) มาก่อนและรับเงินมาก่อน จะให้พวกผมคิดอย่างไรครับ ผมถึงอยากจะ ถามท่านรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ณ ระนอง ท่าทางของท่านดูซื่อ ๆ แล้วผมเชื่อว่าท่านไม่น่าจะมี เจตนาทุจริต แต่หลังจากมาตรวจเจอแล้วมันเกิดอะไรขึ้น ท่านเป็นถึงรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ณ ขณะนั้น และเป็นคนที่รับผิดชอบโครงการรับจำนำข้าวในภาพใหญ่ เพราะว่าท่านเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ทำไมถึงปล่อยให้มีการขายข้าวในราคาที่ถูกมาก ในราคาตันละ ๕,๗๐๐ บาท และลูกค้ารับเสร็จไปขายต่อในวันถัดไปราคาตันละ ๑๒,๐๐๐ บาท เท่ากับว่าโรงสีโชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจได้กำไรตันละ ๖,๓๐๐ บาท มากกว่าเงินที่รัฐบาลจะได้รับ จะให้ผมคิดอย่างไรครับท่านประธาน ผมคิดอยู่ ๒ เงื่อนไข ๑. ฉลาดน้อย อันที่ ๒ สมรู้ร่วมคิดในการทุจริต และผมเชื่อว่าระดับมือคนที่ชื่อว่ากิตติรัตน์ ณ ระนอง ว่าฉลาดน้อยผมไม่เชื่อ เพราะตรวจสอบแล้วท่านเป็นอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของตลาดหลักทรัพย์ มือระดับนี้ไม่มีทางครับ ท่านเคยเป็นถึงรองผู้อำนวยการสถาบัน บัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอดีตอธิการบดีของ มหาวิทยาลัยชินวัตร อย่างนั้นผมไม่เชื่อว่าท่านกิตติรัตน์ฉลาดน้อย แต่ผมอยากจะถามครับ อยากให้ท่านกิตติรัตน์ต้องชี้แจงว่าทำไมท่านเป็นถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ณ ขณะนั้น แล้วท่านต้องดูแลภาพใหญ่ทั้งหมด เป็นถึงหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ แล้วทำไม ปล่อยให้มีการขายข้าวราคา ๕,๗๐๐ บาท ขณะที่วันถัดไปแล้วลูกค้ารับต่อกำไรอีก ๖,๓๐๐ บาท และข้าวพวกนี้ทั้งหมดเฉพาะจังหวัดกำแพงเพชรที่เดียวมีทั้งหมด ๓๕๐,๐๐๐ ตัน

เดี๋ยวครับคุณหมอ ท่านก็ยกตัวอย่างมาเยอะแล้ว เอาตรงประเด็นเลยได้ไหมครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านอย่าเพิ่งเบรก (Break) ผมสิครับ ผมกำลัง

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่ใช่ ผมต้องควบคุมการประชุม เพราะผมนั่งฟังว่าท่านลำดับเรื่องเข้ามา ผมจะเข้าใจผิด หรือถูกว่าเจตนาของท่านคือต้องการที่จะบริหารการใช้เงินนะครับ แล้วท่านก็ได้ยกตัวอย่าง มาพอสมควรว่าการบริหารเกี่ยวกับเรื่องนำเงินไปจำนำข้าว ผมจึงขอกำชับว่าขอให้ ตรงประเด็นหน่อยนะครับ แล้วประเด็นที่ท่านยกตัวอย่างก็พอสมควร ขอให้ท่าน เข้าประเด็น เดี๋ยวอีกฝั่งหนึ่งจะประท้วง เชิญต่อครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานครับ ผมอยากจะถาม ท่านกิตติรัตน์แล้วอาจจะต้องโยงมาถึงท่านบุญทรง เพราะเหตุการณ์นี้เกิดวันที่ ๒๑ เดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๔ แต่หลังจากนั้นประมาณสักเกือบเดือนมีการปรับ ครม. ท่านบุญทรงไปเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในวันที่ ๑๗ เดือนมกราคม ปี ๒๕๕๕ ผมอยากจะถามว่า ท่านขายข้าวราคา ๕,๗๐๐ บาท ถ้าเป็นคนอื่นท่านจะขายให้ราคานี้หรือไม่ ซึ่งผมตรวจสอบ ดูแล้วท่านไม่ขายแน่นอน เพราะว่ามีตัวอย่างอยู่ ๑ ตัวอย่างที่โกดังแห่งหนึ่งที่จังหวัดกำแพงเพชร เขาบอกผมว่าช่วงนั้นขายข้าวลอตพวกนี้เยอะมาก ราคาถูกมาก แล้วพวกนี้ไปเร่ขายต่อ กินกำไรอย่างมหาศาล เฉพาะตัวเลขจังหวัดกำแพงเพชรอย่างเดียว ฟันเหนาะ ๆ ไม่ต่ำกว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาทขึ้นไปโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลยลงทุนแค่แฟกซ์ใบเดียว

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับ มีผู้ประท้วง ผู้ประท้วงเชิญครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๘ และประท้วงท่านผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ แล้วผมก็ประท้วงหัวหน้าคณะปฏิรูปของพรรคประชาธิปัตย์ด้วยที่ปล่อยให้สมาชิก ของท่านพูดนอกประเด็น ท่านประธานครับ เรื่องที่เอามาพูดก็เรื่องเก่าตอนไม่ไว้วางใจ ท่านประธานต้องวินิจฉัยนะครับว่าวันนี้งบประมาณของกระทรวงพาณิชย์ ผมเข้าใจนะครับว่า พูดถึงเรื่องกระทรวงพาณิชย์ในมาตรา ๑๖ มีอยู่ ๙ ข้อ ๙ ประเด็น ไม่พอใจข้อไหนก็ชี้แจงสิครับ มันนอกประเด็นจริง ๆ เรื่องเก่าเรื่อง ๕,๐๐๐ บาทนี่มันนานพูดหลายรอบแล้วครับ ท่านประธานต้องวินิจฉัยนะครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวผม จะวินิจฉัยนะครับ คือประเด็นที่คุณหมอวรงค์ได้นำเสนอนี้นะครับ ข้อเท็จจริงของท่าน เพื่อที่จะโน้มน้าวท่านสมาชิกให้เห็นว่าการใช้จ่ายเงินและการบริหารเงินที่รัฐบาลนำไปใช้ ท่านบอกว่ามันบกพร่อง ซึ่งมันจะกระทบต่อแนวโน้มภาคเศรษฐกิจของไทยในปี ๒๕๕๗ ตั้งแต่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงตั้งแต่เมื่อเช้านี้แล้วนะครับ อย่างนั้นคุณหมอวรงค์ เชิญต่อครับ เอาอยู่ในประเด็น

(นางสาวรังสิมา รอดรัศมี ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ไม่มี ประเด็นประท้วงแล้วผมวินิจฉัยแล้ว เชิญคุณหมอวรงค์ มันไม่มีเอกสิทธิ์หรอกครับ ท่านจะประท้วงใช่ไหม เชิญครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมุทรสงคราม

กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันประท้วงท่านประธานตามข้อ ๘ ที่ปล่อยให้ผู้ประท้วงนี่ประท้วงไร้สาระทุกครั้งเลย เขากำลังเข้าประเด็นอย่างที่ท่านประธานวินิจฉัยค่ะ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่เป็นอะไรครับ ผมวินิจฉัยไปแล้วถือว่ายุติ เชิญนั่งลงครับ เชิญคุณหมอวรงค์ต่อครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต เท้าความนะครับเพราะว่ามีโฆษณาคั่นรายการเยอะไปนิดหนึ่ง ย้ำให้กับพี่น้องประชาชน เนื่องจากว่าเรื่องนี้มันเข้าใจยากจึงจำเป็นต้องอธิบายแบบช้า ๆ ว่าเขาซื้อข้าวไปราคา ๕,๗๐๐ บาท วันถัดไปขายในราคา ๑๒,๐๐๐ บาท กำไร ๖,๓๐๐ บาทต่อตัน เงินกำไร มากกว่าเงินที่รัฐบาลได้รับ ด้วยสามัญสำนึกของผมผมไม่เชื่อว่าเป็นการขายด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพราะเงินพวกนี้สุดท้ายแล้วอาจจะส่งไปที่ต่างประเทศก็ได้ อาจจะส่งไปให้กับรัฐมนตรี บางคนก็ได้ หรืออาจจะส่งไปให้ใครก็ได้ที่เป็นคนผูกขาดในวงการข้าว มันเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะเป็นการขายแบบทั่วไป ที่ผมจะย้ำว่าเป็นไปไม่ได้เนื่องจากว่าผมมีตัวอย่างที่จะเล่าให้ฟัง

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ผมต้องประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ ให้ร้าย เสียดสี และที่อภิปรายมาทั้งหมดนี่ได้พูดถึง ขบวนการโกงทั้งนั้นเลยไม่พูดถึงงบปี ๒๕๕๗ ว่าเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยอย่างไร และที่สำคัญที่สุด ท่านประธาน ผมต้องขอประท้วงตามข้อ ๘ ท่านปล่อยให้เขาโหมโรง ถ้าลิเกนี่เข้า ๑๐ รอบ แล้วนะครับ

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมจะ วินิจฉัยนะครับ คือผมก็ได้วินิจฉัยไปแล้วนะครับ เอาข้อสังเกต ข้อแนะนำของคุณหมอวรงค์ เอาเฉพาะที่ไม่กระทบกับคนอื่น ผมก็เตือนท่านแล้ว เชิญท่านประท้วงครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อครับ ผมเห็นว่าท่านประธานได้ปล่อยให้ มีการขัดขวางการทำงานของฝ่ายค้านเป็นระยะ ๆ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านประท้วงอะไรครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

ผมประท้วงท่านประธานในการ ควบคุมการอภิปรายการประชุมครับ ท่านประธานจะปล่อยให้มีการมาขัดขวางการทำงาน ของฝ่ายค้านไม่ได้นะครับ เวลาที่ประท้วงท่านจะเห็นนะครับว่าสุดท้ายท่านวินิจฉัย หลายต่อหลายครั้งที่ผู้ประท้วง ๒-๓ คนที่ลุกขึ้นมาผลัดกันขึ้นมานี่ครับ คำประท้วงตกไป ทุกครั้ง ถ้าประท้วงตกไปท่านต้องควบคุมให้มากกว่านี้ครับ เช่นเขาอาจจะไม่สามารถที่จะ ประท้วงได้ในอีกระยะหนึ่งหรืออะไรต่าง ๆ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ เชิญนั่งลงครับ คือประธานเองก็ไม่ทราบหรอกครับว่าจะประท้วงเรื่องอะไร ต้องฟังท่านสมาชิก เหมือนกับท่านยืนขึ้นยกมือผมก็ต้องฟังท่าน ท่านก็ประท้วงข้อ ๘ ให้ผมควบคุมการประชุม ผมก็ได้เตือนแล้ว ได้แนะนำแล้วตามข้อบังคับ อันนี้ผมก็จะให้ท่าน นั่งลงเถอะครับ เชิญคุณหมอวรงค์ต่อครับ

(นางสาวรังสิมา รอดรัศมี ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านจะ ประท้วงอีกใช่ไหมครับ เชิญครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมุทรสงคราม

กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันท่านประท้วงท่านประธาน ข้อ ๘ นะคะ ท่านประธานปล่อยให้คนที่ลุกขึ้นมาประท้วง ประท้วงเตะตัดขาฝ่ายค้านตลอดเลย แล้วเขามีเหตุผลนะคะ ท่านอย่าเพิ่งปิดค่ะ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้ครับ ก็เหมือนกับท่านนี่ละ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอีกฝั่งหนึ่งเขาจะประท้วงอะไร ท่านก็ยืนขึ้น เขาก็ทำเหมือนท่านนี่ละ ฉะนั้นก็ต้องให้สมาชิกอธิบายแต่ละท่านก่อนแล้วก็ ประธานวินิจฉัย ข้อบังคับเขาก็บอกว่าเมื่อวินิจฉัยแล้วก็เป็นที่ยุติ ก็เท่านั้นเอง ผมว่า ขอความร่วมมือทุกฝ่ายนั่งลงเถอะครับ ฟังคุณหมอวรงค์ต่อนะครับ แล้ววิปทั้ง ๒ ฝ่าย ลองหารือกันถ้าเป็นอย่างนี้เดี๋ยวจะเดินหน้าไม่ได้ อย่างที่เรามีความปรารถนาอย่างยิ่งว่า อยากจะให้มีการอภิปรายแล้วมีการถ่ายทอดอย่างสร้างสรรค์แล้วประชาชนเขาดูอยู่ ผมขอความร่วมมือเถอะครับ นั่งลง แล้วคุณหมอวรงค์ต่อ อย่างนั้นเดินหน้าไม่ได้ เราได้รับ ความร่วมมือจากท่านมาตลอดตั้งแต่เช้าแล้ว เชิญคุณหมอวรงค์ เอาเฉพาะในประเด็น อย่าให้มีข้อพิพาทกัน เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์วรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ผมเรียกร้องเพื่อน ส.ส. ซีกรัฐบาลให้ตั้งใจฟังผมครับ แล้วผมเชื่อว่าถ้าท่านฟังผมจนจบท่านน่าจะเห็นด้วยกับผม เพราะว่าถ้าโหวตให้งบประมาณนี้ผ่านผมว่าประเทศล่มจมแน่นอน หลักฐานที่ผมจะกล่าว จากนี้ไปก็คือหลักฐานที่ผมก็จะโน้มน้าวทุก ๆ ท่านให้เห็นพ้องกับผม ผมขอทวนนะครับ ท่านประธานเพราะว่าถูกเบรกมานาน สมัยท่านกิตติรัตน์ขายข้าวราคา ๕๗,๐๐๐ บาทให้กับ โรงสีโชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจ แล้วปรากฏว่าโรงสีโชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจซื้อข้าววันที่ ๒๑ แต่ไปขายต่อวันที่ ๒๒ เดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๔ ให้กับโรงสีแห่งหนึ่งที่จังหวัดกำแพงเพชร ราคา ๑๒,๐๐๐ บาท ปรากฏว่าเขาได้กำไรส่วนต่างถึง ๖,๓๐๐ บาทต่อตัน แล้วผมก็เลย ถามว่านี่เป็นการขายด้วยความบริสุทธิ์ใจหรือไม่ ผมไม่เชื่อว่าเป็นการขายด้วยความบริสุทธิ์ใจ แล้วผมถึงจะถามว่าถ้าโรงสีอื่นท่านจะขายข้าวให้ราคานี้ไหม

(นายวรชัย เหมะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับ คืออย่างนี้ท่านวรชัยครับ ขณะนี้ท่านสมาชิกท่านกำลังอธิบายแล้วก็ยกตัวอย่างประกอบ เพื่อที่จะโน้มน้าวท่านสมาชิกทั้งหลายให้เห็นคล้อยกับท่าน ก็ไม่ได้ผิดข้อบังคับเลยเชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมุทรปราการ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทยครับ ผมนั่งนิ่งที่สุดครับ ถ้าไม่เหลือเกินจริง ๆ แล้วผมจะไม่พูด วันนี้ผมคิดว่าอย่างนี้ วันนี้ท่านฟังข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ชัดเจนเลยครับ การอภิปรายต้องอยู่ในประเด็นหรือเกี่ยวกับประเด็นที่กำลังปรึกษาหารืออยู่ครับ ท่านประธาน วันนี้เราอภิปรายงบประมาณปี ๒๕๕๗ ไม่เกี่ยวกับงบประมาณปี ๒๕๕๖ เลย ซึ่งมันคนละประเด็นเลย แล้วเรื่องนี้ต้องอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาอย่างนี้ คือไม่อนุญาตครับ เดี๋ยวท่านฟังก่อนนะครับ คือเมื่อเช้าท่านฟังไหมครับ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงหลักการและเหตุผล แล้วก็มีเหตุผลประกอบในหลักการของท่าน ก็มีการพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจ อันนี้ท่านกำลัง ยกตัวอย่างว่าผลการบริหารงานที่ผ่านมาท่านมีความเชื่ออย่างนั้น แล้วท่านกำลังโน้มน้าว ท่านสมาชิกทั้งหลาย ท่านเองไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไรนะครับ ก็นั่งเฉย ๆ ต้องอดทนฟัง ท่านสมาชิกว่าท่านอาจเห็นอย่างนี้นะครับ ผมไม่อนุญาตนะครับ ผมวินิจฉัยแล้วยังอยู่ ในประเด็นนะครับ เชิญคุณหมอวรงค์ต่อครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมอยากจะ ถามท่านรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ซึ่งตอนนั้นท่านเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจด้วยและเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ด้วยว่าท่านอนุญาตขายข้าวให้กับโรงสีโชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจ ท่านขายด้วยความบริสุทธิ์ใจหรือไม่ ผมถามว่าถ้าเป็นโรงสีอื่นจะมาขอซื้อข้าวจากรัฐบาล ท่านจะขายให้ราคาถูก ๆ อย่างนี้ไหม เขาจะได้ไปขายต่อในราคาแพง ๆ แต่ผมไม่เชื่อว่าท่านจะขาย ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ผมถึงบอกว่าน่าจะเป็นการสมรู้ร่วมคิด คำถามที่ตามมาคือ เงิน ๖,๓๐๐ บาทต่อตันมันได้มากกว่าเงินที่รัฐบาลได้รับอีกต่างหาก และนี่คือหลักฐานที่โรงสี ที่จังหวัดกำแพงเพชรเขาร้องเรียนวุฒิสภามา เขาบอกข้าวลอตนี้เลยในเหตุการณ์ เมื่อปีที่ผ่านมา ข้าวลอตนี้โกดังเขามีอยู่ประมาณ ๓,๕๐๐ ตัน ผมเอาตัวเลขกลม ๆ ปรากฏว่า รัฐบาลโดย อคส. ขายให้กับโรงสีโชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจทั้งหมด ๓,๕๐๐ ตัน และโรงสี โชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจซื้อจากรัฐบาลตันละ ๕,๗๐๐ บาท ปรากฏว่าข้าวในโกดังเขามีอยู่ ประมาณ ๑,๓๐๐ ตัน ขาดข้าวไปประมาณ ๒,๒๐๐ ตัน เขาก็เลยบอกว่าในเมื่อรัฐบาล ขายให้กับโรงสีโชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจราคา ๕,๗๐๐ บาทต่อตัน เอาอย่างนี้แล้วกัน ข้าวที่ขาด ให้องค์การคลังสินค้าหรือรัฐบาลปรับเขาในราคาที่รัฐบาลขายคือ ๕,๗๐๐ บาท ปรากฏว่ารัฐบาลไม่ยอมรับในราคานี้ เขามีหลักฐานร้องเรียนมาชัดเจนว่ารัฐบาลจะเรียกเขา ในราคาตันละ ๑๖,๐๐๐ บาท แล้วทำไมเวลาขายให้คนอื่นจะคิดตั้ง ๑๖,๐๐๐ บาท แต่เวลาขายให้กับคนเหล่านี้ขายแค่ ๕,๗๐๐ บาท ส่วนต่าง ๖,๓๐๐ บาท ประเทศจะอยู่ อย่างไรท่านประธาน ผมถึงบอกผมไม่เห็นด้วยครับท่านประธานว่าโครงการนี้มันนำไปสู่ ความล่มจมของประเทศ ท่านพูดเสียสวยหรูเลยว่าช่วยเหลือชาวนา ช่วยเหลือชาวนา แต่ชาวนาได้ไม่เต็มที่ คนที่รวยมากขึ้นก็คือโรงสี คนที่รวยมากที่สุดก็คือทุนผูกขาดด้านข้าว ร่วมกับนักการเมือง ท่านประธานครับ ผมมีตัวเลขให้ประธานลองเปรียบเทียบนะครับว่า ข้าวลอตก่อนปี ๒๕๕๔ มันถูกแยกบัญชีต่างหาก แต่วิธีการขายขายโดยรัฐบาลชุดนี้ เงินเข้ารัฐบาล ๕,๗๐๐ บาท แต่เงินเข้ากระเป๋าส่วนตัว ๖,๓๐๐ บาท ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้ เข้ามาขายข้าวพวกนี้ไปทั้งหมดได้เงินมาทั้งสิ้น ๒๐,๔๗๓ ล้านบาท ท่านประธาน ตัวเลขนี้ เป็นตัวเลขที่อัพเดท (Update) เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม คือเมื่อวานนี้ครับ ท่านประธาน ลองคิดดูนะครับ ข้าวลอตก่อนปี ๒๕๕๔ ก่อนหน้านี้ท่านสมการขายให้ผมเห็นแล้วว่า ท่านขาย ๕,๗๐๐ บาท เงินเข้ากระเป๋าพวกท่าน ๖,๓๐๐ บาท ผมเทียบให้เป็น ๑ : ๑ ท่านประธาน ก็คือขาย ๖,๐๐๐ บาท เข้ากระเป๋า ๖,๐๐๐ บาท และข้าวลอตนี้ทั้งหมด ขายไปทั้งสิ้น ๒๐,๔๗๓ ล้านบาท และเงินจะเข้ากระเป๋าพวกท่านคนที่เกี่ยวข้องท่าน เท่าไรครับท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อย่างนี้ คุณหมอวรงค์ครับ ท่านยกตัวอย่างพอสมควรแล้วละ แล้วก็หมุนกันไปหมุนกันมาอยู่อย่างนี้ เอาเข้าประเด็นเลยบอกว่าในการใช้จ่ายเงินท่านจะว่าอย่างไรว่าเลย ยกตัวอย่างพอสมควร แล้วละ เชิญต่อครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ผมมีเจตนาเพื่อจะให้เพื่อนซีกรัฐบาล เห็นพ้องกับผมว่างบประมาณชุดนี้ต้องคว่ำแน่นอน เพราะว่ามันทำลายชาติอย่างมหาศาล ประเทศชาติจะล่มจมท่านประธานครับ ผมถึงชี้ให้เห็นว่าสัดส่วน ๑ : ๑ ส่งรัฐ ๑ เข้ากระเป๋า พรรคพวกตัวเองอีก ๑ ถ้าส่งรัฐบาล ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่าเข้ากระเป๋าตัวเองเท่าไร แล้วผมมีตัวเลขที่จะรายงานท่านประธาน ท่านประธานจะตกใจครับ เนื่องจากว่ารัฐมนตรีชุดนี้ รัฐบาลชุดนี้ขายข้าวเป็นความลับหมดเลยครับ ทุกอย่างเป็นความลับหมด เพราะการเป็น ความลับมันจึงเป็นช่องทางที่ให้กลุ่มทุนสามานย์ กลุ่มทุนผูกขาดค้าข้าวร่วมกับนักการเมือง ส่งตัวแทนเข้ามาจัดการและโกงชาติ โกงบ้าน โกงเมือง เฉพาะข้าวสำหรับโครงการของ รัฐบาลชุดนี้ ปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ และปี ๒๕๕๕/๒๕๕๖ เมื่อสักครู่ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ๆ เป็นข้าวก่อนปี ๒๕๕๔ ที่ผมเรียนท่านประธานไปแล้วว่าข้าวเรามีอยู่ ๒ กองนะครับ กองหนึ่งคือ กองก่อนปี ๒๕๕๔ สะสมกันมา มีเงินประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่าเข้ากระเป๋าเท่าไร คำนวณครับ และกองปัจจุบันคือกองปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ และปี ๒๕๕๕/๒๕๕๖ ผมเอาตัวเลข เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๑ ประเทศถึงจะล่มจมครับ คำถามที่เราต้องคิดครับท่านประธาน ประเด็นที่เราต้องคิด มีอยู่ ๒ ประเด็นครับว่า ข้อที่ ๑

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับคุณหมอ เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ผมขอประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ เสียดสี ใส่ร้ายโดยไม่มีพยานหลักฐาน ประเด็นหลัก ๆ ครั้งกระทู้ถามสดที่ผ่านมากล่าวหาว่ารัฐบาลเอาข้าวเน่าจากจังหวัดสุรินทร์ ได้ตรวจสอบแล้วไม่เป็นความจริงเหมือนที่พูดอย่างนี้ แล้วก็เกริ่นมานานแล้วยังไม่เข้าเรื่อง สักทีเลย คนฟังจะหลับหมดแล้วนะครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวผม วินิจฉัยครับ คือท่านยกตัวอย่างแล้วท่านเข้าใจว่ามันเป็นอย่างที่ท่านพูด ท่านกำลังโน้มน้าว ท่านสมาชิก ส่วนท่านสมาชิกจะเชื่อท่านหรือเปล่าเป็นเรื่องของท่านเองนะครับ แล้วประเด็น ข้อเท็จจริงจะเป็นประการใดเดี๋ยวท่านรัฐมนตรีจะตอบเองนะครับ เชิญหมอวรงค์ต่อครับ

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ยืนและยกมือขึ้น)

เชิญท่านผู้ประท้วงครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ผมประท้วงต่อท่านประธานอีกครั้งหนึ่งนะครับว่า ท่านประธานไม่เด็ดขาดในคำวินิจฉัยให้ชัดเจน ประเด็นที่พูดอยู่คือการใช้งบประมาณใน โครงการจำนำข้าวจากปีก่อนหน้านี้และรวมทั้งปีนี้ด้วย เราก็ยังฟังข้อมูลกันอยู่ว่าปีที่แล้ว ทำงานเป็นอย่างไร และปีนี้จะให้กันหรือไม่ ผมว่าท่านเอาให้ชัดเจนไปเลยไหมครับว่าเรื่องนี้ ยังอยู่ในประเด็นใช่หรือไม่ ถ้าไม่ใช่ท่านก็ปิดไปเลย ท่านก็บอกไปเลยหมอวรงค์พูดเรื่องนี้ ไม่ได้อีกแล้ว ต่อไปนี้ในสภานี้

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่เป็นไร ผมวินิจฉัยไปแล้วครับ เชิญคุณหมอวรงค์ต่อครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

ท่านวินิจฉัยชัดแล้วนะครับว่า เรื่องนี้ยังอยู่ในประเด็น ถูกไหมครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คือเวลา เขาประท้วงนี่ประธานต้องวินิจฉัยเป็นประเด็น ๆ ที่เขาประท้วงนะครับ เชิญคุณหมอวรงค์ครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมเกรงว่าพี่น้องประชาชนจะเข้าใจว่า ผมไปขโมยข้าวเน่าหรือว่าข้าวไม่ได้เน่า ผมยืนยันนะครับว่าศักดิ์ศรีของหมอวรงค์ครับ ท่านประธาน ทุกอย่างต้องเป็นหลักฐานหมด มีที่มาที่ไป ยืนยันว่าข้าวเน่านั้นอยู่ในโกดัง ที่จังหวัดสุรินทร์จริง และบทพิสูจน์ ผมดีใจมากที่ท่านสุภา ปิยะจิตติ ท่านก็ตั้งกรรมการ ปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ และท่านก็สรุปแล้วว่าโครงการรับจำนำข้าว ปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ มีข้าวเสื่อมสภาพ สูญเสียราคาถึง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่า มันมีข้าวเน่า ข้าวเสื่อมสภาพในโกดังรัฐบาลจริง นี่คือคนของรัฐบาล แทนที่รัฐบาลจะชื่นชม ทำด้วยความโปร่งใส สุจริต แต่กลับกลายเป็นย้ายเขาไปเสียแล้ว จริง ๆ แล้วรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังต้องลาออกครับ เพราะท่านเคยสัญญากับประเทศไทยไว้ ผมกลับเข้าสู่ ประเด็นต่อนะครับ สิ่งที่พวกเราต้องคิดคือทำไมรัฐบาลถึงยอมขายข้าวให้กับโรงสี โชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจ ทุกคนต้องคิดครับท่านประธาน ก็ขนาดโรงสีที่จังหวัดกำแพงเพชร เขามีข้าวไม่พอจ่ายรัฐบาลประมาณ ๒,๒๐๐ ตัน เขาขอให้รัฐบาลปรับเป็นเงินไปตามราคา ที่รัฐบาลขายไปคือตันละ ๕,๗๐๐ บาท แต่ปรากฏว่าองค์การคลังสินค้าไม่ยอมที่จะรับเงิน ๕,๗๐๐ บาท และองค์การคลังสินค้าก็ทำหนังสืออย่างเป็นทางการครับ ผมมีหลักฐานครับว่า จะต้องชำระค่าเสียหายตันละ ๑๖,๐๐๐ บาท ซึ่งถามว่าถ้าระบบอย่างนี้อยู่ได้นะครับ ประเทศเราจะเป็นอย่างไรครับท่านประธาน แต่โจทย์ที่เราจะต้องถามต่อครับว่าในเมื่อ รัฐบาลไม่ยอมขายให้คนอื่น แต่ขายให้กับโรงสีโชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจ โจทย์ที่ต้องถามต่อ แล้วว่าโรงสีโชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจเป็นใครครับ

แล้วประเด็นที่ ๒ ที่เราต้องถามต่อมันเป็นความรู้สึกของผมทันทีเลย วันที่ ๒๑ เดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๔ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ชื่อว่ากิตติรัตน์ ณ ระนอง ผมตกใจครับ ผมเข้าใจว่าเป็นท่านบุญทรง เตริยาภิรมย์ เพราะว่าท่านบุญทรง ท่านยังตอบเรื่องจีทูจีเพราะมีการทุจริตไม่ได้ ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นคนคนเดียวกันก็จบ เพราะว่าน่าจะเป็นการทุจริตในยุคท่านบุญทรง เตริยาภิรมย์ แต่สิ่งที่ผมตกใจคือทำไม ยุคท่านกิตติรัตน์ก็มีการทุจริตเกิดขึ้น มันจึงเป็นคำถามว่า แสดงว่ากระทรวงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐมนตรีกี่คนการทุจริตต้องเกิดขึ้นแน่ ๆ ถ้าการทุจริตเกิดขึ้นแน่ ๆ มันต้องมี จอมบงการอยู่ในกระทรวงพาณิชย์ ติดตามต่อท่านประธาน ผมมีโจทย์อยู่ ๒ ข้อที่ผมถามว่า แล้วโรงสีโชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจเป็นใครล่ะ รัฐบาลถึงยอมขายของให้กับโรงสี โชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจ ในขณะที่โรงสีที่กำแพงเพชรบอกยอมเสียเงินให้ราคา ๕,๗๐๐ บาท รัฐบาลไม่ยอมแต่จะคิด ๑๖,๐๐๐ บาท ผมจึงตั้งสมมุติฐานกับตัวเองว่าในเมื่อเรารับรู้แล้วว่า ทุนผูกขาดค้าข้าวในประเทศไทยหนีไม่พ้นเสี่ยเปี๋ยง เพราะเสี่ยเปี๋ยงเป็นคนใกล้ชิดนายใหญ่ นายใหญ่เคยพูดไว้ว่าในประเทศเราถ้าต่างชาติจะซื้อให้ติดต่อกับเสี่ยเปี๋ยงคนเดียว ผมก็ตั้ง ข้อสันนิษฐานว่าโรงสีโชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจน่าจะเป็นคนใกล้ชิดกับเสี่ยเปี๋ยง นี่คือ สมมุติฐานที่ตั้งไว้ และเรารับรู้มาว่าเจ้าของโรงสีโชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจชื่อว่าเสี่ยเปี๊ยกครับ จะได้จำง่าย ๆ

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวครับ เชิญผู้ประท้วงด้านหลังก่อนครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงท่านประธานตามข้อ ๘ และประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ กรณี ท่านประธาน ท่านประธานได้ปล่อยให้ผู้อภิปรายอภิปรายซ้ำซาก บอกว่าเกริ่น เกริ่นมาตั้งนาน เสร็จแล้วท่านประธานก็บอกว่าต่อไป ก็ยกเรื่องเดิมมาพูด ส่วนกรณีผู้อภิปรายนี่ก็ผิด ข้อ ๖๑ กล่าวพาดพิงบุคคลภายนอก แล้วบอกว่านายใหญ่ อย่างนี้มันไม่ได้ ถ้าผมจะพูดเรื่อง โรงพักเน่า ถ้าผมจะอภิปราย

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาเฉพาะประเด็นประท้วงนะครับ อย่าไปยกตัวอย่างพาดพิงกัน

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

ท่านประธาน เขาพูดเรื่องเก่า ปี ๒๕๕๖ ถ้าพวกผมจะลุกขึ้นอภิปรายบ้างว่าสมัยคุณเป็นรัฐบาลโรงพักเน่า

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาประเด็นที่ประท้วง ผมจะวินิจฉัยก่อนนะครับ นั่งลงครับ ผมจะวินิจฉัยนะครับ ประเด็นแรก ที่ท่านบอกว่าผู้อภิปรายวกวนซ้ำซากนี่นะครับ ขอให้เอาเรื่องใหม่ได้ไหมครับ ท่านก็หมุนอยู่ อย่างนี้ละครับ ผมเตือนมา ๒ ครั้งแล้วคุณหมอครับ แล้วก็อย่าไปพูดถึงบุคคลภายนอกนะครับ เดี๋ยวท่านสมาชิกก็จะประท้วง ท่านเจาะจงประเด็นเลยนะครับ ท่านก็หมุนในเรื่องของ การซื้อข้าวขายข้าวอยู่อย่างนี้ ท่านเอาให้ชัดเลยท่านจะเอาจุดไหนนะครับ เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก เรื่องการขายข้าวเป็นเรื่องจำเป็นครับ ท่านประธาน เพราะว่ารัฐบาลชุดนี้ใช้งบทำโครงการรับจำนำข้าวมีแหล่งเงิน ๓ แหล่งครับ ๑. เงินกู้ ๒. เป็นเงินของ ธ.ก.ส. และ ๓. เป็นเงินจากการระบายข้าว และปรากฏว่า การระบายข้าวหรือการขายข้าว รัฐบาลขายข้าวไม่เป็นไปตามเป้า เพราะว่า ๑. ขายไม่ได้ อันที่ ๒ ส่วนที่ขายได้มันก็โกงกันเยอะ สัดส่วนในการโกงก็แทบจะ ๑ : ๑ แล้วจะให้ผม ไม่พูดได้อย่างไรท่านประธาน การที่ได้เงินมาไม่เต็มที่ทำให้พี่น้องชาวนากว่าจะได้สตางค์ บางคนรอ ๒ เดือน ๓ เดือน ๔ เดือน ผมต้องพูดประเด็นนี้ครับท่านประธาน ถ้าท่านเอาเงิน ส่วนตัวของท่านทำผมจะไม่พูดใด ๆ ทั้งสิ้น แน่จริงอย่างเอาเงินรัฐบาลเงินหลวงมาทำสิครับ ท่านเอาเงินส่วนตัวไปขอเงินใครก็ได้ไปทำ เพราะวันนี้ท่านกำลังมาขอเงินพวกผมอีก ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อมาอุ้มโครงการจำนำข้าว แล้วไปใช้หนี้ดอกเบี้ยต่างหาก ใช้หนี้ ความสูญเสีย ใช้หนี้ค่าโกดังอีกต่างหากประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมถึงจะเชิญชวนว่า ถ้าเรารักชาติรักแผ่นดินจริงเราต้องช่วยกันคว่ำครับ เหตุผลที่ต้องช่วยกันคว่ำเพราะว่า ฟังดูแล้วเหตุผลที่ผมจะเชื่อมโยงให้เห็นว่ามันมีการโกงกันเยอะมาก แล้วที่สำคัญที่สุด เป็นการโกงโดยทุนผูกขาดด้านข้าวร่วมกับนักการเมือง ฟังต่อนะครับ เพราะเงินเหล่านี้ คือเงินแผ่นดินครับท่านประธาน เมื่อสักครู่โจทย์ที่ผมตั้งไว้คือ แล้วเสี่ยเปี๊ยก โรงสีโชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจเป็นใครล่ะรัฐบาลถึงยอมขายข้าวให้กับคนเหล่านี้ โดยที่ทั่ว ๆ ไป รัฐบาลไม่ยอมขายข้าวให้ ผมจึงตั้งสมมุติฐานว่าเป็นไปได้ไหมว่าเสี่ยเปี๊ยกน่าจะเป็นคนใกล้ชิด กับเสี่ยเปี๋ยง ถ้าเสี่ยเปี๊ยกเป็นคนใกล้ชิดกับเสี่ยเปี๋ยง

- ๑ ๐ ๔ / ๑

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาอย่างนี้ได้ไหมครับ ถ้าท่านจะยกตัวอย่างอย่าไปเอ่ยชื่อเลยครับ ท่านหยิบยกได้แต่อย่าไป เอ่ยชื่อถึงบุคคลภายนอกนะครับ เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วเขาห้ามเอ่ย โดยไม่จำเป็น แต่ผมถือว่าชื่อเหล่านี้มันทำให้ประเทศชาติเสียหาย ถ้าไม่จริงเขาฟ้องผมได้ เพราะว่ากฎหมายไม่ได้คุ้มครองผม

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คือสภานี้ไม่ใช่เวทีที่จะให้พูดแล้วไปละเมิดสิทธิบุคคลอื่นแล้วไปฟ้อง ไม่ได้นะครับ เราต้อง พึงระมัดระวังสิทธิของบุคคลภายนอกเขา เราเป็นผู้ออกกฎหมายเราต้องพึงระมัดระวัง ไม่ใช่ว่าจำเป็นอย่างนั้นจำเป็นอย่างนี้ ผมจะไม่อนุญาตนะครับ เอาเท่าที่ท่านหยิบยกตัวอย่าง อธิบายเพื่อประกอบเหตุผลเพื่อที่จะโน้มน้าวท่านสมาชิกทั้งหลายให้เห็นคล้อยกับท่าน ฉะนั้น บุคคลภายนอกเขาไม่มีโอกาสพิสูจน์ให้คนทั้งประเทศได้เห็น ผมจะไม่อนุญาตให้ใช้ชื่อ บุคคลอื่น เชิญอภิปรายต่อครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก คืออย่างไรก็แล้วแต่ ผมอยากจะเรียน ให้กับท่านประธานแล้วก็พี่น้องประชาชน เพื่อนสมาชิกที่รักชาติรักแผ่นดินว่าเราจะยอมให้ กลุ่มทุนผูกขาดด้านข้าวสมคบกันทุจริตในการระบายข้าวของทางรัฐบาลหรือ ผมกำลังจะชี้ ให้กับท่านประธานได้เห็นครับ

(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ขอประท้วง ท่านผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ ของข้อบังคับการประชุม ท่านทำผิดข้อบังคับด้วยการยกอ้าง ชื่อบุคคลภายนอกซึ่งเขาไม่สามารถที่จะมาชี้แจงได้ ผมไม่กลัวท่านโดนฟ้องเขาไปดำเนินการ ตามกฎหมายอย่างไร แต่ในที่สุดเขาไม่มีโอกาสชี้แจงต่อสังคม วันนี้พี่น้องประชาชน ฟังเขาตัดสินไปแล้วว่ารูปที่ท่านนำขึ้นมาโชว์ ชื่อที่ท่านพูดถึงเป็นผู้ผิด อันนี้ท่านประธาน ปล่อยปละละเลยไม่ได้ และผมประท้วงท่านประธานในข้อ ๘ ด้วย ท่านประธานอนุญาต ให้นำรูปภาพมีชื่อประกอบขึ้นมาใช้ในสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างไรในเรื่องที่ยังไม่มีการชี้ชัด ในเรื่องที่เป็นจินตนาการแล้วนำมาอภิปราย ไม่ได้นะครับท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้นะครับ คุณหมอวรงค์ขอใช้ภาพประกอบการอภิปราย ๓๑ ภาพ แล้วก็ ท่านรองประธานวิสุทธิ์ได้อนุญาต แต่มีอยู่บางภาพที่จะไม่ให้เปิดเผยข้อมูลซึ่งผู้อภิปราย ก็ได้ปฏิบัติแล้ว ซึ่งได้ทราบจากทางเจ้าหน้าที่ ฉะนั้นในคำอภิปรายผมขอเตือนคุณหมอวรงค์ว่า คือไปสรุปว่าบุคคลประกอบกับภาพถ่ายว่าทุจริตไม่ได้เพราะเขาไม่มีโอกาสชี้แจง ฉะนั้นไม่จำเป็นอย่าไปเอ่ยชื่อบุคคลภายนอก ท่านยกตัวอย่างเอาก็แล้วกัน ถ้าท่านเอ่ยชื่อ บุคคลภายนอกผมจะไม่ให้อภิปรายนะครับ เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเสียดาย ท่านของบประมาณแผ่นดินครั้งนี้ ยุทธศาสตร์ที่ ๘ ของบ ๕๐,๘๙๖ ล้านบาทเพื่อปราบปราม การทุจริต ขณะนี้ผมกำลังช่วยรัฐบาลในการชี้ช่องทางว่ามันมีการทุจริตเกิดขึ้น เพราะว่าเป็น การสมคบระหว่างคนในก็คือคนที่กระทรวงพาณิชย์กับบุคคลภายนอก เพราะการทุจริต ไม่มีทางเลยถ้าท่านไม่มีคนภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วจะให้ผมทำอย่างไรท่านประธาน ท่านต้องการจะปราบทุจริตหรือเปล่าล่ะครับ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้แล้วกันครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้คุณหมอวรงค์ครับ ท่านแนะนำได้ ท่านชี้แนะได้ ท่านชี้นำได้ ท่านแสดงเหตุผล ของท่านได้ อันนั้นเป็นความเห็นของท่าน แต่บุคคลภายนอกซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นเรื่องมีการทุจริต หรือไม่เขาก็เสียหาย ผมจึงบอกว่าไม่จำเป็นแล้วก็ไม่ให้ท่านเอ่ยชื่อถึงบุคคลภายนอก แต่ข้อแนะนำ ข้อสังเกต ข้อชี้นำของท่านทั้งหลายเป็นประโยชน์ แต่บุคคลภายนอกเขา ท่านไปเหมารวมว่าอย่างนี้คือทุจริตไม่ได้นะครับ ผมจึงให้ท่านอภิปรายแต่ไม่ให้ท่านเอ่ยชื่อ บุคคลภายนอกนะครับ เชิญต่อครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยาก เรียนท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องประชาชนทางบ้านว่า ลองคิดดูนะครับว่าซื้อข้าวรัฐบาล ๕,๗๐๐ บาท ไปขายต่อ ๑๒,๐๐๐ บาทในวันถัดไป ลงทุนแค่แฟกซ์ใบเดียว กำไร ๖,๓๐๐ บาท ท่านคิดว่าทุจริตไหม หรือว่าเป็นการขายด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ถ้าท่านคิดว่า เป็นการขายด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จบครับ ผมก็ไม่ต้องอภิปราย แต่ผมเชื่อว่าตัวเลข อย่างนี้มันไม่ปกติลงทุนแค่แฟกซ์ใบเดียว ๒-๓ บาทแล้วได้เงินมหาศาลขนาดนี้ แล้วไม่ใช่ ลอตนี้ลอตเดียว ผมตรวจสอบที่จังหวัดกำแพงเพชร มีทั้งหมดประมาณ ๓๕๐,๐๐๐ ตัน ผมคูณดูแล้วเฉพาะจังหวัดกำแพงเพชรเขาฟันไปประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท อย่างนี้หรือครับ ผมคิดว่าอันนี้คือการทุจริต ผมเชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจและผมเรียนท่านประธานว่า ผมถูกฝึกมาว่าต้องหาหลักฐานให้ชัดเจน ทุกอย่างมีหลักฐานโชว์หมด สิ่งที่กำลังโยงมีหลักฐานโชว์หมดครับท่านประธาน เมื่อสักครู่ผมพูด ๕,๗๐๐ บาท กำไร ๖,๓๐๐ บาท ต่อตันนะครับท่านประธาน เดี๋ยวบางคนไม่เข้าใจแล้วอาจจะตามไม่ทันแล้วผมก็ตั้ง ข้อสันนิษฐานว่าผมคิดว่าเจ้าของโรงสีคนนี้มีความใกล้ชิดกับเสี่ยเปี๋ยงครับ นี่คือสมมุติฐาน ที่ผมตั้งขึ้น ทำไมผมต้องตั้งสมมุติฐานอย่างนี้ เพราะว่าเอกสารร้องเรียนจากโรงสีแห่งหนึ่ง ที่จังหวัดกำแพงเพชรเขียนไว้ชัดเจนว่าเขายินดีที่จะจ่ายเงินให้กับทางรัฐบาลในราคาที่รัฐบาล ขายแต่รัฐบาลไม่ยอม เพราะรัฐบาลบอกว่าจะต้องเก็บเขาในราคาตันละ ๑๖,๐๐๐ บาท มันทำให้ผมยิ่งเชื่อแสดงว่าคุณต้องการขายให้กับคนใกล้ชิด เมื่อคนใกล้ชิดได้ไปแล้ว ก็ไปขายต่อในราคาที่แพงขึ้นส่วนต่างที่เกิดขึ้นเอามาแบ่งกัน นี่คือความคิดของผม และผม ก็คิดว่าแสดงว่ารัฐบาลต้องขายให้เฉพาะนักธุรกิจหรือเจ้าของโรงสีผู้ใกล้ชิดเท่านั้น ถามว่า คนที่มีอิทธิพลเรื่องข้าวในประเทศเราท่านยกโทรศัพท์เช็กเลยทุกโรงสีว่าวันนี้ ใครเบอร์ ๑ ทุกคนรับรู้ว่าเสี่ยเปี๋ยง แล้วก็บังเอิญผมเห็นข้อมูลของเสี่ยเปี๊ยกมาผมก็เลยคิดว่า เสี่ยเปี๊ยกต้องเป็นคนใกล้ชิดกับเสี่ยเปี๋ยง ท่านประธานดูต่อนะครับ นี่คือโรงสีเพรสซิเด้นท์ อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร โรงสีนี้เป็นของเสี่ยเปี๋ยงเจ้าเก่าในอดีตที่ผ่านมาตอนที่ โรงสีเพรสซิเด้นท์เป็นยุครุ่งเรืองก่อนที่จะปิดตัวไปแล้วก็ถูกธนาคารกรุงไทยยึด แล้วตอนหลัง ก็มาเปิดเป็นบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด

(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านจุลพันธ์ครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ผมประท้วง ท่านประธานตามข้อ ๘ ท่านประธานได้วินิจฉัยแล้วว่าท่านผู้อภิปรายกรุณาอย่านำชื่อบริษัท หรือชื่อบุคคลใด ๆ มาอ้างในสภา ทั้งที่ท่านยอมรับเองว่าเป็นข้อสันนิษฐานของท่าน ผมดีใจ ที่ท่านพูดเช่นนั้น เพราะท่านก็รู้ว่าทั้งหมดเป็นการกล่าวหาโดยยังไม่มีข้อยุติ เพราะฉะนั้น ถ้าท่านเอ่ยชื่อแล้วเขาเสียหายเขาไม่สามารถมาแก้ตัวในสภาอย่างพวกเราได้ ผมก็กราบ ฝากผ่านท่านประธานไปยังผู้อภิปราย

ประเด็นที่ ๒ ผมขอประท้วงท่านผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ ขอความกรุณา ให้เข้าสู่ประเด็นการอภิปรายคืองบประมาณปี ๒๕๕๗ เวทีไม่ไว้วางใจยังมีครับ เดี๋ยวอีก ไม่กี่เดือนก็เปิดสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญทั่วไปแล้วนะครับ รอเวทีนั้นพวกเราจะได้รับฟัง แล้วก็มาพิจารณากันว่าเนื้อหาที่ท่านอภิปรายในวันนี้มันมีความน่าเชื่อถือเพียงไรอีกครั้งหนึ่ง วันนี้ขอให้เข้าสู่งบประมาณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คุณหมอครับ คือที่จริงต้องขอบคุณท่านด้วยซ้ำไปที่ท่านให้คำแนะนำ ชี้แนะ แล้วก็ให้ ข้อสันนิษฐานต่าง ๆ กับฝ่ายบริหารนะครับ อันนั้นฝ่ายบริหารก็สมควรที่จะต้องรับเรื่อง ของท่านไปตรวจสอบ แต่ในการประชุมสภาผมได้เตือนท่านแล้วบอกว่าผมจะไม่อนุญาต ใช้ชื่อแม้แต่ผู้ประกอบการนะครับ เพราะท่านจะสันนิษฐานว่าอย่างนี้คือทุจริตเขาไม่มีโอกาส และไม่มีสิทธิ ท่านยกตัวอย่างแล้วกันว่าเป็นโรงสีหนึ่งอยู่จังหวัดอะไรก็พอแล้วนะครับ อย่าไปเอ่ยชื่อ ส่วนข้อแนะนำ ข้อชี้แนะ อันนั้นฝ่ายรัฐบาลสมควรที่จะต้องรับข้อแนะนำ ของท่านไปตรวจสอบด้วยซ้ำไป เชิญท่านต่อครับ

(นายศุภชัย ศรีหล้า ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านประท้วงอะไรครับ

นายศุภชัย ศรีหล้า อุบลราชธานี

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วง คำวินิจฉัยของท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าประท้วงคำวินิจฉัยไม่ได้ครับ คำวินิจฉัยประธานถือว่ายุติไม่มีถือว่าฝ่าฝืน นั่งลงครับ เชิญคุณหมอวรงค์ต่อครับ ไม่อนุญาตครับ เชิญคุณหมอวรงค์ครับ ไม่อนุญาตแล้วครับ เพราะว่าประท้วงไม่ถูกข้อ เชิญครับ ไม่มีประท้วงคำวินิจฉัยประธาน คำวินิจฉัยประธาน ถือว่าเป็นที่ยุติ คุณหมอวรงค์เชิญต่อครับ ไม่อนุญาต เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมจะพยายามที่จะไม่เอ่ยชื่อจริง แต่อย่างน้อยผมเรียนกับท่านรัฐมนตรีครับ ที่ผมจำเป็นต้องลงลึกในข้อมูลเหล่านี้เพราะผม เห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติ เพราะผมเชื่อว่าถ้าท่านทำโครงการรับจำนำข้าว แล้วก็ไป ระบายข้าวด้วยวิธีเป็นความลับทั้งหมดประเทศชาติจะล่มจม ผมจึงมีเจตนาที่แน่วแน่ว่าผมจะคว่ำร่าง พ.ร.บ. ครั้งนี้ ผมจึงต้องพยายามอธิบายโน้มน้าว เพื่อนสมาชิกซีกรัฐบาลที่เห็นแก่ชาติบ้านเมืองว่าเราไม่รับหลักการร่าง พ.ร.บ. ตัวนี้เพราะว่า ปล่อยให้มีการทุจริตเยอะมาก โครงการรับจำนำข้าวเอาชาวนามาอ้าง แต่สุดท้ายทุนผูกขาด ด้านข้าวกับนักการเมืองนั้นรวย ฉะนั้นตั้งใจฟังครับ ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกจำนวนไม่น้อย จะเห็นด้วยกับผม เมื่อสักครู่ผมชี้ให้เห็นแล้วว่าเสี่ยเปี๋ยง เสี่ยอะไรก็แล้วแต่ เสี่ย ป ๒ ป นี้ ต้องมีความใกล้ชิดกัน และผมมีหลักฐานครับ หลักฐานที่ผมจะชี้ให้เห็นคือโรงสีนี้คือ โรงสีเพรสซิเด้นท์ของเสี่ยเปี๋ยงในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งตั้งแต่ยุคเป็นโรงสีเพรสซิเด้นท์อยู่ที่ อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ท่านดูต่อนะครับ โรงสีแห่งนี้ใหญ่โตมากถ้าใครไปเห็นแล้ว อย่าตกใจนะครับ มีไซโลจุข้าวความจุสูงถึง ๒๘๘,๐๐๐ ตันครับท่านประธาน ๒๘๘,๐๐๐ ตัน ถ้าคิดเป็นข้าวกระสอบก็ประมาณ ๒,๘๘๐,๐๐๐ กระสอบ ถือว่าเป็นไซโลเก็บข้าวที่ใหญ่มาก

(นายสุนัย จุลพงศธร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวครับ คุณหมอครับ เดี๋ยวนะครับ ท่านมีอะไรครับ ประท้วงเรื่องอะไร

นายสุนัย จุลพงศธร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดนครสวรรค์ ด้วยความเกรงใจ และด้วยความเคารพท่านประธาน คงต้องขอประท้วงท่านประธานในข้อ ๘ สักทีเถอะครับ ท่านประธานได้มีคำวินิจฉัย ผมก็เคารพคำวินิจฉัยของท่านแม้ผมจะไม่เห็นด้วย แต่เมื่อ ท่านประธานได้วินิจฉัยหลายครั้งว่าอย่าเอาบุคคลภายนอกเข้ามา ที่ผมประท้วงนี้ ผมไม่ต้องการมาปกป้องบริษัทเพรสซิเด้นท์ ไม่ต้องการมาปกป้องเสี่ยนั่นเสี่ยนี่ แต่เมื่อ เปิดสภาสมัยสามัญเป็นวาระที่ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจได้ท่านไปเปิดให้เต็มที่เลยครับ ผมจะ ไม่ประท้วงท่านเลยครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อย่างนี้ คุณหมอครับ

นายสุนัย จุลพงศธร บัญชีรายชื่อ

ท่านครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมเข้าใจแล้วครับ เอาอย่างนี้นะครับ เดี๋ยวผมจะวินิจฉัยคำประท้วงครับ นั่งลงครับ เชิญคุณหมอต่อครับ ถ้าเอ่ยชื่ออีกผมจะไม่ให้ท่านอภิปรายนะครับ เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก 🔗

ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมยืนยันกับท่านประธานนะครับว่าผมจะพยายามไม่เอ่ยชื่อ บุคคลภายนอก แต่เรียนกับท่านประธานนะครับว่าการทุจริตสมัยนี้ไม่ได้นั่งโกงกันในสภา โดยรัฐมนตรีหรือโดย ส.ส. หรือว่าไม่ได้ไปโกงที่ทำเนียบรัฐบาล แต่เขาให้คนอื่นดำเนินการ ให้แล้วจะให้ผมทำอย่างไร เพราะว่ากว่าจะต่อจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ได้ผมก็ทำงานแทบตายเลย ฉะนั้นผมพยายามที่จะไม่เอ่ยชื่อบุคคลภายนอกถ้าไม่จำเป็น เพราะข้อบังคับได้เขียนไว้ชัดเจนว่า ไม่ให้เอ่ยชื่อบุคคลภายนอกโดยไม่จำเป็น ผมโยงต่อนะครับว่า ผมกำลังโยงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ ของคน ๒ คน ว่าทำไมคนคนนี้ซื้อข้าวราคาถูก ๆ จากรัฐบาลได้ และผมก็ตั้งสมมุติฐานว่า คนคนนี้น่าจะเป็นคนใกล้ชิดกับคนที่มีอิทธิพลในการขายข้าวของรัฐบาลชุดนี้ ต่อนะครับ และผมกำลังชี้ให้เห็นว่าคนคนนี้เคยมีไซโลหรือเป็นโรงสีขนาดใหญ่ก่อนที่จะถูกธนาคารกรุงไทยยึด และไซโลนี้ใหญ่โตมากท่านประธาน ความจุ ๒๘๘,๐๐๐ ตัน และพบว่า สำคัญแล้วนะครับ ท่านประธาน ที่จะโยงความสัมพันธ์ของคน ๒ คนนี้ ปรากฏว่าขณะนี้ไซโลแห่งนี้เข้าโครงการรับจำนำ และรับฝากข้าวเปลือกของทางรัฐบาล ใช้ชื่อว่าเคทีบี (KTB) ไซโล ช้า ๆ นะครับ ท่านประธานครับ และปรากฏว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงครับ เจ้าประคุณ ขอขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ส่งเอกสารชิ้นสำคัญชิ้นนี้ มาให้ผม นี่คือสัญญาเช่าไซโลระบบควบคุมบรรยากาศเพื่อจัดเก็บรักษาข้าวสารที่คนใน องค์การคลังสินค้าส่งมาให้ผม ท่านแปลกใจไหมครับว่าคนที่เซ็นมีอำนาจลงนามในการทำสัญญา ระหว่างรัฐบาล หรือ อคส. กับไซโลเก็บข้าว ๒๘๘,๐๐๐ ตันนั้นคือเสี่ยเจ้าของโรงสีที่จังหวัดลพบุรี มันน่าตกใจไหมครับท่านประธาน คือถ้าเป็นของเจ้าของดั้งเดิมเขาเป็นคนเซ็นผมก็จะเฉย ๆ ครับ แต่ปรากฏว่าเสี่ยคนนี้ที่อยู่จังหวัดลพบุรีเป็นคนเซ็น มันก็สะท้อนถึงความผูกพันความใกล้ชิดกัน มันจึงไม่แปลกครับท่านประธานว่ารัฐบาลถึงยอมขายข้าวราคาถูก ๆ ให้กับเสี่ยคนนี้ และเสี่ยคนนี้ไปขายข้าวต่อในราคาที่แพง และผมอยากจะถามกับท่านประธานนะครับว่าท่านมีสามัญสำนึกของความเป็นผู้แทนประชาชน กันหรือเปล่าครับพวกเรา นี่มันโกงกันชัด ๆ ครับท่านประธาน แล้วรัฐบาลมาของบประมาณ พวกผมอีก ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทในการปราบปรามทุจริตขณะนี้ผมกำลังช่วยท่านปราบทุจริต และกระบวนการนี้ขณะนี้ยังมีการดำเนินการต่อ ท่านดูท่านบุญทรงสิครับ นั่งก่ายคางอย่างนั้นครับ ผมว่าท่านบุญทรงอาจจะคิดหนัก คือผมกำลังจะชี้ให้เห็นนะครับว่ากระบวนการที่เกิดขึ้น มันมีการเชื่อมโยง เมื่อเชื่อมโยงมาแล้วมันมีคนที่มีอิทธิพลด้านข้าวผูกขาดในประเทศ และสุดท้าย ขายให้กับโรงสีผู้ใกล้ชิดกับผู้มีอิทธิพล และผมก็พิสูจน์ให้เห็นว่าคนคนนี้กับคนที่มีอิทธิพลด้านข้าว ในประเทศ สุดท้ายถูกพิสูจน์ด้วยเอกสารชิ้นนี้ ก็คือสัญญาขององค์การคลังสินค้าข้าวนาปรัง ไซโล อคส. ๑/๒๕๕๕ รับจ้างฝากข้าว ๒๘๘,๐๐๐ ตัน ตันละ ๒๐ บาท ๑ เดือนนี่คิดว่า เขาจะได้เงินกินขนมประมาณ ๕,๗๖๐,๐๐๐ บาท ถ้า ๑ ปีเขาจะได้เงินค่ารับฝากข้าว จากรัฐบาล ๖๙,๑๒๐,๐๐๐ บาท แต่ปรากฏว่ากลายเป็นเสี่ยที่จังหวัดลพบุรีเป็นคนเซ็น นี่คือบทพิสูจน์ของการทำงานเป็นทีมของทุนผูกขาดด้านข้าว เพราะเดี๋ยวนี้คนคนเดียว ทำไม่ได้ ท่านรัฐมนตรีก็ไม่มีปัญญาไปนั่งขายข้าว รัฐมนตรีอาจจะไม่รู้เรื่องก็ได้ เพราะว่า มันต้องให้คนนอกที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในการทำ วันนี้ผมกำลังจะมาตีแผ่ให้ท่านประธานได้เห็น และผมเชื่อว่าพวกเราที่เป็นผู้แทนประชาชนถ้าเห็นแก่ชาติบ้านเมือง โครงการนี้นอกจาก ชาวนาได้ประโยชน์ไม่เต็มที่แล้ววิธีการระบายข้าวเป็นความลับ เป็นวิธีการหาเงินเข้ากระเป๋า แบบแยบยล ตั้งแต่จีทูจีผมก็ชี้มาให้เห็นแล้วว่านั่นก็โกง วันนี้ผมชี้ให้เห็นถึงเรื่องการขายข้าว ให้กับผู้ประกอบการทั่วไปก็โกง แต่ครั้งนี้เป็นการโกงที่อนาถที่สุดเพราะว่ามีหลักฐาน ในสัดส่วน ๕,๗๐๐ บาท กับ ๖,๓๐๐ บาท แล้วปรากฏว่าเครือข่ายโรงสีที่รับข้าวจากรัฐบาล ในราคาถูก ๆ ไปนั้นก็กลายเป็นเครือข่ายของโรงสีที่ใกล้ชิดกับผู้มีอำนาจด้านข้าวในประเทศไทย ฉะนั้นสมการข้อนี้มีคำตอบว่าทำไมรัฐบาลถึงขายข้าวให้กับเสี่ยที่นี่ที่จังหวัดลพบุรี ทำไม คนที่จังหวัดกำแพงเพชรข้าวเขาไม่พอส่งเขาขอเสียค่าปรับตามที่รัฐบาลเปิดประมูลไปคือ ๕,๗๐๐ บาท แต่ปรากฏว่าองค์การคลังสินค้าของรัฐบาลชุดนี้ไม่ยอมจะเก็บเขา ๑๖,๐๐๐ บาทครับ นี่คือคำตอบข้อที่ ๑ ว่าโรงสีของเสี่ยคนนี้ที่จังหวัดลพบุรีเป็นใครกันนะ รัฐบาลถึงยอมขายข้าว ให้ราคาถูก ๆ แล้วไปขายต่อในราคาแพง ๆ ต่อนะครับท่านประธาน ผมมีความรู้สึกว่าเอ๊ะ ขึ้นมาทันทีหลังจากผมได้คำตอบคำตอบแรกที่ผมคิด ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนคิดเหมือนผม เอ๊ะ ทำไมยุคคุณบุญทรงมีการทุจริตเกิดขึ้น และยุคท่านกิตติรัตน์เมื่อวันที่ ๒๑ เดือนธันวาคม ก็มีการทุจริตเกิดขึ้น นี่เป็นคำถามจากใจแล้วครับ ผมไม่อยากจะเชื่อ ก็แสดงว่าในกระทรวงพาณิชย์ ต้องมีคนไม่ธรรมดาเป็นคนจัดการ ผมคิดด้วยสามัญสำนึกของผมเพราะว่าถ้าขายข้าวลอตนี้ เป็นยุคคุณบุญทรงผมเฉย ๆ

(นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับ เชิญครับ มีผู้ประท้วง จะจบแล้วนะครับ

นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย เชียงใหม่

ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงครับ ประสิทธิ์ วุฒินันชัย จังหวัดเชียงใหม่ครับ ผมนั่งฟังทางผู้อภิปราย ข้อ ๖๑ ครับ เอาอย่างนี้ ก็แล้วกันครับท่านประธาน สมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ขายข้าวครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับเอาข้อประท้วงก่อนครับ เอาข้อประท้วง อย่าเพิ่งไปสมัยอื่นครับ

นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย เชียงใหม่

ข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ประท้วงว่าอย่างไรครับ

นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย เชียงใหม่

ผมนั่งฟังผู้อภิปรายใส่ร้ายครับ สมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ขายข้าวเท่าไรครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับ เดี๋ยวก็มีผู้ประท้วง เอาอย่างนี้ ท่านประท้วงข้อ ๖๑ ประท้วงว่าอย่างไร เอาข้อประท้วง อย่าไปพาดพิงถึงสมัยพรรคประชาธิปัตย์เลยเดี๋ยวจะไม่จบครับ เชิญครับ

นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ประสิทธิ์ วุฒินันชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ขอประท้วง ผู้อภิปรายข้อ ๖๑ ไม่เข้าประเด็นแล้วก็ซ้ำซากครับ ใส่ร้ายพรรคเพื่อไทย สมัยพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล ขายข้าวเท่าไรครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอานะครับ เดี๋ยวผมจะวินิจฉัย ใจเย็น ๆ ครับ อันนั้นก็ว่ากันไปนะครับ เอาข้อประท้วงก่อน นั่งลง ทีละท่าน เดี๋ยวผมวินิจฉัย คือผมก็ได้เตือนท่านผู้อภิปรายแล้วนะครับว่าขอให้อยู่ ในประเด็น แล้วเหตุผลที่ท่านกำลังหยิบยกขึ้นมาพูดถึงว่ามันยาวไปไหม มันก็ยาวไป แต่ผมคิดว่าของท่านก็เหลือไม่ถึงนาทีแล้วมันจะได้จบ ๆ กันไปนะครับ

(นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ได้ยืนและยกมือขึ้น)

อาจารย์รัชฎาภรณ์ประท้วงอะไรครับ

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อจากจังหวัดกาฬสินธุ์ พรรคประชาธิปัตย์นะคะ ดิฉันประท้วงท่านประธานค่ะ ท่านต้องกรุณาดูแลควบคุมการประชุมตามข้อ ๘ แล้วท่านต้อง ไม่ให้คนที่ท่านบอกว่าให้หยุดพูดแล้วปิดเสียงแล้วก็แหกปากตะโกนโวยวายโหวกเหวก อยู่ในสภา ท่านต้องควบคุมด้วยค่ะ มีหลายครั้งแล้วค่ะ หลายคนแล้วค่ะ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่าไปถึงขั้นนั้นเลยนะครับ เชิญอาจารย์รัชฎาภรณ์นั่งลงครับ เดี๋ยวผมจะให้คุณหมอวรงค์ ต่อเลยครับ ผมควบคุมอยู่แล้วครับ ขณะที่ท่านพูดเราก็ไม่ทราบหรอกนะครับ เชิญนั่งลงครับ ผมวินิจฉัยแล้ว นั่งลงครับ เชิญคุณหมอวรงค์ต่อครับ เหลือไม่ถึงนาที เชิญคุณหมอวรงค์ครับ ไม่อนุญาตทั้ง ๒ ท่านนะครับ ผมวินิจฉัยไปแล้ว จบไปแล้ว เชิญคุณหมอวรงค์ต่อครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ผมมี ความรู้สึกว่าเพื่อนที่ประท้วงแล้วกล่าวหาว่าผมใส่ร้ายผมว่าท่านอาจจะไม่ได้ตั้งใจ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญคุณหมอวรงค์ต่อเลยนะครับ อันนั้นเป็นความเห็นของท่าน

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

คือผมกำลังโน้มน้าวเพื่อนสมาชิก ให้เห็นด้วยกับพวกผมเถอะ เพราะว่านี่คือการทุจริตอย่างมโหฬารเลยครับท่านประธาน ถ้าปล่อยให้รัฐบาลชุดนี้เอาเงินจำนวนมหาศาลไปทำโครงการรับจำนำข้าวแล้วก็ไปขายข้าว แบบเป็นความลับมันโกงกันอย่างมหาศาล เชื่อพวกผมเถอะ ไม่อย่างนั้นประเทศชาติ จะล่มจม แล้วหลักฐานต่าง ๆ ที่ผมพูดมันมีหลักฐานชัดเจนไม่ได้พูดขึ้นมาลอย ๆ ประเด็นที่ ผมต้องการจะพูดต่อคือเมื่อสักครู่นี้ผมแปลกใจว่าโรงสีโชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจเป็นใคร และผมได้คำตอบแล้วว่าเป็นคนใกล้ชิดกับผู้มีอิทธิพลด้านข้าว

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คือไม่อนุญาตแล้วนะครับ ผมว่าท่านสรุปได้แล้วเพราะท่านไปเอ่ยชื่อบุคคลอื่นแล้ว ผมไม่อนุญาตแล้ว ท่านสรุปนะครับ เดี๋ยวท่านอื่นรอคิวอยู่เยอะแยะเลย เชิญสรุปเลยนะครับ เชิญคุณหมอวรงค์ต่อครับ ขอสรุปเลยนะครับ

(นายศุภชัย ศรีหล้า ได้ยืนและยกมือขึ้น)

เชิญท่านประท้วงครับ

นายศุภชัย ศรีหล้า อุบลราชธานี

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ผมเคารพ ท่านประธานนะครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน ผมประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ท่านประธานที่เคารพครับ ในการทำหน้าที่ของพวกเรามุ่งพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ ของประชาชน การทำหน้าที่ของท่านประธานห้ามไม่ให้เพื่อนสมาชิกเอ่ยถึงบุคคลภายนอก โดยเด็ดขาด แต่ในข้อบังคับของพวกเราเขียนไว้บอกว่าห้ามเอ่ยถึงบุคคลภายนอก โดยไม่จำเป็น ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าในการบริหารราชการแผ่นดิน แน่นอน ที่สุดเม็ดเงินงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ต้องใช้จ่ายไปกับองค์กรต่าง ๆ มากมาย ถ้าใช้จ่าย ไปกับองค์กรเหล่านั้นมีการทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อนสมาชิกลุกขึ้นมาชี้แจงถ้าจะไม่ให้เอ่ยถึงเลย เราจะอภิปรายอย่างไรครับท่านประธาน ข้อบังคับจึงบอกว่าห้ามเอ่ยถึงบุคคลภายนอก โดยไม่จำเป็น ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกรับต่อกรณีที่จะเกิดเหตุฟ้องร้องใด ๆ ขึ้น นับจากนี้ เขารับผิดชอบต่อคำอภิปราย ท่านประธานครับ ให้เพื่อนสมาชิกเขาได้ชี้แจงให้ประชาชน ได้เห็นเถอะครับว่าการทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นที่ใดครับ ขอบพระคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้ครับ ที่ผมให้เหตุผลนะครับ ทุกท่านก็จะอ้างเหตุผลว่าจำเป็น ทีนี้เวลาบุคคลอื่น เขาเสียหายเขาก็บอกว่าสภาไปพูดแล้วเขาเสียหาย ทุกคนก็บอกว่ารับผิดชอบ แต่ความเสียหายของเขามันมากมายเหลือเกินที่มันกระทบกับทั้งส่วนตัวเขา ทั้งสิทธิเขา ทั้งอิสรภาพของเขาหลาย ๆ เรื่อง เราจึงไม่ใช้เวทีนี้เป็นการที่ไปกล่าวหาเขาโดยไร้หลักฐาน เชิญคุณหมอวรงค์ต่อ ให้คุณหมอวรงค์สรุปนะครับ ผมวินิจฉัยไปแล้วนะครับ เชิญคุณหมอวรงค์ต่อครับสรุป ไม่อนุญาตนะครับ อย่างนั้น บรรยากาศจะเดินต่อไปไม่ได้ เชิญคุณหมอวรงค์ต่อครับ ถ้าท่านไม่อภิปรายก็ถือว่าของท่าน จบนะครับ ผมจะให้ท่านอื่น ไม่อนุญาตครับ เชิญคุณหมอวรงค์ครับ

(นายธนา ชีรวินิจ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

เดี๋ยวท่านธนาค่อยทีหลัง ขอให้คุณหมอวรงค์จบก่อนแล้วท่านค่อยว่าครับ ก็ถือว่ายุติไปแล้ว ถือว่าเด็ดขาด ถึงท่านจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ไม่เป็นไรนะครับ เชิญท่านนั่งลง คุณหมอวรงค์ ต่อครับ ถ้าคุณหมอวรงค์ไม่อภิปรายผมก็จะให้สิทธิท่านอื่น เชิญท่านประท้วงครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ที่ประชุมแห่งนี้กำลังพิจารณาผลประโยชน์ของประเทศ แต่ท่านประธานกลับพิจารณา ผลประโยชน์ของบุคคลภายนอกมากกกว่าผลประโยชน์ของประเทศ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านถอนคำพูดครับ ท่านถอนคำพูดก่อนครับ ท่านบอกท่านประธานที่เคารพ แล้วท่าน พูดอย่างนี้ท่านไม่เคารพผมนะครับ ท่านถอนก่อนครับ เชิญท่านถอนครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านประท้วงก็ประท้วงครับ ไม่ต้องมากล่าวหาประธาน ผมก็ปฏิบัติหน้าที่ตามข้อบังคับ อยู่แล้ว เชิญ

นายธนา ชีรวินิจ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผมถอนครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญประท้วงต่อครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรุงเทพมหานคร

ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรถือผลประโยชน์ของประเทศเป็นใหญ่ การพิจารณา ในที่ประชุมสภาบางครั้งมันมีความจำเป็นที่จะต้องพูดเชื่อมโยงให้เห็นว่ามีการกระทำทุจริต เกิดขึ้น กฎหมายไม่ได้ห้ามนะครับไม่ให้พูดถึงบุคคลภายนอก แล้วกฎหมายก็เขียนไว้ชัดว่า บุคคลที่พูดต้องรับผิดชอบด้วยตัวเองในสิ่งที่ไปกล่าวหาพาดพิงบุคคลภายนอก ซึ่งเขามีสิทธิ ที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีต่อผู้อภิปรายได้ ไม่ใช่ท่านประธานจะตัดสิทธิว่าท่านสมาชิก คุณหมอวรงค์จะพูดถึงบุคคลภายนอกเลยไม่ได้ แต่คุณหมอวรงค์ต้องรับผิดชอบทุกคำพูด ซึ่งคุณหมอวรงค์ก็ยืนยันว่าคำพูดทั้งหมดนั้นรับผิดชอบ แม้ว่าจะมีการฟ้องคดีในศาล ก็จะไปต่อสู้คดีเพื่อเอาความจริงให้ปรากฏ ถ้าอย่างนั้นท่านประธานต้องนึกถึงประโยชน์ ของประเทศชาติในสิ่งที่คุณหมอวรงค์กำลังอภิปรายเป็นผลประโยชน์ เป็นภาษีอากร ของประเทศชาติ เป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาท ท่านประธานไม่ให้พูดผมเชื่อว่ามันเกิด ความไม่สบายใจต่อพี่น้องประชาชนแน่นอน แล้วสิ่งที่ท่านหมอวรงค์พูดหมอวรงค์รับผิดชอบครับ ท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คุณหมอวรงค์เชิญสรุปครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้ครับ แต่ละฝ่ายพูดไปพูดมามันนิดเดียวไม่ได้นะครับ เพราะเราตกลงกันแล้ว ไม่ได้ครับ เชิญคุณหมอวรงค์สรุปครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมได้ขออนุญาตจากท่านประธานวิป ในการต่อเวลาเพิ่มอีก ๑๕ นาที ขอให้ทางเจ้าหน้าที่ช่วยปรับเวลาด้วยครับ เมื่อสักครู่ ผมตั้งคำถามว่าทำไมยุคคุณบุญทรงขายข้าวจีทูจีก็มีการทุจริต แล้วผมก็เชื่อว่าการขาย ในรูปแบบอื่น ขายผ่านผู้ประกอบการหรือการทำข้าวถุงซึ่งข้าวถุงหายไปไหน ขณะนี้ยังตามหา ข้าวถุงกันอยู่เลย ผมก็เชื่อว่านั่นคือกระบวนการ

(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญผู้ประท้วงครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ผมขอประท้วงท่านประธาน ตามข้อ ๘ นะครับ ท่านประธานได้วินิจฉัยว่าไม่ให้มีการเอ่ยอ้างชื่อบุคคลภายนอก แต่ท่านผู้อภิปรายทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ท่านประธานต้องใช้ข้อ ๖๒ สั่งการให้ยุติการอภิปราย ท่านประธานได้กรุณาอะลุ้มอล่วยด้วยการให้สรุป นี่จะขอต่ออีก ๑๕ นาทีฟังมาครึ่งชั่วโมง ยังไม่เลี้ยวเข้าเรื่องของงบประมาณ ท่านประธานต้องควบคุมการประชุมให้แม่นยำข้อบังคับ มากกว่านี้ครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้ ผมให้ท่านอีก ๒ นาทีสรุปนะครับ เชิญครับ ท่านจุรินทร์ครับ ขอปรึกษาหน่อยเพื่อที่จะให้ การดำเนินการเราอภิปรายในเนื้อหาสาระงบประมาณ แล้วเราก็ขอความร่วมมือมาตลอด เดี๋ยวคุณหมอวรงค์ก็พูดทางนี้ก็ประท้วง สิ่งที่พวกเราปรารถนาร่วมกันมันจะไม่สัมฤทธิ์ผล ผมจะให้อีก ๒ นาที แล้วก็พยายามอย่าไปกระทบกระทั่งกันแล้วก็จะเปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิก ได้มีโอกาสอภิปรายหลาย ๆ ท่าน เชิญคุณจุรินทร์ครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมเคารพ ท่านประธานนะครับ เพียงแต่ว่าเวลาที่จะใช้ถัดจากนี้ไปในการอภิปรายของคุณหมอวรงค์ ผมขอให้ท่านประธานได้สั่งการให้ใช้เวลาในส่วนความรับผิดชอบของฝ่ายค้านได้ แล้วคุณหมอวรงค์ ก็ขอเวลาอีก ๑๕ นาที ขอความกรุณาท่านประธานอนุญาตด้วย แล้วหมอวรงค์ก็จะต้อง ปฏิบัติเช่นพวกเราทุกคนอภิปรายให้เป็นไปตามข้อบังคับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ

นายพายัพ ปั้นเกตุ บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ผม พายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เมื่อท่านประธาน ได้กรุณาให้ฝ่ายค้านท่านผู้ทรงเกียรติได้หารือท่านประธาน ผมก็กราบเรียนหารือท่านประธานด้วย เช่นเดียวกันในเวลาสั้น ๆ กระผมก็ทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาแห่งนี้ เช่นเดียวกับเพื่อนสมาชิกทั้งหลาย และผมก็ไม่เคยหากินกับทางนี้ ต้องกราบเรียน ท่านประธานนะครับว่าผมทักท้วงท่านประธานตามกฎหมายรัฐธรรมนูญดังต่อไปนี้ครับ หมวดที่ ๘ ว่าด้วยการเงินการคลังและงบประมาณตามมาตรา ๑๖๖ มาตรา ๑๖๗ นี่เป็นการอภิปราย งบประมาณ ประท้วงท่านประธานในข้อบังคับการประชุม ข้อ ๘ ในการทำหน้าที่ของ ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ประท้วงเพื่อนสมาชิกที่กำลังทำหน้าที่อภิปรายงบประมาณ ด้วยความเคารพ การอภิปรายงบประมาณนั้นต้องเป็นการอภิปรายงบประมาณที่เป็นประเด็น ที่พูดถึงเรื่องงบประมาณ ๒๕๕๗ โดยตรง ข้อดีข้อเสียอย่างไรท่านก็ว่าไปผมก็รับฟังท่านได้ แต่ว่าเพื่อนสมาชิกของเรานั้นด้วยความเคารพท่าน ท่านใช้คำอภิปรายที่เป็นลักษณะ การกล่าวหาและเป็นการทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นการทุจริตซึ่งเข้าข่ายการไม่ไว้วางใจ นี่ผมกำลังประท้วง เวลาแต๋วฟังแต๋วต้องนั่งใจเย็น ๆ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นข้อกล่าวหานี่ ท่านบอกแล้วนะครับว่าท่านประธานวินิจฉัยแล้วเตือนแล้วหลายครั้ง ผมก็ฟังท่านวินิจฉัย เตือนแล้วหลายครั้งเช่นเดียวกันผมยังนิ่งฟังได้ แล้วทำไมจึงฟังคำวินิจฉัยของเพื่อนสมาชิก ที่มีศักดิ์ศรีเท่ากันในสภาแห่งนี้ไม่ได้

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกครับ คือเราก็ทราบกันอยู่แล้วก็พยายามจะอะลุ้มอล่วยเพราะว่าการอภิปราย งบประมาณนี่มันก็กว้างแล้วก็จะให้ถูกใจทุกท่านก็เป็นไปไม่ได้ ผมก็จะพยายามประคับประคอง เพื่อให้การประชุมเดินหน้าต่อไปได้ตามที่ได้รับความร่วมมือจากวิปทั้ง ๒ ฝ่าย ทีนี้อีกฝั่งหนึ่ง ท่านก็อภิปรายตามข้อสังเกตข้อแนะนำของท่านมันอาจจะกระทบอีกฝั่งหนึ่ง ทีนี้เพื่อที่จะให้ การอภิปรายเดินหน้าต่อไปได้ผมจะกำชับว่าเอาเฉพาะในประเด็นเรื่องงบประมาณเราก็แล้วกัน ท่านก็อภิปรายแล้วก็ยกตัวอย่างมาพอสมควรแล้วคุณหมอวรงค์ครับ ฉะนั้นเดี๋ยวงานในสภา เราจะเดินหน้าไม่ได้ เดี๋ยวสมาชิกฝั่งนี้ก็ประท้วงท่านก็ประท้วงมันจะไม่จบกัน แล้วเพื่อนสมาชิก อีกหลายท่านรอในการที่จะใช้สิทธิอภิปรายอยู่ขอให้อยู่ในประเด็นแล้วก็สาระที่เราประชุม เรื่องงบประมาณถ้านอกจากนี้ผมจะไม่ให้อภิปรายโดยเด็ดขาด เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก อย่างที่ผมกราบเรียน ท่านประธานนะครับว่า วันนี้รัฐบาลมาขอเงินจากสภาเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว ที่ท่านไปปู้ยี่ปู้ยำและขายข้าวเจ๊งแล้วเจ๊งอีก แล้วทำให้ชาวนาได้เงินช้าอีก ผมต้องการ จะชี้ให้เห็นว่าเพราะอย่างนี้เราจะปล่อยให้โครงการนี้ดำเนินการต่อไปได้อย่างไร แล้วยิ่งมาเจอ ยุทธศาสตร์ที่ ๘ ท่านขอใช้เงินประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ๆ ในการปราบทุจริต ผมก็จะชี้ให้พวกเราช่วยกันในการปราบทุจริต เพราะว่าท่านบริหารกระทรวงพาณิชย์ แต่ไป ๆ มา ๆ ปล่อยให้คนที่ไม่ได้มีอำนาจเต็มเข้าไปจัดการแทนรัฐมนตรีอย่างนี้ท่านจะยอมหรือ พวกเราเป็นตัวแทนประชาชน แต่ปล่อยให้คนที่ไม่ได้เป็นตัวแทนประชาชนไปมีอำนาจเต็ม ในการสั่งการเราจะยอมหรือ อย่างนี้มันเป็นการปิดหูปิดตาประชาชนท่านประธาน แล้วผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกถ้าใช้สติ ตั้งใจฟังแบบผม ที่ผมกำลังจะชี้โน้มน้าวทุกท่านว่าเราต้องมาคว่ำร่าง พ.ร.บ. ตัวนี้ เพราะว่า ประเทศชาติจะเสียหาย ผมต้องการจะชี้ให้เห็นตรงนี้ครับ แล้วผมเชื่อว่าเหตุผลต่าง ๆ ที่ผมโน้มน้าวมาแล้ว คนที่มีความเป็นธรรมจะเห็นด้วยกับผม เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับ งบประมาณทั้งหมด เมื่อสักครู่ผมแปลกใจว่าทำไมยุคคุณบุญทรงก็มีการทุจริตเกิดขึ้น ตอนนั้นผมได้เอกสารมาผมก็เข้าใจว่าเป็นยุคคุณบุญทรง ปรากฏว่าวันที่ ๒๑ ธันวาคมตอนนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ชื่อว่า กิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เคยท้าทายในสภาไว้หลายเรื่องว่าถ้าขาดทุนเกิน ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทเขาต้องรับผิดชอบ แล้วบอกข้าวที่ยังไม่ขายถือว่ายังไม่ขาดทุน วันนี้ขายไปแล้วขาดทุนไปแล้ว ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท คำถามที่ผมคาใจด้วยสามัญสำนึกของประชาชนที่เป็นตัวแทนประชาชน ผมแปลกใจ เอ๊ะ ทำไมยุคกิตติรัตน์ และยุคบุญทรงยังมีการทุจริตเหมือนกัน แสดงว่ามันต้องเกิดจอมบงการ ขึ้นในกระทรวงพาณิชย์ อันนี้เป็นสามัญสำนึกครับ คือผมคิดด้วยความบริสุทธิ์ใจจริง ๆ และเป็นความคิดผมดั้งเดิมว่ามันต้องมีจอมบงการเกิดขึ้นในกระทรวงพาณิชย์ มันจึงเป็นที่มา ที่ผมได้แถลงข่าวกับพี่น้องสื่อมวลชนว่าเราจะยอมหรือที่ให้กระทรวงพาณิชย์มีจอมบงการ เกิดขึ้นภายใต้นโยบายที่ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ผมรู้แล้วว่าคนเป็นรัฐมนตรีไม่ค่อยมีอำนาจ แต่คนที่มีอำนาจไม่ได้เป็นรัฐมนตรี แล้วผมเตือนท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานว่าคนติดคุก คือรัฐมนตรีครับ เพราะเวลาเซ็นคือรัฐมนตรีเซ็น เขาชงอะไรให้เซ็นท่านก็ต้องเซ็น คนติดคุก คือท่าน แต่คนที่เป็นคนบงการไม่ติดคุก เพราะว่าไม่ต้องเซ็นใด ๆ ทั้งสิ้น โจทย์ที่คาใจผมว่า แล้วจอมบงการในกระทรวงพาณิชย์คนนั้นเป็นใครล่ะ ผมเริ่มตรวจสอบและต้องขอขอบคุณ เพื่อนข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ที่ชี้แนะข้อมูลหลักฐานให้เราเยอะมาก อันนี้เป็นเอกสาร ราชการครับท่านประธาน เอกสารคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ ๑๕๓/๒๕๕๔ เรื่องแต่งตั้ง คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ในยุคที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ชื่อว่ากิตติรัตน์ ณ ระนอง ยุคนั้นท่านมีรัฐมนตรีช่วยว่าการชื่อว่าภูมิ สาระผล ปรากฏว่าผมดูแล้วผมตกใจ ผมพยายามหาชื่อ เพราะผมมองว่าคนที่จะเข้ามาบงการการขายข้าวในกระทรวงพาณิชย์ อย่างน้อยตำแหน่งสำคัญเกี่ยวกับเรื่องข้าว คนคนนี้จะต้องเข้ามามีตำแหน่ง ปรากฏดูในยุค ของท่านกิตติรัตน์ ณ ระนอง ก็ปรากฏว่าคนคนนี้เป็นทั้งตำแหน่งคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ เป็นอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งสำคัญมาก ปรากฏว่า ณ ขณะนั้น เขาเป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หลังจากที่ท่านกิตติรัตน์มีการปรับ ครม. วันที่ ๑๗ เดือนมกราคม ปี ๒๕๕๕ ท่านบุญทรง เตริยาภิรมย์ เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ปรากฏว่าท่านประธานเชื่อไหมครับว่าคนคนนี้ก็มาเป็นเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตำแหน่งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับข้าว ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการ นโยบายข้าวแห่งชาติ เป็นคณะกรรมการพิจารณานโยบายข้าว เป็นอนุกรรมการกำกับดูแล การรับจำนำข้าว ตลอดจนเป็นอนุกรรมการตรวจสอบติดตามการรับจำนำข้าว เป็นทุกตำแหน่งเลย ท่านประธาน ผมยังแปลกใจว่าทำไมท่านณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ถึงไม่ได้เป็นแม้แต่ตำแหน่งเดียว แสดงว่าคนคนนี้ต้องมีความสำคัญมาก และสำคัญมากกว่าท่านณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เพราะณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่ไม่ได้มีตำแหน่งใด ๆ เลย แล้วปรากฏว่า คนคนนี้ขณะนี้เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ครับ คุณหมอวีระวุฒิ วัจนะพุกกะ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และข้อมูลที่ผมได้รับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้คุณหมอวรงค์ครับ อภิปรายงบประมาณเรา อันนี้มันไม่ไว้วางใจเขาแล้ว ผมฟังดูนี่ ท่านก็วนไปวนมาอยู่เรื่องการบริหารการจัดการภายใน แล้วก็เหมือนกับไม่ไว้วางใจเขา มันเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ท่านต้องมาอภิปรายถึงงบประมาณสิครับว่าที่เขาจะเอาไป มันไกลไปแล้วนะครับ ผมขอเตือนนะครับ เชิญต่อครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานครับ คือทุกอย่างมันคือ เงินงบประมาณแผ่นดินหมดครับ ผมไม่ได้บ่งบอกว่าผมไม่ได้ไว้วางใจรัฐมนตรี ท่านจะทำงาน ก็ทำไป แต่วันนี้ผมจะเชิญชวนเพื่อนสมาชิกซีกรัฐบาลมาเห็นด้วยกับผมว่าเราร่วมกันคว่ำ ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณครั้งนี้ เพราะว่างบประมาณนี้เวลาเอาไปแล้วแทนที่กระทรวงพาณิชย์ จะมีอิสระในการดูแลเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน กลับมีคนเข้ามาบงการดูแลเพื่อ ประโยชน์ของกลุ่มทุนสามานย์ทางด้านข้าว แล้วท่านจะยอมหรือว่าจะให้งบประมาณนี้ผ่านไป นี่คือเหตุผลที่ผมมีความรู้สึกว่ารับไม่ได้ ที่จะเชิญชวนเพื่อนเราตั้งใจฟังครับ แล้วผมก็ได้เจอปรากฏว่าคนคนนี้มีตำแหน่งสำคัญ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้าวทุกตำแหน่ง ผมถึงย้ำว่าท่านรัฐมนตรีณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ยังมิบังอาจได้เป็น คณะกรรมการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับข้าว เพียงแต่ว่าอาจจะได้รับความไว้วางใจมาตอบ กระทู้ถาม ซึ่งตอบถูกบ้าง ผิดบ้างไม่ว่ากัน แต่สำคัญ ๆ คนนี้คือคนจริง เสียงจริง ในกระทรวงพาณิชย์ ท่านดูหน้าท่านรัฐมนตรีบุญทรงสิครับ เพราะท่านก็คงไม่สบายใจกับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมกำลังจะชี้ให้ท่านเห็นว่าคนคนนี้มีความใกล้ชิดกับกลุ่มทุนด้านข้าว ผูกขาดด้านข้าวในประเทศไทย และเข้ามาเป็นตัวแทนทำงานในกระทรวงพาณิชย์

(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านจุลพันธ์ ประท้วงครับ เดี๋ยวนะครับ ผมจะไม่อนุญาตแล้วท่านก็ยังเอามาปรากฏอีกนะครับ เชิญท่านจุลพันธ์ครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ขอประท้วง ท่านผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ ยกอ้างเอาบุคคลอื่นขึ้นรูปอีกแล้ว ท่านประธานครับ ท่านประธาน วินิจฉัยไปแล้วนะครับว่าไม่ให้เอ่ยอ้างชื่อ ไม่ให้นำบุคคลภายนอก เขาเสียหายผมไม่รู้จัก ด้วยซ้ำนะครับว่ารูปที่ท่านเอาขึ้นคือใคร ไม่เคยเห็นหน้ากันเลย แต่ว่าเขาไม่มีโอกาส

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาอย่างนี้นะครับ ผมสั่งแล้วไม่ให้ท่านอ้าง เอาไว้นะครับ แล้วถ้าท่านยังหยิบยกขึ้นมาอีก ผมจะไม่ให้ใช้สิทธิอภิปราย แล้วก็จะให้ท่านอภิปรายสรุปแล้วนะครับ ๓ นาที จบนะครับ เชิญครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่อนุญาตแล้ว อย่างนั้นมันเดินไม่ได้นะครับ ไม่อนุญาตครับ ก็ผมสั่งผู้อภิปรายแล้วนะครับ ผมจะให้แค่ ๓ นาทีพอแล้วนะครับ แล้วก็ห้ามเอาชื่อและรูปบุคคลอื่นขึ้นมา เชิญท่านหมอวรงค์ต่อครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานครับ ผมใช้เอกสิทธิ์ ในการประท้วง ขออนุญาตครับ ผมไม่ใช่ประท้วงพร่ำเพรื่อนะครับท่านประธาน ผมใช้หลัก ข้อบังคับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมก็ วินิจฉัยไปแล้วแล้วท่านจะให้ทำอะไรอีก ผมถือว่าเด็ดขาดไปแล้วนะครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานวินิจฉัยเช่นนี้มา ๓ ครั้งแล้วครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

นั่งลงครับ คุณหมอวรงค์เชิญอภิปรายต่อ ให้ ๓ นาทีนะครับ จบเท่านี้ละครับ เชิญครับ แล้วไม่ให้ ปรากฏรูปด้วยนะครับ ถ้าคุณหมอวรงค์ไม่อภิปรายถือว่าไม่ติดใจผมจะกลับไปที่ฝ่ายรัฐบาลนะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธาน เพื่อนสมาชิกเขาทำตาม ข้อบังคับครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่ใช่ ท่านจะติดใจไหมครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานท่านใช้สมาธิในการทำ หน้าที่สิครับท่านประธาน

(นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านไม่ต้องแนะนำผมนะครับ ท่านอภิปรายไปเถอะ ผมให้ ๓ นาที เพื่อความสงบเรียบร้อย ในที่ประชุม อย่างนั้นก็ประท้วงกันไม่จบนะครับ ผมก็มีโอกาสได้พบปะกับวิปทั้ง ๒ ฝ่าย เราก็จะพยายามบริหารให้เกิดความเรียบร้อย ท่านก็พยายามอภิปรายอยู่ในกรอบแล้วกัน ท่านก็ไปโยงคนนั้นคนนี้ก็ให้เขาประท้วงกัน เชิญท่านจากจังหวัดกาญจนบุรีที่ประท้วง อยู่ด้านหลัง เชิญครับ ประทานโทษมองไม่ค่อยชัดเพราะว่าสายตาไม่ค่อยดี เชิญครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ตรัง

ขอบคุณท่านประธานครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผิดคนครับ ท่านสมบูรณ์ผมจำได้อยู่ คุณนั่งลงก่อน จังหวัดกาญจนบุรีก่อนครับ

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร กาญจนบุรี

ท่านประธานครับ ผม ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วง ท่านประธานตามข้อ ๘ เพราะขณะนี้เรากำลังอภิปรายเรื่องงบประมาณแล้วคุณหมอวรงค์ ก็พยายามอธิบายโน้มน้าวให้เห็นว่างบประมาณที่ท่านมาขออนุมัติสภาแห่งนี้มีข้อบกพร่อง มีข้อทุจริตอย่างไร ซึ่งผมก็กำลังติดตามสนใจอยู่ว่าทำไม มีข้อมูลอย่างไร เพื่อจะโน้มน้าว ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย

อีกประการหนึ่ง คุณหมอวรงค์นอกจากทำตามข้อบังคับทุกข้อแล้ว ยังได้ทำ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๐ ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมวุฒิสภา หรือที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา สมาชิกผู้ใดจะกล่าวถ้อยคำใดในทางแถลงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็นหรือออกเสียงลงคะแนนย่อมเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด ผู้ใดจะนำไป เป็นเหตุฟ้องร้อง

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านประท้วงผมข้อ ๘ ใช่ไหมครับ

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร กาญจนบุรี

ครับ ท่านฟังให้จบสิครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่ใช่ ข้อ ๘ ใช่ไหมครับ

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร กาญจนบุรี

ผมยกรัฐธรรมนูญด้วยครับ รัฐธรรมนูญใหญ่กว่าข้อบังคับนะครับท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่ใช่ เวลาคุณประท้วงนี่จะประท้วงว่าใครฝ่าฝืนอะไร คุณก็ต้องบอกก่อนว่าฝ่าฝืนข้อบังคับอะไร ผู้วินิจฉัยเขาจะได้วินิจฉัยได้ถูก ไม่ใช่พูดไปแล้วยังไม่รู้เลยนะครับ เชิญประท้วงใหม่สิครับ

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร กาญจนบุรี

ผมประท้วงการทำหน้าที่ควบคุม ของประธาน ประธานจะควบคุมเฉพาะสมาชิกฝ่ายค้านอย่างเดียวไม่ได้ ประธานต้องควบคุม ทั้งสมาชิกฝ่ายรัฐบาลที่ประท้วง แต่ผมต้องการให้ฟังก่อนครับว่าคุณหมอวรงค์ปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญอย่างไร เอกสิทธิ์ตามวรรคหนึ่ง ไม่คุ้มครองสมาชิกผู้กล่าวถ้อยคำในการประชุม ที่มีการถ่ายทอดทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ วันนี้เรามีการถ่ายทอด หากถ้อยคำ ที่กล่าวในที่ประชุมไปปรากฏนอกบริเวณรัฐสภา และการกล่าวถ้อยคำนั้นมีลักษณะเป็นความผิด ทางอาญาหรือละเมิดสิทธิในทางแพ่งต่อบุคคลอื่นซึ่งมิใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกแห่งสภาแห่งนั้น ในกรณีตามวรรคสอง ถ้าสมาชิกกล่าวถ้อยคำใดที่อาจเป็นเหตุให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่รัฐมนตรี

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เข้าใจแล้วนะครับ อันนั้นเป็นสิทธิในการคุ้มครองนะครับ ผมได้ปฏิบัติหน้าที่ทั้ง ๒ ฝ่าย อยู่แล้วนะครับ นั่งลงครับ พวกเราได้ประชุมวิปวันนั้นแล้วนั่งลงนะครับ ใจเย็น ๆ ครับ ทั้ง ๒ ฝ่ายต้องใจเย็นนะครับ เชิญท่านประท้วงครับ

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร กาญจนบุรี

ท่านประธาน ผมขอสรุปเลยนะครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่มีสรุปครับ ประท้วงไม่มีสรุปหรอกครับ เชิญครับ ท่านก็ประชุมกับผมอยู่วันนั้น ท่านนั่งลงเราในฐานะวิป เราต้องทำเป็นตัวอย่าง เชิญท่านนั่งลงครับ

(นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ได้ยืนและยกมือขึ้น)

เชิญท่าน

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ตรัง

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ท่านประธานเป็นคนที่ผมชื่นชมเพราะว่าท่านประธานเป็นผู้แทนราษฎร มานาน แล้วก็ทำเพื่อพี่น้องประชาชนครับ ท่านประธานครับ เมื่อปีที่แล้วงบประมาณของเรา ทั้งหมด ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ มีการทุจริตโดยเฉพาะเรื่องโครงการจำนำข้าวถึง ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ วันนี้คุณหมอวรงค์และพรรคประชาธิปัตย์พยายาม ทำหน้าที่ตรวจสอบเงินงบประมาณของพี่น้องประชาชน ปีนี้ขอ ๒,๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นอนุญาตให้ทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านอย่าไปกังวลเรื่องเวลาเลยครับ ขอให้เขายิ่งตรวจสอบการทุจริตได้ ท่านประธาน ต้องยิ่งสนับสนุนครับ เพราะวันนี้คือการทำหน้าที่ของเขาในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ ท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสมบูรณ์ครับ ผู้อภิปรายต้องอยู่ในประเด็นตามข้อบังคับนะครับ แล้ววันนี้เราอภิปราย เรื่องงบประมาณซึ่งยังไม่ได้ใช้เลยนะครับ ที่จริงก็ด้วยสามัญสำนึกทุกฝ่ายก็รู้อยู่แล้วละ ยังไม่มีอะไรหรอก เพียงแต่ข้อแนะนำ ข้อชี้แนะของคุณหมอวรงค์นี่ ผมก็พูดมาตั้งแต่ต้น แต่ประเด็นที่เรานำเสนอในที่ประชุมนี่นะครับ ผมก็อยากจะให้อยู่ในประเด็นที่เราประชุม ปรึกษากัน อันนี้ท่านก็วนอยู่แต่เรื่องกระบวนการของท่านนะครับ ผมก็พยายามแนะนำท่าน แล้วก็เตือนท่านบอกว่าขอให้อยู่ในประเด็น เอาอย่างนี้คุณหมอครับ

(นายสงวน พงษ์มณี ได้ยืนและยกมือขึ้น)

เชิญผู้ประท้วงก่อนครับ

นายสงวน พงษ์มณี ลำพูน

ท่านประธานครับ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลำพูนครับท่านประธาน คือผมเองไม่ได้ประท้วงผู้อื่นครับ ประท้วง ท่านประธาน ท่านประธานครับในประเด็นไหน เราอย่าสับสนเรื่องสิทธิคุ้มครองนะครับ บุคคลภายนอกเราละเมิดเขา เขาฟ้องเรา แต่ถ้าสมาชิกจะกล่าวโทษผู้นั่งข้างบนนี้ว่าทุจริต ก็ไปตรวจสอบในชั้นที่เขาให้ตรวจสอบ คืออภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่จะพูดได้ก็เฉพาะแจ้งกับ ป.ป.ช. และเสนอถอดถอนแล้ว มาตรฐานนี้สูงมาก อย่าแอบตีกินนะครับ ผมว่าท่านประธาน ไม่รัดกุมตรงนี้นะครับ ผมว่าไม่ใช่คนอื่นเสียหาย รัฐสภาจะเสียหายครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คุณหมอครับ ผมขอ ๓ นาทีท่านสรุปเลยนะครับ เชิญครับ แล้วก็ขอความร่วมมือพวกเรา อยู่สภาอย่ากระทบกระทั่งกันเลยนะ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานครับ เนื่องจากว่าให้เวลาผม

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าคุณหมอก็จะหมุนอยู่อย่างนี้ละครับ ผมจึงใช้อำนาจประธาน เชิญต่อครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านทำไม่ถูกครับ เพราะท่านประธานวิป เป็นคนได้ให้เวลาผม ผมยังเหลือเวลาอีกประมาณ ๙ นาที ๑๙ วินาที

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่เป็นไรครับ ผมให้ ๓ นาทีครับ เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ผมถือว่าผมยังมีเวลา ๙ นาที ๑๙ วินาทีนะครับ ผมถามท่านประธานนะครับว่า

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าครบ แล้วผมก็จะตัดนะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านต้องการที่จะปราบการทุจริต คอร์รัปชัน ท่านขอเงินมา ๕๐,๘๙๖ ล้านบาท ท่านต้องการจะปราบทุจริตคอร์รัปชันไหม ผมกำลังชี้ให้ท่านเห็นว่าขณะนี้ในกระทรวงพาณิชย์มีตัวแทนของทุนสามานต์ ทุนผูกขาดเรื่องข้าว เข้าไปนั่งในกระทรวงพาณิชย์ และมีอำนาจเหนือกว่ารัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีท่านจำได้ไหม เวลาท่านสั่งการปลัดกระทรวงหรือสั่งการระดับอธิบดีผู้ใหญ่ในกระทรวงเขาจะถาม ท่านว่าคุณหมอทราบหรือยัง ท่านจำประโยคนี้ได้ไหมครับท่านรัฐมนตรี แล้วพวกเราจะยอม หรือครับว่าให้คนเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัวแทนประชาชนอย่างพวกเราด้วย แต่มามีอำนาจ ในการสั่งการเรื่องข้าว โครงการรับจำนำของรัฐบาล ทำให้พวกเราเสียชื่อ ท่านเสียชื่อ เราจะยอมหรือ ให้เป็นคนข้างนอกมานั่งสั่งการอย่างนี้ ผมว่าพวกเราไม่ยอมครับ แล้วงบประมาณ ก็เขียนไว้ชัดเจนว่าเราต้องปราบทุจริตคอร์รัปชัน ขอตั้ง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ผมจะชี้แนะครับ แล้วท่านจะได้ไปจัดการต่อ ท่านนายกรัฐมนตรีจะได้ไปจัดการครับ แล้วท่านกิตติรัตน์ก็ต้องชี้แจง แล้วอย่างไรผมก็ต้องไปยื่น ป.ป.ช. ถ้าสมมุติมันจะต้องดำเนินการต่อไป ก็ผมถึงถามว่า ผมถึงไม่เห็นด้วยกับการตั้งงบประมาณครั้งนี้ เพราะว่าถ้าท่านเอาไปโดยที่ผมผ่านเห็นด้วย กลายเป็นว่ากระทรวงพาณิชย์ตัวแทนประชาชนไม่ได้ใหญ่จริง กลายเป็นคนภายนอกมาเป็น เลขานุการแล้วมาใหญ่จริง เพราะเป็นตัวแทนของนายทุนผูกขาดเรื่องข้าว ท่านประธานครับ ผมมีหลักฐานชิ้นสำคัญ ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่จากกระทรวงพาณิชย์นะครับที่ชี้แนะข้อมูล ที่ลึกมาก นี่คือรถโฟล์คสวาเกน หมายเลขทะเบียน ฮธ ๒๐ ไม่ได้บอกหวยนะครับ แต่รถคันนี้ จอดที่กระทรวงพาณิชย์ เป็นรถที่เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นั่งมาปฏิบัติหน้าที่ ที่กระทรวงพาณิชย์ คนในกระทรวงพาณิชย์บอกผมว่าคนนี้คือคนจริงครับ เหนือกว่ารัฐมนตรี แต่ให้ผมลองตามดูรถคันนี้จะเป็นตัวเชื่อมโยงว่าคนคนนี้คือตัวแทนของทุนผูกขาดด้านข้าว และมานั่งประจำที่กระทรวงพาณิชย์ ผมจะชี้ให้ท่านดูต่อแล้วพวกเราจะยอมหรือในฐานะ ตัวแทนประชาชน หลังจากที่คนในกระทรวงพาณิชย์บอกผมมาปุ๊บ ก็มีคณะทำงานไปดูว่า โฟล์คสวาเกน หมายเลขทะเบียน ฮธ ๒๐ ปรากฏว่าตรวจสอบมาชื่อเจ้าของคือ นางสาวชุติมา วัชระพุกกะ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ผมก็เฉย ๆ เลยครับท่านประธาน เพราะผมก็มีความรู้สึกว่าสงสัย เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ที่แอบให้ข้อมูลผมมาคงหลอกผมแน่ เพราะว่าไม่เห็นมีอะไรกัน แต่ด้วยสามัญสำนึกของการทำหน้าที่ตัวแทนประชาชน ที่เราไม่ต้องการเห็นคนที่ไม่ใช่เป็น ตัวแทนประชาชนมามีอำนาจในกระทรวง แล้วมาสั่งการขายข้าว โดยที่รัฐมนตรีเอง ก็ไม่ค่อยมีอำนาจในการจัดการเท่าไร ก็เกิดข้อคำถามถามว่าหรือว่านางสาวชุติมา วัชระพุกกะ เป็นคนคนเดียวกับนางชุฏิมา วัจนะพุกกะ ซึ่งเป็นภรรยาของท่านเลขานุการ อันนี้คือข้อกังขา ท่านประธาน คือเพราะอยู่ ๆ ทะเบียนรถมาผมก็เฉย ๆ นางสาวชุติมา วัชระพุกกะ ไม่เกี่ยวข้องกันก็จบ แต่มีข้อกังขานี้ขึ้นมา เราก็เลยตั้งสมมุติฐานว่าเออน่าจะเป็นคนคน เดียวกัน ถ้าเป็นคนคนเดียวกัน เขาน่าจะนามสกุลวัจนะพุกกะ ปรากฏว่าท่านประธานครับ ผมแนะนำให้พี่น้องประชาชน จดชื่อนี้ไว้นะครับ นามสกุลวัจนะพุกกะ นามสกุลท่านเลขานุการ เลขานุการของท่านบุญทรง ชื่อชุฏิมา ท่านลองเสิร์ชเข้าไปในกูเกิล ท่านประธาน ตอนนี้เราทำงานร่วมกันแล้ว ให้พี่น้องประชาชน เข้าไปในกูเกิล คีย์ (Key) คำว่า ชุฏิมา วัจนะพุกกะ คีย์เข้าไปตอนนี้เลยครับทุกท่านเลยครับ พี่น้องประชาชนที่อยู่ที่บ้าน ท่านประธานครับ ปรากฏผมเจอชื่อนี้ท่านประธาน กูเกิลช่วยผมครับ ปรากฏเจอชื่อนี้มีชื่อคำว่า ชุฏิมา วัจนะพุกกะ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวครับ คืออย่างนี้ได้ไหมคุณหมอวรงค์ครับ คือผมก็เตือนท่านไม่รู้กี่ครั้งแล้ว แล้วก็ถ้าท่านเอาชื่อ บุคคลภายนอกมาเดี๋ยวท่านสมาชิกก็จะประท้วง ขอความร่วมมือกันก็แล้วกันผมไม่อยากใช้ มาตรการเด็ดขาดนะครับ ไม่จำเป็นก็ไม่ให้อ้างชื่อนะครับ อย่างนั้นเดี๋ยวท่านก็ประท้วงอีก เชิญต่อครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก คือถ้าไม่จำเป็นผมไม่เอ่ยชื่อ แต่ตอนนี้มันจำเป็นและมันเป็นประโยชน์กับชาติบ้านเมือง

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คือไม่อนุญาตแล้วครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานครับ เดี๋ยวนี้การทุจริต ท่านก็รู้อยู่แล้วคนภายในทำอะไรไม่ได้ต้องเป็นคนภายนอกมาทำให้

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้ วันนี้เราอภิปรายงบประมาณปี ๒๕๕๗ ยังไม่ได้ใช้เลยนะครับ ผมก็รู้ผมพยายาม ทำความเข้าใจว่าท่านกำลังอภิปรายถึงการบริหารการใช้จ่ายเงินเป็นตัวอย่างเพื่อที่จะโน้ม น้าวท่านสมาชิกไม่ให้ลงมติในวาระที่หนึ่ง รับหลักการ อันนี้ยังไม่เกิดเหตุการณ์อะไรเลย ในปีงบประมาณ ๒๕๕๗ ในขณะนี้ ผมก็พยายามที่จะให้ท่านได้อภิปรายนะครับ

(นางสาวรังสิมา รอดรัศมี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมุทรสงคราม

ให้โกงก่อนหรือประธาน ถึงไม่ต้องอภิปราย

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

กรุณา รักษามารยาทด้วยนะครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมุทรสงคราม

ประธานเรียกดิฉัน เปิดไมโครโฟนสิคะ

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญผู้ประท้วง ฝั่งนี้ก่อนครับ ท่านพิเชษฐ์

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขอร้องท่านหมอวรงค์อย่าทำบาปทำกรรมเลยครับ อย่าฆ่าผู้บริสุทธิ์เลยครับ อย่าฆ่าคนทั้งเป็นสิครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาอย่างนี้ครับ คือไม่ประท้วงก็นั่งลงนะครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

ไม่ประท้วงเพราะไม่มีประโยชน์ ประท้วงไปก็ไม่มีผล มันไปไม่ได้ก็ไม่ต้องไป

(นายธนา ชีรวินิจ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาอย่างนั้นนะครับ เชิญนั่งลงครับ อย่าใช้อารมณ์นะครับ เราสภาด้วยเหตุผลอีกฝั่งหนึ่ง ท่านก็พูดอย่างนี้ เชิญคุณหมอวรงค์ต่อครับ ท่านธนาประท้วงต่อ เชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมเกรงว่าความคิดเห็น ของท่านประธานจะทำให้ระบบตรวจสอบของสภาผู้แทนราษฎร

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านประท้วง อะไรว่ามาเลยครับ คือท่านไม่ต้องมาแนะนำมากนะครับ ท่านยกมือประท้วงท่านบอกว่า ใครฝ่าฝืนข้อบังคับอะไรท่านว่ามาผมจะได้วินิจฉัยถูกนะครับ เชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ การทำ หน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะการอนุมัติงบประมาณเป็นหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่ง ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ท่านหมอวรงค์ได้ชี้แนะถึง

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้ท่านประท้วงใครฝ่าฝืนอะไรว่ามา ท่านไม่ต้องแนะนำละครับเสียเวลา เชิญครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรุงเทพมหานคร

จะประท้วงท่านประธานว่า ๑. ท่านประธานไม่ได้ทำหน้าที่ให้เป็นกลางตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร และท่านประธานไม่พยายามปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ท่านประธานฟังผมครับ ผมจะมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมให้ท่านประธาน วันนี้เพื่อนสมาชิกลุกขึ้น อภิปรายงบประมาณมีการใช้เงินงบประมาณไปหลายแสนล้านบาทซึ่งทุกคนทราบดีว่า มีการทุจริตคอร์รัปชัน ท่านสมาชิกไปหาข้อเท็จจริงข้อมูลมาสักพักหนึ่งท่านประธานก็ให้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ตอบท่านก็มีสิทธิ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้ครับ เดี๋ยวผมวินิจฉัยประเด็นก่อนว่าตามข้อ ๘ ว่าผมไม่เป็นกลางนี่นะครับ ท่านก็เห็นทั้ง ๒ ฝ่าย ผมก็ปฏิบัติหน้าที่ฝั่งหนึ่งอาจจะไม่พอใจเพราะว่าผมอาจจะวินิจฉัย ในสิ่งที่ท่านไม่พึงปรารถนาและอีกฝั่งหนึ่งก็ว่าผมวินิจฉัยไม่ถูกใจท่าน เดี๋ยวนี้ทั้ง ๒ ฝ่าย ว่าผมไม่เป็นกลางทั้งคู่นะครับ ผมก็ไม่รู้ว่าจะทำให้ถูกใจท่านทั้ง ๒ ฝั่งอย่างไร ฉะนั้นผมขอ พักประชุม ๑๐ นาทีครับ

พักประชุมเวลา ๑๙.๑๒ นาฬิกา

เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๙.๓๘ นาฬิกา

เชิญคุณหมอวรงค์สรุปต่อเลยนะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก พอดีท่านประธานสั่งพัก ผมกำลังทานข้าวเลยต้องวิ่งมา แล้วก็ยังงง ๆ อยู่ว่าจะปะติดปะต่ออย่างไร แต่โดยสรุป ผมต้องการจะชี้ให้เห็นว่าในกระทรวงพาณิชย์ซึ่งเป็นสมบัติของทางราชการ แต่กลับกลายว่า มีตัวแทนผู้ใกล้ชิดกับกลุ่มทุนเรื่องข้าวเข้ามานั่งเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นี่คือเป็นตัวแทนแล้วเข้ามามีอำนาจเต็มครับ เมื่อสักครู่ผมก็ถามท่านรัฐมนตรีบุญทรงว่า จำได้ไหมว่าผู้ใหญ่ในกระทรวงพาณิชย์เวลาท่านสั่งการเขามักจะถามท่านว่าคุณหมอทราบหรือยัง มันก็สะท้อนว่าคนที่มีอำนาจตัวจริงคือคุณหมอวีระวุฒิซึ่งเป็นเลขานุการรัฐมนตรี และผม ก็กำลังชี้ให้เห็นว่าตัวสำคัญในการเชื่อมโยงคือรถโฟล์ค คาราเวลล์ สีดำ ทะเบียน ฮท ๒๐ ที่จอดอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ ที่เลขานุการท่านนี้เป็นคนใช้ และผมก็สืบต่อว่ารถคันนี้เจ้าของรถชื่อว่า เอ๊ะ นางสาวชุติมา วัชระพุกกะ และผมก็สงสัยว่า นางสาวชุติมา วัชระพุกกะ เป็นอะไรกับคุณหมอวีระวุฒิ วัจนะพุกกะ ที่เป็นเลขานุการรัฐมนตรี แต่ปรากฏว่านามสกุลนี้เป็นนางสาวทำให้ผมสงสัย ผมก็เชิญชวนท่านประธานเพื่อนสมาชิก เราช่วยกันสืบค้นโดยใช้กูเกิล ถ้าเป็นภรรยาคุณหมอวีระวุฒิจริงเขาน่าจะนามสกุล วัจนะพุกกะ เป็น นางชุฏิมา วัจนะพุกกะ ผมก็เลยแนะนำให้ประชาชนพวกเราทุกคนลองคีย์คำว่า ชุฏิมา วัจนะพุกกะ เข้าไปในกูเกิล ตอนนี้ทุกคนถ้าว่าง ๆ ลองคีย์เลยนะครับเราตรวจสอบพร้อมกัน ปรากฏว่าเมื่อคีย์เข้าไปในกูเกิล กูเกิลบอกว่ามีบุคคลนี้จริง มีตัวบุคคลนี้จริงที่ชื่อว่าชุฏิมา วัจนะพุกกะ และที่สำคัญคือกูเกิลให้ชี้แนะกับผมด้วย ในกูเกิลบอกว่าคนคนนี้อยู่บ้านเลขที่ ๒๓ หมู่บ้านกรองทอง ซอย ๕๕/๑ เฉลิมพระเกียรติ ร. ๙ ถนนเฉลิมพระเกียรติ ร. ๙ แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพฯ เมื่อกูเกิลให้ข้อมูลผมอย่างนี้ปุ๊บผมก็มีความรู้สึกว่า เอ๊ะ แสดงว่า มันน่าจะมีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกันเพราะว่าในทะเบียนรถคันนี้ ปรากฏว่านางสาวคนนี้ มีบ้านเลขที่ตรงกันเป๊ะเลยครับ เลขที่ ๒๓ ซอยเฉลิมพระเกียรติ ร. ๙ ซอย ๕๕/๑ เขตประเวศ ตรงกันเลยครับท่านประธาน ทำให้ผมสงสัยว่านางสาวชุติมา วัชระพุกกะ กับนางชุฏิมา วัจนะพุกกะ น่าจะเป็นคนคนเดียว โดยที่คนคนนี้น่าจะเป็นภรรยาของท่านเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการ แต่มีการจดทะเบียนหย่ากันเพื่ออำพรางบางสิ่งบางอย่างเพราะว่า ท่านเลขานุการค่อนข้างจะมีอำนาจเยอะและได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มทุนผูกขาดเรื่องข้าว และมาบัญชาการในกระทรวงพาณิชย์ และบังเอิญท่านอาจจะละเลยบางสิ่งบางอย่างทำให้ คนในกระทรวงพาณิชย์รู้ข้อมูลตรงนี้เยอะและเอาข้อมูลเหล่านี้มาบอกฝ่ายค้าน เพราะว่า การทุจริตบางครั้งมันหาหลักฐานยาก แต่บังเอิญทิ้งร่องรอยเรื่องรถโฟล์คสวาเกน สีดำ ทะเบียน ฮธ ๒๐ และสืบไปจริง ๆ ก็ค้นพบนะครับว่าคุณหมอวีระวุฒิ ซึ่งเป็นท่านเลขานุการ รัฐมนตรีกับคุณชุฏิมา วัจนะพุกกะ เป็นสามีภรรยากันจดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ ๖ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เลขที่ใบหย่าเลขที่ ๒๓๖/๕๕๙๗ เขตประเวศ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้ มันเป็นส่วนตัวเขาเกินไปไหมครับ เอาเฉพาะที่เกี่ยวข้องอย่าไปถึงขั้นที่ต้องจดทะเบียนหย่ากัน มันเป็นส่วนตัวเขามันเกินไปนะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ผมกำลังจะเชื่อมโยงให้กับ ท่านประธานได้เห็นเนื่องจากว่ามันเป็นการอำพรางประโยชน์บางอย่างซึ่งเกี่ยวข้องกับ ประโยชน์ของแผ่นดิน ประโยชน์ของชาติ และสุดท้ายผมจะจบแล้วครับ คงจะเหลือเวลา อีกไม่นานเท่าไร และปรากฏว่าเมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๕๕ นางชุฏิมา วัจนะพุกกะ ก็เปลี่ยนนามสกุล เป็น นางชุฏิมา ยาติมิ ซึ่งเป็นนามสกุลเดิม และวันเดียวกันนางชุฏิมา ยาติมิ ก็เปลี่ยนนามสกุลเป็น นางชุฏิมา วัชระพุกกะ และในวันเดียวกันนางชุฏิมา วัชระพุกกะ ก็เปลี่ยนคำนำหน้านาม เป็น นางสาวชุฏิมา วัชระพุกกะ เท่ากับว่าสตรีท่านนี้ครับที่ใช้นางสาว ก็คือภรรยาของท่านเลขานุการ ซึ่งเป็นเจ้าของรถโฟล์คสวาเกน ที่ท่านเลขานุการใช้อยู่ ตอนนี้ ผมกำลังเชื่อมโยงให้ท่านประธานเห็นว่าท่านเลขานุการท่านนี้มีอำนาจเต็มอยู่ในกระทรวงพาณิชย์ และมีความใกล้ชิดกับทุนผูกขาดด้านข้าวและสุดท้ายคำตอบมันออกมาครับ รถคันนี้เจ้าของ รถคือบริษัท สยามอินดิก้า มันจึงไม่แปลกครับท่านประธานว่าทำไมเขาถึงบอกว่าเลขานุการ ท่านนี้คือตัวจริงในกระทรวงพาณิชย์ คนที่เป็นรัฐมนโทของกระทรวงพาณิชย์ตัวจริงคือ เสี่ยเปี๋ยงครับท่านประธาน การเชื่อมโยงเอาคนของตัวแทนทุนผูกขาดเรื่องข้าวเข้ามานั่ง ในตำแหน่งสำคัญ ๆ เกี่ยวกับข้าวทั้งหมดและเป็นถึงเลขานุการรัฐมนตรีว่าการ มันจึงไม่แปลกว่า การขายข้าวมันถูกมีการเชื่อมโยงกับคนใกล้ชิด และท่านประธานลองคิดดูนะครับถ้าผม จะสร้างชาร์ทให้ท่านประธานเห็น ก่อนจะสร้างชาร์ทบังเอิญข้อมูลในกระทรวงพาณิชย์ ให้เรามาลึกมากครับเขาบอกให้เราไปสังเกตที่บ้านซอยนาคนิวาส ๑๓ ซอยลาดพร้าว ๗๑ ก็เป็นบ้านของทุนผูกขาดด้านข้าวที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลและคนแดนไกล และช่วงก่อน ๆ ตอนเริ่มต้นทุกวันเสาร์ต้องไปเจอกัน และกลุ่มทุนผูกขาดก็จะคุยกับระดับปลัดกระทรวง หรืออธิบดี หรือผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้าว่าท่านต้องเข้าใจนะว่าคุณหมอท่านนี้ ไม่ใช่เป็นคุณหมอธรรมดา แต่คำสั่งของคุณหมอท่านนี้หมายถึงผม มันจึงไม่แปลกใจว่าเวลาเราไปที่ไหนผมจะเช็ก กระแสเขาบอกว่าตัวจริงคือท่านเลขานุการ หรือคุณหมอวีระวุฒิ วัจนะพุกกะ ท่านประธาน ดูต่อนะครับว่าบทส่งท้ายที่ผมจะต้องถามท่านประธานว่าเราจะยอมให้รัฐบาลพิจารณา งบประมาณที่ขอเงินพวกเราไปทำงาน โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว หรือการปราบปราม ทุจริตคอร์รัปชัน เราจะยอมหรือท่านประธาน เพราะว่ามีการทุจริตกันหลายขั้นตอนตั้งแต่ ขั้นตอนเริ่มต้นจนกระทั่งขั้นตอนสุดท้าย นั่นคือขั้นตอนการระบายข้าวจีทูจีก็เกี่ยวครับ แล้วก็โยงถึงตัวละครที่สำคัญ และวันนี้ก็โยงถึงตัวละครที่สำคัญครับ ก็เท่ากับว่าขณะนี้ คนคนนี้ก็คือตัวกลางในการสั่งการทั้งโรงสีที่จะรับมอบข้าวราคาถูกไปขายต่อราคาแพง โดยสั่งการมาที่หัวหน้าส่วนราชการในกระทรวงพาณิชย์ ผมนี่อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า มันจึงเป็นเหตุผลที่ผมอยากจะเชิญชวนเพื่อนสมาชิกซีกรัฐบาลว่าพวกเราคือตัวแทนประชาชน เราจะปล่อยให้คนที่ไม่ใช่เป็นตัวแทนประชาชน แต่เป็นตัวแทนของทุนผูกขาดด้านข้าว มามีอำนาจบงการในกระทรวงพาณิชย์หรือครับ ถ้าเราปล่อยให้งบประมาณที่ผ่านไปเท่ากับ กระบวนการทุจริตคอร์รัปชันต่าง ๆ เหล่านี้ยังเกิดขึ้นต่อไปเชิญชวนทุกคนครับมาคว่ำ ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฉบับนี้ครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป ท่านนิยม ช่างพินิจ เชิญครับ ๑๐ นาที หลังจากท่านนิยมแล้ว เดี๋ยวเตรียมตัว ท่านเจิมมาศ จึงเลิศศิริ แล้วมาท่านชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ท่านวิชัย ล้ำสุทธิ เชิญครับ

นายนิยม ช่างพินิจ พิษณุโลก 🔗

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคเพื่อไทย ต้องขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่ได้มีโอกาสอภิปรายร่าง พ.รบ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งที่สำคัญหนึ่งผมนี่เห็นด้วยแล้วก็พร้อมที่จะสนับสนุน แต่ตั้งแต่ เช้ามาฟังท่านนายกรัฐมนตรี ฟังท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ฟังเพื่อนสมาชิก หลาย ๆ ท่านนะครับ โดยเฉพาะโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้ดำเนินการไป ฟังแล้วผมกลัวว่า เพื่อนสมาชิกนี้คงไม่สับสน แต่ผมกลัวว่าพี่น้องประชาชนอาจจะสับสน โดยเฉพาะเรื่อง ของโครงการรับจำนำข้าว โดยเฉพาะพืชผลทางการเกษตรบ้างก็บอกว่าล้มเหลว บ้างก็บอกว่า ขาดทุนนะครับ ถามว่ามีตัวเลขที่หลายท่านพูดนะครับ หรืออาจจะดูจากพูดกันว่าขาดทุน ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาทกว่าบาท ถ้าดูข้อเท็จจริงแล้วครับท่านประธาน ตัวเลขอย่างนี้ผมเชื่อว่า รัฐมนตรีคงชี้แจงแต่มันคงเป็นไปไม่ได้หรอกครับ จำนำ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วขาดทุน ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาทอย่างนี้ ด้วยข้อเท็จจริงมันเป็นไปไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้น อยากชี้แจงแล้วก็อยากจะให้พี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ทางบ้านได้เข้าใจ

แต่ถามอีกประการหนึ่งครับว่ามีเพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่นี้ที่ได้พูดไปว่า มีการระบายข้าวตันละ ๕,๗๐๐ บาท แล้วพ่อค้าได้ส่วนต่าง ๖,๓๐๐ บาทอย่างนี้ แล้วขายจริง ๑๒,๐๐๐ บาทนี้ผมไม่เข้าใจว่ามันเป็นข้าวเปลือกหรือข้าวสาร ถ้าจะเป็นข้าวเปลือกนี่ มันก็เป็นไปไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าเรารับจำนำตันละ ๑๕,๐๐๐ บาท แล้วก็ซื้อขายกันจริง ก็ ๑๒,๐๐๐-๑๓,๐๐๐ บาทอยู่แล้ว แต่ถ้าบอกว่าเป็นข้าวสารตันละ ๕,๐๐๐ บาท ไม่มีหรอกครับ ท่านประธานอาจจะมีก็ประมาณ ๑๐ ปีที่แล้วละครับ เพราะที่ผมกล้าพูดอย่างนี้เพราะว่า ถ้าเป็นข้าวสารเรารับจำนำ ๑๕,๐๐๐ บาท ถ้าเป็นข้าวตกประมาณ ๒๒,๐๐๐-๒๓,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมว่าพี่น้องประชาชนฟังแล้วผมว่าสับสน เพราะฉะนั้นอยากจะเรียน ให้ทราบว่าถ้าเป็นข้าวสารท่านประธาน ถ้าเป็นข้าวสารนี่ถ้าบอกว่าจะระบายตันละ ๕,๐๐๐ กว่าบาท ข้าวเปลือกนี้ยังไม่ได้เลยครับ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนให้ท่านประธานทราบนะครับ แล้วบอกว่าโครงการรับจำนำนี่พี่น้องเกษตรกรไม่ได้ประโยชน์ ตรงนี้คงไม่ต้องมาตอบหรอกครับ เพราะว่าสิ่งนี้เหมือนกันคนที่เป็นเกษตรกรจริง ๆ เขาเข้าใจ เขารู้ครับว่าระหว่างประกันรายได้ นโยบายที่ว่าดีนักดีหนากับจำนำนี่มันแตกต่างกันอย่างไร เพราะพี่น้องเกษตรกรเขารู้ สาเหตุที่ผมต้องพูดอย่างนี้เพราะว่าดูจากพี่น้องเกษตรกรอาจจะมีปัญหาบ้างเรื่องของความล่าช้า ในการจ่ายเงินก็เพราะว่ากระบวนการตรวจสอบนี่ละครับ ที่ว่ารัฐบาลกลัวนักกลัวหนา ตรวจสอบตรงโน้นตรวจสอบตรงนี้ เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาทก็ตรวจสอบ ตรงโน้นตรวจสอบตรงนี้ นี่ละครับที่ทำให้รัฐบาลกลัวไปหมด กลัวจนทำให้พี่น้องประชาชนอาจจะเดือดร้อน เกิดความล่าช้าในการรับจำนำ ฟังจากเพื่อนสมาชิกบอกว่าอาจจะไม่เข้าใจพี่น้องประชาชน ฟังแล้วสับสน งง บอกว่าจำนำ ๑๕,๐๐๐ บาท แล้วทำไมพอเราเอาไปขาย ได้แค่ ๑๑,๐๐๐ บาท ๑๒,๐๐๐ บาท ๑๓,๐๐๐ บาท ผมพูดอย่างนี้หลายครั้งแล้วครับ แต่พี่น้องประชาชน เกษตรกรจริง ๆ เข้าใจ แต่พี่น้องที่ไม่ได้ประกอบอาชีพภาคการเกษตรเขาจะไม่เข้าใจ ผมจะอธิบายให้ฟัง ยกตัวอย่างเช่น ข้าว ๑๕,๐๐๐ บาท ความชื้นที่พี่น้องเกษตรกร เขาเก็บเกี่ยวไปความชื้น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นข้าวมีความชื้นสูง เมื่อเอาไปขายเขาก็ต้องไปหักลบกลบหนี้ตรงนี้ครับ เพราะรัฐบาลตั้งไว้ว่าความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ จำนำที่ ๑๕,๐๐๐ บาท เพราะนั่นเป็นหลักตรรกะคิดง่าย ๆ ถ้าความชื้น บวก ๑ เปอร์เซ็นต์ ข้าวเราจะหายไป ๑๕ กิโลกรัม เขาเอาตรงนั้นมาคิด แต่ถ้าท่านไปดู ใบประทวนใหม่เดี๋ยวนี้เขาไม่ได้ระบุว่า ๑๕,๐๐๐ บาท ไม่ได้ระบุว่าจะต้องได้ ๑๑,๐๐๐ บาท ๑๒,๐๐๐ บาท ๑๓,๐๐๐ บาท อย่างนี้นะครับ เขาต้องระบุมาอย่างนี้ เพราะว่าเขาไปหัก ค่าความชื้น เพราะฉะนั้นพี่น้องประชาชนผมฟังแล้วคนที่ไม่ได้ทำนาจริง ๆ เขาจะเข้าใจยาก เพราะฉะนั้นผมจึงถือโอกาสอธิบาย

แล้วประเด็นต่อมาทำไมโครงการจำนำมันถึงจะไม่เหมาะสม แล้วทำไม พี่น้องประชาชนเข้าใจ เราต้องเข้าใจวิถีชีวิตของเกษตรกรก่อน ถ้าสมัยเมื่อสัก ๒๐-๓๐ ปี ที่แล้วนี้ครับท่านประธาน เขาเกี่ยวข้าวมาแล้วเขาก็เก็บใส่ยุ้งใส่ฉาง แล้วพอได้ราคาพอใจ เขาก็ขาย แต่เดี๋ยวนี้วิถีชีวิตมันเปลี่ยนไปครับ พอพี่น้องเกษตรกรเก็บเกี่ยวมาปุ๊บข้าวเขามาปุ๊บ เขาไม่ได้เก็บใส่ยุ้งใส่ฉาง เดี๋ยวนี้เขาใช้เครื่องจักร ใช้รถเกี่ยว เมื่อเกี่ยวปุ๊บเขาก็ไปที่โรงสีเลย อย่างที่ผมบอกว่าความชื้นมันก็สูง เมื่อความชื้นสูงราคามันก็ต้องหักลบกลบหนี้ไป นี่คือ เป็นประเด็นสำคัญ เพราะฉะนั้นที่บอกว่าโครงการจำนำข้าวไม่ถึงมือเกษตรกรเป็นไปไม่ได้ครับ เพราะเกษตรกรได้รับแน่นอน แต่ถ้ามาบอกว่านโยบายประกันรายได้ เขาบอกว่าเงินทุกบาท โอนให้พี่น้องเกษตรกรเลย มันเป็นมิติแฝง มันเป็นนโยบายที่แฝงไว้เหนือชั้น ผมจะอธิบาย ให้ฟังครับท่านประธาน คำว่า ประกันรายได้ ถ้าบอกว่าประกันไว้ ๑๐,๐๐๐ บาทต่อตัน ที่ความชื้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์หรืออะไรนี่นะครับ แล้วก็บอกว่าประกาศราคาอ้างอิง ยกตัวอย่าง ถ้าประกาศราคาอ้างอิงซื้อขายกันท้องตลาด ๘,๐๐๐ บาท ผมถามด้วยครับ พ่อค้าผู้ส่งออก เขาไม่ซื้อ ๘,๐๐๐ บาทหรอกครับ โรงสีก็ไม่ซื้อครับ เขาซื้อ ๖,๐๐๐ กว่าบาท หรืออาจจะซื้อ ๗,๐๐๐ บาทดี ๆ หน่อย แต่พอส่วนต่างตรงนี้รัฐบาลต้องเอาไปจ่ายเท่าไร ประกัน ๑๐,๐๐๐ บาท ราคาอ้างอิง ๘,๐๐๐ บาท ต้องจ่าย ๒,๐๐๐ บาท เมื่อจ่าย ๒,๐๐๐ บาทปุ๊บ เกษตรกรขายข้าวจริงได้ ๖,๐๐๐ บาท มาบวกส่วนต่างนี้อีก ๒,๐๐๐ บาท ดีใจครับ ที่เกษตรกรได้รับ แต่ผมถามเถอะครับ ๒,๐๐๐ บาทตัวนี้ถ้าคิดกันจริง ๆ เงินตรงนี้มันไปไหน มันมาช่วยเกษตรกรจริงแต่ว่าพ่อค้าสบายใจครับ ก็เหมือนเอาเงินไปช่วยให้พ่อค้าละครับ ซื้อเกษตรกรเกวียนละ ๖,๐๐๐ บาท แล้วเอาเงินส่วนต่างตรงนี้ไปให้กับพ่อค้าเอาไป สนับสนุนให้อีก ๒,๐๐๐ บาทตรงนี้ เงินตรงนี้ไหลไปอยู่กับพ่อค้าโดยช่วยเหลือพ่อค้า กำไรของพ่อค้าไม่ได้ดึงออกมาเลยครับท่านประธานถ้าอธิบายอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ผมอยากจะกราบเรียนให้ท่านประธานทราบว่า ถามว่าประกันรายได้ช่วยใครกันครับ ช่วยพ่อค้านะครับ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับท่านประธาน ผมมีลูกอยู่ ๘ คน คนโต เป็นพ่อค้าข้าวผู้ส่งออก ๗ คนประกอบอาชีพในการทำนา แล้วผมก็บอกว่าประกัน ๑๐,๐๐๐ บาท แล้วบอกว่าวันนี้ซื้อขายกันราคาอ้างอิง ๘,๐๐๐ บาท ผมถามว่าลูกคนโต มันจะซื้อ ๘,๐๐๐ บาทไหมครับ มันไม่ซื้อ ๘,๐๐๐ บาทหรอกครับ มันก็ซื้อ ๖,๐๐๐ บาท ๗,๐๐๐ บาท แล้วผมก็เอาเงินนี้ไปชดเชยให้กับลูก ๗ คน แล้วลูกคนโตเป็นอย่างไร ๘ คน รวมแล้วคนโตเป็นอย่างไร มันก็รวยอยู่คนเดียวครับ นี่ละครับคือกระบวนการที่บอกว่า ประกันรายได้ มันมีการแฝงเอาเงินตรงนี้ไปช่วยกับพ่อค้าผู้ส่งออก ผมจึงกราบเรียนให้ทราบ ส่วนเรื่องของการรับจำนำ ท่านประธานครับ ผมได้อธิบายไปพอสมควรว่ามันมีอย่างไร ผมกลัวพี่น้องประชาชนสับสนเรื่องของระหว่าง ๑๕,๐๐๐ บาท แล้วทำไมเอาไปขายได้ ๑๑,๐๐๐ บาท ๑๒,๐๐๐ บาทนั้นผมอธิบายไปแล้ว มันเรื่องของความชื้น เรื่องของคุณภาพข้าว แล้วก็มีนะครับที่เพื่อนสมาชิกบอกว่าข้าว ๑๘ สายพันธุ์ ผมถามเถอะครับว่า อดีตที่ผ่านมาถ้าเป็นประกันรายได้นี่ถ้าเราไม่มีเอาข้าวมาดูกันว่าข้าวอันไหนมีคุณภาพ ไม่มีคุณภาพ ผมว่า ๑๘ สายพันธุ์นี่เขาปลูกไหมครับ เขาก็ปลูกนะครับ แต่ที่รัฐบาลต้องการ ให้มีข้าวคุณภาพอย่างที่รัฐมนตรีณัฐวุฒิอธิบายไปเข้าใจง่ายแล้วเขาก็ไม่ได้เพิ่งมาบอกปีนี้นะครับ เขาบอกว่าปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ คนที่ปลูกข้าว ๑๘ สายพันธุ์ไม่สามารถร่วมโครงการรับจำนำได้ แต่อยากจะฝากท่านรัฐมนตรี ตรงนี้เป็นประเด็นฝากครับ ถ้าเราจะไประบุเลยว่าข้าวอายุสั้น ๙๐ วัน ๑๐๐ วันจำนำไม่ได้ ผมอยากให้ดูเป็นบางพื้นที่บ้าง เช่น พื้นที่บ้านผมอำเภอบางระกำ ถ้าจะให้ปลูกข้าว ๑๑๐ วัน ๑๒๐ วันลำบากเพราะว่ามันต้องหนีน้ำ เขาก็ต้องปลูกข้าวอายุ ๙๐ วัน ๑๐๐ วัน อย่างนี้อยากจะฝากเป็นประเด็นไว้ โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอบางระกำ เพราะมันต้องทำหนีน้ำแล้วอย่างนี้เขาจะได้ ๒ รอบ เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียน แล้วยังมีอีกหลาย ๆ ภาค เพราะฉะนั้นดูที่ภูมิประเทศครับ แต่ถามว่าเจตนารมณ์ของเกษตรกรจริง ๆ เขาอยากจะปลูกข้าวที่มีคุณภาพ อยากครับ เพราะบางพื้นที่เขาทำ ๓ รอบ ปีหนึ่งเขาทำ ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๓ เขาก็ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการรับจำนำได้ แล้วครั้งที่ ๓ เขาต้องไปขายนอกตลาด ไปขายอิสระ ถ้าเขาทำข้าวคุณภาพต่ำเขาก็ไม่สามารถจำนำได้ ก็คงฝากไว้ครับท่านประธาน เพราะบางพื้นที่ถ้าเราไปเต้นตามไปหมดว่าบอกตรงโน้นทุจริต ตรงนี้ทุจริต ผมว่าเป็นประเด็นที่ว่า เพราะฉะนั้นพอการปฏิบัติของแต่ละจังหวัดนี่ก็แตกต่างกัน เพราะว่าทาง กขช. ส่วนกลาง ได้มอบอำนาจให้กับจังหวัด อนุกรรมการจังหวัดก็มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน บางจังหวัด ก็มีตั้งกฎตั้งกติกากันอย่างนี้แล้วเกิดความล่าช้า อย่างนี้ผมอยากจะฝากนะครับ เพราะว่า แต่ละจังหวัด เพราะฉะนั้นนโยบายโครงการรับจำนำข้าวสิ่งที่สำคัญการปฏิบัติ การมีส่วนร่วม ของข้าราชการต้องทำอย่างจริงจังแล้วก็ทำอย่างบูรณาการ อย่างนี้ถึงจะเป็นประเด็นที่จะช่วยเหลือ พี่น้องเกษตรกรแล้วจะแก้ปัญหาเรื่องของความล่าช้าในการจ่ายเงินอะไร ๆ อีกสำคัญนะครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะฝากไว้ว่างบประมาณปี ๒๕๕๗ ผมเห็นด้วยแล้วก็พร้อมที่จะสนับสนุน โครงการของนโยบายอีกหลาย ๆ โครงการ ก็คงพูดให้ท่านประธานเข้าใจและพี่น้องประชาชน เข้าใจเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไปท่านเจิมมาศ ๑๐ นาทีครับ

นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน เจิมมาศ จึงเลิศศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันขออภิปรายในงบประมาณปี ๒๕๕๗ นี้ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์โครงการจำนำมันสำปะหลัง งบปีนี้จะได้งบเกือบ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ดิฉันไม่เห็นด้วย เนื่องจากว่าในงบประมาณ ของปีที่แล้วท่านก็ใช้งบประมาณอย่างผิดพลาดล้มเหลวและส่อเค้าทุจริต งบประมาณ ในปีที่แล้วประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทถึงมือเกษตรกรไม่ถึงร้อยละ ๕๐ ส่วนที่หายไป ตกหล่นไประหว่างทางอีกเกือบร้อยละ ๕๐ ไปไหน ไปอยู่ในกระเป๋าของใคร เหมือนกับ แท่งไอศกรีมถูกดูดถูกเลียระหว่างทางก่อนจะถึงมือเกษตรกร ไม่รู้ว่าไอศกรีมนั้นจะเหลือเท่าไรนะคะ งบประมาณของปีที่แล้วที่ท่านนำไปใช้ในโครงการจำนำมันสำปะหลังได้ ๑๐ ล้านตัน แต่ผลผลิต ที่ออกสู่ท้องตลาดมี ๒๔ ล้านตัน อีก ๑๔ ล้านตันไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ รัฐบาลจำนำ ในราคากิโลกรัมละ ๒.๗๐ บาท ส่วนที่ไม่สามารถเข้าโครงการได้ขายได้ในราคาเพียง ๒.๒๐ บาท ท่านหวังว่ากลไกการตลาดจะช่วยดึงราคา ๒.๒๐ บาทขึ้นมาแต่ก็ล้มเหลวก็ช่วยไม่ได้นะคะ นโยบายประชานิยมแทรกแซงแบบฝืนตลาดก็ทำให้อนาคตของเกษตรกรต้องพังไปทั้งระบบ ดิฉันเห็นว่า ๒ ปีที่ผ่านมาก็พิสูจน์ได้แล้วว่าโครงการจำนำมันสำปะหลังนั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง และงบประมาณที่ถูกดูดถูกเลียไประหว่างทางนั้นไปไหน หน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ ที่ดูแลรับผิดชอบก็น่าจะรู้ดี องค์การคลังสินค้า กรมการค้าภายใน กรมการค้าระหว่างประเทศ ท่านทำอะไรอยู่คะ ท่านมีหน้าที่กำกับดูแลตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด แต่ความเป็นจริงแล้วคนในวงการมันสำปะหลังรู้ดีค่ะว่า มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ไม่ว่าจะเป็นสื่อต่างๆ ที่เคยติดตามข่าวการทุจริตมันสำปะหลัง ที่หายไปจากโกดัง หรือว่าตัวเกษตรกรเอง ผู้ประกอบการเอง แม้แต่ข้าราชการเอง ทั้งหมดนี้ ทราบดีว่าการทุจริตในโครงการนี้มีอย่างต่อเนื่อง ประเด็นแรกนี่ก็คือประเด็นเม็ดเงินงบประมาณ ประเด็นที่ ๒ ก็คือสต็อกมันสำปะหลังค่ะ ในปีนี้โครงการจำนำมันสำปะหลังได้สิ้นสุดโครงการ ไปแล้วเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายนที่ผ่านมา สามารถรับจำนำมันสำปะหลังสดได้ ๑๐ ล้านตัน ใน ๑๐ ล้านตันนี้ ๑,๖๐๐,๐๐๐ ตันส่งเข้าโรงงานผลิตเอทานอลอีก ๘,๔๐๐,๐๐๐ ตันนำมาแปรรูป เป็นมันเส้นแล้วก็แป้งมัน มันเส้นแปรรูปออกมาได้ ๒,๕๐๐,๐๐๐ ตัน ส่วนแป้งมันแปรรูป ออกมาได้ ๘๕๐,๐๐๐ ตัน ส่วนของมันเส้นที่แปรรูปออกมาได้นั้นนะคะ ดิฉันมีข้อสังเกต ประมาณ ๓ ข้อ ได้ข่าวมาว่า

ข้อที่ ๑ โกดังที่เป็นผู้ใกล้ชิดได้ยืมของไปขายแล้วค่ะ คำว่า ยืม ในที่นี้ก็คือขโมย

ข้อที่ ๒ ผู้ประกอบการบางรายรู้กันกับเจ้าหน้าที่ ออกเอกสารไม่ตรงกับจำนวนของ ๑๐๐ ตันก็แจ้งว่า ๒๐๐ ตัน

ข้อที่ ๓ มีการปลอมปนค่ะ มีการใส่ปูน ใส่กากแป้งเข้าไป นี่คือส่วนของมันเส้น ส่วนของแป้งมันอีก ๘๕๐,๐๐๐ ตันไม่ต้องพูดถึงนะคะ เราเคยเห็นการแปรสภาพแป้งมัน ละลายกับน้ำ แต่นี่แป้งมันละลายกับอากาศค่ะ แปรสภาพหายไปในอากาศ เหลือแต่สต็อกลม ไม่มีของ หน่วยงานที่ต้องกำกับดูแลรับผิดชอบก็คือกรมการค้าภายในและองค์การคลังสินค้า ท่านได้ทำการกำกับดูแลสต็อกหรือเปล่าคะ จำนวนของกับตัวเลขตรงกันไหมคะ มีการปลอมปนไหม ไปอยู่ที่ไหนบ้าง ตรงนี้เป็นหน้าที่รับผิดชอบของท่านที่จะต้องในฐานะตัวแทนของเกษตรกร ท่านจะต้องปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรและประเทศชาติ ถ้าท่านมีความบริสุทธิ์ใจจริง ให้องค์กรอิสระลงมาตรวจสอบสิคะ แต่ถ้าท่านปล่อยปละละเลยทำให้ประเทศชาติเสียหาย อันนี้ถือว่าส่อเค้าทุจริต ประเด็นที่ผ่านไปก็คือ ๑. เรื่องเม็ดเงินงบประมาณ ประเด็นที่ ๒ สต็อกลม ประเด็นที่ ๓ จีทูจี การค้าระหว่างรัฐกับรัฐ อยู่ในการควบคุมดูแลของกรมการค้าระหว่างประเทศ รัฐบาลบอกว่ารัฐบาลขายจีทูจีให้กับประเทศจีน เพื่อระบายสินค้านะคะ โดยการทำธุรกรรม กับต่างประเทศก็ต้องมีการเปิดแอลซี แต่ว่าการทำจีทูจีของรัฐบาลกับประเทศจีนครั้งนี้นั้น ไม่มีการเปิดแอลซี มีเพียงแต่การขายผ่านนายหน้าคนหนึ่งเท่านั้น นายหน้าคนนี้มีเชื้อสายฮ่องกง อย่างนี้จะเรียกว่าจีทูจีได้ไหมคะ ไม่มีการเปิดแอลซี เพราะฉะนั้นดิฉันถือว่าเป็นจีทูจีปลอมค่ะ แล้วมีข้อสังเกต ๔ ข้อ ข้อที่ ๑ ไม่มีการเปิดแอลซี อันนี้แบงก์ชาติกรุณาไปตรวจสอบด้วยนะคะ ข้อที่ ๒ ในวันนี้มีการส่งมอบสินค้าครบหรือยัง ได้ข่าวว่ามีการตกลงกันว่าไม่ต้องส่งสินค้าก็ได้ จริงหรือเปล่า ข้อที่ ๓ ทำไมรัฐบาลไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลในการทำการค้าจีทูจีกับประเทศจีน ว่าขายให้กับหน่วยงานใด ปริมาณสินค้าเท่าไร ราคาเท่าไร อ้างว่าเป็นความลับทางการค้า จะทำให้เสียเปรียบ แต่นี่โครงการสิ้นสุดลงไปแล้ว ท่านเปิดเผยข้อมูลได้แล้ว ท่านเฉลยข้อสอบได้แล้ว หรือว่าเฉลยไม่ได้เพราะปิดบัญชีไม่ลง เพราะตัวเลขมันไม่ตรงกัน หรือว่ามันไม่มีตัวเลขเลย

อีกข้อหนึ่งนะคะข้อสุดท้าย ดิฉันเชื่อว่าประเทศจีนเองก็ไม่รู้เรื่องกับโครงการนี้ ข้อสังเกตทั้ง ๔ ข้อน่าจะเพียงพอที่จะทำให้โครงการจีทูจีนี้ส่อเค้าทุจริตคอร์รัปชันอีกเช่นกัน ทำไมรัฐบาลจะต้องไปขายจีทูจีให้กับประเทศจีนในราคาเหมาลอตอย่างถูก ๆ นะคะ ในเมื่อความต้องการ ของประเทศจีนต้องการมันสำปะหลังของไทยเพราะมีคุณภาพดี ประเทศคู่ค้าของเราก็คือ ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม ประเทศพม่า สปป. ลาว เหล่านี้เขาจะมีมันสำปะหลัง ออกสู่ตลาดเพียงปีละ ๔ เดือนเท่านั้น มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน แล้วเขาก็จบซีซัน (Season) แล้ว แต่ของไทยเรามีมันสำปะหลังตลอดปีค่ะ จีนก็มีความต้องการตลอดปีเช่นกัน เพราะฉะนั้นทำไมเราไม่เอากลไกการตลาดที่เราได้เปรียบอยู่ตรงนี้มาขายให้เราได้ราคาดี ๆ ล่ะ ถ้ารัฐบาลทำไม่ได้ก็ให้ผู้ประกอบการที่เขาอยากจะเข้าไปประมูลของจากโกดังแล้วก็ไปขายให้กับ ประเทศจีนเช่นกัน เขาจะได้ทำให้ราคาดีขึ้น เกษตรกรก็ได้ประโยชน์มากยิ่งขึ้น แต่รัฐบาลเอง ก็ยังกลับขายของแบบเหมาลอตยกอย่างนี้ในราคาถูก ๆ ขายอย่างไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลด้วย หรือว่าเปิดเผยไม่ได้เพราะว่ามีการทุจริต ผู้ประกอบการโดย ๔ สมาคมผู้ค้ามันสำปะหลัง ร่วมกับเกษตรกรได้จับมือกันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับกลุ่มประเทศประชาคมอาเซียน และพวกเขาเหล่านี้ทั้งหมดได้เข้าไปยื่นข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลว่าเขาไม่อยากได้โครงการจำนำนี้ แต่เขาอยากได้โครงการประกันรายได้ของรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เพราะว่ารัฐบาลเพียงแค่ ชดเชยส่วนต่างราคาตลาดกับราคาประกันเท่านั้น ดิฉันชี้ถึงข้อดีข้อเสียของประกันรายได้ของ รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์นะคะ โครงการประกันรายได้เกษตรกรได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึงและ เป็นธรรมไม่มีการทุจริต ไม่ต้องเสียงบประมาณไปดูแลสต็อกลม ไม่มีการสูญเสียระหว่างทางให้กับ พ่อค้าคนกลาง แต่การจำนำราคามันสำปะหลังเกษตรกรได้ไม่ทั่วถึง คนที่ได้ทั่วถึงก็คือคน ใกล้ชิดรัฐบาล มีช่องให้ทุจริตมากมาย งบประมาณหายไประหว่างทางเหมือนไอศกรีมละลาย มีแต่สต็อกลมแล้วก็จีทูจีปลอม โครงการเหล่านี้ดิฉันคิดว่าดิฉันไม่เห็นด้วยถ้าท่านจะยังดึงดัน ใช้งบประมาณปี ๒๕๕๗ นี้ในลักษณะเดิม ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ท่านเคยแถลงนโยบาย ในสภาแห่งนี้ว่าจะมีการปราบปรามทุจริตและประพฤติมิชอบของรัฐอย่างจริงจัง ท่านเอง ท่านได้ประกาศเกี่ยวกับปัญหาทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจังตามโครงการ ๑ กรม ๑ ป้องกันโกง ที่แต่ละกระทรวงเสนอโครงการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันมาหน่วยงานละ ๑ โครงการ แต่ว่าสุดท้ายนะคะ โดยภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชันก็เปิดเผยถึงการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน ของรัฐบาลว่า ๑ ปีที่ผ่านมาสอบตกค่ะ ดิฉันขอท้าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ค่ะ ให้มีการตรวจสอบ โครงการจำนำข้าวที่ท่านบอกว่าท่านจะปราบทุจริตคอร์รัปชันดิฉันขอท้า แต่ดิฉันเชื่อว่า ท่านคงไม่ทำหรอกค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสงวนครับ ๕ นาที

นายสงวน พงษ์มณี ลำพูน 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำพูน พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ การอภิปรายงบประมาณ มันเป็นการอภิปรายวิธีคิดและวิธีทำงานของรัฐบาลในการใช้เงินหลวงในแต่ละปี เพราะฉะนั้น พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ขณะนี้จะได้เห็นว่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้เงินก็จะตำหนิต่าง ๆ เช่นบอกว่าไม่มีหลักคิดในการจัดงบประมาณ ไม่สะท้อนการแก้ปัญหา ไม่ตอบสนองความต้องการ ของประชาชน และไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาล ท่านประธานครับ ผมคิดว่าในเวลาสั้น ๆ ผมจะชี้ให้เห็นว่าการอภิปรายงบประมาณจริง ๆ แล้วมันควรจะมีแบบเดียว ผมคิดว่าแบบท่านชัย ต้องขออนุญาตเอ่ยชื่อท่าน ผมว่านั่นละเป็นการอภิปรายงบประมาณอย่างรอบด้านที่สุด และเห็นภาพได้ชัดเจน คนฟังก็รู้เรื่อง เพราะการอภิปรายกฎหมายฉบับนี้เป็นการบอกและถามรัฐบาลว่าปีนี้จะใช้เงินอย่างไร และพวกฉันจะได้อะไรบ้าง มันพูดแค่นี้เองท่านประธานครับ ผมคิดว่าจะพูดเรื่องนโยบายก่อน ท่านให้เวลาผมน้อยมาก นโยบายที่ไม่เห็นด้วยกันนี่ การประกันรายได้ โดยความหมาย ของการคิดของพวกผมคือการจ้างผลิต ท่านประธานครับ ๑ ตันให้ ๑,๔๐๐ บาท ข้าวของ คุณเอาไปขายให้พ่อค้ากดราคา ได้คนหนึ่งตันหนึ่ง ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง รวมแล้ว ก็ไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ บาท อันนี้ดูดข้าวไป ข้าวเปียก ข้าวชื้น ข้าวเศษอะไรต่าง ๆ เราไม่ได้ปัดไม่ได้วี อะไรเลย หักสิ่งเจือปนไปก็ยังขายได้ ๑๐,๐๐๐ กว่าบาทอยู่ดี ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทของรัฐบาลนี้ ใช้ไปทั้งหมด เงิน ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทก็ไปอยู่ในมือของชาวบ้าน อยู่ในมือของชาวนา จุลภาคของแต่ละครอบครัวได้เงินครับ แต่มหภาคของประเทศทั้งประเทศ กำลังซื้อของชาวนา ทำให้เศรษฐกิจของประเทศอยู่ได้ วันนี้มันไม่ล้ม ด่าอย่างไรมันก็ไม่ทรุด เพราะอะไร การบริโภค ภายในโดยชาวนามหาชน ชาวนามหาศาลที่ได้เงินไป ๖๐๐,๐๐๐-๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำทุกอย่างดูได้หมดเลย วิธีคิดแบบนี้เราไว้ใจประชาชน เราเชื่อว่าประชาชนช่วยเหลือตัวเองได้ โครงการไหน ๆ ก็ใช้เงินหลวงทั้งสิ้น ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในกรณีเช่นนี้ มันต้องชัดเจนว่าเรายืนอยู่จุดไหนในการมองเรื่องปัญหางบประมาณ ท่านประธานครับ ของท่านชัยเมื่อเช้าท่านบอกว่า ๔ เลนจะสร้างไหม ทางหลวงชนบทจะสร้างไหม ผมก็อ่านทันทีเลย ท่านครับ ท่านได้กรุณาอภิปรายในยุทธศาสตร์ที่ ๓ ครับ ยุทธศาสตร์ที่ ๓ คืออะไร ยุทธศาสตร์การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน ข้อไหนครับ ข้อ ๓.๑๐ ท่านพูดว่า ๓.๑๐ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจะทำอะไรบ้าง ระบบราง ถนน ทำทุกอย่างทั้งท่าน้ำ ทั้งทางเรือ แต่เงินปีนี้ให้ไปเท่าไร ๒๐๒,๐๐๐ ล้านบาท ไม่พอครับ ในนี้เขียนหมดว่าจะต้องพัฒนาระบบรางอย่างไร อะไรอย่างไร จะกู้อีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธาน มันต่อเนื่องมาอย่างนี้ เห็นไหมท่านชัยพูดปุ๊บเห็นภาพเลย ท่านประธานครับ พอมาดูว่าท่านประธานชัยถามต่อว่าแล้วอย่างอื่นล่ะ ก็ที่เขาอภิปรายตลอดเวลามีตรงไหนบ้าง ก็ ๓.๓ อย่างไรครับ ส่งเสริมประสิทธิภาพราคาสินค้าเกษตร ๓.๓ เขียนชัดเจน และในนี้ ก็บอกว่าจะใช้วิธีการจำนำครับ จำนำคือการยกระดับราคา ใครซื้อต่ำเอามาจำนำตรงนี้ ชาวบ้านได้เงิน ชาวบ้านรู้ คุณไม่ต้องไปบอกว่าเงินไม่ถึงชาวบ้าน ชาวบ้านที่เขาเป็นชาวนา เขารู้เองของเขา เขาเข้าใจโดยสามัญสำนึกของเขา ปีก่อนเขาได้เงินจากพรรคประชาธิปัตย์ โดยการประกันราคาทุกคน แต่ข้าวของเขาเผชิญยถากรรมกับใครครับ กับพ่อค้าไปกดราคา กดซื้อของจนกระทั่งว่าราคาเหลือ ๔,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐ บาท ๖,๐๐๐ บาท รวมแล้วก็ ๘,๐๐๐ กว่าบาท คราวนี้หักอย่างไรก็ ๑๐,๐๐๐ กว่าบาททุกเกวียนครับ ท่านประธานที่เคารพ เวลาอันสั้นอย่างนี้ผมชี้ให้เห็นว่าท่านครับ เราได้ประโยชน์จากการฟังครับท่านประธานว่า วิธีคิดของรัฐบาลที่ผ่านมา และท่านกำลังอภิปรายไม่เห็นด้วยกับงบประมาณฉบับนี้ท่านมี วิธีคิดอย่างไร จะให้เห็นว่า ๓๐๐ บาทดีคงไม่ใช่ ๑๕,๐๐๐ บาทดี ก็คงไม่เป็นอย่างนั้น แต่ว่า สิ่งเหล่านี้ชาวบ้านเขาสัมผัสได้ เขาเข้าใจได้ว่าทั้งหมดนี้มันคืองบประมาณฉบับนี้ ฉบับนี้ดีเยี่ยม อย่างไรอ่านให้ชัด กำหนดยุทธศาสตร์การใช้เงินแต่ละยุทธศาสตร์มีรายละเอียดมากมายว่า กระทรวงใด จะรับผิดชอบตรงไหน ผมขออีก ๑ นาทีท่านประธานครับ ขอวิปอีก ๑ นาที จะชี้ให้เห็นว่าอย่างนี้ท่านประธานครับ ภาคใต้เรื่องยุทธศาสตร์ว่าด้วยความมั่นคงนะครับ หลายท่านไปวิพากษ์วิจารณ์ว่าทหารใช้เงินเยอะ คุณไม่เข้าใจในรายละเอียด ไปอ่านดูสิครับ ภาคใต้ใช้งบประมาณเยอะเราควรจะไปดูตรงไหน ทั้งสภาต้องดูอย่างนี้ครับ ของทหารนี่ คน ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ คนอยู่ตรงนั้น เบี้ยเลี้ยงให้เขาขนาดนั้นก้อนเงินมันโตยังน้อยไป แต่สิ่งที่ควรจะพูดนั้นองค์กรท้องถิ่นภาคใต้ทุกองค์กร คุณต้องใช้กระบวนการจัดการงบประมาณ แบบทั่วไปคือมีการประมูลบ้าง อ้ายนี่วางงบประมาณมาแล้วจ้างตรงหมด อ้ายตรงนี้ต้องตำหนิ เพราะคุณไม่ได้เสี่ยงภัย แต่ทหารเขาเสี่ยงภัย องค์กรที่เสี่ยงภัยก็ให้เขาจ้างตรงไปครับ อ้ายนี่ ไม่จ้างตรงกันทั้งระบบ อ้ายตรงนี้ต้องเรียนท่านประธานว่าสำนักงบประมาณต้องแก้ไขในปีนี้ ไม่ใช่ให้ไปทั้งหมด ให้เฉพาะส่วนที่เขามีการเสี่ยงภัย มันถึงจะเกิดความเป็นธรรมในการใช้งบประมาณ เราดูรายละเอียดทหารยังได้น้อย คน ๖๐,๐๐๐ กว่าคนก้อนเงินเฉพาะการมีเป็นเบี้ยเลี้ยง นี่มันก็มหาศาลแล้ว ตำหนิอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าจะป้องกันไม่ใช่ว่าก้อนโตหรือไม่โต ต้องดูอย่างนี้ กฎหมายความมั่นคงต้องดูว่าจำเป็นมากน้อยไหม ถ้าจำเป็นให้อีก ถ้าไม่จำเป็นชะลอไว้ได้ไหม พูดได้แค่นี้เอง พูดทั้งหมดนี่มันให้เห็นว่าวิธีคิดของคนที่จัดการงบประมาณเป็นอย่างไรครับ วิธีทำงานมันหมายถึงกระบวนการจัดการ อย่างเช่นจำนำข้าว มันมีกระบวนจัดการ มีปัญหา อันนี้กระบวนการทำงาน ไม่ใช่ตัวนโยบาย ตัวที่จะสู้กับสิ่งที่เรียกว่านโยบายประกันรายได้คือ กระบวนการยกระดับราคาที่ต่างกันครับ จังหวัดพิษณุโลกเขาบอกว่าตอนจำนำข้าวเนื้อที่ การจำนำมีเท่าไร ตอนประกันรายได้มีเท่าไร ผมคิดว่า ส.ส. พิษณุโลกรู้ดีครับ ผมพูดตรงนี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่าทั้งวันเราได้ประโยชน์จากการฟังครับ แต่ผมเรียนท่านประธานนะครับ กฎหมายวิธีการงบประมาณก็อย่างหนึ่ง กฎหมายรัฐธรรมนูญก็สำคัญ ท่านประธานครับ ผมจบลงตรงนี้นะท่านประธานผมพูดกล่าวโทษท่านรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีจะแก้แค้น จะฟ้องผมไม่ได้ท่านประธาน แต่ถ้าผมกล่าวโทษคนภายนอกเขาฟ้องผมได้ แต่รัฐธรรมนูญ เขียนไว้ชัดท่านประธาน เขียนไว้ว่าอย่างนี้ ผมกล่าวโทษท่านได้ถ้าเป็นทุจริตต้องแจ้ง ป.ป.ช. ต้องยื่นถอดถอน เพราะอะไรครับ ผมรับผิดชอบคำพูดผม โดยการแจ้ง ถ้าผมพูดเท็จ แจ้งเท็จ ถ้าผมถอดถอนเท็จ ผมเจอถอนถอนเท็จครับ นี่คือการรับผิดชอบทางกฎหมายมหาชนครับ ไม่ใช่ว่าด่าแล้วท้าฟ้อง ฟ้องได้ที่ไหนท่านรัฐมนตรี กฎหมายรัฐธรรมนูญมันห้ามไว้ เหตุผลอย่างนี้ ท่านต้องคุมให้ดี ผมจบแค่นี้ท่านประธานครับ ไม่รบกวนเวลามากแล้วครับ ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านวิชัย ล้ำสุทธิ ๑๕ นาทีครับ

นายวิชัย ล้ำสุทธิ ระยอง 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิชัย ล้ำสุทธิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ก็เป็น การอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งปีนี้จัดสรรงบประมาณถึง ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท วันนี้ในวาระส่วนมากก็เป็นเรื่องของเกษตรครับ แต่ก่อนที่จะเข้าเกษตร ท่านประธานครับ เมื่อวานตอนเช้าเราก็มีเหตุการณ์ที่หลาย ๆ คน ทราบกันแล้วว่ามีทั้งนายก อบต. นายกเทศบาล นายก อบจ. พร้อมสมาชิกนี่ครับ ก็มาร่วม ประท้วงรัฐบาลเพื่อเรียกร้องจัดสรรเงินอุดหนุนท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันอุดหนุนอยู่ประมาณ ๒๗ เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเช้าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็แถลงแล้วว่างบประมาณ ปี ๒๕๕๗ เพื่อเพิ่มศักยภาพทางการคลัง ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เขามีคุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้นครับ ท่านครับ เขามาเรียกร้องเมื่อวานตอนเช้าเป้าหมายเขาให้อุดหนุนตามรัฐธรรมนูญ ให้ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้วเป้าหมายของ พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ ให้แก่ปกครองส่วนท้องถิ่นจริง ๆ กำหนดไว้ที่ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อปี ๒๕๔๒ มี พ.ร.บ. นี้ซึ่งถือว่าเป็น พ.ร.บ. ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันได้ ๒๗ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธาน ๒๗ ต้องบอกพี่น้ององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ทราบด้วยว่า ๒๗ เปอร์เซ็นต์ ที่ท่านได้รวมกับเงินที่นโยบายรัฐบาลอุดหนุนไว้ด้วยนะครับ ไม่ใช่เฉพาะเงินที่รัฐบาลอุดหนุน ไปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพียว ๆ ยังมีเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ เงิน อสม. ค่าอาหารกลางวันเด็ก อย่างนี้ซึ่งเป็นเงินนโยบายรัฐบาลและอันนี้รวมไปใน ๒๗ เปอร์เซ็นต์ ในปีนี้ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าตัดเงินส่วนนี้ซึ่งเป็นเงินมหาศาลมันก็เหลือประมาณสัก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ต้น ๆ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับเงินส่วนนี้เป็นเพียงเฉพาะแค่ทางผ่านเฉย ๆ ผมเน้นว่า เป็นเพียงทางผ่านเฉย ๆ เพราะว่าเงินส่วนกลางที่รัฐบาลต้องนำไปทำตามนโยบายรัฐบาลระบุไปเลยว่า ต้องจ่ายเรื่องอะไร จ่ายเรื่องนี้ จ่ายเรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเงินเพียว ๆ ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปตัดสินใจด้วยตัวเอง จริง ๆ เงินที่อุดหนุนไปโดยผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วก็ไปให้ประชาชน แล้วก็มาบวกไว้ในเงินองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน ๒๗ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ มันมีผู้รับผิดชอบอยู่แล้ว โดยเฉพาะเงินของเบี้ยผู้สูงอายุ ผู้พิการ มันมีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดูแลอยู่ เงิน อสม. กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้รับผิดชอบอยู่แล้ว อาหารกลางวัน อาหารเสริม ของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญไม่น่าเอางบพวกนี้มารวมไว้ในงบนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ตอนสมัยพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน ตอนนั้นพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลผมยังจำได้ว่าท่านเคยเสนอเหมือนผมเสนอนี่ครับ ให้ถอดเงินนโยบายของรัฐบาล เงินท้องถิ่นให้แยกออกจากกันให้รู้เลยว่าเงินอุดหนุนตามนโยบายรัฐบาลซึ่งให้ท้องถิ่นไปเสนอ ไปผ่านเฉย ๆ มีเงินอยู่เท่าไร แล้วก็เงินอุดหนุนท้องถิ่นให้ท้องถิ่นไปทำเองมีอยู่เท่าไร แต่พอพรรคเพื่อไทยมาเป็นรัฐบาลทำตรงข้ามเลยครับ เพราะอะไรครับ เพราะเงินที่ไปรวมไว้ มันมากขึ้นกว่าเดิมครับ มากขึ้นอย่างไร เพราะว่าเบี้ยผู้สูงอายุตอนนั้นพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล มัน ๕๐๐ บาท แต่ตอนนี้ท่านไปกำหนดว่า ๖๐ ปี ๖๐๐ บาท ๗๐ ปี ๗๐๐ บาท ๘๐ ปี ๘๐๐ บาท อย่างนี้ครับ มันเพิ่มไปอีกจาก ๕๐๐ บาท เป็น ๖๐๐ บาท เป็น ๗๐๐ บาท เป็น ๘๐๐ บาท ส่วนต่างตรงนี้ก็เพิ่มขึ้นแต่มันก็ไปบวกไว้อยู่ใน ๒๗ เปอร์เซ็นต์เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นอันนี้ บวกเงินเข้าไปมากอันนี้ก็จะถือว่าเป็นการกระจายอำนาจอย่างไร เพราะฉะนั้นจะให้เขาพัฒนาที่ยั่งยืน ต้องตัดเงินส่วนนี้ออกไม่ให้เพิ่มภาระเงินส่วนนี้เขาเข้าไปนี่คือสิ่งที่สำคัญ เพราะฉะนั้นอนาคต เราต้องใช้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นแขนเป็นขาตอนนี้เราถ่ายทอดให้เขาไปแล้ว ๔-๕ อย่าง เดี๋ยวงวดหน้าอาจจะต้องมีข้าว มีผลไม้ มีอะไรเราให้เขาไปแล้วเขาไปบริหารจัดการเอง ในอนาคตประเทศไทยเราก็ต้องเป็นอย่างนั้น ส่วนเรื่องที่เกษตรกรที่ต้องทำโดยเฉพาะเรื่อง การรับจำนำข้าวของรัฐบาลปัจจุบันมีข้าวในมืออยู่เท่าไร เมื่อวานประชุมที่วิปก็ยังถามอยู่ เรียกส่วนราชการมาถามโดยเฉพาะกรมการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าระหว่างประเทศ เป็นคนขายข้าว เราถามเขาว่าข้าวจีทูจีปัจจุบันขายไปเท่าไรแล้ว ราคาเท่าไร ก็ไม่รู้ตอบไม่ได้ ไม่รู้เขาสั่งไม่ให้ตอบหรือตอบไม่ได้ ว่าขายข้าวประมูลทั่วไปที่ขายอยู่ให้บริษัทมาประมูลทั่วไป ขายไปเท่าไรแล้วก็ไม่รู้ครับ แล้วก็ราคาเท่าไรก็ไม่รู้ครับ ตอบได้ว่ามีราคาหลายชนิดหลายอย่าง ตอบได้แค่นี้ครับ อันนี้ขนาดกรมการค้าระหว่างประเทศเป็นคนขายนะครับ ก็ไม่รู้ผมก็สรุปง่าย ๆ ว่า ถ้าอธิบดีกรมการค้าระหว่างประเทศไม่รู้แสดงว่าคนที่รู้ก็คงเป็นรัฐมนตรีคนเดียวกระมังครับ ที่รู้ว่าจะต้องขายในราคาเท่าไร อันนี้ท่านประธานครับเงินตรงนี้เป็นเงินของประชาชน ทุกบาททุกสตางค์เป็นเงินของประชาชน จริง ๆ ถ้าพวกท่านโปร่งใสจริง รัฐบาลโปร่งใสจริงต้องบอกเลยครับปีนี้รับจำนำเท่าไร มีข้าว อยู่โกดังเท่าไร ขายต่างประเทศไปแล้วเท่าไร ขายในประเทศเท่าไร ช่วยเหลือกุศลเท่าไร จริง ๆ ต้องบอกนะครับถ้าพวกท่านโปร่งใสจริงบอกเลยครับเปิดเผยให้ประชาชนเข้าใจเลยว่า เรามีข้าวอยู่เท่าไร มันขายได้กำไรหรือมันขาดทุนอยู่เท่าไร จริง ๆ ต้องบอกนะครับเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะฉะนั้นอันนี้เราไม่มีรายละเอียดเลย แล้วก็ปีหน้าเป็นสิ่งสำคัญ ในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ปีหน้าก็จะรับจำนำ อีกแล้วครับ ปีหน้าจะรับจำนำอีกแล้วโดยตั้งงบประมาณไว้ในอยู่ อ.ต.ก. อคส. โดยเฉพาะ เรื่องของโกดังกับไซโลที่จะเก็บข้าว ปัจจุบันมีอยู่ ๑๑ ล้านตัน ยังเต็มโกดังอยู่นะครับ ปีหน้า ก็จะรับอีกแล้วตั้งงบไว้ ๒ หน่วยงาน ๖,๖๐๐ กว่าล้านบาท นี่ค่าทำโกดัง ค่าเช่าอย่างเดียวนะครับ ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าเราไม่ทำเรื่องนี้ก็เอาเรื่องนี้มาทำเรื่องอื่น ๆ ง่าย ๆ แล้วโกดังตอนนี้ ที่ทราบข่าวมาก็ยังไม่มีเลยว่าโกดังที่จะเอาเก็บข้าวในปี ๒๕๕๖/๒๕๕๗ นี้จะต้องใช้โกดังที่ไหนบ้าง ยังคิดว่าตอนนั้นเขายังมาบอกว่าเอาอย่างนี้เอาสนามบินดอนเมืองมันว่าง ๆ อยู่เอามาทำ โกดังข้าวอย่างนี้ อันนี้ถือว่าเป็นงบประมาณที่เราทำงบประมาณที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิงเลย

ประการที่ ๒ หลาย ๆ คนก็บอกไปแล้วเรื่องการไม่รับจำนำข้าวในพืชอายุสั้น ข้าวอายุสั้น ๑๘ สายพันธุ์นี่ครับ ที่กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่ให้รับจำนำ เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการก็มาตอบแล้วว่ามันไม่มีคุณภาพ แล้วปีที่ผ่านมาคุณรับจำนำไปทำไม ถ้าคุณรู้ว่าไม่มีคุณภาพครับ สมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นผมก็รู้นะครับว่าข้าว ๑๘ สายพันธุ์ มันก็ไม่มีคุณภาพ ผมก็ประกาศไปแล้วตอนที่ประกันข้าวบอกว่า ๑๘ ชนิดเราไม่รับ แต่ว่า ท่านเข้ามาเป็นรัฐบาลท่านก็รับไปปีที่แล้วท่านก็รับไปแล้ว ๑๘ สายพันธุ์ แล้วอยู่ดี ๆ ท่านก็ มาประกาศว่าปีหน้าผมไม่รับแล้ว อ้ายอย่างนี้มันก็มีปัญหาว่า เอ๊ะอันนี้ก็น่าสังเกตว่าตกลงรัฐบาล มีปัญหาแอบแฝงหรือไม่นี่คือสิ่งที่น่าสำคัญ ถ้ารัฐบาลเป็นห่วงคุณภาพข้าวจริง ปีที่แล้ว ก็ไม่ประกาศรับมันก็จบไปแล้วครับ เพราะฉะนั้นการสั่งห้ามข้าวอายุสั้นเข้าโครงการจำนำ ตกลงรัฐกลัวผิดนโยบายหาเสียงว่าจำนำข้าวทุกเม็ดหรือไม่ อันนี้ท่านต้องยอมรับว่าจริง ๆ ถ้าทำแล้วมันขัดมันอะไรท่านก็มายอมรับว่าโครงการจำนำข้าวจริง ๆ แล้วจะต้องทำ ตลอดการรับจำนำข้าวเปลือกที่รัฐบาลทำมามันมีจุดอ่อนมากมายมีทั้งปัญหาคอร์รัปชัน การสร้างหนี้มูลค่ามหาศาล การบิดเบือนกลไกทางตลาด ยิ่งไปกว่านั้นโครงการก็ยังเดินผิดแผน เพราะว่าท่านคิดว่าอนาคตประเทศไทยผลิตข้าวมากมีคุณภาพดีรัฐบาลก็จะเป็นพ่อค้าเสียเอง ก็จะรวมทั้งหมดแล้วก็ไปขายเองกำหนดราคาเอง เพราะเราคาดว่าประเทศไทยต้องเป็นที่ ๑ ในการค้าข้าวให้ได้ ถ้าเราเป็นที่ ๑ ในการค้าข้าวได้เราก็กำหนดเองได้ นี่คือปรากฏว่าอยู่ดี ๆ ไม่ว่าประเทศอินเดีย ไม่ว่าประเทศพม่า ประเทศกัมพูชา ก็ผลิตข้าวได้มากขึ้นเราก็ขาดตลาด ตรงนี้มา เพราะฉะนั้นต่อมาเราขายข้าวได้น้อยรัฐบาลก็ส่งเงินเข้าคลังน้อยนะครับ เรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องมีปัญหาที่สุดสำหรับพวกเรา แต่ว่าสิ่งสำคัญที่สุด ถ้ารัฐบาลประกาศให้ประเทศไทย เป็นผู้ผลิตข้าวส่งออกเป็นอันดับ ๑ ของโลกที่ทำให้พวกเราได้ควบคุมราคาข้าวของโลกได้ก็ต้อง ทำสิ่งสำคัญที่สุดก็คือการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพให้ได้ ปัจจุบันผลิตข้าวคุณภาพที่ดี เหมาะสมที่ดี แล้วรัฐบาลประกาศอะไรครับประกาศโซนนิงมา ผมไปดูโซนนิงแล้วครับ โซนนิงการปลูกข้าวที่กรมพัฒนาที่ดินทำมาเล่มหนาปึกเลย ๔๐๐ กว่าหน้า ปรากฏว่าข้าวที่ปลูกได้ของประเทศไทยปลูกได้ ๗๖ จังหวัด เรามีกี่จังหวัด ปลูกเกือบครบ ปลูก ๗๖ จังหวัด ๘๐๙ อำเภอ ๕,๘๘๐ ตำบล สรุปว่าประเทศไทยปลูกข้าวได้หมดทุกจังหวัด อย่างนี้ไม่เรียกโซนนิงครับ อันนี้เหมือนกรมพัฒนาที่ดินไปสำรวจว่าที่ไหนมีปลูกข้าวบ้าง แกก็กำหนดใหญ่เลย อันนี้มันไม่ใช่การทำโซนนิงครับ การทำโซนนิงมันต้องทำว่าตรงนี้ ดินเหมาะสมในการปลูกข้าวชนิดไหน ปลูกข้าวพันธุ์อย่างไร ปลูกข้าวพันธุ์ดีอย่างไร เช่น ภาคเหนือปลูกข้าวอะไร ภาคใต้ปลูกข้าวอะไร ภาคกลางปลูกอย่างไร ปลูกเสร็จแล้ว ก็เอาโครงการทำเมล็ดพันธุ์ข้าวเข้าไปทำ เอาโรงสีเข้าไปตั้ง เอาสหกรณ์เข้าไป เอาไซโลเข้าไป เอารถไถนา เอารถเกี่ยวข้าวเข้าไป ให้ชาวนาเขาได้มีทุกอย่างพร้อมในการทำงาน อันนี้ ถึงจะเรียกว่าโซนนิง แล้วผมอยากพูดอีกอย่างหนึ่งคือเรื่องของถั่วเหลือง ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านทราบไหมครับ ปัจจุบันเรานำเข้าถั่วเหลืองปีละเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมไปที่ จังหวัดพิษณุโลกยังงงมาก ศูนย์ข้าวเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองที่จังหวัดพิษณุโลก ปีหนึ่งคาดว่า ชาวไร่ชาวนาที่ปลูกถั่วเหลืองต้องการเมล็ดถั่วเหลืองประมาณ ๘๐,๐๐๐ ตัน แต่ว่ากรม ที่ทำเรื่องของเมล็ดพันธุ์ถั่วเหลืองทำได้อยู่ ๒,๐๐๐ ตันเองครับ แล้วอย่างนี้มันจะพอได้อย่างไร มันจะเพาะปลูกอย่างไร แล้วก็ถามเขาว่าตกลงจริง ๆ วิธีการปลูกข้าว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง มันปลูกอย่างไร เขาบอกว่าถ้าปลูกข้าวข้าวมันจะได้ผลผลิตน้อย ผลผลิตต่ำมาก แล้วปริมาณข้าว ก็คุณภาพไม่ดี วิธีการปลูกดี ๆ ก็ต้องปลูกข้าว ๑ ครั้ง ปลูกถั่วเหลือง ๑ ครั้ง ปลูกถั่วลิสง ๑ ครั้ง แล้วเวียนมาข้าว มันทำให้ข้าวได้คุณภาพดี เมล็ดพันธุ์ดี แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดแมลงในข้าวไม่ค่อยมี นี่คือสิ่งที่สำคัญ เพราะฉะนั้นเรื่องการที่พวกเราจะส่งเสริมการปลูกเมล็ดถั่วเหลืองนี่น่าทำอย่างยิ่ง เพราะปีที่แล้วก็ได้งบประมาณไป ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาทเองครับ ๘,๐๐๐,๐๐๐ บาทเอง ทำทั้งประเทศ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการ เพราะว่าปีที่แล้วถั่วเหลืองราคา ๙ บาท ตอนนี้ราคา ๑๗ บาท เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ

อีกเรื่องหนึ่ง ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องหอมแดง หอมแดงตอนนี้ กำลังออกแล้วนะครับ แล้วหอมแดงที่ส่งออกต่างประเทศมากที่สุดคือประเทศอินโดนีเซีย เพราะว่าประเทศอินโดนีเซียเป็นประเทศที่เป็นมุสลิมรับประทานหอมแดงมากที่สุดในโลก แล้วประเทศอินโดนีเซียก็เป็นตลาดหลักตลาดโลกของเรื่องหอมแดง แต่ว่าปัจจุบันเราขายหอมแดง สมัยก่อนเราขายได้ ๑๔ ท่า เข้าประเทศอินโดนีเซียมีท่า ท่า ท่า ๑๔ ท่า ตอนนี้ตัดเหลือ ๔ ท่า เราส่งหอมแดงเข้าไปยากมาก ผมก็เลยบอกว่ากรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เราให้งบประมาณไปเยอะไหม พอไหม เพราะว่าเราเอาหอมแดงพอมีเรื่องที่ประเทศอินโดนีเซีย จริง ๆ มันต้องบินไปประเทศอินโดนีเซียเพื่อเจรจาเลย เพื่อให้พ่อค้านำเข้าหอมแดง ประเทศอินโดนีเซียให้ได้ เหมือนคนอื่นมานำเข้าประเทศไทย เอาของมาเข้า เอาผลไม้มาขาย ประเทศไทย พอประเทศไทยมีปัญหาเขาบินมาเลยครับ เขาบินมาเจรจากับเราเลยแล้วก็ ทำได้เลย นี่ทำไมทำได้ แต่ว่าเราเอาผลไม้หรือเอาของต่างประเทศเข้ามาขายในเมืองไทย เยอะแยะไปหมดเลย ในตลาดไม่เห็นมีใครทำอะไรเลยครับ ไม่เห็นมีตำรวจทำอะไรเลย ไม่เห็นมีศุลกากรทำอะไรเลย รัฐบาลก็ไม่เห็นทำอะไรเลย แต่ว่าตอนเราไปขายให้เขามีปัญหา เราเจรจาไม่ได้ นี่คือสิ่งที่สำคัญ เพราะฉะนั้นกรมการค้าประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ต้องทำงานหนักมากกว่านี้ จะทำให้เราพัฒนาได้มากยิ่งขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ตอนนี้ ถึงฤดูกาลผลไม้ภาคตะวันออก นี่ครับถึงแล้ว จริง ๆ ผลไม้ภาคตะวันออกถ้ามาอภิปรายตอนนี้ มันหมดแล้วครับ เพราะว่าจริง ๆ มันออกประมาณเดือนธันวาคม ปลายเดือนธันวาคม ก็ออกดอกแล้ว ปีนี้เลื่อนไป ๔๕ วัน ไปออกปลายเดือนกุมภาพันธ์ นี่กำลังออกผลนะครับ ทุเรียนปีนี้ไม่ค่อยมีปัญหา แต่ปัญหามากที่สุดก็คือมังคุดกับเงาะ ทุเรียนไม่มีปัญหา มังคุดกับเงาะมีปัญหา เพราะว่ามังคุดออกดอกมากนะครับ พอออกดอกมาก ผลมันดกมาก พอผลดกมากสิ่งที่สำคัญที่สุดลูกมันต้องเล็ก พอลูกมันเล็กคุณภาพมันไม่ดี ปัญหาที่สำคัญที่สุดก็คืออนาคตคือเรื่องแรงงาน เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วอยู่ที่ ๔๐ บาท สัปดาห์ก่อน อยู่ ๒๐ บาท สัปดาห์นี้อยู่ ๑๐ บาท ปัจจุบันอยู่ ๑๐ บาท มังคุดจังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด อยู่ประมาณนั้นจากที่สวนมา อาทิตย์หน้าอาจจะเหลือสัก ๕ บาท แต่ว่า ค่าแรงเก็บคนไทยไม่มีเก็บครับ คนไทยไม่เก็บแล้วมังคุดต้องจ้างเพื่อนบ้านมา เขาก็เอา ๔ บาท ๕ บาท มันก็ไม่รู้จะเก็บไปทำไม ไปขายทำไม เดี๋ยวก็มาเทตลาดอีกถึงเวลา แล้วปัญหา หนักที่สุดและจะทำเป็นประจำทุกปีก็คืองบ คชก. ปีนี้ให้ภาคตะวันออกไป ๑๓๗ ล้านบาท เมื่อวานถามผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ตอนนี้งบ คชก. ยังไม่ลงเลย อนุมัติไปตั้งแต่วันที่ ๕ เมษายนแล้วครับ ปัจจุบันยังไม่ลงไปเลย ปีหน้าปีโน้นก็เหมือนกันเป็นประจำทุกปี แล้วผลไม้หมดก่อนนะครับถึงงบประมาณจะลงไป แล้วจะช่วยเกษตรกรอย่างไร แล้วก็มีเป็นประจำทุกปีด้วย มันเป็นสิ่งที่น่าเศร้าที่สุดแล้วก็หาว่า ตกลงชาวสวนผลไม้ต้องประท้วงต้องปิดถนนก่อนถึงจะได้งบ ก็ท่านไม่โอนงบไปสักทีมันก็ไม่ได้สักที ไม่รู้มันติดขัดตรงไหนฝากท่านประธานไปตามหน่อยว่างบปี ๒๕๕๖ มันยังไม่ไปเลย แล้วปี ๒๕๕๗ เขาจะตั้งทำแต่เนิ่น ๆ ได้ไหม แล้วก็เอาไปแต่เนิ่น ๆ ไปไม่ใช้ก็ได้ แต่เอาไปไว้ก่อนแล้ว ถึงเวลาฉุกเฉินให้ใช้ แต่ปัจจุบันนี้ยังไม่ไปเลยครับ อันนี้คือปัญหาของพวกเราของประเทศไทย เพราะฉะนั้นการบริหารงบประมาณของรัฐบาลปัจจุบันไม่ได้คำนึงถึงหลักความเป็นจริง เราต้องสร้าง ขีดความสามารถในการแข่งขัน อีก ๒ ปีเราจะแข่งขันกับหลายประเทศปัจจุบันเรายังไม่ตั้งหลักเลย เราต้องผลิตอย่างไร ความต้องการอย่างไร เราต้องทำให้ได้ครับ เพราะฉะนั้นเราต้องผลิตอย่างไร ขายให้ใคร ขายที่ไหน เมื่อไร อย่างไร เราต้องวิจัยให้ครบถ้วนเพื่อเรารองรับกับเออีซีนะครับ วันนี้ถือว่าเป็นการทำงานที่ล้มเหลว สิ่งที่สำคัญที่สุดก่อให้เกิดความทุจริตอย่างมหาศาลนะครับ เพราะฉะนั้นผมฝากท่านประธานฝากไปถึงรัฐบาลด้วยต้องไปทบทวนนะครับเรื่องของจำนำ ถ้าจำนำมันกำไรมากก็โอเค ถ้าทำจำนำแล้วมันขาดทุนกลับไปทบทวนทำใหม่ได้ ไม่ต้องกลัว เสียฟอร์ม (Form) เรื่องนี้เป็นเงินภาษีราษฎรของเราทุกบาททุกสตางค์ที่ต้องเอามาใช้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ กระผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนโครงการทุกเรื่อง ที่ขาดทุน ที่ล้มเหลว ที่ทุจริต มาเริ่มทำใหม่ให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสัมภาษณ์ครับ ๕ นาที

นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ของรัฐบาล นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในช่วงเช้าที่ผ่านมา คำแถลงของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีมียุทธศาสตร์ในการจัดทำงบประมาณ ๙ ยุทธศาสตร์ แต่ละยุทธศาสตร์ก็แบ่งเป็นย่อย ๆ อีกหลายหัวข้อ ซึ่งด้วยเวลาค่อนข้างจะจำกัด ผมเอง ต้องขออนุญาตท่านประธานเลือกบางหัวข้อที่จะมาอภิปรายสนับสนุนเนื่องจากว่ารัฐบาล ได้จัดทำงบประมาณแบบขาดดุล แต่ก็มีความพยายามครับที่จะเป็นงบประมาณสมดุล ในอนาคตข้างหน้าพยายามจะลดวงเงินกู้ วันนี้ก็เป็นนิมิตหมายที่ดี ในเรื่องของการที่ ผมจะอภิปรายสนับสนุนนั้นผมเห็นหัวข้อการเร่งรัดพัฒนาประเทศและเตรียมความพร้อมสู่ ประชาคมอาเซียน ซึ่งวันนี้ครับต้องบอกว่าทุกหน่วยราชการต้องมีความพร้อม โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการซึ่งเป็นภาระหนักที่จะต้องเริ่มต้นอบรมเยาวชนตั้งแต่เด็ก ๆ ให้มีความพร้อมที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ต้องบอกกันว่าวันนี้ถ้าเป็นเรื่องภาษาต่างประเทศ ถ้าเราจะไปเปรียบเทียบภาษาอังกฤษของเด็กเรากับเด็กประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย หรือประเทศเวียดนาม อย่างไรเราก็ด้อยกว่า แต่รัฐบาลก็มีนโยบายครับ อย่างน้อยก็มีงบประมาณ ยกระดับคุณภาพการศึกษาพัฒนาทักษะในด้านภาษาต่างประเทศ แล้วก็จะพยายามจะยกระดับ ฝีมือแรงงานให้ได้มาตรฐาน ท่านประธานที่เคารพครับ ในเรื่องของทักษะฝีมือแรงงาน ผมเชื่อว่าคนไทยเรานั้นไม่ด้อยไปกว่าใคร แต่ที่เราด้อยกว่าคือเรื่องของภาษา นักลงทุนต่างชาติ มาจ้างงานในบ้านเราต้องการจะใช้แรงงานเราแล้วสื่อสารภาษาอังกฤษเราก็ด้อยโอกาส ถ้าเราจะเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศฟิลิปปินส์ ช่างฝีมือ ของประเทศฟิลิปปินส์ทุกคนสามารถที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ แต่ของประเทศไทยเราครับ ด้อยกว่าเขามาก แต่นโยบายของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็มีครับ เนื่องจาก ในปี ๒๕๕๘ เราจะต้องเข้าสู่ประชาคมอาเซียนจึงมีนโยบายที่จะต้องส่งเสริมตรงนี้ ซึ่งจะสอดคล้อง กับนโยบายของพรรคเพื่อไทย ท่านประธานคงจำได้ นโยบายของพรรคเพื่อไทยประกาศชัดเจนว่า ถ้าเราได้เป็นรัฐบาลเราจะซื้อแท็บเล็ตแจกเด็กนักเรียน ป. ๑ ก็มีเสียงคัดค้านจากท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติหลายท่านแสดงความไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปีที่ผ่านมาก็มีงบประมาณ จัดสรรไปซื้อแท็บเล็ตให้เด็กครับ ท่านสมาชิกในสภาแห่งนี้หลายท่านก็ได้ท้วงติงว่าจะเกิดปัญหา เนื่องจากเด็ก ป. ๑ ไม่มีความรับผิดชอบ แต่วันนี้เสียงคัดค้านตรงนั้นเงียบหายไป นั่นคือนโยบาย ของพรรคเพื่อไทยนี่มองอนาคตของประเทศไทยไว้ล่วงหน้าแล้ว ถ้าไปดูยุทธศาสตร์หัวข้อที่ ๓ ในเรื่อง ๓.๑๒ การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เห็นไหมครับโครงการที่จะ ซื้อคอมพิวเตอร์พกพาแจกไปตามโรงเรียนต่าง ๆ วันนี้ไม่ได้ยินเสียงคัดค้านท่านรัฐมนตรี ที่นั่งอยู่ตรงนี้มีแต่คนส่งเสริม พ่อแม่ผู้ปกครองเห็นด้วย ไม่เคยมีคอมพิวเตอร์อยู่ในบ้าน วันนี้เด็ก ป. ๑ ถือคอมพิวเตอร์ไปกดให้พ่อให้แม่ได้ดู นี่คือความสอดคล้องที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยนั้นกำหนดนโยบาย แล้วมองไกลที่จะให้โอกาสทางการศึกษาพัฒนาทางด้านภาษาให้กับเด็กไทย ผมเองจึงต้อง ขอแสดงความชื่นชมในวิสัยทัศน์ด้วยเวลาค่อนข้างจะจำกัดว่าวันนี้นโยบายต่าง ๆ ของพรรคเพื่อไทย สามารถนำมาเป็นนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบายการซื้อคอมพิวเตอร์พกพาที่หลายท่าน เป็นห่วงเป็นใยว่าเด็ก ป. ๑ จะไม่มีความรับผิดชอบ แต่วันนี้นโยบายของพรรคเพื่อไทยนั้น ประสบความสำเร็จ ผมเองจึงขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย โดยการนำของนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะเป็นการวางยุทธศาสตร์เพื่ออนาคตของประเทศไทย นี่คือเหตุผลที่ผมสนับสนุนครั้งนี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านยุคลครับ ท่านยุคลเชิญเลยครับ ๑๐ นาทีครับ

นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา จันทบุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดจันทบุรี วันนี้ถือว่าเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งเป็นวันที่รัฐบาลขอความเห็นชอบ ให้สภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ด้วยวงเงินทั้งสิ้น ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นงบขาดดุลถึง ๒.๕๐ แสนล้านบาท รัฐบาลจำเป็นจะต้องขอกู้เพิ่มเพื่อมาชดใช้งบขาดดุลคือ ๒.๕ แสนล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ เรามาดูตัวเลขที่รัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร พรรคเพื่อไทย บริหารประเทศในรอบ ๒ ปีที่ผ่านมาว่าเป็นอย่างไรบ้าง ปรากฏว่ารัฐบาลนี้ได้ก่อหนี้ยืมสินมามากมาย จนทำให้ นักเศรษฐศาสตร์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันหนาหูว่ากู้ชาตินี้ใช้ชาติหน้าก็ไม่หมด นี่คือรัฐบาลนี้ ท่านประธานครับ จะให้ผมคิดเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร ทั้งก่อหนี้ก่อนหน้านี้และกำลังจะก่อหนี้อีก หนี้ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นภาระของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งสิ้น ลูกหลานไทยทั้งสิ้น นี่คือ การบริหารประเทศที่ล้มเหลวของรัฐบาลนี้จริง ๆ ผมขอยกตัวอย่างให้พี่น้องคนไทยได้ดูกันว่า ที่หลาย ๆ คน เพื่อน ๆ ผมได้อภิปรายในสภาว่าล้มเหลวอย่างไร ทั้งไม่ว่าทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ล้มเหลวแบบไหน และกลับกลายเป็นหนี้ล้นพ้นตัวอย่างไร

หนี้กองแรก ท่านประธานครับ เป็นหนี้ที่เกิดจากการรับจำนำข้าวที่สื่อไทย ตั้งฉายารัฐบาลนี้ว่ารัฐบาลถังแตก ท่านคงจำได้นะครับท่านประธานว่าถังแตกเป็นอย่างไร คือรัฐบาลเป็นหนี้ถึง ๒.๖ แสนล้านบาท นี่คือรัฐบาลเป็นหนี้ครับ

หนี้กองที่ ๒ เป็นหนี้ที่เกิดจากโครงการบริหารจัดการน้ำถึง ๓.๕ แสนล้านบาท ก็ถือว่าเยอะทีเดียวนะครับ

หนี้กองที่ ๓ เป็นหนี้จากพระราชบัญญัติลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดอกเบี้ยผ่อนส่งถึง ๕๐ ปี เป็นหนี้รวมกันแล้วถึง ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือโคตรเป็นหนี้กองที่ ๓ นะครับ

เฉพาะหนี้ ๓ กองนี้ ก็เกือบถึง ๖,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังไม่รวมหนี้ที่แทรกแซง ซื้อยางพารา ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ซื้อปาล์มน้ำมัน ซื้อหอมแดงที่ราคาผลผลิตตกต่ำ นี่คือยังไม่รวมนะครับ และยังไม่รวมหนี้ที่จะไปแทรกแซงในอนาคตเรื่องผลไม้ด้วย ถ้ารัฐบาล ยังบริหารอยู่อย่างนี้เช่นนี้ต่อไป ผมว่าลูกหลานไทย คนไทยจะเป็นหนี้อีกเท่าไรเราก็ไม่รู้ ผมว่าทุกคนในสภาแห่งนี้ที่ผมเคยชี้หน้าท่านประธานว่าท่านประธานตายไปก็ยังชำระหนี้ ไม่หมด สมาชิกทุกคนในนี้ตายหมดก็ยังชำระหนี้ไม่หมด ผมจำได้ ท่านประธานคงจำได้ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะบอกกับท่านประธานว่าวันนี้ภาระหนี้สินของประเทศเรามากมาย ข้าวของแพง แล้วก็ไข่ยังแพงอยู่เลยตอนนี้

ท่านประธานครับ เรามาดูรายจ่ายของโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ ที่น่าจับตาดูคือ ๑. งบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ผมเรียนให้ทราบคือจำนวน ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท เพิ่มจากปีที่แล้วปี ๒๕๕๖ ร้อยละ ๕.๒ รายจ่ายประจำปีนี้เชื่อไหมท่านประธานเท่าไรครับ ๒.๐๑๗ ล้านล้านบาท เพิ่มจากปีที่แล้ว ๗๙.๙ และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังถึง ๑.๓ หมื่นล้านบาท ซึ่งน้อยมากเพียงร้อยละ ๐.๕ เท่านั้น รายจ่ายเงินลงทุนมีเพียง ๔.๔ แสนล้านบาท กลับลดลง จากปี ๒๕๕๖ ถึงร้อยละ ๒ เท่านั้นนะครับ นี่คือเรื่องความเป็นจริงนะครับ ท่านประธานครับ ผมคงไม่แปลกใจว่าทำไมรัฐบาลนี้ไม่ส่งเสริมยกระดับราคาสินค้าเกษตรเลย จากคำแถลงนโยบายของรัฐบาลเมื่อวันอังคารที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ แถลงต่อรัฐสภาว่า จะยกระดับราคาสินค้าเกษตรให้เกษตรกรขายสินค้าเกษตรได้ราคาสูงขึ้น ฟังแล้วดูดี ฟังแล้ว น่าดีใจกับพี่น้องเกษตรกร แต่กลับตรงกันข้ามครับท่านประธาน ทำไม่ได้เลย ทำไม่ได้จริง ๆ ท่านประธาน ทำได้แต่ให้ราคาสินค้าเกษตรทุกตัวลดลง ๆ ต่ำลง ๆ อย่างต่อเนื่องจนชาวสวน เดือดร้อน เช่นยางพาราราคาลดลง ปาล์มน้ำมันราคาลดลง ท่านประธานพยักหน้าผมรู้ว่า ท่านประธานมียางเยอะ ราคาลดลงท่านประธานก็เดือดร้อน ผมก็เดือดร้อน ชาวบ้านบ้านผม จังหวัดจันทบุรีทั้งจังหวัด และภาคตะวันออกจังหวัดระยองคุณสาธิตเดือดร้อนหมดเลย หมอบัญญัติปวดหัวอยู่เพราะชาวบ้านมาประท้วงว่าราคายางลดลง ปาล์มน้ำมัน กุ้ง หอย หอยยังราคาต่ำลง หอยครับท่านประธาน นี่คือสิ่งที่เป็นปัญหา เงาะ มังคุด ตอนนี้ราคาดีขึ้น ๒ สัปดาห์ที่แล้วราคาดีขึ้น ลองกองราคาดีขึ้น ถ้าออกเยอะ ๆ เดือนหน้าโน้นเดือนกรกฎาคม ผมกลัวราคาจะตกต่ำ ป้องกันเสียก่อน เลยมาบอกกับรัฐบาลว่านี่คือให้เงินกู้ แล้วเงินงบประมาณแผ่นดิน ต้องช่วยพี่น้องชาวสวนด้วย บ้านผมจังหวัดจันทบุรีมีอาชีพหลักที่สุดคือทำสวนผลไม้ และได้ขึ้นชื่อ ดังไปทั่วโลกว่าเมืองราชินีแห่งผลไม้ไทยเพราะมีผลไม้มากที่สุดของประเทศไทย แต่ท่านประธาน เชื่อไหมว่าบ้านผมไม่มีตลาดกลางซื้อขาย ไม่มีห้องแช่แข็งแช่เย็นผลไม้บ้านผมเลยทั้ง ๆ ที่ มีผลไม้เยอะ ชาวสวนก็เร่ขายริมถนนสุขุมวิท ขายในวัด ขายในโรงเรียน ขายในโรงพยาบาล นี่คือตลาดภาคตะวันออกจังหวัดจันทบุรีบ้านผมที่มีผลไม้มากที่สุดแต่ไม่มีตลาดกลาง ผมเรียนบอก กับท่านประธานว่าผมได้อภิปรายทุกปี ผมได้อภิปราย ผมได้ตั้งกระทู้ถาม ผมได้แปรญัตติทุกปี ท่านประธานจำได้ว่าเห็นหน้าผมก็เหมือนเห็นหน้าผลไม้เมืองจันท พูดตลอดว่าของบประมาณ จากกระทรวงพาณิชย์ วันนี้ต้องขอท่านณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ของบประมาณจากกระทรวงพาณิชย์ ของบประมาณจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าช่วยจังหวัดจันทบุรีเถอะ ผมเคยจัดโครงการ ตลาดสินค้าเกษตรที่จังหวัดจันทบุรีเพื่อให้เกิดอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี เพราะอะไรครับ เพื่อแก้ไข ปัญหาผลไม้ล้นตลาด ราคาตกต่ำ ถ้าราคาตกต่ำ เงิน คชก. ที่ท่านวิชัยได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้ว่า ๑๓๗ ล้านบาท ๑๓๙ ล้านบาท อนุมัติตั้งแต่วันที่ ๕ เมษายน ตอนนี้เงินยังไม่ไปเลย จังหวัดจันทบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดตราด ก็รอเงินแทรกแซงอยู่ ถ้าจังหวัดจันทบุรีเป็นจุดศูนย์กลางมีโครงการ ตลาดกลางสินค้าเกษตรเกิดที่จังหวัดจันทบุรีเรามีที่ดินพร้อม ของหลวง ทุกอย่างพร้อม คนพร้อม สถานที่พร้อม เราก็สร้างห้องเย็นแช่แข็งที่มีอุณหภูมิลบ ๔๐ องศา สามารถไปเก็บผลไม้ได้ รัฐบาลก็เอาเงิน คชก. ไปแทรกแซงซื้อเก็บเอาไว้ก่อน ถึงฤดูกาลหน้าผลไม้หมดก็ขายผลไม้ พี่น้องเกษตรกรก็ได้ราคาดี แล้วเขาก็ไม่ด่ารัฐบาล ไม่ต้องออกมาประท้วงปิดถนน ปิดทุกปี ประท้วงทุกปี ปีละครั้งสองครั้ง ปีนี้ถ้าเงาะ มังคุดลงราคาที่จังหวัดจันทบุรี ผมประกาศเลยว่าให้ปิดถนนเลย ให้ปิดเลยนะครับ เพราะถ้ารัฐบาลไม่ช่วยเงินตัวนี้ ๑๓๙ ล้านบาท ถ้าไม่โอนไปปิดเลย ประกาศทางนี้ให้ปิดเลย หรือไม่ก็มาประท้วงเอามาที่หน้ารัฐสภาเลยนะครับ มาที่ทำเนียบเลย แล้วผมเป็นผู้นำม็อบ (Mob) เอง ผมไม่กลัวนะครับท่านประธาน เพราะผมบอกว่าพี่น้องเดือดร้อน ๒๐-๓๐ ปีที่ผ่านมา ผมขอ เหลือเกินแล้ว ขอให้มีตลาดกลาง ขอให้มีห้องแช่เย็น เขาไม่ให้ เห็นด้วย เห็นชอบ เห็นด้วย อย่างยิ่ง พูดอย่างนี้ตลอดแต่ไม่ทำ ผมน้อยใจ พี่น้องเกษตรกรบ้านผมมันน้อยใจ ผมก็น้อยใจ เป็น ส.ส. มาตอนนี้สมัยที่ ๒ เป็น ส.ว. มาก็ ๕ เดือน โดนปฏิวัติ และมันน้อยใจจริง ๆ อยากจะบอกกับท่านณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ในฐานะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ช่วยอนุมัติให้ทีเถอะ อนุมัติงบประมาณปี ๒๕๕๗ เพื่อไปสร้างตลาดกลาง ห้องแช่เย็นให้กับ พี่น้องชาวภาคตะวันออก ชาวจันทบุรี ผมบอกว่าวันนี้สุดท้ายนะครับ ผมเรียนถามท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีทั้งกระทรวงพาณิชย์ ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าถ้าไม่เห็นใจพี่น้องเกษตรกร ไม่ไปช่วยสร้างตลาดกลางสินค้าเกษตร ห้องแช่เย็นให้กับภาคตะวันออกหรือจังหวัดจันทบุรีได้ ปัญหานี้จะเกิดทุก ๆ ปี จะ ๒๐ ปี ๓๐ ปี ชาวสวนทนมาโดยตลอด ถ้าปีนี้เกิดอีก ถ้ารัฐบาล ยังไม่เห็นใจ ผมก็ไม่สามารถที่จะเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ ได้เลยวันนี้ต้องเรียนบอกกับท่านประธานว่าช่วยพี่น้องชาวเกษตรกรสักทีเถอะเพื่อเอาบุญ แล้วท่านทั้งหลายจะได้นอนตาหลับตายไป ๕๐ ปีส่งชำระหนี้ไม่หมดก็ชาติหน้าได้เลย ท่านประธานครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ครับ ท่านบุญทรง เชิญครับ

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต้องขออนุญาตใช้ช่วงเวลานี้ในการ ตอบชี้แจงในบางประเด็นที่ท่านสมาชิกได้มีการอภิปรายถึงงานในหน้าที่ความรับผิดชอบของ กระทรวงพาณิชย์มาตั้งแต่ตอนเช้านะครับ แม้นว่าการอภิปรายต่าง ๆ เหล่านั้นแทบจะไม่ได้ อภิปรายไปถึงตัวเลขงบประมาณที่ปรากฏอยู่ในร่างพระราชบัญญัติเลย ทั้งนี้ส่วนใหญ่ก็จะพาดพิง ไปถึงโครงการที่เกี่ยวกับการรับจำนำสินค้าเกษตร ก็จะขออนุญาตใช้เวลาท่านประธานในการ ชี้แจงในตอนนี้ในบางประเด็น แล้วก็บางประเด็นก็จะขออนุญาตให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ท่านณัฐวุฒิได้ชี้แจงด้วยนะครับ ท่านประธานครับ เรื่องที่มีการอภิปรายกัน ค่อนข้างจะมาก ในวันนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโครงการรับจำนำสินค้าเกษตรของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการรับจำนำข้าวเปลือกจากพี่น้องประชาชน เกษตรกร ชาวนา ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่รัฐบาลนี้รับหน้าที่ในการบริหารประเทศเมื่อปลายปี ๒๕๕๔ โครงการนี้จริง ๆ สามารถเริ่มก็หลังจากที่ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤติน้ำท่วมไปเรียบร้อยแล้ว การดำเนินการเป็นการดำเนินการตามแนวทางที่คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติเป็นผู้กำหนด แล้วก็ได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีเป็นผู้อนุมัติให้ดำเนินการ ซึ่งเป็นการรับจำนำข้าวเปลือก ทั้งข้าวที่มีคุณภาพคือข้าวหอมมะลิแล้วก็ข้าวขาวทั่วไป จะมีเว้นก็อย่างที่พวกท่านพวกเรา แล้วก็สาธารณชนเกษตรกรชาวนารับรู้รับทราบแล้วก็คือข้าวที่มีอายุสั้น หรือข้าวที่มีคุณภาพต่ำตามประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๑๘ สายพันธุ์ โครงการนี้ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๕ ในฤดูกาลเพาะปลูกนาปีที่รู้โดยทั่วไปก็คือนาปี ของปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ แล้วก็ต่อเนื่องมาในฤดูกาลนาปรัง ปี ๒๕๕๕ และยังมีการอนุมัติให้ ดำเนินโครงการในรอบปีที่ ๒ เริ่มจากการเพาะปลูกนาปีของปี ๒๕๕๕/๒๕๕๖ และขณะนี้ อยู่ในระหว่างการดำเนินการรับจำนำโครงการข้าวเปลือกในฤดูกาลเพาะปลูกนาปรัง ปี ๒๕๕๖ ที่ผมเกริ่นมาอย่างนี้ก็เพราะว่าจะกราบเรียนให้ท่านประธานชี้แจงประเด็นให้เข้าใจ แล้วก็พี่น้อง ผู้ฟังทางบ้านก็จะได้เข้าใจไปพร้อม ๆ กันว่าในการดำเนินโครงการลักษณะอย่างนี้รัฐบาล มีหน้าที่รับจำนำกำหนดราคา แล้วก็เป็นผู้รักษาข้าวเปลือกสั่งสี แปรสภาพให้เป็นข้าวสาร ข้าวเจ้า แล้วก็เก็บรักษาเอาไว้ กรณีที่ไม่มีการมาไถ่ถอนคืนรัฐบาลก็มีหน้าที่เอาไปบริหาร จัดการให้ได้เม็ดเงินกลับคืนให้กับโครงการหรือให้คืนเงินกู้ที่ได้รับจากกระทรวงการคลังกับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ซึ่งกระทรวงพาณิชย์เองก็ได้รับมอบหมายหน้าที่ ให้ดำเนินการในเรื่องนี้ในการบริหารจัดการโครงการตามที่ได้รับทราบกันโดยทั่วไปอยู่แล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นมันอยู่ตรงที่ในขณะนี้มีการเอาเอกสารซึ่งเป็นเอกสารทางราชการ จากกระทรวงการคลัง แล้วก็เอาตัวเลขบางตัวเลขมาอภิปรายอ้างว่าโครงการนี้มีผลขาดทุน มากมายมหาศาล ผมก็มีหน้าที่ที่จะต้องเอาเอกสารนั้นมาชี้แจงต่อท่านประธานและท่านสมาชิก ตลอดจนผู้ชมผู้ฟังทางบ้านให้ได้เข้าใจนะครับว่าเอกสารชิ้นนั้นมีรายละเอียดในบางเรื่อง ซึ่งยัง ไม่ได้มีการกล่าวถึงอะไรบ้าง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตอ่านย่อ ๆ ข้อมูลในเอกสาร ฉบับดังกล่าว การดำเนินการปิดบัญชีโครงการรับจำนำผลิตผลการเกษตรทั้งหมด ๑๗ โครงการ เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับโครงการเดิม ๑๕ โครงการ เป็นโครงการใหม่ ๒ โครงการ โครงการใหม่ ๒ โครงการก็คือโครงการที่ผมได้กราบเรียนเกริ่นไปเมื่อสักครู่ว่าเป็นโครงการรับจำนำ ในปีเพาะปลูก ปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ ต่อเนื่องมาปี ๒๕๕๕/๒๕๕๖ ท่านประธานที่เคารพครับ ในเอกสารฉบับนี้ได้มีข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวเนื่องว่ามีโครงการเริ่มต้นตั้งแต่ปีไหนบ้าง ผมจะขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานได้รับฟัง ลำดับแรก คือโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปีฤดูกาล ปี ๒๕๔๗/๒๕๔๘ นั่นหมายถึงย้อนหลังไป ๙ ปีที่แล้ว โครงการที่ ๒ การรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง ปี ๒๕๔๘ แล้วก็ไล่มาเรื่อยนะครับ ข้าวเปลือกนาปี ปี ๒๕๔๘/๒๕๔๙ นาปรัง ปี ๒๕๔๙ นาปี ปี ๒๕๔๙/๒๕๕๐ นาปรัง ปี ๒๕๕๐ นาปี ปี ๒๕๕๐/๒๕๕๑ นาปรัง ปี ๒๕๕๑/๒๕๕๒ นาปี ปี ๒๕๕๒ แล้วก็มีการรับฝากข้าวยุ้งฉาง ปี ๒๕๕๒/๒๕๕๓ ข้าวเปลือกนาปี ปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ นาปรัง ปี ๒๕๕๕ แล้วก็ปี ๒๕๕๕/๒๕๕๖ สผ ๑/๒๕๕๖ แล้วก็มีโครงการมันสำปะหลัง ปี ๒๕๕๒/๒๕๕๓ แล้วก็ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี ๒๕๕๓ กุ้งขาวแวนนาไม ปี ๒๕๕๒ ทั้งหมดนี้ เป็นโครงการที่คณะกรรมการที่ผมได้หยิบเอาเอกสารชิ้นนี้มาอ่านให้ท่านประธานได้รับฟัง เป็นผู้ดำเนินการตรวจข้อมูลเพื่อจะดำเนินการรายงานในเรื่องของการปิดตัวเลขโครงการ ซึ่งโดยหลักความเป็นจริงแล้วคณะกรรมการคณะนี้มีชื่อว่าคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการ ซึ่งอยู่ภายใต้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ดังนั้นเอกสารฉบับนี้ อันที่จริงควรจะต้อง มีการเสนอผ่านไปยังคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติเสียก่อนเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ของตัวเลขต่าง ๆ แต่ไม่เป็นไรครับท่านประธานในเมื่อมีการเอามาอ้างแล้ว ก็ขออนุญาต ได้นำเอกสารนี้มาชี้แจงต่อท่านประธานให้รับทราบว่าตัวเลขที่นำมานั้นเกี่ยวข้องกับ ๑๗ โครงการไม่ใช่เกี่ยวข้องกับ ๒ โครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ในรัฐบาลของ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อพี่น้อง ท่านสมาชิกให้ชัดเจนตรงกันว่าตัวเลขที่เอามากล่าวว่า โครงการทั้งหมดขาดทุน ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ยกข้อมูลมาจากเอกสารฉบับนี้นั้น เกี่ยวข้องกับโครงการทั้งหมด ๑๗ โครงการครับท่านประธาน

ท่านประธานที่เคารพครับ การที่มีการอภิปรายโจมตีโครงการรับจำนำของ รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในขณะนี้ไม่ว่าจะอยู่ในสถานที่แห่งใดในสื่อไหน ก็แล้วแต่ก็ทำให้เกิดความรู้สึกว่าโครงการนี้ไม่ดี แต่หลังจากที่พวกกระผมได้มีการลงพบปะ เยี่ยมเยียนพี่น้องเกษตรกรชาวนาในพื้นที่ต่างจังหวัด เราก็มีการสอบถามซึ่งพี่น้องเกษตรกร ชาวนาส่วนใหญ่หรือเกือบจะทั้งหมดเลยก็ว่าได้นะครับ ก็ได้ชี้แจงต่อเราว่าเขามีรายได้ที่ดีขึ้น เขาลดภาระหนี้สินของเขาได้จากการที่เขาขายข้าวของเขาได้ในราคาที่ดีขึ้น แล้วเขาก็หวังว่า รัฐบาลนี้จะอยู่แล้วก็ดำเนินโครงการนี้ต่อ ซึ่งจะทำให้เขาในท้ายที่สุดสามารถปลดหนี้ปลดสิน ของครัวเรือนของเขาเหล่านั้นได้ จากข้อมูลที่เราไปพบปะพูดคุยมามันก็ทำให้พวกเราเอง ในฐานะที่เป็นฝ่ายบริหารรู้สึกว่าเราคงจะต้องดำเนินการโครงการนี้เพื่อให้พี่น้องประชาชน สามารถลืมตาอ้าปากได้เพราะในอดีตที่ผ่านมานั้นไม่ว่าจะโครงการในลักษณะใดก็แล้วแต่ โครงการประกันรายได้ก็แล้วแต่ไม่ได้ทำให้เกษตรกรชาวนาเหล่านั้นมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นครับ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะถูกวิจารณ์อภิปรายหรือมีความยากลำบากขนาดไหน กระผมแล้วก็พวกเรา ที่เป็นฝ่ายบริหารก็จะยังมีพลัง มีกำลังใจในการทำงานโครงการนี้ต่อไป หากท่านที่อภิปราย หรือว่าคนที่ไม่เห็นด้วยและคิดว่าโครงการนี้มันไม่ดี มันมีความเลวร้ายก็ลองกลับไปถาม พี่น้องเกษตรกรชาวนาในพื้นที่ของท่านนะครับว่าต้องการจะให้เปลี่ยนแปลงโครงการหรือให้ยกเลิก โครงการไปหรือไม่ เพราะเรื่องนี้อันที่จริงรัฐบาลถือว่าเป็นเรื่องของการลงทุนในการที่จะยกระดับ คุณภาพชีวิตของเกษตรกร พี่น้องประชาชน ชาวนา ให้ดีขึ้น มีรายได้ดีขึ้น ปลดภาระหนี้สินของตนเอง มีรายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เราไม่อยากจะให้เอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นการเมืองแล้วทำให้ พี่น้องประชาชน เกษตรกร ชาวนา เหล่านั้นหากไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ก็จะได้รับ ความเสียหาย ท้ายที่สุดก็ยังจะเป็นผู้ที่มีความยากจนที่สุดของประเทศต่อไป ท่านประธาน ที่เคารพครับ หากจะเทียบกันนะครับ โครงการในรัฐบาลที่ผ่านมาเราก็ไม่มีข้าวอยู่ในมือ เรามีการใช้เม็ดเงินออกไปไม่ได้น้อยกว่ากันหรอกครับในแต่ละปี ภาระที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ไม่ได้น้อยกว่ากันเลย แต่ในขณะนี้รัฐบาลมีข้าวอยู่ในมือ ซึ่งเราสามารถนำข้าวเหล่านั้น ไประบายไปจำหน่ายเพื่อให้กลับมาเป็นรายได้ของประเทศ และท้ายที่สุดเกษตรกรก็ดีนะครับ ในทางตรงกันข้ามหากชาวนาไม่ได้ราคาที่ดีหรือเขาขายข้าวเปลือกของเขาได้ราคาต่ำ ๆ เหมือนกับที่ท่านสมาชิกได้มีการอภิปรายในวันนี้ ผมมั่นใจครับว่าพี่น้องเกษตรกรชาวนาเหล่านั้น จะออกมาเดินขบวน จะออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลต้องกลับไปดูแลปัญหา แต่ในขณะนี้เราก็ ประจักษ์แล้วนะครับว่าการเดินขบวนในเรื่องนี้ไม่มีเลย เพราะเกษตรกรชาวนาเหล่านั้นเขามี ความพึงพอใจ สำหรับเม็ดเงินที่ใช้ในโครงการในปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ ท่านประธานครับ เราก็ทราบว่าปลายปี ๒๕๕๔ มีมหาอุทกภัย หากไม่มีโครงการรับจำนำซึ่งรัฐบาลได้ผลักดัน โครงการให้เกิดขึ้น หรือโครงการตามนโยบายของรัฐบาลที่จะสร้างโอกาส ขยายโอกาสสร้าง รายได้ให้กับพี่น้องประชาชน เศรษฐกิจของประเทศก็คงไม่สามารถจะฟื้นกลับคืนมาได้อย่างรวดเร็ว เหมือนอย่างที่พวกเราได้เห็น ก็ขออนุญาตกราบเรียนในประเด็นสุดท้ายท่านประธานครับ ก็มีการพาดพิงไปถึงบุคคลที่สาม ซึ่งไม่ได้อยู่ในสภาแห่งนี้ แล้วก็พูดไปถึงอำนาจบริหารกระทรวง ซึ่งกระผมเองก็อยากจะ ขอกราบเรียนยืนยันต่อท่านประธานครับว่าอำนาจในการบริหารกระทรวง ไม่มีใครใหญ่ไปกว่า ผมหรอกครับ ดังนั้นการที่จะไปกล่าวอ้างว่าใครไปพูดอะไร อย่างไรนั้นผมคิดว่าคงเป็นเรื่องที่ ไม่เป็นความจริง ก็ยังยืนยันอีกครั้งหนึ่งนะครับว่าผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่ใด มีอำนาจอยู่เท่าใด ตามกฎหมายก็คงทำหน้าที่ได้ตามกฎหมายเพียงเท่านั้น ส่วนกรณีท่านไปพาดพิงถึงบุคคลที่สาม ภายนอกสภา แล้วคนที่ได้ถูกพาดพิงนั้นจะได้รับความเสียหายอย่างไรในทางกฎหมาย บุคคลเหล่านั้น เขาก็คงจะใช้เอกสิทธิ์ไปวิเคราะห์พิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ผมขออนุญาตใช้เวลา ท่านประธานกับสมาชิกเพียงสั้น ๆ เท่านี้ในการชี้แจง ในประเด็นอื่นจะขอให้อนุญาตให้ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการได้ชี้แจงต่อครับ ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญ ท่านณัฐวุฒิครับ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขออนุญาตที่จะ ใช้เวลาของสภาตรงนี้ในการชี้แจงกับท่านสมาชิกตลอดจนพี่น้องประชาชน ในประเด็นที่ เพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งได้หยิบยกการดำเนินการในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลแล้วก็ขยายความ ซึ่งผมเห็นว่าหลายประเด็นเป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง แล้วก็สร้างความเสียหายอย่างยิ่ง กับตัวโครงการแล้วก็ความน่าเชื่อถือของรัฐบาล กรณีของโครงการรับจำนำข้าวประเด็นที่มี การวิพากษ์วิจารณ์ก็มีอยู่ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ ครับ ก็คือ ๑. เรื่องกระบวนการขั้นตอนในการรับจำนำ แล้วก็ ๒. กระบวนการขั้นตอนแล้วก็วิธีการในการระบายข้าวจากโกดังของรัฐบาล ในที่นี้ ผมจะพูดจำเพาะที่เรื่องของการระบายข้าว โดยหยิบยกเอากรณีของเพื่อนสมาชิกจากจังหวัดพิษณุโลก ผู้อภิปรายที่ขยายความเป็นตัวเลขว่าเมื่อเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๔ ภายใต้การบริหารงาน ของรัฐบาลชุดนี้ได้มีการขายข้าวจากโกดังของรัฐบาลให้เอกชนรายหนึ่ง ๕,๗๐๐ บาทต่อตัน รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งเอกชนรายนั้นขายให้กับอีกราย ๑๒,๐๐๐ บาทต่อตัน ก็กลายเป็นตัวเลขผลต่าง มหาศาล เสร็จแล้วท่านก็ขยายความเสร็จสรรพเทียบบัญญัติไตรยางศ์ว่าถ้าอัตราส่วนต่าง ๑ : ๑ แบบนี้ แสดงว่าจะต้องมีเม็ดเงินจากโครงการรับจำนำข้าวเข้ากระเป๋าใครก็ไม่ทราบในรัฐบาล หรือกลุ่มทุนที่ท่านว่ามหาศาลไปแล้วเช่นกัน ผมก็ไปตรวจสอบกรณีนี้ แล้วก็อยากกราบเรียน ผ่านพี่น้องประชาชนนะครับว่าข้อเท็จจริงมิได้เป็นเช่นนั้น ท่านอธิบายว่าท่านมีหลักฐาน ผมก็ยืนยันว่าผมมีหลักฐาน แล้วผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่เกินความสามารถกระบวนการตรวจสอบ ทั้งหลายครับ กรณีเกิดที่จังหวัดกำแพงเพชร มีโกดังเก็บข้าวของรัฐบาลซึ่งเช่าเอกชนรายหนึ่ง ใช้ชื่อโกดังของบริษัท ทรัพย์ยืนยง บริษัท ทรัพย์ยืนยงเก็บข้าวในโกดังของรัฐบาลไว้ ประมาณ ๓,๕๐๐ ตัน ในประมาณ ๓,๕๐๐ ตันนั้นก็เป็นข้าวค้างเก่า ไม่ใช่ข้าวในโครงการรับจำนำ ของรัฐบาลชุดนี้แต่อย่างใด ท่านสมาชิก ท่านประธานคงจำได้ว่าในปลายปี ๒๕๕๔ เกิดมหาอุทกภัย น้ำท่วมใหญ่กินพื้นที่หลายจังหวัดทั่วประเทศ จังหวัดกำแพงเพชร ก็เป็น ๑ ในจังหวัดเหล่านั้น ปรากฏว่าเกิดเหตุน้ำท่วมโกดังของบริษัท ทรัพย์ยืนยง น้ำก็ท่วม ข้าวเกิดความเสียหาย หลังน้ำลดที่ประชุมของคณะอนุกรรมการด้านการระบายข้าวก็ได้มีมติ ที่จะจัดการระบายข้าวที่เกิดความเสียหายจากอุทกภัย จากวาตภัย หรือจากภัยธรรมชาติ อื่น ๆ ทั่วประเทศในคราวเดียวกัน จากมติของที่ประชุมดังกล่าวมีการระบายข้าวรวมทั้งสิ้นทั่วประเทศประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ตัน ใน ๒๐๐,๐๐๐ ตัน ๓,๕๐๐ ตัน อยู่ในโกดังของโรงสีทรัพย์ยืนยงที่จังหวัดกำแพงเพชร มีการประกาศ ประชาสัมพันธ์ตามขั้นตอนวิธีการของราชการปกติแล้วในที่สุดก็มีการเปิดให้ยื่นซองเสนอราคา ในวันที่ ๒๒-๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ท่านประธานครับ ถ้าเป็นการประมูลเป็นการยื่นซอง ประกวดราคานี่ก็ถือว่าทำโดยเปิดเผย แล้วเอกชนใดก็ตามมีคุณสมบัติก็สามารถเป็นผู้ยื่นประมูลได้ ผลการประมูลออกมาบอกว่าบริษัทผู้ได้รับการประมูลหรือผู้ชนะการประมูลก็เป็นอย่างที่ ท่านสมาชิกจากจังหวัดพิษณุโลกพูดคือโรงสีโชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจ ประมูลได้ไปในราคา เสนอซื้อ ๕,๗๐๐ บาทต่อตัน ๕,๗๐๐ บาทต่อตัน ซื้อข้าวทั้งสิ้น ๓,๕๐๐ ตัน ตัวเลขกลม ๆ ก็อยู่ที่ประมาณ ๒๐ ล้านบาท ปัญหามันมีอยู่ว่าเมื่อซื้อข้าวจากโกดังรัฐบาลตันละ ๕,๗๐๐ บาท แล้วขายวันรุ่งขึ้นได้ตันละ ๑๒,๐๐๐ บาทท่านก็เลยมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ ข้อเท็จจริงมีอย่างนี้ อย่างที่ผมเรียนว่าโรงสีทรัพย์ยืนยงเขาเป็นเจ้าของโกดัง แล้วข้าวจำนวนนี้อยู่ในโกดังของ โรงสีทรัพย์ยืนยง เขาเลยทราบดีว่าข้าวจำนวนดังกล่าว ๓,๕๐๐ ตัน ส่วนไหนบ้างถูกน้ำท่วมเสียหาย ส่วนไหนบ้างยังมีคุณภาพพอที่จะซื้อต่อหรือจัดการทำธุรกิจได้ โรงสีทรัพย์ยืนยงก็ติดต่อขอซื้อข้าว ในส่วนที่คุณภาพยังใช้ได้จากโรงสีโชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจ โรงสีโชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจเห็นว่า เงื่อนไขดีแล้วก็ไม่ต้องขนย้ายสินค้า เพราะอยู่ในโกดังของผู้ซื้อก็ตกลงขายที่ ๑๒,๐๐๐ บาทต่อตัน ท่านประธานครับ ในวันที่ขายกัน ๑๒,๐๐๐ บาทต่อตันราคาข้าวในตลาดตกตันละ ๑๖,๐๐๐ บาท ดังนั้นโรงสีทรัพย์ยืนยงก็พอใจซื้อเพราะซื้อได้ราคาต่ำกว่าตลาด โรงสีโชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจ ก็พอใจขายเพราะขายได้สูงกว่าราคาประมูล ปัญหามันเกิดอย่างนี้ด้วยว่าเมื่อโรงสี โชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจ ในฐานะผู้ประมูลได้เข้าไปจะรับสินค้า ซึ่งคือผลผลิตข้าวในโกดังของ โรงสีทรัพย์ยืนยง ปรากฏว่ามีเฉพาะข้าวคุณภาพดีอยู่ ๘๐๐ ตันเท่านั้นนะครับ ที่เหลืออีก ประมาณ ๒,๗๐๐ ตันปรากฏว่าข้าวถูกเปลี่ยนไปแล้วกลายเป็นกระสอบบรรจุแกลบบ้าง บรรจุ วัตถุแปลกปลอมใด ๆ ซึ่งไม่สามารถรับมอบเป็นผลผลิตข้าวได้ เรื่องนี้เจ้าหน้าที่ขององค์การ คลังสินค้า ชื่อนายสมชาย กลีบปทุม เป็นผู้ได้รับแจ้งแล้วก็ลงพื้นที่ไปตรวจสอบ เมื่อพบ ข้อเท็จจริงเช่นนั้นก็หมายความว่ามีคนย้ายข้าวจำนวนนั้นออกไปจากโกดัง แล้วถ้าจะมี คนย้ายข้าวออกจากโกดังได้ผู้ต้องสงสัยรายแรกก็คือโรงสีทรัพย์ยืนยงซึ่งเป็นเจ้าของโกดัง นายสมชาย กลีบปทุม เจ้าหน้าที่ อคส. ก็เลยไปแจ้งความดำเนินคดีกับโรงสีทรัพย์ยืนยง ขณะนี้คดีความอยู่ในกระบวนการของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จังหวัดกำแพงเพชร ข้อเท็จจริง มันเป็นไปเป็นมาอย่างนี้ครับ แล้วทั้งประเทศเวลานั้นมีการประมูลกัน ๒๐๐,๐๐๐ ตัน บางพื้นที่ บางจังหวัดก็ประมูลได้ตันละ ๕,๐๐๐ บาท บางพื้นที่บางจังหวัดประมูลได้ ๑๑,๗๐๐ บาท ก็ลดหลั่นกันไปตามสภาพของข้าว ซึ่งรอดมาจากการถูกน้ำท่วมใหญ่

ประเด็นต่อมาที่ผมอยากจะขยายความผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิก และพี่น้องประชาชนก็คือว่าแล้วการมาเทียบบัญญัติไตรยางค์บอกว่าถ้าซื้อ ๕,๗๐๐ บาท ขาย ๑๒,๐๐๐ บาท ก็แสดงว่ารัฐบาลระบายข้าวแต่ละครั้งจะต้องมีผู้ได้ประโยชน์ ๑ เท่าตัว ของราคาขายจึงไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง แล้ววิธีขายตลอดจนข้าวที่ขายก็เป็นคนละส่วนคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง ไปเปรียบเทียบ อย่างนั้นไม่ได้ ดังนั้นตัวเลขที่เพื่อนสมาชิกจากจังหวัดพิษณุโลกยกมาจึงเป็นตัวเลขที่ยกเมฆทั้งสิ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนท่านประธานต่อไปนะครับว่าที่ท่านอธิบายกันว่า การระบายข้าวของรัฐบาลชุดนี้ในโครงการรับจำนำมีลับลมคมในปิดลับตรวจสอบไม่ได้ ไม่เป็นความจริงครับ รูปแบบวิธีการในการระบายข้าวของโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลนั้น มีอยู่ ๕ วิธีการ วิธีการอื่น ๆ ก็ทำโดยเปิดเผยแต่มีอยู่วิธีการเดียวที่ทำโดยปิดรับเป็นการภายใน ก็คือการระบายแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี จีทูจีที่ทำกันเป็นการภายในไม่ได้ทำเฉพาะรัฐบาลชุดนี้ รัฐบาลชุดที่แล้วเวลาระบายข้าวแบบจีทูจีก็กระทำกันโดยปิดลับ บุคคลสำคัญของรัฐบาลไม่ว่า จะเป็นรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าระบายแบบ จีทูจีเปิดเผยข้อมูลไม่ได้เป็นผลประโยชน์ร่วมกันของ ๒ ประเทศ แล้วในที่สุดก็มีการตรวจสอบ การระบายข้าวบางช่วงของรัฐบาลชุดก่อน ขณะนี้เป็นคดีความอยู่ที่ดีเอสไอ (DSI) ถ้าท่านบอกว่า การระบายข้าวของรัฐบาลชุดนี้ขณะนี้เรื่องก็มีคนยื่น ป.ป.ช. ก็นั่นละครับเป็นหน้าที่ของ ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายก็จะได้ชี้แจงกับองค์กรตรวจสอบด้วยหลักฐานแล้วด้วยข้อเท็จจริงต่อไป ผมเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนนะครับว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่น อย่างแท้จริงที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนาให้ชาวนามีเงินมากขึ้น มีขีดความสามารถ ในการดำรงชีวิตมากขึ้น เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากฐานรากขับเคลื่อนปิรามิดจากด้านล่างสุด ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ แล้วรัฐบาลก็จะเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวต่อไป แล้วถ้าหากพี่น้อง เกษตรกร ชาวนาเห็นว่าโครงการนี้เกิดประโยชน์กับส่วนใหญ่ก็ขอได้โปรดให้การสนับสนุน เพราะถ้าหากพรรคฝ่ายค้านแสดงความเห็นมาเช่นที่ว่านั่นก็หมายความว่าถ้าท่านเข้าสู่ อำนาจบริหารโครงการรับจำนำข้าวก็จะหายไปจากวงจรชีวิตของชาวนา ท่านประธานครับ ผมมีข้อมูลอยากจะเพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อยว่าในรัฐบาลชุดก่อนก็มีครับการระบายข้าวคุณภาพต่ำ บางคราวระบุวัตถุประสงค์กันชัด รัฐบาลชุดนี้ก็เคยระบายแบบนั้น รัฐบาลชุดก่อนก็เคยบอกว่า เป็นการระบายเพื่อเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ ราคาของรัฐบาลชุดก่อนก็เคยระบายกัน ๕,๔๐๐ บาท ต่อตันนะครับ แต่ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ใครจะมาแข่งกันว่าใครจะระบายได้มากกว่า ใครจะระบาย ได้น้อยกว่า เป็นแต่เพียงความเป็นจริงมันเป็นอย่างนี้ ผมก็เลยกราบเรียนให้พี่น้องประชาชน ได้รับทราบ

อีกเรื่องหนึ่งซึ่งเพื่อนสมาชิกได้ตั้งข้อสังเกตห่วงใยและผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ ประชาชนกำลังให้ความสนใจก็คือเรื่องสถานการณ์ราคาไข่ไก่ ณ ปัจจุบัน ผมเรียนท่านสมาชิกว่า สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการผมยืนยันว่าดำเนินการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภค อย่างแท้จริง แต่ในขณะที่เรากำลังปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคก็มีความจำเป็นที่จะต้อง ประคับประคองสถานการณ์ของผู้ผลิตไม่ให้ประสบภาวะวิกฤติจากระดับราคาที่อาจจะลดต่ำลงไป เหมือนกระทรวงพาณิชย์ยืนอยู่ตรงกลางแล้วเราถือเชือก ๒ เส้นนะครับท่านประธาน เส้นหนึ่ง เป็นเชือกของผู้บริโภค เส้นหนึ่งเป็นเชือกของผู้ผลิตก็ต้องบริหารจัดการไม่ให้ตึงจนเกินไปหรือขาด เพราะถ้าเชือกขาดฝ่ายที่ถือปลายเชือกก็จะล้มลงก็เป็นหน้าที่รัฐบาลที่จะต้องเข้าไปดูแก้ปัญหาอยู่ดี สิ่งที่มันเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่เขาบอกผมครับ บอกว่าราคามันเพิ่งขยับเลย ๓ บาทมาได้ไม่นาน ขอให้เขาได้สูดดมอากาศแห่งกำไรจากการ เป็นคนเลี้ยงไก่ไข่สักหน่อยเถิด เหตุผลก็เพราะว่าในช่วงก่อนหน้านี้ราคาไข่ไก่ ไม่ว่าจะเป็น ไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม ไข่ไก่ค้าปลีกตกต่ำลง ผู้บริโภคอาจชอบใจครับ แต่เกษตรกรคนเลี้ยงไก่ไข่ แทบจะยืนอยู่ไม่รอด ผมก็ถามไปว่าแล้วไปอย่างไรมาอย่างไร ราคาไข่ไก่จึงตกต่ำลงถึงเพียงนั้น กลุ่มผู้ประกอบการเขาบอกอย่างนี้มันมีข้อมูลมันมีหลักฐานครับว่า เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ปี ๒๕๕๓ รัฐบาลชุดที่แล้วได้ออกมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้มีการเปิดเสรีนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ เรื่องนี้ผมตรวจสอบบรรยากาศในที่ประชุม ครม. ณ วันนั้นทราบว่ากรรมการนโยบายไก่ไข่ หรือเอ้กบอร์ด (Egg Board) ก็ไม่ได้เสนอประเด็นนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ไม่ได้เป็นมติ ของเอ้กบอร์ดเสนอเข้าไป แล้วเมื่อมีการถกกันเรื่องนี้ผู้รับผิดชอบ เช่น รัฐมนตรีจาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ตั้งข้อสังเกต ว่าถ้าเปิดนำเข้าเสรีแม่พันธุ์ไก่ไข่ก็อาจจะมีผล ทำให้ผลผลิตไข่ไก่ล้นตลาด แล้วเกิดผลกระทบด้านราคาในที่สุด แต่โดยความเป็นจริงก็มี การออกมติเช่นนั้นมา ท่านประธานที่เคารพครับ ผลปรากฏว่าตัวเลขที่ผมถืออยู่ในมือนี้ เป็นตัวเลขจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบ เขาบอกว่าในปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ การนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ อยู่ที่ประมาณ ๔๑๐,๐๐๐ ตัวต่อปีเท่านั้น พอมีมติ ครม. ออกให้นำเข้าเสรี ปี ๒๕๕๔ ได้เรื่องครับ ขยับจาก ๔๑๐,๐๐๐ ตัว เป็น ๗๑๐,๐๐๐ ตัวต่อปีโดยประมาณ ปี ๒๕๕๕ ก็เป็น ๗๐๐,๐๐๐ เกือบ ๆ ๒๐,๐๐๐ ตัวโดยประมาณ แน่นอนที่สุดท่านประธานครับ แม่พันธุ์ไก่ไข่เข้ามาเพิ่ม เกือบ ๑ เท่าตัว ผลก็คือผลผลิตไข่ไก่ออกมาล้นตลาด เหตุที่ปลายปี ๒๕๕๔ ยังไม่เกิดผล กระทบรุนแรงเพราะขณะนั้นเกิดน้ำท่วมใหญ่ ความต้องการไข่ไก่มีสูง คนเขาหาซื้อเก็บกักตุน เอาไว้ มันทำให้มีการดูดซัพพลายไข่ไก่ในตลาดออกไปไว้ที่ตัวผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว ราคาเลยยังมีเสถียรภาพอยู่ได้ แต่หลังน้ำท่วมใหญ่ท่านประธานครับ ปริมาณไข่ไก่ก็ยังคง ออกมามากมายล้นตลาดอยู่ดี แล้วคราวนี้ผู้บริโภคไม่ได้บริโภคด้วยความตื่นตระหนกอีกต่อไป ไข่ไก่ก็ล้นออกมาเรื่อย ๆ ราคาก็ตกลง ตกลง ตกลง ตกลงจนราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอยู่ที่ ๒ บาทเศษ เท่านั้น เกษตรกรเขายืนยันว่าเวลานั้นขายไข่ไก่ขาดทุนประมาณฟองละ ๓๐ สตางค์เป็นอย่างน้อย เหตุการณ์นั้นต่อเนื่องมาหลายเดือนครับ จนรัฐบาลชุดนี้ออกมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติเงิน ๑๓๑ ล้านบาท เพื่อที่จะเข้าพยุงราคาไข่ไก่ ซื้อจากในประเทศเพื่อการส่งออก ใช้เงินไปได้ ไม่ทันหมดครับ ปรากฏว่าราคาก็ขยับขึ้นมาอยู่ในระดับที่ผู้บริโภครับได้ ผู้ประกอบการยืนไว้ การดำเนินโครงการจากเม็ดเงิน ๑๓๑ ล้านบาทจึงยุติลง เหตุการณ์เดินเรื่อยมาจนถึงช่วงกลางปีนี้ เกิดสภาวะอากาศร้อนจัด ร้อนผิดปกติ อย่าว่าแต่แม่พันธุ์ไข่ไก่เลยครับ อากาศร้อนที่ผ่านมา คนก็เสียชีวิตหลายรายที่ปรากฏเป็นข่าว ปรากฏว่าแม่พันธุ์ไข่ไก่ประสบปัญหาอากาศร้อนจัด ให้ผลผลิตน้อยกว่าที่ควรจะเป็น วันนี้เขาประชุมกันในเอ้กบอร์ดล่าสุดท่านประธานครับว่า แม่ไก่ยืนกรงขณะนี้ทั่วประเทศมีประมาณ ๔๖ ล้านตัว ความต้องการไข่ไก่ในประเทศวันนี้ สรุปตรงกันในเอ้กบอร์ดทุกฝ่ายบอกว่าประมาณ ๓๖ ล้านฟองต่อวัน แต่กำลังการผลิตขณะนี้ อยู่ที่ประมาณ ๓๒ ล้านฟองต่อวัน มันทำให้สภาพราคาถีบตัวสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตเดิม สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรร่วมกับผู้ประกอบการเกี่ยวข้องทั้งหลายยอมรับตัวเลขตรงกัน ที่ฟองละ ๒ บาท ๖๕ สตางค์ แต่นั่นเป็นการยอมรับตัวเลขเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันคุยกันแล้ว หารือกันแล้ว เอาตัวเลขบวกลบคูณหารกันละเอียดรอบด้าน บอกว่าต้นทุน ณ สถานการณ์ปัจจุบันซึ่งเป็นสถานการณ์ไม่ปกติอยู่ที่ ๒.๘๕ บาท สถานการณ์ จึงสะท้อนออกมาเป็นราคาไข่ไก่อย่างที่เห็นในปัจจุบันครับท่านประธาน ผมเลยกราบเรียน ท่านประธานว่าขณะนี้สิ่งที่กำลังดำเนินการ คือเราขอความร่วมมือผู้ประกอบการทั้งหลาย ตรึงราคาไข่ไก่ต่อไปอีกระยะหนึ่งเพื่อดูสถานการณ์ กรมปศุสัตว์บอกว่าน่าจะในราวเดือนมิถุนายน หรือเดือนกรกฎาคมนี้ผลผลิตไข่ไก่เมื่อผลกระทบจากอากาศร้อนจัดลดลงน่าจะออกมาเพิ่มขึ้น แล้วระดับราคาน่าจะไหลลงไปจากนี้อยู่ในจุดที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้ ผู้ประกอบการค้าปลีก รายใหญ่โมเดิร์น เทรด (Modern trade) ทั้งหลายเขาก็ให้ความร่วมมือ กรมการค้าภายใน ก็เอาไข่ไก่ธงฟ้าเบอร์ ๓ ราคาฟองละ ๓ บาท ออกจำหน่ายทั่วประเทศ วันนี้ผมสั่งกรมการค้าภายใน ตรวจสอบห้องเย็นของผู้ผลิต ผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั่วประเทศ ไปพบว่าบางแห่งยังมีการเอาไข่ไก่ ขนาดเล็กเบอร์ ๔ เบอร์ ๕ เก็บไว้ ไม่ได้มีเจตนาทุจริตอะไรละครับ แต่เก็บไว้เพราะเห็นว่า ใบเล็ก ก็ไปขอความร่วมมือให้เอาออกมาขายเพิ่มซัพพลายในตลาดเปิดทางเลือกให้กับผู้บริโภค เพื่อพยุงสภาพราคา นี่คือสิ่งที่ดำเนินการ แล้วผมเรียนว่าเราดำเนินการด้วยข้อเท็จจริง และด้วยเหตุด้วยผล จึงอยากจะเรียนให้เพื่อนสมาชิกโปรดได้เข้าใจข้อเท็จจริงตามนี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

(นายวรงค์ เดชกิจวิกรม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

หมอวรงค์ มีอะไรครับ ใช้สิทธิพาดพิงหรือครับ เอาเฉพาะประเด็นที่ท่านเสียหายนะครับ ผมฟังแล้ว ไม่มีอะไรเสียหาย

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก บังเอิญท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านณัฐวุฒิ ได้พยายามชี้แจงถึงการขายข้าว ของกรณีโรงสีทรัพย์ยืนยง ถ้าผมไม่อธิบายให้ท่านประธานเข้าใจเดี๋ยวจะเข้าใจผิดและทำให้ เกิดความเสียหาย เพราะผมเชื่อว่าข้อมูลที่ท่านได้ชี้แจงมานั้นท่านถูกชงมาแบบผิด ๆ จาก องค์การคลังสินค้าเพราะท่านบอกว่า

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คืออย่างนี้ คุณหมอครับ เอาเฉพาะประเด็นที่คุณหมอเสียหาย แต่ผิดถูกเดี๋ยวมีการแจ้งความ มี ป.ป.ช. เดี๋ยวไปว่ากันในศาลอีกที เอาเฉพาะที่ท่านเสียหายดีกว่า เดี๋ยวจะเป็นการตอบโต้ โต้วาทีไม่เอา

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ประเด็นที่ผมต้องการจะชี้แจงคือ ท่านรัฐมนตรีชี้แจงให้เห็นภาพว่าของอยู่ในโรงสีเดียวแล้วก็มีน้ำท่วมและทำให้เกิดความเสียหาย จึงทำให้มีการขายราคาถูกออกมา ผมอยากจะบอกว่าทรัพย์ยืนยงมี ๒ แห่ง ท่านอาจจะเข้าใจ ข้อมูลผิดนะครับ ๑. มีโรงสีทรัพย์ยืนยง ท่านจดไว้ด้วยจะได้ไม่งง ๒. มีห้างหุ้นส่วนจำกัด ทรัพย์ยืนยง ๒๐๐๓ ซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกันนะครับ ผมทวนนะครับ มีโรงสีทรัพย์ยืนยง กับห้างหุ้นส่วนจำกัด ทรัพย์ยืนยง ๒๐๐๓ ประเด็นที่ผมใช้ในการอภิปรายวันนี้เป็นข้าวที่อยู่ ในโกดังของโรงสีทรัพย์ยืนยง ฟังช้า ๆ นะครับ เพราะว่าโรงสีทรัพย์ยืนยงซื้อข้าวต่อจาก โรงสีโชควรลักษณ์ในราคาตันละ ๑๒,๐๐๐ บาท และข้าวเต็ม ๆ ของโรงสีทรัพย์ยืนยง โกดังเขาจะมีข้าวทั้งหมดคือ ๘๐๐ ตันที่ขายไป กับ ๗๑๗ ตัน ๘๐๐ ตัน บวก ๗๑๗ ตัน ก็ประมาณ ๑,๕๐๐ กว่าตัน ก็เท่ากับว่าข้าวไม่ได้ส่งประมาณ ๗๑๗ ตัน ซึ่งตรงนี้เองทางโรงสี ก็ต่อรองกับทางองค์การคลังสินค้า ข้อมูลที่ผมได้รับคือทางองค์การคลังสินค้าก็จะคิดเขา ในราคาตันละประมาณ ๑๖,๐๐๐ บาทกว่า แต่หลังจากต่อรองเนื่องจากมันมี ๒ โรงสีที่ข้าวหาย ผมทวนตัวเลขช้า ๆ ดีกว่าเดี๋ยวงง โรงสีทรัพย์ยืนยง

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เอาอย่างนี้ เอาประเด็นที่หมอเสียหาย เพราะอภิปราย ๒ ครั้งไม่ได้ ข้อบังคับมันมี

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานครับ ประเด็นเนื่องจาก ท่านรัฐมนตรีชี้แจงไม่ถูกต้องและผมเสียหาย เพราะท่านชี้แจงเหมือนกับว่าข้าว

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คืออย่างนี้ คุณหมอครับ ผมไปวินิจฉัยว่าใครชี้แจงเพราะผมไม่รู้เรื่องข้าว เอาอย่างนี้ เอาเฉพาะประเด็น ที่ท่านเสียหายเพราะเดี๋ยวรัฐมนตรีเขาจะชี้แจงต่อ คนอื่นก็ไม่ได้อภิปรายละครับ เอาที่ทำให้ คุณหมอเสียหายผมอนุญาตได้ แต่ว่าอภิปราย ๒ ครั้งอนุญาตไม่ได้จริง ๆ คุณหมอก็รู้ข้อบังคับดี เอาเฉพาะประเด็นที่ท่านเสียหาย สั้น ๆ นะครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธาน จะสรุปสั้น ๆ ว่า ที่ท่านรัฐมนตรีชี้แจงเป็นการยกเมฆเพราะว่าผมมีหลักฐานเดี๋ยวจะมอบให้รัฐมนตรีด้วย ผมจะมอบให้เลยครับเพราะว่าผมมีเอกสารหมด เพื่อชี้ให้เห็นว่าโกดังที่พูดถึงมี ๒ โกดัง คือโรงสีทรัพย์ยืนยง กับห้างหุ้นส่วนจำกัด ทรัพย์ยืนยง โรงสีทรัพย์ยืนยงขายข้าวไปแล้ว ๘๐๐ ตัน รับซื้อข้าวจากโรงสีโชควรลักษณ์แล้วในราคา ๑๒,๐๐๐ บาท มีข้าวหายไปประมาณ ๗๑๗ ตัน แล้วตรงนี้เองตอนแรก อคส. จะเก็บเงินตันละประมาณ ๑๖,๐๐๐ กว่าบาท มีการต่อรอง มีการวิ่งเต้น มีอะไรตั้งนาน

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เอาละครับ หมอต้องสรุปแล้ว อภิปราย ๒ ครั้งไม่ได้มันผิดข้อบังคับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

มันมี ๒ โรง แต่รัฐมนตรีชี้แจง

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ใช่ ๆ คุณหมอมันไม่ได้จริง ๆ มันผิดข้อบังคับเห็นไหมครับ ประท้วงเยอะแยะเลยครับคุณหมอ ผมทำผิดข้อบังคับเอง ก็บอกว่าผมเสียหายตรงนั้นตรงนี้ก็ขอใช้สิทธิพาดพิง ผมอนุญาต แต่ว่าอภิปราย ๒ รอบเรายังไม่เคยปฏิบัติในสภาแห่งนี้ อันนี้ต้องขอความเห็นใจ ท่านดู ๓ ท่าน รอประท้วงไปไม่ได้อีกแล้ว เขาก็ประท้วงผมไม่รักษาตามข้อ ๘ ผมก็โดนด่าอีก คุณหมอต้อง เข้าใจผมด้วยนะ ผมให้ ๑ นาทีท่านบอกท่านเสียหายตรงไหน ท่านอื่นนั่งลงเถอะครับแค่นี้

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

คือท่านประธานครับ ผมกำลังชี้แจงว่า รัฐมนตรีชี้แจงในข้อมูลไม่ถูกต้อง ผมเอาข้อมูลให้ท่านประธานได้เลย เพราะท่านรัฐมนตรีไปชี้แจง รวมอยู่แห่งเดียวซึ่งมันไม่ใช่ มันมีอยู่ ๒ แห่ง มันมีทรัพย์ยืนยงที่เป็นโรงสี กับห้างหุ้นส่วนจำกัด ทรัพย์ยืนยง แล้วปรากฏว่ามีการขาย

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คุณหมอ ไม่ได้จริง ๆ ครับ ท่านเอาไว้อีกรอบไว้อภิปรายไม่ไว้วางใจเต็มที่ ไม่ ๆ เดี๋ยวก็ตอบโต้กัน ไม่ให้อภิปราย ๒ ครั้งครับ แต่ว่าถ้าตรงไหนคุณหมอเสียหายผมเสียหายอย่างนี้ก็บอกผม เสียหาย ๑ ๒ ๓ ก็จบ ผมให้ใช้สิทธิพาดพิง ผมให้โอกาสคุณหมอ แต่ว่าอภิปราย ๒ ครั้ง มันไม่มี อภิปรายซ้ำไม่ได้ ไม่ต้องอธิบายละเอียด เพราะผมก็ไม่ทราบว่าใครพูดเท็จอะไรไม่รู้ ก็เป็นเรื่องของศาลที่จะต้องไปพิสูจน์กันในศาล ใน ป.ป.ช. อะไรอีกทีครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอเวลา ๒ นาที ผมจะสรุปประเด็นสั้น ๆ กำลังจะชี้รัฐมนตรีว่ามันมี ๒ โรง

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คุณหมอครับ ท่านดูนะครับ ไม่ได้กล่าวหาท่านเขาก็ชี้แจงในส่วนที่เขาเสียหายก็เอาแค่นั้น ไม่ว่ากันนะครับ ดูสิครับ คุณหมอด้วยความเห็นใจผมในการทำหน้าที่ผมอะลุ้มอล่วยเต็มที่ เอา ๑ นาที ตัดทั้ง ๓-๔ ท่านผมขออนุญาตครับ ขอ ๑ นาที ๑ นาทีพอแล้วครับ นั่งลง เชิญ ๕ ท่านนั่งลง ทั้งหมดครับ เอาละครับ นั่งลงขอความกรุณาบรรยากาศมันดีอยู่แล้ว เมื่อสักครู่ก็ไปรอบหนึ่ง แล้วเอางบประมาณ จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ขอ ๑ นาที เดี๋ยวผมตัดเอง เชิญคุณหมอครับ เห็นใจกันเถอะครับทำหน้าที่

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานครับ โรงสีทรัพย์ยืนยง มีข้าว ๘๐๐ ตันบวก ๗๑๗ แล้วก็ตกลงซื้อขายในราคาที่ ๕,๗๐๐ บาท จากโรงสีโชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจ แต่ขายได้ ๘๐๐ ตัน แต่อีก ๗๑๗ ตัน ตอนแรกทาง อคส. จะปรับในราคา ๑๖,๐๐๐ บาท แต่ตอนหลังมีการวิ่งเต้นต่อรองตอนหลังเฉพาะตรงนี้ยอมให้โรงสีทรัพย์ยืนยงจ่ายในราคา ตันละ ๕,๗๐๐ บาท แต่ หจก. โรงสีโชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจ มีข้าว ๓,๕๐๐ ตัน แต่มีของให้ ประมาณ ๑,๓๐๐ บาท ขาดอีก ๒,๒๐๐ บาท ตอนนี้ยังไม่จบ เพราะว่าทาง อคส. จะปรับในราคา ตันละ ๑๖,๐๐๐ กว่าบาท เพราะฉะนั้นชี้ให้เห็นว่าทุกอย่างมันถูกต้องหมดแล้วเขาขายในภาพรวม ราคา ๕,๗๐๐ บาททั้งหมด ไม่ใช่ว่ามีปัญหาอย่างโน้นมีปัญหาอย่างนี้จริง ๆ แล้วทุกอย่าง ขายในราคา ๕,๗๐๐ บาท แล้วไปขายต่อราคา ๑๒,๐๐๐ บาท แค่นี้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ เชิญท่านชูวิทย์

นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ อุบลราชธานี

กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ กระผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุบลราชธานี

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านชูวิทย์ครับ ท่านรัฐมนตรีขอใช้สิทธิพาดพิงเชิญครับ ท่านรัฐมนตรีขอชี้แจงนั่งลงก่อนสักครู่

นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพและท่านสมาชิกผู้รงเกียรติครับ ผมขออนุญาตให้ข้อมูลนิดหน่อยนะครับ ผม นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ พอดีท่านผู้ทรงเกียรติได้กรุณาพูดถึงเรื่องโซนนิง ก็อยากจะขออนุญาตทำความเข้าใจเรื่องโซนนิงนิดหนึ่งนะครับว่าโซนนิงเกษตรที่พวกเรา กำลังพูดกันอยู่แล้วกำลังดำเนินการกันอยู่นั้น เป็นเรื่องที่เอาหลักวิชาการมาใช้ในการกำกับ ดูแล เราเอาพื้นที่ดินในทั่วประเทศไทยทั้งหมดนี่นะครับ ซึ่งทางกรมพัฒนาที่ดินได้มีการตรวจ วิเคราะห์แล้วว่าดินนั้นมีความเหมาะสมที่จะปลูกกับพืชชนิดไหนเหมาะสมโดยที่สภาพของ ดินนั้นมีรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความอุ้มน้ำนะครับ แล้วก็มีสภาพของพีเอช (PH) เป็นอย่างไร มีแร่ธาตุในดินเป็นอย่างไร แล้วในขณะเดียวกันก็มีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง เรื่องครอป รีไควเมนท์ (Crop requirement) ก็คือส่วนความต้องการของพืชแต่ละชนิด ซึ่งมี ความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ แล้วก็อุณหภูมิ ความชื้น เรื่องของแสงแดด เรื่องของทิศทางลม อะไรต่าง ๆ จะเป็นองค์ประกอบว่าในพื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศไทยนั้นแต่ละพื้นที่เหมาะสม ที่จะปลูกกับพืชอะไร เวลานี้นั้นทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการประกาศโซนนิง ออกไปแล้วทั้งหมด มีข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด อ้อย ลำไย สับปะรด แล้วก็กำลังจะประกาศเพิ่ม คือ เงาะ ทุเรียน มังคุด กาแฟ มะพร้าว ในส่วนของปศุสัตว์เราได้มีการประกาศโซนนิงในเรื่องของโคนม โคเนื้อ สุกร ไก่เนื้อ ไก่ไข่ ด้านประมงก็จะมี เรื่องของกุ้ง ปลานิล ปลาน้ำจืด ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นการประกาศพื้นที่โดย อาศัยข้อมูลทางวิชาการมาเป็นตัวกำกับว่าสัตว์ประมงจะอยู่กับน้ำ จะอยู่กับพื้นที่ตรงไหน มีอุณหภูมิเท่าไร ปริมาณฝนเฉลี่ยทั้งปีเป็นเท่าไร เป็นข้อมูลทางวิชาการนะครับ เพราะฉะนั้น อยากขออนุญาตกราบเรียนว่าการที่เมื่อประกาศโซนนิงแล้วนั้นมันก็จะเป็นการบริหารจัดการ ต่อจากนั้นไป วันนี้หลังจากประกาศพื้นที่เสร็จแล้วทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาเป็นประธานในการที่มอบหมายพื้นที่โซนนิงให้กับทางตัว ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดในการตั้งคณะกรรมการ ในการบริหารจัดการพื้นที่โซนนิง โดยให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดนั้นตรวจสอบดูว่าในพื้นที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศว่าเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมกับพืชแต่ละชนิดนั้นจะให้มีการดำเนินการในการพัฒนา ส่งเสริมประสิทธิภาพในการผลิตอย่างไร โดยมีหลักการว่าต้องมีตลาดรองรับที่ชัดเจน เอาตลาด เป็นตัวนำ แล้วก็ดูว่าจะเพิ่มผลผลิตอย่างไรนะครับ ซึ่งทางวิชาการต้องการอะไรจากทางรัฐบาล ทางรัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็จะสนับสนุนในพื้นที่ที่ไม่ได้ประกาศว่าเป็นพื้นที่ ที่เหมาะสมก็จะเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมน้อย ยกตัวอย่างเช่นว่าพื้นที่ที่เหมาะสมในการ ปลูกข้าวนั้นผลผลิตเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ ๗๐๐ กว่ากิโลกรัมต่อไร่ ในขณะที่พื้นที่ที่เหมาะสมน้อย หรือไม่เหมาะสมนั้น พื้นที่ปลูกข้าวเฉลี่ยก็คือ ๓๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ นั่นก็คือความแตกต่างที่ทำให้ เกษตรกรนั้นเมื่อปลูกข้าวชนิดเดียวกันปลูกในพื้นที่คนละพื้นที่แล้วได้ผลผลิตออกมาแตกต่างกัน เกษตรกรรายได้ที่ได้รับก็จะน้อยลงไปนะครับ อันนี้ก็จะหาดูว่าในพื้นที่ที่เหมาะสมน้อยอย่างนี้ จะมีการปรับเปลี่ยนไปเป็นอะไร ซึ่งก็มีทางเลือกให้กับตัวพี่น้องเกษตรกรในการที่จะปรับเปลี่ยน พื้นที่ตัวเองเพื่อจะให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น แล้วก็มีตัวพืชให้เลือกทั้งประมง ปศุสัตว์ เป็นตัวเลือกให้ ในการที่จะเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมในการปลูกพืชแต่ละชนิด

อีกอันหนึ่งที่เราขอก็คือว่าในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิแล้วก็มีการใช้พื้นที่ที่เป็น พื้นที่ป่าในการปลูกพืชบางอย่างนั้น ขอให้แจ้งทางส่วนกลางว่าจะมีการดำเนินการในส่วนนั้น อย่างไร เพราะฉะนั้นตรงนี้เองหลักการเราสามารถที่จะดุลในเรื่องของการตลาดกับเรื่องของ การผลิตได้ แล้วก็สามารถที่จะวางระบบในเรื่องของการที่ไปตั้งศูนย์รวบรวมสินค้าในแต่ละ แหล่งผลิตได้ เชื่อมโยงระบบอุตสาหกรรมเข้าไปได้นะครับ อันนี้ก็คือสิ่งที่กำลังพยายาม จะทำอยู่ แล้วก็ในช่วงนี้เป็นช่วงที่ท่านผู้ว่าราชการทุกจังหวัดกำลังส่งข้อมูลตรงนี้มาให้กับเรา ในการที่ดำเนินการในส่วนของการบริหารเรื่องโซนนิงของพื้นที่ เริ่มต้นท่านอาจจะมองว่า มีการประกาศพื้นที่ที่เหมาะสมไปแล้วหลาย ๆ จังหวัด แล้วมันดูเหมือนกับว่าไม่ได้เป็น การโซนนิง ในภาพนี้คือเป็นโซน (Zone) เล็กในรายจังหวัด หลังจากที่ภาพทุกจังหวัดส่งมาที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้วจะเกิดการดูในภาพใหญ่ที่เป็นโซนนิงในการผลิตที่เป็นแมส (Mass) ของผลผลิตแต่ละชนิด อันนี้ก็คืออยากจะขออนุญาตกราบเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ

อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของเมล็ดพันธุ์ อย่างท่านที่ได้กรุณาพูดเรื่องถั่วเหลือง ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ได้ตั้งงบประมาณในการที่จะจัดการเกี่ยวกับเรื่องของ เมล็ดพันธุ์ โดยตั้งใจที่จะให้เป็นศูนย์เมล็ดพันธุ์ในภูมิภาคอาเซียน และได้มีการของบประมาณ ในการที่จะดึงให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พิษณุโลก ซึ่งเป็นแหล่งที่กระจายพันธุ์ถั่วเหลือง ที่ดีให้กับพี่น้องเกษตรกร แล้วเราก็ได้มีการใช้ถั่วเหลืองที่ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์ พิษณุโลกนั้นได้ผลิตออกไปให้กับทางเกษตรกรปลูก แล้วก็ขายให้กับทางผู้ประกอบการ ทำนมถั่วเหลืองซึ่งเป็นนมถั่วเหลืองอินทรีย์ แล้วก็ได้ราคาดีในขณะนี้ต้องกราบเรียนว่า กลุ่มเกษตรกรที่ได้เอาพันธุ์จากทางศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธุ์พิษณุโลกไปก็ขายถั่วเหลือง ให้กับทางผู้ประกอบการทำน้ำถั่วเหลืองนั้นได้ราคาดีมากนะครับ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่กำลัง เร่งของบประมาณเพิ่มเติมมาในงบประมาณปี ๒๕๕๗ นี้ด้วย ก็อยากขอความกรุณาทางท่าน ได้สนับสนุนในงบประมาณส่วนนี้นะครับ

อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของพืชผลทางด้านการเกษตรนะครับ ต้องกราบเรียนว่า จากการทำโซนนิงที่เราประกาศพื้นที่ไปแล้วนั้น ในขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มี การตั้งคณะกรรมการ ๑๑ ชุดสินค้าที่เป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญ ในแต่ละชุดนั้นก็จะนำเอาข้อมูล โซนนิงเข้าไปนั่งดู แล้วก็ดูว่าวันนี้จะมีการแก้ไขปัญหาของสินค้าเกษตรอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น กรณีผลไม้ปีนี้ต้องยอมรับว่าด้วยความที่อุณหภูมิของโลกเปลี่ยนแปลงผลผลิตเกษตรผลไม้ ออกมาช้าไปเดือนครึ่งนะครับ ซึ่งวันนี้เองเราได้มีการเตรียมการล่วงหน้า ทางกระทรวงเกษตร และสหกรณ์โดยคณะกรรมการผลไม้ได้มีการเตรียมการในการที่จะรองรับผลไม้ที่ออกมา พร้อม ๆ กันในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม ก็ได้มีการขอเงิน คชก. ไว้เรียบร้อยแล้วในการที่จะกระจายสินค้าออกมา แล้วขณะนี้ต้อง กราบเรียนว่าได้มีการโอนเงินลงไปในพื้นที่ อยู่ระหว่างโอนเงินลงไปในพื้นที่ นอกจากนั้น ยังได้มีการให้สหกรณ์ในจังหวัดจันทบุรีกับจังหวัดตราด ซึ่งมีสหกรณ์ที่มีความเข้มแข็งโดยได้รับ เงินส่งเสริมจากทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ช่วยในการที่จะกระจายสินค้ารวบรวมสินค้าเข้ามา แล้วก็ได้มีการกราบเรียนกับทางผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ว่ากระบวนการบริหารจัดการ ผลผลิตในพื้นที่นั้นให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัดเป็นประธานในการแก้ไขปัญหา ถ้าท่านได้กรุณาติดตามข่าวก็จะเห็นภาพได้ดีว่าปีนี้ทุเรียนที่เป็นทุเรียนอ่อนมีการตัดในพื้นที่ จังหวัดจันทบุรี จังหวัดระยอง จังหวัดตราดนั้น ท่านผู้ว่าราชการตั้งทีมงานไปจับคนที่ตัด ทุเรียนอ่อนออกมาเพื่อเป็นการรักษาคุณภาพของทุเรียนแล้วก็ทำให้ราคาทุเรียนปีนี้ ต้องกราบเรียนว่าค่อนข้างที่จะดีแล้วก็ไม่มีปัญหา อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทางพวกเราพยายามที่จะทำ เชื่อมโยงในการต่อเนื่องแล้วก็ดูแลเรื่องการตลาดให้เหมาะสมกับทางด้านการผลิตของ พี่น้องเกษตรกร ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านจุฤทธิ์ ทำอะไรครับ

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ต้องกราบขออภัยท่านที่กำลังจะอภิปรายครับ พอดีท่านรัฐมนตรีตอบมาแล้ว ๓ ท่าน เข้าใจว่าครั้งนี้ต้องสลับมาทางฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ครับ ๓ ท่าน มีท่านชินวรณ์ ท่านฮอชาลี แล้วก็ท่านธารา เพื่อเป็นการสลับการอภิปรายครับ ขอบพระคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่าน ดอกเตอร์ปุระชัยตามรายชื่อที่ส่งมา อาจารย์ดอกเตอร์ปุระชัย ไม่เป็นอะไรครับ ๕ นาทีเอง จะได้จบ ง่าย ๆ ครับ ประท้วงไปมาถือว่าอะลุ้มอล่วยทั้ง ๒ ฝ่าย ท่านปุระชัย ๕ นาที แล้วก็มาท่านชูวิทย์

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช ขอนแก่น

กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย หารือท่านประธานอย่างนี้ครับว่าเมื่อตอนช่วงเช้าที่ผ่านมามีเพื่อนสมาชิกจากทางฝ่ายค้าน ได้หารือในประเด็นนี้ไปซึ่งในขณะนั้นผมเองไม่ได้อยู่ในห้องประชุม แล้วก็จริง ๆ แล้ว ตามข้อบังคับการประชุมสภาของพวกเรา ข้อ ๕๙ การอภิปรายจะต้องเป็นการสลับกัน ระหว่าง ๒ ฝ่าย ซึ่งทางคณะรัฐมนตรีเองใช้สิทธิในการชี้แจงไม่ได้ใช้สิทธิในการอภิปรายนะครับ ท่านประธาน ฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าเป็นเช่นนี้เดี๋ยวบรรทัดฐานมันก็จะกลายเป็นว่า ขณะนี้เวลาที่ทางซีกฝั่ง ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลเองใช้ไปในวันนี้ก็ตามหลังทางเพื่อนสมาชิกทางฝ่ายค้าน อยู่ชั่วโมงครึ่งด้วยกัน ท่านประธานคือท่านปุระชัย ๕ นาที ไม่ได้มีปัญหาอะไรนะครับ ท่านประธานครับ เพียงแต่ว่าถ้าเป็นบรรทัดฐานอย่างนี้ ในกรณีในวันพรุ่งนี้ถ้าทางคณะรัฐมนตรีใช้สิทธิชี้แจง แล้วทุกครั้งจะต้องกลับกลายเป็นว่าทางซีกฝ่ายค้านจะอภิปรายต่อผมคิดว่าอันนี้ก็เป็นการทำ ผิดข้อบังคับ ก็หารือท่านประธานว่าเราควรจะต้องมีบรรทัดฐานที่ถูกต้องครับ ท่านประธานครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ถ้า ๕ นาที ก็จบไปแล้ว คุณหมอมีอะไรครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

ท่านประธานครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญครับ คุณหมอว่าอย่างไร

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมเป็นคนที่หารือกับท่านประธาน เจริญเองครับ เพราะว่าผมเห็นความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นแล้วถ้ารัฐมนตรีชี้แจง ๓-๔ คน แล้วแต่ละคนก็ใช้เวลานานพวกผมก็เสียโอกาสสิครับ เพราะท่านประธานอย่าลืมนะครับ ถึงจะตกลงแบ่งเวลากันอย่างไรก็ตามเวลามันก็ล็อคอยู่แค่เที่ยงวันศุกร์เท่านั้น เพราะฉะนั้น พวกผมจึงได้เรียกร้องกับท่านรองประธานเจริญและท่านก็รับแล้วนะครับในข้อเสนออันนี้

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เอาอย่างนี้ ท่านปรีชาไปคุยกับคุณหมอ เชิญอาจารย์ดอกเตอร์ปุระชัย ๕ นาที ท่านไปปรึกษากัน เอาละ ผมให้ดอกเตอร์ปุระชัยตามรายชื่อที่ส่งมาฝ่ายค้านก่อนละ เชิญครับอาจารย์ดอกเตอร์ปุระชัย เชิญครับเสียเวลา ท่านไปปรึกษากันก่อนแล้วมาบอกผมก็แล้วกัน

ร้อยตำรวจเอก ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครักษ์สันติ ก่อนอื่นต้องขอบพระคุณท่านประธานสภาแล้วก็วิปฝ่ายค้านนะครับ ที่กรุณาจัดสรรเวลา ให้ผมได้อภิปรายในช่วงเวลาราว ๕ นาทีในวันนี้ ท่านประธานครับ ผมได้อ่านเอกสาร งบประมาณปี ๒๕๕๗ ซึ่งมีน้ำหนักประมาณ ๑๘ กิโลกรัมเพิ่มจากปี ๒๕๕๖ ประมาณ ๒ กิโลกรัม ก็ขอขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณปีนี้นะครับ โดยทั่วไปคำว่า งบประมาณแผ่นดินนั้น ย่อมหมายถึงการคาดการณ์อนาคตของรัฐบาล เกี่ยวกับรายรับและรายจ่ายของรัฐภายในระยะเวลาหนึ่งซึ่งก็มักจะหมายถึงประมาณ ๑ ปี คำว่า งบประมาณแผ่นดินนั้น ตรงกับภาษาอังกฤษว่า กัฟเวิร์นเมนทัล บัดเจท (Governmental budget) ซึ่งคำว่า บัดเจทนั้นมีรากศัพท์มาจากภาษาฝรั่งเศสซึ่งแปลว่าถุงเล็ก แต่ขณะนี้ งบประมาณของประเทศไทยประมาณ ๒.๕ ล้านล้านบาท ถือว่าเป็นเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งไม่อาจจะบรรจุลงในถุงใบเดียวไม่ว่าถุงนั้นจะใหญ่โตเพียงใดก็ตาม การดูแลงบประมาณแผ่นดิน จึงเป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐสภาที่จะต้องรอบคอบในการจัดสรร พิถีพิถัน ในการติดตามตรวจสอบ และไม่เกรงใจในการท้วงติงการใช้งบประมาณที่ผิดประเภท ถ้าจะมองย้อนหลัง กลับไปในปีงบประมาณ ๒๕๔๒ ประเทศไทยมีงบประมาณรายจ่ายเพียง ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่านั้นเอง ดังนั้นในช่วง ๑๕ ปี งบประมาณของประเทศได้เพิ่มขึ้น ๒๐๖ เปอร์เซ็นต์ ในแง่บวก การมีงบประมาณรายจ่ายเพิ่มขึ้นน่าจะส่งผลดีต่อการพัฒนาประเทศ แต่ในความจริงประเทศไทย กลับมีรายจ่ายประจำในสัดส่วนที่สูงขึ้น ส่วนรายจ่ายลงทุนนั้นมีสัดส่วนลดลงโดยลำดับ แนวโน้มเช่นนี้ของประเทศเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง ในขณะเดียวกันเงินลงทุนส่วนใหญ่ของ ประเทศกลับแยกออกจากงบประมาณแผ่นดินไปปรากฏในรูปของพระราชกำหนด และพระราชบัญญัติ ซึ่งทำให้คนไทยมองไม่เห็นภาพรวมของการใช้เงินของประเทศในแต่ละปี การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๕๗ แยกออกตามยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ๘ ด้าน ผมจะขอ อนุญาตกล่าวเฉพาะในยุทธศาสตร์แรกก็คือเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งมี การรวม ๙ แผนงานที่สับสนปนเปเข้าด้วยกัน ตั้งแต่อบรมภาษา อบรมแรงงาน อบรมท่องเที่ยว เชื่อมโยงโทรคมนาคม แก้ไขความรุนแรงใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการค้ามนุษย์ เข้าด้วยกัน ยุทธศาสตร์นี้ทำให้ผมนึกถึงอาหารทางเหนือที่เรียกว่าแกงโฮะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผนงานป้องกันการค้ามนุษย์ การค้ามนุษย์นั้นเป็นอาชญากรรมเลวร้ายในระนาบเดียวกับ ยาเสพติด แต่การค้ามนุษย์นั้นกระทบต่อศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของประเทศยิ่งกว่ายาเสพติด หลายเท่าทวีคูณ ประเทศไทยถูกจัดกลุ่ม ๒.๕ ต่อเนื่องมาเป็นเวลา ๓ ปี ตั้งแต่ ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ เมื่อประธานาธิบดีโอบามาได้มาเยือนไทยนั้นก็ได้ฝากความห่วงใยในปัญหาการค้ามนุษย์ กับรัฐบาลไทย ในปีงบประมาณ ๒๕๕๗ แผนงานป้องกันการค้ามนุษย์ได้มีการจัดสรรงบประมาณ ให้ประมาณ ๒,๓๐๐ ล้านบาท ซึ่งถ้าดูอย่างผิวเผินก็เข้าใจว่าเป็นงบประมาณที่มีขนาดพอสมควร แต่กลับปรากฏว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ซึ่งเป็นกระทรวงหลัก ในด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ได้รับการจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้เพียง ๓๘๙ ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นประมาณ ๑๖.๕ เปอร์เซ็นต์ของ ๒,๓๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักในการปราบปรามการค้ามนุษย์ ได้รับการจัดสรรเพียง ๕๔ ล้านบาท หรือคิดเป็น ๒.๓ เปอร์เซ็นต์ และใน ๕๔ ล้านบาทนั้น เป็นงบครุภัณฑ์เสีย ๓๒ ล้านบาท งบดำเนินการเพียง ๒๐ ล้านบาท และงบไปราชการต่างประเทศ ๑.๗ ล้านบาท จึงไม่น่าแปลกใจ เมื่อคณะอนุกรรมาธิการการป้องกันการค้ามนุษย์ สภาผู้แทนราษฎร ไปตรวจเยี่ยมและรับฟัง การบรรยายสรุปของตำรวจน้ำ กองกำกับการ ๔ สมุทรสาคร ก็ทำให้ทราบว่าเรือตรวจการ ของตำรวจน้ำนั้นมีน้ำมันใช้ในการตรวจอ่าวไทยได้เพียงไม่กี่เที่ยวเท่านั้นเอง จากเอกสาร งบประมาณปี ๒๕๕๗ ยอดงบประมาณราว ๑,๘๐๐ ล้านบาท หรือ ๗๘ เปอร์เซ็นต์ไปกระจุกตัว อยู่ที่กระทรวงแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้รับการจัดสรรไปถึง ๑,๕๐๐ ล้านบาทหรือ ๖๔ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ การค้ามนุษย์ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ แรงงานในระบบ แต่ในความเป็นจริงการค้ามนุษย์ส่วนมากเกี่ยวข้องกับแรงงานนอกระบบ แล้วก็ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะแรงงานไทยกับคนไทย แต่เชื่อมโยงไปถึงหลากหลายสัญชาติ ประเทศไทยจึงถูกใช้เป็นแหล่งของการค้ามนุษย์ทั้งต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ท้ายที่สุด ผมขอคำตอบจากรัฐบาลด้วยครับว่าทำไมปัญหาการค้ามนุษย์ที่รุนแรงและเลวร้ายจึงไม่ได้รับ การจัดสรรงบประมาณแผ่นดินให้เหมาะสมกับการรักษาเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศ ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คุณชูวิทย์ เชิญครับ ๑๐ นาทีครับ

นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ อุบลราชธานี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย เขต ๗ ผมขอสนับสนุนงบประมาณประจำปี ๒๕๕๗ ซึ่งรัฐบาลได้ตั้งไว้ ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ จากนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นกองทุนหมู่บ้านเอสเอ็มแอล ๓๐ บาทรักษาทุกโรค กองทุนสตรี เงินเดือน อสม. ผมสนับสนุนครับ แล้วโดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าวที่เรา ๆ ท่าน ๆ ได้ฟัง ทั้งวันว่าโครงการนี้ไม่มีความเป็นจริงมีแต่ทุจริตทำให้พี่น้องประชาชนเข้าใจผิดนะครับว่า โครงการนี้ทำแล้วขาดทุนไป ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ขาดทุนจริง ๆ ครับ ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗/๒๕๔๘ จนถึงวันนี้ ๑๕ ปีที่ผ่านมาขาดทุน ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ขาดทุน ให้กับใครครับ ขาดทุนให้กับน้องคนเล็กครับซึ่งเป็นเกษตรกร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเป็นลูกพ่อค้าครับ พ่อผมสอนอยู่เสมอครับว่าการค้าขายอะไรก็ช่างคงจะไม่ได้กำไรทุกอย่างครับ ก็ต้องมีขาดทุนบ้าง กำไรบ้าง ท่านบอกว่าถ้าอยากได้กำไรต้องเอากำไรน้อย ๆ แล้วจะได้กำไรมาก ในวันหลัง ถ้าอยากได้กำไรมากจะได้กำไรน้อยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ บ้านผมขาย วัสดุก่อสร้างครับ สมมุติว่าเราจะสร้างบ้าน ๑ หลังจะใช้ปูนกี่กระสอบ จะใช้บานประตูเท่าไร ถ้าเราขายอย่างหนึ่งถูกทุกอย่างก็จะคิดว่าถูก วันนี้สร้างบ้าน ๑ หลัง ปูนกระสอบละ ๘๐ บาท ผมขาย ๗๘ บาท ขาดทุนกระสอบละ ๒ บาท ๑๐๐ กระสอบขาดทุน ๒๐๐ บาท แต่ผม ไปเอากำไรบานประตู บานพับ ท่อ ไฟฟ้า สังกะสี ตะปู ผมกำไร ๑,๐๐๐ บาท หักขาดทุนปูน ๒๐๐ บาท ผมกำไร ๘๐๐ บาท นี่คือการค้าครับ ท่านประธานครับ วันนี้รัฐบาลประกอบด้วย พ่อแม่ครับ ประกอบด้วยพี่คนโตที่รับราชการครับ ประกอบด้วยพี่คนรองครับที่ทำการค้าขาย ประกอบด้วยน้องคนเล็กที่เป็นเกษตรกรครับ วันนี้เราอย่าไปอิจฉาน้องเลยครับ น้องคนเล็ก ไม่มีเงินเดือนครับ ๑ ปีขายข้าวได้ทีเดียวครับ วันนี้เขามีโอกาสได้จับสตางค์บ้างครับ รัฐบาลได้ประกาศครับว่าคุณทำนานะน้องคนเล็กนี่แล้วพ่อจะสั่งให้พี่มึงซื้อข้าวกิโลกรัมละ ๒๐ บาท วันนี้น้องคนเล็กได้ตั้งใจทำนาเพื่อจะขายข้าวครับ ในอดีตไม่เคยมีน้องคนเล็ก จะบอกราคาขายข้าวได้ ทำการเกษตรไม่ว่าจะปลูกข้าว ปลูกยางพารา ปลูกอ้อย ต้องไปถามครับ ถามพ่อค้าว่าซื้อกิโลกรัมละเท่าไร ถูกใจก็ขาย ไม่ถูกใจก็ได้ขายครับ พอจะไปซื้อปุ๋ยไปถาม พ่อค้าว่าปุ๋ยกระสอบละเท่าไร แพง แพงก็ต้องซื้อครับ วันนี้รัฐบาลได้มีโอกาสในการที่จะ ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรซึ่งเป็นน้องคนเล็กที่ทำอาชีพเกษตรปลูกข้าวได้รู้ต้นทุนล่วงหน้า ในการที่จะตั้งหลักครับ ซึ่งวันนี้รัฐบาลมีโครงการครับลดรายจ่ายก็คือมีบัตรเครดิตเกษตรกร เพื่อให้น้องคนเล็กได้ไปซื้อปุ๋ยในราคาถูกไม่ต้องเสียดอกเบี้ยให้กับพ่อค้าคนกลาง และเพิ่ม รายได้ก็คือซื้อข้าว รับจำนำข้าวในกิโลกรัมละ ๒๐ บาท ให้น้องคนเล็กมีโอกาสได้ขายข้าว ในเมื่อชาวนาเขารู้ต้นทุนเขาก็จะได้ตั้งหลักได้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอยกตัวอย่าง จากโครงการทั้ง ๒ โครงการที่เราได้เถียงกันทั้งวันในวันนี้ครับว่าโครงการประกันรายได้ กับโครงการรับจำนำ กระผม นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ เป็นเกษตรกรทำนา ๒๐ ไร่ ผมจะอภิปรายว่าโครงการประกันรายได้กับจำนำใครดีกว่ากัน พี่น้องเกษตรกรอยู่ที่บ้าน ช่วยติดตามนะครับว่าวันนี้เอาข้าวหอมมะลิอย่างเดียวครับ ข้าวหอมมะลิวันนี้โครงการประกันรายได้ รัฐบาลที่ผ่านมาบอกว่าจะรับซื้อกิโลกรัมละ ๑๕ บาท ผมก็ทำนาครับ ๒๐ ไร่ ไร่หนึ่งผมได้ ๕๐๐ กิโลกรัม ๒๐ ไร่ผมได้ข้าว ๑๐ ตัน ผมก็เอาไปประกันรายได้ครับ พอประกันรายได้โรงสี บอกว่าข้าวนายกุ่ยไม่สวยซื้อ ๑๓ บาท ผมก็ขายครับ วันดีคืนดีรัฐบาลประกาศบอกว่า ๑๕ บาท นายกุ่ยขายได้ ๑๓ บาท ก็เลยชดเชยส่วนต่างให้ผมกิโลกรัมละ ๒ บาท ๑๐,๐๐๐ กิโลกรัม ผมได้ ๒๐,๐๐๐ บาท รวมแล้วจากขายข้าว ๑๓,๐๐๐ บาทบวก ๒๐,๐๐๐ บาท ได้ ๑๕๐,๐๐๐ บาท ท่านตามมาครับพรรคเพื่อไทยครับ ทักษิณคิด ยิ่งลักษณ์ทำครับ โครงการรับจำนำข้าวหอมมะลิ เราจะจำนำกิโลกรัมละ ๒๐ บาท ผมก็ทำนาเท่าเดิม ๒๐ ไร่ ผมก็ทำนาเท่าเดิมครับ ๒๐ ไร่ ผลผลิตต่อไร่ ๕๐๐ กิโลกรัม ๒๐ ไร่ผมได้ข้าว ๑๐,๐๐๐ กิโลกรัม จำนำที่ ๒๐ บาท ผมได้ ๒๐๐,๐๐๐ บาท มากกว่าประกันรายได้ ๕๐,๐๐๐ บาทครับ น้องคนเล็ก ได้เงินมากกว่า ๕๐,๐๐๐ บาท อย่าไปตกใจครับ น้องคนเล็กได้เงินและอยู่ไม่นานครับ คนจน ก็อยากจะไปซื้อของ ไปซื้อสังกะสี ไปซื้อปูน ไปซื้อเหล็กของพี่คนกลาง พี่คนกลางขายของได้ เยอะ ๆ ครับ พ่อก็บอกว่าพี่คนกลางมึงขายของได้เยอะขอกำไรมาแบ่งให้พี่คนโตที่รับราชการบ้าง ได้ไหม พี่คนโตก็มีเงินเดือนเพิ่มครับ วันนี้จากขาดทุนข้าวกิโลกรัมละไม่กี่บาท แต่พี่คนโต ได้ขายข้าว พี่คนโตได้ขายของ ได้ขายสังกะสี ได้ขายเหล็ก ได้ขายปูน เศรษฐกิจดีครับ ทุกอย่าง ได้ขายหมด ซื้อมอเตอร์ไซค์ ซื้อโทรศัพท์ พี่คนโตอีกคนหนึ่งรับราชการก็ได้เงินเดือนเพิ่มนะครับ วันนี้เป็นการคิดที่รัฐบาลคิดถูกครับ เสร็จแล้วผมอยากอภิปรายว่าเมื่อเรารับจำนำข้าวแล้ว วิธีที่เราจะระบายข้าวนะครับ ถามว่าทุกโครงการก็มีการทุจริตแต่โครงการรับจำนำข้าว เราไม่ได้ทุจริตครับ เรามีการรับจำนำและเรามีการระบาย วันนี้ได้ยินบ่อยครับว่าข้าวหอมมะลิไทย แพ้เวียดนาม ข้าวหอมมะลิไทยแพ้พม่า วันนี้ผมอยากเสนอรัฐบาลครับว่าวันนี้เราเป็นโบรกเกอร์ (Broker) ใหญ่ เรารับซื้อข้าวเลยครับ ข้าวเวียดนามกิโลกรัมละ ๑๔ บาท ข้าวพม่ากิโลกรัมละ ๑๒ บาท ข้าวลาวกิโลกรัมละ ๑๒ บาท ข้าวเขมรกิโลกรัมละ ๑๒ บาท ข้าวหอมมะลิไทย กิโลกรัมละ ๒๐ บาท รวมแล้ว ๕ กิโลกรัม ๗๐ บาทครับ เฉลี่ยแล้วกิโลกรัมละ ๑๔ บาท เรานำมาขายกิโลกรัมละ ๑๕ บาท ๕ กิโลกรัมได้ ๗๕ บาท เรากำไรกิโลกรัมละ ๑ บาท เราไม่ได้ขาดทุนเลยนะครับในการขายข้าว ในการระบายข้าว ซึ่งวันนี้ต้องขอบคุณฝ่ายค้าน ที่บอกว่าทำไมรัฐบาลต้องจำนำ เกษตรกรต้องไปจำนำข้าวด้วยตัวเอง วันนี้เราได้ยินว่ามีการ ทุจริต ถ้านายกุ่ยไม่ไปจำนำข้าวด้วยตัวเองก็ถือว่าขายสิทธิของตัวเอง ผมอยากฝาก พี่น้องประชาชนอยู่ที่บ้านว่าเมื่อท่านได้ขึ้นทะเบียนแล้วนะครับ ท่านอย่าได้ขายสิทธิตัวเองครับ วันนี้รัฐบาลช่วยท่านบอกว่าข้าวกิโลกรัมละ ๒๐ บาท ท่านทำดี ๆ เหมือนกับเสื้อที่ผมใส่นี่ ตัวหนึ่ง ๒๐ บาท ต้องซัก ต้องรีด ต้องตากให้เรียบร้อย รัฐบาลซื้อ ๒๐ บาท แต่ถ้าท่านไม่ซัก ท่านไม่ตาก ผมก็ต้องหักเพราะผมต้องไปซัก ไปรีด ผมซื้อ ๑๘ บาท วันนี้จึงอยากจะ กราบเรียนครับว่าการทุจริตนี่มันอยู่ที่กระบวนการ ก็อยากจะฝากอีกครับว่าทำไมข้าว ประเทศไทยไปขายแล้วไม่ได้ ๒๐ บาทที่ผมได้ยกตัวอย่างเรื่องชุดนะครับ เสร็จแล้ววันนี้ โครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าว ผมอยากจะฝากรัฐบาลว่าวันนี้รัฐบาลไหนมาเป็น รัฐบาลไหนมาทำเรื่องข้าวก็ชอบจะขายข้าวเก่า ๆ ครับ ระบายข้าวเก่า ๆ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑/๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๒/๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๓/๒๕๕๔ ผมอยากเสนอว่าวันนี้ปี ๒๕๕๕/๒๕๕๖ ขายก่อน ระบายก่อนครับ ข้าวเก่าเก็บไว้ในโกดังไม่ต้องขายครับ ขายข้าวใหม่จะไม่เสื่อมสภาพ แต่ถ้า เราไปเวียนขายข้าวเก่าปี ๒๕๕๕/๒๕๕๖ ไม่ขาย ปีหน้าขาย ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๖ ก็จะเก่า ปีหน้าขายปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๗ ก็จะเก่า ปีหน้าขายปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๘ ก็จะเก่า วันนี้เรา ระบายแล้วครับ ข้าวเก่า ๆ ทั้งหมดเททิ้งทะเลให้ปลาทูกินอย่างที่ท่านทักษิณบอกและจับปลาทู มาขายก็ได้กำไรครับ ผมยืนยันครับว่าโครงการรับจำนำข้าวไม่ทุจริตครับ ขอบพระคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านชินวรณ์ ๒๐ นาทีนะครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ นครศรีธรรมราช 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ผมได้อ่าน ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ที่รัฐบาลได้เสนอ ร่างเข้ามา และได้ฟังท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงเมื่อตอนเช้านี้นะครับ ผมไม่แปลกใจละครับ ว่าการตัดสินใจของผมถูกต้องแล้วที่จะไม่รับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ประกอบกับ ได้ฟังเพื่อนสมาชิกในสภานี้ได้เปรียบเทียบข้อแตกต่างในเรื่องของโครงการประกันรายได้กับ โครงการจำนำข้าวครับ ท่านยกตัวอย่างได้ดีนะครับว่าจะต้องช่วยลูกชายคนเล็กครับ ยอมขาดทุนไปก่อนแต่ว่าเอากำไรตอนหลังนี่คือหลักคิดของพรรคท่านครับ แต่ผมอยากจะกราบเรียนว่าโครงการประกันรายได้กับโครงการจำนำข้าวนั้นแตกต่างกัน แน่นอนครับ ผมอยากเรียนว่าถ้าหากพี่น้องเกษตรกรชาวนามีที่นา ๒๐ ไร่ โครงการประกันรายได้ ก็จะได้ส่วนต่างจากราคาที่ได้กำหนดเอาไว้ เช่นในขณะนี้ถ้าราคาตลาดอยู่ในราคาประกัน ๑๕,๐๐๐ บาท ท่านมีราคาขายได้ ๑๐,๐๐๐ บาท ก็จะได้ส่วนต่างไร่ละ ๕,๐๐๐ บาทครับ ๒๐ ไร่ก็จะได้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่ว่าพี่น้องเกษตรกรชาวนาชาวไร่ที่มีพื้นที่นา ๒๐ ไร่ อย่าลืมนะครับว่าท่านต้องทำไว้กินเองครับ ผมคิดว่าอย่างน้อย ๑๐ ไร่นะครับแต่ละครอบครัว ที่ต้องทำไว้กินเอง ถ้าจะเหลือมาจำนำก็เหลืออีก ๑๐ ไร่ครับ เหลืออีก ๑๐ ไร่เท่านั้นละครับ แล้วผมไปถามเกษตรกรชาวนาเองในภาคอีสานเขาบอกว่าเขาไม่ได้ประโยชน์จากโครงการ จำนำละครับ เพราะเขาเป็นชาวนารายย่อยไม่มีข้าวเหลือมากพอที่จะไปจำนำกับโรงสีครับ ไม่ได้ประโยชน์เลยครับ แต่โครงการประกันรายได้แม้มี ๑ ไร่ก็ได้รับประโยชน์ครับ คนที่ได้รับ ประโยชน์จากโครงการรับจำนำก็คือเจ้าของที่นาที่มีเป็นจำนวน ๑๐๐ ไร่ ๒๐๐ ไร่ หรือเจ้าของโรงสี หรือนักการเมืองเหมือนที่อภิปรายไปนะครับ

ประการที่ ๒ ครับ โครงการประกันรายได้นั้น เงินส่วนต่างที่ได้รับผ่านจาก ธ.ก.ส. ไปถึงมือพี่น้องเกษตรกรโดยตรงครับ วันนี้รัฐบาล รัฐมนตรีเองก็ยอมรับว่ามี การขาดทุนไป ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านลองเอาจำนวนครอบครัวชาวนาไปหารสิครับว่า เงินภาษีที่ต้องจ่ายชดเชยไปในการขาดทุนต้องใช้ไปเท่าไรครับ ผมไม่แปลกใจครับถ้าใช้ไป เพื่อเกษตรกรชาวนา แต่วันนี้พบความจริงจากการอภิปรายว่าครึ่งหนึ่งไปตกอยู่ในมือ ของใครครับ ตรงนี้ละครับเงินภาษีของพี่น้องประชาชนที่มาจากทั่วประเทศต้องไปสนับสนุน โครงการที่ทำให้เกิดการรั่วไหล

ประการสุดท้ายครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าโครงการประกันรายได้ของเรานั้น ถ้าหากว่าเกิดไฟไหม้ น้ำท่วม ฝนแล้ง เกิดเพลี้ย โรคต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นกับพี่น้องเกษตรกร ชาวนา พี่น้องชาวนาก็ยังได้ส่วนต่างจากการประกันรายได้ครับ ผมจึงอยากกราบเรียนครับว่า นี่คือส่วนต่าง แต่ที่ผมพูดเรื่องนี้ตามจริงไม่ได้เป็นประเด็นที่ผมอภิปราย แต่ว่าอยากจะชี้ ความคิดให้เห็นว่าข้อที่เราถกเถียงกันในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณว่าทำไมพวกผมจึงไม่รับร่าง ก็เพราะหลักคิดอย่างนี้ละครับ หลักคิดที่มองจากการจัดตั้งงบประมาณเที่ยวนี้เป็นการจัดตั้ง งบประมาณเพื่อต้องการที่จะสนองตอบเพียงนโยบาย และนโยบายดังกล่าวนี้ก็นำไปสู่ กระบวนการที่ทำให้เห็นภาพชัดนะครับว่าพี่น้องเกษตรกรคนยากคนจนจริง ๆ ไม่ได้รับ ผลประโยชน์อะไรจากนโยบายนี้ ไม่ว่าโครงการรถคันใหม่ บ้านหลังใหม่ ค่าแรงงานเพิ่มขึ้น ๓๐๐ บาท แม้แต่เรื่องการรักษาพยาบาลจากการที่รักษาพยาบาลฟรีก็ยังต้องมาจ่าย ๓๐ บาท รักษาทุกโรค อันนี้ก็ไม่ขัดข้องครับ เพราะหลักคิดเราต่างกัน เหมือนท่านมีหลักคิดว่า ทำโรงเรียนให้ทันสมัย ท่านก็ซื้อรถตู้ ๑,๐๐๐ คัน แต่ผมคิดว่าถ้าสร้างโรงเรียนให้ทันสมัย ต้องตั้งโรงเรียนวิทยาศาสตร์ ต้องตั้งโรงเรียนไปสู่มาตรฐานสากล ต้องตั้งโรงเรียนดีใกล้บ้าน คือโรงเรียนดีประจำอำเภอ โรงเรียนดีประจำตำบล ทำโรงเรียนขนาดเล็กให้มีคุณภาพก่อน ตรงนี้เป็นเรื่องหลักคิดที่สำคัญครับ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ผมจะอภิปรายในวันนี้ ตามจริงเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือภาคเกษตรครับ เพราะวันนี้ ตั้งแต่ช่วงเช้าเราก็พูดถึงผลผลิตการเกษตรทุกตัวครับ ตั้งแต่ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ผลไม้ เพื่อนของผมจากจังหวัดจันทบุรีได้พูดไปแล้ว ยังเหลือยางกับปาล์มครับท่านประธานที่ยังไม่ได้พูด แต่บังเอิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ได้ลุกขึ้นมาตอบในบางประเด็น ไปแล้ว แต่ก่อนที่จะถึงเรื่องพืชทางการเกษตรที่สำคัญ ๒ ตัวนี้ที่ทำรายได้ให้กับประเทศ เป็นจำนวนหลายแสนล้านบาทนะครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าผมและคณะก็จะดำเนินการ ในการที่จะอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฉบับนี้ต่อไป แต่ก่อนที่จะถึงจุดนั้นนะครับ ผมอยากจะกราบเรียนนิดเดียวครับ จริง ๆ รัฐบาลนี้ก็จะมองปัญหาเรื่องผลผลิตและรายได้ เกษตรกรเหมือนที่ท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจงละครับ ส่วนใหญ่ดูงบประมาณแล้วท่านชี้แจง ที่ปลายเหตุในการที่จะมาช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรทุกกลุ่มทุกอาชีพนะครับ ไม่ว่าจะเป็น การส่งเสริมเรื่องความเข้มแข็งของเกษตรกร การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเกษตรกร การเสริมสร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรกร ซึ่งท่าน ได้พูดเอาไว้ตอนเช้าที่ชัดเจนก็มี ๒ ตัวเท่านั้นคือรองรับข้าวเปลือก ๒๑ ล้านตัน มันสำปะหลัง ๑๐ ล้านต้น ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับ ตามจริงปัญหาผลผลิตทางการเกษตร และถ้าท่านต้องการจะยกรายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริงผมคิดว่าปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นเรื่องที่สำคัญกว่าปัญหาที่ปลายเหตุครับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีวิสัยทัศน์ ไว้ชัดเจนว่าเกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี ประชาชนมีความมั่นคงในด้านอาหาร เป็นฐานสร้าง รายได้ให้กับแผ่นดิน แต่เมื่อมาดูงบประมาณจากแต่ละกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการที่จะสร้าง ให้พี่น้องเกษตรกรมีรายได้ที่แท้จริง เป็นครัวอาหารโลก เป็นครัวอาหารเพื่อความปลอดภัย เป็นการสร้างฐานรายได้ที่ยั่งยืนจริงแล้ว เมื่อมาดูรายละเอียดของงบประมาณที่มีการจัดตั้ง พบได้ชัดเจนเลยว่ายังไม่ตอบโจทย์ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเลย งบประมาณ ที่จัดสรรมากที่สุดคืองบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเสถียรภาพราคา คือโครงการจำนำข้าว จำนำมันสำปะหลังที่ผมกราบเรียนไปแล้ว ๘๕,๒๗๖ ล้านบาท งบประมาณที่จะเสริมสร้าง ประสิทธิภาพการผลิต ๓๓,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง งบประมาณการบริหารในเรื่อง ของการยกระดับรายได้และเพิ่มกำลังซื้อแค่ ๔๓,๔๐๐ กว่าล้านบาทเอง ผมจึงกราบเรียน กับท่านประธานครับว่าผมจึงเป็นห่วงจุดนี้ละครับว่าถ้าเมื่อไรรัฐบาลมองเฉพาะแก้ปัญหา ปลายทาง และบอกว่าเมื่อได้ใช้เงินไป ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาทไปจำนำข้าวทุกเม็ดแล้ว นี่คือ การช่วยเหลือเกษตรกรอย่างแท้จริงแล้ว แต่ผมคิดว่าวันนี้อยากจะเรียกร้องให้รัฐบาลหันกลับมาดู เรื่องปัจจัยการผลิตที่เป็นเรื่องสำคัญ เมื่อสักครู่รัฐมนตรีได้ชี้แจงในเรื่องโซนนิงไปแล้ว ผมขออนุญาตที่จะไม่พูดซ้ำนะครับ แต่ผมคิดว่ายังมีอีก ๔-๕ เรื่องที่สำคัญที่อยากจะใช้เวลา เพียงสั้น ๆ ตรงนี้คือ ๑. เรื่องดินครับ เรื่องดินนั้นแน่นอนเรื่องกรรมสิทธิ์ผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้พูดไปตอนเช้า จึงเห็นได้อย่างชัดเจนนะครับว่าวันนี้ถ้าเราพูดถึงกรรมสิทธิ์ พี่น้องเกษตรกรส่วนใหญ่ พี่น้องประชาชนที่มีรายได้น้อยไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และเมื่อมาดู กรมสำคัญที่เกี่ยวข้องกับดิน ไม่ว่าจะเป็นกรมพัฒนาที่ดินและสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อ เกษตรกรรม ได้รับงบประมาณรวมกันแล้วประมาณ ๗,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง ในจำนวน ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานครับ แล้วเกษตรกรของเราซึ่งอาศัยดินเป็นพื้นฐานสำคัญ ในการเพาะปลูก ทำอย่างไรที่จะให้เขาได้มีกรรมสิทธิ์ ให้เขาได้ถือที่ดินในการครอบครอง ให้เขาได้มีสิทธิชุมชน ให้เขามีที่ดินเป็น ส.ป.ก. ที่จะดูแล ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้รัฐบาลไม่ได้มอง โดยภาพที่ต้องการจะเห็นว่าเป็นปัจจัยการผลิตที่แท้จริง อันที่ ๒ คือเรื่องน้ำ กรมชลประทาน ได้รับงบประมาณ ๔๐,๐๔๑ ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นโครงการต่อเนื่องที่ดำเนินการมา แต่สิ่งที่ ผมห่วงเป็นอย่างยิ่งและพี่น้องเกษตรกรเขาฝากมาคือโครงการ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทของท่าน ผมไม่อยากพูดถึงเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันการรั่วไหล สิ่งที่เป็นห่วงก็คือว่าเราจะทำโครงการ แก้ไขปัญหาน้ำท่วมของท่าน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการ ในการสร้างปัจจัยการผลิตเรื่องน้ำได้อย่างไร ไม่ใช่ท่านเอา ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทไปเปลี่ยน หนอง คลอง บึง แหล่งอาหารตามธรรมชาติของพี่น้องเกษตรกรต้องสูญเสียไปจากเพียง การละลายงบประมาณเพื่อต้องการที่จะให้ดำเนินการ ผมไม่มั่นใจนะครับ โดยเฉพาะที่จะไป จ้างที่ปรึกษามาจากต่างประเทศก็ดี หรือการดำเนินการในการสร้างพลางลงทุนไปพลาง ผมคิดว่าก็จะมีปัญหาในอนาคตต่อไปครับ เรื่องปัจจัยการผลิตที่สำคัญอีกตัวหนึ่งก็คือไม่ได้มี การพูดถึงกันในสภานี้วันนี้ ผมอยากทวงถามแทนพี่น้องเกษตรกรครับว่าเขาต้องรับภาระ เรื่องราคาปุ๋ย ผมมีตัวเลขที่จะเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างกันในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา กับราคาปุ๋ยในวันนี้กระสอบละกิโลกรัมนั้น ๑,๔๐๐ กว่าบาทนะครับ ราคาสารเคมี ราคาขนส่ง และราคากระบวนการแปรรูปทั้งหมดไม่มีความชัดเจน ผมไปดูในกรมส่งเสริมสหกรณ์ ไปดูในกรมส่งเสริมการเกษตรก็ไม่พบว่ารัฐบาลได้มียุทธศาสตร์ในการจัดงบประมาณในด้านนี้ ได้อย่างไรครับ ในเรื่องสหพันธ์เกษตรกรก็เช่นเดียวกัน ผมอยากจะทวงถามงบประมาณ ที่จะไปเกี่ยวข้องกับสภาเกษตรกรแห่งชาติที่พวกผมได้ทำกฎหมายเอาไว้ว่าท่านจะไป ดำเนินการอย่างไร ด้านเกษตรกรท่านมีโครงการสมารท์ ฟาร์เมอร์ ตรงนี้ฝากนิดหนึ่งครับ มีคนฝากมาที่ผมว่า โครงการสมารท์ ฟาร์เมอร์ของรัฐบาลนี้แปลเป็นไทยว่า โครงการเกษตรกรปราดเปรื่องของท่านนี่ครับ โครงการเกษตรกรปราดเปรื่องของท่านท่านตั้งไว้หลายกรมรวมกันแล้วได้ ๓๘๔ ล้านบาท แต่ทำต่อเนื่องไปจนถึงปี ๒๕๖๑ ใช้งบประมาณ ๒,๘๘๒ ล้านบาทครับ ผมไม่แน่ใจว่าจะปราดเปรื่อง ไปในทิศทางไหนของท่าน เห็นเขียนอย่างการแปรรูปเรื่องการเท่าทันต่อเทคโนโลยีอะไร ของท่านนะครับ แต่ว่ามีโครงการต่อเนื่องจากโครงการนี้ไป ๒,๘๘๒ ล้านบาท ผมไปดูรายละเอียด ในแต่ละกรมน่าแปลกใจครับปีนี้อาจจะเป็นปีเริ่มต้นของท่านหรืออย่างไรผมไม่ทราบนะครับ แต่เมื่อไปดูในแต่ละกรมแล้วก็พบว่า เช่น โครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่องสมาร์ท ฟาร์เมอร์ ๕๓ ล้านบาท เป็นค่าเบี้ยเลี้ยง ที่พัก ๑๕ ล้านบาท ค่าซ่อมแซมยานพาหนะ ๔๐๐,๐๐๐ บาท ค่าจ้างเหมาบริการ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ค่าซ่อมแซมสิ่งก่อสร้าง ๔๐๐,๐๐๐ บาท ค่าสัมมนา ฝึกอบรม ๑๕ ล้านบาท ส่วนใหญ่ก็จะเป็นงบประมาณเหล่านี้ และในท้ายที่สุดก็ไม่ถึงมือเกษตรกร และผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นสมาร์ท ฟาร์เมอร์ ได้อย่างไรครับ เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้ในเรื่องงบประมาณ ก็มีฝากมาอีกตัวหนึ่งพอดีเห็นท่านรัฐมนตรีมาพอดีครับว่าทำไมปีนี้ทางสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์แปลกมากเลยครับในปีนี้เป็นพิเศษเลยครับ ตั้งงบประมาณซื้อรถ ขอโทษครับ เช่ารถให้กับสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ๑๕ คัน ๑๕ คันเป็นค่าเช่ารถยนต์ประจำตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๑ คัน ค่าเช่ารถยนต์ประจำตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีก ๑ คัน ๔,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ค่าเช่ารถยนต์ ประจำตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ ๑ คัน ค่าเช่ารถยนต์ประจำตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ อีก ๑ คัน ค่าเช่ารถยนต์เลขานุการรัฐมนตรีด้วยครับ ค่าเช่ารถยนต์ให้ตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีครับ ค่าเช่ารถตู้โดยสารสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีก ๓ คัน ค่าเช่าซื้อรถที่นั่งส่วนกลางของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีก ๕ คัน รวมแล้วเป็นมูลค่า ๓๐ ล้านบาท ทำไมนะครับ หมดอายุการเช่าหรือว่าเป็นอย่างไรครับ เห็นเช่าพร้อมกันไปหมดเลย แล้วก็ตั้งงบประมาณในส่วนนี้แล้วมันจะเป็นสมาร์ท ฟาร์เมอร์ แล้วจะนำเกษตรกรไทย ไปพัฒนาแบบยั่งยืนได้อย่างไรครับ ท่านประธานครับ ยังเหลือเวลาช่วงสุดท้าย กระผม อยากจะกราบเรียนว่าเรายังมีพืชเกษตรที่เป็นตัวเศรษฐกิจหลักที่รัฐมนตรีได้พูดถึงเมื่อสักครู่ว่า เป็นแชมเปี้ยน โพรดักท์ (Champion Product) ผมคิดว่า ๒ ตัวนี้เป็นเรื่องสำคัญและกำลัง จะมีปัญหาในอนาคตคือมีปัญหามาแล้วและกำลังจะมีปัญหาแบบข้าวต่อไปนะครับ ถ้าหากว่าเราไม่ได้อภิปรายในวันนี้ ผมคิดว่าทั้ง ๒ ตัวนี้ ตัวแรกยางพาราท่านประธานครับ ยางพารานั้นเกี่ยวข้องกับพี่น้อง ๔,๐๐๐,๐๐๐ ครอบครัวครับ ๖๖ จังหวัดแล้วนะครับ ขณะนี้มีพื้นที่ในการปลูก ๑๘ ล้านไร่ครับท่านประธาน ผมไม่อยากลงในรายละเอียด เดี๋ยวมีเพื่อนจะได้พูดถึง แต่ผมอยากจะมาทวงถามเริ่มต้นว่าวันนี้ท่านใช้เงินไปประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทจากโครงการสร้างเสถียรภาพราคายางพารา วันนี้ที่ทำเนียบรัฐบาลมีตัวแทน พี่น้องกลุ่มเกษตรกรมาพบนายกรัฐมนตรี แต่ท่านนายกรัฐมนตรีก็ไม่ให้พบ ผมก็บอกตัวแทน กลุ่มเกษตรกรแล้วว่าอย่าเสียใจเลย ๔ เดือนที่ผ่านมาพวกผม ผมเองพร้อมกับท่านอาคม เอ่งฉ้วน เชิญ ส.ส. ไปยื่นข้อเสนอแนะกับท่านนายกรัฐมนตรีด้วยตัวเอง ท่านไม่ให้พบครับ หลังสุดนี้ท่านถาวร เสนเนียม ขอประทานโทษเอ่ยนาม เชิญเพื่อน ส.ส. ไปยื่นข้อเสนอแนะ กับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านไม่ให้พบครับ ผมอยากจะฟ้องท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องเกษตรกร ชาวสวนยางพาราครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ให้พบ แน่นอนครับ ไม่เป็นไรครับท่านไม่ให้พบ แต่ว่าท่านไปต่างประเทศหลายประเทศนะครับ ผมไม่เคยได้ยินท่านพูดเรื่องที่จะขาย ยางพาราเลยครับ ผมไม่ได้ยินยุทธศาสตร์ที่ท่านจะมาดำเนินการในการแก้ไขปัญหาราคา ยางพาราตกต่ำเลยครับ วันนี้หมดเงินไป ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านแทรกแซงครั้งแรกตั้งแต่ วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๔ หมดเงินไป ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ตอนนี้เหลือกิโลกรัมละเท่าไรครับ ๗๐ บาทครับท่านประธาน ผมอยากทวงถามข้อที่ ๒ ครับ ที่อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการท่านมาชี้แจงในสภานี้ละครับว่า ท่านจะขอความร่วมมือกับ ๓ ประเทศหลัก ในนามของบริษัทร่วมทุนยาง ๓ ประเทศ วันนี้ ไปถึงไหนแล้วล่ะครับ ที่ท่านบอกว่าจะร่วมทุนกันในการดำเนินการจัดซื้อยางและจะโค่นยางร่วมกัน วันนี้เป็นอย่างไรล่ะครับ ก็ไม่เชื่อถือครับ จะเชื่อถือได้อย่างไรครับ ผมพบรัฐมนตรีช่วยว่าการ ผมยังบอกเลย ท่านไปประกาศขึ้นป้ายไว้ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ว่าจะสร้างถนนลาดยาง ด้วยน้ำยางพารา เขียนงบประมาณเรียบร้อย มีลงข่าวหนังสือพิมพ์เรียบร้อย วันนี้ป้ายจะผุพัง แล้วครับ พี่น้องในตำบลกรุงหยัน อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ให้ผมมาเรียน กลางสภาว่าถ้าไม่สามารถดำเนินการได้ เขาไม่ได้น้อยใจเรื่องไม่ได้ถนนนะครับ แต่เขาน้อยใจ ว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา ผมจึงอยากจะกราบเรียนนะครับว่าเขาจะฌาปนกิจ ป้ายนี้แล้วครับ เพราะฉะนั้นนี่คือเรื่องที่อยากจะเรียนถามว่ายุทธศาสตร์ในการที่จะส่งเสริม การผลิตยางภายในประเทศจะทำอย่างไร แล้ววันนี้โครงการแทรกแซงของท่านไปสร้างสต็อกยาง ภายในประเทศขึ้นมา รายงานหลังสุดที่ผมได้รับจากวิปฝ่ายค้าน วันที่ ๔ พฤษภาคม ซื้อยาง ไว้ในโครงการแทรกแซง ๒๐๐,๐๐๐ ตันโดยประมาณ หมดเงินไป ๒๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมจึงเรียนกับท่านว่าถ้าท่านยังปล่อยให้มีการดำเนินการโครงการแทรกแซงโดยไปแทรกแซง เพียง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของปริมาณยางในตลาด ไม่มีผลต่อการยกระดับราคายางครับ แล้วก็ จะเกิดปัญหาเหมือนข้าวครับ วันนี้ผมทราบข่าวว่าตัวแทนของรัฐบาลไปประเทศญี่ปุ่นครับ หลังจากนั้นวันที่ ๒๕ ที่ผ่านมาก็เดินทางไปประเทศจีน ผมไม่แน่ใจว่าจะไปทำจีทูจีอีก หรือเปล่าครับ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานครับ ทำอย่างไรก็แล้วแต่อย่าลืมว่าถ้าเมื่อไร ท่านขายต่ำกว่าราคาที่ท่านประกาศราคาเป้าหมายนำจะมีปัญหาต่อพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง ทันทีครับเรื่องนี้ และเรื่องปาล์มท่านประธานครับ ผมอยากเกริ่นไว้สั้น ๆ นิดเดียวเรื่องปาล์มครับ ปาล์มวันนี้เกี่ยวข้องกับพี่น้อง ๑,๐๐๐,๐๐๐ ครอบครัว ๔,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ท่านประธานครับ ทำรายได้ให้กับประเทศเป็นแสนล้านบาทแล้วเช่นเดียวกันครับ แต่ในช่วงรัฐบาลนี้ที่ผ่านมา จากราคากิโลกรัมละ ๖ บาท ในสมัยรัฐบาลที่แล้ววันนี้เหลือกิโลกรัมละ ๒ บาทกว่า วันนี้ขึ้นมา ๓.๖๐ บาท ก็ดีขึ้นหน่อยครับ แต่กระบวนการทั้งหมดก็เช่นเดียวกันกับยางคือความผิดพลาด ในเชิงนโยบายที่ท่านนำน้ำมันปาล์มเข้ามาในประเทศตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา แล้ววันนี้นโยบายในการแก้ไขปัญหาของท่านก็ไม่ครบวงจร ท่านได้เข้าไปช่วยเหลือ ๕๐,๐๐๐ ตัน เพื่อแก้ไขปัญหาที่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนปาล์มออกมาประท้วง แต่กระบวนการจริง ๆ ที่ผม อยากจะกราบเรียนกับท่านประธานก็คือว่า วันนี้ทำไมรัฐบาลจึงไม่ดำเนินการในการช่วยเหลือ พี่น้องเกษตรกรชาวสวนปาล์มโดยการที่จะเข้าไปชดเชยในส่วนต่างให้กับพี่น้องเกษตรกร หรือจัดตั้งกองทุนน้ำมันปาล์มขึ้นมาเพื่อที่จะดำเนินการในการดูแลให้ผู้ส่งออกภายในประเทศ ได้ดำเนินการในการแข่งขันในการซื้อ เช่นเดียวกันกับยางพาราครับ วันนี้ท่านแทรกแซง ผู้ส่งออก ผู้ค้ายาง ไม่มีใครกล้ารับซื้อ ไม่มีใครกล้าเปิดตลาด การแข่งขันเสรีในตลาดยาง และตลาดปาล์มจึงมีลักษณะเดียวกันครับวันนี้ พ่อค้าไม่กล้าออกมาเพราะว่ารัฐบาลทำตัว เป็นพ่อค้าเสียเองนะครับ ผมจึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่านี่คือปัญหาหลักในวันนี้ เมื่อมาดูโดยภาพรวมทั้งหมดก็จะพบความเป็นจริงวันนี้ ชาวบ้านเดินออกจากบ้านไปจะซื้อ ของแพงใส่น้ำมันในราคาที่แพง เติมก๊าซในราคาที่จะแพงสูงขึ้น กลับไปโรงเรียนไปเจอ ค่าใช้จ่ายให้กับลูกเกี่ยวกับการศึกษาเพิ่มเติมเยอะแยะ ไปโรงพยาบาลจ่ายเพิ่ม ๓๐ บาท รักษาทุกโรค กลับมาบ้านว่าจะทานน้ำเย็นให้สบายหน่อยครับ ตกลงลด ๕๐ หน่วยลงมา ต้องจ่ายเต็ม เดิม ๙๐ หน่วยค่าไฟฟ้าชาวบ้านไม่ต้องจ่าย วันนี้คนยากจนอีก ๔,๐๐๐,๐๐๐ ครอบครัว เพิ่มภาระขึ้นมา เพราะฉะนั้นจึงแพงไปทั้งแผ่นดินตามที่เขาพูดละครับ แต่พอมาดูสินค้าเกษตร มาดูโครงสร้างในการแก้ไขปัญหา ผมคิดว่าถ้าตามงบประมาณชี้ได้ชัดเจนนะครับว่าราคาสินค้าเกษตร ที่ท่านแก้ปัญหาปลายทางทุกตัวจะถูกลง สินค้าราคาแพงทั้งแผ่นดินแต่สินค้าเกษตรถูกลงเพราะท่านไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหา เชิงโครงสร้างและงบประมาณที่จัดตั้งเป็นเพียงงบประมาณไม่สนองตอบต่อการเข้าไปสู่ กระบวนการแก้ไขปัญหาเป็นงบประมาณเพื่อตอบโจทย์ในทางการเมืองของท่านเท่านั้นเองครับ วันนี้งบประมาณปีนี้โดยหลักการแล้วผมไม่สามารถที่จะรับร่างงบประมาณได้ และผมขอ ตั้งฉายาว่าเป็นงบประมาณที่ทำให้เป็นฉบับที่เรียกว่ารวยกระจุกจนกระจาย ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ให้ท่านวรชัยก่อนได้ไหม ท่านวรชัยรอตั้งแต่เก้าโมงเช้าแล้วให้ท่านพูดหน่อย เชิญครับ ของท่าน ๑๐ นาทีนะครับ

นายวรชัย เหมะ สมุทรปราการ 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ท่านประธานครับ ผมอภิปรายสนับสนุน งบประมาณปี ๒๕๕๗ ก่อนอื่นนั้นท่านประธานครับ ผมต้องชมเชยรัฐบาล ชมเชยท่านนายกรัฐมนตรี ว่าท่านสุดยอดจริง ๆ เก่งจริง ๆ เพราะอะไรครับ ท่ามกลางวิกฤติ ๒ เรื่องที่รัฐบาลนี้ ตั้งงบประมาณถึง ๒.๕๒ ล้านล้านบาทครับ แล้วรัฐบาลนี้สามารถเก็บภาษีหารายได้ ๒.๒ ล้านล้านบาทครับ ขาดดุลงบประมาณแค่ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ขาดดุลงบประมาณ ลดลงจากปีที่แล้วเพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะว่าวิกฤติ ๒ เรื่อง เรื่องหนึ่งการชะลอตัว เศรษฐกิจโลก เรื่องที่ ๒ เรื่องค่าเงินบาทที่แข็งตัวครับท่านประธาน ๒ เรื่องนี้เป็นตัวอุปสรรค ของการหารายได้ให้ประเทศครับ เงินบาทแข็งนั้นทำให้การแข่งขันของประเทศลดลง เพราะว่าอะไรครับท่านประธาน เราจะเห็นครับว่าวันนี้รายได้มวลรวมของประเทศนั้นมาจาก ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งรายได้มาจากต่างประเทศ รายได้ส่วนหนึ่งมาจากในประเทศครับ รายได้ทั้งหมด มาจากภาคการผลิต การค้า การบริการ การลงทุน ภาคการเกษตรและภาคการท่องเที่ยว นี่คือรายได้ประชาชาติของคนไทยทั้งประเทศหรือว่าจีดีพีของประเทศครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าในขณะที่เศรษฐกิจโลกถดถอยวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรียังสามารถ เก็บภาษีของประเทศได้มากขึ้นกว่าปีที่แล้วครับ ขาดดุลงบประมาณลดลงนี่คือความเชื่อมั่น ของประเทศไทย เราจะเห็นว่าในระบบของทุนโลกครับท่านประธาน ความเชื่อมั่นเป็นสิ่งสำคัญ ที่สุดของนักลงทุน วันนี้เราจะเห็นว่าตลาดทุนของประเทศไทยโตสุดขีดครับ วันนี้ ๑,๖๐๐ จุดครับท่านประธาน นี่คือความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ลงทุนในตลาดทุนของประเทศ ภาคอุตสาหกรรมการลงทุนเพื่อที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ เราจะเห็นว่าวันนี้รัฐบาล พยายามทำ ๒ ทาง เพื่อกระตุ้นรายได้ส่วนภายในประเทศ ส่วนที่ ๑ คือการสร้างรายได้ ให้คนส่วนมากครับท่านประธาน คือเกษตรกร อีกส่วนหนึ่งกระตุ้นรายได้ของคนส่วนมาก ที่อ่อนแอ คือกรรมกรครับท่านประธานเราจะเห็นว่า ๒ ส่วนนี้คู่กันไป กระตุ้นรายได้กรรมกร เพิ่มค่าแรง ๓๐๐ บาท กระตุ้นรายได้ของพี่น้องชาวนาโดยการสร้างกลไกของตลาดใหม่ครับ พี่น้อง เราจะเห็นว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันพี่น้องประชาชนเกษตรกรนั้นมีความยากลำบากครับ ท่านประธาน เราจะเห็นว่ากลไกรายได้ของกลไกตลาดนั้นมาจากพ่อค้าคนกลาง พี่น้องเกษตรกรไม่เคย กำหนดโอกาส กำหนดกลไกรายได้ของตัวเองเลย ยกตัวอย่างชาวนาท่านประธานครับ เราจะเห็นว่าชาวนากลางมีที่ดินเป็นร้อยไร่ ทำนามาตั้งแต่โคตรปู่ย่าตายาย ผลที่สุดพื้นที่นา ก็รักษาไม่ได้ครับท่านประธาน ต้องตกเป็นของโรงสี เป็นของนายทุนครับท่านประธาน นี่การทำนาแสดงให้เห็นว่าทำไมล่ะครับท่านประธาน ทำมาตั้งแต่โคตรปู่ย่าตายายไม่รวยสักทีครับ จนทั้งปีทั้งชาติ จนเจ็ดชั่วโคตรครับท่านประธาน นี่คือชาวนาไทย ต้องขายที่นาไปให้นายทุน พ่อค้าข้าว โรงสียึดที่นาของชาวนา ผลที่สุดชาวนาต้องเช่านาของตัวเองจากโรงสี จากนายทุน มาทำนาครับท่านประธาน นี่คือการเสียเปรียบ นี่คือการขาดทุน เพราะอะไรครับ เพราะกลไก ของตลาดข้าวไปอยู่ในมือพ่อค้าคนกลางทั้งหมด พ่อค้าส่งออก พ่อค้าโรงสี นายทุนในประเทศ เป็นผู้กำหนดกลไกของตลาด เพราะฉะนั้นชาวนาปลูกข้าวถูกกำหนดราคาทั้งหมด ไปซื้อปุ๋ย พ่อค้าคนกลางก็กำหนด ไปซื้อยา ซื้อน้ำมัน พ่อค้าคนกลางก็กำหนด ผลิตข้าวได้ครับท่านประธาน ไปขายพ่อค้า ไปขายโรงสี พ่อค้าโรงสีเป็นผู้กำหนดราคาทั้งหมด เพราะฉะนั้นทั้งซื้อทั้งขาย ถูกพ่อค้าคนกลางเป็นผู้กำหนดทั้งหมด แล้วชาวนาไม่หมดตัวได้อย่างไรครับพี่น้อง ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นนี่คือกลไกของตลาดที่ทำให้ชาวนายากจน เพราะฉะนั้น รัฐบาลนี้บอกว่าต่อไปนี้กลไกของตลาดจะให้รัฐบาลเข้ามาดูแล พ่อค้าไม่เกี่ยวเป็นเรื่อง ของรัฐบาลกับชาวนา รัฐบาลเป็นผู้กำหนดกลไกของตลาดด้วยตัวเองโดยการรับจำนำข้าวครับ ท่านประธาน ทำให้พี่น้องเกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ พ่อค้าคนกลางไม่มีโอกาสกดขี่ราคาสินค้า ของเกษตรกร รัฐบาลมาเป็นตัวกลาง เป็นตัวกำหนดกลไกของตลาดท่านประธานครับ นี่คือ การเพิ่มรายได้ให้ผู้ด้อยโอกาส เป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอีกด้านหนึ่ง ผู้ใช้แรงงานครับ ท่านประธาน รายได้วันละ ๒๐๐ บาท จะอยู่ได้อย่างไรครับ เพราะฉะนั้นการเพิ่มรายได้ ๓๐๐ บาท เป็นการเพิ่มกำลังซื้อให้คนยากจน เพิ่มกำลังซื้อให้ชาวนา เพิ่มกำลังซื้อให้กรรมกร นี่คือการกระตุ้นรายได้ภายในประเทศท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่ากำลังซื้อ ภายในประเทศมันโตครับ คนจนแข็งแรงขึ้น คนจนแข็งแรงก็สามารถซื้อสินค้าจากภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรมอย่างสบายถึงวิกฤติเศรษฐกิจของโลกจะเป็นอย่างไร พี่น้องเกษตรกรไทย กำลังซื้อภายในประเทศเป็นตัวรองรับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกครับท่านประธาน ทำให้ชาวนา ทำให้ผู้ใช้แรงงานซื้อสินค้าจากภาคอุตสาหกรรมได้ ทำให้อุตสาหกรรมภายในประเทศ สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยดีไม่ต้องอาศัยกำลังซื้อจากต่างประเทศ นี่คือการกระตุ้นรายได้ ภายในประเทศ ทำให้เกษตรกรแข็งแรง ผู้ใช้แรงงานแข็งแรง ภาคอุตสาหกรรมเคลื่อนไปได้ครับ แล้วลูกหลานของเราที่จบมาไม่มีงานต้องได้มีงานทำไม่ตกงานครับท่านประธาน นี่คือการเพิ่ม กำลังซื้อในชนบท วันนี้เราจะเห็นอีกส่วนหนึ่งครับ รายได้จากการท่องเที่ยวในประเทศ ผมเป็น ส.ส. จังหวัดสมุทรปราการ ไม่ใช่เป็นเจ้าของสนามบิน แต่พื้นที่ผมเขตสนามบินสุวรรณภูมิ เราจะเห็นว่าวันนี้ สนามบินสุวรรณภูมินั้นสามารถรองรับนักท่องเที่ยวปีหนึ่ง ๓๘ ล้านคน แต่วันนี้สนามบิน นักท่องเที่ยว ๕๘ ล้านคน มันเกินความสามารถที่จะรองรับได้ ให้เห็นถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ภายในประเทศ ให้เห็นถึงรายได้ทุกภาคส่วนของประเทศกำลังขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี นี่คือ ความเชื่อมั่นต่อนายกรัฐมนตรีของประเทศ นี่ให้เห็นถึงเศรษฐกิจของประเทศหรือของโลก จะล้าหลังอย่างไร แต่รายได้ของประเทศจีดีพีของเราไม่ลดครับ ๕ เปอร์เซ็นต์ครึ่งถึง ๖ เปอร์เซ็นต์ครับ ท่านประธาน นี่คือรายได้ของประเทศที่เพิ่มขึ้น นี่คือความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ นี่คือความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ของนักท่องเที่ยวและนักลงทุนจากต่างประเทศ เพราะท่านนายกรัฐมนตรีมีความสามารถ เป็นคนเก่งสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทยกลับคืนมาครับ สร้างสนามรบให้เป็นสนามการค้าภายในชายแดน นี่คือความเชื่อมั่นของประเทศไทย นี่คือ งบประมาณของรัฐบาลนี้สามารถเก็บได้เพิ่มจากปีที่แล้ว นี่คือรายได้ที่ขาดดุลงบประมาณ ที่น้อยลง ท่านประธานครับ วันนี้ต้องขอบคุณรัฐบาลจริง ๆ ต้องขอบคุณที่สามารถทำให้ ประเทศไทยยืนหยัดช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นผมจึงสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี ๒๕๕๗ ด้วยความยินดียิ่งและภาคภูมิใจครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป ท่านธารา ปิตุเตชะ ๑๐ นาที ท่านจะพูดเรื่องเกษตรด้วย ท่านจะตอบทีเดียวเลย เชิญครับ

นายธารา ปิตุเตชะ ระยอง 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ธารา ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านรัฐมนตรียุทธพงศ์จริง ๆ ก็เป็นพวกกัน ท่านไม่ต้องรีบตอบ ผมมีเรื่องเกี่ยวพันกับท่านอยู่แล้ว โดยเฉพาะเห็นท่านไปตรวจสต็อกยางอยู่ ผมถือว่าท่านก็เป็นเสนาบดีที่มีคุณภาพคนหนึ่ง ท่านประธานครับ ในปี ๒๕๕๖ คณะรัฐมนตรีเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี ตั้งงบรายจ่ายไว้ที่ ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วในปี ๒๕๕๗ รัฐบาลตั้งงบประมาณ รายจ่ายประจำปีไว้ที่ ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท นับตั้งแต่รัฐบาลนี้ได้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อวันอังคารที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาหลายด้าน โดยเฉพาะปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างเรียกร้องให้รัฐบาล แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่รัฐบาลแก้ปัญหาไม่ตรงจุดนะครับ ผิดที่ผิดทาง หลงทาง ทำให้ปัญหา ราคาพืชผลที่เกิดขึ้นบานปลาย ส่งผลให้พี่น้องชาวเกษตรกรได้รับผลกระทบในมุมกว้าง และต้องแบกรับภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นจากปัญหาดังกล่าว ท่านประธานครับ จากคำแถลง ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ ของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ต่อรัฐสภา รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการจัดสรรงบประมาณไว้ ๙ ยุทธศาสตร์ แต่ผม จะพูดเพียง ๒-๓ ยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ ๓ คือยุทธศาสตร์ในการสร้าง ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ ๓.๓ นั้น ท่านประธานครับ แผนงานเสริมสร้างเสถียรภาพราคา สินค้าทางการเกษตร ซึ่งรัฐบาลจัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้จำนวน ๔๔,๓๒๗ ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีความมั่นคงในอาชีพและรายได้สามารถจัดจำหน่ายสินค้าผลผลิต ทางการเกษตรให้ได้ราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมผ่านระบบการรับจำนำสินค้าบริการ ขึ้นทะเบียนครัวเรือนเกษตรกรเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เข้าถึงแหล่งเงินของเกษตรกร รวมทั้ง ให้บริการตรวจสอบคุณภาพปริมาณผลผลิตทางการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ ท่านประธานครับ เมื่อพิจารณาคำแถลงของนายกรัฐมนตรีในการจัดสรรงบประมาณกับสภาพความเป็นจริง แตกต่างโดยสิ้นเชิง ในช่วงที่ผ่านมามาตรการแก้ไขราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ รัฐบาล ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของพี่น้องเกษตรกรได้ และไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ในการบริหารจัดการงบประมาณซึ่งผมว่าล้มเหลว โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาราคาพืชผล ทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจ ไม่ว่าเป็นปัญหาของยางพารา ปัญหาของมันสำปะหลัง หรือราคาข้าว หรือพืชเศรษฐกิจตัวอื่นอีกหลาย ๆ ตัว ปัญหาที่เกิดขึ้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่างรู้ดี สื่อมวลชนต่าง ๆ นำเสนอข่าวสารในมุมกว้าง และหลายหน่วยงานได้เรียกร้อง ให้รัฐบาลเข้ามาทำการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบ หลายท่านก็ได้พูดไปแล้ว ไม่ว่าด้านค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ค่าแรงงาน ซึ่งรัฐบาลไปบอกว่าจะประกาศขึ้น ๓๐๐ บาท กระทบต้นทุนการผลิตของพี่น้องเกษตรกรรมทั้งนั้น นี่เป็นปัญหาของรัฐบาล รัฐบาลของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่สามารถในการทำให้แก้ปัญหา ที่เกิดขึ้นได้ ท่านประธานครับ ยางพาราซึ่งจริง ๆ แล้วก็ต้องบอกเลยว่าเป็นพืชเศรษฐกิจ ของประเทศ ยิ่งที่ผ่านมามีการส่งเสริมในการให้พี่น้องเกษตรกรปลูกยางพาราที่เพิ่มขึ้น อย่างน่าใจหาย ผมได้กล่าวให้กับสภานี้ไปหลายครั้งว่ายางพารานั้นไม่ใช่พืชล้มลุก เป็นพืชสวน ท่านประธานครับ ลงทุนไปแล้ว ๗ ปีถึงกรีดได้ ไม่ใช่ว่าราคาไม่ดีแล้วไปตัดทิ้งโค่นทิ้งพรุ่งนี้ มะรืนนี้แล้วก็ปรับหน้าดินแล้วปลูกใหม่ได้ ปลูกพืชอื่นทดแทนได้ ไม่ใช่ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นพี่น้องเกษตรกรที่ปลูกยางพาราตอนนี้ ท่านประธาน ท่านที่อภิปรายก่อนหน้าผม ท่านชินวรณ์ได้พูดไปแล้วว่าพี่น้องปลูกยางพาราทั้งประเทศกว่า ๑๗-๑๘ ล้านไร่ แต่ราคายาง ตกต่ำอย่างรุนแรง ท่านประธานครับ ๕,๐๐๐,๐๐๐-๖,๐๐๐,๐๐๐ ครอบครัวนะครับ แล้วก็ ต่อเนื่องมาโดยตลอด ท่านจะเห็นว่าต่างจากสมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ซึ่งบริหารประเทศชาติ ซึ่งตอนนั้นต้องยอมรับความจริงครับท่านประธาน ราคายางเฉียด ๆ ๒๐๐ บาท ราคาของ อุปโภคบริโภคต่ำกว่านี้ด้วย ค่าครองชีพต่ำกว่านี้ด้วย แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลมาขณะนี้ราคายาง ได้ตกมาตามลำดับ สมัยท่านรัฐมนตรี ผมขอเอ่ยนาม ท่านรัฐมนตรีณัฐวุฒิ ใสยเกื้อนี่นะครับ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ แล้วก็ดูแลเรื่องยางพาราในสมัยนั้น ตอนนี้ท่านได้ดีแล้วไปอยู่รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่ท่านคงไม่ลืมนะครับว่าท่านประกาศไว้อย่างไร ประกาศกับ พี่น้องเกษตรกรเลยว่า โดยเฉพาะพี่น้องชาวสวนยางพารานี่ ท่านจะไม่ให้ยางต่ำ ๑๒๐ บาท ท่านประธานก็เคยได้ยินผมอภิปรายเรื่องนี้มาแล้ว แต่ผมจะไปว่าท่านโกหกมันก็รุนแรงไป ผมคิดว่าท่านไม่สามารถทำได้ดีกว่า แต่ที่ท่านชี้แจงไปแล้วแต่ประชาชนจะเชื่อถือท่านอย่างไร อันนั้นผมไม่ทราบ ไม่ว่าจะชี้แจงเรื่องข้าว เรื่องต่าง ๆ เพราะแค่เรื่องยางพาราท่านก็ยังทำ ไม่ได้นะครับเรื่องนี้ ท่านประธานครับ ตอนนี้ยางพารานี่ราคาเท่าไร ผมจะชี้แจงให้ท่านประธานทราบ ยางพารา ชั้น ๓ ตลาดที่หาดใหญ่กิโลกรัมละ ๘๒ บาท เมื่อเช้ายางท้องถิ่นไม่ต้องพูดถึง อยู่กิโลกรัมละ ๗๘ บาท น้ำยางอยู่ที่ ๗๔ บาท ขี้ยางหรือเขาเรียกยางก้นถ้วยแห้งหน่อย ก็อยู่ที่ ๔๐ บาท ถ้ายางที่มีความชื้นอยู่กิโลกรัมละ ๓๕-๓๘ บาท ท่านประธานครับ ในแต่ละปี เกษตรกรผลิตยางได้ ประเทศเรานะครับ ๓,๐๐๐,๐๐๐ กว่าตัน เฉลี่ยผลผลิตประมาณเดือนละ ๓๐๐,๐๐๐ ตัน ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ แล้วนะครับ นี่ยังมีเพิ่มผลผลิตไปเรื่อย ๆ ทุกปี เพราะเรามี ปริมาณยาง ต้นยางขึ้นทุกปี ที่ผ่านมาราคาตกต่ำ ที่ผมอภิปรายมาท่านประธานต้องนึกด้วย และคำนวณตัวเลขด้วย ตกต่ำจากราคาที่ผมพูดถึงสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ตกประมาณกิโลกรัมละ ๗๐-๘๐ บาท ท่านประธานว่าเกษตรกรต้องสูญเสียรายได้ตกเดือนละเท่าไร ปีละเท่าไร เดือนหนึ่ง ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ ปีหนึ่ง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทครับ เวลาให้ผมกี่นาที ผมไม่ได้ประสานวิป ผมขอใช้เวลาอีกสักนิดหนึ่งนะครับ ก็อยู่ในโควตาของฝ่ายค้านนะครับ มาตรการแก้ปัญหาที่รัฐบาลเอามาดำเนินการในการเข้าแทรกแซงราคายาง ไม่ว่าแผ่นดิบรมควัน น้ำยางสด หรือขี้ยาง การปล่อยเงินกู้ให้เกษตรกรเพื่อนำยางเก็บเข้าสต็อก รัฐบาลดำเนินการ แก้ไขปัญหาเหล่านี้ นำเงินงบประมาณไม่ต่ำกว่า ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทในปีที่ผ่านมา แต่การแก้ไขปัญหาล้มเหลวครับท่านประธาน สูญเสียงบประมาณโดยใช่เปล่า เงินงบประมาณเป็นเงินภาษีประชาชนครับท่านประธาน ท่านเอาไปแทรกแซง ๔๒,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าผมจำไม่ผิดตามที่ ครม. อนุมัติ แต่ท่านประธานครับ ผมว่าเดี๋ยวท่านรัฐมนตรีช่วยใหม่ นี่คงจะชี้แจง เพราะผมเห็นไปตรวจสต็อกอยู่ ไปตรวจสต็อกที่จังหวัดศรีสะเกษก็ดี ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ที่หลาย ๆ แห่ง ที่สต็อกขี้ยางไว้ สต็อกยางพาราไว้ ตอนนี้ยางพาราเริ่มเน่าเริ่มเสีย อาจจะต้อง มีการสืบสวนสอบสวนว่ามีทุจริตหรือไม่เรื่องนี้ อันนี้ก็เป็นเรื่องของรัฐบาล แต่ก่อนที่จะเอาเข้าไป ทำอัดยางแท่ง เอสทีอาร์ ๒๐ (STR 20) ถ้ายางไม่ดีคงเข้าไปไม่ได้หรอกครับ เพราะยางแท่งตัวนี้ จะต้องไปผลิตล้อรถยนต์ซึ่งเป็นอันตราย ผมว่าในการที่เอาเงินไปแทรกแซงครั้งนี้คงจะเป็น เงินที่ค่อนข้างที่เอาไปใช้อย่างสูญเปล่า เสียดายครับ เสียดายภาษีซึ่งเป็นภาษีของพี่น้อง เกษตรกรทั้งประเทศ ภาษีของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศนะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นผมคิดว่ารัฐบาลล้มเหลวในการบริหารประเทศโดยสิ้นเชิงสำหรับการแก้ปัญหา พืชผลทางการเกษตรตกต่ำ แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะราคายางพาราเท่านั้น มันสำปะหลัง ราคาพืช ผลไม้ต่าง ๆ โดยเฉพาะสับปะรด ที่บ้านผมมีเยอะด้วย ผมขอใช้เวลาอีกนิดนะครับ แต่จะเอา สั้น ๆ เวลาผมยังเหลือ ท่านประธานครับ ในยุทธศาสตร์ที่ ๓.๖ ผมเลยไปนิดหนึ่งนะครับ เพราะว่าบ้านผมมีทั้งเกษตรกรรม มีทั้งอุตสาหกรรม มีทั้งท่องเที่ยว

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ของท่านเกินไป ๓ นาทีแล้วนะครับ ท่านฮอชาลีนั่งรอนานแล้ว

นายธารา ปิตะเตชุ ระยอง

ผมขอใช้เวลาอีกนิดหนึ่ง เพราะว่าในเรื่อง ของอุตสาหกรรมก็มีส่วนสำคัญ เพราะว่าในแผนยุทธศาสตร์ จริง ๆ แล้วในยุทธศาสตร์ ของยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมก็สำคัญ เพราะว่ารัฐบาล ได้จัดสรรงบประมาณไว้พอสมควร เพราะฉะนั้นการส่งเสริมการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรม เป็นเรื่องสำคัญ แต่ในยุทธศาสตร์นี้โดยเฉพาะรัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร จะสร้างความมั่นใจ สร้างความเชื่อถือให้ผู้ประกอบการให้เข้ามาลงทุนในประเทศ เพราะว่าในแผนแก้ไขปัญหา มาบตาพุดนั้นครอบคลุมพื้นที่ถึง ๒๖๐,๐๐๐ ไร่ มี ๓ อำเภอ ได้แก่ ตำบลมาบตาพุด ตำบลห้วยโป่ง ตำบลเนินพระ ตำบลทับมา ตำบลมาบข่า และตำบลบ้านฉาง มีปัญหาในสิ่งแวดล้อม ปัญหา มลพิษ น้ำ ขยะ มูลฝอย อุบัติภัยทางเคมีรั่วไหล ปัญหาด้านสังคมต่าง ๆ ปัญหาด้านเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นโดยเฉพาะปัญหาในโครงสร้างพื้นฐานทางด้านขนส่งแออัด จราจรติดขัด ประปา ทุกอย่าง แหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรม เพราะฉะนั้นสำหรับการแก้ไขปัญหามาบตาพุด ในยุครัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ได้จัดสรรงบประมาณเข้าไปดำเนินการแก้ไขปัญหารวม ๔ ครั้ง ๓๒ โครงการ ในวงเงิน ๑,๔๐๐ ล้านบาท เพื่อให้หน่วยงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น เข้าไปแก้ไขปัญหา แต่รัฐบาลนี้ละเลย สำหรับแผนงานโครงสร้างใต้แผนงานแก้ปัญหามาบตาพุด อย่างครบวงจร อันนี้มันผ่านมติ ครม. ไปแล้วด้วยซึ่งมีอีก ๙๒ โครงการ วงเงินที่ใช้อีกประมาณ ๔,๐๐๐ ล้านบาท แต่รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการเลย เรื่องนี้จะทำให้พี่น้องในจังหวัดระยอง พี่น้อง ในมาบตาพุด พี่น้องที่อยู่อำเภอใกล้เคียงเชื่อถือได้อย่างไร เขาจะอยู่อย่างไร ในเมื่อภาคอุตสาหกรรม รังแต่จะทำความเดือดร้อนให้เขา ผลกระทบจากภาคอุตสาหกรรมทำให้เขาเดือดร้อน เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ก็ขอให้ทางรัฐบาลเข้าไปดำเนินการแก้ไขให้ที่มาบตาพุดด้วย แล้วในการพิจารณา งบประมาณปี ๒๕๕๗ จำนวน ๒,๕๐๐,๐๐๐ ล้านล้านบาทในครั้งนี้รัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญ ไม่ได้ให้ความเป็นธรรม ผมพูดตรง ๆ เลยนะครับ ไม่ให้ความเป็นธรรมในการจัดสรรงบประมาณ เข้าสู่พื้นที่ งบไปกระจุกตัวไม่รู้ว่าอยู่ภาคไหนบ้าง ท่านได้เปิดดูนะครับ จังหวัดเศรษฐกิจ อย่างจังหวัดระยองที่อยู่ภาคตะวันออก และเป็นจังหวัดที่มีการจัดเก็บภาษีได้มากที่สุด ของประเทศถึงปีละล้านล้านบาท และเป็นจังหวัดเดียวที่มีทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม แต่กลับกัน ไม่ได้รับงบประมาณซึ่งให้ความเป็นธรรมเลยในการจัดงบประมาณในปี ๒๕๕๗ ในครั้งนี้ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่เห็นด้วยนะครับ

นายธารา ปิตุเตชะ ระยอง

ไม่เห็นด้วยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านประธานครับ ผมจะขออนุญาตใช้เวลาท่านประธานไม่นานนักเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจ เพื่อไม่ให้ท่านสมาชิกแล้วก็พี่น้องประชาชนที่ติดตามชมการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ช่อง ๑๑ ได้เข้าใจผิด

(นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีครับ ท่านชินวรณ์ใช่ไหมครับ เชิญครับท่านมีอะไร

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อสักครู่ผมได้เรียนกับท่านประธานว่าผมและคณะที่จะอภิปรายในเรื่องยางพาราและปาล์ม มีทั้งหมด ๔ คน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีจะตอบคราวเดียวก็จะเป็นประโยชน์ครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เหลือใครบ้างครับ ท่านฮอชาลีใช่ไหม

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ นครศรีธรรมราช

ก็มีคุณฮอชาลี

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

แล้วใครอีกครับ ท่านสุดท้ายใช่ไหมท่านฮาชาลี

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ นครศรีธรรมราช

มีเรื่องปาล์มด้วยครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่ใช่ เอาเฉพาะเกษตรก่อน

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ นครศรีธรรมราช

เอาเฉพาะเรื่องยางใช่ไหมครับ ก็ยังมีคุณฮอชาลี

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีท่านฮอชาลีแล้วใครอีกครับ แต่ที่ส่งชื่อมานะครับ ท่านฮอชาลี ท่านดอกเตอร์นาที ท่านชุมพล ท่านธีรภัทร ท่านสุชิน

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ นครศรีธรรมราช

ใช่ครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

หมายความว่าทั้งหมดเลยหรือครับ ลองลำดับใหม่สิครับจะได้เจรจากับท่านรัฐมนตรีได้ถูก เชิญ ส.ส. จากจังหวัดอุบลราชธานีครับ

นางสาวบุณย์ธิดา สมชัย อุบลราชธานี

ท่านประธานที่เคารพ บุณย์ธิดา สมชัย พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อสักครู่ตามรายชื่อที่ท่านประธานอ่าน ถูกต้องค่ะ แล้วก็เป็นในส่วนของเรื่องเกี่ยวกับผลผลิตทางการเกษตรทั้งสิ้นค่ะท่านประธาน เพราะฉะนั้นก็ขอให้ทั้ง ๕ ท่านที่ได้กล่าวมาได้อภิปรายให้เสร็จสิ้นก่อน แล้วท่านรัฐมนตรี จะตอบทีเดียวก็จะได้ไม่เป็นการเสียเวลากับผู้อภิปรายทั้งทางฝ่ายค้านแล้วก็ฝ่ายรัฐบาล ด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ได้ไหมครับท่านรัฐมนตรีครับ

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ไม่ขัดข้องครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อนะครับ อย่างนั้น ต่อไปเป็นท่านมุกดา พงษ์สมบัติ เชิญครับ ๑๐ นาที หลังจากนั้นท่านฮอชาลี แล้วก็ ท่านดอกเตอร์นาที ท่านชุมพล จุลใส ท่านธีรภัทร ท่านสุชิน และท่านรัฐมนตรีตอบ เชิญครับ

นางมุกดา พงษ์สมบัติ ขอนแก่น 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางมุกดา พงษ์สมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ค่ะท่านประธาน ในยุทธศาสตร์ที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้กรุณาแถลงในสภาแห่งนี้ ในยุทธศาสตร์ที่ ๑.๕ ท่านประธานคะ ในเรื่องของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีซึ่งไม่เคยมีรัฐบาลชุดไหนที่ให้ความสำคัญ แก่องค์กรสตรีเหมือนรัฐบาลชุดนี้ ดิฉันขอชื่นชมจริง ๆ ว่าพวกเราสตรีของเราเพื่อจะให้ได้มี ศักยภาพ ได้มีเครือข่ายสร้างความเข้มแข็ง เยียวยาสตรีที่ประสบปัญหาในทุกรูปแบบ เป็นนโยบายที่สำคัญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันไม่ว่า หญิงหรือชาย ท่านประธานที่เคารพคะ ตั้งแต่ดิฉันทำงานยังไม่เป็นนักการเมือง จนมาเป็น นักการเมืองร่วม ๑๐ กว่าปี ท่านประธานคะ มีหลายรัฐบาลที่บอกว่าสตรีมีความสำคัญ แต่ไม่มีรัฐบาลไหนเลยที่ให้ความสำคัญเฉกเช่นรัฐบาลของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ท่านให้ โอกาสพวกเรามีนโยบายดี ๆ ให้โอกาสที่ดีแก่พวกเรา ขอบคุณรัฐบาล ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ที่ไม่ทิ้งกัน ที่มีสัดส่วนผู้หญิงและผู้ชายใกล้เคียงค่ะท่านประธาน และมากกว่าด้วยซ้ำ เราเชื่อมั่นในการบริหารของรัฐบาล เรามีกำลังใจและภูมิใจที่เราเกิดเป็นผู้หญิงในยุคของ รัฐบาล ฯพณฯ ยิ่งลักษณ์ ที่ให้โอกาสแสดงถึงศักยภาพของสตรี เข้าถึงแหล่งเงินทุน มีการพัฒนา ความสามารถ ความต้องการและเฝ้าดูว่าเราทำงานอย่างไร เราจะแสดงฝีมือให้เห็นว่าการพัฒนา ภาวะการเป็นผู้นำของผู้หญิงเป็นอย่างไร เรามีแบบอย่างที่ดีเฉกเช่น ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในดวงใจของเรา การบริหารงาน การเขียนโครงการ ความรับผิดชอบ การมีส่วนร่วม ท่านประธานคะ แม้กระทั่ง อาชีพเราจะเพิ่มรายได้ ลดการว่างงาน เพิ่มที่ปรึกษา เพิ่มเพื่อนในสังคมนี้ ท่านประธาน การทำงานเป็นกลุ่ม การมีจิตอาสาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในคุณลักษณะของความเป็นผู้หญิง ให้การบริการ ชุมชน ลดปัญหาในครอบครัว ขอบคุณจริง ๆ ด้วยใจนะคะ ดิฉันเรียนว่าความเป็นห่วง หลายคนย่อมมี เพราะเป็นเรื่องใหม่เป็นนโยบายซึ่งต่างชาติต่างประเทศยังให้ความสนใจ ให้ความสำคัญแก่นโยบายกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี แม้กระทั่งสัดส่วน ดิฉันไม่ว่าหรอกค่ะ ไม่ว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นธรรมดาเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ดิฉันเชื่อมั่นว่า ผู้หญิงทั่วประเทศเห็นด้วยที่มีกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีนี้เกิดขึ้น ธรรมดาละค่ะ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ต้องเป็นกองทุนหมุนเวียน เพื่อประกอบอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้ ซึ่งจำเป็นต้องเป็นเงินกู้ เพื่อทำให้ตั้งใจในการใช้เงินเพื่อพัฒนาอาชีพให้ดีขึ้น ไม่ได้ส่งเสริมให้กู้นะคะท่านประธาน แต่ในเมื่อ เราทำอะไรมันต้องมีหลักมีเกณฑ์ แต่เป็นการสร้างโอกาสให้ผู้หญิงเข้าถึงแหล่งเงินทุนในการพัฒนา อาชีพค่ะท่านประธาน เพื่อให้มีความสามารถ มีศักยภาพในการทำงานเป็นกลุ่ม เป็นที่พึ่งพา ของตนเอง และเป็นกำลังหลักสำคัญในสังคม ไม่ใช่เรื่องกองทุนหมุนเวียนเท่านั้นค่ะ ท่านประธาน เพราะศักยภาพของสตรีนั้นเราเชื่อเหลือเกินว่าแม้กระทั่งในครอบครัว ครอบครัวใดที่มีภรรยาหรือสตรีที่สมบูรณ์มีความละเอียดอ่อนรอบคอบ เชื่อมั่นว่าทุกคนต้อง ประสบความสำเร็จเฉกเช่นกองทุนนี้ที่รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญ ศักยภาพในการตัดสินใจ การรับผิดชอบ ได้ผ่าน มีการตั้งคณะกรรมการ ต้องขอบคุณคณะกรรมการชุดนี้ เขาทำงาน หนักมาก และได้มาด้วยการเลือกตั้งของชุมชน เขาเลือกกันเองค่ะท่านประธาน ไม่มีการซื้อสิทธิ ซื้อเสียงแน่นอน มาด้วยจิตอาสา แล้วก็มีคณะกรรมการระดับตำบล จังหวัด ระดับชาติ ได้มี การอนุมัติเป็นบางส่วนไปแล้วนะคะ ๗๖ จังหวัด ๘,๐๐๐ กว่าโครงการ เป็นเงินถึง ๖๐๐ กว่าล้านบาท ที่ผ่านมาค่ะท่านประธาน ไม่ว่าด้านเกษตร ๓,๐๐๐ กว่าโครงการ ด้านอุตสาหกรรม ๓๐๐ กว่าโครงการ ด้านพาณิชย์ ๑,๐๐๐ กว่าโครงการ ด้านคหกรรม ๑,๐๐๐ กว่าโครงการ ด้านหัตถกรรม ๑,๙๙๙ โครงการ ท่านประธานคะ เห็นไหมคะว่าเกิดอะไรขึ้นในการที่มี หลาย ๆ ด้านได้จากกองทุนนี้ ด้านศิลปกรรม ๒๐ กว่าโครงการ รวมเป็นเงิน ๖๐๐ กว่าล้านบาท สร้างคุณประโยชน์ให้แก่สตรีทั้งประเทศโดยมวลรวม ท่านประธานคะ ต่อด้วยโอทอป ต่อยอดด้วยอาชีพ ท่านประธานลองนึกค่ะ โอทอปทุกวันนี้รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญ และยอดขายดีมาก ลองคิดตั้งสมมุติฐานว่าถ้าเราทำของขายให้แก่พี่น้องประชาชนในประเทศของเรา ๖๕ ล้านคน แต่ถ้าเราพัฒนาในด้านภาษา ด้านอาชีพ ด้านแพกกิง (Packing) ให้ดีขึ้น เราจะ ขายให้แก่กลุ่มเออีซี ๖๖๐ ล้านคน แล้วมันเกิดอะไรขึ้นในการสร้างงาน สร้างอาชีพ ความพร้อมของเรานะคะท่านประธาน ต้องขอขอบคุณจริง ๆ ว่าเราลืมตาอ้าปากในองค์กร อย่างสง่างามตามรัฐธรรมนูญที่ตราให้เรามีสิทธิเท่าเทียมไม่ว่าอาชีพในสังคมโดยรวมนะคะ ต้องขอบคุณคณะกรรมการทุกระดับ ท่านถือว่าเป็นผู้เสียสละ เป็นแนวหน้าจริง ๆ นะคะ เพราะว่าเงินก็ไม่มีเป็นค่าตอบแทนค่ะท่าน ไม่มีค่าตอบแทน ไม่มีอะไรทั้งสิ้น ไม่ให้กู้ด้วย ไม่มี สิทธิกู้ค่ะท่านประธาน แต่สิ่งที่เขาได้คือสิ่งที่ดีงาม แต่ต้องรอบคอบนะคะ ความสัมฤทธิผล ประโยชน์สูงสุด และมีการสัมมนาทุกภูมิภาคค่ะ เพื่อความรอบคอบของสตรีของเรา ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร ภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่นก็เร็ว ๆ นี้ และภาคตะวันออก ก็กำหนดวันชัดเจนเพื่อสร้างความเข้าใจในกองทุน เราจะเอาปัญหากองทุนหลาย ๆ กองทุนที่มีปัญหามาประมวลกันว่าปัญหาอะไรที่เกิดขึ้น แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขเพื่อจะทำให้กองทุนนี้มีความสมบูรณ์พัฒนาทุกด้านให้ดีขึ้น นี่คือ การดำเนินการอย่างมีระบบของกองทุนเราท่านคณะกรรมการได้มีโอกาสแก้ไขปัญหาให้แก่ องค์กร มีโอกาสได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์เศรษฐกิจทั้งชุมชน มีโอกาสได้ขับเคลื่อน บริหารงบประมาณของรัฐ ได้โอกาสคุณค่าในการพัฒนาประเทศโดยตรง มีงบประมาณ บริหารองค์กรด้วยตัวเองค่ะท่านประธานซึ่งไม่เคยมีมาก่อนได้รับการยอมรับ ได้รับเกียรติยศ นั่นคือคณะกรรมการไม่ได้อะไรนะคะ ได้เกียรติยศชื่อเสียงเท่านั้น สมคำที่เราได้สมญานามว่า สตรีขี่ม้าขาว เรียนว่าดิฉันคงหมายถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วย และหมายถึงสตรีทุก ๆ คนที่เป็นคณะกรรมการที่เข้ามาเสียสละทำงานเพื่อองค์กรสตรี สิ่งเหล่านี้ ปรากฏชัดเจนในการบริหารงบประมาณเพื่อประเทศชาติเพื่อแผ่นดินของเรา ขอชื่นชม นโยบายกองทุนนี้จริง ๆ ว่าขอให้คิดไว้เถิดว่าเราเกิดมามาแต่ตัวเอาอะไรไปไม่ได้ที่จะฝากไว้ แก่สังคมคือศักดิ์ศรีของความเป็นผู้หญิงและสตรีของเราเคียงคู่ เปรียบเสมือนสุภาพบุรุษ ท่านบริหารประเทศชาติและไม่เคยมีนโยบายแบบนี้ พอมีนโยบายแบบนี้ท่านลองคิดดูสิคะว่า เหมือนสรีระร่างกายค่ะ อย่างไรเราก็ยกให้ผู้ชายเป็นขวาเรายินดีเป็นซ้าย แต่ในเมื่อการพัฒนา มีขวาเปรียบเสมือนกราบพระ ท่านประธาน ถ้าไม่มีมือซ้ายประกบท่านไหว้พระสมบูรณ์ไหมคะ ไม่สมบูรณ์ เฉกเช่นในการพัฒนาเหมือนกันมีผู้ชายก็ต้องมีผู้หญิงสู่ความสำเร็จประเทศชาติ ของเรา และขอชื่นชมอีกอย่างหนึ่งคือนโยบายเรื่องกองทุนตั้งตัวได้ให้โอกาสแก่นักศึกษา นักเรียนที่จบการศึกษามา ๕ ปีกู้ยืมเพื่อสร้างอาชีพเพิ่มจำนวนเอสเอ็มอีและเพื่อพัฒนาต่อยอด การวิจัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยีของสถาบันการศึกษาให้นักศึกษาได้มีความรู้และสามารถ ประกอบธุรกิจด้วยเงินทุนที่ตั้งตัวได้ ขอบคุณจริง ๆ ที่มีนโยบายที่ชัดเจนแก่พวกเรา สิ่งที่ฝากไว้ แก่สภาแห่งนี้ขอชื่นชมทุกท่านคณะรัฐมนตรีทุกท่านและ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ขอสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ขอบคุณยิ่ง ที่มียอดหญิงสตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขอบคุณค่ะ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านฮอชาลี ๗ นาที เชิญครับ

นายฮอชาลี ม่าเหร็ม สตูล 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายฮอชาลี ม่าเหร็ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออภิปรายในประเด็น เรื่องยุทธศาสตร์ทางด้านการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ และยั่งยืน ซึ่งรัฐบาลได้ใช้งบประมาณในยุทธศาสตร์ตรงนี้ไป ๓๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธาน ที่เคารพครับ ประเด็นที่ผมได้รับมอบหมายจากทางวิปของฝ่ายค้านนั้นก็คือให้อภิปราย ในเรื่องที่เกี่ยวกับพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง พืชเศรษฐกิจอย่างหนึ่งซึ่งได้ครอบคลุมในพื้นที่ของทาง ภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง และคาดว่ามาในตอนนี้กระจายไปยังทั่วทุกภูมิภาค ของประเทศไทย นั่นก็คือยางพารา ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ท่านเข้ามาบริหารประเทศ ในช่วงเวลา ๑๘ เดือนราคายางพารานับตั้งแต่วันที่เริ่มต้นในการบริหารประเทศและมาจนถึง ณ วันที่ ๒๙ เมษายนเดือนที่ผ่านมานั้น เท่าที่ผมไล่แล้วก็ดูสถิติราคาก็ยังคงเฉลี่ยอยู่ที่การซื้อ ขายในระดับท้องถิ่นที่ ๗๕ บาท หรือ ๗๖ บาท ราคาเอฟโอบี (FOB) ก็ยังคงอยู่ที่ประมาณ ๘๐ กว่าบาทต้น ๆ เป็นเวลาอย่างนี้ยืนระยะมาเป็นเวลา ๑๘ เดือนนั่นแสดงให้เห็นว่า มันไม่ใช่เวลาที่เราจะต้องมาชื่นชมหรือว่ามาให้ยาหอมกันในสภาแห่งนี้ แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาล จะต้องทบทวนว่าที่ท่านได้ใช้รัฐมนตรีมาทั้งหมด ๓ ท่านในการรับผิดชอบกำกับนโยบาย ดูแลบริหารเพื่อที่จะให้ราคายางพารามีเสถียรภาพและยั่งยืนนั้น มันมีความผิดปกติตรงไหน มันมีความผิดพลาดตรงไหน เพราะเมื่อเทียบกับในสมัยที่พวกเราเป็นรัฐบาลในยุคของ พรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็มีทีมเศรษฐกิจ มีผู้ที่บริหาร แล้วก็เข้าใจในเรื่องนี้นั้นเราก็เจอวิกฤติ เหมือนกันนั่นก็คือแฮมเบอร์เกอร์ เหมือนกับที่ท่านได้เข้ามาท่านก็บอกว่าเป็นวิกฤติของยุโรป แล้วก็มาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาท่านก็บอกว่าเป็นเรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งตัวขึ้นทุกคนต่างก็ เจอวิกฤติ แต่ทำไมในช่วงสมัยที่เราบริหารประเทศ พรรคประชาธิปัตย์บริหารประเทศ ทำไม ราคายางพาราจากเริ่มต้น ๖๐ บาท ๗๐ บาท ขยับมา ๘๐ บาท แล้วก็ขึ้นมายืนในระดับที่ ๑๒๐-๑๕๐ บาทเป็นเวลาเกือบ ๆ ๒ ปี ตรงนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะขอเรียนกับท่านประธาน ผ่านไปยังรัฐมนตรีที่ใช้งบประมาณ เพราะท่านใช้งบประมาณในการเข้าไปดำเนินการ แทรกแซงราคายางพารา ๒๐๐,๐๐๐ กว่าตัน ใช้เงินไปประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้น ราคามันก็ยังยืนอยู่ที่ ๗๖ บาทอยู่เหมือนเดิม แสดงว่ามีความผิดปกติ เพราะฉะนั้นอยากจะ ขอนำเสนอว่าวิธีการที่พรรคประชาธิปัตย์ได้บริหารทำให้ราคายางพารามันได้ขยับสูงขึ้นนั้น มีข้อแตกต่างจากการใช้งบประมาณของท่านที่ทำมาในช่วง ๑๘ เดือนอย่างไร ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในช่วงที่เราบริหารในเรื่องของยางพารานั้น คุณกรณ์เป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายยางพาราแห่งชาติ สิ่งที่เราทำต่างจากรัฐบาลชุดนี้นั่นก็คือการใช้งบประมาณของแผ่นดินให้น้อยที่สุด แต่อาศัย ความร่วมมือและอาศัยกลไกของตลาดทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นองค์การสวนยาง พ่อค้า ผู้ประกอบการเรื่องยางพารา ผู้ส่งออก และประเทศผู้ผลิตยางซึ่งอยู่ในอาเซียน ทุกฝ่ายเดิน อยู่ในทิศทางเดียวกันนั่นก็คือมีแนวทางเดียวกัน นั่นก็คือการสร้างสต็อกขึ้นมาในประเทศ ถ้าหากว่าราคาไม่ดีขึ้นเราไม่ยอมขาย นั่นคือนโยบายหลัก แต่ในช่วงที่ท่านเข้ามาบริหารประเทศ ๓ เดือนท่านก็ไปเจรจาขายยางพาราในราคาที่ผู้ค้าอย่างประเทศจีนก็หัวเราะนั่นคือ ๑๐๔ บาท แล้วมาในเดือนเมษายน วันที่ ๑๑ เมษายน ท่านก็ลงเอ็มโอยูกับประเทศจีนอีกครั้งหนึ่งในราคา ๙๐ วัน แสดงให้เห็นว่าการพูดคุยหรือว่าการเจรจาทางการค้ากับผู้ค้ายางพารานั้นเราไม่มี การพัฒนาตรงนี้ เพราะฉะนั้นอยากจะขอฝากไปยังท่านประธานถึงรัฐมนตรีผู้ที่ดูแลเกี่ยวข้อง ในเรื่องนี้ว่าสิ่งที่จะต้องเน้นจะต้องย้ำนั่นก็คือทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายเดินในทิศทางเดียวกัน เพราะที่ผ่านมาการแทรกแซงนั้นมี ๒ มาตรฐาน มาตรฐานที่ ๑ ก็คือท่านแทรกแซงในวงเงิน ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเฉพาะคนที่เป็นสมาชิก แต่อีกหลายส่วนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกแต่เป็น เกษตรกรรายย่อยที่ผลิตยางพารานั้นไม่มีโอกาสที่จะได้ขายในราคา ๑๐๑ บาทที่ท่านไป แทรกแซง เพราะฉะนั้นจึงเปิดโอกาสและเปิดช่องให้พ่อค้าหัวใสไปกว้านซื้อยางพารา จากคนที่ไม่ใช่สมาชิกในราคา ๗๕ บาทในพื้นที่มาขาย ๑๐๑ บาท กินส่วนต่างไปตันละ ประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าบาท ๑ คันรถสิบล้อก็ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ บาท นั่นคือกำไรที่เป็นโอกาสที่นโยบายมันเกิดความผิดพลาด แล้วยังมีบางส่วนก็ไปประมูล ยางพาราที่ตลาดยางพาราราคา ๘๐ บาท แล้วก็มาขายท่านในราคา ๑๐๑ บาท นั่นเป็น การเปิดโอกาส เพราะฉะนั้นในสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ของเราทำนั้นก็คือว่าพ่อค้าทุกบริษัท ซื้อเหมือนกันหมด ไม่มีมาตรฐาน ไม่แยกแยะระหว่างสมาชิกหรือไม่สมาชิก แล้วก็ทุกฝ่าย เดินในทิศทางเดียวกัน เราส่งสัญญาณไปยังประเทศจีนว่าราคาขึ้น ๘๐ บาท แต่เราก็ทำสต็อก เอาไว้ภายในประเทศ แล้วหลังจากนั้นเมื่อกระบวนการมันเดินไปได้มันก็จุดติดราคามันก็ไปถึง ๑๒๐ บาท ๑๕๐ บาท เป็นอยู่อย่างนี้เป็นเวลาเกือบ ๆ ๒ ปี นั่นคือประสบการณ์ในสมัยที่ พวกเราบริหาร เพราะฉะนั้นท่านเปลี่ยนรัฐมนตรีไป ๓ ท่านแล้ว ผมเองก็ได้ติดตามการทำงานแล้วก็มาล่าสุด ท่านก็พยายามที่จะไปเซ็นสัญญากับประเทศจีนเพื่อที่จะให้ราคายางพารามันยืนอยู่ที่ ๙๐ บาท ตรงนี้คือสิ่งที่อยากจะฝากกับรัฐบาลว่าการใช้งบประมาณนั้นจะต้องให้มีประสิทธิภาพอย่าให้ เกิดความล้มเหลวเหมือนที่ผ่านมานะครับท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป ท่านอนันต์ ผลอำนวย เชิญครับ

นายอนันต์ ผลอำนวย กำแพงเพชร 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอนันต์ ผลอำนวย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกำแพงเพชร เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ของรัฐบาลในครั้งนี้ อภิปรายสนับสนุนในหมวดว่าด้วยเรื่องของการสร้างความเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน ผมจะไปในเรื่องของโครงการที่คิดว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศ ได้รับประโยชน์ไป คือโครงการรับจำนำ ถ้าท่านทั้งหลายจำได้ตั้งแต่รัฐบาลมีนโยบายหาเสียง นโยบายได้บอกว่าคนกลุ่มแรกที่รัฐบาลจะต้องเข้าไปดูชีวิตและความเป็นอยู่ของเขาให้อยู่ดี กินดีมากขึ้น คือคนที่อยู่ในภาคการเกษตร โดยเลือกเอาพืชหลัก ๓ พืช คือ ข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพด ใน ๓ พืชนี้มีประชากรอยู่ประมาณเกือบ ๗,๐๐๐,๐๐๐ ครอบครัวมากกว่า ๓๐ ล้านคน ที่อภิปรายสนับสนุนในหมวดนี้นั้น ผมกราบเรียนท่านประธานว่ารัฐบาลต้องการให้คนส่วนใหญ่ ของประเทศสามารถมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ดังนั้นรัฐบาลก็ได้ตั้งมั่นแล้วก็พุ่งเป้า ไปเรื่องของการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และขยายโอกาสให้กับภาคการเกษตรโดยทำอย่างครบวงจร เราคงไม่ปฏิเสธกันนะครับว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนที่มีโอกาสสัมผัสกับประชาชน จะรู้ได้ว่าประชาชนต้องการแล้วก็มีความประสงค์ในนโยบายของพรรคการเมืองใด ฉะนั้น คนที่มีโอกาสได้รับสัมผัสกับนโยบายของรัฐบาลไปในขณะนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดเจน ทันทีที่ รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศแล้วก็เห็นงบประมาณในปี ๒๕๕๗ ที่ยังคงโครงการรับจำนำไว้ เหมือนกับตอนที่เข้ามาบริหารประเทศใหม่ ๆ ก็ทำให้คนในชนบท คนในภาคการเกษตรนั้น มีความหวัง รัฐบาลตัดสินใจพักหนี้ทั้ง ๓ กลุ่มเพื่อไม่ต้องการให้ประชาชนเกิดความพะวักพะวง ไปห่วงหาในสิ่งที่จะต้องไปกังวลกับการใช้หนี้ หลังจากนั้นรัฐบาลก็ตัดสินใจรับจำนำใน ๒ พืชหลัก คือ ข้าว ๑๕,๐๐๐ บาท และมันสำปะหลังเริ่มต้นที่ ๒,๕๐๐ บาท แต่บังเอิญ ประกอบกับปีนี้ข้าวโพดราคาในตลาดโลกดี รัฐบาลก็ไม่ได้เข้าไปแทรกแซง ถ้ารัฐบาลทำเพียง ๒ เรื่องนี้คนที่อยู่ในภาคของการทำนาและทำมันสำปะหลังก็ไม่มีโอกาสจะลืมตาอ้าปากได้ รัฐบาลก็ขยายโอกาสกลับไปให้เขาได้มีโอกาสใช้ปัจจัยการผลิตเพื่อจะให้มีต้นทุนในการผลิตนั้น ลดต่ำลง ในองค์ประกอบ ๒-๓ เรื่องนี้รัฐบาลยังมองไปว่าถ้าทำในลักษณะอย่างนี้มันไม่ได้เป็น การสร้างเสถียรภาพให้กับคนที่อยู่ในภาคการเกษตรอย่างแท้จริง ฉะนั้นวิธีการสร้างเสถียรภาพ ให้กับคนที่ประกอบอาชีพทางการเกษตรอย่างแท้จริงนั้นรัฐบาลต้องสนับสนุนเขาไปอีก ๒ เรื่องด้วย ตามนโยบายที่ขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่แล้วในรอบปีที่ผ่านมาก็คือให้มีการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชนในทุกขั้นตอนเพื่อป้องกันคำครหานินทาที่ว่ามันมีการทุจริต ฉะนั้น กระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและท้องถิ่นนั้นในโครงการหลักของรัฐบาล ๒ อย่างคือมันสำปะหลังและข้าวนั้นเริ่มได้จากการไปทำประชาคมจะมีการตรวจสอบกันเอง ก่อนในขั้นพื้นฐาน พอผ่านกระบวนการตรงนี้ไปเพื่อให้เกิดความมั่นใจกับรัฐบาล และความมั่นใจกับสังคมและท้องถิ่นก็จะมีเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยใช้ปลัดท้องถิ่น ปลัดองค์การ บริหารส่วนตำบล ปลัดเทศบาลทั้งหลายเข้ามีส่วนร่วมในการออกใบรับรอง ถ้ากระบวนการ เดินมาถึงขณะนี้ผมกราบเรียนท่านประธานว่าถ้ามันเป็นอย่างนี้เราก็รู้เมื่องบประมาณเข้ามา สู่สภาหรือการบริหารจัดการไปก็จะถูกตำหนิในทุกเรื่องว่ามีการทุจริตทุกระดับ ฉะนั้นการมี ตัวแทนภาคประชาชนเข้าไปอยู่ในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล รัฐบาลก็จะมีตัวแทน เกษตรกรเข้าไปที่โรงสี โรงแป้ง และลานมัน ถ้ามีตัวแทนภาคเกษตรกรเข้าไปใน ๓ คนนั้น มันก็ยังไม่ได้เป็นหลักประกันที่ชัดเจนก็ได้ให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปอยู่ตามจุดต่าง ๆ ที่เข้าสู่ โครงการของรัฐบาลไป ฉะนั้นกระบวนการพอเดินมาถึงขณะนี้ก็มีการติดตั้งกล้องวงจรปิด มีกระบวนการบริหารจัดการทั้งหมดอยู่ภายใต้สายตาของประชาชนมาโดยตลอด ฉะนั้น เราจะเห็นได้ว่าจากนโยบายที่ได้ดำเนินการผ่านมา ๑ ปี กระบวนการมีส่วนร่วมของ ภาคประชาชนก็ดี การมีส่วนร่วมของเจ้าหน้าที่รัฐก็ดี และมีกระบวนการมีส่วนร่วมของ ภาคเอกชนก็ดี ทำให้โครงการนี้ประชาชนเกิดความพึงพอใจ ฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่า ถ้าทำมาอย่างนี้เสร็จในขณะนี้รัฐบาลโดยเฉพาะโครงการรับจำนำมันสำปะหลัง รัฐบาลก็รู้ว่า มันสำปะหลังเป็นพืชที่มีเกษตรกรปลูกอยู่ในประเทศไทยมากกว่า ๔๒ จังหวัด ผมได้ไปเห็น งบประมาณของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้จัดทำโรงงานต้นแบบการผลิตเอทานอล เพื่อจะไปเพิ่มมูลค่าของมันสำปะหลังให้กับผู้ที่มีอาชีพทำมันสำปะหลังให้มีรายได้ในอาชีพนี้ เพิ่มขึ้น ฉะนั้นจะเห็นว่ากระบวนการทุกเรื่องจากโครงการรับจำนำข้าวก็ดี มันสำปะหลังก็ดี เป็นโครงการที่คิดว่ารัฐบาลได้เตรียมความพร้อมเข้าสู่โลกในอนาคตในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ตามยุทธศาสตร์ประเทศ ฉะนั้นกระบวนการทั้งหลายพอรัฐบาลทำโครงการเหล่านี้เสร็จ สิ่งที่ เป็นหัวใจและเป็นปัญหาสำคัญของภาคการเกษตรก็คือเราต้องทำสินค้าให้มีคุณภาพส่งออก ไปขายแข่งขันกับต่างประเทศ ฉะนั้นรัฐบาลก็มีการกำหนดมาตรการในการจะผลิตข้าว คุณภาพดีออกไปขาย ก็มีการกำหนดในห้วงระยะเวลาของการผลิตข้าวว่าอย่างน้อยต้องเป็น ข้าวที่มีอายุเกินกว่า ๑๑๐ วัน แล้วก็ใช้มาตรการทั้งหลายเข้าไป เหตุที่รัฐบาลต้องใช้ข้าว ๑๑๐ วันขึ้นไปถ้าข้าวอายุสั้นมันจะเป็นข้าวที่มีปริมาณแป้งอยู่ในเมล็ดต่ำกว่า ๑๔.๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งภาษาวิชาการเขาบอกว่าเป็นค่าอมีโลส (Amylose) และความยาวของเมล็ดข้าวนั้นควรจะ มีความยาวมากกว่า ๐.๗๕ มิลลิเมตร ถ้าเป็นข้าวคุณภาพอย่างนี้เอาไปขายที่ไหนก็ได้ ต่างประเทศเขายอมรับ เพราะในอนาคตการแข่งขันเรื่องการส่งออกข้าวหลังจากที่ประชาคมอาเซียน เกิดขึ้นสิ่งเหล่านี้มันต้องถูกตามมา ฉะนั้นการที่รัฐบาลให้เงินเข้าไปสู่โครงการ รับจำนำนั้นเป็นการฝึกคนด้วย เป็นการสร้างคนให้สามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพแล้วเป็น การให้เงินกับคนที่ทำจริง ฉะนั้นถ้ากระบวนการจำนำข้าวนั้นมันเป็นกระบวนการที่ไป ช่วยเหลือคนที่อยู่ในวิชาชีพภาคการเกษตรจริง ๆ โดยที่จะไม่มีการไปสวม โดยที่จะไม่ต้องไป ทำให้คนบางกลุ่มเหมือนกับโครงการบางโครงการในอดีตก็คือเหมือนโครงการทำนาบนกระดาษ พอเขียนเอกสารครบก็เบิกเงินส่วนต่างกันไป มันไม่ได้สะท้อนความเป็นจริง มันไม่ได้ส่งเสริม ให้คนเข้าไปสู่วิชาชีพภาคการเกษตร แล้วสิ่งที่ผมเข้าไปเห็นในเรื่องของงบประมาณในปี ๒๕๕๗ ขณะนี้รัฐบาลกำลังเตรียมการที่จะผลิตเกษตรกรที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบภาคการเกษตรของ ประเทศไทยที่เราเรียกว่าสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ โดยจะมีการจัดกลุ่มของเกษตรกรทั้งหลาย ในประมาณ ๑๐ วิชาชีพหลัก แล้วในอนาคตในกลุ่มของสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ คือเป็นเกษตรกร ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน แล้วข้อมูลของเกษตรกรเหล่านี้จะถูกบันทึกเข้าไปสู่ บัตรประจำตัวประชาชนของคนที่อยู่ในภาคการเกษตร เพราะฉะนั้นต่อไปนี้คนที่ทำเกษตร ในยามใดสินค้าที่ราคาดี ในยามใดที่รัฐบาลมีโครงการเข้ามาก็กระโดดเข้ามาสู่ภาคการเกษตร มันก็จะค่อย ๆ หายไป มันก็จะเหลือเฉพาะเกษตรกรตัวจริง ผมเลยกราบเรียนว่าการที่รัฐบาล เป็นการเตรียมตัวภาคการเกษตรเข้าไปสู่สังคมโลก แล้วเตรียมกระบวนการทั้งหมด ที่การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนนั้นมันทำให้ความแข็งแรงของอาชีพเกษตรกรรม ในประเทศไทยได้ทัดเทียมกับประเทศอื่นและเป็นการสร้างรายได้ให้กับคนในประเทศ วันนี้ผมขอสนับสนุนงบประมาณปี ๒๕๕๗ ของรัฐบาลเฉพาะในด้านภาคการเกษตรนั้นคนที่อยู่ ในอาชีพเหล่านี้เขายินดี แต่คนที่ไม่รู้ คนที่ไม่เข้าใจ คนที่ไม่รู้ไปพูดให้คนไม่รู้ฟังนี่ เขาก็เชื่อว่าเหตุการณ์มันจะเป็นไปอย่างที่หลาย ๆ คนพูดว่ามันไม่ประสบความสำเร็จ มันมี การทุจริต แต่จริง ๆ สิ่งเหล่านี้มันสามารถตรวจสอบได้และมันเป็นประโยชน์สำหรับคนที่มี อาชีพทางนี้โดยตรง ก็ขอขอบคุณท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป ท่านดอกเตอร์นาที รัชกิจประการ เชิญครับ จากนั้นเสร็จจะเป็นดอกเตอร์ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ แล้วก็มาท่านชุมพล จุลใส นะครับ

นางนาที รัชกิจประการ บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพค่ะ ดิฉัน ดอกเตอร์นาที รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จังหวัดพัทลุงค่ะ วันนี้สภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งดิฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่อยากจะ อภิปรายในประเด็นนี้ด้วยนะคะ ซึ่งถ้าเราดูจากการจัดทำโครงสร้างงบประมาณของปี ๒๕๕๗ ซึ่งมีงบประมาณทั้งสิ้น ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท บนพื้นฐานของทั้งยุทธศาสตร์ของประเทศ ๔ ยุทธศาสตร์ รวมถึงอีก ๙ ยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการยกระดับมาตรฐาน ในทุกด้านของประเทศ รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแล้วตอบสนอง ความต้องการของพี่น้องประชาชนนะคะ แต่สิ่งที่ดิฉันสนใจมาก ๆ เลยนะคะ ในเรื่องของ การจัดทำงบประมาณครั้งนี้ อันดับแรกก็คืออยากจะชื่นชมว่ารัฐบาลจัดทำงบประมาณ ในลักษณะขาดดุล ถ้าดูจากปีที่แล้วปี ๒๕๕๕ ที่มีการขาดดุลถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ลดลงมา พอปี ๒๕๕๖ เหลือ ๓,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ก็จะลดลงเหลือ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามถ้าเกิดเรามาดูลึก ๆ ศึกษาให้ลึกลงไปก็จะเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ได้กู้เงินจำนวน มหาศาลเลยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วยตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ถึงปี ๒๕๕๖ ซึ่งถ้ารวมตัวเลขแล้วก็ รวมถึง ๒,๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งหลาย ๆ ท่านก็คงจะทราบไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมถึงการบริหารจัดการน้ำอีก ๓.๕ แสนล้านบาท ถ้าเกิดเรานำมารวมในงบประมาณปีนี้ก็จะเห็นว่าเป็นจำนวนเงินมหาศาล เพราะฉะนั้นสิ่งที่ดิฉันอยากจะอภิปรายแล้วก็เป็นห่วงว่าจริง ๆ แล้วในเรื่องของแผน ของรัฐบาลนี้ค่ะ มีการควบคุมการขาดดุลงบประมาณอย่างไรถ้าเกิดว่าวันนี้เงินทุนที่อยู่ใน เม็ดเงินกู้ ๒.๓๕ ล้านบาทนี้ถ้าเกิดว่าโครงการสะดุด เพราะดิฉันคิดว่าในอนาคตต้องมีแน่ ๆ เลยนะคะ ท่านประธานในเรื่องของการร้องเรียน หรือแม้แต่หลาย ๆ ประเด็นที่ตอนนี้ก็มีปัญหากันอยู่ในเรื่องของการร้องเรียน แล้วบางโครงการ อาจจะต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมซึ่งดิฉันคิดว่าต้องใช้เวลาพอสมควร แล้วก็จะเป็นปัญหา กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งในเรื่องของงบประมาณนี้ก็เป็นเครื่องมือที่รัฐบาลจะต้องใช้ ในการขับเคลื่อนการทำงานของการพัฒนาประเทศอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่ดิฉัน อยากจะถามรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องผ่านท่านประธานว่าท่านมีแผนเตรียมการอย่างไรในเรื่อง ของการจัดสรรงบประมาณในปีนี้ถ้าเกิดว่าในเรื่องของเงินกู้สะดุด

อีกประเด็นหนึ่งที่ดิฉันอยากจะอภิปรายในเรื่องยุทธศาสตร์ของประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ในเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำเพื่อสร้างโอกาสให้ทุกคนได้เข้าถึงบริการ สังคมที่ทั่วถึงแล้วก็มีประสิทธิภาพ รวมถึงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในเรื่องของยุทธศาสตร์ที่ ๔ ยุทธศาสตร์การศึกษา คุณธรรมจริยธรรม คุณภาพชีวิต และความเท่าเทียมกันในสังคม ซึ่งจริง ๆ แล้วในความเป็นจริงค่ะท่านประธาน เราไม่เคยเห็นความเป็นธรรมหรือการลด ความเหลื่อมล้ำในความเป็นจริง เพราะจะเห็นได้ยกตัวอย่างในจังหวัดของดิฉันจังหวัดพัทลุง ซึ่งตอนที่ ครม. ได้ไปสัญจรที่ภาคใต้ เราเองจังหวัดพัทลุงมีความเดือดร้อนในเรื่องของ โรงพยาบาลมาก ๆ เพราะว่าในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณเราดูจากยูเอ็น (UN) เขาก็จะ เน้นใน ๓ ประเด็น ในเรื่องของการศึกษา โง่ จน เจ็บ ใน ๓ ประเด็นก็คือในเรื่องของการศึกษา การรักษาพยาบาล แล้วก็ในเรื่องของความจนหรือว่าการกระจายรายได้ จังหวัดดิฉันเองก็เป็น หนึ่งในยุทธศาสตร์นั้นด้วยนะคะ แล้วก็ได้ยื่นเรื่องถึงรัฐบาลตอนที่ ครม. ไปสัญจรในเรื่องของ ศูนย์การศึกษาและบริการทางแพทย์ของมหาวิทยาลัยทักษิณ ๖,๐๐๐ ล้านบาทในปีที่แล้ว ที่ได้เสนอไปซึ่งดิฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะไม่ว่าจะเป็นประเทศไทยหรือประเทศไหน แล้วแต่ที่ดิฉันได้กล่าวถึงว่าอย่างไรในเรื่องของการเจ็บป่วย ในเรื่องของการเข้าถึงการบริการ ทางสังคมมีความจำเป็นมาก เพราะว่าวันนี้ถ้ามีโอกาสท่านประธานเองก็เคยไปแต่อาจจะไม่ได้ ไปเยี่ยมที่จังหวัดของดิฉันที่โรงพยาบาล ถ้าเดินเข้าไปน่าสงสารมาก ๆ เลย เตียงไม่พอ แล้วก็ นอนกันเรี่ยราดตามทางเท้า ซึ่งดิฉันคิดว่าตรงนี้มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีความเป็นธรรม หรือว่าในเรื่องของการรักษาพยาบาลที่ได้รับความเป็นธรรม แล้วก็มีโอกาสเข้าถึงในเรื่องของ การรักษาพยาบาล เพราะว่าสิ่งที่เราได้นำเสนอไปของภาคใต้ของจังหวัดพัทลุงวันนี้ไม่เฉพาะ จังหวัดพัทลุงอย่างเดียว จังหวัดพัทลุงมี ๑๔ จังหวัดเลย ถ้าเราดูโรงพยาบาลศูนย์เรามีแค่ ๕ แห่งเองใน ๑๔ จังหวัดภาคใต้ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าอย่างน้อยจังหวัดพัทลุงก็เป็นอีก ๑ สถานที่ที่มีความจำเป็น มีความเหมาะสม แล้วก็มีความพร้อมที่จะสามารถเป็นศูนย์ การศึกษาและบริการทางแพทย์มหาวิทยาลัยทักษิณได้ด้วย ทำไมดิฉันถึงบอกว่ามีความจำเป็น มีความเหมาะสม แล้วก็มีความพร้อม วันนี้เหมือนที่ดิฉันได้กล่าวถึงก็คือ ๑๔ จังหวัดภาคใต้เรา มีความขาดแคลนในเรื่องของแพทย์มาก ๆ เลย ประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ เปอร์เซ็นต์ในด้านของแพทย์ ส่วนบุคลากรด้านอื่นในเรื่องของสุขภาพเราก็มีความขาดแคลนเช่นกัน ส่วนในด้านของความ เหมาะสมที่ดิฉันคิดว่าทำไมถึงเหมาะสม เพราะว่าภาคใต้จังหวัดพัทลุงถ้าเกิดเราสามารถ ที่จะพับภาคใต้กางวงเวียนจังหวัดพัทลุงก็จะเป็นศูนย์กลางที่อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง แล้วพื้นที่ตรงนั้นเรามีเป็น ๑,๐๐๐ ไร่ซึ่งติดถนนเอเชีย แล้วก็มีความเหมาะสมที่จะรองรับ ในการที่เราจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนด้วยในเรื่องของฮับในเรื่องของสุขภาพ ซึ่งประเทศไทยเราตอนนี้ในอนาคตประมาณปี ๒๕๕๗ เราเองก็จะเป็นสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันนี้เรามีประมาณ ๑๓.๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ประมาณปี ๒๕๗๖ เราก็จะเพิ่มขึ้นเป็น ประมาณ ๒๕.๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจังหวัดพัทลุงเราเหมาะที่จะรับผู้ป่วยแล้วก็รองรับผู้สูงอายุ ตรงนี้ด้วย

ส่วนในเรื่องความพร้อมด้านอื่น ๆ ปัจจุบันนี้จังหวัดพัทลุงเราเองเรามีภูมิปัญญา ในเรื่องของด้านพัฒนาชุมชนด้วย เรามีวิทยาลัยภูมิปัญญาซึ่งปัจจุบันนี้เราก็ได้มีสาขาแพทย์ ที่สอนอยู่ รวมถึงโรงพยาบาลพัทลุงเองก็พร้อมที่จะร่วมผลิตบัณฑิตนี้ด้วย ก็อยากจะฝากให้ ท่านที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการจัดสรรว่าอย่างไรก็แล้วแต่ในเรื่องของกระทรวงสาธารณสุข ที่ปีนี้ได้จัดงบไว้ถึง ๑๐๖,๔๓๖.๓ ล้านบาท ก็อยากจะให้มีศูนย์การศึกษาในจังหวัดพัทลุง ซึ่งอยู่ภาคใต้ไปด้วย

อีกประเด็นหนึ่ง ประเด็นสุดท้ายที่ดิฉันอยากจะฝากถึงในเรื่องของการจัดทำ งบประมาณปี ๒๕๕๗ ซึ่งจำแนกตามกระทรวงจะเห็นว่าเรามีทั้งหมด ๒๑ กระทรวง รวมถึง ส่วนราชการต่าง ๆ ทั้งหมด ๓๐ หน่วยงาน ก็จะเห็นว่าอันดับ ๑ ดิฉันก็ยินดีเพราะเมื่อสักครู่ ได้พูดถึงว่าในเรื่องของความโง่ ความจน ความเจ็บ ก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญ วันนี้รัฐบาลจัดอันดับ ๑ ในเรื่องของการศึกษาดิฉันก็เห็นด้วย แต่ที่ไม่เห็นด้วยก็หลาย ๆ ท่าน สมาชิกผู้ทรงเกียรติ หลายท่านก็มีการพูดถึงในเรื่องของการยุบรวมโรงเรียน ซึ่งไม่ได้เป็นการแก้ไขที่ตรงจุด หรือแม้แต่การซื้อรถ ๑,๐๐๐ คันที่จะไปแก้ไขตรงนั้น อันนั้นไม่ใช่ตรงจุดแน่นอนยังมีอีก หลาย ๆ อย่างซึ่งดิฉันคงจะพูดรายละเอียดในวาระที่สองในเรื่องของรายละเอียด เวลาของ ดิฉันตัดจากพรรคภูมิใจไทยนะคะ

ส่วนกระทรวงที่ ๒ ที่มีปรากฏในงบประมาณรายจ่ายปีนี้ ๒๕๕๗ นอกเหนือจาก กระทรวงศึกษาธิการแล้ว อันดับ ๒ ที่เป็นห่วงก็คือ ๓ กระทรวงที่โดนตัดไปไม่ว่าจะเป็น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา วันนี้ ยุทธศาสตร์ของประเทศไทยเราของรัฐบาลเราเองนี่เรามีแผนในเรื่องของการพัฒนาศักยภาพ แหล่งท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในประเทศไทย แต่ถ้าดูจากงบประมาณแล้ว กลายเป็นว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาลดลงถึง ๓.๕ พันล้านบาท กระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็เช่นเดียวกันในยุทธศาสตร์ของรัฐบาลมีการพูดถึงอยู่บ่อย ๆ แล้วก็มีการให้ความสำคัญในเรื่องของเยาวชน สตรี คนพิการ แล้วก็ผู้สูงอายุ แต่พอดูการจัดทำ ในเรื่องของงบประมาณกลับลดลงถึง ๖๓ ล้านบาท

สุดท้ายในเรื่องของกระทรวงแรงงาน อันนี้ก็เป็นส่วนที่สำคัญเหมือนกัน เพราะว่าเราเองก็พูดถึงกันอยู่ว่าเราเองกำลังจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน แต่กระทรวงแรงงาน เป็นอีก ๑ กระทรวงที่มีความสำคัญในเรื่องปัญหาของผู้ใช้แรงงานและรวมถึงการยกระดับ คุณภาพแรงงาน ๙ สาขาที่เราจะไปเข้าร่วมกับกลุ่มประชาคมอาเซียนด้วย เพราะฉะนั้นดิฉัน ก็เลยเป็นห่วง แล้วก็ขอฝากในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณ ดิฉันคิดว่าสิ่งสำคัญในเรื่อง ของการจัดลำดับความสำคัญเป็นสิ่งที่สำคัญ อย่างกระทรวงที่สำคัญที่ดิฉันได้กล่าวถึงมันมี ความสำคัญจริง ๆ แล้วไม่น่าจะตัด แต่ก็ไม่เป็นอะไรตัดไปแล้วก็อาจจะมีงบกลางมาเสริมก็ได้ ในอนาคต ก็ขอบพระคุณมากที่ให้ดิฉันได้มีโอกาสมาอภิปรายในเรื่องของงบประมาณปี ๒๕๕๗ ขอบพระคุณค่ะ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญดอกเตอร์ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ หลังจากนั้นก็เป็นท่านชุมพล จุลใส นะครับ

นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ กรุงเทพมหานคร 🔗

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ดิฉันมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมกันสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ที่สภาของเรากำลังพิจารณาอยู่นี้ วันนี้เป็นวันแรกที่เราได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ และเมื่อช่วงเช้าทาง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ได้แถลงการณ์ในส่วนของ สาระสำคัญแล้วก็ความจำเป็นที่ทำไมเราจะต้องร่วมกันสนับสนุนงบประมาณที่ทางรัฐบาล ได้จัดทำมา นั่นก็เป็นเพราะว่าเราอยากที่จะให้ทุก ๆ ท่านมีส่วนร่วม รวมถึงพี่น้องประชาชน ที่รับฟังอยู่ทางบ้าน รับชมอยู่ทางบ้าน ผู้ที่เป็นเจ้าของภาษี เจ้าของงบประมาณอย่างแท้จริง ในการที่จะร่วมกันทำให้ประเทศของเราพัฒนาเดินหน้าไปด้วยกัน ถ้าหากทุก ๆ ท่านนั้น ได้ฟังด้วยความตั้งใจแล้วก็พิจารณาตามกันแล้วก็จะเห็นว่าการทำงบประมาณปี ๒๕๕๗ นี้ มีความแตกต่างจากการทำงบประมาณในปี ๒๕๕๖ ในเชิงของนโยบาย โดยดิฉันได้รับทราบ มาแล้วก็ได้เห็นถึงความตั้งใจของคณะรัฐบาลในการร่วมจัดทำงบประมาณของปี ๒๕๕๗ ที่ได้ มีการเรียกหัวหน้าส่วนราชการในการที่จะเข้ามาทำเวิร์กชอป (Workshop) มีการระดม ความคิด มีการที่เราจะร่วมจัดทำยุทธศาสตร์แล้วก็กำหนดแนวทางของประเทศว่าเราจะ เน้นย้ำในส่วนไหน เป็นการทำงานแบบบูรณาการอย่างแท้จริง เพื่อที่จะให้งบประมาณนั้น ออกมาด้วยความสมบูรณ์แบบ แล้วก็สามารถที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างถูกจุด การที่จัดทำงบประมาณนี้ดิฉันได้ทราบข้อมูลคร่าว ๆ ว่ามีการระดมความคิดโดยการที่เรามา ระดมสมองว่าอะไรคือปัญหาของประเทศ และอะไรที่จะเป็นปัจจัยและคำตอบที่จะทำให้ ประเทศของเรานั้นสามารถที่จะเป็นผู้นำในภูมิภาคได้ รวมถึงคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ที่ตอนนี้ยังมีบางส่วนที่ยังไม่ได้รับการดูแลนั้น เราจะทำอย่างไรให้ลดความเหลื่อมล้ำตรงนั้น และทำให้ทุก ๆ ท่านมีความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงโอกาสต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้นำเสนอ และเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ดิฉันจึงมีความยินดีแล้วก็ดีใจอย่างยิ่ง โดยที่ดิฉันได้ทราบว่า ทางท่านนายกรัฐมนตรีได้มีการกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ประเทศ หรือที่ท่านได้ดำริคำว่า คันทรี สเตรทิจี (Country strategy) หรือยุทธศาสตร์ประเทศไทย นั่นคือการเริ่มต้นที่ดี คือการที่เราได้เห็นความชัดเจนของปัญหาและเป็นจุดที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้อย่างถูกจุด ดิฉันไม่แน่ใจว่าเพื่อนสมาชิกบางท่านอาจจะมีความสับสนว่าการจัดทำงบประมาณในปีนี้นั้น ยังไม่ตรงจุดและไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ถ้าหากดิฉันจะลองยกตัวอย่างการทำงบประมาณ ของปี ๒๕๕๖ ซึ่งก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าสามารถตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน ได้อย่างครบถ้วน จะเห็นได้จากปัญหาต่าง ๆ ในเรื่องของความเหลื่อมล้ำหรือเรื่องเศรษฐกิจ มีการดีขึ้น มีการพัฒนาขึ้น พี่น้องมีความอยู่ดีกินดีขึ้นตามลำดับ ตรงนี้ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่ง ที่จะเห็นถึงความสามารถของรัฐบาลในการที่จะกล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้าบริหาร กล้าที่จะ บริหารงบประมาณให้สิ่งดี ๆ เหล่านี้ไปสู่มือของประชาชนอย่างแท้จริง ดิฉันมีความมั่นใจค่ะ ยุทธศาสตร์ที่ทางรัฐบาลได้จัดทำในปี ๒๕๕๗ นี้มีด้วยกัน๘ ยุทธศาสตร์และ ๑ รายการ ดิฉัน จะขอพูดในส่วนยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมี เสถียรภาพและยั่งยืน ซึ่งดิฉันมั่นใจว่าเพื่อนสมาชิกในส่วนอื่น ๆ ก็คงจะได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์ ที่มีความแตกต่างกันต่อไป แต่เนื่องด้วยเวลาที่จำกัด ดิฉันจะขอเน้นย้ำในส่วนตรงนี้ ในยุทธศาสตร์ ที่ดิฉันได้กล่าวไปนั้นรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณอยู่ที่ ๓๔๓,๗๔๖.๗ ล้านบาท ซึ่งครอบคลุม ทั้ง ๑๖ นโยบายเร่งด่วนที่ทางรัฐบาลได้แถลงต่อประชาชน และวันนี้ก็ได้ขับเคลื่อนสำเร็จ ไปแล้วบางส่วน และยังเหลืออยู่บางโครงการที่จะต้องร่วมมือกันผลักดัน แล้วก็อาจจะต้อง เป็นการร่วมมือแล้วก็เป็นการร่วมใจกันในการที่จะทำให้งบประมาณในปี ๒๕๕๗ นี้สามารถ ที่จะไปสู่ชั้นพิจารณาแล้วก็ผลักดันเป็นนโยบายต่อไปเพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนนั้นได้รับ นโยบายที่ทางรัฐบาลได้นำเสนอไว้แก่ประชาชน แล้วก็จะทำให้เกิดความสำเร็จโดยร่วมกันด้วยนะคะ อย่างเช่นนโยบายส่งเสริมให้ประชาชน เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าและขยายโอกาสให้ประชาชน ดิฉันต้องขอ ยกตัวอย่างในส่วนของกองทุนต่าง ๆ ที่ทางทีมยุทธศาสตร์ได้ระดมความคิด ความต้องการ .แล้วก็อยากที่จะให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารกองทุน การเปิดโอกาสให้ ประชาชนได้ออกความคิดเห็นเพื่อให้กองทุนนั้นสามารถตอบสนองความต้องการของ ประชาชนส่วนใหญ่ได้อย่างแท้จริงไม่ว่าจะเป็นกองทุนเอสเอ็มแอล กองทุนตั้งตัวได้ กองทุน หมู่บ้านและชุมชน หรือที่สำคัญกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ท่านประธานคะ ดิฉันเองนั้นได้ลง พื้นที่ไปพบปะประชาชนตามชุมชนต่าง ๆ ที่เคยได้รับอนุมัติในส่วนของกองทุนเอสเอ็มแอล หรือกองทุนพัฒนาศักยภาพชุมชนไปแล้ว ดิฉันได้คุยกับพี่น้องประชาชนแล้วก็สอบถามถึงความพึงพอใจ หรือความคิดเห็นต่าง ๆ ประชาชนตอบกับดิฉันว่ากองทุนนี้ดีมาก ๆ เนื่องจากว่ามีความยืดหยุ่น ในตัว พี่น้องในชุมชนสามารถที่จะร่วมกันออกความคิดเห็น เพราะการที่เราจะขออนุมัติ กองทุนได้นั้นจะต้องเป็นไปตามขั้นตอนมีระเบียบแล้วก็ต้องตรวจสอบได้ การที่ พี่น้องประชาชนได้มาทำประชามติร่วมกัน ได้มาเสนอความคิดเห็น นั่นก็หมายถึงว่าพี่น้องประชาชน ที่เป็นเจ้าของงบประมาณอย่างแท้จริงได้มีความร่วมมือในการที่จะกำหนดถึงแนวทางในการใช้ งบประมาณด้วย ดิฉันดีใจที่ทางรัฐบาลได้คิดค้นนโยบายตัวนี้ขึ้นมา เนื่องจากการที่เราได้ อนุมัติเงินทุนลงไปในชุมชนแล้วนั้นจะทำให้การแก้ไขปัญหานั้นเป็นไปด้วยความรวดเร็ว พี่น้องประชาชนเห็นว่าส่วนไหนที่จะเป็นส่วนเติมเต็มให้กับชุมชนได้ ส่วนไหนที่จะเป็น ประโยชน์ต่อลูกหลานก็สามารถที่จะแก้ไขหรือว่าเพิ่มเติมได้ทันที ซึ่งถือว่าเป็นการพัฒนาที่ เราเดินไปด้วยกันอย่างแท้จริงนะคะ แล้วก็ในส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์ ฉะนั้นเราจึงจะต้องมาร่วมกัน ที่จะทำให้งบประมาณในปีนี้ผ่านไปเพื่อที่จะให้ชุมชนที่ยังไม่ได้รับอนุมัตินั้นได้รับการอนุมัติ ต่อไปในปีนี้ด้วย ดิฉันจึงเห็นว่าถ้าหากเราร่วมมือกันแล้วก็เห็นถึงประโยชน์ของ พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงนั้นก็จะทำให้ประชาชนทุก ๆ ภาคส่วนทั่วประเทศได้รับประโยชน์ อย่างทั่วถึงกัน ท่านประธานคะ ยังมีกองทุนสำคัญอีกกองทุนหนึ่งนั่นก็คือกองทุนพัฒนา บทบาทสตรี ซึ่งเมื่อสักครู่ก็มีเพื่อนสมาชิกสตรีของทางพรรคเพื่อไทยได้กล่าวถึงไปคร่าว ๆ แล้ว แต่ดิฉันก็อยากที่จะชมเชยรัฐบาล อยากชมเชย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพราะตั้งแต่วันแรกที่ท่านได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีท่านก็เล็งเห็นถึงปัญหา แล้วก็ ความสำคัญในศักยภาพของสตรีอย่างแท้จริง กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีนั้นเป็นกองทุน ที่ต้องการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีต่อสตรี จากปัญหาที่เกิดขึ้นต่อสตรีในวันนี้ไม่ว่าจะเป็นการกระทำ ที่รุนแรงในครอบครัว การขาดโอกาสในสังคมหรือว่าปัญหาการถูกเลือกปฏิบัติ และที่สำคัญ ก็คือการที่เราจะช่วยกันดึงศักยภาพของสตรีที่มีอยู่นั้นให้สามารถเป็นพลังในการช่วยกัน ขับเคลื่อนประเทศไปด้วยกัน ทำให้สตรีนั้นสามารถที่จะเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับเพศชาย ได้อย่างเท่าเทียม ดิฉันคิดว่าตรงนี้ยังเป็นส่วนสำคัญที่ประเทศของเรายังจะต้องร่วมมือร่วมใจ กันให้เกิดความเข้มแข็งกันต่อไปนะคะ ขั้นตอนของการเขียนโครงการนั้นมีบางท่านสงสัยว่า เป็นงบประชานิยมที่เหมือนละลายแม่น้ำ แต่ถ้าหากท่านเองได้ลงไปสัมผัสด้วยตนเองอย่างแท้จริง ท่านได้ลงไปคลุกคลีกับพี่น้องประชาชนท่านจะทราบว่าเป็นงบประมาณที่ให้พี่น้องให้สตรี ของเรานั้นสามารถที่จะมีความเข้มแข็งทางสังคมแล้วก็ทางการเงินได้ งบประมาณตัวนี้ เป็นงบประมาณที่ช่วยเหลือในเบื้องต้นในส่วนของผู้ที่ต้องการที่จะทำมาค้าขาย เพื่อที่จะมี ความเข้มแข็งในสังคม ด้วยเวลาที่จำกัดดิฉันเองนั้นมีส่วนอื่น ๆ ที่ต้องการจะอภิปรายในหลาย ๆ ข้อ แต่ดิฉันก็ทราบว่า เพื่อนพี่น้องสมาชิกทุก ๆ ท่านก็ต้องการประสงค์ที่จะอภิปรายเช่นเดียวกัน ฉะนั้นแล้วดิฉัน ก็จะขอฝากทางรัฐบาลไว้ตรงนี้ ในส่วนของการจัดทำงบประมาณนั้นก็มีความสมบูรณ์ เพียงแต่ว่า เราจะทำอย่างไรให้นโยบายต่าง ๆ ที่ยังคงค้างอยู่นั้นประสบความสำเร็จได้จริง ๆ ฉะนั้นแล้ว ดิฉันเองก็ต้องขอความร่วมมือจากพี่น้องสมาชิกในสภาแห่งนี้ได้โปรดร่วมกันสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ให้ผ่านหลักการที่ ๑ โดยเห็นพ้องต้องกันค่ะ ขอขอบพระคุณท่านประธานค่ะ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป ท่านชุมพล จุลใส ๑๐ นาที แล้วก็ท่านธีรภัทร พริ้งศุลกะ อีก ๕ นาทีนะครับ เชิญครับ

นายชุมพล จุลใส ชุมพร 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชุมพล จุลใส สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้มีการอภิปรายร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ ซึ่งผมขอพูดในแผนงาน ยุทธศาสตร์การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน ซึ่งได้ จัดสรรงบประมาณไว้ ๓๔๓,๗๔๖.๗ ล้านบาท ใน ๓.๓ ของแผนงานเสริมสร้างเสถียรภาพ ราคาสินค้าทางการเกษตร ท่านประธานครับ สืบเนื่องจากรัฐบาลชุดนี้ได้เข้ามาบริหารประเทศ ทำให้พืชเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชนตกต่ำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะท่านประธานครับ ไม่ว่าเป็นยางพาราหรือเรื่องปาล์ม แต่ในส่วนของผมนั้นผมจะพูดถึงเรื่องปาล์มซึ่งเป็นปัญหา ของพี่น้องเกษตรกรมาอย่างช้านาน และในสภาแห่งนี้นั้นกระผมก็เคยถามกระทู้ถาม ซึ่งท่านประธานเป็นประธานอยู่ในขณะนั้น ท่านประธานครับ สืบเนื่องจากการประชุม ของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๕ รัฐบาลได้อนุมัติให้มีการนำเข้า น้ำมันปาล์มดิบจากต่างประเทศจำนวน ๔๐,๐๐๐ ตัน จากข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์ ด้วยเหตุผลว่าน้ำมันปาล์มในสต็อกจะไม่เพียงพอต่อการบริโภคซึ่งต้องไม่ต่ำกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ตัน อันจะทำให้เกิดความขาดแคลน จึงมีความจำเป็นต้องนำเข้าเพื่อตรึงราคาน้ำมันปาล์มบริโภค ไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน ท่านประธานครับ ข้อมูลตรงนี้เป็นข้อมูลที่ผิดพลาดของคณะรัฐมนตรี เพราะจากการเปิดเผยข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรของกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ว่าปริมาณน้ำมันดิบในสต็อกเมื่อต้นปี ๒๕๕๕ มีปริมาณมากถึง ๒๙๗,๐๐๐ ตัน ซึ่งสูงเกินกว่าปริมาณสำรองถึง ๙๗,๐๐๐ ตัน ซึ่งปริมาณสำรองนั้น ๒๐๐,๐๐๐ ตัน ไม่ได้ต่ำกว่าปริมาณสำรองตามที่กระทรวงพาณิชย์ได้กล่าวอ้าง ท่านประธานครับ พรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้นก็มีความกังวลใจว่าถ้าอย่างนี้แล้วราคาปาล์มของเกษตรกร ของพี่น้องจะตกต่ำแน่นอน พรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้นท่านอาคม เอ่งฉ้วน ส.ส. บัญชีรายชื่อ ของพรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดกระบี่ ขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนาม ได้ยื่นกระทู้ถามสด ถามรัฐบาลว่าอย่านำเข้ามานะ ถ้านำเข้าแล้วผลปาล์มของพี่น้องเกษตรกรจะต้องตกต่ำ แน่นอน ท่านประธานครับ รัฐบาลไม่ฟัง นำเข้ามา และเป็นจริงตามที่ท่านอาคมได้ยื่นกระทู้ถาม ถามรัฐบาลในขณะนั้น ท่านประธานครับ มาจนถึงเดือนพฤศจิกายน เดือนธันวาคม ๒๕๕๕ ปาล์มของพี่น้องเกษตรกรจากประมาณเดือนเมษายนอยู่ประมาณ ๖ บาท ถึง ๖.๕๐ บาท เหลืออยู่ ๒.๔๐ บาท จนเป็นที่มาที่เกษตรกรได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยดูแล ท่านประธานครับ หลังจากนั้นจากที่มีการเรียกร้องขอที่กิโลกรัมละ ๕ บาท ซึ่งคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ หรือ กนป. ได้ประชุมพิจารณาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาผลปาล์มตกต่ำ เพื่อช่วยบรรเทา ความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนปาล์มในวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีท่านรองกิตติรัตน์ ณ ระนอง ทำหน้าที่เป็นประธาน โดยให้ดำเนินการ ดังนี้นะครับ กำหนดให้รับซื้อปาล์มน้ำมันดิบจากโรงสกัดจำนวน ๕๐,๐๐๐ ตัน ในราคาที่ กิโลกรัมละ ๒๕ บาท

ข้อที่ ๒ กำหนดให้โรงสกัดรับซื้อผลปาล์มจากพี่น้องเกษตรกรในราคา กิโลกรัมละ ๔ บาท นี่เดือนธันวาคมนะครับท่านประธาน หลังจากนั้นก็มีการกำหนดการรับซื้อ ซึ่งในรายละเอียดปลีกย่อยผมไม่พูดถึงครับ แต่ ณ วันนี้ท่านประธานครับ รัฐบาลอนุมัติไป ๕๐,๐๐๐ ตันใช้เงินไปเท่าไรครับท่านประธาน ผมขออนุญาต การดูดซับน้ำมันปาล์มดิบ ออกจากระบบตลาดปริมาณ ๕๐,๐๐๐ ตัน โดยให้ อคส. รับซื้อน้ำมันดิบจากโรงสกัดน้ำมันปาล์ม จำนวน ๕๐,๐๐๐ ตัน หลังจากนั้นคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร หรือ คชก. ได้อนุมัติงบประมาณในวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๕ อนุมัติในวงเงิน ๑,๓๘๐.๒๕ ล้านบาท โดยให้ อคส. ใช้ดำเนินการรับซื้อปาล์มดิบจากโรงสกัดน้ำมันปาล์ม ประกอบไปด้วยเงินทุน หมุนเวียนที่ใช้ในการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบ ๑,๒๕๐ ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการเก็บสต็อกรวม ๙๒.๗๕ ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่จ่ายจริงไม่เกินร้อยละ ๓ ของวงเงิน ดำเนินการของ อคส. และส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนเงิน ๓๗.๕๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ในการรับซื้อรอบแรก ๕๐,๐๐๐ ตันแรกมีปัญหามากมาย เกษตรกรไม่ได้รับตามที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์รับปากไว้คือที่ ๔ บาท ๕๐,๐๐๐ ตันชุดแรกหมดไป ราคาปาล์มก็ยังไม่ดีขึ้นครับ แต่หลังจากนั้นวันที่ ๑๔ มกราคม ก็ออกลอต ๒ มาอีก ๕๐,๐๐๐ ตัน แต่ ๕๐,๐๐๐ ตันหลัง ท่านประธานครับ ไม่ได้เอามาช่วยเหลือเกษตรกร เพราะราคาช่วงนั้นเป็นไปตามกลไกตลาด ปาล์มก็อยู่ที่ ๓.๖๐-๓.๗๐ บาท ก็ไม่ได้ถึง ๔ บาท หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีการรับซื้อเลยครับ วันนี้ผมมาในฐานะตัวแทนของเกษตรกร มาถามรัฐบาลโดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่าท่านได้ดำเนินการไปถึงไหนแล้ว ท่านประธานครับ รับปากว่าจะซื้อ ๑๕๐,๐๐๐ ตัน แต่ซื้อไป ๕๐,๐๐๐ ตัน หลังจากนั้นก็ไม่มีการรับซื้อ แล้วก็โครงการที่ออกมาตั้งแต่ เดือนธันวาคม ๒๕๕๕ ถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๖ ท่านประธานครับ นี่คือความเจ็บช้ำน้ำใจ ของเกษตรกร ท่านประธานครับ ต้องให้เกษตรกรได้ปิดถนนหรือครับ นี่คือความเดือดร้อน ท่านประธานเป็น ส.ส. มา ท่านประธานก็เข้าใจครับ ลงพื้นที่พืชผลทางการเกษตรตกต่ำอยู่ ไม่ได้ครับ เราในฐานะที่เป็นผู้แทนราษฎรมันเจ็บปวดครับ ในเมื่อรัฐบาลรับปากแล้วทำไม่ได้ เพราะสาเหตุอะไรครับ ท่านประธานครับ หลังจากที่ออกมาตรการออกไปก็ได้ ๔ บาทบ้าง ๓.๕๐ บาทบ้าง ก็ไม่เป็นอะไร พี่น้องเกษตรกรทนได้มีความอดทน ที่จังหวัดชุมพร บ้านผมครับ มีการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ๕๐,๐๐๐ ราย แต่ที่เข้าระเบียบจริง ๆ ก็ ๑๕,๐๐๐ ราย เหตุผลทำไมครับ ทำไมถึงเข้าแค่ ๑๕,๐๐๐ ราย เพราะเหตุผลอย่างนี้ครับท่านประธาน ผู้ที่อาศัยอยู่ในป่าสงวนแห่งชาติ ที่ทำกินในป่าสงวนแห่งชาติตั้ง ๒๐-๓๐ ปีแล้วครับ เพราะรัฐบาลได้กำหนดเงื่อนไขในการขึ้นทะเบียนเกษตรกรว่าเกษตรกรที่สามารถมีคุณสมบัติ ที่ขายปาล์มตามราคาที่รัฐบาลได้กำหนดนั้นต้องมีสิทธิในที่ดินทำกิน ท่านประธานครับ ส่วนใหญ่ชาวบ้านบ้านผมอยู่ในที่ป่าสงวนแห่งชาติ อยู่ในที่ ส.ป.ก. มีการเปลี่ยนมือกันไปตลอด เพราะฉะนั้นมาตรการตรงนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งเป็นคนรับขึ้นทะเบียนฝากด้วยครับ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖ แล้วก็วันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ท่านรองถาวร เสนเนียม ส.ส. จังหวัดสงขลา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้นำ ส.ส. ทางภาคใต้ มาเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลดูแลปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวสวนปาล์มและชาวสวนยางพารา โดยเฉพาะยางพารานั้นขอไป ๑๒๐ บาท ปาล์มขอไปที่กิโลกรัมละ ๕ บาท ผมบอกรองถาวรว่า ท่านถาวรครับ ขนาด ๕ บาทที่มีงบประมาณบอกจะช่วยเกษตรกรแล้วยังช่วยไม่ได้เลย ๕ บาท เขาจะให้หรือ ณ วันนี้ ท่านประธานครับ พี่น้องเกษตรกรที่ปลูกปาล์มยังขายปาล์มได้ไม่ถึง กิโลกรัมละ ๔ บาท อันนี้ผมเลยนำเรียนท่านประธานไปยังรัฐมนตรีผู้เกี่ยวข้องว่าให้ดำเนินการ ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนปาล์มโดยด่วนครับ ท่านประธานครับ ผมไม่อาจเห็นด้วยกับ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ของรัฐบาล จริง ๆ ครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านอาจจะลืมมะพร้าวของท่านด้วยนะครับ ต่อไปผมจะอ่านชื่อนะครับ ท่าน ส.ส. ขัตติยา สวัสดิผล แล้วก็ท่านธีรภัทร พริ้งศุลกะ ท่านสรวงศ์ เทียนทอง ท่านสุชีน เอ่งฉ้วน เอาไว้ตอน เก้าโมงเช้าก็แล้วกัน ผมจะขอพักการประชุมแล้วประชุมต่อเก้าโมงเช้านะครับ ๐๙.๓๐ นาฬิกา นะครับ ขอพักการประชุมครับ

พักการประชุมเวลา ๐๐.๐๓ นาฬิกา

ของวันพฤหัสบดีที่ ๓๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖

เริ่มประชุมต่อเวลา ๐๙.๔๔ นาฬิกา

ของวันพฤหัสบดีที่ ๓๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญต่อเลยครับ ท่านขัตติยา สวัสดิผล ครับ

นางสาวขัตติยา สวัสดิผล บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยค่ะ ดิฉันขอใช้โอกาสนี้อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ทั้งในหลักการแล้วก็เหตุผล เพื่อที่ว่างบประมาณดังกล่าวจะได้นำไปขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แล้วก็นโยบายต่าง ๆ ตามที่ รัฐบาลภายใต้การนำของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แถลงไว้ ต่อสภาแห่งนี้ โดยในปี ๒๕๕๗ นี้รัฐบาลได้กำหนดเป็นวงเงินงบประมาณรายจ่ายไว้เพื่อที่จะนำไป ขับเคลื่อนในนโยบายต่าง ๆ เอาไว้ที่ ๒.๕๒๕ ล้านบาท โดยประมาณการรายรับเอาไว้ที่ ๒.๒๗๕ ล้านบาท นั่นหมายถึงว่าจะต้องมีการกำหนดวงเงินการกู้เพื่อนำมาชดเชยงบประมาณขาดดุล ไว้ที่ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งวงเงินการขาดดุลนี้เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้วคือปี ๒๕๕๖ ก็จะเห็นได้ว่าน้อยกว่าปีที่แล้ว นั่นหมายความว่าเรากำลังจะเข้าสู่สภาวะการเงินที่สมดุล เพื่อให้ประเทศไทยนั้นอยู่ภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคลังค่ะท่านประธาน จากเอกสาร ที่สำนักงบประมาณได้จัดจ่ายให้ ดิฉันก็จะขอโอกาสนี้อภิปรายเพื่อสนับสนุนนโยบายทางด้าน การสาธารณสุขของรัฐบาล โดยรัฐบาลชุดนี้ในปีนี้ก็ได้ตั้งงบประมาณเอาไว้สำหรับการสาธารณสุข เป็นจำนวนเงิน ๒๕๖,๕๓๔.๘ ล้านบาท และโดยกระทรวงสาธารณสุขเองก็ได้รับ การจัดสรรงบประมาณเพื่อนำไปขับเคลื่อนนโยบายเอาไว้เป็นจำนวน ๑๐๖,๔๓๖.๓ ล้านบาท ซึ่งจากจำนวนงบประมาณดังกล่าวดิฉันเห็นด้วย แล้วก็คิดว่ามันน้อยไปด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับ นโยบายต่าง ๆ ที่ทางกระทรวงสาธารณสุขจะนำไปดำเนินการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในประเทศให้มีคุณภาพกว่านี้ ซึ่งงบประมาณต่าง ๆ ทางรัฐบาลก็จะนำไปพัฒนาทางด้านการแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงโครงการผลิตแพทย์ เพื่อชาวชนบท ซึ่งนโยบายต่าง ๆ เหล่านี้แน่นอนผู้ที่รับผลประโยชน์ก็คือประชาชนนั่นเอง ดิฉันจะขอพูดถึงนโยบายหลัก ๆ ที่ทางรัฐบาลจะได้นำงบประมาณไปสนับสนุน โดยดิฉัน เริ่มจากการนำเงินไปดำเนินโครงการเพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางบริการสุขภาพ ในอาเซียนหรือเมดิคัล ฮับ (Medical Hub) ซึ่งในส่วนนี้รัฐบาลก็จะนำงบประมาณไปพัฒนา ศักยภาพของสถานบริการสุขภาพของประเทศไทยเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน หรือเออีซีนั่นเอง เพื่อให้มาตรฐานการดูแลรักษาคนไข้ของประเทศไทยนั้นเป็นที่ยอมรับ สู่นานาประเทศ แล้วก็จะนำงบประมาณนั้นไปพัฒนาโรงพยาบาลขนาดใหญ่ให้โรงพยาบาล ของประเทศไทยนั้นเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน แล้วเราจะนำไปต่อยอดเพื่อพัฒนา บริการการรักษาพยาบาล หรือให้ประเทศไทยของเรานั้นเป็นเซอร์วิส ฮับ (Service Hub) โดยการเน้นพัฒนาทางด้านการแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย รวมถึงแพทย์ทางเลือก จากนั้นก็จะไปต่อยอดที่การพัฒนาบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพ หรือที่เราเรียกกันว่าเวลล์เนส ฮับ (Wellness Hub) เช่น ส่งเสริมการให้ทำที่พักแบบลอง สเตย์ (Long stay) การทำสปา (Spa) เพื่อที่จะเรียกนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย แล้วก็เป็นการส่งเสริมรายได้ ให้กับประเทศเราเองด้วย และส่วนที่ ๓ ก็คือเราต้องการจะทำให้ประเทศไทยเรานั้น เป็นอะคาเดมิค ฮับ (Academic Hub) หรือว่าเป็นการจัดทำศูนย์ฝึกอบรมทางการแพทย์ และสุดท้าย ก็เพื่อเป็นการส่งเสริมการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพเช่นยาหรือสมุนไพร โดยให้ ประเทศไทยเรานั้นเป็นโปรดักท์ ฮับ (Product Hub) ซึ่งจากนโยบายเมดิคัล ฮับอันนี้ ดิฉันคิดว่า ถ้าได้รับการจัดสรรงบประมาณเข้าไปอย่างเพียงพอก็จะทำให้ประเทศไทยของเรานั้น ได้ขึ้นเป็นผู้นำทางด้านบริการสุขภาพระดับโลกได้โดยเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ แล้วก็จะเป็นการจูงใจให้ชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการในประเทศไทยด้วย แล้วก็เป็นการเพิ่มรายได้ สู่ประเทศเราค่ะท่านประธาน ดิฉันก็อยากใช้โอกาสนี้ฝากว่าให้รัฐบาลใช้งบประมาณในส่วนนี้ อย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพเพื่อที่จะพัฒนาขีดความสามารถของประเทศไทยในด้านการบริการสุขภาพ แต่ทั้งนี้จะต้องไม่กระทบต่อการบริการสุขภาพหลักของประเทศเราเองด้วย แล้วก็จะต้อง ป้องกันการจูงใจที่จะให้แพทย์นั้นไปทำงานในโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งเราควรจะต้องมีสิ่งจูงใจแพทย์ ว่าทำอย่างไรจะให้แพทย์นั้นทำงานอยู่กับโรงพยาบาลรัฐบาลเพื่อที่จะให้บริการกับประชาชน ในราคาแบบรัฐบาลด้วยค่ะ ซึ่งนโยบายทางเลือกเมดิคัล ฮับนี้ก็คงจะต้องอาศัยความร่วมมือ แบบบูรณาการจากหลาย ๆ กระทรวงด้วยกัน

ส่วนที่ ๒ ที่ดิฉันคิดว่าควรจะต้องมีการนำงบประมาณไปสนับสนุนนโยบาย ก็คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของสตรีและเด็ก เช่นในเรื่องของอนามัยเจริญพันธุ์ โดยทางรัฐบาลได้มีการคิดแผนงานการดูแลหญิงตั้งครรภ์อย่างมีคุณภาพ ซึ่งสังคมเราทุกวันนี้ ท่านประธานคะ ก็มีผู้หญิงที่บางทีมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรแล้วก็เกิดปัญหาตามมา เช่น การท้องก่อนวัยอันควร ซึ่งรัฐบาลก็คงจะรณรงค์ให้ผู้หญิงที่มีการตั้งครรภ์ได้ฝากครรภ์เร็ว ก็คือทราบว่าตัวเองตั้งครรภ์ที่ไหนก็สามารถฝากท้องได้ที่นั่นเลยในระหว่างที่อายุครรภ์ ๑๒ สัปดาห์ ซึ่งก็จะได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพเพื่อแก้ไขปัญหาการฝากครรภ์ช้า ซึ่งการฝากครรภ์ช้า ปัญหาตามมาก็คงจะเป็นปัญหาของครอบครัว อย่างเช่น อาจจะทำให้ทารกแรกเกิดมีน้ำหนักตัวน้อย หรือว่าลดภาวะการขาดออกซิเจนในเด็กแรกเกิด ลดการตายของแม่เด็ก ป้องกันแล้วก็ ควบคุมโรคที่ติดต่อทางพันธุกรรม อย่างเช่น ธาลัสซีเมียหรือเอชไอวี (HIV) ซึ่งนโยบายที่จะดูแล หญิงตั้งครรภ์ก็คงจะไปลดปัญหาในส่วนนี้ได้ค่ะ ซึ่งงบประมาณที่จะนำไปขับเคลื่อนนโยบาย ในการพัฒนาคุณภาพแล้วก็บริการของสถานบริการสาธารณสุขนี้ก็คือเพื่อที่จะทำให้เรานั้น มีความพร้อมที่จะให้บริการกับประชาชน

และอีกนโยบายหนึ่งที่ดิฉันขอสนับสนุนในการนำงบประมาณไปจัดสรรให้แก่ กระทรวงสาธารณสุขก็คือการดำเนินนโยบาย ๓ กองทุนแบบบูรณาการ นั่นก็คือ กองทุน ประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนประกันสังคม แล้วก็กองทุนสวัสดิการข้าราชการ โดยที่เรา จะเน้นการรักษาที่เป็นการเจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่แล้วก็ทั่วถึงทุกคน เพื่อที่จะลดความเหลื่อมล้ำ ในการประกันสุขภาพ เมื่อมีการบูรณาการ ๓ กองทุนนี้ นั่นหมายความว่าไม่ว่าท่านจะมีสิทธิ ในกองทุนใดก็ตาม หากท่านมีการเจ็บป่วยท่านสามารถเข้าไปที่โรงพยาบาลไหนก็ได้ โรงพยาบาลรักษาก่อนแล้วค่อยมีการตรวจสอบถึงสิทธิในการรักษาทีหลัง โดยในส่วนนี้ เราจะมีหน่วยงานคือ สปสช. ทำหน้าที่เป็นเคลียริ่ง เฮาส์ (Clearing house) หรือเป็นผู้จัดการ เรื่องค่าใช้จ่ายแทนคนไข้ไปก่อน ซึ่งดิฉันก็ขอให้กำลังใจทาง สปสช. ว่าให้ทำงานให้มีประสิทธิภาพ แล้วก็เป็นกำลังใจให้ เพราะแน่นอนว่าสิ่งที่ท่านทำนั้นคนที่ได้รับประโยชน์สูงสุดนั่นก็คือ ประชาชนของเรานั่นเองค่ะ และในส่วนนี้ในการบูรณาการของ ๓ กองทุนนี้หากมี การเปลี่ยนแปลงสิทธิในการรักษา เช่นก่อนหน้านั้นท่านอยู่ในสิทธิประกันสังคม หลังจาก ที่ท่านออกจากงานแล้วท่านอาจจะไปเข้าอยู่ในกองทุนประกันสุขภาพก็สามารถแจ้ง การเปลี่ยนแปลงสิทธิได้เลยโดยสะดวก ซึ่งแน่นอนคนที่ได้ผลประโยชน์ก็คือประชาชนนั่นเอง การรักษาก็จะเป็นการรักษาอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างก็จะเป็นมาตรฐานเดียวกันค่ะท่านประธาน แต่นโยบายนี้ปัญหาที่ผ่านมาก็คือโรงพยาบาลมักจะปฏิเสธที่จะให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วย เพราะโรงพยาบาลและคนไข้เข้าใจแตกต่างกันว่าคำว่าเจ็บป่วยฉุกเฉินคืออะไร เพราะฉะนั้น หลังจากที่ทางรัฐบาลได้รับงบประมาณในส่วนนี้ไปแล้ว ดิฉันอยากให้มีการเร่งประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจกับทั้งทางโรงพยาบาลแล้วก็คนไข้ว่านิยามของคำว่าเจ็บป่วยฉุกเฉินมีลักษณะ อย่างไรบ้าง เพื่อที่จะไม่ให้เกิดปัญหาในการปฏิเสธคนไข้ของโรงพยาบาลอีก

แล้วอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือโรงพยาบาลมักจะปฏิเสธสิทธิในการรักษาคนไข้ โดยที่อ้างกับคนไข้ว่าคนไข้ไม่มีสิทธิที่โรงพยาบาลนี้อาจจะต้องไปอยู่อีกโรงพยาบาลหนึ่ง ที่ไกลออกไป การบูรณาการของ ๓ กองทุนนี้ค่ะท่านประธานก็จะแก้ปัญหาในส่วนนี้ เพราะรัฐบาลก็จะมีงบประมาณไปสนับสนุน สปสช. ให้ช่วยแก้ปัญหาในส่วนนี้ก่อนแล้วค่ะ ดิฉันก็อยากจะฝากโอกาสนี้ไปยังกองทุนค่ะว่าเมื่อท่านได้รับงบประมาณไปแล้วก็ควรจะ ประเมินว่าแต่ละกองทุนมีผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร สามารถอำนวยความสะดวก ให้ประชาชนได้มากน้อยแค่ไหนเพื่อให้ใช้งบประมาณของรัฐบาลให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อประชาชน แต่ที่ผ่านมาดิฉันก็ต้องยอมรับค่ะว่าการนำเงินงบประมาณไปลงกับนโยบายนี้ ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากว่าจากสถิติแล้วอัตราการเสียชีวิตจากคนไข้ที่มี การเจ็บป่วยฉุกเฉินนั้นลดลงเป็นอย่างมาก และดิฉันเชื่อว่าถ้ามีงบประมาณไปสนับสนุน ในส่วนนี้ต่อไปเรื่อย ๆ แน่นอนค่ะอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคฉุกเฉินนั้นก็จะลดลงไปอีก

อีกเรื่องหนึ่งก็คือการสนับสนุนนโยบาย ๓๐ บาทพลัส (Plus) ซึ่งมีพรรคการเมือง บางพรรคเคยพูดเอาไว้ว่า ๓๐ บาทตายทุกโรค ซึ่งดิฉันขอบอกเลยนะคะว่าไม่จริง เนื่องจากว่า โครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรคนี้ตอนนี้เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ จนนานาประเทศ จะต้องมาดูงานของโครงการนี้ในประเทศไทยเรา การที่รัฐบาลจะเพิ่มสิทธิประโยชน์ เป็น ๓๐ บาทพลัส หรือ ๓๐ บาทยุคใหม่ นั่นหมายความว่าท่านจ่ายเพียง ๓๐ บาท แล้วอาจจะเพิ่มอีก ๑๐ บาท หรือ ๒๐ บาท เพื่อได้รับการบริการทางด้านสุขภาพที่ดีขึ้น จ่ายอย่างนี้ ได้รับการรักษาอย่างนี้ แน่นอนค่ะดีกว่าอยู่แบบอนาถา เพราะฉะนั้นเพื่อเป็น การลบคำสบประมาท ดิฉันจึงขอสนับสนุนให้ทางกระทรวงสาธารณสุขจัดสรรงบประมาณ เพื่อไปช่วยประชาชนในส่วนนี้ค่ะ แล้วก็นำงบประมาณไปขยายโรงพยาบาล แก้ไขความแออัด ของโรงพยาบาล รวมถึงอาจจะให้มีการรักษาคนไข้ในช่วงบ่ายด้วยเพื่อเป็นการกระจายคนไข้ จากตอนเช้าไปสู่ตอนบ่ายนะคะ และที่สำคัญที่สุดและดิฉันขอพูดเป็นอย่างสุดท้ายนั้นก็คือ ดิฉันสนับสนุนค่ะ การทำนโยบายเทเลเมดิซีน (Telemedicine) หรือว่าโทรเวชกรรม โดยผู้ที่ได้รับประโยชน์ก็คือประชาชนที่อยู่ในชนบทหรือห่างไกล ต่อไปนี้ถ้ามีการเจ็บป่วย ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปไกลถึงโรงพยาบาลแล้วท่านสามารถไปที่สถานีอนามัยใกล้ ๆ บ้าน แล้วก็อาจจะใช้วิธีเป็นวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ (Video Conference) ในการที่จะรับคำปรึกษา รับการรักษาจากแพทย์นะคะ ซึ่งดิฉันก็คิดว่ากระทรวงไอซีทีก็น่าจะมีส่วนร่วมในนโยบาย ของเรื่องเกี่ยวกับเทเลเมดิซีนนี้ด้วยค่ะ จากเหตุผลที่ดิฉันกล่าวมาข้างต้นทั้งหมดดิฉันก็ขอ ใช้โอกาสนี้สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ เพื่อที่จะให้ประเทศไทยของเรานั้นดำเนินก้าวหน้าแล้วก็พัฒนาต่อไปเพื่อเป็นการพัฒนา คุณภาพชีวิตของประชาชนนะคะ ส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีนี้ ดิฉันก็คิดว่าอาจจะเป็นพวกที่ไม่อยากเห็นประเทศที่จะก้าวหน้าหรือเดินหน้าไปกว่านี้ แต่อยากให้ประเทศย่ำอยู่กับที่ค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านธีรภัทร พริ้งศุลกะ ๕ นาที เชิญครับ

นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ สุราษฎร์ธานี 🔗

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม นายธีรภัทร พริ้งศุลกะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ จำนวน ๒.๕ ล้านล้านบาท ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อสภาเมื่อวานนี้ ผมขออนุญาตอภิปรายในประเด็นที่เกี่ยวข้อง กับยุทธศาสตร์ที่ ๓ ในจำนวน ๘ ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลคือ ยุทธศาสตร์การสร้างความเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนตามกรอบวงเงิน ๓๔๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท แผนงานเสริมสร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรเพื่อช่วยเกษตรกรให้มีความมั่นคงในอาชีพ และรายได้ สามารถจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรได้ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม ในเอกสารก็จะมีเพียงข้าวและมันสำปะหลังเท่านั้นละครับที่ได้รับการดูแล ส่วนพืชชนิดอื่น อย่างเช่น อ้อย ข้าวโพด ยางพารา หรือปาล์มน้ำมัน ไม่ได้รับการบรรจุหรือมีนโยบายอย่างไร ที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว ถามว่าทำไมครับ ตลอดระยะเวลาเกือบ ๒ ปีที่รัฐบาล ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เข้ามาบริหารประเทศก็จะมีแต่เพียงคำปลอบใจเท่านั้นนะครับ สำหรับพืชชนิดอื่น ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วน่าจะได้รับการบรรจุอยู่ในเอกสารอันนี้ด้วย ก็คือเข้าใจ เห็นใจ และพยายามแก้ไขอยู่ ความล้มเหลวของการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งยางพาราและปาล์มน้ำมัน ไม่ได้ไปถึงไหนเลยครับ ยังตกต่ำต่อเนื่องยาวนาน แล้วก็ไม่อยู่ในวิสัยที่เกษตรกรชาวสวนจะสามารถดำรงคงชีพอยู่ได้ แต่ในทางกลับกันครับ ปัญหาราคาสินค้าที่ถีบตัวสูงขึ้นจนกระทั่งมีคนเขากล่าวกันว่าแพงแล้วแพงกันทั้งแผ่นดิน ทำให้ค่าครองชีพต้องเพิ่มขึ้นสวนทางกับราคาพืชผลการเกษตรที่ตกต่ำลง เป็นปัญหาที่ เกษตรกรชาวสวนต้องเผชิญตลอด ๒ ปีที่ผ่านมา วิธีการแก้ไขของรัฐบาลก็ไม่ได้ตอบโจทย์ จนทำให้เกษตรกรชาวสวนต้องมีการรวมตัวเรียกร้อง ประท้วง ปิดถนนอย่างต่อเนื่องตลอดมา เพื่อขอให้รัฐบาลเข้ามาดูแลแก้ไขปัญหา จนทุกวันนี้มีคนที่ได้รับโอกาสเข้ามาทำหน้าที่ ในการแก้ปัญหาถึง ๓ ท่านแล้วในระยะเวลาอันสั้นเท่านั้น คนที่ได้รับโอกาสมีรถประจำตำแหน่ง ไปไหนมาไหนก็มีรถนำครับ แล้วใคร ๆ ก็เรียกขานกันว่า ฯพณฯ แต่เมื่อเข้ามาแล้วก็ไม่สามารถ แก้ปัญหาได้ ปัญหาก็ยังวนเวียนอยู่เช่นเดิม ข้อเรียกร้อง ข้อเสนอของเกษตรกรก็ยังคงวนเวียนอยู่ บนท้องถนน หรือการเข้ามาหาตำแหน่งนี้ครับเป็นเพียงโอกาสของใครบางคนเท่านั้นเพื่อจะ ได้รับโอกาสที่สูงขึ้น แต่เกษตรกรครับ ชาวสวนยางพารา หรือสวนปาล์ม คนเหล่านี้สิครับ ไม่มีที่ไปครับท่าน ต้องก้มหน้ารับผลกระทบ ต้องหาทางแก้ปัญหาและเอาตัวรอดไปวัน ๆ อนาคตสำหรับคนพวกนี้ที่จะมีรถนำหรือครับ ไม่มีหรอกครับ จะมีโอกาสก็เพียงแค่พระนำ เท่านั้นนะครับที่จะพอเป็นไปได้ รัฐบาลต้องมีหน้าที่ที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ไม่ใช่ยกคุณภาพชีวิตของรัฐมนตรีจึงจะถือเป็นความสำเร็จ รัฐบาลล้มเหลวในการแก้ปัญหา ราคายางพารา ปาล์มน้ำมันที่ตกต่ำ เกษตรกรไม่มีโอกาสลืมตาอ้าปาก ซ้ำยังถูกกระทำด้วยหนี้ ที่ตนเองไม่ได้มีโอกาสก่อและคงไม่มีโอกาสได้ใช้ต้องมารับผิดชอบ รัฐบาลนี้ไม่ได้สร้างโอกาส ให้คนได้อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน รัฐบาลเพียงแต่มีหน้าที่ในการกระจายหนี้ให้คนทุกคน อย่างทั่วถึง อะไรล่ะครับ ก็เงินจำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งดอกเบี้ยอีกรวมเป็น ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่คนไทยทุกคนถ้วนหน้าจะต้องได้รับกันคนละเป็นแสน ๆ เพราะฉะนั้น หนทางสู่หายนะของคนเหล่านี้ก็จะมีแต่สั้นลงแล้วก็เร็วขึ้น เป็นการตอกย้ำถึงความล้มเหลว โดยสิ้นเชิงโดยการบริหารของรัฐบาลชุดนี้ พวกผมเองในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เห็นความเดือดร้อนก็พยายามจะรวมตัวกันช่วยเหลือรัฐบาล เสนอแนวทางที่เป็นประโยชน์ ในการแก้ปัญหา ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมามีประสบการณ์ในรัฐบาลก่อนหน้านี้ก็คือรัฐบาลของ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่สามารถทำให้ราคายางพาราและปาล์มน้ำมันมีราคาเป็นที่น่าพอใจ เกษตรกรทุกคน ก็มีความสุข แต่ก็นั่นละครับ ความตั้งใจดีของพวกผมก็จบอยู่ที่เพียงหน้าประตูของรัฐบาล เท่านั้นนะครับ ปัญหาของรัฐบาลก็เลยคาราคาซังมาจนทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นในร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ฉบับนี้คงเป็นเพียงแนวคิดกรอบเดิม ๆ วิธีการเดิม ๆ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาทั้งปวงของเกษตรกร สุดท้ายครับท่านประธาน รัฐบาลนี้ละครับ ถึงที่สุดแล้วคนทุกคนก็จะหมดความอดทน อดกลั้น และข้อเรียกร้อง ของคนเหล่านี้ก็จะดังมากขึ้น เมื่อคนทุก ๆ คน ทุก ๆ กลุ่มที่มีปัญหาเดือดร้อนเข้ามารวมตัวกัน ถึงวันนั้นถ้าคนเหล่านี้หันมาใส่หน้ากากสีขาวกันทั้งประเทศ ผมเชื่อเลยครับถึงวันนั้นรัฐบาลเอง ก็ไม่สามารถอยู่ได้ และด้วยเหตุผลดังกล่าวทั้งหลายนี้ผมและเพื่อนสมาชิกไม่สามารถรับหลักการ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ได้ ขอขอบพระคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสรวงศ์ เทียนทอง ๑๐ นาที เชิญครับ

นายสรวงศ์ เทียนทอง สระแก้ว 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายสรวงศ์ เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระแก้ว พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นต้องขอกราบขอบพระคุณที่ได้ให้โอกาสผมได้อธิบายแล้วก็ได้อภิปรายในร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ผมเองต้องกราบเรียนกับที่ประชุม อย่างนี้ว่างบประมาณปี ๒๕๕๗ ตั้งไว้ ๒,๕๒๕,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่ก็อยากจะกราบเรียน ที่ประชุมแล้วก็พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านว่าตัวเลขอาจจะดูเยอะ แต่เมื่อเราจำแนกแจกแจง ออกมาเป็นหัวข้อ ๆ แล้ว ต้องกราบเรียนเลยว่าน่าใจหาย ตัวเลขที่ผมได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ ๒,๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นรายจ่ายประจำซึ่งก็คือ เงินเดือน เบี้ยเลี้ยงข้าราชการ ลูกจ้าง ที่ว่าเป็นรายจ่ายประจำถึง ๒,๐๑๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นรายจ่ายชดเชยเงินคงคลัง ๑๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท รายจ่ายชำระคือเงินต้นเงินกู้ ๕๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้น เงินที่คงเหลือในการบริหารจัดการหรือเรียกว่างบลงทุน ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง หลาย ๆ ท่านที่อภิปรายไปทั้งเมื่อวานแล้วก็วันนี้ เมื่อเช้านี้ได้พูดถึงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินกู้ที่ใช้ในการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ บางคนก็พูดถึงเรื่องของเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่รัฐบาลมีแนวคิดที่จะลงทุนสร้างอินฟราสตรัคเจอร์ (Infrastructure) ในประเทศเพื่อจะให้มีการจ้างงาน มีการพัฒนาประเทศต่อไป เงินจำนวนนี้ทั้ง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อย่าลืมว่ารัฐบาลได้ตั้งเอาไว้ไม่เกินวงเงินนี้ เราไม่ได้บอกว่าเราจะใช้เงินนี้ทั้งหมดแต่ไม่เกินวงเงินนี้ แล้วบางจังหวัดก็ได้รับอานิสงส์ บางจังหวัดก็ไม่ได้ ยกตัวอย่าง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทางจังหวัดสระแก้วไม่ได้เพราะไม่ได้อยู่ในกลุ่มลุ่มน้ำที่ตั้งเอาไว้ แต่พวกผมก็ต้องสนับสนุน เพราะมันเป็นผลประโยชน์ของประเทศโดยรวม กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้กล่าวถึงงบประมาณรายจ่ายเมื่อวานนี้ซึ่งมี ยุทธศาสตร์ทั้งหมด ๘ ยุทธศาสตร์ แล้วผมก็ดีใจครับที่ได้มีโอกาสเป็น ส.ส. ชายแดน แล้วก็ ได้เห็นถึงยุทธศาสตร์ที่สำคัญแล้วก็อยู่อันดับ ๑ เลยก็คือยุทธศาสตร์ในการเร่งรัดพัฒนาประเทศ และเตรียมความพร้อมสู่สมาคมอาเซียน ประเทศไทยพร้อมกับอีก ๙ ประเทศจะเข้าร่วม สมาคมอาเซียนในปี ๒๕๕๘ อีก ๒ ปีเท่านั้นนะครับ ถ้าเราดูจากสถิติต่าง ๆ ความพร้อม ของประเทศไทยถือว่าต่ำมาก รัฐบาลได้เล็งเห็นถึงการที่จะเอางบประมาณมาสนับสนุน มาพัฒนาบุคลากรในประเทศเป็นเงินไม่เยอะครับ ที่ตั้งไว้ ๑๔๕,๐๐๐ ล้านบาท ๑๔๕,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ทำอะไรบ้าง อันที่ ๑ เลยครับ การรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาท รัฐบาลจะยกระดับการศึกษาทางด้านภาษาต่างประเทศแล้วก็ฝีมือแรงงาน ท่านประธานครับ กระผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมพี่น้องที่เป็นแรงงานอยู่ในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศตะวันออกกลาง เขาชอบครับ เขาชอบฝีมือคนไทย เขาชอบในความขยันของคนไทย แต่สิ่งที่พวกเราด้อยกว่าประเทศอื่นคือเรื่องของภาษา เขาพูดด้วยซ้ำว่าถ้าประเทศไทย เก่งภาษาอังกฤษมากกว่านี้จะถูกจ้างมากกว่านี้เพราะว่าแรงงานไทยเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ รัฐบาลได้เล็งเห็นถึงการจะพัฒนาโรงพยาบาลชุมชนตามแนวตะเข็บชายแดน ๕๐ แห่ง โรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ภูมิภาค ๕ แห่ง ซึ่งก็อย่างที่ทราบกันดีนะครับ ประเทศต่าง ๆ รอบบ้านเราโดยเฉพาะคนรวย ๆ เวลาเขาเจ็บป่วยอะไรเขาจะมารักษาตัวที่บ้านเรา ข้อ ๒ พัฒนาศิลปหัตถกรรมและผลิตภัณฑ์ชุมชน อันนี้รัฐบาลใช้เงิน ๑,๗๐๐ กว่าล้านบาท ในการที่จะพัฒนาฝีมือให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน หรือที่พวกเรารู้จักกันดีครับ โอทอป ก็อยากจะฝาก รัฐบาลนิดหนึ่งนะครับว่าผมได้รับการเรียกร้องจากพี่น้องชาวโอทอปมาว่าอยากจะให้สร้าง ศูนย์แสดงสินค้าโอทอป ศูนย์ขายสินค้าโอทอป ดักไว้เลยครับจากกรุงเทพฯ ไปสุวรรณภูมิ ตรงไหนก็ได้ เหมือนที่เวลาเราไปต่างประเทศ เวลาเราจะไปขึ้นเครื่อง อย่างไร ๆ เราก็ต้อง แวะห้างนี้ ก็มีคำฝากมาจากพี่น้องชาวโอทอป อันดับที่ ๓ ก็คือส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม อันนี้ก็เป็นที่ทราบกันดีนะครับว่านายทุนขนาดใหญ่เข้ามากินพื้นที่ในการทำมาหากิน ค้าขายของพี่น้องประชาชน อันนี้เราก็ต้องสร้างความแข็งแรงให้กับผู้ที่ประกอบกิจการขนาดกลาง และขนาดย่อม ท่านประธานครับ ผู้สูงอายุ เด็ก สตรี รัฐบาลนี้มีนโยบายแน่วแน่ที่เราจะ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตให้กับพวกเขาเหล่านั้นได้มีความเป็นอยู่ที่เท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป การแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ พี่ ๆ น้อง ๆ ที่เป็น ส.ส. อยู่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรารู้กันดีนะครับว่าปัญหานี้มันไม่ใช่แก้ง่าย ๆ แล้วรัฐบาลได้เล็งเห็น ๒๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ลงไปตรงนี้ เฉพาะหน่วยงานหน่วยงานเดียวนะครับ ถ้าเราไปดูหน่วยงานย่อยอีกอีกเยอะแยะครับ การเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวแล้วก็การบริการ ท่านประธานครับ ๑๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ให้กับการท่องเที่ยว ปีที่แล้วการท่องเที่ยวของประเทศไทยสร้างรายได้ให้กับประเทศ ๙๖๕,๐๐๐ ล้านบาทครับ อย่าไปคิดนะครับว่าเราได้จากการค้าการขายมาก ธุรกิจท่องเที่ยว เป็นธุรกิจอันดับ ๑ ที่นำรายได้เข้าสู่ประเทศ พี่น้องชาวจังหวัดชลบุรี ชาวจังหวัดภูเก็ต เป็นรายได้หลักของประเทศไทยครับ ก็ฝากท่านประธานไว้ด้วยครับ ยกระดับฝีมือแรงงาน ผมได้พูดไปแล้ว การเชื่อมโยงระบบคมนาคมและเทคโนโลยีการสื่อสาร และสารสนเทศ อันนี้หลาย ๆ ท่านอาจจะคิดว่ามันอยู่ใน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว บางส่วนอยู่ครับ แต่บางส่วนต้องบรรจุลงไว้ในงบประมาณประจำ ก็อยากจะฝากท่านประธานนะครับ ผมมีเวลาไม่เยอะ แต่ก็อยากจะบอกกับพี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ ท่านสมาชิกทางฝ่ายค้าน เมื่อวานนี้ผมก็ได้รับฟังทั้งวันนะครับ แล้วก็ตกใจนิดหน่อยที่เวลาท่านสรุปแล้ว ท่านสรุปว่าท่านจะไม่รับหลักการ แต่ขอกราบเรียนกับพี่ ๆ น้อง ๆ ฝ่ายค้าน งบประมาณ ๒,๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อย่างที่เรียนให้ทราบแล้วกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ในงบประจำ ทุกจังหวัดที่ท่านรับผิดชอบอยู่จะได้รับงบประมาณอันนี้ ท่านอาจจะมองไม่เห็นหรือว่า ท่านอาจจะเห็นแย้งกับรัฐบาลบ้างบางส่วน แต่ขอเถอะครับ อย่าถึงขนาดว่าไม่รับหลักการ ในวาระที่หนึ่งซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นกรอบกว้าง ๆ เรายังมีเวลาที่จะไปถกกันในคณะกรรมาธิการ ในวาระที่สองแล้วก็วาระที่สาม ก็ขอความเห็นใจจากฝ่ายค้านด้วยว่าอย่าถึงขนาดว่าตัดเยื่อใย ไม่รับหลักการนะครับ แล้วก็ขออนุญาตสรุปว่าผมและเพื่อน ๆ สมาชิกชาวพรรคเพื่อไทย แล้วก็สมาชิกที่อยู่ในฝ่ายรัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุนร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ ของรัฐบาลครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสุชีน เอ่งฉ้วน ครับ

นายสุชีน เอ่งฉ้วน กระบี่ 🔗

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุชีน เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ กระผม ได้เสนอตัดลดงบประมาณฉบับนี้ไว้ ๕ เปอร์เซ็นต์ เนื่องมาจากว่าไม่ได้สะท้อนในการแก้ปัญหา พืชผลทางการเกษตรทั้งยางพาราและโดยเฉพาะปาล์มน้ำมัน ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน ประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐-๔,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ มีเกษตรกรที่อยู่ในภาคการปลูกปาล์มหลายแสน ครัวเรือน โดยราคาปาล์มน้ำมันที่จังหวัดกระบี่วันนี้ ผมขอพูดราคาปาล์มน้ำมันที่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ณ โรงสกัด ราคาอยู่ที่ ๓.๔๐ บาทนะครับ อยากจะบอกท่านประธานว่าราคาปาล์มนี่เราจะเห็นว่า มันมีหลายตัวขึ้นอยู่กับเปอร์เซ็นต์น้ำมันนะครับ มี ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มี ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ที่ผมเอาราคา ๑๕ เปอร์เซ็นต์มาพูดก็เพราะว่าเป็นราคาส่วนใหญ่ที่เกษตรกร ขายจริงนะครับ ท่านประธานลองดูราคาเฉลี่ยปี ๒๕๕๖ เป็นราคาที่เกษตรกรได้ขายปาล์มน้ำมัน ในรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ครับ มกราคม ๓.๓๑ บาท กุมภาพันธ์ ๓.๔๐ บาท มีนาคม ๓.๓๕ บาท เมษายน ๒.๙๕ บาท แล้วลองมาย้อนดูปี ๒๕๕๔ นะครับ ปี ๒๕๕๔ สมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์โดยท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้กำกับดูแล คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ มกราคม ๖.๗๐ บาท กุมภาพันธ์ ๙.๕๐ บาท มีนาคม ๖ บาท เมษายน ๕.๒๐ บาท เมื่อดู ๒ ปีเปรียบเทียบกันแล้วท่านประธานก็จะเห็นว่า มีความแตกต่างกันอยู่ถึงเกือบครึ่งหนึ่งหรือว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ นั่นก็หมายความว่าเกษตรกรพี่น้องชาวสวนปาล์มที่เคยขายปาล์มได้ ๓๐,๐๐๐ บาทในสมัย รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ พอมาถึงสมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็จะเหลือเพียงแค่ ๑๕,๐๐๐ บาท พูดง่าย ๆ ว่ารายรับลดลงเพียงแต่รายจ่ายยังคงเท่าเดิม ค่าเทอม ค่าแรง หรือว่าค่าใช้จ่ายในการซื้อของอุปโภคบริโภคก็ยังมีราคาสูงขึ้นด้วยซ้ำไป นี่ก็เป็นความเดือดร้อน ของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนปาล์มนะครับ ทำไมผมถึงเห็นว่านโยบายฉบับนี้ถึงไม่แก้ปัญหา ของพี่น้องชาวสวนปาล์ม ปัญหาของชาวสวนปาล์มมีอยู่คือ ๑. คณะกรรมการนโยบาย ปาล์มน้ำมันแห่งชาติหรือ กนป. โดยมีท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นประธาน มีการประชุมกันน้อยมากนะครับ เนื่องจากมีการประชุมกันน้อยมากจึงส่งผลในข้อที่ ๒ ที่ทำให้เกิดปัญหาก็คือได้มีการอนุมัตินำเข้าปาล์มน้ำมันมา ๔๐,๐๐๐ ตัน ในวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๕๕ เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีก็จะลุกขึ้นมาชี้แจงนะครับว่าวันนั้นที่อนุมัติเพราะว่า สต็อกปาล์มมันขาด สต็อกปาล์มในประเทศไทยควรจะมีอยู่ ๒๐๐,๐๐๐ ตัน เดือนเมษายน อยู่ประมาณ ๑๘๐,๐๐๐-๑๙๐,๐๐๐ ตัน แต่อย่าลืมนะครับท่านประธานเดือนเมษายนนี่คือ หน้าแล้ง หน้าแล้งนี่ปาล์มมันจะออกน้อยนะครับ ท่านอนุมัติในหน้าแล้งแต่กว่าท่านจะนำ เข้ามาเสร็จมันก็ไปชนกับหน้าฝน หน้าฝนนี่ปาล์มก็ออกเยอะนะครับเป็นธรรมดาของพืชนะครับว่า น้ำมากผลผลิตก็มาก น้ำน้อยผลผลิตก็น้อย ไม่มีน้ำก็ไม่มีผลผลิต หลังจากที่เกิดปัญหา ๒ ข้อ มาแล้วนะครับว่าท่านนำเข้ามา ๔๐,๐๐๐ ตันน้ำมัน ๔๐,๐๐๐ ตันน้ำมันถ้ามาทอนเป็นทะลาย ต้องคูณ ๖ นะครับท่านประธาน เพราะว่าน้ำมัน ๑ ลิตร ผลิตมาจากปาล์ม ๖ กิโลกรัม เท่ากับว่าท่านนำเข้ามา ๔๐,๐๐๐ ลิตร คูณ ๖ ก็จะได้ถึง ๒๔๐,๐๐๐ ตัน นั่นคือท่านไปซื้อ ปาล์มมาจากเมืองนอก ๒๔๐,๐๐๐ ตัน มันถึงส่งผลมาถึงข้อ ๓ ข้อ ๓ ก็คือทำให้สต็อก ปาล์มน้ำมันในประเทศไทยเกิน ในวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๖ สต็อกปาล์มน้ำมันของประเทศไทย เป็นอย่างไรครับ มีสูงถึง ๓๘๖,๔๖๑ ตัน นั่นก็คือว่ามีเกินอยู่ถึง ๑๘๐,๐๐๐ ตัน ประเทศไทยนี้ ควรจะมีสต็อกน้ำมันอยู่ที่ ๒๐๐,๐๐๐ ตัน แต่เนื่องจากท่านประชุมน้อยแล้วท่านไปนำเข้ามา มันก็มาเจอกับฤดูฝนปาล์มออกเยอะสต็อกก็เลยทะลุขึ้นไปถึง ๓๘๐,๐๐๐ ตัน หมายความว่า อย่างไรครับท่านประธานสต็อกเกินไป สินค้าทุกชนิดในเมื่อเกินความต้องการของตลาด มีมากกว่าความจำเป็นราคามันก็ตก ฉะนั้นพี่น้องเกษตรกรชาวสวนปาล์มจึงขายปาล์มได้ ในราคา ๒-๓ บาท อันนี้คือผลที่เกิดขึ้นมา ๓ ข้อ ข้อที่ ๔ พอเราไปเรียกร้องให้รัฐบาลมาให้ ความช่วยเหลือท่านก็ส่งเงินมาผ่านองค์การคลังสินค้าหรือ อคส. มาใช้แทรกแซง ท่านให้มา ๒ ลอต ลอตละ ๕๐,๐๐๐ บาท แต่ทั้ง ๒ ลอตที่ท่านให้มามันไม่ถึงเกษตรกรโดยตรงหรือว่า ไม่ทั่วถึง โรงงานสกัดทั้งประเทศไทยมีทั้งหมด ๔๙ โรงงาน แต่ว่ามีแค่ ๕ โรงงานเท่านั้น ที่เข้าร่วมโครงการกับท่าน และ ๕ โรงงานที่เข้าร่วมโครงการกับท่าน ๔ โรงงานอยู่ใน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ๑ โรงงานอยู่ในจังหวัดปัตตานี นั่นก็หมายความว่าพี่น้องเกษตรกร ยกตัวอย่างเช่นเกษตรกรชาวสวนปาล์มในจังหวัดกระบี่อยากไปขายปาล์มในราคาแทรกแซง ต้องทุบปาล์มจากจังหวัดกระบี่ไปขายที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันทำไม่ได้ หรือว่าไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ฉะนั้นก็หมายถึงการที่ท่านให้เงินแทรกแซงมาไม่ถึงมือพี่น้อง ชาวเกษตรกร แนวทางการแก้ไขนะครับ เราเสนอปัญหาให้กับรัฐบาลแล้วเราก็เสนอแนวทาง การแก้ไขให้ท่านด้วยนะครับ ท่านลองรับฟังไปพิจารณาดู ตอนนี้สต็อกในมือท่านเกินอยู่ ๑๘๐,๐๐๐ ตัน ท่านจะต้องทำหน้าที่อย่างไร ท่านก็จะต้องเร่งระบายสต็อกในประเทศ วิธีที่ ๑ ท่านก็อาจจะประกาศเลยก็ได้ทำน้ำมันปาล์มธงฟ้า ๕๐,๐๐๐ ลิตร หรือ ๑๐๐,๐๐๐ ลิตร แล้วแต่ว่านโยบายของท่านประกาศทำน้ำมันธงฟ้าราคาถูกขึ้นมาประชาชนก็จะได้ซื้อสินค้า อุปโภคบริโภคในราคาถูกลง เกษตรกรชาวสวนปาล์มของผมก็จะได้ขายปาล์มในราคาดีขึ้นด้วย อันนี้วิธีที่ ๑

วิธีที่ ๒ ก็คือเร่งส่งเสริมไบโอดีเซลปัจจุบันนี้เราใช้น้ำมันไบโอดีเซลอยู่ที่บี ๓ (B3) กับบี ๕ (B5) รัฐบาลควรจะไปเร่งส่งเสริมให้มีการผลิตหรือมีการใช้บี ๗ (B7) บี ๑๐ (B10) หรือบี ๒๐ (B20) บี ๗ ก็คือในน้ำมัน ๑๐๐ ลิตร ผสมน้ำมันปาล์มไป ๗ ลิตร บี ๑๐ ก็ผสม ๑๐ ลิตร บี ๒๐ ก็ผสม ๒๐ ลิตร แล้วทุกครั้งที่ผมพูดถึงเรื่องของไบโอดีเซลเกษตรกรชาวสวนปาล์มของเรา ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างสูงนะครับ เพราะว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา เป็นคนแรกที่ผลิตบี ๑๐๐ (B100) แล้วก็นำมาใช้แล้วในโครงการพระราชดำริในสวนจิตรลดา ถ้าเข้าไปแล้วเห็นรถติดสติกเกอร์ (Sticker) ว่ารถคันนี้ใช้น้ำมันปาล์ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ นี่คือ บี ๑๐๐ มีนักวิชาการคำนวณให้ผมว่าถ้านำผลผลิตปาล์มจากชาวบ้านกิโลกรัมละ ๕-๖ บาท มาผลิตเป็นบี ๑๐๐ จะตกอยู่ที่ประมาณลิตรละ ๓๕-๔๐ บาท แต่ท่านประธานลองคิดดูนะครับว่า เติมน้ำมันดีเซลธรรมดา ๓๐ บาท เงินตราจะต้องออกไปต่างประเทศ เราจะต้องไปนำเข้าน้ำมัน มาจากตะวันออกกลาง แต่ถ้าเกิดมาเติมบี ๑๐๐ ที่เป็นน้ำมันปาล์ม ๓๕ บาท หรือ ๔๐ บาท แต่ทุกบาททุกสตางค์ตกอยู่ในเมืองไทยทั้งหมด ผลประโยชน์ก็จะได้ตั้งแต่เกษตรกรที่ปลูกปาล์ม ผลประโยชน์ก็จะได้กับแรงงานที่อยู่ในโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม เงินทุกบาททุกสตางค์จะตก อยู่ในประเทศไทยนะครับ อันนี้เรื่องของไบโอดีเซล

การแก้ปัญหาในแนวทางที่ ๓ นะครับ ปัจจุบันที่จังหวัดกระบี่ของผมมี โรงงานไฟฟ้ากำลังผลิต ๓๔๐ เมกะวัตต์อยู่ ถ้าเดินเครื่องเต็มที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จะใช้ น้ำมันเตาวันละ ๑,๗๐๐,๐๐๐ ลิตรต่อวัน ตอนนี้อยู่ในขั้นทดลองนะครับ ผสมน้ำมันปาล์ม ไปแล้วประมาณเกือบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าผสมไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็จะใช้น้ำมันปาล์มประมาณ ๑๗๐,๐๐๐ ลิตรต่อวัน ๑๗๐,๐๐๐ ลิตรต่อวัน ๑ เดือนก็เท่ากับว่าใช้น้ำมันปาล์มไปประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ลิตร หรือ ๕,๐๐๐ ตัน อันนี้ตัวเลขปัจจุบันคือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ใช้ ๕,๐๐๐ ตัน แต่ถ้าเกิดได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลเพิ่มการผสมน้ำมันปาล์ม ลงไปในการผลิตกำลังไฟฟ้า สมมุติเพิ่มเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ก็จะใช้น้ำมันปาล์ม ๑๐,๐๐๐ ตัน ต่อเดือน ถ้าเพิ่มไปได้ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ก็จะใช้น้ำมันปาล์มถึง ๒๕,๐๐๐ ตันต่อเดือน และถ้าเกิดประเทศไทยสามารถนำน้ำมันปาล์มไปผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จะใช้น้ำมันปาล์มถึง ๕๐,๐๐๐ ตันต่อเดือน ท่านประธานลองฟังดูนะครับ เมื่อสักครู่ข้อ ๒ ที่ผมบอกว่าสต็อกประเทศไทยเกินอยู่ ๑๘๐,๐๐๐ ถ้าเราสามารถใช้ได้ถึง ๕๐,๐๐๐ ตันต่อเดือน ๔ เดือนก็หมดแล้วครับ ๑๘๐,๐๐๐ และแถมทีนี้จะไม่พอด้วยซ้ำไป แนวทางการแก้ไข ที่กระผมได้นำเสนอต่อรัฐบาลสรุปได้ ๓ อย่างนะครับ ๑. ก็เอามากินทำเป็นน้ำมันพืช ๒. เอามาเติมรถยนต์ แล้วก็ ๓. เอามาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่สามารถทำให้ประเทศไทยอยู่อย่างยั่งยืนได้นะครับ เขาบอกว่าในอีก ๕๐ ปีข้างหน้าน้ำมันที่มาจากการทับถมของฟอสซิล (Fossil) กำลังจะหมดนะครับ ถ้าเรา วางแผนไว้ดี ๆ ปลูกปาล์ม กินก็ได้ เติมรถยนต์ก็ได้ ผลิตกระแสไฟฟ้าก็ได้ จะเป็นความยั่งยืน ของประเทศไทยนะครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจง

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี 🔗

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ขออนุญาตท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติในที่นี้ ใช้เวลาเล็กน้อยในการชี้แจงข้อมูลเบื้องต้นนะคะ จากคำถามท่านสมาชิกหลายท่านในเรื่องของ แนวทางในการจัดทำงบประมาณนั้นว่ารัฐบาลไม่มียุทธศาสตร์ในการจัดทำ หรือว่ายุทธศาสตร์ต่าง ๆ ที่ไม่ชัดเจน ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านสมาชิกว่าจริง ๆ แล้วในส่วนของรัฐบาลเรามี การพูดคุยกันในเรื่องของยุทธศาสตร์ประเทศมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว แล้วก็ได้นำเอา ยุทธศาสตร์นี้มาปรับในการทำงบประมาณนะคะ ก็เสียดายท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรไม่อยู่ ในที่นี้ด้วยนะคะ ก็จะขอใช้เวลาเล็กน้อยในการสรุปให้ที่ประชุมแล้วก็ขออนุญาตนำส่ง ยุทธศาสตร์ประเทศมอบผ่านท่านประธานค่ะ

เรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ในส่วนของการจัดทำยุทธศาสตร์ แล้วก็การปรับปรุงงบประมาณนั้นเราก็ได้มีการระดมสมองจากทางด้านของปลัดกระทรวง แล้วก็หน่วยราชการที่เทียบเท่า ก็ได้สรุปรวมโดยการตั้งจากปัญหาที่สำคัญของประเทศว่า วันนี้ประเทศเรามีปัญหาอะไร เราจะต้องปรับปรุง แล้วยุทธศาสตร์นั้นจะต้องสอดคล้อง กับปัญหาที่เกิดขึ้น

ก็เรียนว่าเรื่องแรกคงเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าขีดความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศลดลงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศในอาเซียนอื่น ๆ ด้วย เราขาดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมาเป็นเวลานานแล้วก็ต่อเนื่อง

อันที่ ๒ ก็คือความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่เราจะเห็นว่าช่องว่างของรายได้ ของผู้มีรายได้น้อยกับผู้ที่มีรายได้มากนั้นสูงขึ้นและยังไม่มีอัตราที่แคบลง ก็ตรงนี้ แล้วก็โดยเฉพาะ การกระจายความเจริญไปยังภูมิภาคอื่น ๆ แล้วอีกส่วนหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือว่าวันนี้เกิดขึ้นแล้ว ก็คือความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ ก็ต้องเรียนว่าคำว่า ไม่สมดุลนี้ อย่างแรกก็คือว่ารายได้ ของประเทศนั้นพึ่งพาการส่งออกถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ วันนี้ก็จะเห็นชัดว่าได้สะท้อนความไม่สมดุลนี้ จากความผันผวนของเศรษฐกิจ จะเห็นว่าในส่วนของเงินบาท ค่าเงินบาทที่แข็งค่านั้น ก็มีผลกระทบต่อผู้ส่งออก แน่นอนก็กลับมาสะท้อนถึงจีดีพีภาพรวมของประเทศ เราจึงต้อง มาร่วมกันในการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศให้มากขึ้น ซึ่งในส่วนของ รัฐบาลเองก็ได้มีการเน้นในเรื่องของนโยบายต่าง ๆ ที่ต้องการสร้างความเจริญ แล้วก็ โดยเฉพาะการกระจายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ

อันสุดท้าย ปัญหาที่เราพบกันอยู่ก็คือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก ก็ขาดความสมดุลเช่นกัน เมื่อปี ๒๕๕๔ เราพูดกันถึงเรื่องของภาวะน้ำท่วม ปีนี้เราพูดถึงภาวะแล้ง ซึ่งตรงนี้เองก็คือเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำอย่างไรในการบริหาร แล้วก็การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน แล้วก็การดูแลการใช้น้ำอย่างเต็มประสิทธิภาพ ป้องกันน้ำท่วม แล้วก็รวมถึงการที่จะทำอย่างไร ให้น้ำนั้นสามารถที่จะใช้เพื่อการบริโภค แล้วก็เพื่อภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอย่างทั่วถึง

จากที่เราได้มีการสรุปปัญหาทั้งหมดก็มาเป็นที่มาของยุทธศาสตร์ประเทศค่ะ ยุทธศาสตร์ประเทศนั้นก็ได้แบ่งเป็น ๔ ด้านด้วยกัน ด้านแรก ก็คือการเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขัน ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราต้องพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง ยุทธศาสตร์นี้ก็เพื่อให้ประเทศไทย มีความสามารถที่จะแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในทุก ๆ มิติ ก็ขออนุญาตเรียนว่าในส่วนนี้ ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ก็คือการลดความเหลื่อมล้ำ ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ก็คือการเติบโตที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม แล้วสุดท้ายก็คือการปรับสมดุลแล้วก็การปรับรูปแบบระบบการบริหารจัดการภายใน ของภาครัฐเพื่อที่จะได้สะท้อนและตอบโจทย์ในเรื่องของการพัฒนาประเทศต่อไป เดี๋ยวดิฉัน คงจะมีเรียนในรายละเอียดต่อไปค่ะ

จากการทำงบประมาณเราก็มีการบูรณาการจาก ๒ ส่วนด้วยกัน ก็คือการที่เรา พิจารณาคำขอในพื้นที่ ก็คือหมายความว่าคำขอจากส่วนราชการทุกจังหวัด ทุกพื้นที่ เพื่อให้ ได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน ซึ่งเรามองการที่เราต้องทำงานในส่วนของงบประมาณนั้นแบ่งเป็น ๒ ส่วน ก็คืองบประมาณทางด้านของการที่เราต้องตอบโจทย์การให้บริการพื้นฐานตาม แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนะคะว่าจะต้องมีการเติมเต็มในส่วนของสวัสดิการต่าง ๆ พื้นฐานต่าง ๆ ของพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง แล้วอีกส่วนหนึ่งก็คือการที่เราบูรณาการยุทธศาสตร์ชาติ ตามที่ได้เรียนมา ๔ ข้อข้างต้นนั้น และรวมถึงนโยบายของรัฐบาลที่มีการแถลงไว้ต่อรัฐสภา ก็บูรณาการทั้ง ๒ ส่วนนี้เข้ามาด้วยกัน กลายเป็นยุทธศาสตร์ในการจัดสรรงบประมาณ อันนี้ก็ขออนุญาตเรียนว่าเราได้สะท้อนในส่วนนี้ ฉะนั้นก็ขออนุญาตใช้เวลาอีกเล็กน้อย ในการชี้แจงในส่วนของยุทธศาสตร์ประเทศว่าถ้าเรามามองอีกมุมหนึ่งของงบประมาณว่า ถ้าแบ่งงบประมาณในส่วนของยุทธศาสตร์ ๔ ด้านนั้นเราจัดสรรงบประมาณอย่างไร อันนี้ ต้องเรียนว่าเป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณที่เราจัดสรรเพื่อยุทธศาสตร์ประเทศ และเราก็ยังมี ในส่วนของทั่วไปก็คือตามพื้นฐานแห่งรัฐเช่นกัน ในส่วนนี้ถ้าดูจากกราฟก็จะเห็นว่าเราให้ความสำคัญ ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อย่างเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ก็เป็นการดู ในเรื่องของการเชื่อมโยงของร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้แน่ใจว่าเมื่อเรา มีการลงทุนแล้วก็ต้องเชื่อมโยงไปยังชุมชนอย่างแท้จริง แล้วก็เชื่อมโยงโดยเฉพาะจากต้นน้ำ กลางน้ำ ไปยังปลายน้ำด้วย แล้วก็เรื่องของการพัฒนาอุตสาหกรรมภาคการเกษตร แล้วก็ ในส่วนของงบวิจัยค่ะ อันนี้เป็นภาพรวมของงบวิจัย ก็เรียนยันว่ารัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับงานวิจัย แล้วที่สำคัญ เราอยากเห็นงานวิจัยที่อยู่ในนักวิจัยทั้งหลายที่มีความสามารถของเรานั้นได้นำเอาไปสู่ภาคเอกชน ได้นำเอาไปสู่ภาครัฐเพื่อได้ใช้งานวิจัยนี้อย่างเต็มขีดความสามารถ เราจะทำทั้ง ๒ ส่วน ปีนี้งบวิจัยเทียบงบประมาณจากปี ๒๕๕๖ นั้นเราเพิ่มขึ้นถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วนอกจากนั้น เรามีการบูรณาการในส่วนงานของวิจัยทั้งหมดของภาครัฐเพื่อบูรณาการไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อน มีการประชุม ๒-๓ ครั้งแล้ว แล้วก็รวมถึงมีการประชุมร่วมกับภาคเอกชนด้วย ซึ่งโดยเฉพาะ ภาคเอกชนกลุ่มเอสเอ็มอีที่ต้องการความช่วยเหลือในเรื่องของการใช้งานวิจัยนี้ เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์แล้วก็ภาคอุตสาหกรรมด้วย

ในส่วนที่ ๒ ยุทธศาสตร์เรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำ ลดความเหลื่อมล้ำนี้ เป็นปัญหาและปัจจัยหลัก เราก็มีการจัดสรรงบประมาณในส่วนของการลดความเหลื่อมล้ำนั้น ในเรื่องของการยกระดับคุณภาพชีวิต เราเองเน้นในเรื่องของการที่จะทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชนนั้น ได้เข้าถึงสวัสดิการของภาครัฐอย่างเท่าเทียมกัน แล้วการกระจายลงไปในส่วนจังหวัดต่าง ๆ ในภูมิภาคก็ต้องเรียกว่าเราเน้นในการกระจายอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน นี่ก็คือสิ่งหนึ่ง ที่ได้มีการจัดสรรงบประมาณนี้ แล้วก็ยังเป็นงบประมาณในการจัดสรร การจัดสวัสดิการ และรวมถึงการสร้างโอกาสให้กับชุมชนด้วย และหลาย ๆ ส่วนเราก็ได้มีการบูรณาการ การบริหารจัดการในการดูแลให้เข้าถึง แล้วก็การช่วยเหลือเด็ก สตรี ผู้สูงอายุและผู้ด้อยโอกาสด้วย โครงการทางด้านของศูนย์ช่วยเหลือสังคมโอเอสซีซี (OSCC) ซึ่งตรงนี้เราก็มีการบูรณาการ ของภาครัฐร่วมกัน ที่นอกเหนือจากงบประมาณปกติก็จะมีการจัดการในเรื่องของการบริหารจัดการ เช่นกันค่ะ

ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ก็คือยุทธศาสตร์เรื่องของการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็ต้องเรียนทางด้านท่านสมาชิกทุกท่านว่าวันนี้เรามีการพัฒนาเศรษฐกิจแล้วก็อุตสาหกรรม เป็นอย่างมากโดยเฉพาะในเมืองความเจริญ แต่ขณะเดียวกันนั้นผู้ที่อยู่ในสังคมเมืองหรือใกล้ อุตสาหกรรมก็ต้องการสิ่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและต้องการที่จะมีภาวะต่าง ๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดี เราจึงต้องทำงานสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ควบคู่กันไป แล้วก็มีการจัดสรรในเรื่องของการดูแล ด้านการเพิ่มของการจัดการทรัพยากรป่าไม้ การบริหารจัดการน้ำ แล้วก็บริหารทรัพยากรธรรมชาติ ที่บูรณาการกับการบริหารการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งในส่วนนี้ก็จะแก้ปัญหาทั้งเรื่องของ ภัยแล้งแล้วก็น้ำท่วมไปในคราวเดียวกันด้วย

ยุทธศาสตร์ที่ ๔ ก็คือการบริหารราชการแผ่นดิน ก็ต้องเรียนว่าเป็นสิ่งสำคัญ ที่เราต้องมาร่วมกันในการปรับปรุง ส่วนตรงนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณสูงแต่จะเป็นการบูรณาการ การทำงานของภาครัฐ วันนี้จะเห็นว่าการทำงานนั้นมีหลายกระทรวงมาก แต่วันนี้รัฐบาลนี้ ได้ร่วมกันในการบูรณาการหลาย ๆ โครงการ อย่างเช่นเรื่องของสังคม เรามองสังคมอย่างเช่น เรื่องของการศึกษาเราเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เราเน้นช่วงอายุตั้งแต่เด็กแรกเกิดหรือว่า อยู่ในครรภ์มารดาไปจนถึงตลอดช่วงชีวิต แล้วให้กระทรวงต่าง ๆ นั้นบูรณาการเราก็จะทำงาน แบบนี้มากขึ้นเพื่อที่จะได้มองในช่วงมิติของคนอย่างครบวงจร แล้วในส่วนนี้งบประมาณ ในการจัดสรรเราก็ยังได้มีการเพิ่มงบประมาณในการจัดสรรเพิ่มจากปี ๒๕๕๖ ในส่วนของ ปัญหาความมั่นคงทางชายแดนภาคใต้ก็สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ๒๓ เปอร์เซ็นต์ เป็นเม็ดเงิน ประมาณ ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็จะเน้นในเรื่องของการบูรณาการทั้งเรื่องของการรักษาความสงบ ตามกรอบนโยบายความมั่นคงแห่งชาติที่ได้มีการนำเสนอไว้ต่อรัฐสภา แล้วก็รวมถึงงานพัฒนาต่าง ๆ แล้วก็การร่วมกันในการเสริมสร้างเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

กล่าวโดยสรุปในส่วนของงบประมาณในการจำแนกตามยุทธศาสตร์ประเทศ ถ้าดูตรงนี้ในส่วนของยุทธศาสตร์ประเทศนั้นเราก็จะให้น้ำหนักในส่วนของการลดความเหลื่อมล้ำค่ะ นั่นแปลว่าที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรบอกว่ารวยกระจุกจนกระจาย ก็ต้องเรียนว่า นโยบายในส่วนนี้เราเน้นเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำนั่นคือการกระจายแล้วก็ให้โอกาส อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน

แล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่ง ขออนุญาตเรียนว่าเพิ่งได้รับการรายงานอย่างเป็นทางการ เมื่อวานนี้จากไอเอ็มดี เวิลด์ คอมเพทิทีฟเนส เยียร์บุ๊ค (IMD World Competitiveness Yearbook) รายงานมาเมื่อวานนี้เองว่าศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในภาพรวมเทียบกับปี ๒๕๕๕ นั้นดีขึ้นค่ะ จะเห็นว่าเรามีปัญหาเรื่องของอุทกภัย ความสามารถในการแข่งขันของเราตกจากอันดับที่ ๒๗ มันเป็นอันดับที่ ๓๐ วันนี้เรียนว่าผลนี้ออกมาเป็นทางการเมื่อคืนนี้ก็กลับมาอยู่ที่อันดับที่ ๒๗ ถามว่าการปรับปรุงนี้อันดับที่ ๒๗ จากทั้งหมด ๖๐ ประเทศมีอะไรบ้างในส่วนที่เราปรับปรุงขึ้นนะคะ อันแรกก็คือผลงานด้านเศรษฐกิจก็ปรับปรุงจากอันดับที่ ๑๕ เป็นอันดับที่ ๙ ก็ดีขึ้นจากอันดับที่ ๑๕ ขึ้นมาเป็นอันดับที่ ๙ ในส่วนนี้อย่างที่เรียนว่าพื้นฐานของประเทศเรามีความแข็งแกร่ง ถ้าเรา ช่วยกันบูรณาการอย่างเต็มที่ก็เชื่อว่าเราจะได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเติบโตไปได้ ในส่วนประสิทธิภาพ ของรัฐบาลจากอันดับที่ ๒๖ ก็เป็นอันดับที่ ๒๒ ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจก็ดีขึ้นเช่นกันค่ะ ในส่วนของภาคธุรกิจนั้นเพิ่มขึ้นมาจากอันดับที่ ๒๓ ไปเป็นอันดับที่ ๑๘ นะคะ แต่ยังมีในอีกส่วนหนึ่ง ที่ปรับปรุงเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก็คือสถานะทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน ก็เปลี่ยนจากอันดับที่ ๔๙ มาเป็นอันดับที่ ๔๘ ซึ่งตรงละค่ะพื้นฐานแล้วก็รวมถึงงานวิจัยด้วย ก็ตรงกับงบประมาณที่เรา ได้เน้นในส่วนของการเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแล้วก็งานวิจัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขัน

สุดท้ายนี้เรียนว่า ดิฉันได้ยินหลายท่านที่อาจจะยังมีข้อสงสัยว่าในส่วนของ การกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการลงทุน ที่เสียเปล่า เป็นการกู้เงิน ดิฉันก็ขออนุญาตเรียนว่า ๑. ก็เพื่อตอบโจทย์ในการเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขัน และที่สำคัญการลงทุนใช้เม็ดเงินนี้ไม่ได้สูญเปล่าค่ะ เป็นการลงทุนเพื่อก่อให้เกิด รายได้กลับเข้าสู่ภาครัฐทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้นการลงทุนนี้เราต้องการลงทุนเพื่อให้เกิด รายได้ ถ้าการที่เราใช้เงินลงทุนแล้วถูกเอาไปเป็นค่าใช้จ่าย อันนี้แน่นอนจะไม่กลับสะท้อน ถึงรายได้ของประเทศในระยะยาว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานนี้ก็เหมือนการลงทุนที่จะเป็น สมบัติกลับคืนสู่ภาครัฐ มีโครงสร้างพื้นฐาน มีรถไฟความเร็วสูง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ให้กับคน ในประเทศแล้วก็ให้ลูกหลานของเราได้ใช้ต่อไป ถ้าถามว่าประโยชน์จากการลงทุนนี้ก็คือ การลงทุนที่มีผลตอบแทนทางตรงก็คือการที่เรามีคมนาคมขนส่งที่จะเพิ่มขีดความสามารถ เราจะเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อมคอนเนกทิวิตี (Connectivity) นี้เพื่อให้เกิดรายได้ใหม่ เราประหยัดต้นทุนการขนส่ง และยังไม่รวมในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่จะได้รายได้จากค่าโดยสาร แล้วก็ค่าขนส่งสินค้านะคะ แต่สำหรับผลตอบแทนทางอ้อมก็คือคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนดีขึ้น โดยเฉพาะในต่างจังหวัดสามารถที่จะอาศัยอยู่ในต่างจังหวัดแล้วกลับเข้ามาทำงานในเมืองกรุงได้ อันนี้ก็จะทำให้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ครอบครัวมีโอกาสมีเวลาที่จะได้เจอกันมากขึ้นเพราะว่า ระยะเวลาในการเดินทางนั้นร่นลง แล้วค่าใช้จ่ายต่าง ๆ นั้นก็สามารถที่จะรองรับได้ในบางพื้นที่ แล้วก็เกิดความเจริญทางด้านเศรษฐกิจโดยรอบชุมชนนะคะ ยกตัวอย่างก็จะเห็นว่าที่จะเห็น หลาย ๆ ครั้งอย่างเช่นในกรุงเทพมหานครมีรถไฟฟ้าเกิดขึ้นที่ไหนท่านก็จะเห็นว่าจะมีร้านค้าต่าง ๆ แล้วมีความเจริญของชุมชนเกิดขึ้นที่นั่น เราอยากเห็นอย่างนี้กระจายทั่วประเทศค่ะ ก็ขออนุญาตเรียนสรุปกับท่านสมาชิกที่เคารพเพียงเท่านี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล เชิญครับ

นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สุโขทัย 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออภิปรายเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ในงบประมาณ ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อสักครู่ท่านนายกรัฐมนตรีเองนั้น ได้ชี้แจงต่อสภาเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ประเทศใน ๔ หัวข้อ หัวข้อที่ ๑ ท่านบอกว่าปัญหาของ ฝีมือแรงงานไทยไม่มีคุณภาพ ไม่มีฝีมือ ปัญหาที่ ๒ คือความเหลื่อมล้ำทางสังคม ปัญหาที่ ๓ คือความไม่สมดุลทางด้านเศรษฐกิจ และปัญหาที่ ๔ คือการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ สภาพของโลก ท่านประธานครับ ปัญหาที่มันเกิดขึ้นทุกวันนี้ผมว่าท่านนายกรัฐมนตรี ก็ทราบดีอยู่แล้วในรัฐบาลชุดนี้ ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เกิดขึ้นก็เพราะว่าอะไร อย่างที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านพูดเมื่อวาน ในสภาแห่งนี้นะครับ ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คือรวยกระจุกจนกระจายนั่นเองครับ อันนี้ละครับ คือความเหลื่อมล้ำทางสังคมนั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาฝีมือแรงงานไร้คุณภาพ อันนี้ ก็คือปัญหาที่แท้จริงเหมือนกันนะครับ เพราะว่ามันจะไปโยงเกี่ยวกับเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการนั้นในการเรียนการสอนผมไม่ทราบเหมือนกันว่ายุคนี้ทำไมท่าน ไปขึ้นป้ายเกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญ เอางบของกระทรวงศึกษาธิการไปขึ้นหรือเปล่าครับ ผมเรียนถามท่านครับ กระทรวงศึกษาธิการแทนที่จะมีนโยบายในด้านการศึกษาอย่างแท้จริงว่า ท่านจะปฏิรูปการศึกษาอย่างไร จะอุดหนุนทางด้านการศึกษาอย่างไร กลับไม่มีคำตอบ ที่ชัดเจนในเรื่องนี้ กลับไปให้โรงเรียนซึ่งเด็กไม่รู้เรื่องเลยในเรื่องของแก้รัฐธรรมนูญไปขึ้นป้าย ทั้งประเทศ แล้วให้โรงเรียนขึ้นป้ายหน้าโรงเรียนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเรียกร้อง ประชาธิปไตยอย่างนั้นหรือครับ ทำไมท่านไม่มีนโยบายการศึกษาที่ชัดเจนในเรื่องของ คุณภาพการศึกษา หรือว่าการเรียนการสอนเพื่อที่จะให้เด็กนักเรียน ไม่ว่าจะเป็น นักเรียนสายอาชีวะ จบไปแล้วมีฝีมือแรงงานแล้วก็ไปหางานทำตามที่ตลาดต้องการได้ อันนี้ก็ฝากต่อท่านประธานไปถึงกระทรวงศึกษาธิการ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลที่ผ่านมา ก่อนตอนหาเสียงได้ประกาศแล้วก็หาเสียงมาว่าจะกระชากค่าครองชีพลง เพื่อที่จะเรียกร้อง ให้ประชาชนลงคะแนนเพื่อหวังที่จะมาเป็นรัฐบาล และผลสุดท้ายท่านก็ได้สมหวังในการที่มา จัดตั้งรัฐบาลเป็นรัฐบาล แต่ผลสุดท้ายท่านไม่สามารถที่จะปฏิบัติตามคำพูดได้นะครับ เท่ากับว่ารัฐบาลนี้เป็นการหลอกลวงต้มตุ๋นพี่น้องประชาชน อย่างเช่นในเรื่องที่จะกระชาก ค่าครองชีพเกี่ยวกับเรื่องจะลดราคาสินค้า แล้วเป็นอย่างไรครับทุกวันนี้ราคาสินค้าในตลาด พุ่งขึ้นทุกวัน ค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนสูงขึ้น ๆ ทุกวัน โดยที่เป็นข่าวคราว และใหญ่โตทุกวันนี้ก็เรื่องไข่ใช่ไหมครับท่านประธาน ไข่ที่บอกว่าแล้วไปโทษว่าอากาศมันร้อน ไปโทษต่าง ๆ นานา แล้วไปโทษไก่ แต่ทำไมไม่นึกถึงตัวเองในการบริหารประเทศที่ว่าจะไป แก้ปัญหาอย่างไรให้กับพี่น้องประชาชนในการที่ซื้อไข่แล้วถูกลง ท่านประธานครับ ผมได้มี โอกาสเข้าไปในมินิมาร์ทบางแห่ง ไปเห็นไข่ตั้งไว้ครับ เดี๋ยวนี้เขาทำแผงเล็ก ๆ ๔ ลูกครับ ผมไปถามว่าขายเท่าไร ในแผงนั้นเขาบอกว่า ๒๕ บาทที่เขารับมานะครับ แต่เขาขาย ๓๐ บาท ท่านประธานคิดดูว่าในแผง ๒๕ บาทนี้ท่านลองหารสิครับ ๔ ลูกมันตก ๖.๒๕ บาท แต่เขาขายลูกละประมาณ ๗ บาท ๘ บาทครับ ไม่น่าเชื่อว่าไข่นี่ถ้าซื้อตามห้าง ตามมินิมาร์ท มันตกลูกละ ๗-๘ บาทซึ่งมันแพงมากครับ แต่ถ้าท่านซื้อตลาดทั่วไปมันอาจจะถูกลงมานิดหนึ่ง อาจจะอยู่ที่ ๕ บาทกว่า ๖ บาท มันไม่มียุคไหนครับท่านประธาน ที่ไข่แพงถึงขนาดนี้ เมื่อสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ลูกละ ๒ บาทกว่า ๓ บาท ท่านยังติว่าแพงเลยครับ แต่มายุคนี้ มันแพงยิ่งกว่าอะไรอีก ไม่ทราบว่าท่านแก้ปัญหาตรงนี้ได้อย่างไร อีกเรื่องหนึ่งครับ เรื่องค่าครองชีพที่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องไฟฟ้า สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ครับท่านประธาน ไฟฟ้าใช้ฟรีไม่เกิน ๙๐ หน่วย มายุคนี้รัฐบาลชุดนี้ให้เหลือไม่เกิน ๕๐ หน่วย ท่านประธาน ทราบไหมครับ ที่จังหวัดพิษณุโลกที่เป็นข่าว เด็กตาย ๒ คนเกิดจากอะไรครับ การไฟฟ้า ไปตัดไฟในบ้านของเด็ก ๒ คนนั้นครับ ซึ่งแม่ของเขาทำงานอยู่ที่ร้านหมูกระทะ โทรศัพท์มาหาแม่ บอกว่าไฟฟ้าไม่มีใช้ถูกตัด แม่เลยบอกว่าให้ไปซื้อเทียนไขมาจุดดูหนังสือไปก่อน ผลสุดท้ายเด็กจุดเทียนไขดูหนังสือแล้วเผลอหลับไปครับ พอเทียนไขละลายหมดไฟไหม้บ้านแล้วดับ แล้วคุณแม่เขาพูดอย่างไรครับ แม่เขาบอกว่าถ้าเป็นสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ลูกเขาจะไม่ตาย บ้านจะไม่ถูกไฟไหม้ เพราะว่าเขาใช้ไฟฟรีอยู่ครับ อย่างนี้แล้วจะมาบอกว่าลดค่าครองชีพลง ได้อย่างไร ก็ฝากถึงท่านประธานว่าปัญหาของรัฐบาลชุดนี้ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะการบริหารประเทศ ที่ล้มเหลว สร้างปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก

อีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธานในเรื่องสุดท้าย ซึ่งเกี่ยวโยงกับเครือข่ายพี่น้อง บ้านมั่นคงและสวัสดิการสังคมซึ่งตอนนี้มาเรียกร้องอยู่ที่หน้าสภาของเราครับ ซึ่งไปโยง เกี่ยวกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีงบประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเครือข่ายนี้เขาเคยได้รับเงินงบประมาณประมาณ ๑,๓๐๐ ล้านบาท แต่ปีนี้ไปตัดเหลือแค่ ๕๐๐ ล้านบาท เขามาเรียกร้องในเรื่องของงบประมาณต่อสภาแห่งนี้อยู่ที่หน้าสภา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาเสนองบประมาณใน ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้ารัฐบาลไม่สามารถจัดได้ให้เท่าเดิมกับปีที่ผ่าน ๆ มา ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท เขาก็ยังพอใจ แต่ทุกวันนี้เหลือ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นกระทรวงที่ดูแลตั้งแต่เด็กจนคนแก่ ไม่ว่าจะเป็นเกิดหรือตาย ฉะนั้นมีความสำคัญมาก ก็ฝากต่อท่านประธานถึงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ว่าการที่ท่าน ไปตัดงบตอนนี้เขามาเรียกร้องแล้วที่หน้าสภาแห่งนี้ ก็อยากจะให้ดูแลพี่น้องประชาชน อย่างทั่วถึง ต้องขอบคุณมากครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะชี้แจงเชิญครับ

นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม นายยุคล ลิ้มแหลมทอง ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขออนุญาตชี้แจงประเด็น ที่เกี่ยวข้องกับทางส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่รับผิดชอบอยู่นะครับ เมื่อวาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณาให้ความสำคัญกับงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อย่างมาก แล้วก็ได้เป็นห่วงว่ากระบวนการในการปรับโครงสร้างทางด้านการเกษตรนั้น ได้มีการดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง แล้วก็มีการวางมาตรฐาน มีการวางมาตรการ ในการของบประมาณอย่างไร ผมขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับว่างบประมาณของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปีนั้น ก็ต้องกราบเรียนว่าได้มีการดำเนินการตามแนวทาง ที่ทางท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณานำเรียนในเรื่องของคันทรี สแทรทิจี (Country strategy) หรือว่ายุทธศาสตร์ประเทศ โดยเน้นน้ำหนักไปอยู่ที่เรื่องของการที่จะเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขัน

ในส่วนของโครงสร้างทางด้านการเกษตรที่ทางท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้กรุณาเน้นในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสมาร์ท ฟาร์เมอร์ ต้องการาบเรียนว่าอันนี้ เป็นเรื่องหนึ่งที่ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการในลักษณะที่ต้องการจะ ปรับเปลี่ยนแนวความคิดของพี่น้องเกษตรกร แล้วก็สร้างศักยภาพของพี่น้องเกษตรกร ให้มีขีดความสามารถในการที่จะแข่งขันได้ โดยการเน้นในการที่จะให้เกษตรกรเองนั้น มีความรู้ที่เกี่ยวข้องกับทางด้านการเกษตรที่ตัวเองประกอบอาชีพนั้นอยู่ มีความคิด ในการที่จะวางแผนให้เป็น ว่าวางแผนในการผลิตนั้นจะต้องมีการผลิตที่สอดคล้องกับ การตลาดรองรับ แล้วก็ต้องเป็นผู้ที่มีความเข้าใจถึงเรื่องการผลิตที่จะต้องผลิตสินค้า ที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และในขณะเดียวกันต้องสามารถที่จะคำนึงถึง ความปลอดภัยของสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นด้วย เพราะว่าในปัจจุบันนี้ในเรื่องของทางด้าน สิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ซึ่งอันนี้ก็เป็นนโยบายที่ทางท่านนายกรัฐมนตรี ได้ให้ไว้ในเรื่องของยุทธศาสตร์ประเทศ แล้วทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ได้มีการตั้ง งบประมาณในการที่ดำเนินการในส่วนของสมาร์ท ฟาร์เมอร์เอาไว้ ในปีนี้อยู่ที่ประมาณ ๔๔๖ ล้านบาท ซึ่งใน ๔๔๖ ล้านบาทนั้นทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองได้เน้น ในการที่จะพัฒนาเกษตรกรที่จะเข้าสู่ในระบบสมาร์ท ฟาร์เมอร์ที่ประมาณ ๑๘๐,๐๐๐ ราย ที่จะเข้ามาในส่วนของที่ทำให้มีรายได้สูงขึ้นโดยที่ตั้งเป้าของรายได้เอาไว้โดยเฉลี่ยต่อปี ต่อครอบครัวนั้นต้องเท่า ๆ กับแรงงานที่ประมาณ ๓๐๐ บาทต่อวัน นั่นก็คือประมาณ ๑๘๖,๐๐๐ รายต่อวัน แล้วก็เป็นงบประมาณที่ใช้ในการที่จะให้ตัวเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์เข้าไปหาตัวเกษตรกรโดยการแก้ไขปัญหาเป็นลักษณะของการทำงานเป็นเฉพาะราย แบบเดียวกับเป็นหมอเข้าไปหาตัวเกษตรกรรักษาเป็นรายนะครับ ไม่ใช่เป็นการรักษาลักษณะที่เป็นหว่านแหหรือว่าจัดหลักสูตรฝึกอบรมโดยที่เกษตรกรเข้ามา แล้วไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาโดยตรงกับเขานะครับ อันนี้ก็เป็นการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของ ตัวเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ในขณะเดียวกันนั้นก็เน้นในการที่จะให้ องค์ความรู้กับตัวพี่น้องเกษตรกรให้มีการพัฒนาตัวเอง โดยมีงบประมาณในการที่จะทำ ทีวี (TV) เกษตรนะครับ แล้วก็ตั้งศูนย์สารสนเทศในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อที่จะ รวบรวมองค์ความรู้ต่าง ๆ จากหน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มี การศึกษาค้นคว้า วิจัย รวมทั้งข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เพื่อที่จะให้ความรู้เหล่านี้กระจายออกไปกับของตัวพี่น้องเกษตรกรโดยผ่านทางการเชื่อมโยง ระหว่างหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง กับทางด้านศูนย์เทคโนโลยีชุมชน ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งมีการที่จะกระจายองค์ความรู้ออกไปให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้โดยได้เน้นในการที่เกษตรกรเองนั้นสามารถที่จะเข้าถึงได้ในข้อมูลข่าวสาร โดยที่ผ่านทางสื่อ ทางทีวี ผ่านทางสื่อของทางอินเทอร์เน็ต (Internet) ผ่านทางเจ้าหน้าที่ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง แล้วก็มีการรวบรวมข้อมูลของนักวิชาการของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าใครเชี่ยวชาญในเรื่องอะไร แล้วก็จะให้ข้อมูลเหล่านั้นลงไป ในอินเทอร์เน็ตที่จะทำให้เกษตรกรสามารถที่จะหาข้อมูลผ่านทางอินเทอร์เน็ตชุมชน หรือว่า ทางอินเทอร์เน็ตของตำบลต่าง ๆ ได้ โดยที่ได้มีการทำเอ็มโอยู (MOU) ร่วมกันระหว่าง กระทรวงต่าง ๆ ของรัฐบาล ในกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ ใน ธ.ก.ส. ในการที่จะ ถ่ายโอนข้อมูลตัวบัตรเกษตรกร บัญชีเกษตรกรทั้งหมดไปลงในบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งตรงนี้เองนี้นั้นก็จะทำให้ข้อมูลเกษตรกรมีความชัดเจนยิ่งขึ้น ในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในการวางแผนการพัฒนาต่าง ๆ นั้นก็จะมีความชัดเจนยิ่งขึ้น ในการที่ดำเนินการร่วมกับทาง ธ.ก.ส. ซึ่งมีบัตรเครดิตเกษตรกรก็สามารถที่จะใช้ร่วมกัน ในกระบวนการตรงนี้นะครับ อันนี้ก็เป็นกระบวนการในการที่ดำเนินการที่จะพัฒนาสมาร์ท ฟาร์เมอร์ โดยที่ทั้งหมดนี้นั้นก็จะมีกระบวนการในการจัดทำเรื่องของโครงสร้างใหญ่ ก็คือ เรื่องของโซนนิ่งเกษตร อย่างที่ได้กราบเรียนไปแล้วเมื่อคืนว่าได้มีการประกาศโซนนิ่งเกษตร ทั้งในเรื่องพืช ประมง และปศุสัตว์ไปเรียบร้อยแล้ว เป็นการประกาศโดยใช้หลักวิชาการว่า พื้นที่มีความเหมาะสมกับพืช สัตว์ ประมงชนิดไหนนะครับ อันนี้เป็นข้อมูลทางวิชาการ ซึ่งจะมีปัญหาในการที่ถ้าพี่น้องเกษตรกรไม่เข้าใจก็อาจจะบอกว่าทำไมตัวเองอยู่นอกเขต พื้นที่ปลูกอยู่แล้ว เลี้ยงอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ประกาศให้เป็นเขต เป็นโซนนิ่ง ก็ต้องกราบเรียนว่า อันนี้คือข้อมูลทางวิชาการที่จะบอกให้รู้ว่าผลผลิตเกษตรที่อยู่ในพื้นที่ตรงนั้น โดยอุณหภูมิ ขนาดนั้น ดินอย่างนั้น ความร้อน ความชื้นตลอดทั้งปีเป็นอย่างไร ตอนนี้มีความเหมาะสมอย่างไร อันนี้ถ้าไม่เข้าในหลักการทางวิชาการแล้วนี่เราก็จะไม่ประกาศแนะนำ เป็นการประกาศแนะนำ พื้นที่ซึ่งผูกโยงกันระหว่างตัวสินค้ากับตัวความเหมาะสมของศักยภาพทางด้านกายภาพ ทั้งดิน ทั้งน้ำ ทั้งอากาศ และในพื้นที่ตรงนั้น วันนี้การบริหารจัดการในพื้นที่ตรงนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้มอบหมายให้ทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะที่เป็นเจ้าของพื้นที่ในแต่ละจังหวัดนั้น เป็นประธานในการบริหารจัดการเรื่องของโซนนิ่ง เป็นการกระบวนการในการแก้ไขปัญหา จากล่างขึ้นบน ไม่ใช่เป็นการท็อป-ดาวน์ (Top-down) จากบนลงล่างนะครับ เพราะว่า กระบวนการในการที่สั่งการจากข้างบนลงไปข้างล่างนั้นในแต่ละจังหวัด ในแต่ละพื้นที่ เกษตรกรเองอาจจะไม่ได้ต้องการอย่างนั้น หรือว่าพื้นที่แต่ละพื้นที่นั้นมีความต้องการ ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้เองก็คือส่วนที่ทำให้กระบวนการในการแก้ไขปัญหาสินค้า เกษตรต่าง ๆ จะจัดระบบจากล่างขึ้นบน แล้วก็แก้ปัญหาในพื้นที่ แล้วก็มีการเชื่อมโยง อย่างที่กราบเรียนเมื่อคืนว่าได้มีการตั้งคณะกรรมการที่ดูแลสินค้าเกษตร ๑๑ กลุ่มใหญ่ ข้อมูลจากโซนนิ่งเกษตร ข้อมูลจากผลผลิตทางการเกษตรในแต่ละปีจะมีการตรวจสอบ ปริมาณการผลิตต่าง ๆ จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เรามีข้อมูลครอพ เยียร์ (Crop Year) หมายถึงว่าในแต่ละปีตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคมมีผลผลิตเกษตรอะไรบ้าง ออกที่ไหน เมื่อโซนนิ่งเกษตรชัดเจนเรียบร้อยแล้วนี่จะรู้ว่าผลผลิตในแต่ละพื้นที่มีจำนวนเท่าไร ตลาด ที่เป็นตลาดปกติเป็นใคร แล้วก็ปีนี้ผลผลิตจะออกมาเกินหรือว่าน้อยอย่างไร จะมีการจัดการ ตลาดตั้งแต่เริ่มต้นโดยผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วก็ตัวคณะกรรมการระดับจังหวัดซึ่งมีเกษตรกร แล้วก็ผู้ประกอบการต่าง ๆ อยู่ในพื้นที่ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดการตั้งแต่ในพื้นที่ ถ้ามันเหลือมากเกินกว่าจัดการในพื้นที่ได้ก็จะส่งมาที่ส่วนกลาง ซึ่งในส่วนกลางเองนั้นในคณะกรรมการแต่ละชุดสินค้าจะมีการประชุมแล้วก็มีการเตรียมการ ล่วงหน้า แล้วก็มีเงิน คชก. เป็นเงินที่ทางด้านการผลิตและทางด้านการตลาดรองรับในการที่จะแก้ไข ปัญหาซึ่งอันนี้เป็นการวางระบบในการที่จะจัดการเรื่องของพืชผลทางการเกษตร แล้วก็ เรื่องของการจัดโซนนิ่งและระบบของสมาร์ท ฟาร์เมอร์ ในการพัฒนาบุคลากรของประเทศนะครับ อันนี้เองก็จะเป็นตัวเชื่อมโยงไปถึงเรื่องที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้พูดถึงเรื่องการแก้ไข ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรซึ่งแกว่งอยู่ตลอดเวลา ก็กราบเรียนว่าถ้ายังไม่ทราบปริมาณ การผลิตที่แท้จริง ไม่ทราบปัญหาที่แท้จริงในตลาดพื้นที่เราก็จะแก้ไขปัญหาตรงนี้ไม่ได้ ในขณะเดียวกันนั้นเองการพัฒนาเกษตรกรให้รับรู้ว่า เมื่อผลิตแล้วจะต้องมีตลาดรองรับ รับรู้ว่าผลิตแล้วก็ขายมีคุณภาพ ก็จะทำให้เกษตรกรเองจะต้องตื่นตัวก่อนก่อนที่จะมีการดูแล เรื่องการผลิตแล้วก็การตลาดในแต่ละปีที่จะเกิดขึ้น ตัวเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง ก็จะสามารถเข้าไปแนะนำแล้วก็ชี้แจงบอกได้ว่าจะต้องมีการเตรียมการอย่างไร เพราะว่า ผลผลิตทางการเกษตรนั้นยกตัวอย่างปีนี้ผลผลิตทางการเกษตรทางด้านผลไม้ช้าไปประมาณ เดือนครึ่งอย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณาพูดไว้นะครับ แต่การที่ผลผลิตทางการเกษตร ช้าไปเดือนครึ่งนั้นผลผลิตจะออกมาก หรือน้อยทางเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะรู้ล่วงหน้าว่าดอกออกเมื่อไร ผลิตผลดกหรือไม่ ติดผลหรือไม่ ซึ่งตรงนี้จะเป็นการประเมิน แล้วก็จะทราบสถานการณ์ทางด้านการเกษตร แล้วก็จะบอกได้ว่าราคานั้นได้เชื่อมโยงกับ การตลาดซึ่งเป็นการเชื่อมโยงทั้งในประเทศและต่างประเทศ สินค้าหลายตัวต้องกราบเรียนว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถ้าพูดไปแล้วอย่างยางพารา ปาล์มน้ำมัน อะไรต่าง ๆ นั้น วันนี้เราสามารถที่จะผลิตได้เกินกว่าความต้องการบริโภคภายในประเทศ เพราะฉะนั้น เมื่อเกินกว่าความต้องการบริโภคในประเทศก็จะต้องพึ่งตลาดต่างประเทศ ความผันผวนของ ตลาดต่างประเทศหรือผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกจะมีผลกระทบกับเรื่องของราคาสินค้า ภายในประเทศด้วย อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องมองภาพว่าการตลาดนั้นไม่ใช่เป็นตลาด ภายในประเทศอย่างเดียว มันเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศ แล้วก็ต้องมีการดูความสมดุล ตรงจุดนี้ อย่างไรก็ตามในฐานะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับผิดชอบเกษตรกรอยู่นั้น ก็จะพยายามทำให้เห็นว่า ทำอย่างไรที่จะให้เกษตรกรสามารถจะผลิตสินค้าเกษตรได้ ในต้นทุนที่ต่ำที่สุด ให้ประสิทธิภาพสูงสุด วันนี้ปัญหาที่คุยกันอยู่แล้วแก้ไม่จบส่วนหนึ่ง ที่เกิดขึ้นก็คือว่าต้นทุนของสินค้าเกษตรนั้นไม่มีความชัดเจนนะครับ หลาย ๆ ท่านก็ต้องการ ต้นทุนราคาที่สูงขึ้น แต่ว่าต้นทุนเกษตรที่มีปัญหาอยู่ยกตัวอย่างเช่นปาล์มน้ำมัน วันนี้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรชี้ยืนยันว่าต้นทุนของเกษตรควรจะอยู่ที่ไม่เกิน ๓.๑๐ บาท บวกค่าขนส่งแล้ว ราคาปาล์มน้ำมันไม่ควรจะเกิน ๔ บาท ซึ่งทาง กนป. คณะกรรมการ นโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติก็ให้มีการซื้อที่ ๔ บาท แต่มีเงื่อนไขว่าต้องซื้อจากเกษตรกร ที่มีพื้นที่น้อยกว่า ๕๐ ไร่ นั่นก็คือการเน้นไปที่การช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรรายย่อยนะครับ ตรงนี้เองที่เป็นปัญหาว่าทางพี่น้องเกษตรกรขอให้ทางเราซื้อจากเกษตรกรทุกราย ซึ่งตรงนี้เองทุกราย แล้วก็เป็นรายที่ถึงแม้ว่าจะมีรายใหญ่ก็ต้องซื้อภายใน ๕๐ ไร่ด้วย ซึ่งตรงนี้เองก็เป็นประเด็นปัญหา เพราะว่าข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตรยืนยันว่า ๒๒๐,๐๐๐ รายที่เป็นเกษตรกรนั้น ๙๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเกษตรกรที่มีปาล์มน้ำมันต่ำกว่า ๕๐ ไร่ อันนี้ก็จะเป็นประเด็น ที่ต้องทำความเข้าใจในรายละเอียดกันนะครับ ส่วนเรื่องของยางพารานั้นคงจะขอให้ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการได้กรุณาชี้แจงนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะขออนุญาตกราบเรียนก็คือว่าท่านผู้มีเกียรติได้พูด ถึงเรื่องของการดูแลเกี่ยวกับสารเคมี เรื่องของปุ๋ยเคมีต่าง ๆ ซึ่งราคาสูงขึ้น แล้วก็มีมาตรการ ที่จะดำเนินการตรงนี้อย่างไรนั้น ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ตั้งงบประมาณไว้ ในเรื่องของโครงการที่ทำเรื่องของอาหารปลอดภัย ซึ่งในโครงการอาหารปลอดภัยนั้นจะเน้น ในเรื่องของการที่ดูแลเรื่องเคมีภัณฑ์ทั้งหมดที่ใช้ในการเกษตร ปัจจัยการผลิตทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพืช ประมง ปศุสัตว์ จะต้องขึ้นทะเบียนกับทางหน่วยงานของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์หรือหน่วยงานของทางราชการ ปุ๋ยเคมีก็ต้องขึ้นทะเบียนเช่นเดียวกัน สารเคมี ทุก ๆ อย่างจะต้องมีการขึ้นทะเบียน กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีเป็นพระราชบัญญัติ วัตถุอันตรายของกระทรวงที่ดูแลร่วมกัน ๓ กระทรวง คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข แล้วก็กระทรวงอุตสาหกรรม ตรงนี้มีการขึ้นทะเบียน แล้วก็มี การตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนั้นกระบวนการในการดูแลเรื่องความปลอดภัยอาหารนั้นเราถือว่า เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง แล้วก็เป็นตัวหนึ่งที่ทำให้เราสามารถส่งสินค้าออกไป ต่างประเทศได้เป็นระดับต้น ๆ ของโลกนะครับ ในขณะเดียวกันทางกระทรวงเกษตร และสหกรณ์เองก็มีการเน้นในการที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรนั้นลดการใช้สารเคมีต่าง ๆ โดยเน้น ในโครงการเกษตรอินทรีย์ เป็นการส่งเสริมทำเกษตรอินทรีย์ แล้วก็เริ่มต้นในปีนี้มีโครงการ ที่จะทำเรื่องของการเกษตรสีเขียวใน ๕ จังหวัด คือจังหวัดจันทบุรี จังหวัดพัทลุง จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดราชบุรี เน้นในการที่จะปลูกสินค้าเกษตร ผลิตสินค้าเกษตร ที่มีความปลอดภัยหรือเกษตรอินทรีย์แล้วก็เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีความปลอดภัย หรือเกษตรอินทรีย์แล้วก็เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งอันนี้เป็นนโยบายที่ดำเนินการในการที่จะ เข้าสู่เรื่องของการเกษตรสีเขียว เราได้มีการนำร่องในการที่จะดำเนินการปีนี้ใน ๕ จังหวัด ซึ่งต้องกราบเรียนว่าอันนี้เป็นทิศทางที่ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการจัดเตรียม ตั้งงบประมาณเอาไว้

ในประเด็นสุดท้าย ที่อยากจะใคร่กราบเรียนก็คือเรื่องของรถยนต์ครับ รถยนต์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หมดสัญญาเช่าเดือนตุลาคมนี้ ก็เลยต้องขออนุญาตตั้งงบประมาณต่อในปี ๒๕๕๗ เพื่อที่จะเช่ารถ ไม่มีรถใช้ครับ แล้วก็รถยนต์ทั้งหมดของรัฐมนตรีช่วยว่าการ เดิมมีรัฐมนตรีช่วยว่าการคนเดียว ตอนนี้ มีรัฐมนตรีช่วยว่าการ ๒ คน แล้วก็เป็นรถของในสำนักงานก็ใช้วิธีการเช่าแทนที่จะซื้อ ก็ต้อง ขออนุญาตกราบเรียนครับอันนี้เป็นไปตามระเบียบนะครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ

(นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมศักดิ์ขอนิดเดียว ท่านชินวรณ์เชิญครับ เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีกรุณาสักครู่ให้ท่านประท้วง เรื่องอะไรไม่ทราบ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ผมขออนุญาต ใช้สิทธิพาดพิงนิดเดียวครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ นครศรีธรรมราช

เพราะเมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรี ได้พูดถึงว่ามีผู้อภิปรายเรื่องสมาร์ท ฟาร์เมอร์ ซึ่งผมเป็นผู้อภิปราย แต่สิ่งที่รัฐมนตรีได้พูดว่า โครงการสมาร์ท ฟาร์เมอร์ หรือว่าโครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่องนั้นเพื่อมุ่งเน้น ในการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรที่จะให้มีเทคโนโลยี มีความรู้ ตลอดถึงทำในเรื่องของ มูลค่าเพิ่ม ลดต้นทุนการผลิต ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นที่เข้าใจตรงกันครับ และผมไม่ได้ถามรัฐมนตรี ในประเด็นนี้ พอท่านรัฐมนตรีมาตอบเช่นนี้ก็อาจจะทำให้คนเข้าใจว่าผมไม่เข้าใจในเรื่องของ การที่เราจะต้องเตรียมความพร้อมเกษตรกรไปสู่ประชาคมอาเซียน แต่ผมถามอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมถามว่าในหน้าที่ ๑๙๑ ที่ตั้งงบประมาณโครงการพัฒนาเกษตรกร ปราดเปรื่อง ๙๘ ล้านบาท ที่ท่านบอกว่าจะเหมือนหมอลงไปสู่เกษตรกรนี่นะครับ แต่ตัวงบประมาณที่แท้จริงก็มีค่าทำอาหารนอกเวลา ๑๐ ล้านบาท ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเช่าพาหนะ ที่พัก ๓๔ ล้านบาท ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์ ๕ ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการสัมมนา ฝึกอบรม ๑๐ ล้านบาท ค่าวัสดุเชื้อเพลิงหล่อลื่น ๑๐ ล้านบาท แล้วอันนี้มันจะไปสู่สมาร์ท ฟาร์เมอร์ได้อย่างไรครับ อย่างนี้มันไม่ใช่สมาร์ท ฟาร์เมอร์แล้วครับ มันจะเป็นสมาร์ท มินิสเตอร์ (Smart minister) มากกว่า ผมอยากจะให้โครงการนี้เป็นโครงการที่ลงไปสู่เกษตรกรจริง ๆ ครับท่านรัฐมนตรี ส่วนที่ท่านรัฐมนตรีชี้แจงเรื่องซื้อรถทีเดียว ๑๕ คันก็ไม่เป็นอะไรครับ สำหรับท่านรัฐมนตรีนั้น ผมเห็นด้วยควรจะใช้รถเช่าแล้วก็เบนซ์อย่างดีครับ แต่วันนี้ไปตั้งให้สำนักงานรัฐมนตรีเพิ่มอีก รวมทั้งหมดเป็น ๑๕ คัน ผมคิดว่ามันมากเกินไปครับ ถึงแม้จะเช่าก็จริงแต่ว่ารวมงบประมาณ ทั้งหมดก็เท่ากับราคารถ เพราะฉะนั้นประเด็นเหล่านี้จึงเป็นประเด็นที่ผมอยากให้รัฐมนตรี ได้ชี้แจง และมีอยู่ทุกกรมที่เป็นลักษณะเหมือนกันหมดตั้งแต่สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กรมการข้าว กรมชลประทาน กรมประมง กรมปศุสัตว์ ก็จะเป็นเรื่องของวัสดุฝึก เรื่องการอบรม เรื่องยานพาหนะขนส่ง เรื่องซ่อมแซมค่ายานพาหนะ ผมก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนี้มันก็จะเป็นสมาร์ท มินิสเตอร์ ไม่ใช่สมาร์ท ฟาร์เมอร์ และในท้ายที่สุดเกษตรกร ก็ถูกทอดทิ้งเหมือนเดิมและวิธีการที่จะทำก็ทำไปจากข้างบนไปสู่ข้างล่างเหมือนเดิม และวันนี้เกษตรกรก็ต้องพึ่งพาตัวเอง ผมอยากให้รัฐมนตรีได้ชี้แจงเพื่อให้ความมั่นใจกับเกษตรกร อีกครั้งหนึ่ง และยืนยันว่าสิ่งที่ผมถามคือประเด็นนี้นะครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านยุคล ลิ้มแหลมทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงต่อ

นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กราบเรียนท่านประธาน ในส่วนของสมาร์ท ฟาร์เมอร์ ในงบประมาณที่กราบเรียนตรงนั้น ต้องกราบเรียนอย่างนี้ว่าการที่จะทำให้สมาร์ท ฟาร์เมอร์เกิดขึ้นได้ ข้าราชการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมต้องเป็นสมาร์ท ออฟฟิศเซอร์ (Smart Officer) ถ้าศักยภาพ ของคนที่จะเข้าไปแนะนำส่งเสริมเขานั้นไม่มีความพร้อมไม่มีศักยภาพที่จะเข้าไปทำปัญหา ที่เกิดขึ้นก็อย่างที่ท่านเห็นอยู่ เพราะฉะนั้นตรงนี้เองก็ต้องขออนุญาตกราบเรียนว่า ในส่วนที่เป็นตัวที่จะสนับสนุนให้ทางเจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้และมีศักยภาพพร้อมที่จะ เข้าไปช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรนั้นก็เป็นสิ่งที่จะทำให้เกษตรกรได้รับการพัฒนาขึ้นมา แล้วเราเองเมื่อได้รับงบประมาณไปเราสามารถจะติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ได้ว่า เจ้าหน้าที่เหล่านั้นไปทำงานจริงหรือไม่ แล้วตรงนั้นถึงตัวเกษตรกรจริงหรือไม่ ผมกราบเรียนว่า เรื่องที่เราคุยกันเรื่องของสมาร์ท ฟาร์เมอร์ สมาร์ท ออฟฟิศเซอร์ หรือในเรื่องของโซนนิ่งนั้น เป็นเรื่องที่ใหญ่และเป็นเรื่องที่ต้องกราบขอบพระคุณท่านว่าท่านเข้าใจ แต่ว่าผมเองออกไป สัมผัสกับข้างนอกหลาย ๆ คนก็ยังไม่เข้าใจว่าสมาร์ท ออฟฟิศเซอร์ คืออะไร โซนนิ่งคืออะไร สมาร์ท ฟาร์เมอร์ คืออะไร เมื่อสักครู่ก่อนที่ผมจะมีก็มีเกษตรกรกลุ่มหนึ่งเข้ามาคุยกับผมแล้ว ก็บอกว่าขอขึ้นราคาหน่อยได้ไหมน้ำนมนี่ ถึงเวลาต้องขึ้นราคาแล้ว ๖ เดือนแล้วไม่ได้คุยกัน ขอขึ้นราคาอีก ผมก็ถามว่าแล้วท่านมีเหตุผลอะไรที่ต้องขึ้นราคา ก็อ้างเหตุครับว่าค่าแรงขึ้น ค่าน้ำมันขึ้น อะไรต่าง ๆ เราก็คุยกันว่าถ้าท่านเป็นสมาร์ท ฟาร์เมอร์ ท่านเข้าใจว่าทำอย่างไรให้ผลผลิตต่ำลงได้ ประสิทธิภาพในการผลิตเพิ่มสูงขึ้นได้ นั่นก็คือต้นทุนการผลิตของท่านลดน้อยลง แล้วท่านก็ดูว่า ๑๘.๕๐ บาทที่รัฐบาลประกันราคามาก่อนเรื่องของน้ำนมอยู่ในขณะนี้นั้นรอบบ้านเรา เขาราคาเท่าไร แล้วถ้าเปิดเออีซีเรียบร้อยแล้วสถานการณ์จะเป็นอย่างไร นี่คือสิ่งที่ต้อง ปรับความคิดกัน แล้วก็ต้องกราบเรียนว่าสิ่งหนึ่งที่เขาขอร้องมาเมื่อสักครู่นี้เองครับ ขอให้เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ส่งทีมออกไปหาเกษตรกรโดยจัดรถโมบาย (Mobile) เข้าไปในพื้นที่ เหมือนสมัยเมื่อก่อนนั้นที่เราทำกันนะครับว่าเข้าไปในพื้นที่แล้วแก้ไขปัญหาเกษตรกรได้จริง เพิ่งได้รับเมื่อสักครู่นี้เองก่อนที่ผมจะเดินทางมาที่นี่ แล้วสำหรับเรื่องรถยนต์ก็กราบเรียนว่า มันหมดอายุที่ใช้ไปแล้วของสำนักงานรัฐมนตรี สัญญาครบอายุแล้วทั้งหมด ๘ คัน แล้วก็เป็นการเช่าต่อเนื่องครับ ขอบพระคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านทนุศักดิ์เชิญครับ

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ผมขออนุญาต ใช้เวลาไม่เกิน ๒ นาที ต่อเนื่องจากที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้พูดถึงเรื่องบัตรเครดิตเกษตรกร เพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์ กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ เพราะว่าในขณะนี้ได้มีการถ่ายทอด ก็ขอกราบเรียนว่า ธ.ก.ส. โดยนโยบายของรัฐบาลได้จัดทำบัตรเครดิตเกษตรกรให้กับพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ ซึ่งได้ผ่านมาแล้วระยะหนึ่ง ช่วงนี้จะเป็นการเข้าสู่ช่วงระยะที่ ๒ ภายในเดือนกันยายนนี้ จะมีบัตรเครดิตเกษตรกรครบจำนวน ๔,๐๐๐,๐๐๐ ใบ แล้วก็จะมีร้านค้าสำหรับจับจ่าย ผลิตภัณฑ์ของชาวบ้านประมาณ ๑๐,๐๐๐ ร้านค้าเป็นอย่างน้อยนะครับ ขอกราบเรียนว่า การที่พี่น้องเกษตรกรในประเทศที่มีอยู่ประมาณ ๗,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนนั้น ถ้าไปมีความประสงค์ จะเป็นสมาชิกของบัตรเครดิตท่านเดินทางเข้าไปที่ ธ.ก.ส. ใกล้บ้านท่านได้ทุกแห่งในประเทศนี้ แล้วยื่นความจำนง แล้วเขาจะตรวจสอบคุณสมบัติของท่าน ซึ่งถ้าคุณสมบัติเป็นเกษตรกรจริง ก็สามารถเป็นสมาชิก ธ.ก.ส. แล้วก็สามารถได้รับบัตรเครดิตนั้นได้เลย ซึ่งไม่มีการเสียค่าใช้จ่าย ใด ๆ ทั้งสิ้น ขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติมนิดหนึ่งครับว่าคุณสมบัติ หรือว่าประสิทธิภาพ หรือว่าบัตรนี้จะทำอะไรได้บ้าง ในเบื้องต้นนี้ก็คือปัจจัยการผลิตทั้งหมด เช่น เมล็ดพันธุ์ ยาปราบศัตรูพืช ยาฆ่าแมลง ปุ๋ย แล้วก็น้ำมันของ ปตท. และบางจากที่เข้าร่วมโครงการ ทั้ง ๔ ชนิดนี้จะไม่มีดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา ๕ เดือน อันนี้สำหรับข้าว แต่ถ้าเป็นพืชชนิดอื่น ที่มีระยะเวลาสั้นกว่าก็เป็นไปตามระยะเวลานั้น แต่ถ้ามีระยะเวลาที่ยาวกว่าก็อยู่ในกรอบ ไม่มีดอกเบี้ย ๕ เดือน แล้วขณะนี้ ธ.ก.ส. ก็กำลังพยายามที่จะเพิ่มมูลค่าของบัตร เช่นตอนนี้ ผู้ที่มีบัตรของ ธ.ก.ส. หรือบัตรเครดิตเกษตรกรนั้นสามารถซื้อข้าวสารรับประทานได้ โดยที่ชำระเงินในคราวอีก ๕ เดือนต่อไป ซึ่งนอกจากนั้นแล้วในเรื่องของสิทธิประโยชน์ เช่น ถ้าท่านเป็นลูกค้าที่ดีปกติก็จะมีการปรับให้มีการประกันชีวิตแล้วก็ประกันอุบัติเหตุโดยอัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องมีการเสียค่าเบี้ยประกัน อันนี้ก็ขอเชิญชวนแล้วก็กราบเรียนเชิญพี่น้องเกษตรกร ทั่วประเทศให้ใช้บัตรเครดิตเกษตรกรเพื่อที่จะลดรายจ่ายของท่านด้วย ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เชิญครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ที่จริงผมก็มา ตั้งแต่เช้านะครับท่านประธาน แต่ว่าในช่วงที่ผมเดินทางออกไปพบกับกลุ่มพี่น้องประชาชน ที่มาชุมนุมอยู่ข้างหน้าสภา ก็ทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้เข้ามาในห้องประชุม แล้วก็ได้ อภิปรายเพื่อที่จะตอบคำอภิปรายของผมเมื่อวานนี้ ผมจะขอความกรุณาท่านประธานว่า ผมก็คงจะขอใช้สิทธิในการที่จะอภิปรายอีกครั้งหนึ่ง อาจจะขอเป็นช่วงที่ท่านนายกรัฐมนตรี กลับเข้ามาในห้องประชุมครับ ผมอยู่ตลอดครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านจุฤทธิ์ไม่มีแล้วใช่ไหม อย่างนั้นตอบเรื่องยางใช่ไหม เอาสั้น ๆ แล้วจะได้ให้ท่านจุฤทธิ์ต่อ เชิญครับเกษตร

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านประธานครับ ผมจะขออนุญาตท่านประธานได้ใช้ขาตั้งเพื่อประกอบการอภิปราย ขออนุญาตครับ ท่านประธานครับ เนื่องจากว่าตั้งแต่ช่วงเมื่อวานเวลาประมาณ ๔ ทุ่ม ถึงปิดการประชุมประมาณเที่ยงคืนเศษก็ได้มีการพูดถึงเรื่องราคายางพารา ซึ่งผม ก็ขออนุญาตท่านประธานได้ใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงทำความเข้าใจกับท่านประธานแล้วก็ ท่านสมาชิก แล้วก็พี่น้องประชาชนที่กำลังรับชมการถ่ายทอดสดอยู่ในขณะนี้ เพราะว่า ผมต้องเรียนเพื่อปูพื้นฐานให้ได้เข้าใจว่าในเรื่องของยางพาราสำหรับรัฐมนตรีที่เข้ามา รับผิดชอบ ยางพาราว่าไปแล้วก็คือเป็นสินค้าทางเศรษฐกิจที่สำคัญ แล้วก็กระทรวงเกษตร และสหกรณ์รับผิดชอบโดยตรง คนที่เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่รับผิดชอบเรื่องยางพาราจะได้รับการมอบหมายให้ดูแล ๓ หน่วยงานที่สำคัญด้วยกัน ก็คือมีองค์การสวนยางหรือ อสย. สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางหรือ สกย. ซึ่งมีหน้าที่ในการเก็บเงินเซสส์ (CESS) และอีกหน่วยงานหนึ่งก็คือกรมวิชาการเกษตร ที่มีสถาบันวิจัยยาง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะได้รับผิดชอบ ๓ หน่วยงานนี้ก็คือจะได้ดูแลเรื่องยางทั้งระบบ ซึ่งเนื่องจากว่าการดูแล ๓ หน่วยงาน ก็มีปัญหาในเรื่องความซ้ำซ้อน เรื่องความไม่เป็นเอกภาพต่าง ๆ ก็ได้มีการแก้กฎหมาย ซึ่งขณะนี้ได้ผ่านการพิจารณาในชั้นสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วก็คือ พ.ร.บ. การยาง แห่งประเทศไทย ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในการพิจารณาในชั้นของวุฒิสภานะครับ ทีนี้ผมก็ต้อง เรียนท่านประธานนะครับว่าผมเองก็เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คนที่ ๓ ในรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เข้ามารับผิดชอบในเรื่องของ ยางพารา ท่านประธานครับ รัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ท่านก็มีความตั้งใจต้องการที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางผู้มีรายได้น้อย ในขณะที่ราคายางพาราได้ลดลงมาในระดับราคาที่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท ก็ได้มีโครงการพัฒนาสถาบันเกษตรกรเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพราคายางพาราขึ้น ซึ่งโครงการดังกล่าวก็รับซื้อยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยางในราคากิโลกรัมละประมาณ ๑๐๐ บาท ซึ่งตอนที่ผมเข้ามาโครงการนี้ก็ได้ดำเนินการมาแล้ว แต่ว่าในช่วงที่ผมเข้ามา ผมก็ได้มีการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ใหม่ว่าเกษตรกรชาวสวนยางที่เข้ามาร่วมโครงการ จะต้องมีเนื้อที่เป็นเจ้าของสวนไม่เกินรายละ ๒๕ ไร่ คือคุณจะมี ๑๐๐ ไร่ ๑,๐๐๐ ไร่ คุณก็ขายได้ไม่เกิน ๒๕ ไร่ เพื่อต้องการให้เงินถึงมือเกษตรกรรายย่อยจริง ๆ แล้ว ๑ เดือน คุณก็กรีดได้ ๑๗ วัน ๑ ไร่คุณก็กรีดได้ ๒ กิโลกรัมต่อวันต่อไร่ เดือนหนึ่งก็ได้ ๑๗ วัน ซึ่งผมก็เรียนท่านประธานครับว่าโครงการนี้ทั้งหมดคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติเงินให้ทั้งหมด ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่มีการใช้เงินไปจริง ๆ ประมาณ ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือใช้เงินไม่หมด แต่ว่าโครงการก็ได้ปิดไปเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคมที่ผ่านมา แล้วยางทั้งหมดก็ยังอยู่ในสต็อก แล้วก็อยู่ในสภาพที่ดียังไม่ได้มีการขาย แล้วของยังเหลืออยู่อย่างครบถ้วน และการทำ โครงการทั้งหมดก็ต้องเรียนท่านประธานว่าเราทำอย่างโปร่งใส ไม่มีการทุจริต แล้วก็ได้ให้ หน่วยงานข้างนอกไม่ว่าจะเป็น สตง. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ช่วยในการตรวจสอบต่าง ๆ ด้วยเพื่อความโปร่งใส นี่ผมเรียนท่านประธานนะครับ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ช่วยในการตรวจสอบต่าง ๆ ด้วย เพื่อความโปร่งใส นี่ผมเรียนท่านประธานนะครับ ท่านประธานครับ ผลการดำเนินการของ โครงการก็ทำให้ราคายางได้มีราคาที่มีเสถียรภาพ และผมต้องเรียนท่านประธานนะครับว่า วันนี้ต้องพูดความจริงกัน คือจะมาอภิปรายมาบอกว่าราคายางกิโลกรัมละ ๗๐ บาท ซึ่งมัน ไม่เป็นความจริงนะครับ วันนี้ผมก็ต้องขอเอาราคาที่เป็นราคากลาง ผมเอามาจากราคาของ สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจมีหน้าที่ในการเก็บเงินเซสส์ ราคาเมื่อวานนี้ ขอให้กล้องได้โคลส (Close) เข้ามาด้วยนะครับ ราคาเมื่อวานนี้วันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ราคายางเอฟโอบี ราคาส่งออก ณ ท่าเรือกรุงเทพอยู่ที่ ๙๒.๔๐ บาท ราคายางที่ตลาดกลางหาดใหญ่ ยางแผ่นรมควันชั้น ๓ อยู่ที่ ๘๘.๕๙ บาท ยางแผ่นดิบ ๘๔.๑๙ บาท อันนี้คือราคากลางที่อ้างอิงนะครับ ผมก็ต้องเรียนท่านประธานว่าถ้ามันต่ำกว่านั้น มันถูกกว่านั้นท่านก็เอามาขายที่ราคากลางสิครับ และผมก็เรียนท่านประธานนะครับว่า ต้นทุนเราอยู่ประมาณ ๑๐๐ บาท เมื่อวานนี้ ๙๒.๔๐ บาท ซึ่งวันนี้ท่านประธาน ถ้าตลาดกลางเปิดในช่วงประมาณเที่ยง ผมเชื่อว่าวันนี้ราคายางก็จะขึ้นไปอีกเพราะว่าปัจจัย จากค่าเงินบาทที่อ่อนลงเมื่อวานนี้ในช่วงบ่ายแล้วก็เช้าวันนี้ ผมก็ต้องเรียนท่านประธานนะครับ ถ้าผมว่าราคายางพาราวันนี้ทำไมยังไม่ถึง ๑๐๐ บาท ผมก็ต้องเรียนว่าปัจจัยสำคัญเกิดจาก เรื่องค่าเงินบาท ขณะนี้เราขายอยู่กิโลกรัมหนึ่งประมาณ ๓ เหรียญ ถ้าเวลานี้ในช่วงเดือนนี้ เมื่อปีที่แล้ว ๑ ยูเอสดอลลาร์ประมาณ ๓๓ บาท ก็จะได้ประมาณ ๑๐๐ นะครับ แต่ขณะนี้ เงินบาทเรา ณ วันนี้ประมาณ ๓๐ บาท ซึ่งก็ได้ประมาณ ๙๒-๙๓ บาท ผมก็ต้องเรียนท่าน ประธานนะครับว่า ณ ขณะเดียวกันโครงการที่กำลังดำเนินการในขณะนี้ผมก็เชื่อว่า จะไม่ขาดทุนนะครับ เพราะว่าราคาก็ใกล้เคียงกับราคาต้นทุนเรา และผมก็ต้องเรียนครับว่า ราคาต้นทุนที่ซื้อในราคาประมาณกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท เงินก็ถึงมือเกษตรกรรายย่อย แล้วก็เป็นสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลต้องการที่จะช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง อย่างแท้จริง และผมต้องเรียนต่อครับท่านประธานครับว่าโครงการแบบนี้มันไม่ใช่ว่า เพิ่งจะทำนะครับ เกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร โครงการนี้ก็เคยเกิดมาก่อนแล้ว และผมก็ต้องเรียนครับว่า ตั้งแต่สมัยที่ท่านชวน หลีกภัย มาเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรกในช่วงปี ๒๕๓๕-๒๕๓๘ ท่านประธานไปดูสิครับว่าราคายางเท่าไรครับ ในขณะนั้นกิโลกรัมหนึ่งประมาณ ๑๗ บาท แล้วก็เคยมีโครงการเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยนั้น สมัยนั้นก็มีท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และท่านก็พ้นไป ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ก็เข้ามารับผิดชอบต่อในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และโครงการในขณะนั้นก็มีการใช้เงินไปทั้งหมดประมาณ ๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็ขาดทุนไปทั้งสิ้นประมาณ ๓,๓๐๐ ล้านบาท และต่อมาราคายางก็มีปัญหาอีก ในอีกระยะหนึ่งนะครับ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ ถึงเดือนธันวาคม ๒๕๔๐ ราคายาง ขณะนั้นก็ประมาณ ๒๓ บาทต่อกิโลกรัม สมัยนั้นรัฐมนตรีที่รับผิดชอบก็คือนายสมชาย สุนทรวัฒน์ ก็มาจากพรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็มีอีกโครงการอีกระยะหนึ่ง มกราคม ๒๕๔๑ ถึงธันวาคม ๒๕๔๑ ราคายางก็ตกมาประมาณกิโลกรัมละ ๒๖ บาท ก็มีการใช้เงินไปอีก ๖,๕๐๐ ล้านบาท แล้วก็มาจนกระทั่งสิ้นสุดในสมัยรัฐบาลชวน ครั้งที่ ๒ โครงการประมาณ มิถุนายน ๒๕๔๒ มาสิ้นสุดเมื่อพฤศจิกายน ๒๕๔๓ มีท่านอาคม เอ่งฉ้วน เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับผิดชอบ ราคายางขณะนั้นก็ประมาณ ๒๓ บาท มีท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ เป็นเลขานุการของท่านอาคม เอ่งฉ้วน ในขณะนั้นที่รับผิดชอบโครงการยาง ซึ่งก็เห็นได้ว่าราคายางในขณะนั้นกิโลกรัมหนึ่งก็ประมาณ ๒๐ กว่าบาท แต่ราคายางพารา ได้ทะยานขึ้นมาเป็น ๓ กิโลกรัม ๑๐๐ บาท ในสมัยรัฐบาลพรรคไทยรักไทย มีท่านทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็มากิโลกรัมละ๑ เหรียญ แล้วหลังจากนั้นโครงการแทรกแซงยางก็ไม่ได้เกิดขึ้นอีกเลย เพราะว่าราคายางก็เพิ่มสูงขึ้นมา ตามลำดับ แล้วผมต้องเรียนท่านประธานนะครับว่าเพราะต่อมาที่บอกว่าราคายางเพิ่มขึ้น ถึงกิโลกรัมละประมาณ ๑๕๐ บาท ในสมัยนั้นก็เป็นสมัยที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ก็เป็นของพรรคชาติไทย แล้วรัฐมนตรีช่วยที่รับผิดชอบเหมือนกับที่ผมรับผิดชอบ อยู่นี่ไม่ได้มาจากพรรคประชาธิปัตย์นะครับ ก็มาจากพรรคการเมืองอื่นก็คือ พรรคภูมิใจไทย ผมก็ต้องเรียนท่านเพื่อทำความเข้าใจนะครับว่า หลังจากท่านอาคมมานี่พรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ได้เคยรับผิดชอบ ไม่ได้มานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกเลยนะครับ แล้วผมก็เรียนท่านครับว่าโครงการนี่ก่อนสมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเข้ามา โครงการทั้งหมดขาดทุนไปทั้งหมด ๑๙,๘๒๐ ล้านบาท แล้วก็มีข้อร้องเรียน มีข้อกล่าวหา เรื่องการทุจริตความไม่โปร่งใส แล้วก็มีเรื่องขณะนี้ก็มีการร้องไปถึง ป.ป.ช. นะครับ บางเรื่องก็จบแล้ว บางเรื่องก็ไม่จบ แต่ขณะเดียวกันโครงการสมัยรัฐบาลนี้ยังไม่มีการร้องเรียน ในเรื่องของการทุจริตนะครับ แล้วผมเองก็พร้อมนะครับ ถ้าท่านมีข้อมูลหรือท่านจะกรุณา ผมก็พร้อมนะครับที่จะได้ตรวจสอบ ผมก็ต้องเรียนเพื่อทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนว่า ราคายางพาราเมื่อก่อนกิโลกรัมหนึ่งประมาณ ๒๕ บาท แล้วก็มาเพิ่มขึ้นในสมัยรัฐบาล พรรคไทยรักไทย มาเป็นกิโลกรัมละ ๑ เหรียญ นี่ผมต้องทำความเข้าใจนะครับ และขณะเดียวกัน ผมก็ต้องเรียนว่าโครงการแทรกแซงราคายางพาราสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ใช้เงินไปประมาณ ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งที่ต้องทำนี่ก็คือต้องการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวสวนยาง ที่มีรายได้น้อย และขณะเดียวกันยางก็ยังอยู่ครบทุกกิโลกรัม แล้วก็ยังไม่ได้ขาดทุนเพราะว่า ยังไม่ได้ขายออกไป แต่ผมเรียนว่านี่คือสิ่งที่พี่น้องประชาชนได้ประโยชน์ แต่ถ้าเทียบกันกับ โครงการไทยเข้มแข็งนะครับ พ.ร.ก. ไทยเข้มแข็ง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พ.ร.บ. อีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมดูแล้วท่านประธานครับ เปรียบเทียบกันก็เห็นซากโรงพัก แล้วก็เห็นครุภัณฑ์อาชีวะ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านรัฐมนตรีอย่าลงลึกไป เอาในส่วนที่ท่านรับผิดชอบ ไม่ต้องไปเรื่องไทยเข้มแข็ง ท่านชี้แจง เรื่องยางก็ยาง เพราะไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็จะตอบโต้ แล้วก็เวลามีน้อยนะครับถึงเที่ยงคืน คืนนี้เอง ท่านเอาเฉพาะเรื่องยาง อันอื่นผมไม่อนุญาตท่านครับ

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

คือผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ เนื่องจากว่าเมื่อวานนี้เรื่องยาพาราโดนอยู่ ๒ ชั่วโมงกว่าครับ ท่านประธาน แล้วก็เมื่อเช้ามาโดนอีก แล้วก็กล่าวหาในทำนองเรื่องความไม่โปร่งใสต่าง ๆ ผมก็ได้เปรียบเทียบให้เห็นว่ารัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ คือท่านทำการ จะใช้เงินงบประมาณต่าง ๆ ก็ได้คิดถึงประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางนะครับ แต่ขณะเดียวกันผมก็ได้เปรียบเทียบให้เห็นว่าการใช้เงินงบประมาณต่าง ๆ ในสมัยรัฐบาล ที่ผ่านมาก็เคยมีการใช้งบประมาณ แล้วมีอะไรที่เหลือบ้าง ที่ให้เห็นบ้างนะครับ ก็ขอขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านชินวรณ์ครับ ใช้สิทธิพาดพิง มันพาดพิงไปมาแล้วเวลาไม่เดินหน้า เชิญท่านชินวรณ์ครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ผมเป็น ผู้อภิปรายเรื่องราคายางเมื่อวานนี้นะครับ เพื่อที่จะให้รัฐมนตรีได้ตอบว่าจะมีกระบวนการ ในการแก้ไขปัญหาอย่างไร ซึ่งถามไป ๓ ข้อ แต่ว่าแทนที่ท่านจะตอบประเด็นที่ผมถาม ผมก็ไม่โทษนะครับ ท่านจะยังไม่มีวุฒิภาวะที่จะตอบ ท่านก็พยายามที่จะบิดเบี่ยงไปเรื่องอื่น แต่ไม่เป็นอะไรครับ ผมอยากจะย้ำประเด็นที่ผมถามอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้ท่านประธานได้เห็นว่า ถ้าผมไม่ย้ำให้ชัดเจนก็จะเกิดความเสียหาย ประเด็นที่ผมถามก็คือว่าโครงการเสริมสร้าง เสถียรภาพเกษตรกรและเสถียรภาพราคายางที่ใช้เงินไปทั้งหมด ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะนี้มันต้องมีข้อบกพร่อง เพราะไม่สามารถที่ทำให้ระดับราคายางสูงขึ้น

ประการที่ ๒ ที่รัฐมนตรีคนที่แล้วบอกว่าจะแสวงหาความร่วมมือกับ ๓ ประเทศ ผู้บริษัทหลัก แล้วรัฐมนตรีท่านนี้ก็พูดเช่นเดียวกันครับในสภานี้ ท่านก็ไม่ตอบว่าวันนี้ท่าน ให้ความร่วมมือกับ ๓ ประเทศไปถึงไหนแล้ว มีผลต่อการยกระดับราคายางของเกษตรกรอย่างไร

ประการที่ ๓ ผมถามว่าในวันนี้กระบวนการในการแทรกแซงเมื่อไม่ยกระดับราคา ให้สูงขึ้น ในขณะเดียวกันราคาล้อรถยนต์ยังเท่าเดิม แต่ราคายางพาราซึ่งเป็นวัตถุดิบเบื้องต้น กลับลดต่ำลงเหลือกิโลกรัมละ ๗๐-๘๐ บาท คือครึ่งต่อครึ่งกระบวนการในการส่งเสริม การแข่งขันในเรื่องของการรับซื้อยางภายในประเทศวันนี้มันถูกปิดตายโดยนโยบายของท่าน เพราะว่าพ่อค้าที่ส่งยางออกนอกประเทศเขาไม่มั่นใจในนโยบายของท่าน และไม่มั่นใจ เหมือนที่ท่านตอบนี่ละครับ เพราะแสดงถึงภูมิว่าสามารถที่จะเข้ามาสู่กระบวนการ ในการแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ท่านพาดพิงให้ผมและพรรคประชาธิปัตย์ เสียหายผมต้องชี้แจง

ประเด็นแรก ท่านบอกว่าในสมัย ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ยางกิโลกรัมละ ๑๗ บาท ท่านประธานครับ ตอนนั้นยางกิโลกรัมละ ๑๗ บาทจริงครับ แต่ค่าเงินบาทที่ท่านอ้าง เมื่อสักครู่นี้ต่อเหรียญสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ ๒๐-๒๕ บาท แล้ววันนั้นไข่สมัยท่านชวน ใบละเท่าไรล่ะท่าน วันนี้ไข่ใบละเท่าไร ปลาทูขณะนั้นตัวละไม่ถึง ๑ บาท วันนี้ปลาทูตัวละ ๑๒ บาท ท่านจะมาเปรียบเทียบด้วยราคาเงินแบบนั้นไม่ได้ อันนี้มันวิสัยทัศน์ที่จะนำไปสู่ กระบวนการแก้ไขปัญหา ถ้าท่านยังเข้าใจผิดตรงนี้ท่านก็จะแก้ไขปัญหาตรงนี้ไม่ได้ครับ และที่สำคัญท่านบอกว่ารัฐบาลในขณะนั้นที่มีท่านอาคม เอ่งฉ้วน ดูแลเรื่องยาง ขาดทุนไป ๑๙,๘๒๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ มีตัวเลขในการประเมินหลังเสร็จสิ้นโครงการ จากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินยืนยันชัดเจนว่าโครงการแทรกแซงขณะนั้นมีการขาดทุน เพราะไปซับซิไดซ์ ไม่ใช่ขาดทุนเพราะการบริหารจัดการ มีการขาดทุนเพราะไปสนับสนุน กลุ่มเกษตรกร แต่ทำให้ราคายางจากกิโลกรัมละ ๑๒-๑๗ บาท สูงขึ้นมาถึงกิโลกรัมละ ๔๐ บาท ทำให้เกษตรมีมูลค่าเพิ่มทั้งหมด ๓๔,๗๐๐ ล้านบาท นี่คือสิ่งที่เกษตรกรได้รับ แต่ของท่านใช้ไป ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท เกษตรกรแทนที่จะได้รับกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท กลับมาเหลือกิโลกรัมละ ๘๐ บาท มันต่างกันตรงนี้ครับ ผมเลยเรียกร้องแทนเกษตรกร ชาวสวนยางครับท่านรัฐมนตรี ไม่ใช่เรียกร้องเพื่อว่ามาโต้เถียงกัน รัฐมนตรีต้องตอบว่า กระบวนการในการทำอย่างนี้ทำอย่างไรให้ผลโดยตรงไปสู่เกษตรกร ท่านบอกว่าทำไม เกษตรกรไม่ไปขายที่ราคากลางกิโลกรัมละ ๘๘ บาท ท่านยิ่งไม่เข้าใจอีกว่าตลาดราคายาง ท้องถิ่น ท่านประธานครับ ท่านประธานมีสวนยางก็เข้าใจครับ เกษตรกรรายย่อยเขาขาย ในท้องถิ่น ราคากลางนั้นเป็นการกำหนดราคาที่ตลาดกลาง และที่ท่านอ้าง ๘๘ บาทนั้น เป็นยางรมชั้น ๑ เป็นยางแผ่นรมควัน แต่เกษตรกรขายยางแผ่นดิบครับท่านประธาน ขายยางแผ่นดิบ เพราะฉะนั้นเกษตรกรได้ขายในโครงการแทรกแซงของท่านเพียงร้อยละ ๑๐ ของปริมาณยางทั้งหมดเท่านั้น ท่านรัฐมนตรีครับ ประเด็นที่รัฐมนตรีต้องเข้าไป

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านชินวรณ์ครับมีผู้ประท้วง อย่าเพิ่งประท้วงเลยนิดเดียวท่านจะจบแล้ว ให้โอกาสท่าน ถือว่าเป็นผู้อาวุโสของพรรคประชาธิปัตย์ เชิญครับ สรุปสั้น ๆ เลยครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ นครศรีธรรมราช

สรุปสั้น ๆ เลยครับว่า ประเด็นที่ได้มีการดำเนินการ ในโครงการแทรกแซงผมพูดเพื่อความปรารถนาดีไม่ต้องการ ให้เป็นการเมือง แต่รัฐมนตรีจะตอบเป็นการเมืองผมต้องชี้แจง ผมอยากจะชี้ว่าถ้าหาก รัฐมนตรีเข้าใจในเรื่องของตลาดยาง อีกร้อยละ ๙๐ ที่เป็นเกษตรกรรายย่อยเขาควรจะได้รับ ผลประโยชน์จากโครงการของรัฐบาล

และประการสุดท้าย ยังมีการพาดพิงไปว่าในสมัยนั้นมีการตรวจสอบ การตรวจสอบก็เป็นเรื่องปกติครับ แต่ผมยืนยันว่าการตรวจสอบดังกล่าวนั้นในหลายประเด็น ไม่ว่าสมัยท่านจุรินทร์ก็ดี ป.ป.ช. ชี้มูลแล้วว่าไม่มีความผิด มีรัฐมนตรีในรัฐบาลนี้ไปกล่าวอ้าง ว่ารัฐมนตรีจุรินทร์ในขณะนั้นมีส่วนเกี่ยวข้อง วันนี้ท่านจุรินทร์ฟ้องศาลก็ตัดสินไปแล้วนี่ครับ แล้วก็ต้องขออภัยโทษไปแล้ว ส่วนข้อร้องเรียนอื่นมีอะไรบ้างก็เป็นเรื่องของกระบวนการ ตรวจสอบ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านชินวรณ์ครับ ด้วยความเคารพ มีท่านอาคมมารอจะชี้แจงกับท่านจุรินทร์อยู่แล้วครับ ท่านพอแล้วครับ ให้ท่านอาคมได้ชี้แจงบ้างครับ ขอบคุณครับ เชิญท่านอาคมครับ

นายอาคม เอ่งฉ้วน บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อาคม เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่จริงท่านรัฐมนตรี พยายามจะบอกว่าเวลายางราคาตกต่ำมันเป็นหน้าที่ของรัฐบาลจะต้องเข้าไปแทรกแซง แล้วคนที่เข้าไปรับผิดชอบส่วนมากก็จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์บ้าง และการแทรกแซงยางพารา มันมีมาตั้งแต่รัฐบาล พลเอก เปรม ติดต่อกันมาเรื่อยเลย เพราะฉะนั้นไม่ปฏิเสธตอนที่ผม เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ช่วงนั้นก็ชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ราคายางพาราก็ไม่ถึง ๑๐๐ บาทเหมือนที่ท่านพูดนั่นละครับ แต่ว่าที่ชาวบ้านเป็นห่วงมาก เวลานี้เพราะช่วงที่รัฐบาลที่แล้วใกล้ ๆ ยางพาราทะลุพรวดขึ้นไปถึง ๑๗๐ บาท ๑๘๐ บาท มันไม่ได้ขึ้นไปเอง มันเป็นความสามารถของผู้บริหารของรัฐบาลช่วงนั้น ซึ่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้บริหาร ทีนี้พอเปลี่ยนรัฐบาลยางพารามันตก ยางพารามันตกชาวบ้านก็เรียนร้อง ท่านณัฐวุฒิไปสัญญาว่าจะได้ ๑๒๐ บาท และท่านก็มาต่อเนื่องก็มันไม่ถึง ก็มีการพูดอยู่ ประเด็นนี้ว่ายังไม่ถึง ๑๒๐ บาท ไม่ได้เรียกร้อง ๑๕๐ บาท แต่นี่ท่านยุทธพงศ์ท่านพูดไปไกล ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนว่าพวกผมเป็นรัฐมนตรีมาหลายครั้ง พวกผมดูแลยางพารา เราไม่หากินกับยางพาราครับ แล้วเราไม่เคยจัดอีเวนท์ (Event) ครับ ผมเพิ่งเห็นรัฐบาลชุดนี้ จัดอีเว้นท์เรื่องยางพาราแล้วไปชักเปอร์เซ็นต์กันหรือเปล่าผมไม่แน่ใจ แต่ว่าจัดอีเว้นท์กัน คือเอาบริษัทไปจัดอีเว้นท์เรื่องยางพารา บริษัทไต้หวันมาประกาศว่าจะซื้อยางพารา ๗๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ ตัน บริษัท บริดจสโตนจะมาสร้างโรงงานยางรถยนต์ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ไม่มีครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านอาคมด้วยความเคารพ ท่านเอาเฉพาะที่ท่านรัฐมนตรีอาคมเสียหายพอแล้วครับ ขอบคุณครับ

นายอาคม เอ่งฉ้วน บัญชีรายชื่อ

เสียหายก็คือว่าท่านพูดว่าผมก็ดูแล ยางพาราแล้วราคายางพาราช่วงนั้นที่ผมดูแลก็ขาดทุน แต่ว่ามันก็มีการตรวจโดย สตง. เรียบร้อย ท่านก็รู้ครับเราซื้อสูงกว่า เดี๋ยวนี้ซื้อ ๑๐๐ บาท ยางพารา ๗๐ บาทอย่างไรก็ต้อง ขาดทุน แต่ช่วงผมนี่ไล่ซื้ออย่างที่ท่านชินวรณ์พูด ถ้ายางพาราข้างล่าง ๒๐ บาท เราจะซื้อ ๒๒ บาท พอขึ้น ๒๒ บาท เราซื้อ ๒๔ บาท พอ ๒๔ บาท เราซื้อ ๒๖ บาท และตอนที่ผมจะซื้อ แต่ละครั้งได้นายชวน หลีกภัย ต้องอนุญาตทุกครั้งครับ ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านรัฐมนตรีไม่พาดพิงใครครับ ชี้แจงสั้น ๆ ถ้าพาดพิงไปมาเดี๋ยวก็เสียเวลาท่านจุฤทธิ์ รอนานแล้วนะครับ

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมหาสารคาม พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านประธานครับ ผมก็เรียนกับท่านประธานว่าผมได้ชี้แจงว่าความเป็นไปเป็นมาเป็นอย่างไร แล้วผมก็เรียนท่านประธานว่าก็ด้วยความเคารพ ท่านอาคม ท่านชินวรณ์ หรือท่านจุรินทร์ ก็เป็นนักการเมืองที่ผมให้ความเคารพนะครับ ผมก็เพียงแต่เอาลำดับเหตุการณ์มาอธิบายนะครับ ว่าโครงการต่าง ๆ มันเคยมีมาก่อนตั้งแต่สมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์นะครับ แล้วสิ่งหนึ่ง ที่พวกท่านยอมรับก็คือว่าสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ราคายางพารากิโลกรัมละ ๑๗ บาท แต่ผมก็ย้ำแล้วกันครับว่าสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยางพารากิโลกรัมหนึ่ง ณ วันนี้ ๘๙ บาท ผมก็ย้ำนะครับว่าราคายางพารามันต่างกัน และในขณะเดียวกันผมก็ต้องเรียนด้วยความเคารพว่า โครงการยางพาราภายใต้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังไม่มีเรื่องการทุจริต แล้วก็ยังไม่เคยไปชี้แจง ป.ป.ช. ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

พอแล้วครับ เชิญท่านสุชินดีกว่าครับ ท่านจุฤทธิ์รอนานแล้วครับ ท่านสุชินตอบผมด้วยนะครับ

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมต้องขอเรียนว่าผมไม่สามารถรับ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ได้ เหตุด้วยว่า รัฐบาลล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินและส่อไปในทางที่ทุจริตครับ ก่อนที่เข้าสู่ เนื้อหาผมขอเรียนท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นิดหนึ่งครับ เพราะผมจะอภิปรายเรื่องของแพง ที่ท่านพูดเรื่องยางพาราเมื่อก่อนกิโลกรัมละ ๑๗ บาท ตอนนั้นปุ๋ยกระสอบหนึ่งไม่ถึง ๓๐๐ บาท วันนี้ปุ๋ยกระสอบ ๑,๐๐๐ กว่าบาทแล้วครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ต้องเข้ามาทำงานแล้วครับ ต้องเข้ามาแก้ปัญหาครับ แล้วเดี๋ยวผมจะมาประมวลทั้งหมด ผมจะประมวลให้เห็นภาพว่าของแพงขึ้นอย่างไร ท่านประธานครับ รัฐบาลร่างนโยบายดังกล่าว ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ปี ๒๕๕๗ ดังกล่าวโดยเขียนไว้ในงบประมาณโดยสังเขปเล่มนี้ผ่านนโยบาย ๔ ข้อ

ข้อแรก จะจัดทำงบสมดุลในอนาคต แต่ปีนี้ยังขาดดุลนะครับ ปี ๒๕๕๗ ที่จะถึงก็ยังขาดดุล ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมมองเห็นครับรัฐบาลจะทำอย่างไรให้งบสมดุล ใช้วิธีการกู้นอกงบประมาณครับ อยู่ในวาระที่สอง วาระที่สาม คืองบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ขอกู้อยู่ครับ งบที่ผ่านไปแล้วเรื่องน้ำ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ขอกู้นอกงบประมาณครับ เพราะฉะนั้นอนาคตงบประมาณสมดุลได้ครับ รัฐบาลแอบเป็นอีกู้ครับ ไปกู้นอกงบประมาณ เพราะฉะนั้นรัฐบาลเลยเขียนไว้ว่ามีนโยบายจะทำงบสมดุล ผมไม่ขัดหรอกครับ แต่ผมเรียนว่า การกู้นอกงบประมาณนี้สภาตรวจสอบไม่ได้ ผมในฐานะ ส.ส. ตรวจสอบไม่ได้ครับ ตรวจสอบ ได้แค่บางส่วน รายละเอียดตรวจสอบไม่ได้เลย

นโยบายข้อที่ ๒ รัฐบาลบอกว่าจะส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้วยการเพิ่มงบให้ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ท้องถิ่นตอนนี้ไม่หวังหรอกครับว่าท่านจะเพิ่ม ให้หรือเปล่า เพราะที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพิ่งรับปากเมื่อ ๒ วันก่อนก็เพิ่ม ให้แค่ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ครับ บอกว่าจะเพิ่มให้เป็น ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ที่ท้องถิ่นรออยู่ครับ ที่ท้องถิ่นรออยู่ก็คือว่ามาถึงวันนี้งบประมาณปี ๒๕๕๖ จะครบ ๘ เดือนแล้วครับมาวันนี้ พรุ่งนี้ครบ ๘ เดือนเกิดอะไรขึ้นครับ งบอุดหนุนที่ท่านให้กับท้องถิ่นเบิกจ่ายยังไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือเวลาอีก ๔ เดือนท่านจะเบิกจ่ายให้ทันหรือเปล่า หรือรัฐบาลถังแตก ไม่มีเงินสดในกระเป๋า ไม่มีเงินโอนให้ท้องถิ่นหรือเปล่างบถึงยังไม่ไป อันนี้ท้องถิ่น ให้ผมมาเรียกร้องว่าให้รัฐบาลช่วยเร่งเบิกจ่ายให้อย่างเร่งด่วนท่านประธานครับ

นโยบายข้อที่ ๓ ของงบประมาณฉบับนี้ รัฐบาลบอกว่าจะพิจารณาทบทวน เพื่อลดเป้าหมายการดำเนินการของหน่วยงาน และจะปรับลดโครงการที่ไม่สอดคล้อง กับนโยบายของรัฐบาล แปลว่าอะไรครับ แปลว่ารัฐบาลจะเลือกปฏิบัติครับ แปลว่าตรงไหน ไม่มี ส.ส. รัฐบาลจะไม่ได้งบใช่ไหมครับ แปลว่าถ้าใครไม่มาเป็นพวกรัฐบาลไม่ว่าข้าราชการ หรือสายการเมืองรัฐบาลจะไม่ให้งบใช่ไหมครับ อันนี้รัฐบาลต้องตอบครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ยังอยู่ต้องตอบครับ อันนี้ประชาชนถามมา ท่านประธานครับ

นโยบายข้อที่ ๔ ข้อสุดท้าย รัฐบาลบอกว่าจะเน้นยุทธศาสตร์เพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายตามนโยบายเร่งด่วน ๑๖ ข้อ ผมเปิดดูหมดแล้วครับ นโยบายเร่งด่วน ๑๖ ข้อ ของรัฐบาลส่วนใหญ่เป็นเรื่องการกู้ กู้อะไรบ้างครับ กู้ทั้งรัฐบาลและประชาชน แปลกนะครับ รัฐบาลชุดนี้ขยันให้ประชาชนกู้ ให้ประชาชนกู้ไม่พอตัวเองกู้ด้วยครับ กู้แข่งกับประชาชนครับ รัฐบาลกู้อะไรครับ ยกตัวอย่างครับ โครงการพืชผลการเกษตรครับ กู้ ธ.ก.ส. ติดลบไปเกือบ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วครับ ธ.ก.ส. กำลังจะหมดสภาพคล่องแล้วครับ กู้ครั้งที่ ๒ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ผมพูดเมื่อสักครู่นี้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทกู้มาบริหารน้ำ จนบัดนี้ เพิ่งใช้ไป ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ยังเหลือเช็คเปล่าอีก ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่รัฐบาล ก็กู้ครับ เพราะกฎหมายผ่านไปแล้วครับ อันที่ ๓ กู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลตอนนี้ อยู่ในขั้นกรรมาธิการครับ กู้ไปอีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ รัฐบาลกู้ครับ กู้ไม่พอรัฐบาลเอง มาสนับสนุนให้ประชาชนกู้ด้วยครับ กู้เรื่องอะไรครับ รถคันแรกครับ กู้กองทุนต่าง ๆ ครับ บอกประชาชนกู้เลยครับ ถ้าใครเครดิตไม่ดีกู้ไม่ได้ไม่เป็นไรครับ รัฐบาลพักหนี้ให้อีกครับ ช่วยกันกู้ครับ เมื่อกู้มาก ๆ เกิดอะไรขึ้นครับ เกิดหนี้ครับ เกิดหนี้ประชาชนเดือดร้อนอย่างไรครับ ที่ท่านบอกว่าจำนำข้าวเจ๊งอย่างไรไม่เป็นไร ถึงเวลาเดี๋ยวเงินถึงมือเกษตร เกษตรกรหมุนลง มาใช้ได้อีกแล้วก็มาจ่ายภาษีรัฐบาล รัฐบาลก็มีเงินมาของบประมาณมาก ๆ อันนี้ไม่จริงครับ ไม่จริงอะไรครับ ไม่จริงเพราะว่าเมื่อวันที่ ๒๘ รองเลขาธิการสภาพัฒน์ออกมาพูดแล้วครับ ประชาชนไม่มีเงินจริงครับ เพราะว่าเริ่มมีการผิดนัดชำระหนี้ที่รัฐบาลพยายามยัดเยียดให้นี่ครับ มีการผิดนัดชำระหนี้ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก ๒๑ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๓๘.๙ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์มาเป็นนายกรัฐมนตรี หนี้เพิ่มขึ้น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญรัฐบาล บอกว่าขึ้นค่าแรง ๓๐๐ บาท ประชาชนมีรายได้เพิ่ม แต่ครับ อันนี้สภาพัฒน์แถลงเองนะครับ แต่ผู้มีรายได้น้อยที่ได้ค่าแรง ๓๐๐ บาทมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ๑๕.๙ เปอร์เซ็นต์ มากกว่ารายได้ ที่เพิ่มขึ้น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าได้ค่าแรงเพิ่มขึ้นเป็นวันละ ๓๐๐ บาทแต่มีค่าใช้จ่าย กลายเป็นวันละ ๓๕๐ บาท เพราะอะไรครับ เพราะของแพงขึ้นรายได้เพิ่มไม่ทันรายจ่าย เมื่อของแพงขึ้นกรุงเทพโพลล์ (Poll) ไปทำโพลล์สำรวจ คำตอบสั้น ๆ ครับ เมื่อสำรวจโพลล์ เสร็จแล้วปรากฏว่ามีการถามว่าเมื่อได้ค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาทชีวิตดีขึ้นไหม เขาตอบว่า อย่างไรครับ ชีวิตความเป็นอยู่ไม่ดีขึ้น เหตุผล ๘๕ เปอร์เซ็นต์เพราะข้าวของแพงขึ้น ข้าวของแพงขึ้น และถามว่ามีรายการอะไรบ้างครับ ผมไม่สามารถพูดทั้งหมดเวลาจำกัด ผมยกตัวอย่างแค่ ๕ รายการ น้ำแข็งก้อนเป็นถุงสมัยท่านอภิสิทธิ์ถุงละ ๘ บาท มาท่านยิ่งลักษณ์ถุงละ ๑๐ บาท ขึ้น ๒ บาทแล้วครับ น้ำอัดลม น้ำโค้ก น้ำแฟนต้า น้ำสไปร์ท น้ำเป๊ปซี่ ที่เรากินทุกวันจากขวดละ ๘ บาทขึ้นมาเป็น ๑๐ บาท ขึ้น ๒ บาท แล้วครับ ท่านไปกินข้าวกลางวันของเลยแพงขึ้นครับ นอกจากข้าวแกงแพงน้ำกินแพงอีกครับ ๓. ซอสฝาเขียวทุกคนรู้จักครับ กินทุกครัวครับ ซอสฝาเขียวจาก ๓๒ บาทขึ้นเป็น ๔๒ บาท ขึ้นไป ๑๐ บาทครับ รัฐบาลเคยมาตอบคำถามไหมครับ คุณยิ่งลักษณ์ที่เป็นผู้หญิงเป็นแม่บ้าน ท่านเคยไปจ่ายตลาดสดหรือเปล่า ที่ท่านจับไข่ขึ้นมาวันแรกตอนหาเสียงจะเป็นนายกรัฐมนตรี มาถึงวันนี้ท่านขว้างไข่ทิ้งแล้วครับไข่เลยแพงขึ้น ท่านประธานครับ ผงซักฟอกต้องใช้ทุกบ้าน จากถุงละ ๓๐ บาทครึ่งกิโลกรัม ท่านยิ่งลักษณ์มาเป็นนายกรัฐมนตรี วันนี้ขึ้นมาเป็น ๕๔ บาท ขึ้น ๒๔ บาทเกือบเท่าตัว ประชาชนไม่เดือดร้อนได้อย่างไรล่ะครับเพราะของแพงขึ้นจริงครับ อันสุดท้ายตอกย้ำที่ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการพูดเมื่อสักครู่นี้ที่ท่านบอกว่าเรื่องราคายาง ปุ๋ยสูตร ๑๕-๑๕-๑๕ ปี ๒๕๕๔ ก่อนท่านมาเป็นนายกรัฐมนตรีถุงละ ๘๐๐ บาท ผมไม่พูดถึงยี่ห้อครับ อันนี้ถูกสุดแล้วครับ ถุงละ ๘๐๐ บาทกระสอบหนึ่ง ท่านมาเป็นนายกรัฐมนตรี ๒ ปี จาก ๘๐๐ บาทเป็น ๙๒๐ บาท ขึ้นมา ๑๒๐ บาท แพงนะครับ แต่ราคายางขึ้นไหมครับ ไม่ขึ้นครับ ๑๕-๑๕-๑๕ นี่ใส่ปาล์มด้วยครับ ปาล์มราคาขึ้นไหมครับ ไม่ครับ จาก ๔ บาทกว่า เหลือ ๓ บาทกว่า เหลือ ๒ บาทกว่าครับ ผมไม่พูดถึงโครงการประกันต่าง ๆ ที่ไร้ประสิทธิภาพนะครับ ผมจะพูดถึงเรื่องของแพงอีกอย่างหนึ่ง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต้องเข้ามานั่งฟังครับ แพงมหาศาลครับ แพงน่าใจหายครับ แพงจนเด็กนักเรียนต้องร้องไห้เพราะจะไม่มีโรงเรียนเรียนครับ ท่านประธานครับ นโยบายยุบโรงเรียนอันนี้ข้อมูลจากสำนักงบประมาณครับ การแก้ปัญหา โรงเรียนขนาดเล็กของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พิจารณาจัดสรรงบประมาณ ซื้อรถโดยสารขนาด ๑๒ ที่นั่ง (ดีเซล) จำนวน ๑,๐๐๐ คัน คันละ ๑,๒๓๒,๔๐๐ บาท เป็นเงินทั้งสิ้น ๑,๒๓๒,๔๐๐,๐๐๐ บาท ตั้งงบผูกพันไว้ ๒ ปีครับท่านประธาน ปี ๒๕๕๗ ปีหน้าที่จะถึงตั้งงบไว้ ๑๘๔,๘๖๐,๐๐๐ บาท ปี ๒๕๕๘ ผูกพันงบไปอีก ๑,๐๔๗,๕๔๐,๐๐๐ บาท ผูกพันไว้ ๒ ปีครับ ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับท่านประธาน ประเด็นอยู่ที่ว่าท่านตั้งงบประมาณไว้ ซื้อรถโดยสารขนาด ๑๒ ที่นั่ง (ดีเซล) คำว่า ๑๒ ที่นั่งคืออะไรครับ ท่านเห็นในภาพไหมครับ มี ๒ ขนาดครับ อันนี้คือ ๑๖ ที่นั่งหลังหลังคาสูง อันนี้คือ ๑๒ ที่นั่งคันเล็ก นี่ครับมีภาพประกอบหมด นี่คือ ๑๖ ที่นั่ง นี่คือ ๑๒ ที่นั่ง ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ ถ้าท่านซื้อไปให้นักเรียนนั่งท่านซื้อ ๑๒ ที่นั่ง ใช่ไหมครับ ต้องมีคนขับ ๑ คนใช่ไหมครับ ต้องมีครูประกบไปด้วยอีกท่านหนึ่งใช่ไหมครับ ขนเด็กได้ทีละ ๑๐ คนใช่ไหมครับ ถามว่าทำไมท่านไม่ซื้อ ๑๖ ที่นั่งละครับ ท่านอาจจะบอกว่า ท่านตั้งงบไว้เท่านี้ ถ้าท่านตั้งงบไว้เท่านี้ถามว่าซื้อ ๑๖ ที่นั่งได้ไหม มาดูราคาครับ ท่านประธานครับ รถตู้ในท้องตลาดมี ๒ ยี่ห้อผมไม่เอ่ยถึงที่มีจำหน่ายทุกวันนี้ในประเทศไทย ราคาเท่ากัน ทั้ง ๒ ยี่ห้อ ผมมีภาพประกอบแค่นี้ครับ ประเด็นคือท่านซื้อ ๑๒ ที่นั่ง ๑๒ ที่นั่งคันละเท่าไรครับ คันละ ๙๕๖,๐๐๐ บาท ท่านตั้งงบไว้เท่าไรครับ ท่านตั้งงบไว้คันละ ๑,๒๓๒,๔๐๐ บาท แพงกว่าความเป็นจริงเท่าไรครับ ๒๗๖,๐๐๐ บาทต่อคัน ผมเลยบอกว่านี่แพงมหาศาลครับ ส่วนต่าง ๒๗๖,๐๐๐ บาทไปอยู่กระเป๋าใคร ไปอยู่ตรงไหนครับ ผมคิดว่าสภาก็มีรถตู้เยอะ ท่านซื้อรถผมคิดว่าทุกคนซื้อ ๑๖ ที่นั่งหมด แต่กระทรวงศึกษาธิการเขียนว่าต้องซื้อ ๑๒ ที่นั่ง จะโละสต็อกเขาหรือครับ แล้วทำไมต้องล็อกสเปก (Lock spec) ว่า ๑๒ ที่นั่งล่ะครับ อันนี้ ข้อมูลจากสำนักงบประมาณครับ สำคัญก็คือว่าถ้าท่านมาซื้อคัน ๑๖ ที่นั่งคันนี้คันใหญ่ เงินที่ให้ไปก็ซื้อพอครับ แถมยังมีส่วนต่างอีกคันละ ๗๔,๐๐๐ บาท เพราะท่านตั้งงบไว้ ๑,๒๓๐,๐๐๐ กว่าบาทโดยประมาณ รถ ๑๖ ที่นั่งคันละ ๑,๑๕๘,๐๐๐ บาทเองครับ ยังมีส่วนต่างอีก ๗๔,๐๐๐ บาท ถ้าท่านบอกว่าเผื่อจ่ายแวต (VAT) ท่านครับ ท่านไปขอโบรชัวร์ (Brochure) จากศูนย์รถตู้ได้เลยราคานี้รวมแวตแล้วครับ สำคัญที่สุด ถ้าท่านซื้อ ๑,๐๐๐ คัน ผมคิดว่าถูกกว่านี้ แต่ท่านประธานครับ ไม่จบเท่านี้นะครับ ผมอยากให้ท่านรัฐมนตรีช่วยครับ หรือท่านรัฐมนตรีว่าการท่านเปิดเล่มนี้ครับ เล่มขาวคาดแดง เล่มที่ ๘ (๑) ท่านเปิดดูครับ หน้า ๑๗๒ ท่านเปิดตอนนี้เลย ท่านครับ โครงการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนสู่มาตรฐานครับ ข้อ ๒ งบลงทุน ๒.๑.๑.๑ ครุภัณฑ์ยานพาหนะและขนส่ง เกิดอะไรขึ้นท่านประธานครับ (๑) นี่ของกระทรวงศึกษาธิการ รถโดยสารขนาด ๑๒ ที่นั่ง (ดีเซล) เหมือนกับที่สำนักงบประมาณ แจ้งไว้ ๑,๐๐๐ คัน งบประมาณทั้งสิ้น ท่านประธานจดตัวเลขให้ดีนะครับ เมื่อสักครู่นี้ สำนักงบประมาณบอกว่าตั้งงบไว้ให้คันละ ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท ท่านอ่านตรงนี้ (๑) งบประมาณทั้งสิ้น ในเล่มขาวคาดแดง ๒,๓๔๓,๗๒๔,๐๐๐ บาท เกิดอะไรขึ้นท่านประธานครับ สำนักงบประมาณ แจ้งผมว่าจัดงบซื้อรถยนต์คันละ ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่กระทรวงศึกษาธิการใส่ไว้ครับ ซื้อรถคันละ ๒,๓๔๐,๗๒๔ บาท มีเศษ ๔ บาทต่อคันด้วยครับ พิสดารไหมครับ เดี๋ยวนี้ รถยนต์เขามีหลักบาทด้วยหรือท่านรัฐมนตรีครับ ท่านต้องตรวจสอบครับ นี่คือเหตุผล เพราะผมบอกว่าแพงทั้งแผ่นดิน น่ากลัวนะครับ อันนี้แพงเพื่อกินน่ากลัวกว่าครับ ท่านไปไหนครับ ผมคิดว่าถ้าท่านไม่มีเล่มขาวคาดแดงท่านไม่เคยมีเอกสารในมือ มาขอจากผมได้ พวกผมฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ทำหน้าที่ตรวจสอบครับ ผมกินเงินภาษี ประชาชน ผมเลยเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีครับ แล้วฝากไปยัง คณะกรรมาธิการงบประมาณถ้าจะมีครับ แต่ถ้าวันนี้เราไม่รับหลักการฉบับนี้ว่ากันใหม่ จบครับไม่ต้องมีกรรมาธิการครับ ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วครับ ผมยังไม่พูดประเด็นว่าควรยุบโรงเรียนหรือไม่ เด็กเสียใจแค่ไหนโดนยุบโรงเรียน วันนี้ช้ำใจหนักเข้าไปอีกโดนยุบไม่ว่ามีคนมาหากินกับเรื่องรถของหนูอีกครับ ผมคิดว่า ท่านรัฐมนตรีเป็นคนละเอียดครับ แค่ระเบียบเรื่องคำว่า ซอยผม คำว่า ซอย คำเดียว ระหว่างเด็กหญิงเด็กชายไม่รู้จะซอยอย่างไร ท่านแก้ครับ นี่งบประมาณ ท่านก็ละเอียด รถคันหนึ่ง ๒,๓๔๓,๗๒๔ บาท เหมือนซื้อข้าวแกงต่อกัน ๔ บาท ข้าวแกงยังมี ๕ บาท กับ ๑๐ บาท ๔ บาทไม่มี แต่วันนี้กระทรวงศึกษาธิการละเอียดมาก ผมฝากท่านประธานไว้ ผมไม่สามารถรับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ได้ด้วยเหตุผลดังกล่าว ท่านประธานครับ ก่อนที่จะจบตรงนี้ผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งครับ ข้อพิรุธ ข้อที่ ๑ มีการล็อกสเปกบังคับต้องซื้อ ๑๒ ที่นั่งคันนี้ ข้อที่ ๒ ผลจากการตั้งงบประมาณ เกินจริงประชาชนไม่ได้ประโยชน์ สำนักงบประมาณแถลงครับ ข้อมูลสำนักงบประมาณ รถแพงขึ้นคันละ ๒๗๖,๐๐๐ บาท ของกระทรวงศึกษาธิการแพงขึ้นคันละ ๑,๓๘๗,๗๒๔ บาท มีเศษ ๔ บาทด้วย ท่านประธานครับ วันนี้ถ้าท่านจะยกเลิกโครงการดังกล่าวเอาเงิน ๒,๓๔๓,๐๗๒,๔๐๐ บาทคืนประชาชนครับ ถ้าท่านเอาสตางค์เหล่านี้คืน และท่านเอาสตางค์ ไปจ้างครูตามนโยบายรัฐบาลเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ครู ๑ ปีต้องใช้สตางค์เท่าไร เดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท คูณ ๑๒ ท่านรัฐมนตรีครับ ได้ ๑๘๐,๐๐๐ บาท ๑๘๐,๐๐๐ บาทต่อคน ท่านเอา ๑๘๐,๐๐๐ บาทนี้ไปหารงบ ๑,๓๐๐ ล้านบาทนี้ครับ ได้จำนวนเท่าไรครับ ท่านจะ จ้างครูได้ ๑๓,๐๐๐ คน ท่านไม่ต้องซื้อ เอาเงินรถโรงเรียนไปจ้างครูแทน ท่านจ้างครูได้ ๑๓,๐๐๐ คน ไปอยู่ประจำโรงเรียนได้กี่โรงเรียน โรงเรียนขาดแคลนตรงไหนบ้าง ท่านทำสิครับ ไม่ใช่ท่านยุบอย่างเดียว แต่ผมก็เข้าใจครับ ไม่ทราบว่ายุบเพื่อหาผลประโยชน์หรือเปล่า อันนี้ผมให้ความเป็นธรรมครับ แต่ผมก็เชื่อมั่นว่าสิ่งที่ผมอภิปรายวันนี้เป็นข้อมูล ความจริง ทั้งหมด แล้วก็ฟ้องประชาชนเจ้าของภาษีทั้งหมดว่าวันนี้เราต้องพิจารณาว่ารัฐบาลชุดนี้ ทำงานกันอย่างไรครับ ว่า ครม. ชุดนี้มาของบประมาณกับแผ่นดิน มาของบประมาณจากสภา แต่ท่านไม่สามารถทำให้เงินภาษีประชาชนเกิดดอกเกิดผลได้อย่างแท้จริง ไม่สามารถ ใช้งบประมาณอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมได้

สุดท้ายท่านประธานครับ ผมขอไม่รับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ฉบับนี้ และขอตั้งชื่องบประมาณฉบับนี้ว่าร่างงบประมาณ ผลาญเงินเด็ก ขอบคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไปจะเป็น ท่านอนุรักษ์ บุญศล ๗ นาที แล้วก็มาที่ท่านนคร มาฉิม แล้วขยับไปที่ท่านอรรถกร ศิริลัทธยากร แล้วมาท่านอภิรักษ์ โกษะโยธิน จะได้เตรียมตัวถูก เชิญท่านอนุรักษ์ บุญศล ครับ

นางอนุรักษ์ บุญศล สกลนคร 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ จำนวน ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท ซึ่งใน ๘ ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลนั้นดิฉันสนใจมาที่ยุทธศาสตร์ที่ ๔ ยุทธศาสตร์การศึกษาคุณธรรมจริยธรรม คุณภาพชีวิต และความเท่าเทียมกันในสังคม ซึ่งในปีนี้นั้น ตั้งงบประมาณไว้ที่ ๘๗๙,๘๖๑.๙ ล้านบาท เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางสังคม และลดความเหลื่อมล้ำ โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น ดิฉันสนใจคำว่า ลดความเหลื่อมล้ำซึ่งเป็นวลีสั้น ๆ แต่มีความหมาย ซึ่งถ้าท่านประธานขับรถ เข้ามาในสภาผู้แทนราษฎร รัฐสภาแห่งนี้ ท่านจะเห็นป้ายใหญ่ ๆ ที่ประชาชนเขียนติด เพื่อมาเรียกร้องว่าขอให้รัฐบาลลดความเหลื่อมล้ำ การลดความเหลื่อมล้ำของรัฐบาล ภายใต้การนำของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้นดิฉันดีใจที่สุดที่ยุทธศาสตร์นี้ ได้รับการแก้ไข จากข้อมูลสภาพัฒน์ในปี ๒๕๕๖ คนจนในประเทศไทยลดลง ท่านประธานคะ ดิฉันจะไม่ดีใจได้อย่างไรเมื่อคนจนในประเทศนี้นั้นถ้านับแล้ว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๕.๑ ล้านคน เป็นคนอีสาน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของคนจนทั้งประเทศ แต่เดี๋ยวนี้ได้ลดจำนวนลงจากการบริหาร ประเทศของเสนาบดีภายใต้การนำของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร สำหรับรายละเอียด รายได้ต่อหัวของสภาพัฒน์พบว่าเส้นความยากจนในกรุงเทพมหานครอยู่ที่รายได้ ๒,๐๒๐ บาทต่อเดือน หมายความว่าในครอบครัวที่มีหัวหน้าครอบครัวมีรายได้ประมาณ ๘,๐๐๐ บาทต่อเดือน หากต้องเลี้ยงคู่ครองที่ไม่มีรายได้และลูกอีก ๒ คนถือว่าเป็นคนยากจน เห็นไหมคะ มันมีค่ากำหนดตัวเลขอยู่ แต่ถ้าเป็นคนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือภาคอีสานพี่น้องดิฉัน เส้นความยากจนจะอยู่ที่ ๑,๒๑๕ บาท ที่กำหนดไว้ต่ำกว่าก็เพราะว่าค่าครองชีพถูกกว่า และชาวชนบทยังสามารถหาผัก ปลาจากแหล่งธรรมชาติโดยไม่ต้องใช้เงินอีกด้วย ทำไมดิฉัน จึงเรียนให้ทราบในเรื่องนี้ต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้ค่ะว่า คนจนลดลงพี่น้องในประเทศนี้ คนจนลดลงไม่ดีหรือคะ มีคนชั้นกลางเพิ่มมากขึ้น แล้วก็ดิฉันทราบข้อมูลตั้งแต่อดีตมาเลยว่า ตั้งแต่อดีตนั้นเงินเท่านี้ค่าครองชีพเท่านี้มันเป็นระยะเวลาของปี ข้าราชการครูบ้านนอก อย่างดิฉันรับราชการครั้งแรกเงินเดือน ๒,๗๐๐ บาท ต้องนั่งมอเตอร์ไซค์คุรุสภา แต่เดี๋ยวนี้นั้น ข้าราชการไทยเงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท มีรถคันแรกซึ่งปลอดภัย ดิฉันเคยขับชนสุนัขข้างถนน ไปฟื้นที่โรงพยาบาล แต่ถ้าเขาขับชนแมว ชนสุนัข เขารอด ง่าย ๆ แค่นี้คุณภาพชีวิตดีขึ้นหรือไม่ ในภาพรวมของประเทศในจำนวนประชากรไทย ๖๕.๕ ล้านคน มีคนจนรายได้ต่ำกว่า ๒๐,๑๓๖ บาท ต่อปี หรือรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า ๑,๖๗๘ บาทต่อคน มีจำนวน ๕.๑ ล้านคน ได้ประโยชน์จาก งบประมาณจากการบริหารประเทศโดยการนำของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร นี่ละค่ะได้ประโยชน์เพราะว่าคนจนลดลง ดิฉันย้ำในเกือบ ๒ ปีนี้จากข้อมูลของสภาพัฒน์ คนจนลดลงทั้งประเทศคนจนมี ๕.๑ ล้านคนเขาได้อะไรบ้างคนจน เขาได้พักหนี้เกษตรกร ได้ตั้งธนาคารประชาชนให้คนจนกู้ได้มากขึ้น ได้รับการใส่เงินทุนเงินกู้ในหมู่บ้าน ได้เพิ่ม การผลิตสินค้าเพื่อขาย ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ได้พัฒนาระบบการศึกษา ได้พัฒนาระบบสาธารณสุข ได้ประกันสังคม และได้ตามแบบประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมด้วย เห็นไหมคะ ฉะนั้นเส้นความยากจนจะไม่หลุดไปใน ๕,๑๐๐,๐๐๐ คนนี้ สิ่งเหล่านี้ทำให้ ประชาชนยากจนมีรายได้เพิ่มขึ้นและพ้นจากเส้นความยากจน ท่านประธานที่เคารพคะ นี่คือความน่ายินดีของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียวภายใต้การบริหาร ๒ ปีนี้ แล้วทีนี้นั้นยังไม่เห็นภาพชัดเจนใช่ไหมคะ ดิฉันจะเรียนให้ท่านประธานทราบว่าค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาทเมื่อเข้าสู่ระบบ ความจนลดลงค่ะ โดยการนำร่อง ๗ จังหวัด แรงงานอยู่ที่ ๕.๔ ล้านคน อีก ๗๐ จังหวัด ลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม แล้วมีการพัฒนาฝีมือแรงงาน ให้สอดคล้องกับรายได้ พักหนี้ครัวเรือนของเกษตรกรรายย่อยและผู้มีรายได้น้อย แบ่งเป็น อย่างนี้ค่ะท่านประธานคะ ลูกหนี้คงค้างต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาทจำนวนถึง ๔๒๘,๔๑๕ ราย เป็นมูลหนี้ถึง ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เห็นไหมคะ ลูกหนี้ที่มีสถานะปกติแจ้งความจำนง จำนวน ๒,๔๖๗,๑๙๓ ราย มูลหนี้กว่า ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปรับเงินเดือนปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาท มีความสุขมากกับการบริหารภายใต้การนำของรัฐบาลชุดนี้ค่ะ บัตรเครดิตเกษตรกร ซึ่งอีก ๕ เดือนจะซื้อข้าวสารได้ ยิ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก และนอกจากสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการอยู่นี้ และเสนาบดีทั้งหมดที่ดูแลประเทศอยู่นี้นั้น ดิฉันต้องการน้ำให้กับเกษตรกรภาคอีสานค่ะ เพราะว่าน้ำคือชีวิต แล้วตัวเลข ๕.๑ ล้านคนจะหมดไปจากประเทศไทย ความยากจนข้นแค้นแสนลำบาก กว่าทุกข์ยากปากยังร้องท้องยังหิว น้ำตาหล่นบนแผ่นดินสิ้นรอยริ้ว เหมือนได้คิวคนยาก อ้าปากลืมตา รายได้เพิ่มจากเดิมยากไร้ สิทธิของคนไทยรัฐดูแลชะแง้หา ความเท่าเทียม เอี่ยมอ่องทองทาบทา มีคุณค่าพ้นยากจนคนไทยเท่าเทียม ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านนคร มาฉิม ๑๐ นาทีนะครับ

นายนคร มาฉิม พิษณุโลก 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ของรัฐบาลแล้วไม่เพียงพอที่จะเป็นเหตุผลที่จะรับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ได้ เนื่องจากว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหา โครงสร้างให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องในชนบท พี่น้องประชาชนที่อยู่อย่างแร้นแค้น อยู่อย่างยากลำบากและมีปัญหาอยู่ ท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากว่าเวลามีจำกัด ผมขอถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านประธานในเรื่องปัญหาการถือครองที่ดินของประเทศ ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาการถือครองที่ดินของพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน มีปัญหาแล้วก็สั่งสมกันมายาวนานหลายสิบปียังไม่ได้รับการแก้ไข ยังไม่มียุทธศาสตร์ที่จะบริหาร จัดการทรัพยากรที่ดินจากรัฐบาล ยังไม่มีแนวนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและมั่นคง ทั้ง ๆ ที่ที่ดิน ที่อยู่อาศัย ที่ทำกินเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่สุด ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อมูล จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เมื่อปี ๒๕๕๑ สรุปไว้ค่อนข้างชัด แล้วก็สอดคล้อง กับการทำวิจัยของมูลนิธิสถาบันที่ดินและคณาจารย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขออนุญาตเอ่ยนามคณาจารย์ที่ได้ทำการวิจัยไว้ก็คือ ท่านอาจารย์อิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ แล้วก็ท่านอาจารย์ดวงมณี เลาหกุล ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาอันที่ ๑ ก็คือการไร้กรรมสิทธิ์ที่ดิน การไร้กรรมสิทธิ์ที่ดินที่ประชาชนได้ทำกินและป่าไปทับกับที่ทำกินของประชาชน ไม่ว่าจะเป็น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตป่าสงวน เขตอุทยานแห่งชาติ เขตที่ราชพัสดุ และที่ดินตามโครงการ ที่รัฐบาลจัดสรรให้ โดยกระทรวงมหาดไทยแล้วก็ทีดีอาร์ไอ (TDRI) มีข้อมูลสอดคล้องกัน ก็คือป่าทับคนอยู่ทั้งหมด ๕,๓๐๐,๐๐๐ คน จำนวนพื้นที่ป่าที่ทับที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย ที่ไร่ ที่นา ของประชาชน ๓๗,๖๐๐,๐๐๐ ไร่ อันที่ ๒ ประชาชนที่ยังขาดที่ทำกินก็คือไม่มีที่ทำกินเลย เป็นข้อมูลจากการขึ้นทะเบียนคนจนเมื่อปี ๒๕๔๗ พบว่าผู้ที่มาลงทะเบียนเป็นผู้ไม่มีที่ทำกิน รวมทั้งหมด ๑,๓๐๓,๓๖๐ ราย จนถึงบัดนี้งบประมาณปี ๒๕๕๗ ๑๐ ปีย้อนหลังแล้วครับ ท่านประธาน ผู้ที่ไม่มีที่ทำกินเลยก็ยังคงไม่มีที่ทำกินอยู่จนถึงปัจจุบัน มีที่ทำกินและไม่พอเพียง ต่อการทำกินอีก ๑,๖๕๑,๙๒๒ ราย รวมเป็นทั้งหมดเกือบ ๓,๐๐๐,๐๐๐ รายไม่มีที่ทำกิน หรือมีแต่ว่าไม่พอที่จะทำกิน นอกนั้นเขาจึงจำเป็นที่จะต้องไปเช่า ยืม ขออาศัยอยู่ รวมทั้งหมดประมาณ ๖๗๘,๐๐๐ กว่าราย ที่ดินส่วนใหญ่ของประเทศกลับไปกระจุกตัว อยู่กับผู้ที่มีอำนาจในเรื่องทุนอยู่แค่เพียงประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ถือครองที่ดินทั้งหมด ทั่วประเทศร้อยละ ๙๐ คือคน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ถือครองที่ดินประมาณร้อยละ ๙๐ แต่คนอีก ๙๐ เปอร์เซ็นต์กลับมีโอกาสเข้าถึงที่ดินแค่เพียงร้อยละ ๑๐ ของทรัพยากรที่ดิน อันนี้ละครับ มันคือต้นเหตุและต้นตอปัญหาของความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ธำรงอยู่ในสถานะของ สังคมไทยในปัจจุบัน พอมาพิจารณาถึงการจัดสรรงบประมาณที่จะนำไปสู่การแก้ไข การบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินอย่างยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ของประเทศ อย่างยุติธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ กลับแทบจะไม่มีปรากฏในการจัดสรรงบประมาณ เพื่อนำไปสู่จุดการบริหารที่เป็นธรรมและยั่งยืนให้กับคนในชาติเลย ท่านประธาน ที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นกฎหมายหลายฉบับที่พี่น้องเกษตรกรที่ถูกที่ป่า ถูกที่อุทยาน ถูกที่ของรัฐทับอยู่จึงไม่ได้รับการแก้ไข ผมเคยเรียนถามเรื่องนี้ต่อท่านนายกรัฐมนตรี เป็นกระทู้ถาม และได้รับคำตอบจากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมว่าท่านจะบริหารจัดการแนวนโยบายเรื่องนี้อย่างไร ยังไม่มีความชัดเจนครับ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีแนวคิด จึงไม่มีการกำหนดทิศทาง จึงไม่มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อไป แก้ไขให้พี่น้องที่ยังอยู่อย่างยากจน อยู่อย่างแร้นแค้น อยู่อย่างยากลำบาก และเสี่ยงกับ การถูกจับติดคุกได้ทุกวัน ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ถูกจับมาแล้วผมขออนุญาตเอาข้อมูล มาเลยนะครับ ถูกจับมาแล้วท่านประธานที่เคารพ ที่ยังเป็นคดีอยู่ในศาลนะครับ ปี ๒๕๕๒ ราษฎรถูกกล่าวหาว่าบุกรุกที่ของรัฐ ๒๕๗๗ ราย ปี ๒๕๕๓ ถูกจับในข้อหาบุกรุก ๒,๘๕๗ ราย ปี ๒๕๕๔ ราษฎรที่ทำกินมาตั้งแต่บรรพบุรุษของเขา ซึ่งสมัยก่อนรัฐต่างหากไม่เคยมีความชัดเจน ในเรื่องการทำกิน ไม่เคยมีความชัดเจนและมองราษฎรเสมือนหนึ่งว่าเป็นโจรผู้ร้ายครับ มองราษฎรเสมือนหนึ่งว่าเขากระทำความผิดอย่างไม่น่าให้อภัย ทั้ง ๆ ที่สมัยก่อนรัฐบาลส่งเสริมให้ประชาชนมีลูกมีหลานมากขึ้น และใครมีกำลัง ใครขยัน ขันแข็งก็สนับสนุนให้บุกเบิกครับ สมัยก่อนบุกเบิก พอต่อมาราษฎรได้ทำกิน ได้อยู่อาศัย ทำไร่ ทำนา ทำสวน บางพื้นที่เป็นตำบล เป็นอำเภอ เป็นวัด เป็นโรงเรียนกันไปทั้งหมดแล้ว ไม่มี ตอไม้เหลืออยู่แม้แต่ตอเดียว แต่ยังคงเป็นที่ดินของรัฐอยู่มันตลกที่สุดในโลกเลยครับ สำหรับ การบริหารจัดการที่ดินของประเทศไทยแห่งนี้ครับ ปี ๒๕๕๔ จับราษฎรอีก ๓,๑๕๕ ราย เป็นคดีเป็นความ บางคนมีที่ดินแต่เป็นที่ดินมือเปล่าเพราะไร้กรรมสิทธิ์ก็ไม่สามารถที่จะนำ ทรัพยากรที่ดินของตนเองไปประกันตัวเองได้ ไปเช่าหลักทรัพย์ก็เสียแสนละ ๑๕,๐๐๐ บาท แสนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานที่เคารพครับ คนจนจึงยิ่งจนลงอย่างไรครับ คนรวย จึงยิ่งรวยขึ้นอย่างไรครับ ความเหลื่อมล้ำและช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยมันจึงมี มากมายมหาศาลในสังคมไทยแห่งนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ปล่อยเขาได้ไหมครับ เอานโยบายนี่นะครับ ให้ความยุติธรรมกับคนไทยด้วยกันได้ไหมครับ ให้เขาได้ยืนอยู่ในแผ่นดินพ่อ แผ่นดินแม่ของเขาแห่งนี้ด้วยความภาคภูมิใจ ให้ความยุติธรรมกับเขาเถอะครับ เขาเป็น ผู้สร้างชาติครับ ผมจึงขอเรียกร้องว่าขอให้รัฐบาลมีความชัดเจน ๑. กฎหมายภาษีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างเอาอย่างไร ๒. กฎหมายภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้าเอาอย่างไร ขอคำตอบ จากท่านนายกรัฐมนตรีด้วยนะครับ ๓. กฎหมายภาษีมรดกอยู่ในแนวคิดของรัฐบาลหรือไม่ และกฎหมายที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ได้ร่วมกันเสนอ ท่านประธานครับ สภาผู้แทนราษฎร เคยเสนอไปแล้วและผ่านความเห็นชอบโดยเสียงส่วนใหญ่ก็คือร่างพระราชบัญญัติยกเลิกเพิกถอน ที่สงวนหวงห้ามที่ดินของรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ รัฐบาลก็ไม่หยิบยกขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญ วุฒิสภาไปแก้ไขเรื่องกรรมสิทธิ์ ส.ส. ไม่เห็นด้วย ผมไม่เห็นด้วย ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน เพื่อที่จะมอบกรรมสิทธิ์ให้กับราษฎร แต่รัฐบาลก็ไม่ได้สานต่อ ท่านประธานที่เคารพครับ ขอความชัดเจน

สุดท้ายครับเนื่องจากว่าหมดเวลา ผมเองทวงถามความชอบธรรม ขอให้ รัฐบาลซึ่งมาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ท่านจะต้องคืนความชอบธรรมให้กับประชาชน ในฐานะเจ้าของอำนาจที่แท้จริง ขอบพระคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านอรรถกร ศิริลัทธยากร ครับ

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร บัญชีรายชื่อ 🔗

ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดฉะเชิงเทรา วันนี้ขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ โดยทางรัฐบาลนั้นได้ตั้งงบไว้ที่ ๒.๕๒ ล้านล้านบาท โดยการจัดสรรงบประมาณลงไปในแต่ละกระทรวงนั้น แน่นอนครับ ผมก็ดูเอกสารครับ การจัดสรรนั้นอ้างอิงไปกับหลักยุทธศาสตร์ ๘ ข้อที่รัฐบาลได้ตั้งไว้ และแน่นอนครับมันก็จะไปเชื่อมโยงกับอีก ๑๖ นโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลนั้นได้ประกาศไว้ว่า จะทำเพื่อพี่น้องประชาชน จากที่ผมได้ศึกษาเอกสารครับ ตรงนี้คนอื่นอาจจะเห็นต่างนะครับ แต่ว่าผมเห็นว่ารัฐบาลนั้นตั้งใจที่จะลงทุนแล้วก็ใช้งบประมาณจำนวน ๒.๕๒ ล้านล้านบาท เพื่อสร้างอนาคตของประเทศไทยครับ ถ้าเราไปบวกรวมกับอีก ๓.๕ แสนล้านบาทที่จะนำมา บริหารน้ำอีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เราจะมาพัฒนาระบบโลจิสติกส์ (Logistics) ยิ่งทำให้ เห็นอนาคตเห็นภาพประเทศไทยในอีก ๕ ปี ๑๐ ปีหรือ ๒๐ ปีข้างหน้าได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น หนึ่งในยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญที่ผมจะต้องนำเรียนในที่ประชุมในวันนี้ก็คือว่ายุทธศาสตร์ ที่ประเทศไทยนั้นจะเข้ามาเป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ ที่ประเทศไทยนั้นโดยเฉพาะรัฐบาลไม่สามารถละเลยได้ อีกยุทธศาสตร์หนึ่งที่มีความสำคัญ ไม่แพ้กันนะครับ และมันก็จะเดินหน้าควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์แรก นั่นก็คือยุทธศาสตร์ ของการสร้างความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน แน่นอนครับ ทำไมผมถึงมีความมั่นใจในการใช้เงินงบประมาณของรัฐบาลในครั้งนี้ ผมมีตัวเลข ๒-๓ อย่างในการนำเสนอนะครับ ตัวเลขจากสภาพัฒน์ก็ได้มีการประมาณการ ไว้ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวอย่างน้อย ๔.๒-๕.๒ เปอร์เซ็นต์นะครับ หรือว่าจะเป็นรายได้ ต่อหัวของพี่น้องชาวไทยที่จะเพิ่มขึ้นในปีนี้อยู่ที่ ๑๖๗,๑๓๗ บาท ซึ่งได้ประมาณการว่าปีหน้า จะเป็น ๑๗๘,๕๑๓ บาท รายได้เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจก็โตขึ้น ถ้าสด ๆ ร้อน ๆ เลย เมื่อสักครู่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีก็ได้นำเรียนในที่ประชุมไป เมื่อคืนนี้มีการจัดลำดับว่าประเทศไทยนั้น มีศักยภาพเพิ่มขึ้นครับ จากลำดับที่ ๓๐ เป็นลำดับที่ ๒๗ แล้วการลงทุนในครั้งนี้ก็จะเพิ่มจาก ลำดับ ๒๗ ผมว่าอาจจะมาอยู่ลำดับที่ ๒๐ หรือว่าลำดับที่ ๑๐ ต้น ๆ ก็ได้นะครับ ใครจะไปรู้ อย่างที่ผมได้นำเรียนครับ ผมคงจะเน้นเรื่องความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจนะครับ ซึ่งรัฐบาลนั้นได้จัดสรรงบประมาณไว้ประมาณ ๑๓.๖ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด แต่การที่ประเทศไทยนั้นจะมีเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและมั่นคง มันก็มีปัจจัยอื่น ๆ หลายปัจจัยครับ ปัจจัยเรื่องพลังงานเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญ และความต้องการของพลังงานนั้นมันก็จะ เพิ่มมากขึ้น ล้อไปกับเศรษฐกิจที่กำลังจะขยายตัวมากยิ่งขึ้น ดังนั้นแน่นอนครับท่านประธาน ผมคงจะต้องอภิปรายในเรื่องของงบประมาณจากกระทรวงพลังงาน ซึ่งในปี ๒๕๕๗ นั้น กระทรวงพลังงานจะได้รับงบประมาณจากรัฐบาลจำนวนทั้งสิ้น ๒,๐๙๘ ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น จากปี ๒๕๕๖ เพียงแค่ร้อยละ ๐.๑ เท่านั้น งบของกระทรวงพลังงานมีไม่เยอะครับท่านประธานครับ แต่ว่าถ้าเราลองเปรียบเทียบกับผลงานหรือว่าสิ่งต่าง ๆ ผลประโยชน์ หรือว่าการลงทุนต่าง ๆ ที่นำผลประโยชน์เข้ามาสู่ประเทศไทย หรือว่าการลงทุนในประเทศ แล้วมันก็เกิดประโยชน์ ผลลัพธ์ต่าง ๆ มันมากมายมหาศาล สำหรับผมผมมองอย่างนี้ครับว่ารัฐบาลใช้เงินกับ กระทรวงพลังงานไม่มาก แต่ว่าผลตอบรับนั้นมากมายมหาศาล ดังนั้นสำหรับผม ผมก็เลย มองว่าการจัดสรรงบประมาณลงไปที่กระทรวงพลังงานด้วยงบประมาณระดับนี้มีความเหมาะสม และกระทรวงก็สามารถจัดการบริหารการใช้งบประมาณได้อย่างมีศักยภาพ ผมก็คงจะใช้เวลา ไม่มากครับ คือถ้าดูจากเอกสารตามเล่มของงบประมาณกระทรวงพลังงานนี่ งบประมาณ ก็จะจัดสรรลงไปยังกรมต่าง ๆ ส่วนใหญ่ก็จะใช้ไปเรื่องของบุคลากร หรือว่าเป็นเรื่องของ งบดำเนินการ หรือว่าการจัดซื้อครุภัณฑ์ต่าง ๆ หรือว่างบวิจัยศึกษาพลังงานในอนาคต แค่นี้ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทก็แทบจะหมดแล้วครับ ดังนั้นผมก็เลยย้ำอีกทีครับว่าผมมองเห็นว่า กระทรวงพลังงานเป็นหนึ่งในกระทรวงที่สามารถบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผมอยากจะขอนำข้อมูลที่เป็นข้อมูลที่บอกว่าทำไมเราถึงจะต้องให้ความสำคัญ กับด้านพลังงานแล้วกันนะครับ ก็คงจะเป็นข้อมูลที่เข้าใจง่าย ๆ ก็ยกตัวอย่างตัวเลขเลยว่า ทุก ๆ ปีสถิติการใช้พลังงานในประเทศไทยนั้นจะเพิ่มขึ้นประมาณปีละ ๔ เปอร์เซ็นต์ แน่นอนครับการลงทุนที่เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจขยายตัว ปีหน้า ๔ เปอร์เซ็นต์อาจจะไม่เพียงพอ อาจจะเป็น ๕ เปอร์เซ็นต์ ๖ เปอร์เซ็นต์ ๗ เปอร์เซ็นต์ หรือว่ามันก็จะขึ้นอยู่กับอัตรา การเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ ความต้องการทางด้านพลังงานมาจากหลายภาคส่วนครับ ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ๓๖.๗ เปอร์เซ็นต์นะครับ ภาคการขนส่ง ๓๕.๘ เปอร์เซ็นต์ ภาคของที่อยู่อาศัย ๑๕.๑ เปอร์เซ็นต์ ภาคธุรกิจหรือว่าภาคเกษตรก็มีความต้องการ ในการใช้พลังงานทั้งหมดทั้งสิ้น แน่นอนครับนอกจากเรื่องพลังงานแล้วก็มีเรื่องของความต้องการ ในการใช้ไฟฟ้า ซึ่งมีความจำเป็น แล้ววันนี้ถือว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ ๕ ของคนทั่วโลกเหมือนกัน ทางรัฐบาลก็ดี ทางกระทรวงพลังงานก็ดีก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของการที่จะ พยายามที่จะหาไฟฟ้าหรือว่าผลิตไฟฟ้าให้มีความเพียงพอต่อความต้องการของพี่น้องชาวไทย ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งในประมาณอีก ๑๕-๒๐ ปีข้างหน้านี่มีการประเมินกันไว้ครับว่า พลังงานไฟฟ้าจะต้องมีมากขึ้นเป็น ๒ เท่า ดังนั้นในอีก ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปีข้างหน้าเราอาจจะต้อง มีความสามารถในการผลิตไฟฟ้าให้ได้ประมาณ ๖๐,๐๐-๗๐,๐๐๐ เมกะวัตต์ต่อวันครับ ตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญครับ อันนี้ก็คือเหตุผลหลัก ๆ ต่าง ๆ ที่ผมจะบอกว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ผมได้พูดมานี่เป็นความจำเป็น แล้วรัฐบาลนั้นก็ได้ให้ความสำคัญในการจัดงบประมาณ สนับสนุนกระทรวงพลังงาน ไหน ๆ ผมมีโอกาสได้ขึ้นมาอภิปรายแล้วก็ขออนุญาตเรียกว่า อาจจะพูดถึงเรื่องประเด็นที่พี่น้องประชาชนให้ความสนใจนิดหนึ่ง ประเด็นแรก ก็คือเป็นประเด็นเรื่องวิกฤติพลังงานในช่วงต้นปีที่ผ่านมาแล้วก็วิกฤติที่เกิดไฟฟ้าดับ ในช่วงจังหวัดภาคใต้ ในช่วงเดือนมีนาคมที่ประเทศพม่าหยุดส่งแก๊สเข้าประเทศไทยทำให้ช่วงนั้น เศรษฐกิจชะลอตัว ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาไม่นานแต่ประเทศไทยก็เสียหายหลายล้านบาท ผมไม่แน่ใจตัวเลขตรง ๆ ดังนั้นสำหรับผมผมมองว่าประเทศไทยนั้นเราพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน จากประเทศอื่นมากเกินไป แต่ว่าสิ่งที่ผมสามารถพอจะอุ่นใจก็คือว่าดูจากการทำงาน ของรัฐบาลก็ดี ดูจากการทำงานของทางท่านรัฐมนตรีก็ดี ก็พยายามที่จะสร้างสรรค์แนวทาง ต่าง ๆ ที่จะทำให้พลังงานในประเทศไทยนั้นมีความมั่นคงและยั่งยืนมากขึ้น ส่วนเรื่องที่ไฟดับ ในภาคใต้ผมไม่อยากให้โทษว่าเรื่องนี้ใครถูกใครผิดเพราะว่าจริง ๆ แล้วคงจะไม่มีใครอยากให้ มันเกิดขึ้น แต่ผมมองว่าเราโชคดีที่มันเกิดขึ้นในระยะเวลาที่ไม่นานนักแล้วทางกระทรวงพลังงาน ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้โดยเร็ว อยากจะให้มองว่าตรงนี้คือช่องโหว่ความเปราะบาง ของพลังงานของประเทศไทย แล้วก็อย่างน้อยอีกเรื่องที่ผมอุ่นใจก็คือว่าเรื่องที่ไฟดับนี่ครับ ทางกระทรวงก็ได้มีคำสั่งให้ดำเนินการขยายสายส่งซึ่งจะแก้ไขปัญหาได้ในระดับหนึ่ง ทั้งในภาคใต้ ภาคอีสาน แล้วก็เขตพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ส่วนอีกประเด็นหนึ่งผมขอย้ำให้ พี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ที่บ้านก็แล้วกันนะครับ ก็เป็นเรื่องประเด็นของแอลพีจี เมื่อวานท่านรัฐมนตรีก็ได้ตอบคำถามในสภาแห่งนี้ไปเรียบร้อยแล้วนะครับ แต่ว่าผมอยากจะ ย้ำอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทุกวันนี้รัฐบาลนั้นจะต้องนำเงินจากกองทุนน้ำมันมาซับซิไดซ์ แอลพีจี จำนวนมากแล้วมันเป็นการบิดเบือนราคาจนมากเกินไป สุดท้ายทางกระทรวงพลังงานร่วมกับ หน่วยงานอื่น ๆ ในการสำรวจกลุ่มผู้มีรายได้น้อยโดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าขั้นต่ำไม่เกิน ๙๐ หน่วย ซึ่งสรุปตัวเลขคร่าว ๆ ก็ประมาณ ๗.๖ ล้านครัวเรือน หรือประมาณ ๑๕-๒๐ ล้านคน ทั่วประเทศไทยเป็นผู้ที่มีรายได้น้อยหรือเป็นผู้ที่ใช้พลังงานน้อย ซึ่งตามนโยบายของรัฐบาล ลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยเหลือแล้วก็ลดภาระค่าใช้จ่าย เช่นกันครับนโยบายนี้ก็คือเป็น เรื่องของการช่วยลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของค่าไฟฟ้าให้กับพี่น้องประชาชนที่มีรายได้น้อยจริง ๆ ก็ยังมีอีกหลายประเด็นครับท่านประธาน แต่ว่าเวลาค่อนข้างจำกัดผมก็เลยอยากจะ ขออนุญาตอภิปรายไว้เพียงแค่นี้ แต่สิ่งที่ผมบ่งชี้ไปเราก็เล็งเห็นแล้วว่ากระทรวงพลังงานนั้น ทำงานได้อย่างคุ้มค่าในส่วนของงบประมาณที่รัฐบาลได้จัดไว้ให้ ส่วนในเรื่องของกระทรวงอื่น ๆ ที่ได้งบประมาณจากรัฐบาลไปเท่าที่ผมดูจากเอกสารก็อ้างอิงจากหลักยุทธศาสตร์ แล้วก็นโยบายแทบจะทุกกระทรวง ดังนั้นส่วนตัวผมมีความเห็นด้วยแล้วก็จะสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ในครั้งนี้ เพราะว่าผมนั้น อยากเห็นประเทศไทยมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน อยากจะเห็นอนาคตของ ประเทศไทยเป็นอนาคตที่จับต้องได้แล้วก็อยากจะเห็นพลังงานอยู่เคียงคู่กับประเทศไทย ตลอดไป ขอกราบขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านอภิรักษ์ โกษะโยธิน ๑๕ นาทีนะครับ

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อภิรักษ์ โกษะโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจากพรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๗ ของรัฐบาล ที่เสนอมาเป็นจำนวนเงิน ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งปีนี้ก็ถือว่าเป็นงบประมาณที่ขาดดุล ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งในข้อเท็จจริงไม่ได้นับรวมเงินกู้ที่ทางรัฐบาลได้จัดสรรไว้ทั้งในเรื่อง ของร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในเรื่องของโครงสร้างทางด้านน้ำ แล้วก็อีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับในเรื่องของการลงทุนในเรื่องของระบบขนส่งมวลชน และการคมนาคมต่าง ๆ ผมมีประเด็นที่อยากจะขอท่านประธานอภิปรายใน ๒ ยุทธศาสตร์ จาก ๘ ยุทธศาสตร์ในการเสนองบประมาณของรัฐบาล

ยุทธศาสตร์ที่ ๑ ก็คือยุทธศาสตร์ในเรื่องของการเร่งรัดการพัฒนาประเทศ และการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเป็นจำนวนเงิน ๑๔๕,๐๐๖.๙ ล้านบาท ซึ่งในเรื่องนี้รัฐบาลมีความต้องการที่จะผลักดันในเรื่องของการเพิ่มขีดความสามารถ ทางการแข่งขันของประเทศ การเตรียมความพร้อมการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เพิ่มศักยภาพ ของผู้ประกอบการ แรงงาน ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม แล้วที่สำคัญก็คือ การพัฒนาสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือในเรื่องของยุทธศาสตร์การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน จำนวน ๓๔๓,๗๔๖.๗ ล้านบาท ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ข้าวของแพง ค่าครองชีพ แล้วที่สำคัญในวันนี้ก็คือ ปัญหาในเรื่องของหนี้สินครัวเรือน หนี้สินทางด้านอุปโภคบริโภค รวมถึงในเรื่องของการที่รัฐบาล มียุทธศาสตร์ในการที่จะส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาค การส่งเสริมทางด้านขนส่งโลจิสติกส์ และที่สำคัญก็คือในเรื่องของการลงทุนทางด้านระบบขนส่งมวลชน และโครงสร้างราคาพลังงานให้เหมาะสมกับค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ถ้าทางท่านประธาน ได้มีโอกาสที่จะได้ดูผลการสำรวจของสถาบันการศึกษาอย่างน้อย ๓ แห่ง ที่ล่าสุดได้มีการสำรวจ โดยมหาวิทยาลัยกรุงเทพที่เราเรียกว่ากรุงเทพโพลล์ได้มีการสำรวจพบว่าพี่น้องประชาชน มีความเห็นว่าในวันนี้แม้ว่ารัฐบาลจะมีแนวนโยบายในการที่จะเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แต่ว่า ค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชนเพิ่มขึ้นเป็นค่าใช้จ่ายทางด้านค่าครองชีพสูงถึง ๗๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วที่สำคัญเป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องของชีวิตประจำวันที่พี่น้องประชาชนต้องใช้จ่ายในการซื้อของ ถึง ๘๔.๘ เปอร์เซ็นต์ ผลการสำรวจที่ ๒ โดยมหาวิทยาลัยหาดใหญ่หรือที่เรียกกันว่า หาดใหญ่โพลล์ พบว่าพี่น้องประชาชนมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนครัวเรือนละประมาณ ๒๐,๗๑๐ บาท โดยมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นถึงเดือนละประมาณ ๑,๙๓๘ บาทต่อเดือน ซึ่งพบว่า สูงขึ้นถึงเกือบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ต่อรายได้ในช่วงแต่ละเดือน แล้วที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือ ปัญหาค่าครองชีพ เป็นปัญหาที่พี่น้องประชาชนประสบโดยราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้น ถึง ๖๘.๒ เปอร์เซ็นต์ และราคาน้ำมันแพง ๒๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็น ๒ เรื่องที่มีผลกระทบ กับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน สถาบันที่ ๓ ก็คือสถาบันอัสสัมชัญที่เรียกกันว่า เอแบคโพลล์ ได้มีการสำรวจในเรื่องของค่าใช้จ่ายครัวเรือนของพี่น้องประชาชนพบว่า ๖๗ เปอร์เซ็นต์เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐบาลในเรื่องของการดูแลแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องข้าวของแพง ประกอบไปด้วยค่าอาหาร ๓๒ เปอร์เซ็นต์ ค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ค่าใช้จ่ายทางด้านค่าไฟฟ้า สาธารณูปโภค ๘ เปอร์เซ็นต์ และสินค้าทางด้านอุปโภคอีก ๔ เปอร์เซ็นต์ พรรคประชาธิปัตย์ได้มีการสำรวจดัชนีอาหาร ที่เรียกกันว่าดัชนีข้าวแกงและดัชนีตลาดสด ซึ่งจะไปสำรวจราคาสินค้าที่พี่น้องประชาชน จำเป็นต้องซื้อหาในชีวิตประจำวันทั่วทุกภูมิภาค พบว่าราคาสินค้าหลักที่พี่น้องประชาชน ต้องอาศัยใช้ในชีวิตประจำวันที่สำคัญก็คือในเรื่องของราคาข้าวแกงแล้วก็อาหารตามสั่ง วันนี้ ราคาข้าวแกงและอาหารตามสั่งเฉลี่ยทั่วประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานคร และเมืองใหญ่จะอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ ๓๕-๔๐ บาท บางพื้นที่สูงถึง ๔๕ บาท ราคาหมูเนื้อแดง ซึ่งรัฐบาลเคยประกาศย้อนไปในช่วงปีที่แล้ว ที่บอกว่าจะพยายามควบคุมราคาให้อยู่ที่ ประมาณ ๑๑๐ บาทต่อกิโลกรัม วันนี้สูงถึงประมาณ ๑๓๐-๑๔๐ บาทต่อกิโลกรัม ราคาไก่สดทั้งตัวสูงขึ้นถึงประมาณ ๖๐-๗๐ บาทต่อกิโลกรัม ไม่นับราคาไข่ไก่ ซึ่งวันนี้ เป็นปัญหาโต้เถียงกันระหว่างเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่กับพี่น้องประชาชนว่าตกลงแล้วราคา ที่เหมาะสมที่เกษตรกรจะอยู่ได้และพี่น้องประชาชนจะอยู่ได้ควรจะเป็นเท่าไร แต่ล่าสุดพบว่า ราคาไข่ไก่ที่พี่น้องประชาชนบริโภคประจำโดยเฉพาะอย่างยิ่งไข่ไก่เบอร์ ๓ ซึ่งปกติอาจจะอยู่ที่ ประมาณไม่ถึง ๓ บาท หรือ ๓ บาทต้น ๆ วันนี้ขยับขึ้นจาก ๓.๕๐ บาท ขึ้นมาเป็น ๓.๗๐ บาท คือพูดง่าย ๆ ถาดละประมาณ ๑๐๕ บาท ขึ้นไปถึง ๑๑๐ บาท ถ้าเป็นราคาไข่เบอร์ ๑ ๓๐ ฟอง ๑ ถาด ก็จะปรับขึ้นจากเฉลี่ย ๑๑๕ บาท ขึ้นไป ๑๒๐ บาท ทำให้ราคาเฉลี่ย จาก ๓.๘๐ บาท ขึ้นไปถึง ๔ บาท แล้วที่สำคัญอีกดัชนีหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ของผู้บริโภคหรือพี่น้องประชาชนก็คือราคามะนาว เมื่อปีที่แล้วราคามะนาวเคยสูงขึ้น จากที่ลูกละประมาณ ๓-๔ บาท ขึ้นไปถึงประมาณ ๗-๘ บาท วันนี้ก็เป็นราคาที่สูงขึ้น แล้วก็เป็นดัชนีที่มีความสำคัญที่เกี่ยวข้องกับราคาสินค้าที่พี่น้องประชาชนซื้อหา ในชีวิตประจำวัน

ส่วนที่ ๒ ก็คือในเรื่องของราคาสินค้าเกษตร ซึ่งเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อวาน แต่ผมเองอยากจะเท้าความให้เห็นว่าตลอดระยะเวลา ที่รัฐบาลได้เข้ามาดำเนินการ ทางพรรคประชาธิปัตย์เองก็ได้มีการดำเนินเก็บข้อมูลย้อนไปตั้งแต่ช่วงปลายปี ๒๕๕๔ จนกระทั่งถึงวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นราคายางพารา ราคาปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพด ไม่นับพืช ผัก ผลไม้ ซึ่งถือว่าเป็นสินค้าเกษตรที่มีความสำคัญกับพี่น้องเกษตรกร ซึ่งก็ถือว่า เป็นพี่น้องกลุ่มใหญ่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาราคาค่าครองชีพที่มีอยู่ถึงในปัจจุบัน ประเด็นที่ผมอยากอภิปรายต่อเนื่องก็คือความล้มเหลวของนโยบายรัฐบาลที่ได้ดำเนินการ ต่อเนื่องในช่วงระยะเวลากว่า ๒ ปี แล้วที่สำคัญก็คือการจัดสรรงบประมาณในปี ๒๕๕๗ ที่จะถึงนี้ว่าเหมาะสมเพียงใด

ประการแรก ก็คือนโยบายในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ข้าวของแพง ที่ทางรัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ได้ริเริ่มดำเนินการ โครงการที่ ๑ ที่เป็นโครงการ ที่มีปัญหาต่อเนื่องมาโดยตลอดก็คือโครงการร้านถูกใจ เป็นโครงการที่กระทรวงพาณิชย์ ได้ประกาศที่จะเริ่มโครงการเมื่อปีที่แล้วในช่วงประมาณเดือนเมษายน มีเป้าหมายที่จะ ขายสินค้าอุปโภคบริโภคให้กับพี่น้องประชาชนให้มีราคาถูกลงเฉลี่ยประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มีเป้าหมายที่จะเปิดร้านค้าให้ได้ครบ ๑๐,๐๐๐ ร้าน แต่ว่าระยะเวลาผ่านไป ๑ ปีประสบปัญหา มากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในเรื่องของการหาร้านค้าที่จะเป็นจุดที่พี่น้องประชาชนจะได้รับ ความสะดวก คือพูดง่าย ๆ ถ้าเปรียบเทียบจำนวนร้านค้าถูกใจที่มีเป้าหมาย ๑๐,๐๐๐ ร้าน เทียบกับร้านโชห่วยที่วันนี้มีกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคประมาณเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ ร้าน ก็จะพบว่าประชาชนไม่สามารถที่จะหาร้านค้าถูกใจได้ หรือถ้าหาได้ก็จะพบว่าราคาสินค้า ที่ขายไม่ได้ถูกกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วสินค้าหลายรายการที่ประกาศไว้ว่าจะมีขายก็หาไม่เจอ ไม่เท่านั้น แนวทางที่ตั้งใจจะทำโดยการให้บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เป็นบริษัทที่จะกระจายสินค้า ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ ต้องไปให้บริษัทเอกชนเข้ามาดำเนินการ แล้วก็ยังพบว่าจนกระทั่ง ถึงวันนี้ก็ไม่สามารถที่จะเปิดได้ ๑๐,๐๐๐ ร้าน เหลืออยู่แค่เพียง ๖,๘๐๐ ร้าน แต่ว่าโครงการนี้ ใช้เงินไปทั้งหมด ๑,๓๒๐ ล้านบาท ก็เป็นโครงการที่มีความล้มเหลวและไม่สามารถที่จะแก้ไข ปัญหาราคาสินค้าให้กับพี่น้องประชาชนตามที่ผมได้เรียนให้ท่านประธานทราบ

นโยบายที่ ๒ ก็คือนโยบายในเรื่องของการตรึงราคาอาหารตามสั่ง คือพูดง่าย ๆ เป็นอาหารประจำวันที่พี่น้องประชาชนรับประทาน ไม่ว่าจะเป็นข้าวไข่เจียว กะเพราไก่ไข่ดาว ผัดไทย ผัดซีอิ๊ว ข้าวมันไก่ หรืออาหารตามสั่งต่าง ๆ ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ

ประการที่ ๓ ก็คือนโยบายที่เกี่ยวข้องโดยตรงในเรื่องของพลังงานซึ่งเกี่ยวข้อง กับค่าครองชีพโดยตรงของพี่น้องประชาชนที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา รัฐบาลมีปัญหาในเรื่องของการจัดเก็บ ในเรื่องของกองทุนน้ำมัน ในเรื่องของการปรับราคา ก๊าซเอ็นจีวี (NGV) แอลพีจี ทำให้มีผลกระทบในเรื่องของอัตราค่าโดยสารที่ทยอยปรับขึ้น ย้อนไปตั้งแต่เมื่อปี ๒๕๕๕ ซึ่งถ้าท่านประธานจะได้จำได้ก็คือพบว่าในช่วงเดือนมีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคมได้มีการปรับขึ้นราคารถโดยสาร รถสองแถวปรับขึ้นไป ๔๕.๕ เปอร์เซ็นต์ รถจักรยานยนต์รับจ้างปรับขึ้นไปถึง ๔๒.๙ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ไม่นับรวมรถเมล์ ขสมก. แท็กซี่ รถร่วมบริการ เรือด่วนเจ้าพระยา อันนี้ก็ทำให้พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากนโยบาย ที่ล้มเหลวในเรื่องของนโยบายพลังงาน รวมไปถึงล่าสุดก็คือนโยบายในเรื่องของการปรับขึ้น ราคาก๊าซหุงต้มแอลพีจี ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวันของพี่น้องประชาชน ทุกครัวเรือนรวมไปถึงร้านค้าผู้ประกอบอาหารขนาดเล็ก ๆ ร้านอาหารตามสั่งที่มีแนวโน้ม ที่จะปรับราคาขึ้นไปอีก โดยวันนี้พี่น้องประชาชนต้องจ่ายในส่วนของค่าก๊าซหุงต้มที่รัฐบาล มีแนวนโยบายที่จะปรับขึ้น ซึ่งตอนแรกบอกว่าจะปรับขึ้นในเดือนมิถุนายน วันนี้ก็เลื่อนไปอีก ๑ เดือน ก็คือวันนี้พี่น้องประชาชนต้องจ่ายก๊าซหุงต้มแอลพีจีอยู่ที่กิโลกรัมละ ๑๘.๑๓ บาท รัฐบาลบอกว่าจะปรับขึ้นทุกเดือนเดือนละ ๑ บาท จนกระทั่งถึงสิ้นปี ๒๕๕๖ ราคาก็จะขึ้น ไปถึง ๒๔.๑๓ บาท ทำให้พี่น้องประชาชนต้องจ่ายเพิ่มอีกกิโลกรัมละ ๖ บาท ถ้าก๊าซหุงต้ม ขนาด ๑๕ กิโลกรัม ก็จะแพงขึ้นอีก ๙๐ บาทต่อถัง อันนี้ก็เป็นปัญหาในเรื่องของความล้มเหลว ของการดำเนินการนโยบายในเรื่องของพลังงาน รวมไปถึงในเรื่องของการแก้ไขโครงสร้าง ในเรื่องของต้นทุนปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่วันนี้รัฐบาลไม่เข้าไปดูแล ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาต้นทุนปัจจัยการผลิต ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของราคาอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงถึงประมาณ ๕๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนในเรื่องของการเลี้ยงไก่ แล้วก็เลี้ยงสุกร รวมไปถึงในเรื่องต้นทุนของปุ๋ยและยาอีกประมาณ ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็เป็นต้นทุนหลักของพี่น้องเกษตรกรในเรื่องของการปลูกข้าว ในเรื่องของการปลูกพืช เกษตรต่าง ๆ รวมไปถึงการส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตต่อไร่

สุดท้ายก็คือความล้มเหลวในเรื่องของนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท การปรับขึ้นเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี รวมไปถึงนโยบายในเรื่องของรถคันแรก ซึ่งก่อให้เกิดปัญหา ในเรื่องของต้นทุนของการผลิตแล้วก็ทำให้เกิดการขึ้นราคาสินค้า รวมไปถึงในเรื่องของรายจ่าย ของพี่น้องประชาชนที่สูงขึ้นตามค่าครองชีพของการปรับตัวขึ้นของค่าโดยสาร ของการปรับตัวขึ้น ของค่าสินค้าต่าง ๆ ที่ไม่สอดคล้องกับการปรับรายได้ของเงินเดือน คือพูดง่าย ๆ วันนี้ รายจ่ายเฉลี่ยสูงขึ้นประมาณ ๑๕.๙ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่รายได้เฉลี่ยสูงขึ้นเพียงแค่ ๑๐.๔ เปอร์เซ็นต์สำหรับพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศไม่นับหนี้ครัวเรือนซึ่งวันนี้มีหนี้เสีย จากการสำรวจของหนี้อุปโภคบริโภคถึง ๖๐,๒๐๐ กว่าล้านบาท รวมไปถึงหนี้สาธารณะ ที่เป็นหนี้ครัวเรือนจากการกู้เงินในเรื่องของที่อยู่อาศัยรถยนต์แล้วก็บัตรเครดิต

สุดท้ายก็คือในเรื่องของยุทธศาสตร์ที่การเตรียมความพร้อมในเรื่องของ การเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่ารัฐบาลไม่ได้มีความชัดเจน นอกเหนือไปจากนโยบายในเรื่องของการกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะลงทุนในเรื่อง ของระบบคมนาคมขนส่งโลจิสติกส์ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นนโยบายที่มีการกู้เงินอย่างมากมาย แล้วก็รัฐบาลบอกว่าจะเชื่อมโยงภูมิภาคในประชาคมอาเซียน แต่ว่าเส้นทางก็ไม่เชื่อมต่อ เข้าไปสู่เส้นทางของประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสานก็ถึงแค่โคราชไม่ได้ขึ้น ไปถึงจังหวัดอุดรธานี จังหวัดขอนแก่น แล้วก็จังหวัดหนองคาย ที่จะเชื่อมกับสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาวและเชื่อมกับประเทศจีนตอนใต้ รวมไปถึงแนวนโยบายในเรื่อง ของการเตรียมความพร้อม ซึ่งผมมีแนวทางที่อยากจะเสนอแนะให้กับรัฐบาล ๕ เรื่องด้วยกัน ซึ่งยังไม่เห็นในช่วงปีกว่าที่รัฐบาลจะได้มีนโยบายในการดำเนินการอย่างจริงจัง

ประการที่ ๑ ก็คือมาตรการรองรับผลกระทบของสินค้าเกษตรที่จะเกิดขึ้น ในการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน วันนี้เรายังเห็นปัญหาของราคายางพาราตกต่ำ ยังเห็น ปัญหาของราคาปาล์มน้ำมัน แต่เรายังไม่เห็นแนวนโยบายในการส่งเสริมการวิจัยพัฒนา ผลิตภัณฑ์พืชผลทางด้านการเกษตร ยังไม่เห็นแนวนโยบายในเรื่องของการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ยังไม่เห็นแนวนโยบายในเรื่องของการกำหนดมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตร และที่สำคัญ แนวนโยบายที่สำคัญในเรื่องของการตลาดและการสร้างตราสินค้าให้กับสินค้าเกษตรไทย และอุตสาหกรรมทางด้านการเกษตรหรืออุตสาหกรรมอาหาร

ประการที่ ๒ ก็คือแนวนโยบายในเรื่องของการส่งเสริมขีดความสามารถ ของภาคอุตสาหกรรมและเอสเอ็มอีรวมถึงในเรื่องของฝีมือแรงงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ในเรื่องที่จะส่งเสริมในเรื่องของการสร้างมูลค่าเพิ่มในเรื่องของผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในเซกเตอร์ (Sector) ต่าง ๆ การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีทางด้านการผลิต การส่งเสริมในเรื่องของ การก้าวเข้าถึงแหล่งทุนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และที่สำคัญก็คือการลดต้นทุน ทางด้านโลจิสติกส์

ประการที่ ๓ ก็คือแนวนโยบายในเรื่องของการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวและภาคบริการซึ่งถือว่ามีความสำคัญในฐานะที่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง ทางด้านการท่องเที่ยวในเอเชียและของโลก รวมไปถึงในเรื่องของแนวนโยบายการส่งเสริม ทางด้านภาษาทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาอาเซียน ทั้งในเรื่องของการส่งเสริมวิชาชีพต่าง ๆ

ประการที่ ๔ ก็คือแนวนโยบายในเรื่องของการส่งเสริมวิชาชีพ ๗ สาขา ก็คือ แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ วิศวกร สถาปนิก นักสำรวจ และนักบัญชี

สุดท้ายก็คือแนวนโยบายในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลจะมี แนวนโยบายในการกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในการสร้างรถไฟความเร็วสูงในเรื่องของ ระบบราง ในเรื่องของโลจิสติกส์ แต่ว่าไม่ได้มีนโยบายแบบเชื่อมโยงบูรณาการกับแนวนโยบาย ในเรื่องของการส่งเสริมทั้งเรื่องการค้าชายแดน และการส่งเสริมในเรื่องของเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจ ในภูมิภาค ที่สำคัญก็คือผลจากการศึกษาวิจัยทั้งในส่วนของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่ทำร่วมกับคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจสภาผู้แทนราษฎร ได้ศึกษาในการที่จะเสนอให้เปิดส่งเสริมศูนย์เศรษฐกิจภูมิภาคทางเหนือในจังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดเชียงใหม่ ในภาคอีสานที่จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดขอนแก่น ในภาคกลาง ที่จังหวัดชลบุรีและจังหวัดกาญจนบุรี และสุดท้ายในภาคใต้ที่อำเภอหาดใหญ่และจังหวัดภูเก็ต อันนี้ก็เป็นแนวทางที่ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานถึงรัฐบาลในการที่จะได้ตอบข้อซักถามและชี้แจงในประเด็นยุทธศาสตร์ ๒ เรื่อง ก็คือยุทธศาสตร์ในเรื่องของการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และยุทธศาสตร์ ทางด้านเศรษฐกิจที่จะดูแลเศรษฐกิจปากท้องข้าวของแพงให้กับพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้น ผมไม่สามารถที่จะรับหลักการในส่วนของแนวนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ได้ กราบขอบพระคุณท่านประธาน อีกครั้งหนึ่งครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสหรัฐ กุลศรี ๗ นาที แล้วก็กลับมาที่ท่านชนินทร์ รุ่งแสง นะครับ

นายสหรัฐ กุลศรี สุพรรณบุรี 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สหรัฐ กุลศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๕ พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ที่เคารพครับ ก่อนอื่นก็ขอแสดงความดีใจกับประเทศไทยของเราเองที่มีศักยภาพในการแข่งขัน ของประเทศไทยขึ้นจากอันดับที่ ๓๐ มาเป็นอันดับที่ ๒๗ ท่านประธานครับ นั่นแสดงว่า ตอนนี้ประเทศไทยเรากำลังเป็นระยะขาขึ้นทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง ผมเองนั้นก่อนที่จะ อภิปรายในวันนี้เพื่อน ๆ ก็จะถาม ถามว่าวันนี้จะอภิปรายเรื่องอะไร ผมก็บอกเพื่อนว่าจะอภิปราย เรื่องการรับจำนำข้าว สาเหตุต้องพูดเรื่องการรับจำนำข้าว ท่านประธานที่เคารพครับ มันมีที่มาที่ไป สาเหตุก็คือว่าผมฟังการอภิปรายตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ หลายท่านที่มาพูด เรื่องเกี่ยวกับการรับจำนำข้าวส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักวิชาการ ถ้าไม่ได้สัมผัสกับชีวิตของชาวไร่ ชาวนาจริง ๆ ผมต้องนำเรียนด้วยความเคารพ ผมเป็นลูกชาวนา พ่อก็เป็นชาวนา แม่ก็เป็นชาวนา ไม่มีญาติพี่น้องคนใดรับราชการเลย เป็นชาวนาทั้งสิ้น แต่ส่วนใหญ่เรามาฟังนักวิชาการพูด ก็จะพูดแต่เรื่องเกี่ยวกับเนื้อหาสาระว่าชาวนานั้นได้ประโยชน์ตรงนั้นได้ประโยชน์ตรงนี้ แต่ผมต้องนำเรียนท่านประธานที่เคารพว่าการรับจำนำข้าวนั้นถูกใจประชาชนจริง ๆ สาเหตุ ที่ถูกใจ ท่านประธานที่เคารพครับ มันมีที่มาที่ไป ก่อนที่จะมีการรับจำนำข้าวนั้นชาวนาพูด กันอยู่เสมอว่าโครงการประกันราคาข้าวนั้นเขามีคำพังเพยที่ชาวนาพูดกันอยู่ทุกวัน ก็คือ ทำนาปรังมีแต่ซังกับหนี้ ทำนาปีมีแต่หนี้กับซัง นี่คือโครงการประกันราคาข้าว แต่เมื่อ โครงการรับจำนำข้าวเข้ามาคำพังเพยและคำที่พูดอยู่ทุกวันจนถึงบัดนี้พูดกันใหม่ เขาพูดว่า ทำนาปรังมีแต่สตางค์กับพื้นที่ ทำนาปีมีแต่พื้นที่และสตางค์ นั่นแสดงให้เห็นว่าชาวนานั้น ลืมตาอ้าปากได้ผมไปถามนะครับ ทุกวันนี้ออกจากบ้านผ่านทุ่งไร่ทุ่งนาเขารู้ครับว่าวันนี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร นโยบายอย่างนี้มีประโยชน์อย่างไร ในสมัยก่อนเราพูดไม่ได้ สมัยก่อน ที่มีช่วงการรับประกันนะครับ ประกันราคาข้าวนั้นมีการยกเมฆกันเยอะ ชาวนาบางคนนี้ มีที่ดินแค่ ๑๐ ไร่ บอกตัวเองมี ๒๐ ไร่ แล้วก็แจ้งกันไปอย่างนั้น พูดจาปราศรัยงุบงิบ จนได้เงินกันมา แต่การรับจำนำข้าวนี่ครับเป็นผลผลิตซึ่งได้เห็นเม็ดเห็นหน่วยในสิ่งที่ได้ กระทำอยู่ทุกวัน ในสมัยเด็ก ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ ลูกชาวนาถูกสอนมาไว้ว่าคนที่เป็น ลูกชาวนาเมื่อเกิดมานั้นเวลากินข้าวต้องกินทุกเม็ดเหลือไว้คาจานไม่ได้ ผมก็เกิดความสงสัย ว่าทำไมเวลาเกิดมาต้องกินข้าวทุกเม็ด จนโตขึ้นมาจึงได้รู้ว่าการกินข้าวนั้นมันมีสาเหตุมาจาก การทำความยากลำบาก เมื่อเร็ว ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ มีนักวิชาการบางท่าน จะลดการรับจำนำจากเกวียนละ ๑๕,๐๐๐ บาท เป็น ๑๓,๐๐๐ บาท ผมก็อภิปรายในสภา ผมบอกว่าท่านนักวิชาการทั้งหลายส่วนใหญ่ก็จบจากดอกเตอร์ จากเมืองนอกเมืองนา มาคิดอุตริว่าจะรับจำนำ ๑๓,๐๐๐ บาท ผมก็มานั่งคิดว่าท่านดอกเตอร์เหล่านี้ทำไมแกคิดแปลก ๆ ผมถึงบางอ้อเมื่อ ๒-๓ วัน ผมรู้แล้วครับดอกเตอร์ทำไมคิดอย่างนี้ เขาไปอยู่เมืองนอกเขาไม่เคยกินข้าว เขากินแต่ขนมปังกับหมูแฮม คิดกันได้แค่นั้น พอคิดได้แค่นั้น กลับมาถึงประเทศไทยไม่รู้จักคุณค่าของข้าว เลยคิดอุตริไปหลายสิ่งหลายอย่าง ชาวนา นี่ไม่ถูกใจนะครับ วันนี้ถ้าชาวนาจะรวยสักกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญของประเทศนั้น จะน่าเกลียดเชียวหรือ เขายากลำบากมานานครับท่านประธาน วันนี้ต้องให้โอกาสเขา ได้ร่ำได้รวยบ้าง หนี้สินที่เขามีอยู่พอกพูนมาตั้งแต่นานก็ต้องแก้ไขกันไปผมได้พูดกับประชาชน หลายครั้ง หลายคนก็บอกว่าท่าน ส.ส. เวลาไปพูดในสภาเรารู้ว่า ๑๘ สายพันธุ์ที่ไม่ให้ปลูกนั้น มีอะไรบ้าง มีนักวิชาการบอกบ้างไหม บอกครับ แต่ก็บอกแบบไม่ได้เต็มใจบอก และมีตั้งแต่ พูดกันมาในสภาตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้มีใครพูดถึง ๑๘ สายพันธุ์บ้าง มีอะไรบ้าง วันนี้ประชาชน ที่อยู่ทางบ้านและผู้ฟังที่อยู่ทางบ้านท่านฟังไว้ ๑๘ สายพันธุ์ที่ห้ามปลูกก็มี ๑. พันธุ์ ๗๕ หรือบีพี ๗๕ (BP75) ๒. ซี-๗๕ (C-75) ๓. ราชินี ๔. พวงทอง ๕. พวงเงิน ๖. พวงเงินพวงทอง ๗. พวงแก้ว ๘. ข้าวขาวปทุม ๙. สามพราน ๑ ๑๐. ๐๓๙ หรือเจ้าพระยา หรือพีเอสแอลซี ๒๐๐๑-๒๐๔๐ (PSLC 2001-2040) ๑๑. โพธิ์ทอง ๑๒. ขาวคลองหลวง ๑๓. มาเลเซีย ๑๔. เตี้ยมาเลย์ ๑๕. ขาวมาเลย์ ๑๖. มาเลย์แดง ๑๗. เบตง ๑๘. อีแล็ปหรืออีเล็ป นี่คือ ๑๘ สายพันธุ์ที่ชาวนาห้ามปลูกโดยเราไม่รับจำนำ สาเหตุที่ห้ามปลูกเพราะว่าข้าวเหล่านี้ มีระยะการปลูก ๖๕-๑๐๐ วันแค่นั้น เวลาเราไปปลูกเสร็จเรียบร้อยผลผลิตออกมา ท่านประธาน ที่เคารพครับ เวลาสีเมล็ดจะแตก มันจะป่น มันไม่มีประโยชน์ เวลาไปบริโภคก็เรียกว่า เหมือนข้าวท่อน เหมือนข้าวปลายเรานี่เอง พอดูไปดูมาเดี๋ยวว่าเอาข้าวปลายมาขาย ไม่ใช่ครับ มันเป็นข้าวระยะไม่สมควร เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งต่าง ๆ ที่ผมได้นำเรียนท่านประธานที่เคารพ ว่าเราไม่อยากให้การรับจำนำข้าวนั้นได้สูญหายไปจากประเทศไทย จึงขอยืนยันว่าโครงการ รับจำนำข้าวนั้นเป็นประโยชน์ แล้วผมก็ยังยืนยันว่าวันนี้ชาวนาทั้งประเทศไทยยอมรับว่า การรับจำนำข้าวนั้นมีประโยชน์และทำให้ชาวนาลืมตาอ้าปากได้ ผมจึงขอสนับสนุนงบประมาณ รายจ่ายปี ๒๕๕๗ ว่าเป็นการสมควรแล้วที่ได้ทำถึงขนาดนี้คือ ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมจะ ลำดับนะครับ เดี๋ยวท่านจะได้เตรียมตัว ต่อไปเป็นท่านชนินทร์ รุ่งแสง แล้วกลับมาที่ท่านปริญญา ฤกษ์หร่าย มาที่ท่านอานิก อัมระนันทน์ ท่านดอกเตอร์ลีลาวดี วัชโรบล ท่านสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ แล้วก็มาที่ท่านอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ ๖ ท่าน เชิญท่านชนินทร์ รุ่งแสง ๑๐ นาทีครับ

นายชนินทร์ รุ่งแสง กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชนินทร์ รุ่งแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ จะขออภิปราย ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งผมเองไม่สามารถ ที่จะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ ด้วยเหตุผลที่ผมไม่มีความเชื่อมั่นและไว้ใจ ในการนำงบประมาณไปใช้ของรัฐบาล เนื่องจากความล้มเหลวที่ผ่านมาของรัฐบาลในการ บริหารงาน ผลาญงบประมาณ สร้างภาพ ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับ พี่น้องประชาชนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องของเศรษฐกิจปากท้องของพี่น้องประชาชน ข้าวของแพงอย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่พูดกันอย่างติดปากว่าแพงทั้งแผ่นดิน ท่านประธานที่เคารพครับ ยุทธศาสตร์ที่จะพูดถึงก็คือยุทธศาสตร์เรื่องของการสร้าง ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน งบประมาณ ๓๔๓,๗๔๖ ล้านบาท โดยเฉพาะในมาตรา ๑๖ ซึ่งรัฐบาลได้มีพันธกิจที่จะดูแลราคา ปริมาณสินค้าและบริการ ภาระค่าครองชีพ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาเรื่องของค่าครองชีพ ข้าวของแพงนั้นผมคิดว่าเป็นปัญหาที่อยู่ในความสนใจแล้วก็ เป็นปัญหาที่พี่น้องประชาชนคนไทยเดือดร้อนมากเป็นอันดับแรก ๆ สะท้อนได้จากโพลล์ ต่าง ๆ ชัดเจนที่สุดไม่ต้องพูดถึงนะครับ ทุกครั้งที่มีการสำรวจก็จะบอกว่าเป็นปัญหา ที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลแก้ไขโดยเร่งด่วนที่สุด แล้วก็เป็นปัญหาที่เรียกว่ารัฐบาล ได้คะแนนน้อยที่สุดจากการสำรวจทุก ๆ ครั้ง มันสะท้อนจากพี่น้องประชาชนจริง ๆ แล้วก็ มันสวนทางกับสิ่งที่รัฐบาลได้เคยประกาศไว้ว่าจะเข้ามาดูแลในการที่จะลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นผมเองคิดว่ามันสะท้อนออกมาจากการทำงานที่ผ่านมาของรัฐบาลในหลาย ๆ เรื่อง เป็นนโยบายที่ทำในลักษณะของการลูบหน้าปะจมูก ผักชีโรยหน้า สร้างภาพผลาญงบประมาณ โดยทั้งสิ้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่เรื่องของไข่ที่กำลังสูงขึ้นเกือบ ๔ บาท รัฐบาลก็มีคำตอบที่ชัดเจนที่สุดก็คือว่าเดี๋ยวจะไปขายไข่ในโครงการธงฟ้าให้ แนวทางการแก้ไขปัญหา ที่ยั่งยืนก็ยังไม่มีความชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพี่น้องประชาชนที่เพิ่งเปิดเทอมพ่อแม่ ผู้ปกครองก็ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาที่รัฐบาลไม่ได้มีการเตรียมการ จากการสำรวจ ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ค่าอุปกรณ์การเรียนเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วกว่า ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ จาก ๑,๒๒๖ บาทมาเป็น ๑,๗๒๑ บาท ค่าหนังสือจาก ๑,๐๙๕ บาทมาเป็น ๑,๓๗๑ บาท รัฐบาลก็มีแนวทางอย่างเดียวก็คือเปิดร้านขายของหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งพ่อแม่ ผู้ปกครองเขาก็บอกว่าที่เขาเดือดร้อนเขาเดือดร้อนทั้งประเทศ แต่ว่าวิธีการแก้ไขปัญหา ของรัฐบาลลูบหน้าปะจมูก ผักชีโรยหน้า ก็เช่นเคยเปิดร้านขายของถูกให้แค่อาทิตย์ไม่เกิน ๒ อาทิตย์ ตรงนี้มันสะท้อนให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลนั้นไม่มีการเตรียมตัวแล้วก็ ไม่ได้มีการคิดถึงการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ซึ่งพวกผมเองได้เรียกร้องตลอดเวลาว่าการแก้ไข ปัญหาเรื่องของปัญหาปากท้องนั้นไม่ใช่เป็นปัญหาที่จะมาสร้างภาพกันฉาบฉวย เพราะว่า เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาตลอด

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นโครงการที่ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านอภิรักษ์ได้พูดถึง แต่อยากจะตอกย้ำว่าเป็นโครงการที่ล้มเหลวจริง ๆ ก็คือโครงการร้านค้าถูกใจ ผมเองในฐานะ ที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจได้ศึกษาและติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด ก็อยากจะย้ำเตือนว่าเป็นโครงการที่ผลาญงบประมาณแล้วก็สร้างภาพ ไม่มีประโยชน์โดยสิ้นเชิง เพราะว่าได้ตั้งเป้าไว้ในการที่จะมีการเปิดร้านค้าถึง ๑๐,๐๐๐ ร้าน มีการติดป้ายโฆษณากัน โจ่งครึ่มในช่วงของการเริ่มต้นโครงการว่าจะได้ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับถึง ๕-๑๐ ล้านคน สามารถที่จะลดค่าใช้จ่ายของประชาชนได้ถึง ๓๖,๐๐๐ ล้านบาทตลอดโครงการ จะเปิดร้าน ถึง ๑๐,๐๐๐ ร้านทั่วประเทศ และที่สำคัญก็คือจะมีสินค้า ๒๐ ประเภท ถูก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ให้กับประชาชน แต่ก็ปรากฏว่าทั้งตลอดโครงการตอนนี้ปิดโครงการไปเรียบร้อยแล้วด้วย เหตุผลก็คือว่าเป็นโครงการที่ล้มเหลวไม่สามารถที่จะทำได้ตามวัตถุประสงค์ แน่นอนที่สุดว่า งบประมาณหายไป ๑,๓๒๐ ล้านบาท แล้วก็มีภาพของนายกรัฐมนตรีแล้วก็รัฐมนตรีติดให้ ประชาชนดูต่างหน้า มีของบางส่วนไม่ถึง ๕ รายการด้วยซ้ำไป จาก ๒๐ รายการกับชั้นวางของเก่า ๆ ร้านค้าถูกใจ ๗,๐๐๐ กว่าร้านเป็นที่ระลึกกับความล้มเหลวของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา ปากท้องของพี่น้องประชาชน ตรงนี้เป็นเรื่องของความล้มเหลวแล้วก็เป็นการผลาญงบประมาณ สร้างภาพอย่างชัดเจน แล้วก็จะกลายเป็นโครงการใหม่ซึ่งได้ข่าวรัฐมนตรีก็มาเป็นพรีเซนเตอร์ (Presenter) โครงการโชว์สวยก็ต้องติดตามต่อไปว่ามันจะสวยขนาดไหน อย่างไร

ท่านประธานที่เคารพครับ อีกประการหนึ่งที่ผมเห็นว่ารัฐบาลบกพร่องล้มเหลว ในการดูแลปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนก็คือการไม่สามารถที่จะพลิกวิกฤติ ให้เป็นโอกาสหรือไม่สามารถที่จะใช้โอกาสที่ดีที่เกิดขึ้นให้กับพี่น้องประชาชนผู้บริโภคได้ ท่านประธานครับ วิกฤติที่เกิดขึ้นก็คือวิกฤติค่าเงินบาทที่แข็งตัวขึ้น แน่นอนที่สุดครับ ไม่ปฏิเสธครับว่าการแข็งค่าของค่าเงินถึง ๖ เปอร์เซ็นต์ตลอด ๓-๔ เดือนที่ผ่านมานั้นมีผลเสีย ภาคการส่งออกมีปัญหา ก็ต้องยอมรับว่าภาคการส่งออกมีปัญหานั้นเราเป็นประเทศที่ต้อง พึ่งพาการส่งออกถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นเรื่องที่ชอบธรรมว่าจะต้องมีการดำเนินการ ช่วยเหลืออย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ว่าท่านประธานที่เคารพครับ อย่าลืมครับว่ามันมี ๒ ด้าน ด้านที่ได้ประโยชน์ก็มี แต่รัฐบาลไม่ได้มองเห็น แล้วผมคิดว่าด้านที่ได้ประโยชน์นั้นมันจะ ส่งผลกระทบกับพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ ผู้บริโภค เกษตรกร ผู้ใช้รถ ใช้ถนนเป็นส่วนใหญ่ ท่านประธานที่เคารพครับ ตลอด ๓-๔ เดือนที่ผ่านมานั้น ค่าเงินบาทได้แข็งขึ้น ๖ เปอร์เซ็นต์ ผมอยากจะพูดถึงเรื่องของต้นทุนการผลิตที่มีการนำเข้า น่าจะส่งผลดีกับภาคการผลิต ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตและภาคขนส่ง ท่านประธานที่เคารพครับ เงินบาทแข็งขึ้น ๖ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ราคาน้ำมันตลาดโลกนั้นในช่วง ๓-๔ เดือนที่ผ่านมาลดลง ๘.๖ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานที่เคารพครับ เราใช้น้ำมันนำเข้าเดือนละ ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทต่อเดือน ท่านประธานที่เคารพครับ ตัวเลขลอง ไปบวกลบคูณหาร ง่าย ๆ นะครับ จริง ๆ แล้วราคาน้ำมัน ที่เป็นต้นทุนภาคการขนส่งซึ่งภาคการขนส่งนั้นเป็นส่วนสำคัญในภาคการผลิต ปีหนึ่งเราเสีย ต้นทุนการขนส่งจากภาคการผลิตนั้น ๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ ทำไมรัฐบาลไม่เห็นความสำคัญตรงนี้ พยายามที่จะลดต้นทุนตรงนี้ ลดต้นทุนเรื่องของการขนส่ง ก็คือเชื้อเพลิง ตลอด ๔ เดือนที่ผ่านมา ไปดูนะครับราคาน้ำมันลดลงเพียง ๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ซึ่งมันสวนทางกับความเป็นจริงครับ ตรงนี้หรือครับที่บอกว่าจะมีพันธกิจในการที่จะสร้าง ความเป็นธรรม สร้างความเหมาะสมกับราคาสินค้า บริการ และค่าครองชีพให้เหมาะสม เป็นธรรม ทำไมรัฐบาลไม่สนใจตรงนี้ ตรงนี้ก็ต้องย้ำเตือนไปว่ารัฐบาลล้มเหลวแล้วละเลย ผู้ที่จะได้ผลประโยชน์ตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต พี่น้องประชาชนที่ขนส่ง พี่น้องประชาชน ที่โดยสารรถและใช้ถนนต่าง ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ อีกส่วนหนึ่งที่พูดถึงและจะได้ ผลประโยชน์จากการแข็งค่าเงินบาทตรงนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยครับก็คือภาคการเกษตร ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานทราบไหมล่ะครับว่าปี ๆ หนึ่งเรานำเข้าเรื่องของ ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรก็คือปุ๋ยและยาปีหนึ่งเท่าไร ท่านประธานครับ ๔ เดือนที่ผ่านมา เรานำเข้าปุ๋ยและยา ๓๔,๘๐๕ ล้านบาท ท่านประธานครับ ตรงนี้เป็นตัวเลขที่สูง และตรงนี้ ถ้าหากท่านคำนวณว่ามันบวกลบคูณหารกับค่าเงินบาทที่มีการแข็งตัวขึ้น ๖ เปอร์เซ็นต์ มันควรจะมีช่องว่างเท่าไรที่จะทำให้ราคาปุ๋ยและยาซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตของ ภาคเกษตรกรรมลดลง ผมคำนวณนะครับ ๓๔,๐๐๐ ล้านบาท ๔ เดือน ถ้าหากลดลงไป เป็นเงินคร่าว ๆ ก็ประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่าตรงนี้ตกอยู่กับใครครับ ทำไมคนในรัฐบาล ไม่เรียกร้องครับ พ่อค้าที่ค้าขายปุ๋ย ค้าขายยา ทำไมราคายังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยังมีแต่ราคา ที่จะสูงขึ้น สูงขึ้น สูงขึ้น ท่านประธานครับ รัฐบาลเรียกร้องเพื่อผู้ส่งออก ผมไม่ปฏิเสธครับ ผู้ส่งออกมีความสำคัญ เช้าก็จะปลดผู้ว่าการแบงก์ชาติ มีความพยายามไปแทรกแซงผู้ว่าแบงก์ชาติ เพื่อให้ลดดอกเบี้ย เพื่อให้ค่าเงินบาทแข็ง คนในรัฐบาลแม้แต่คนทางไกลในต่างประเทศที่มีอำนาจ ไหนบอกว่าจะช่วยคนจน ส่งโพสต์ (Post) ข้อความมาก็เพื่อที่จะช่วยดูแลผู้ส่งออกเท่านั้นเอง ทำไมมองข้ามผู้ที่เป็นผู้บริโภค ผู้ที่เป็นเกษตรกร ผู้ที่เป็นประชาชนส่วนใหญ่ที่สามารถ จะได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของค่าเงินบาทตรงนี้ ท่านประธานลองคำนวณนะครับว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาทที่พ่อค้าไม่ได้ลดราคาเรื่องของปุ๋ย เรื่องของยาตรงนี้ ถ้าหากลดราคาลงมาแล้ว จะทำให้เกษตรกรได้รายได้เพิ่มเท่าไร แน่นอนที่สุดก็จะส่งผลกับผู้บริโภคก็คือพวกเรานะครับ พืชผลทางการเกษตรที่เราบริโภค มันก็จะลดลงครับ ท่านประธานครับ ตรงนี้มันสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลขาดการตื่นตัว ต่อเหตุการณ์ รัฐบาลมองข้ามไม่ได้มองรอบด้านในการแก้ไขปัญหา ดูแลปัญหาเศรษฐกิจ มองด้านเดียวครับ มีความสำคัญครับผู้ส่งออก แต่ว่ามันต้องมองรอบด้าน ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ประชาชนทั่วไป ผู้บริโภคที่ประสบกับภาวะของแพงอยู่ขณะนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ทั้งหมด ทั้งหลาย ทั้งปวงมันสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลว ละเลย แล้วก็การใช้งบประมาณ ที่เป็นการผลาญงบประมาณ เป็นการสร้างภาพอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นผมเองไม่สามารถที่จะ เห็นชอบในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ฉบับนี้ได้ ขอบคุณมากครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ต้องขออนุญาตเรียนชี้แจงในเรื่องของการจัดหารถยนต์เพื่อรับส่งเด็กนักเรียนในโรงเรียน ขนาดเล็กนะครับ ก็คงจะขออนุญาตเรียนที่มาที่ไปและเหตุผลของความจำเป็นของการที่จะต้อง มีรถเพื่อแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพของเด็กนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก ส่วนในเรื่องของ งบประมาณซึ่งมีท่านผู้มีเกียรติได้กรุณาบอกว่าราคาที่เสนอไปนั้นกับในข้อบัญญัติงบประมาณ ทำไมแตกต่างกันนั้น กราบเรียนท่านว่าเป็นเรื่องของการจัดพิมพ์ผิดพลาดนะครับ ซึ่งในปีนี้ มีผิดพลาดอยู่หลายช่วงด้วยกันทำให้ท่านได้รับข้อมูลไปที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเดี๋ยวจะขออนุญาต กราบเรียนในรายละเอียดต่อไปนะครับ สำหรับเรื่องการแก้ปัญหาในด้านคุณภาพของเด็กนักเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนในชนบทที่อยู่ห่างไกลนั้นเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะเรามุ่งที่จะให้เด็กนั้นมีคุณภาพในการศึกษา และขณะเดียวกันเด็กเหล่านี้ควรจะต้อง ให้โอกาสอย่างยิ่ง เพราะเป็นลูกหลานเราที่อยู่ในชนบทห่างไกล ดังนั้นก็เรียนท่านว่าขณะนี้ เรามีโรงเรียนขนาดเล็กที่มีเด็กนักเรียนไม่ถึง ๑๒๐ คน มีทั้งหมด ๑๕,๐๐๐ โรงเรียน ในจำนวน โรงเรียนที่มีอยู่ในสังกัดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเรามีอยู่ ๓๑,๑๑๗ โรงเรียน ในจำนวนที่มีไม่ถึง ๑๒๐ คน ในนั้นอยากจะเรียนท่านว่ามีไม่ถึง ๒๐ คน มีทั้งหมด ๗๐๙ โรงเรียน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ เป็นต้นมา เริ่มพบกับ ประเด็นปัญหานี้ก็มีวิธีคิดกันมาตลอดตั้งแต่ก่อนที่พรรคเพื่อไทยจะมาเป็นรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่อง นี้ด้วย ก็ได้ตั้งคณะทำงานหาวิธีการที่จะแก้ปัญหาในเรื่องคุณภาพการศึกษา ก็คิดกันไปว่า ในเมื่อมีโรงเรียนขนาดเล็กเกิดขึ้นแล้วสิ่งหนึ่งที่เขาคิดไปโดยธรรมชาติของคุณครู ครูบาอาจารย์ ที่มีความปรารถนาดีต่อลูกศิษย์ก็คือเอาเด็กนักเรียนมาเรียนคละกัน เพราะโรงเรียนเหล่านี้ ๘ ชั้นเรียนจะมีครู ๒ คน มีครูใหญ่อีก ๑ คนเป็น ๓ คน แต่มี ๘ ชั้นเรียน ท่านลองดูสิครับว่า ห้องหนึ่งคงจะมีไม่เกิน ๑๐ คนหรอกครับ คุณครูเหล่านั้นก็มาคิดดูว่าครู ๒ คนจะรับผิดชอบ เด็ก ๘ ห้องเรียนได้อย่างไร ก็จับมาคละกัน ป. ๑-ป. ๔ เอาไว้มาเป็น ๑ ชั้น ป. ๕-ป. ๖ ม. ๑-ม. ๒ อะไรก็ว่าไปนั่นอีก ๑ ชั้นก็จะทำให้ครูสอนได้ สอนไปแล้วคุณภาพก็คงดีขึ้นกว่าปล่อยให้ เด็ก ๘ ห้องเรียนมีครู ๒ คน อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้ก็เลยมีการตั้ง คณะทำงานต่าง ๆ เข้ามามากมาย ขณะเดียวกันตรงนี้เองครูก็ดี ผู้ปกครองก็ดี เพราะคำว่า โรงเรียนในความหมายของกระทรวงศึกษาธิการนั้นเป็นโรงเรียนของเราหรือของพวกเรา เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นชุมชนก็ดี ต่างก็ร่วมกันคิดก็มีเป็นโมเดล (Model) ต่าง ๆ หลายอย่าง แต่โมเดลหนึ่งที่เขาใช้กันมาแล้วก็ได้รับการประเมินแล้วทำให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้นก็คือโมเดล ที่ทำที่จังหวัดเลย แก่งจันทร์โมเดล ที่อำเภอปากชม เขาเอาโรงเรียนขนาดเล็กในตำบลนั้น ซึ่งอาจจะมี ๔-๕ โรงเรียน จะควบรวมอย่างไร สิ่งหนึ่งก็คือให้โอกาสแรก คือโรงเรียนเล็ก ๆ เหล่านั้นถ้าหากลูกหลานจะไปเรียนที่โรงเรียนดีศรีตำบลนั้นเป็นสิ่งที่เราปรารถนา เพราะว่า กระทรวงศึกษาธิการนั้นในระดับตำบลเราก็มีโรงเรียนดีศรีตำบลเป็นโรงเรียนที่มุ่งเน้นคุณภาพ เพื่อไม่ให้เด็กออกนอกตำบล ส่วนระดับอำเภอเราก็มีโรงเรียนอำเภอในฝัน เพราะฉะนั้น สิ่งแรกก็คือผู้ปกครองก็คงอยากให้ลูกมาอยู่โรงเรียนดีศรีตำบล ตรงนี้เราก็ให้การสนับสนุน ซึ่งเดี๋ยวต่อไปก็จะเรียนว่ารถที่ซื้อส่วนหนึ่งนั้นเราไปสนับสนุนโรงเรียนดีศรีตำบลซึ่งมีอยู่แล้ว แล้วก็เคยจัดสรรงบประมาณจัดซื้อให้แล้ว ส่วนที่เหลือนั้นก็มาควบรวม คำว่า ควบรวม ก็คือเอาแต่ละห้องเรียนที่มีอยู่ในโรงเรียนต่าง ๆ นั้นมาไว้เป็นห้องเดียวกัน เพราะฉะนั้น โรงเรียนหนึ่งอาจจะมีแค่ ๒ ชั้นเรียน ก็จะเพียงพอต่อครูผู้สอน ๒ คน แล้วก็มีครูใหญ่อีก ๑ คน เมื่อเป็นอย่างนี้เราก็มาคิดกันว่าจะเพิ่มคุณภาพการศึกษาได้อย่างไรนั้นก็คิดกันหลายอย่าง คิดไปถึงเรื่องการที่จะให้มีเครื่องมืออุปกรณ์การสอนที่ทันสมัยมาช่วยอย่างไรได้บ้าง คิดถึงในกรณีควบรวมแล้วเด็กจะเดินทางไปเรียนได้อย่างไร ก็มีความคิดที่ว่าจัดหาจักรยาน พี่น้องในชุมชนนั้น และผู้ปกครองนักเรียนก็บริจาคเงินกันซื้อเป็นรถแล้วก็ปรับแต่งกัน แล้วก็หาคนขับกันเอง บริจาคเงินค่าน้ำมันกันเองต่าง ๆ ก็ทำกันมานะครับที่เห็น ก็คือระบบ ของควบรวมนี้น่าจะเป็นทางหนึ่งในหลาย ๆ ทาง อีกทางหนึ่งก็คือเรามานั่งดูว่ามีวิธีอื่นอีกไหม ในส่วนของ สพฐ. เองนั้นได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา เรามาดูว่าถ้าเราจะบรรจุคุณครูที่ขาด ใน ๑๔,๐๐๐ โรงเรียนนี้มีประมาณ ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ คน ปีหนึ่งถ้าเราจ้างครู บรรจุครู จะต้องใช้เงินปีหนึ่งเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งอันนี้ต้องใช้เงินงบประมาณมาก ก็เลยมาดูว่า น่าจะเป็นการควบรวม แล้วเราไปเน้นในเรื่องของการบูรณาการการทำงานในระดับตำบล ใช่ไหมครับ นั่นก็หมายความว่าโรงเรียนเมื่อควบรวมเสร็จแล้วห้องเรียนที่เหลือนั้นในกรณีของ อบต. จะตั้งศูนย์เด็กเล็กเราก็เอื้ออำนวยให้ ท่านมาใช้ที่โรงเรียนผมเถอะครับ หรือ กศน. จะมาพัฒนาส่งเสริมอาชีพ พี่น้องประชาชนก็มาใช้โรงเรียนของเราใช่ไหมครับหรือกรมพัฒนาชุมชน ที่จะไปฝึกอบรมใครก็ดี หรือจะไปส่งเสริมอาชีพอะไรนั้นก็มาใช้โรงเรียนของเรา จะทำให้ การใช้ประโยชน์ที่คุ้มค่าและเป็นการบูรณาการกัน คนในตำบลเพื่อให้เกิดเอกภาพ ให้เกิดการบูรณาการที่แน่นแฟ้นเพื่อจะมีผลส่งไปยังหมู่บ้านและชุมชนที่เข้มแข็ง โรงเรียน ที่เข้มแข็งต่อไปด้วย อันนี้ก็เป็นที่มาโดยกว้าง ๆ และนอกจากจะใช้รับเด็กนักเรียนแล้ว คุณครูที่เรามีการควบรวมกันนี่นะครับ ครูบางคนเก่งวิชาหนึ่งวิชาใดก็จะสอนอยู่ในกลุ่ม โรงเรียนเหล่านี้ก็คงต้องใช้รถยนต์ที่เราจะจัดหาเป็นพาหนะในการอำนวยความสะดวก ให้กับคุณครูอีกด้วย นอกจากนั้นกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียน เกี่ยวข้องกับ หน่วยงานในท้องถิ่นต่าง ๆ นั้นก็คงจะต้องใช้รถคันนี้เป็นรถอเนกประสงค์ใช้ร่วมกันนะครับ ก็เรียนท่านว่าในประเด็นตรงนี้ควบรวมโรงเรียนนั้นก็เป็นวิธีที่เราคิดกันอยู่ ก็กราบเรียนท่านว่าการยุบ การจัดตั้งโรงเรียนก็ดี การควบรวมโรงเรียนก็ดี หมายถึงการยุบ โรงเรียนก็ดี หรือย้ายโรงเรียนก็ตามนั้น กฎหมายทางกระทรวงศึกษาธิการได้เขียนไว้ชัดเจน เพราะว่าเป็นอำนาจของคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐานของเขตพื้นที่ต่าง ๆ ก็เรียนท่าน โดยสรุปว่ากระทรวงเองก็มีนโยบายในเรื่องคุณภาพการศึกษานะครับ จะควบรวมหรือไม่ อย่างไรนั้น สิ่งหนึ่งก็คงดูโรงเรียนเหล่านั้นอยู่ห่างไกลกันไหม ถ้าอยู่ในเกาะในแก่ง ในป่าในเขา ซึ่งไม่สามารถจะติดต่อเดินทางเข้ามาพื้นที่อื่นได้นั้น ผมว่าตรงนี้เราคำนึงถึงคุณภาพเราคงไม่ไป ควบรวมด้วย คงให้อยู่อย่างนั้นใช่ไหมครับ ดังนั้นสุดท้ายของการควบรวมหรือยุบอย่างไรนั้น ก็เป็นเรื่องที่กระทรวงเราพิจารณากันมาอย่างรอบคอบ ก็คงเป็นมาตรการสุดท้าย แต่ทั้งหมดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับคงไม่ใช่เอาระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการมาใช้โดยตรง แต่เราถือว่าโรงเรียนนี้ คือโรงเรียนของเรา เมื่อเป็นโรงเรียนของเราพี่น้องประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของโรงเรียนคงต้องถาม ความเห็น ความต้องการของโรงเรียนเป็นหลักนะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่หนึ่งผมขออนุญาตตอบ โดยคร่าว ๆ นะครับ

ส่วนการจัดซื้อรถยนต์ ซึ่งเป็นรถตู้เพื่อสนับสนุนให้กับโรงเรียนขนาดเล็ก ในระดับตำบลนั้น จำนวน ๑,๐๐๐ คัน กระทรวงศึกษาธิการได้ตั้งงบประมาณ ๑,๐๐๐ คัน ราคาคันละ ๑,๒๓๒,๔๐๐ บาท เพราะฉะนั้น ๑,๐๐๐ คัน ก็เป็นเงิน ๑,๒๓๒,๔๐๐ ล้านบาท ราคาต่อคันนั้นเป็นราคากลางของสำนักงบประมาณ และสเปก (Spec) กลางนั้นก็เป็นสเปก ของสำนักงบประมาณนะครับ ดังนั้นราคาตรงนี้ก็เป็นราคากลาง ซึ่งเราจะต้องจัดซื้อไม่เกินนี้อยู่แล้ว ในขั้นตอนของการจัดซื้อจัดจ้างก็เป็นอีกบริบทหนึ่งที่เรายังรักและหวงแหนในเรื่องงบประมาณ อยู่แล้ว แล้วคนกระทรวงศึกษาธิการของเราจริง ๆ นั้นเป็นคนต้นแบบคงไม่ทำอะไรที่เป็นเรื่อง ที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบมาพากลนะครับ ก็กราบเรียนท่านว่ารถจำนวน ๑,๐๐๐ คันนั้นเอาไป ที่ไหน มีที่มาอย่างไร นอกจากจะได้เห็นถึงความสำคัญจำเป็นต้องใช้แล้ว ทางเขตพื้นที่การศึกษา และโรงเรียนได้ทำแผนการใช้ส่งมาตั้งแต่กลางปี ๒๕๕๕ แล้วต่อปลายปี ๒๕๕๕ นี่นะครับว่า สิ่งที่ต้องการใช้นั้นก็คือจะสนับสนุนให้กับโรงเรียนดีศรีตำบล ๘๕๐ คัน ส่วนอีก ๑๕๐ คันนั้น จะสนับสนุนให้กับโรงเรียนขนาดเล็กที่มีการควบรวมกันเป็นโครงการนำร่องนะครับ ก็เลย กราบเรียนท่าน แล้วก็การใช้อย่างไรนั้นเมื่อสักครู่กระผมก็ได้กราบเรียนต่อท่านผู้มีเกียรติ ที่เคารพไว้แล้วก็เรียนกับท่านว่าการจัดซื้อครั้งนี้เป็นการจัดซื้อที่เป็นไปตามความต้องการของ โรงเรียน ซึ่งนั่นหมายถึงคงไปถึงชุมชนด้วย แล้วก็เป็นเหตุผลและความจำเป็นที่จัดให้มีขึ้น ส่วนการตั้งงบประมาณที่ผิดพลาดนั้นเป็นเรื่องการผิดพลาดทางเอกสาร ทั้งจำนวนราคานั้น ก็อยู่ในราคากลาง สเปกก็เป็นสเปกกลาง แล้วรถที่ใช้ในการรับนักเรียนนั้นเป็นหนังสือตาม ระเบียบกฎหมายของกรมการขนส่งทางบกว่ารถที่รับส่งเด็กนักเรียนนั้นจะต้องเป็นรถที่มี เปิดประตูข้าง ก็คือต้องเป็นรถตู้ แล้วก็มีสายคาดรัดเพื่อความปลอดภัย อันนี้ก็เป็นไปตาม กฎหมายของกรมการขนส่งทางบก ของกระทรวงคมนาคมอีกด้วย จึงเรียนว่าการดำเนินนั้น เป็นความจำเป็นโดยแท้จริงครับ ขอกราบขอบพระคุณมากครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการครับ

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านประธานครับ กระผมต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านที่ได้ให้ ความสนใจกับเรื่องการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านให้ความสำคัญกับเรื่องของการพัฒนา คุณภาพการศึกษา ท่านประธาน เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานคือระดับอนุบาล ประถมศึกษากับมัธยมศึกษา เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่เขาจะต่อไปไม่ว่าจะเป็นระดับอาชีวศึกษา หรือระดับอุดมศึกษา ประเทศไทยเราอยู่ท่ามกลางประเทศต่าง ๆ แต่ก็มีการเปรียบเทียบกันว่า การศึกษาของเด็กไทยเรากับการศึกษาของเด็กชาติอื่นเป็นอย่างไร ที่ผ่านมาเราต้องยอมรับว่า เมื่อมีการประเมินผลการศึกษาของเด็กไทยเราในระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา กับประเทศต่าง ๆ ซึ่งเคยเทียบเคียงกันมาผลการประเมินนั้นยังไม่เป็นที่พอใจ เราก็พยายาม ท่านประธานครับ สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญก็คือเรื่องของการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษา แล้วก็ได้ทำแล้ว ท่านประธานครับ ซึ่งจะเป็นส่วนที่จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาของ นักเรียนของไทย เราทำอะไร ท่านประธานครับ เราดูตั้งแต่ต้นเลยว่าเด็กไทยที่เรียนอยู่เรียนเยอะ ปีหนึ่ง ๆ เรียน ๑,๐๐๐ กว่าชั่วโมง แต่ทำไมผลการเรียนของเด็กไทยเราถึงด้อยกว่าที่อื่นเขา สิ่งหนึ่งในยุคปัจจุบันที่คนเรียกร้องคือทำอย่างไรให้เด็กมีความคิดสามารถวิเคราะห์ได้ สามารถที่จะมีความคิดสร้างสรรค์ได้ ที่เราเคยสอนกันมาเด็กเราต้องไปท่องจำ เสียเป็นส่วนใหญ่หรือเปล่า เราต้องไปท่องจำในสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องท่องจำหรือเปล่า หลังจาก ดูตรงนี้ครับท่านประธานเราดูประเทศอื่นเราหันมาดูตัวเรา ตัวเราก็มาปรับหลักสูตรซึ่งกำลัง ทำอยู่ในขณะนี้ เวลาเรียนต่าง ๆ ในห้องเรียน ท่านประธานครับ ที่เราเคยใช้ ๑,๐๐๐ กว่าชั่วโมง แต่ว่าใช้ไปในการท่องจำ

(นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ให้ท่านรัฐมนตรีตอบให้เสร็จก่อนได้ไหม เชิญครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ยะลา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าประเด็นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกำลังตอบ อยู่ซีกของกระผมยังไม่มีใครอภิปรายประเด็นนี้ซึ่งหลังจากนี้จะมี เพราะฉะนั้นผมคิดว่า

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อย่างนั้น ให้ท่านรอก่อนใช่ไหม

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ยะลา

คือใช่ครับ ยังไม่มีใครแตะประเด็นนี้เลย ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ พูดประเด็นรถตู้ครับ รถตู้ที่บอกว่าราคามันแพงเกินไป

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่เป็นไร เชิญนั่งลงครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ยะลา

เพราะฉะนั้นท่านรัฐมนตรีใจเย็น ๆ นั่งก่อนครับ ไม่เช่นนั้นเดี๋ยวจะเกินเวลาครับ

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ

กราบเรียนท่านประธานครับ

(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวท่านรองนายกรัฐมนตรี เชิญครับท่านครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่จากพรรคเพื่อไทย ต้องประท้วงตาม ข้อบังคับ ข้อ ๒๓ การใช้สิทธิของรัฐมนตรีในการชี้แจง ซึ่งรัฐมนตรีได้ลุกขึ้นชี้แจงตอบคำถาม ต้องกราบเรียนที่ประชุมด้วยความเคารพว่าไม่ใช่คำถามเฉพาะของฟากฝ่ายค้านนะครับ ทางเพื่อนสมาชิกจากรัฐบาลก็มีการอภิปรายในเรื่องของร่าง พ.ร.บ. งบประมาณในส่วนของ กระทรวงศึกษาธิการหลายท่าน ท่านรัฐมนตรีก็ลุกขึ้นชี้แจงทำความเข้าใจเพื่อให้ได้ทราบ ในรายละเอียดในเชิงลึกก็ต้องขอบพระคุณท่านรัฐมนตรี แล้วก็ขอท่านประธานได้ให้โอกาส ท่านรัฐมนตรีได้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๒๓ ต่อไปครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีชี้แจงต่อครับ

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ 🔗

ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้อภิปราย ให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณภาพการศึกษา ท่านประธานครับ แม้แต่ผู้นำฝ่ายค้านท่านก็ได้ เปิดประเด็นเรื่องนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นกระผมก็เลยถือโอกาสที่ว่าเมื่อท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้ตั้งประเด็นก็ต้องขออนุญาตท่านประธานที่จะต้องชี้แจงว่าได้ทำอะไรไปบ้าง ท่านประธานครับ เรื่องของการปฏิรูปหลักสูตรนั้นนอกจากมาดูกันว่าเด็กไทยเราควรจะเรียนในห้องเรียนเท่าไร แล้วเขาจะเรียนอะไร เขาจะเรียนอย่างไร ซึ่งก็จะคลุมไปถึงกับว่าครูที่สอนนะครับจะต้องกระตุ้นให้เด็กรู้จักใช้ความคิดวิเคราะห์อย่างไร เมื่อเราไปเผชิญปัญหาถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยเรียนมาก่อน ไม่เคยท่องจำมาก่อนเขาจะแก้ไข ปัญหานั้นได้อย่างไร นั่นคือสิ่งที่ทำซึ่งจะเป็นส่วนที่ไปสู่ของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาครับ ท่านประธาน อีกส่วนหนึ่ง ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ก็ได้กรุณายก ประเด็นในเรื่องของโรงเรียนขนาดเล็กแล้วท่านก็ถามครับว่าไปตั้งเป้าหรือเปล่า จะยุบเท่านั้น เท่านี้หรือเปล่า ท่านประธานครับ ขออนุญาตกราบเรียนโรงเรียนขนาดเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ผมพูดว่าขนาดเล็กก็คือที่มีนักเรียนต่ำกว่าโรงเรียนแห่งละ ๖๐ คน ที่ต่ำกว่า ๒๐ คนนะครับ นักเรียน ๒๐ คนต่อโรงเรียน มีประมาณ ๗๐๐ แห่งครับท่านประธาน ระหว่าง ๒๑-๔๐ คน ๒,๐๐๐ แห่ง ๔๑-๖๐ คน ๓,๐๐๐ แห่ง โรงเรียนเหล่านี้ถามว่ามีปัญหาคุณภาพการศึกษา มากไหมเมื่อเทียบกับโรงเรียนที่มีนักเรียนเยอะ ๆ กว่าก็ต้องยอมรับครับท่านประธานว่า ในโรงเรียนเล็ก ๆ เหล่านี้โดยปกติโดยเฉลี่ยมีปัญหาด้วยเรื่องคุณภาพการศึกษา ถามว่าที่เขา ทำได้ดีมีบ้างไหม มีบ้างครับท่านประธานผมไม่ได้ปฏิเสธ ซึ่งโรงเรียนที่ทำได้ดีมีบ้างส่วนใหญ่ ก็ต้องมีนักเรียนประมาณ ๕๐ คนขึ้นไปแล้วได้รับความร่วมมืออย่างดีจากชุมชน ผู้ปกครอง ทั้งหลายมาช่วยกันสอน มีการสนับสนุนเงินจากชุมชนเข้ามา อย่างนั้นเราก็จะเร่งสนับสนุน เขาให้พัฒนาต่อไป แต่ก็มีโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนไม่น้อยนะครับท่านประธาน ที่นักเรียน ต่ำกว่า ๒๐ คน แบ่งออกเป็น ๒ ประเภทครับท่านประธาน ประเภทแรกอยู่ห่างไกลมาก ๆ เลย โดดเดี่ยว จะเดินทางไปโรงเรียนอื่น ๓๐ กิโลเมตร ๔๐ กิโลเมตร อย่างนี้จะพัฒนาเขาอย่างไร เราทำอย่างนี้ครับท่านประธาน เรามีสถานีโทรทัศน์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน เราติดตั้งระบบรับส่งสัญญาณมีจอทีวีให้แล้วก็มีครูดี ๆ ตรงสาขาวิชาให้เด็ก สามารถจะเปิดโทรทัศน์รับชมได้ นอกจากนี้ก็มีสถานีโทรทัศน์ของไกลกังวลที่ได้จัดครู จัดหลักสูตรนะครับ ซึ่งโรงเรียนขณะนี้ก็รับเข้าไปเปิดให้เด็กดู ครูในโรงเรียนเล็ก ๆ เหล่านี้ ท่านประธานครับ ที่มีนักเรียนไม่เกิน ๒๐ คน บางทีมีครูได้แค่คนเดียวครับท่านประธาน ๘ ชั้นมีครูคนเดียว อย่างเก่งก็ ๒ คน นั่นหมายความว่าอะไรท่านประธานครับ ครูคนหนึ่ง ต้องสอนเด็กเฉลี่ยแล้ว ๔ ชั้นเรียน ๑ ชั่วโมงสอนชั้นละอย่างเก่งก็ ๑๕ นาที แทนที่จะสอน เต็มชั่วโมง คุณภาพการศึกษาก็เลยมีปัญหา แน่นอนครับว่าถ้าเราไม่มีทางเลือกทางอื่นก็ต้อง พยายามพัฒนาเขาโดด ๆ อย่างนั้นละ แต่ว่าที่ผ่านมาก็มีการทำกันมาครับ พัฒนาอย่างไร ก็คือการควบรวมครับท่านประธาน ทั้งควบรวมหลายโรงเรียน ๓ โรงเรียนเข้าด้วยกัน ๒ โรงเรียนเข้าด้วยกัน ทำกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ ๒๐ ปีแล้วครับทำมาตลอดครับท่านประธาน สิ่งที่ทำนั้นผมไปเยี่ยมโรงเรียนหลายโรงเรียนที่มีการควบรวมกัน จัดการศึกษาร่วมกัน ทั้งที่ ๒-๓ โรงเรียนไปรวมแห่งเดียว หรือว่า ๒-๓ โรงเรียนจัดการเรียนการสอนร่วมกัน ถ้าเป็น ๒-๓ โรงเรียนไปอยู่แห่งเดียวทั้งหมดเขาย้ายไปเรียนที่เดียวครับท่านประธาน ไปถามเด็กว่าเป็นอย่างไรบ้างจากแต่เดิมคุณเรียนกันห้องหนึ่ง ๒ คน ๓ คน ป. ๑ พอไปอยู่ เรียนรวมกันแล้วกับโรงเรียนอื่นซึ่งใหญ่กว่าห้องละ ๒๐ คน ๓๐ คน เด็กพอใจครับ ผู้ปกครองพอใจครับ ผลการเรียนดีขึ้นครับท่านประธาน อีกแบบหนึ่งอยู่ทั้ง ๓ โรงเรียน เหมือนเดิมละครับแต่ว่าคละชั้นกัน โรงเรียนหนึ่งก็สอนเฉพาะ ๒ ชั้น เด็กทั้ง ๓ โรงเรียน ในชั้น ป. ๑ ป. ๒ ไปเรียนที่เดียวกัน ป. ๑ ของเขาก็แทนที่มีเรียนกัน ๒ คน ๓ คน ก็มี ๑๕ คน ๑๖ คน ก็ได้ความรู้มากขึ้น กิจกรรมต่าง ๆ ก็ดีขึ้นครับ ท่านประธานครับ กิจกรรมนอกหลักสูตร บางโรงเรียนมีนักเรียน ๕ คน ถามว่าจะเล่นฟุตบอลกันอย่างไร แต่พอเรียนรวมกันไปอยู่ โรงเรียนใหญ่ ๆ ขึ้น เขาเล่นฟุตบอลได้ เขาเล่นบาสเกตบอลได้ สนามกีฬาต่าง ๆ ก็มีดีขึ้น ท่านประธานครับ กระผมขออนุญาตกราบเรียนเลยนะครับ กระทรวงศึกษาธิการฟังความเห็น ของผู้ปกครอง นักเรียน และชุมชน เมื่อเขาเห็นด้วยถึงจัดการควบรวมหรือจัดการสอนคละชั้น หรือจะไปรวมที่เดียวกันเป็นเรื่อง ของเขา ที่ไหนที่เขาคิดว่าเขาอยากจะพัฒนาตัวเองเราช่วยสนับสนุนครับท่านประธาน อีกส่วนหนึ่งครับท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องอาชีวศึกษา ว่าสนับสนุนอาชีวศึกษาหรือไม่ อย่างไร รัฐบาลชุดนี้เห็นความสำคัญของอาชีวศึกษา เพราะเราทราบดีครับท่านประธานว่าความต้องการบุคลากรในสายอาชีวศึกษานั้นมีมาก เราได้ตั้งเป้าว่าต่อไปการเรียนสายอาชีวศึกษาซึ่งปัจจุบันมีประมาณ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ของนักเรียน ที่ไปเข้าสายอาชีวศึกษา เราพยายามจะยกให้เป็น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เท่ากับสายสามัญ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ขณะนี้ทำอะไรท่านประธานครับ สายอาชีวศึกษาซึ่งแต่เดิมเรียนได้สูงสุดแค่ ปวส. เดี๋ยวนี้ จะเปิดเป็นระดับปริญญาตรีครับท่านประธาน แต่เป็นปริญญาตรีในสายอาชีวศึกษา อาศัย การปฏิบัติ อาศัยความชำนาญ ซึ่งจะเริ่มในปีนี้ แล้วได้มีการดำเนินการกับภาคเอกชนครับ ท่านประธาน สำรวจว่าความต้องการภาคเอกชนเป็นอย่างไร ต้องการบุคลากรประเภทไหน มีการจัดระบบการศึกษาที่เรียกว่าทวิภาคี เรียนในสถาบันการศึกษาช่วงหนึ่ง ไปฝึกปฏิบัติงาน ในสถานประกอบการอีกช่วงหนึ่ง ซึ่งนักเรียน นักศึกษาเหล่านี้ท่านประธานครับ เมื่อเขาไป ฝึกงานอย่างนั้นโอกาสที่เขาจะได้รับเข้าทำงานมีมากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เราได้ตกลงกับ ทางสถานทูตเยอรมันลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงร่วมกันว่าจะส่งนักศึกษาของเราไป ปฏิบัติงานกับบริษัทที่เขาสนใจจะมาร่วมโครงการ ยกตัวอย่างบริษัทใหญ่ ๆ ที่มาอย่างเช่น บริษัทบีเอ็มดับเบิลยู บริษัทบ๊อช บริษัทบีกริม และบริษัทเยอรมันบางบริษัทก็เข้ามาทำกับเรา โดยยังไม่ได้ลงนามด้วยซ้ำไป อย่างเช่นบริษัทซีเมนต์ก็เข้ามา ซึ่งตรงนี้ท่านประธานครับ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะมีการพัฒนานักเรียน นักศึกษาในสายอาชีวศึกษา อีกส่วนหนึ่งท่านประธานครับ ที่ขออนุญาตกราบเรียนก็คือเรื่องของงานวิจัย รัฐบาลเองขออนุญาตกราบเรียนยืนยันครับว่า ในส่วนของงบทั้งหลายที่จะสนับสนุนเรื่องของมหาวิทยาลัยวิจัยนั้นสุดท้ายต้องได้เต็มตามที่ ท่านได้ตั้งเป้าไว้ ผมจำได้คือ ๕,๐๐๐ ล้านบาท สุดท้ายได้เต็มหมดแน่นอนท่านประธานครับ ไม่ใช่ว่ารัฐบาลชุดนี้จะตัดออกไปในปีหน้า ไม่มีตัดครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
(นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านจุฤทธิ์มีอะไรครับ

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ บัญชีรายชื่อ

พาดพิงครับท่านประธาน

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เอาเฉพาะประเด็นที่ท่านเสียหายนะครับ

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นสั้น ๆ ๒-๓ ประเด็นครับ

ประเด็นแรก ท่านรัฐมนตรีบอกว่าเอกสารพิมพ์ผิด ประเด็นก็คือว่าเรากำลัง พิจารณากฎหมายครับท่านประธาน ท่านบอกว่าเอกสารขาวคาดแดงที่ท่านเสนอสภาพิมพ์ผิด ท่านทำขัดรัฐธรรมนูญนะครับ ๑. เราต้องหยุดประชุมครับ ท่านต้องแก้ไขข้อความเนื้อหา กฎหมายฉบับนี้ให้เรียบร้อยก่อนครับ เราพิจารณาต่อไม่ได้นะครับ

ประการที่ ๒ ถ้าท่านบอกว่าพิมพ์ผิดโดยเจตนาบริสุทธิ์ ทำไมท่านไม่แก้ไข ก่อนออกมาอภิปรายล่ะครับ ทำไมพอผมจับได้ท่านอ้างว่าพิมพ์ผิดแล้วจบล่ะครับ ถ้าผม ไม่ได้อภิปรายวันนี้หวานคอแร้งหรือเปล่าครับ รถตู้จากคันละ ๙๕๐,๐๐๐ บาท ท่านตั้งงบไว้ ซื้อคันละ ๒,๓๐๐,๐๐๐ บาทหรือครับท่านรัฐมนตรี ท่านประธานครับ คนไทยทั้งประเทศ ต้องฟัง เงินภาษีประชาชนครับ ท่านมาของบประมาณปีนี้ท่านพิมพ์ไว้ในเล่มขาวคาดแดง ไม่เคยมีนะครับ ท่านอ้างว่าพิมพ์ผิด รถคันละ ๙๕๐,๐๐๐ บาท ท่านบอกว่าพิมพ์ผิดเป็น คันละ ๒,๓๐๐,๐๐๐ บาท ผิดไป ๑,๓๐๐,๐๐๐ บาทนะครับ แล้ว ๑,๐๐๐ คัน ๑,๓๐๐ ล้านบาท ถ้าผมจับไม่ได้เข้ากระเป๋าใครครับ แต่กระทั่งวันนี้ถ้าท่านจะพิจารณาต่อท่านต้องมีเอกสารแก้ไข แนบมากับขาวคาดแดงเล่มนี้ ไม่อย่างนั้นสภาเดินหน้าไม่ได้ครับ สภาพิจารณาต่อไม่ได้ เพราะท่านกำลัง

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้ประท้วงครับ เอาเฉพาะประเด็นที่ท่านเสียหายครับ พอแล้วกระมังครับ เดี๋ยวให้ท่านรัฐมนตรีตอบ ท่านจุฤทธิ์พอแล้วครับ พอสมควรแล้ว

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ บัญชีรายชื่อ

อีกนิดเดียวท่านครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เอาเฉพาะ ที่ท่านเสียหาย ท่านไม่เสียหายท่านอภิปรายซ้ำไม่ได้เพราะผิดข้อบังคับครับ

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อสักครู่นี้ท่านบอกว่านอกจากนั้นแล้วท่านบอกว่าผมได้ข้อมูลอันเป็นเท็จ ก่อนที่ท่านจะพูด เรื่องว่าท่านพิมพ์ผิด ผมจดไว้หมดครับ เพราะฉะนั้นผมเสียหายครับ ท่านประธานครับ

(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญผู้ประท้วงครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ขอประท้วง ตามข้อ ๕๙ และข้อ ๖๐ การอภิปรายต้องเป็นการอภิปรายสลับ ท่านประธานกำลังปล่อยให้ การอภิปรายงบประมาณเป็นเรื่องของกระทู้ถามมีการถามแล้วก็ตอบก็จะเป็นอย่างนี้ไป หลายครั้งหลายหนแล้วครับ ท่านรัฐมนตรีตอบทีหนึ่งก็มีเพื่อนสมาชิกบอกว่าใช้สิทธิในการ พาดพิงแล้วก็อภิปรายซ้ำเข้าไปอีกรอบหนึ่ง ท่านรัฐมนตรีใช้สิทธิตามข้อ ๒๓ เป็นสิทธินะครับ ถามมาจะตอบหรือไม่ก็ได้ด้วยซ้ำ วันนี้ท่านรัฐมนตรีได้ตอบชัดเจนแล้วถ้ามีเอกสารพิมพ์ผิด อะไรก็มีเรื่องเอกสารแนบก็เป็นขั้นตอนระเบียบ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เอาละครับ ผมเข้าใจ เมื่อสักครู่นี้ผมก็ฟังนะครับว่าเวลาคนยกมือขอใช้สิทธิพาดพิงก็ต้องให้ฟังว่าพาดพิง อะไร เพราะผมไม่สามารถคาดเดาว่าเขาได้ใช้สิทธิอะไรก็ต้องฟัง ผมก็เตือนท่านจุฤทธิ์แล้วว่า เฉพาะเรื่องที่เสียหาย ถ้าไม่เสียหายใช้ไม่ได้ก็เป็นที่รู้กันอยู่ เชิญต่อครับ

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านครับ ก่อนที่รัฐมนตรีจะชี้แจงทั้งหมดท่านบอกว่าผมได้ข้อมูลอันเป็นเท็จ แล้วเรื่องนี้ผมอภิปราย คนเดียวครับ เรื่องรถโรงเรียน ไม่มีท่านอื่นหรอกครับ ผมอภิปรายท่านเดียวเลยครับ ท่านครับ คำว่า ข้อมูลอันเป็นเท็จ แสดงว่าหลักฐานที่ผมได้มาเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ ประเด็นก็คือ อย่างนี้ครับ เอกสารราคากลางผมได้มาจากสำนักงบประมาณที่มาชี้แจงในวิปฝ่ายค้าน ราคาคันละ ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาทนั่นใช่ครับ แต่รถจริง ๆ ก็คันละ ๙๕๐,๐๐๐ บาท เพราะท่าน ระบุไว้ว่า ๑๒ ที่นั่ง เพราะฉะนั้นผมไม่ได้ให้ข้อมูลอันเป็นเท็จครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

พอเข้าใจแล้วครับ ท่านไม่เป็นเท็จผมฟังอยู่ก็จะให้รัฐมนตรีตอบ พอแล้วครับ อภิปรายซ้ำไม่ได้ ข้อมูลไม่เท็จก็ถือว่าจบ เดี๋ยวจะให้รัฐมนตรีตอบแล้วครับ ก็มีผู้ประท้วง พอแล้วครับ ท่านจุฤทธิ์เชิญนั่งครับ ท่านรัฐมนตรีได้ตอบหน่อยครับ

นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ก่อนอื่นผมเรียนท่าน ส.ส. ว่าผมไม่ได้พูดว่าเป็นเท็จเป็นอะไรทั้งสิ้น ท่านไปเปิดไปรีไวนด์ (Rewind) ดู แล้วก็สิ่งที่ท่านยังติดใจก็คือตรงนี้เป็นเอกสารซึ่งขณะนี้ ผมได้รับการแนบแล้ว แล้วก็มีการเข้าใจว่าจะส่งให้ท่านโดยตรงก็อาจจะมีอยู่เพราะว่าผมได้ สำเนาว่าถึงคุณจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ อยู่ส่วนหนึ่ง ในเล่มนี้มีพิมพ์บกพร่องไปทั้งหมด ๑๐ หน้า ด้วยกัน แล้วก็ ๑ ใน ๑๐ นั้นเป็นของกระทรวงศึกษาธิการของเรา ผมก็เรียนท่านว่ารถตามสเปก ๑๒ ที่นั่งเขาเขียนไว้ว่าราคาคันละไม่เกิน ๑,๒๓๔,๐๐๐ บาทนะครับ ดังนั้นเราก็เลยตั้งไว้ ไม่เกินงบของราคากลาง แล้วก็เป็นสเปกของสำนักงบประมาณโดยตรง แล้วก็เหตุที่รถรับส่ง นักเรียนจะต้องเป็นรถตู้นั้นเป็นกฎหมายของกรมการขนส่งทางบกว่าถ้าจะจัดรถรับส่ง เด็กนักเรียนนั้นต้องเป็นรถที่มีขึ้นด้านข้างนั่นคือรถปิกอัพแล้วก็เบลท์ (Belt) รัดเพื่อ ความปลอดภัย ขอบคุณมากครับ

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านบุญยอด อภิปรายหรือครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ แบบบัญชีรายชื่อ จากที่ท่านรัฐมนตรี ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่ามีพิมพ์ผิดอยู่อีก ๑๐ จุด สมาชิกอย่างพวกผมไม่ได้รับข้อมูลนี้ ท่านประธานครับ จะประชุมต่อได้อย่างไรครับ นี่กำลังพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญของ ประเทศชาตินะครับ ร่างพระราชบัญญัติ ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท พิมพ์ผิดตรงไหนบ้าง พวกผมยังไม่ทราบ ท่านประธานครับ ทางออกอย่างเดียวนะครับ ท่านต้องพักการประชุมครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ไม่ต้องพัก เดี๋ยวให้เจ้าหน้าที่เอาไปแจกทุกท่านที่ยังไม่ได้รับ เอาไปให้ท่านบุญยอดด้วยครับ เจ้าหน้าที่สภา เอกสารทั้งหมดที่พิมพ์ผิดเดี๋ยวให้เลขาธิการจัดการ คนอื่นก็อภิปรายเรื่องอื่นไป เดี๋ยวก็ส่งให้ ถึงท่านอยู่แล้ว ก็อยู่ในมือเจ้าหน้าที่อยู่แล้ว ที่ท่านไม่ได้รับก็แจกให้ครบนะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมเรียนต่อท่าน ว่าขณะนี้ประชาชน สื่อมวลชนทั้งหมดดูเราอยู่ ท่านประธานจะให้พิจารณากันไปลวก ๆ ในวาระนี้

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คือไม่ลวก ๆ ท่านบุญยอด คือการอภิปรายถ้ามันจบแค่เที่ยงคืนตามข้อบังคับ แล้วจะเดือดร้อน ฝ่ายค้าน ที่ยังมีหลายท่านก็ว่าประเด็นอื่นไป

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

ท่านครับ ๗ วัน ๘ วัน พวกผม ก็ทำได้ครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เราขอไว้ ๓ วัน เราตกลงกันไว้ ๓ วันที่ลงมติ อภิปราย ๒ วันถึงเที่ยงคืนนี่ก็คุยกันอยู่ ท่านก็เป็นวิป ท่านน่าจะรู้

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

เรียนต่อท่านนะครับว่า นี่เป็นหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลที่ต้องตรวจสอบรัฐบาล ร่วมกัน รัฐบาลยอมรับแล้วว่าเอกสารผิดไม่น้อยกว่า ๑๐ จุด ตรงไหนบ้าง ราคาเท่าไร อย่างน้อยท่านจุฤทธิ์บอกแล้วว่าหลักเป็นพันล้านบาท ที่ผิดไปแล้วท่านก็ไม่ยอมรับ ในสภานี้ท่านทำอย่างนี้กับกฎหมายหรือครับ อย่างนี้ก็กลับไปทำมาใหม่ครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มันเป็น หลักการ ท่านบุญยอดพอแล้วครับ เดี๋ยวให้เขาส่งไปให้ท่านเดี๋ยวให้ส่งไปให้ท่านครับ ท่านอภิปรายไม่ได้ ท่านทักท้วงผมได้แต่ท่านไม่อยู่ในคิวอภิปรายครับ พอแล้วครับ ท่านอภิปรายไม่ได้หรอกครับ เดี๋ยวผมให้เจ้าหน้าที่ไปส่งให้ทุกท่านครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

ถ้าท่านไม่ให้ผมอภิปราย ผมไม่ได้ อภิปรายนะครับ ผมกำลังลุกขึ้นทักท้วงต่อการประชุมในขณะนี้ ผมไม่มีคิวอภิปราย เพราะผมเคารพต่อสมาชิกทุกท่าน ทั้งสมาชิกฝ่ายค้านด้วย แล้วก็วิปฝ่ายค้านด้วย ถ้าท่านไม่ให้ ผมทำแบบนี้ผมจะเสนอต่อไปว่าจะขอให้เลื่อนวาระการประชุมนี้นะครับ ผมเสนอเลื่อนวาระ การประชุมในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ทั้งหมดออกไปเพราะเอกสารไม่ครบ ผมจะขอมติจากที่ประชุมจะเอาไหมครับ หรือท่านจะพักการประชุมครับ แล้วรอให้เอกสารครบก่อน

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คืออย่างนี้ ท่านบุญยอดก็ให้ท่านอื่นอภิปราย เดี๋ยวผมจะให้เขาตามให้นี่ก็บอกให้ไปถ่ายเอกสารให้ไปส่ง ให้ครบก็แป๊บเดียวเองไม่น่ามีปัญหาอะไร เชิญท่านจุฤทธิ์ ท่านบุญยอดนั่งลงครับ เชิญท่านจุฤทธิ์ครับ

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ พังงา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ตอนนี้เรากำลังจะทำขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๗ ว่าด้วยการนำเสนอ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ เพราะว่า ในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเจนครับ ท่านเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ท่านต้องมีเอกสารแนบที่ถูกต้องครับ มาวันนี้เอกสาร ผิดพลาดอย่างน้อย ๑๐ จุด ท่านรัฐมนตรีเอ่ยเองครับ เราเดินหน้าไม่ได้ ท่านประธานครับ สภานี้กำลังจะพิจารณากฎหมายอันเป็นเท็จครับ ท่านให้ข้อมูลอันเป็นเท็จแก่สภาครับ ถ้าผมไม่อภิปราย ๑๐ จุดนี้ไม่เกิดครับ ผมอภิปรายเรื่องรถโรงเรียน เงิน ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่เกินมาครับ งบประมาณเราจะพิจารณาได้อย่างไรว่าเป็นงบประมาณ ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท เขาต้องลดตัวเลขไปอีก ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท อีก ๑๐ จุดนั้นไม่ทราบว่าลดไปอีกเท่าไร เรากำลังพิจารณากฎหมายที่มีข้อมูลอันเป็นเท็จอยู่ครับท่านประธาน

(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านจุฤทธิ์ มีผู้ประท้วง เชิญครับท่านจุลพันธ์ ท่านจุฤทธิ์ นั่งลงก่อนครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ผมใช้สิทธิ ตามข้อ ๖๓ ในการประท้วง ท่านประธานครับ ในส่วนของเรื่องเอกสารนี่มันจะผิดพลาด เราก็เคยมีกฎหมายที่มีลักษณะการตกหล่นในตัวอักษรมาแล้วนะครับ สิ่งที่แก้ไขก็คือ ทางฝ่ายเลขาธิการก็คือทางเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรนี่ก็นำเอกสารแนบมามอบให้กับ เพื่อนสมาชิกทุกท่าน

และข้อที่ ๒ ก็คือกรรมาธิการงบประมาณก็กำลังจะเกิดขึ้นเมื่อเกิดขึ้นแล้ว เพื่อนสมาชิกก็เข้าไปตรวจสอบนะครับ ในเรื่องของงบประมาณโดยเฉพาะเรื่องรถยนต์ ไม่เป็นที่น่าเป็นห่วงครับ เพราะในที่สุดนี่ขั้นกรรมาธิการนี่เราก็จะมีการตรวจสอบว่ามันเป็นไป ตามระเบียบปฏิบัติของสำนักงบประมาณกับกรมบัญชีกลางหรือไม่นะครับ แล้วก็มีการปรับลด ปรับแก้ไปตามที่เป็นจริง เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมว่าน่าจะเดินต่อได้สภาดำเนินการต่อครับ

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านบุญยอดมีอะไรครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานนะครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ แบบบัญชีรายชื่อ จากข้อหารือของท่านจุลพันธ์ ถ้าท่านเป็นฝ่ายค้านผมคิดว่าท่านไม่พูดแบบนี้นะครับ ถ้าไม่มีการส่งเอกสารมาให้เราพิจารณา ถ้าท่านไม่พักการประชุมผมจะเสนอถ้าท่านไม่ทำอย่างนั้น ข้อ ๔๗ (๕) ขอให้เลื่อนการปรึกษา หรือการพิจารณาครับ ผมท้าที่ประชุมนะครับเราไม่สามารถพิจารณาลวก ๆ ได้ และทุกบาท ทุกสตางค์เป็นภาษีของประชาชนที่เราจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน เราเป็นฝ่ายตรวจสอบ รัฐบาลร่วมกัน ผมขอเรียกจิตวิญญาณของ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลด้วยว่าท่านไม่ใช่ส่วนหนึ่งของ รัฐบาลนะครับ ท่านเป็นสมาชิกซึ่งเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ท่านประธานครับ ถ้าหากว่า เราไม่พิจารณากันอย่างเต็มที่ อย่างชัดเจน ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท จะพิจารณากันได้ อย่างไรครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านจุลพันธ์ครับ เอาอย่างนี้ผมขอพักการประชุม ๑๐ นาที ขอให้เตรียมเอกสารให้พร้อม

พักประชุมเวลา ๑๓.๔๑ นาฬิกา

เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๔.๐๙ นาฬิกา

เจ้าหน้าที่ ได้แจกเอกสารหมดก่อนนะครับ โดยเฉพาะที่ฝ่ายค้านก่อนครับ เชิญให้เจ้าหน้าที่ไปแจก เอกสารทั้งหมดให้ทั่วถึงนะครับ ท่านจุฤทธิ์ได้รับแล้วใช่ไหมครับ ได้รับเอกสารแล้วนะ

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้รับใบแก้คำผิดเอกสารงบประมาณปี ๒๕๕๗ ประเด็นก็คือเมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีชี้แจงว่ามีอยู่ ๑๐ จุด ประเด็นของผมมีเรื่องเดียวครับ เอกสารที่ท่านแจ้งมามันมี ๖ หน้า ผมไม่ทราบว่า ๑๐ จุดคืออะไร ให้รัฐมนตรีชี้แจงด้วยครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านวราเทพช่วยชี้แจงครับ

นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม วราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องจาก ได้กำกับดูแลสำนักงบประมาณจะขออนุญาตเป็นผู้ชี้แจงในเรื่องของประเด็นที่สภาสงสัย เกี่ยวกับเรื่องเอกสารแทนท่านรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการนะครับ

ประเด็นแรก ผมคิดว่าครั้งนี้อาจจะดูเหมือนว่าท่านสมาชิกได้ตรวจสอบพบ เอกสารอย่างชัดแจ้งแล้วก็ต้องยอมรับว่าท่านก็ได้ใช้ความละเอียดรอบคอบลงไปดูในเอกสาร แล้วทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็ยืนยันแล้วว่าผิดจริงในเรื่องของตัวเลข ไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่ผิด แต่การผิดของตัวเลขนั้นไม่ใช่หมายความว่ามีการจงใจให้เกิดการกระทำผิด นำไปสู่เรื่องของการทุจริตหรือว่าราคาต่อหน่วยที่สูงขึ้นแต่อย่างใด ผมขอเรียนว่าเอกสาร งบประมาณที่เรากำลังพิจารณาอยู่ถ้าเป็นตัวกฎหมายท่านก็คงจะทราบว่าเราเรียกว่า ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีก็คือฉบับนี้นะครับ ขณะนี้ฉบับนี้ทุกตัวอักษร สำนักงบประมาณยืนยันไม่มีการพิมพ์ผิด มีมาตราอะไรต่าง ๆ ไม่ผิด ตัวเลขไม่ผิด รวมงบประมาณ วงเงินแล้วไม่ผิดนะครับ เอกสารที่เราพิจารณาควบคู่กับร่างพระราชบัญญัติเราเรียกว่า เอกสารประกอบ ที่เราจะเรียกกันว่าเอกสารเล่มขาวคาดแดง ขาวคาดแดงมีเอกสารที่เป็น รายละเอียดจำนวนมาก มีเรื่องของวงเงิน มีเรื่องของแผนงาน มีเรื่องของงบประมาณ มากมายเหลือเกิน แล้วถามว่าผิดได้ไหม เคยผิดไหม เรียนยืนยันว่าถ้าใครเป็นกรรมาธิการ จะทราบว่าเมื่อเราไปนั่งในชั้นกรรมาธิการจะมีการขอแก้คำผิดในเอกสารประกอบ อยู่เป็นเสมอ ๆ อันนี้ผมกล้ายืนยันได้ว่าจะมีทุกปีมากหรือน้อยประเด็นใหญ่ ประเด็นสำคัญ หรือไม่สำคัญก็ขึ้นอยู่กับประเด็นที่เกิดขึ้นในปีนั้น ๆ เผอิญปีนี้เรื่องรถของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นเรื่องที่มีการพูดกันมาก่อนการพิจารณาในวาระที่หนึ่งก็เลยทำให้ท่านสมาชิกไปตรวจพบ ได้อย่างชัดแจ้ง ถ้าไม่มีเรื่องนี้มาก่อนผมคิดว่าอาจจะพลาดสายตาเราไปบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องเป็นการยอมรับว่าในหน่วยงานของรัฐก็คือสำนักงบประมาณมีการพิมพ์ผิดจริง แต่ไม่ได้ เป็นการจงใจและไม่ได้เป็นการพิมพ์ผิดครั้งแรกในรัฐบาลนี้ มีการพิมพ์ผิดมาทุกครั้งแล้วก็ มีการแก้ไขในชั้นกรรมาธิการ ดังนั้นจึงอยากจะเรียนประเด็นแรกว่า ๑. เป็นเอกสารประกอบ ที่จะต้องมีการแก้ไขคำผิดสามารถแก้ไขได้ในวันนี้ก็ได้ท่านสมาชิกแนบไปหรือในชั้นกรรมาธิการ เราก็ไปแก้ไข

เรื่องที่ ๒ ก็คือถึงแม้ที่จะบอกว่ามีการพิมพ์ผิดในตัวเลขเมื่อคูณวงเงินมาแล้ว สอบถามได้ความอย่างนี้ว่าในเอกสารขาวคาดแดงถ้าท่านเปิดตามก็คือในหน้าที่ ๑๗๒ ในหน้าที่ ๑๗๒ จะมีเรื่องข้อ ๒ เรื่องงบลงทุน งบลงทุนในข้อ ๒.๑ ค่าครุภัณฑ์ ที่ดิน และสิ่งก่อสร้าง ๒.๑.๑ ค่าครุภัณฑ์ ๒.๑.๑ ครุภัณฑ์ยานพาหนะและขนส่ง (๑) รถโดยสาร ขนาด ๑๒ ที่นั่ง (ดีเซล ๑,๐๐๐ คัน) ๑,๐๐๐ คันในปีงบประมาณ ๒๕๕๗ จะกำหนดวงเงินไว้ ประมาณ ๑๘๔ ล้านบาท นั่นคือวงเงินที่เรากำลังพิจารณาในปีนี้ ในปีงบประมาณ ๒๕๕๗ วงเงินเกี่ยวกับรถยนต์ ๑,๐๐๐ คัน ๑๒ ที่นั่ง ๑๘๔ ล้านบาท แต่ตัวถัดไปเป็นตัวเลข งบประมาณรวมทั้งสิ้น ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้นเป็นวิธีการเขียนงบประมาณตามวิธีการ พิจารณางบประมาณเมื่อมีงบประมาณผูกพัน โครงการนี้เป็นงบประมาณที่เรียกว่า มีงบประมาณผูกพัน เพราะฉะนั้นแล้วในงบประมาณทั้งสิ้น ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทจะตั้งอยู่ ในปี ๒๕๕๗ ๑๘๔ ล้านบาท แล้วที่เหลือปี ๒๕๕๘ เป็นงบผูกพันในเอกสารที่ผิด ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถามว่าทำไมถึงเกิดขึ้น ถามแล้วว่าเกิดขึ้นจากการที่ตอนตั้งคำขอ งบประมาณ กระทรวงศึกษาธิการของบประมาณมา ๒,๐๐๐ คัน จึงเกิดตัวเลขงบประมาณ ทั้งสิ้น ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่พอได้รับการจัดสรรจริงเหลือ ๑,๐๐๐ คัน เขียนว่า ๑,๐๐๐ คันถูกต้อง แต่วงเงิน ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทไม่ได้แก้ไข จึงเป็นที่มาของการพิมพ์เอกสารที่ผิดไปจากเดิม ที่ถูกต้องก็เป็นไปตามเอกสารที่ได้แจก ท่านสมาชิกนะครับว่างบประมาณทั้งสิ้นก็จะประมาณ ๑,๒๓๒,๔๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้น แล้วถามว่าตรงนี้มีผลอย่างไรหรือไม่ ก็อยากจะเรียนว่าไม่มีผลต่อการพิจารณากฎหมาย แต่ประการใด เนื่องจากว่าตัวที่ถูกต้องตามเอกสารขาวคาดแดงก็ยังมีตัวที่ถูกต้องคือ ๑๘๔ ล้านบาท ในปีงบประมาณ ๒๕๕๗ ตัวที่ถูกต้องเมื่อรวมวงเงินงบประมาณแล้วก็เป็นไป ตามเอกสารร่างงบประมาณฉบับที่เรากำลังพิจารณาที่เรียกว่ากฎหมายเป็นรายมาตรานะครับ จึงอยากจะเรียนท่านสมาชิกให้สบายใจได้ว่า ๑. การพิมพ์เอกสารผิดเป็นเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ปีนี้ ผมจะขอไปตรวจสอบนะครับว่าถ้าหากว่าปีนี้มีการพิมพ์ผิดมากกว่าสถิติปีที่ผ่าน ๆ มา หรือในยุคก่อนก็จะตามไปดูเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องว่าเกิดการผิดพลาดได้มากน้อยขึ้นด้วย เพราะเหตุใด แต่เผอิญปีนี้เป็นการพิมพ์ผิดเรื่องตัวเลขก็เลยมีตกอกตกใจกัน แท้ที่จริงแล้ว ไม่มีอะไรอย่างเช่นที่ท่านได้รับเอกสารแก้คำผิดไปอีกใบหนึ่งนี่ละครับ ก็มีการพิมพ์ผิดเรื่อง ตัวเลขเหมือนกันแล้วลักษณะคล้าย ๆ กันนะครับ เมื่อปรับวงเงินแล้วไม่ได้ปรับเรื่องตัวเลข ก็เลยต้องมาแก้กันด้วย ๒ เหตุผล บางทีปรับวงเงินแล้วนะครับ การปรับตัวเลขไปไม่ทันการพิมพ์ ก็ตั้งใจว่าจะไปแก้ในชั้นกรรมาธิการ แต่ว่าก็จะรับไปปรับปรุงว่าการพิมพ์ผิดลักษณะนี้ จะไม่ให้เกิดขึ้น แต่ยืนยันอีกครั้งนะครับว่าไม่มีเจตนาที่จะเอาตัวเลขผิด ๆ มาเสนอต่อ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่อย่างใด ขอบพระคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านจุฤทธิ์ครับ

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ท่านรัฐมนตรีชี้แจงผมไม่ตอบโต้นะครับ แต่ว่าท่านกล่าวว่าเดิม ๒,๐๐๐ คัน แล้วคราวนี้พอแก้ไขตัวเลขเหลือ ๑,๐๐๐ คัน ลืมแก้ตัวเลข ยอดรวม แต่ท่านลองเอาราคากลางของสำนักงบประมาณคูณดูสิครับ คันละ ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท คูณ ๒,๐๐๐ คันครับ ได้ ๒,๔๐๐ ล้านบาทโดยประมาณ แต่ตัวเลขที่ท่านบอกว่าพิมพ์ผิด ก็แค่ ๒,๓๐๐ กว่าล้านบาท มันผิดครับ เพราะฉะนั้นผมเลยบอกว่ามันส่อไปในทางที่มีพิรุธ อย่างมากครับ ท่านคูณอย่างไรก็ผิดครับ ถ้าท่านรัฐมนตรีคูณเลขเอา ๑,๐๐๐ คัน คูณ ๒ แค่นี้นะครับ จาก ๑,๐๐๐ คันคูณไป ๒,๐๐๐ คัน ท่านยังคำนวณตัวเลขผิด ผมคิดว่า งบประมาณเล่มนี้ผิดทั้งฉบับครับ อีกประการหนึ่งครับที่ท่านบอกว่า ๑๐ จุด อันนี้แค่ของ กระทรวงศึกษาธิการ พวกกระผมจะมั่นใจได้อย่างไรครับท่านว่านอกจากมาตรา ๒๒ ของกระทรวงศึกษาธิการในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณเล่มนี้มาตราอื่นจะไม่ผิดครับ เราจะ เดินหน้ากันต่อไปได้อย่างไรครับ จะมีจุดที่ ๑๑ จุดที่ ๑๒ จุดที่ ๑๓ จุดที่ ๑๔ จุดที่ ๑๕ หรือผิดทั้งฉบับหรือเปล่าครับ เราจะเดินหน้ากันอย่างไร เพราะนี่แค่เรื่องเล็ก ๆ นะครับ เรื่องที่เป็นประเด็นที่สังคมกำลังติดตามด้วยเรื่องรถโรงเรียนนะครับท่านยังทำผิดครับ และผมไม่เชื่อว่าบกพร่องโดยสุจริต ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านวราเทพ

นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายรัฐมนตรี

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม วราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี จำนวนที่ผิดอย่างที่ผมเรียนว่าจะกี่จุดก็ตามเราก็คงจะไปตรวจสอบกัน ในชั้นกรรมาธิการได้ แล้วที่ผิดสาระสำคัญส่วนใหญ่แล้วจะพิมพ์ชื่อหรือยอดหน่วยในเรื่องของ ตัวชี้วัดนะครับ ซึ่งท่านสมาชิกก็คงทราบว่าอย่างเอกสารที่แจกไปมีการแก้ในเรื่องของ ชื่อโรงเรียนหรือชื่อสถานที่ก็มีนะครับ แต่ตรงนี้มันเป็นประเด็นสำคัญที่ผมก็เข้าใจว่าอยู่ใน ความสนใจ ก็เลยเป็นที่มาของความตกอกตกใจว่ามันจะเกิดเหตุการณ์ที่นำไปสู่การไม่ถูกต้องหรือไม่ เรียนยืนยันว่าไม่เป็นปัญหาในเรื่องของการที่จะไปพิจารณาในชั้นกรรมาธิการแต่อย่างใด ส่วนที่เหลือคงไม่เป็นการผิดที่เป็นสาระที่จะทำให้การพิจารณาเดินต่อไปไม่ได้ ผมเรียนยืนยัน ว่าจะเป็นการพิมพ์ผิดในลักษณะจำนวนตัวชี้วัดเป็นหน่วย จำนวนคนอย่างนี้เป็นต้น จำนวน จุดทศนิยมเป็นต้น ถ้าหากว่าจะแจกท่านสมาชิกขณะนี้ผมก็ว่าทำได้แต่ก็อาจจะใช้เวลาอยู่บ้าง เราก็พิจารณากันต่อไป แต่โดยทางปฏิบัติที่ผ่านมาท่านที่เป็นกรรมาธิการคงจะยืนยันได้ว่า ท่านเคยได้รับแจกใบแก้คำผิดในชั้นกรรมาธิการในเอกสารที่เรียกว่าเอกสารประกอบ อย่างแน่นอน แต่จะไม่มีการแก้ไขและไม่มีการผิดพลาดในเอกสารที่เป็นกฎหมายก็คือ ร่างพระราชบัญญัติที่เรากำลังพิจารณานะครับ ก็อยากจะเรียนให้ความมั่นใจกับท่านสมาชิกว่า สามารถเดินต่อไปได้ แล้วก็สิ่งที่ผมได้พูดนั้นเป็นสิ่งที่ได้เคยเกิดขึ้น แล้วก็ไม่ได้มีปัญหา ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติในปีที่ผ่าน ๆ มาแต่อย่างใด ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านปริญญา ฤกษ์หร่าย เชิญครับ

นายปริญญา ฤกษ์หร่าย กำแพงเพชร

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายปริญญา ฤกษ์หร่าย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดกำแพงเพชร พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านประธานเป็นอย่างยิ่งที่ให้โอกาสผมได้ลุกขึ้นมา พิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ในวันนี้ ซึ่งสักครู่นี้มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการพิจารณาของงบประมาณกันนะครับ ผมขอกราบเรียน กับท่านประธานอย่างนี้ว่า พวกเราทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็เปรียบเสมือน เป็นผู้ตรวจสอบรายรับรายจ่ายของรัฐบาล หรือรายรับรายจ่ายของร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ ฉบับนี้ แต่อย่างไรก็ดีวันนี้ก็เปรียบเสมือนเป็นวันที่ ๒ ที่เราได้พิจารณากัน เมื่อวาน ท่านคณะรัฐมนตรีซึ่งนำโดยท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ได้เสนอหลักการและเหตุผล ของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งมีหลักการ และเหตุผล และมีบริบทในการรวบรวมผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่ง แต่อย่างไรก็ดีใน พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ นั้นผมก็ขอ กราบเรียนกับท่านประธานว่าก็เปรียบเสมือนเป็นรายรับรายจ่ายเงินภาษีของพี่น้องประชาชนนั่นเอง และหลักการใหญ่ ๆ ของโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้นจะมีโครงสร้างหลายอย่าง ด้วยกัน ซึ่งโครงสร้างหลัก ๆ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีก็คือเป็นรายจ่ายประจำ เสียเป็นส่วนใหญ่กว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ และเป็นรายจ่ายเพื่อชดเชยใช้เงินคงคลัง และเป็น รายจ่ายเพื่อการลงทุน เพื่อการพัฒนาประเทศ และเป็นรายจ่ายชำระเงินต้นเงินกู้เพื่อให้ การบริหารงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันนี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์อย่างที่คณะรัฐมนตรีนั้น ได้กล่าวรายงานไป แต่อย่างไรในการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีในปีนี้นั้นถ้าลงไป ในรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องรายจ่าย เกี่ยวกับเรื่องการลงทุนนั้นผมขอกราบเรียนกับท่านประธานว่า เกี่ยวกับเรื่องรายจ่ายของการลงทุนในปีนี้มีงบประมาณ ๔๔๑,๕๑๐ ล้านบาท ซึ่งในตัวเลขกลม ๆ ในปีนี้งบประมาณลดลงกว่าปีที่แล้ว ๒.๐ เปอร์เซ็นต์ มีหลายคำถามและในปีนี้นั้นเกี่ยวกับ เรื่องงบลงทุน รัฐบาลจะเอาเงินส่วนไหนมาพัฒนาประเทศด้วยความมีวิสัยทัศน์ของ คณะรัฐมนตรี

(นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านประเสริฐประท้วงหรือครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ยะลา

ท่านประธานครับ ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ส.ส. จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ กราบเรียนท่านประธานสภา ด้วยความเคารพครับ นี่อภิปรายหรือว่าข้ามประเด็นนี้ไปครับ คือประเด็นที่เมื่อสักครู่ ท่านจุฤทธิ์ทักท้วงนี่ยังไม่ชัดเจน ยังไม่เคลียร์ (Clear) เรายังไม่สามารถจะให้ใครอภิปรายไปได้ ผมคิดว่าทุกคนต้องทำประเด็นนี้ให้กระจ่าง ไม่ใช่ว่าเรื่องตีรวนหรือถ่วงเวลาอะไรหรอกครับ เพราะว่าพวกผมก็ต้องการให้จบในกรอบเวลา เมื่อสักครู่นี้ตอนก่อนท่านประธานจะปฏิบัติหน้าที่ ผมก็บอก แม้แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการผมบอกว่าอย่าเพิ่งตอบครับ เพราะอยากให้เวลามันกระชับ แต่ว่าเนื่องจากมันมีประเด็นทางเรื่องตัวเลข เพราะฉะนั้น ต้องให้ชัดเจน ผมจะไล่เรียงให้ท่านประธานฟังครับ คือท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านเป็นคนพูดขึ้นมาเอง แถลงเองว่ามีข้อบกพร่อง มีข้อผิดพลาดอยู่ทั้งสิ้น ๑๐ จุด พอหลังจากท่านประธานพักการประชุมไปพวกผมก็ต้องการให้ชี้แจงว่า ๑๐ จุดนี้คืออะไรบ้าง ทีนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังก็ลุกขึ้นมาตอบ แต่ท่านไม่ได้ตอบในประเด็น ๑๐ จุด ขอโทษครับ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีท่านไม่ได้ตอบครับ ท่านก็มาตอบ เรื่องว่าผิดไปในเรื่องตัวเลข

(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านประเสริฐ มีผู้ประท้วง ท่านจุลพันธ์เชิญครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ขอประท้วงท่านผู้ประท้วง ตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๖๓ ท่านไม่ได้ชี้แจงเลยว่าท่านประธานหรือว่าเพื่อนสมาชิก ผิดข้อบังคับใด ๆ ตอนนี้เพื่อนสมาชิกกำลังอภิปรายในเนื้อหาสาระ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ ประเด็นที่เพื่อนสมาชิกพยายามที่จะชี้แจง ท่านรัฐมนตรีได้ตอบไป ตามข้อบังคับ ข้อ ๒๓ ท่านชี้แจงในรายละเอียด เมื่อรายละเอียดครบถ้วนสมบูรณ์ การประชุม ก็ต้องเดินหน้าต่อโดยมีเพื่อนสมาชิก ท่านปริญญา ฤกษ์หร่าย ได้ดำเนินการอภิปรายค้างคาอยู่ ท่านประธานได้ควบคุมการประชุมวินิจฉัยตามข้อ ๘ ด้วยครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คืออย่างนี้ ผมก็ฟังท่านประเสริฐจะว่าเรื่องอะไร เพราะความจริงท่านจุฤทธิ์เมื่อสักครู่นี้ ท่านรัฐมนตรีได้ตอบแล้วก็หยุดแล้ว บอกว่าให้ท่านปริญญา ฤกษ์หร่าย ขึ้นมาอภิปรายต่อ แต่ท่านประเสริฐลุกขึ้นมายกมือประท้วงผมก็ฟังว่าจะพูดเรื่องอะไร เพราะเมื่อสักครู่นี้ ผมถือว่ารัฐมนตรีได้ชี้แจงแล้ว ก็จะฟังท่าน สรุปแล้วท่านว่าอย่างไรครับท่านประเสริฐ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ยะลา

ท่านประธานครับ ผมต้องการให้ รัฐมนตรีช่วยว่าการแถลงว่า ๑๐ จุดมีอะไรบ้าง แล้วใน ๑๐ จุดมีข้อผิดพลาดตรงที่เป็นตัวเลข ตัวเงินอยู่กี่จุดครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คืออย่างนี้ท่านประเสริฐ เมื่อสักครู่นี้ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงชัดเจนแล้วนะครับ ท่านวราเทพ ได้ชี้แจงชัดเจนแล้ว แล้วก็ข้ามประเด็นที่ไม่ใช่ท่านถามด้วยนะครับ แล้วท่านก็ไม่ได้ประท้วง แล้วท่านจะให้รัฐมนตรีตอบใหม่ ตอนนี้ผมกำลังให้ท่านปริญญา ฤกษ์หร่าย ใช้สิทธิอยู่ ผมฟังท่านแล้ว ท่านบุญยอดนั่งลงก่อนครับ ประท้วงเป็นหลายคนผมไม่สามารถให้พูดได้ ท่านต้องนั่งลงก่อน ท่านอภิปรายไม่ได้ก็ท่านประเสริฐประท้วงอยู่ ท่านต้องนั่งลงก่อน จะประท้วงทีละหลายคนได้อย่างไรครับ ท่านประเสริฐต่อ ว่าอย่างไรครับ เดี๋ยวฟังนิดหนึ่ง แล้วผมจะวินิจฉัยถือว่าจบ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ยะลา

ท่านประธานครับ กราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพ ไม่ได้มีประเด็นเรื่องตีรวนอะไรเลย ผมคิดว่าเราพูดกัน ด้วยเหตุด้วยผลตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องอื่นเลย ผมขึ้นมาด้วยความสุภาพเรียบร้อยชี้แจง ด้วยเหตุด้วยผลไม่มีประเด็นอื่นเลยครับ ถ้าท่านต้องการจะไม่ให้ผมปฏิบัติหน้าที่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ผมคิดว่านี่เป็นสาระสำคัญซึ่งรัฐมนตรี ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านวราเทพท่านพูดเองว่า เราไม่เคยมีข้อผิดพลาดด้านตัวเลข ครั้งนี้มีข้อผิดพลาดด้านตัวเลข

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

อย่างนี้ ท่านประเสริฐ ไม่ได้ห้ามท่านปฏิบัติหน้าที่นะครับ ผมวินิจฉัยแล้วครับ ผมไม่ได้ห้ามท่าน ปฏิบัติหน้าที่ ผมให้เกียรติท่านมาก พอท่านยกมือผมให้ทุกครั้งไม่เคยปฏิเสธท่านสักครั้ง แล้วผมก็ฟังท่านด้วยเหตุด้วยผล เมื่อสักครู่นี้ผมก็ฟังว่าท่านวราเทพ รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลังก็ชี้แจงได้ชัดเจนแล้ว ผมถึงข้ามไปประเด็นที่ให้ท่านปริญญา ฤกษ์หร่าย ได้อภิปรายแล้ว เพราะฉะนั้นขอบคุณท่านครับ มีผู้ประท้วงเยอะแยะไปหมด ท่านประเสริฐ เห็นใจผมนะครับ ผมก็เห็นใจท่าน ผมเคารพท่านมาโดยตลอด ขอความกรุณาเถอะครับ ท่านดูนะครับ ท่านเห็นใจผมด้วยนะครับ ผมขออย่างนี้ ให้ท่าน ๑ นาที แล้วจะไปท่านปริญญาเลย เชิญครับท่านประเสริฐ ให้เกียรติ เพื่อบรรยากาศเป็นไปได้ครับ ผมขอให้เกียรติ ๑ นาที พอแล้วครับท่านประเสริฐ เห็นใจนะครับ ไม่อย่างนั้นผมทำหน้าที่ไม่ได้ เมื่อสักครู่นี้เขายกมือขอ ผมก็ฟังว่าเขามีเหตุผลอะไร ผมให้เกียรติเขาพูดแล้ว ก็ขอ ๑ นาที เชิญครับ ท่านบุญยอด ไม่เอาแล้ว เชิญท่านประเสริฐครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ยะลา

ท่านประธานครับ ตอนที่ผมเข้าใจว่า ท่านประธานให้ซีกรัฐบาลพูดในประเด็นหรือ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ไม่เป็นไร ท่านประเสริฐ ๑ นาที ถ้าท่านขอผมอนุญาตท่านแล้ว ท่านบุญยอดนั่งลงครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ยะลา

ผมต้องการแค่นี้ละครับ ให้ทาง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังที่แถลงก่อนหน้านี้ว่า ๑๐ จุดมีอะไรบ้าง เพราะเอกสาร ท่านแจกไม่ครบครับ ๒. มีตัวเงินอะไรบ้างที่ผิดพลาด แล้วท่านรับรองว่าหลังจากท่านแถลงแล้ว ไม่มีจุดอื่นผิดพลาด ถ้าผิดพลาดขึ้นมาจะรับผิดชอบกันอย่างไรครับ เพราะพวกผมก็อยาก ปฏิบัติหน้าที่ครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ เชิญท่านปริญญาตามตกลงครับ เชิญครับ

นายปริญญา ฤกษ์หร่าย กำแพงเพชร

ต้องขอขอบคุณท่านประธาน เพื่อนสมาชิกอาจจะมีข้อติดใจอะไรกันบ้างก็ขอให้เป็นผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน กลับมาในเรื่องผลประโยชน์เกี่ยวกับเรื่องร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฉบับนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ผมได้พูดไปสักครู่นี้เป็นเกี่ยวกับเสมือนรายรับ รายจ่ายของรัฐบาล ซึ่งหลายภาคส่วนนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องของงบประมาณฉบับนี้ ซึ่งสักครู่นี้ที่ผมได้พูดเกี่ยวกับ เรื่องรายจ่าย เรื่องการลงทุน ในปีนี้เรื่องรายจ่าย เรื่องการลงทุนนั้นจะลดลงกว่าปีที่แล้ว ปี ๒๕๕๖ ๒.๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหลายคนก็ตั้งคำถามว่าและลดลงนี้เกี่ยวกับเรื่องการพัฒนา ศักยภาพของประเทศนั้นจะเดินทางไปในทิศทางใด คณะรัฐมนตรีซึ่งนำโดยท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ก็ได้เสนอเกี่ยวกับเรื่องของพระราชกำหนดเกี่ยวกับเรื่องการพัฒนาแหล่งน้ำ เป็นจำนวนเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และ พ.ร.บ. อีกฉบับหนึ่งก็คือ พ.ร.บ. เกี่ยวกับเรื่อง การพัฒนาโครงข่าย เรื่องในระบบราง ไม่ว่าจะเป็นรถไฟระบบรางคู่และรถไฟความเร็วสูง ซึ่งก็เปรียบเสมือนเป็นงานงบลงทุนขนาดใหญ่ที่รัฐบาลนั้นได้เล็งเห็นความสำคัญของงบลงทุน ในปีนี้ แต่อย่างไรงบประมาณในปีนี้นั้นในหลายภาคส่วนเกี่ยวกับเรื่องหลักการและเหตุผล แล้วก็เกี่ยวกับเรื่องของศักยภาพในการพัฒนานะครับ ในการพัฒนาประเทศไทยเพื่อให้เข้ากับ ประชาคมอาเซียนหรือเออีซีนั้น ท่านรัฐบาลได้เห็นแล้วว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีในปีนี้ กลุ่มเกษตรกรก็เป็นกลุ่ม ๆ หนึ่งที่รัฐบาลนั้นได้เล็งเห็นความสำคัญ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการบริหารงานฟื้นฟูเกี่ยวกับเรื่องแหล่งน้ำ ๗ ลุ่มน้ำจะมีพี่น้องประชาชนกว่า ๗,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ๓๐ ล้านกว่าคน ได้รับผลประโยชน์จากในระบบน้ำที่กำลังจะเกิดขึ้น ในอนาคตก็เปรียบเสมือนเป็นการที่รัฐบาลนั้นมีความตั้งใจเพื่อให้เป็นรูปธรรมในการเพิ่ม ศักยภาพอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นได้พูดไว้เสมอในการพัฒนาประเทศ ก็คือจะลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ขยายโอกาสเพื่อให้พี่น้องประชาชนนั้นได้มีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ ของการทำมาหากินของพี่น้องประชาชนนั่นเอง แล้วมองกลับมาเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณต่าง ๆ ในหลายภาคส่วน ในหลายกระทรวง ผมนั้นจะขอยกตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่องโครงการการรับจำนำ พืชผลทางการเกษตร ซึ่งเมื่อวานนี้เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้พูดไปว่าในการรับจำนำพืชผล ทางการเกษตรนั้นมีปัญหาหลายภาคส่วนด้วยกัน แต่ในทางกลับกันนะครับผมมองกลับกันว่า ในการบูรณาการเกี่ยวกับเรื่องการจำนำพืชผลทางการเกษตรนั้นมีหลายกระทรวงเข้ามา เกี่ยวข้องในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลเพื่อให้พี่น้องประชาชนนั้นมีความกินดีอยู่ดี แม้กระทั่งการเข้าถึงแหล่งทุนของพี่น้องประชาชนซึ่งกระทรวงที่เกี่ยวข้องก็คือกระทรวงการคลัง ผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เข้าถึงแหล่งทุน พี่น้องประชาชนมีบัตรเครดิตเกษตรกร และอันที่ ๒ ก็คือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตรเพื่อให้ความรู้เกษตรกร เพื่อเพิ่มผลผลิต เพื่อให้พี่น้องประชาชนนั้น มีความรู้และเพิ่มผลผลิตของพืชผลทางการเกษตรที่พี่น้องประชาชนนั้นได้เพาะปลูกอยู่ และกระทรวงที่ ๓ ก็คือกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์นั้นก็เป็นกระทรวงที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องช่องทางการกระจายสินค้านะครับ หรือว่าการขายสินค้านั่นเอง และโดยเฉพาะ การจำนำพืชผลทางการเกษตรไม่ว่าจะเป็นทั้งข้าว มันสำปะหลัง หรือแม้กระทั่งยางพารา มีส่วนกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้ง ๓ กระทรวงที่ผมนั้นได้เกริ่นไปสักครู่นี้ แต่ผลประโยชน์ต่าง ๆ ก็จะตกกับพี่น้องประชาชนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมนั่นเอง ผมก็ขอสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. หรือร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ เพื่อนำ ภาษีอากรของพี่น้องประชาชนไปตกกับผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนได้มากที่สุดครับ ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ดอกเตอร์อานิกครับ

นางอานิก อัมระนันทน์ บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ นี้ ดิฉันจะอภิปรายเฉพาะกระทรวงพลังงานซึ่งมีอย่างน้อย ๓-๔ เรื่องที่มีความล้มเหลว แล้วก็อาจจะส่อการใช้อำนาจโดยมิชอบ แต่ว่าเวลาจำกัด จะอภิปรายเพียงเรื่องเดียว คือเรื่องของการปล่อยให้เกิดการลักลอบขายก๊าซแอลพีจี ข้ามประเภท ทำให้เสียเงินกองทุนไปถึง ๒,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเทียบเท่ากับงบประมาณ ๑ ปีเต็ม ๆ ของกระทรวงเลยค่ะ ความล้มเหลวนี้เกิดขึ้น ใน ๒ หน่วยงาน หน่วยแรกคือ สนพ. สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานที่กำลังขอ งบประมาณเพิ่ม ๙ เปอร์เซ็นต์ เขามีส่วนในการกำหนดนโยบายที่จูงใจให้เกิดการโกงได้ สินค้าอย่างเดียวกันจะไปขายได้ในราคา ๓ ราคาที่แตกต่างกันมากนะคะ ก๊าซแอลพีจีถ้าเผื่อ ไปขายในภาคหุงต้มไม่ต้องส่งเงินกองทุนเพิ่ม แล้วก็ขายในราคาขายปลีก ๑๘.๑๓ บาท ต่อกิโลกรัม แต่ว่าถ้าเผื่อขายในภาคยานยนต์จะต้องส่งกองทุนเพิ่ม ๓.๐๗๔ บาทต่อกิโลกรัม ในส่วนของผู้ค้าราคาขายปลีกก็แพงขึ้นไปตามตัว ถ้าขายในภาคอุตสาหกรรมเงินส่งกองทุน แพงขึ้น ๓ เท่าคือ ๙.๒๙ บาท เพราะฉะนั้นก็ไม่แปลกใจที่จะมีการลักลอบขายข้ามประเทศ เพื่อจะหลีกเลี่ยงเงินที่จะต้องนำส่งกองทุนนะคะ แต่ก็เป็นหน้าที่ของอีกหน่วยงานหนึ่ง ภายใต้กระทรวงพลังงานเองนั่นคือกรมธุรกิจพลังงานที่กำลังของบประมาณเพิ่มขึ้นถึง ๒๗ เปอร์เซ็นต์ ที่จะต้องกำกับดูแลไม่ให้ปัญหานี้เกิดขึ้น ท่านประธานคะ หน่วยงาน ๒ หน่วยนี้ใช้เวลาถึง ๒ ปีกว่าจะดำเนินการตรวจสอบแล้วก็เพิ่มมาตรการถึงเริ่มที่จะ แก้ปัญหานี้ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วปัญหาค่อนข้างเห็นเด่นชัดและง่ายดาย ถ้าเผื่อดูจากตัวเลข ของการเติบโตทางเศรษฐกิจปี ๒๕๕๔ เติบโตเพียง ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ แต่ก๊าซหุงต้มยอดขาย เพิ่มขึ้น ๙.๑ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๕๕ เศรษฐกิจฟื้นจากที่น้ำท่วมโต ๖.๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ก๊าซ หุงต้มเพิ่มขึ้นถึง ๑๔.๗ เปอร์เซ็นต์ ในช่วงเดียวกันนั้นกลับกันทางภาคอุตสาหกรรมที่มี การใช้แต่ราคาจะแพงมากการใช้ลดลง ๗.๖ เปอร์เซ็นต์ และ ๑๓.๗ เปอร์เซ็นต์ ๒ ปีซ้อน แล้วก็มากขึ้นไปอีก ส่วนในภาคยานยนต์ก็มีความผิดปกติเหมือนกัน แต่ว่าการเพิ่มยังเพิ่มอยู่ คือ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ กับ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้ผิดประเภท เพราะว่า เนื่องจากการตั้งก๊าซแอลพีจีราคาถูกมากเทียบกับเบนซิน ก็จึงมีประชาชนย้ายมาเติมแอลพีจี ในยานยนต์เยอะ แต่อันนี้ประชาชนไม่ได้ทำผิดกฎหมายนะคะ ใช้ผิดประเภทไม่ผิดกฎหมาย แต่ความผิดกฎหมายเกิดขึ้นตรงที่ผู้ค้าหลีกเลี่ยงโกหกว่าขายให้กับภาคครัวเรือน แล้วก็ จริง ๆ แล้วไปขายให้ภาคยานยนต์หรือภาคอุตสาหกรรมซึ่งทำให้เกิดการรั่วไหลเป็นเงิน มหาศาลอย่างน้อย ๒,๐๐๐ ล้านบาทอย่างที่กล่าวไปแล้ว ใช้เวลาประมาณ ๒ ปีถึงได้มี มาตรการที่เร่งรัดและบังเกิดผล ซึ่งก็ต้องขอบคุณทางฝ่ายตำรวจที่ช่วยร่วมมือกับกระทรวง ๒ ปีนี้เกิดอะไรขึ้น ชาร์ทนี้ได้รับอนุมัติจากท่านประธานแล้วตั้งแต่เมื่อวาน ขอส่องโฟกัส (Focus) ใกล้ ๆ หน่อยนะคะ กล้องมาใกล้ ๆ หน่อยค่ะ จะเห็นว่ายอดขายของก๊าซหุงต้ม ที่เพิ่มขึ้นที่ว่าเมื่อสักครู่พอถึงต้นปีของปีนี้ แผนกโสตทัศนูปกรณ์ขอช่วยส่งกล้องมา ใกล้ ๆ หน่อย เวลาตรงนี้อย่าหักนะคะ โฟกัสกล้องมาที่ชาร์ทหน่อยได้รับอนุญาตแล้ว เข้ามา อีกได้ไหมคะ คือต้นปีนี้ตั้งแต่เดือนมกราคมแล้วก็เดือนกุมภาพันธ์ยอดขายของก๊าซหุงต้ม ก็ตกลงมาอย่างมากดิ่งฮวบฮาบเลย ในขณะเดียวกันยอดขายของภาคยานยนต์ก็พุ่งขึ้น ๔๔ เปอร์เซ็นต์ และในช่วงเดียวกันนั้นเองยอดขายของภาคอุตสาหกรรมที่เคยติดลบ ๒ ปี ซ้อนกันก็พุ่งขึ้นเกือบเท่าตัวคือ ๙๗ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้ก็มีข่าวออกมาว่าในช่วงนี้มีการจับได้ มีผู้ค้ารายใหญ่อย่างน้อย ๔ รายที่ถูกบ่งชี้แล้วว่าเข้าข่ายลักลอบขายแอลพีจีเข้าประเทศ หรือรู้เห็นเป็นใจให้โรงบรรจุก๊าซหุงต้มที่เป็นตัวแทนของบริษัทกระทำความผิด ข่าวเดียวกัน ก็บอกว่ามีการปกปิดชื่อ ๔ บริษัทนี้เป็นความลับสุดยอด แม้แต่กระจิบข่าวของกระทรวง ก็ไม่อาจจะแพร่งพรายเขียนอะไรออกมาได้เลยนะคะ แล้วก็ยังมีข่าวว่าถ้าเผื่อคืนเงินที่ยักยอก ออกไป ไม่ส่งก็จะถือว่าไม่ผิด ซึ่งดิฉันเช็กดูแล้วก็ทำได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๑ เพราะว่าการฉ้อโกง สามารถยอมความกันได้ แต่ผู้ที่ยอมความก็คือต้องเป็นฝ่ายกระทรวงเองค่ะ ดิฉันจึงเร่งรัดว่า ขอให้กรมธุรกิจพลังงานและกระทรวงพลังงานต้องสั่งฟ้องภายใน ๓ เดือนเมื่อท่านมีหลักฐานครบแล้ว มิฉะนั้นจะถือว่าท่านปฏิบัติหน้าที่ด้วยการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ผิดตามมาตรา ๑๕๗ ที่มั่นใจว่าน่าจะต้องฟ้องได้ก็เพราะว่ามีบทสัมภาษณ์ในสื่อบอกว่า มั่นใจว่าจะสืบสาวไปเอาผิด กับผู้ค้ามาตรา ๗ ทั้ง ๔ รายได้เพราะว่าเอกสารการขนส่งมีความละเอียดมากตรวจสอบได้ชัดเจน เพราะฉะนั้นท่านประธานคะ ถ้าเผื่อไม่ฟ้องนี่ก็เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่นะคะ ทีนี้จาก การที่มีข่าวว่ามีการต้องปกปิดรายชื่อแล้วก็อาจจะมีการออมชอมกันก็ทำให้ดิฉันจำเป็นจะต้อง ไปค้นหาว่า เอ๊ะ มีบริษัทไหนเกี่ยวข้องบ้าง ก็โชคดีในช่วงที่ผ่านมาในอดีตเคยมีผู้บริหาร กระทรวงพลังงานที่โปร่งใสก็เลยสามารถได้ข้อมูลนี้ อันนี้ได้รับอนุญาตจากท่านประธานแล้ว เป็นข้อมูลของยอดขายแอลพีจีสำหรับการหุงต้ม กล้องแผนกโสตทัศนูปกรณ์กรุณาโฟกัส มาใกล้ ๆ หน่อยค่ะ ของหุงต้มตามบริษัทผู้ค้ารายใหญ่ ๆ ทุกรายจะเห็นแนวโน้ม เห็นพฤติการณ์ว่าขายเพิ่มขึ้น ๆ ใน ๒ ปีที่ผ่านมา และเมื่อต้นปีนี้เมื่อมีการปราบปรามอย่างเข้มงวด ก็ลดลงฮวบฮาบนะคะ มีตั้งแต่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งใหญ่ที่สุด เวลาดูตัวเลขต้องดู ด้านแกนขวาหรือซ้ายมือของชาร์ท ส่วนถ้าเผื่อบริษัทอื่น ๆ ก็ดูที่แกนขวามือได้แก่ บริษัท ปิกนิค บริษัท ยูนิคแก๊ส บริษัท เวิลด์แก๊ส บริษัท สยามแก๊ส และอื่น ๆ อีกทุกบริษัทนั้นมีแพทเทิร์น (Pattern) การขายที่ตกลงฮวบฮาบเหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นตามรายงานข่าวที่บอกว่า มี ๔ รายใหญ่ ดิฉันเชื่อว่ามันต้องมีมากกว่า ๔ รายใหญ่ อันนี้ประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ความที่ปกปิดชื่อแล้วก็อาจจะลอมชอมก็ทำให้เกิดความเป็นห่วง ก็เลยต้องไปดูว่าในรายใหญ่ ๆ ซึ่งมีอยู่ใครเป็นผู้ถือหุ้น ก็ปรากฏว่าบางบริษัทมีผู้ถือหุ้น ที่นามสกุลเป็นผู้ใกล้ชิดพรรคการเมืองที่มีอำนาจ แล้วก็มีอยู่บริษัทหนึ่งที่ประธานเป็นถึง อดีต ผบ.ตร. อีกบริษัทหนึ่งประธานก็นามสกุลใหญ่โตมากแต่ดิฉันไม่กล้าเอ่ยเพราะว่าเดี๋ยว อาจจะเกิดการประท้วงได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นใครคนที่ทำผิดก็ควรจะได้รับโทษและประชาชน ก็จะได้ไม่ต้องจ่ายเงินไปฟรี ๆ เพราะว่าเงินนี้รั่วไปถึงผู้ค้านะคะ เพราะฉะนั้นจำเป็นที่จะต้อง แก้ไขในเรื่องนี้อย่างจริงจัง โครงสร้างของราคาก๊าซค่ะ ท่านประธานคะ มีความซับซ้อนมาก พอสมควรถ้าเผื่อจะดูก็คือเงินของกองทุนนี้จริง ๆ แล้วมาจากไหน ก็มาจากพี่น้องประชาชน ผู้ใช้น้ำมันชนิดอื่น เช่น ผู้ใช้น้ำมันเบนซินจะต้องนำส่งถึง ๙.๗๐ บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ ๙๕ ๓.๘ บาทต่อลิตร ดีเซลหมุนเร็ว ๓.๖ บาทต่อลิตร และเขาเหล่านี้ประชาชนตาดำ ๆ เหล่านี้ เลี่ยงไม่ได้ค่ะ ไม่เหมือนผู้ค้านะคะ เขาเลี่ยงไม่ได้เพราะว่าเขาซื้อจากปั๊มน้ำมันราคามันถูก รวมเงินกองทุนไปแล้ว และที่สำคัญมีความไม่เป็นธรรมอยู่ในโครงสร้างอันนี้ เพราะว่า น้ำมันเบนซินมีคนที่มีรายได้น้อยมีคนจนเยอะเลยที่ใช้ เช่น คนที่ใช้ในปั๊มเกษตรกร หรือพวกมอเตอร์ไซค์รับจ้างผู้ที่ใช้บริการของวินมอเตอร์ไซค์ เขาพวกนี้อาจจะจนกว่าผู้ที่ใช้แอลพีจี ในรถยนต์ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นการฉ้อโกงไม่จ่ายเงินนี่เท่ากับว่าแทนที่เงินจะยักย้ายระหว่าง กลุ่มประชาชนกลับกลายเป็นเงินจากประชาชนไปสู่มือพ่อค้าการฉ้อราษฎร์บังหลวงนี้ ต้องแก้ไขนะคะ และยังมีในส่วนของภาคอุตสาหกรรมที่ยังจับไม่ได้เลยในส่วนของ การลักลอบไปชายแดนต่างประเทศที่ท่านจะต้องเข้มงวดแล้วก็หามาตรการให้ตำรวจมาช่วยกัน เอาผิดลงโทษให้ได้ และสุดท้ายก็คือเรื่องของปิโตรเคมีค่ะ ถึงแม้เขาจะไม่ได้ใช้เป็นเชื้อเพลิง แต่ว่าภาคประชาชน ก็มีการร้องเรียนเป็นจำนวนมากนะคะ ท่านคงจะต้องหาความชัดเจนตรงนี้ว่าควรจะตั้งราคา เท่าไรถึงจะเป็นธรรมและเป็นประโยชน์สูงสุดกับประเทศ ดิฉันไม่มีคำตอบ แต่เป็นหน้าที่ของ กระทรวงพลังงานที่จะต้องหาคำตอบตรงนี้ แล้วถ้าสิ่งเหล่านี้ยังไม่สะสางแก้ไขให้เรียบร้อย ดิฉันคิดว่าการขึ้นราคาแอลพีจีก็ควรจะต้องเลื่อนต่อไปอีกเรื่อย ๆ เพราะว่าภาระที่แท้จริง ของประชาชนยังไม่ประจักษ์ และดิฉันคิดว่าเนื่องจากความล้มเหลวที่ใช้เวลานานและเรื่องที่ ยังแก้ไขไม่สิ้นหลายเรื่อง แล้วก็เรื่องการปกปิดบางอย่างอย่างที่เรียนไปแล้วจะทำให้ดิฉัน รู้สึกว่ามีความคล้ายคลึงกับร่างพระราชบัญญัติเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งไม่โปร่งใส จึงทำให้ดิฉันไม่อาจจะสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณนี้ในหลักการได้ค่ะ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ดอกเตอร์ลีลาวดี ท่านรัฐมนตรีจะตอบ

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านบุญยอด ประท้วงเรื่องอะไร เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อสักครู่ผมเข้าใจว่าลำดับของการประชุมจะกลับไปอยู่ที่ท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับ กระทรวงศึกษาธิการและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีจะอธิบายเรื่องตัวเลขต่อ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านประท้วงเรื่องอะไรท่านบอกผมมา เอาตามข้อบังคับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

ผมประท้วงว่ายังไม่มีความกระจ่าง เรื่องตัวเลข

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านว่า ผมผิดข้อบังคับข้อไหน คือท่านถามแล้วรัฐมนตรีจะถึงเวลาตอบเมื่อไรก็ได้ หรือไม่ตอบก็ได้ เป็นสิทธิ ท่านบุญยอดประท้วงข้อไหน ว่าตามข้อบังคับ มีผู้ประท้วงเยอะแยะ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

ประท้วงว่าการประชุมครั้งนี้เอกสาร ไม่ถูกต้อง ไม่สามารถพิจารณาต่อได้ เอกสารที่ไม่ถูกต้องเพราะรัฐมนตรีตอบว่า

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านบุญยอด ผมได้วินิจฉัยเรื่องเมื่อสักครู่นี้ไปเรียบร้อยแล้ว จบไปแล้ว ท่านต้องนั่งลง ผมวินิจฉัยไปแล้ว ประเด็นนี้ผมวินิจฉัยซ้ำไม่ได้ ผมได้วินิจฉัยแล้วครับว่ารัฐมนตรีได้ตอบ ไปแล้ว ผมได้วินิจฉัยประเด็นนี้ไปแล้ว ผมได้วินิจฉัยไปแล้วท่านบุญยอด ไม่ครับ ผมได้ วินิจฉัยไปแล้วให้รัฐมนตรีได้ชี้แจง ผมไม่ได้วินิจฉัยว่าถูก ผมได้วินิจฉัยว่ารัฐมนตรีได้ตอบ ไปแล้ว ผมไม่สามารถวินิจฉัยซ้ำได้ เพราะฉะนั้นประท้วงซ้ำประเด็นไม่ได้ ท่านนั่งลงเถอะครับ ก็เขาส่งเป็นเอกสารแล้วรัฐมนตรีได้ชี้แจงแล้ว ท่านบุญยอดท่านต้องว่าตามข้อบังคับ มีผู้ประท้วงท่านเยอะแยะไปหมดครับ เชิญนั่งครับ ไม่ได้ ผมไม่อนุญาต ท่านบุญยอดนั่งลงครับ เขาได้ชี้แจงแล้วท่านนั่งลงเถอะครับ ขอความกรุณา ท่านฟังอยู่ครับ ทุกคนก็ได้ยินหมด แล้วมันเลยประเด็นนั้นไปแล้วครับ เชิญนั่งครับ มีผู้ประท้วงเยอะแยะ ท่านบุญยอดนั่งลงครับ ท่านอย่าเถียงประธานสิครับ วินิจฉัย ท่านอย่าเถียงข้อวินิจฉัย ผมให้ใช้สิทธิทุกคน ผมยุติธรรม ท่านบุญยอดนั่งลง ท่านนั่งลงครับ ผมไม่อนุญาตครับ ท่านบุญยอดอย่าเถียงประธานสิครับ ผมได้วินิจฉัย ท่านนั่งลง เชิญท่านนั่งลง เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานตอบ เชิญครับ ท่านดอกเตอร์ลีลาวดีรอสักครู่

นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติครับ ผมต้องขอโทษคุณลีลาวดี วัชโรบล ด้วยนะครับที่มาขัดจังหวะ เนื่องจากว่าคำถามของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คุณอานิก อัมระนันท์ เป็นคำถามที่ประทับใจผมมาก แล้วก็เป็นเรื่องจริงทั้งหมดที่พูดขึ้นมา ผมก็เลยต้องการตอบเพื่อให้เป็นการต่อเนื่องนะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นเรื่องแก๊สแอลพีจีในการจับกุม เกี่ยวข้องกับงบประมาณแผ่นดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ท่านบอกว่างบประมาณของกระทรวงพลังงาน นั้นมีเพิ่มขึ้นถึง ๙ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้วกระทรวงพลังงานนั้นมีงบประมาณเพิ่มขึ้นน้อยมาก ๙ เปอร์เซ็นต์ ท่านดูครับ ประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ไม่เพียงพอต่อการบริหารการจัดการ การจับกุม การลักลอบแก๊ส น้ำมัน การดูแลบริษัทใหญ่ ๆ ซึ่งพนักงานแต่ละคนทำงานค่อนข้าง จะตัวเป็นเกลียว สิ่งที่เกิดขึ้นในการจับกุมแก๊สแอลพีจีท่านพูดถึงที่ตำรวจจับกุมนะครับ ทั้งหมดมี ๑๒๑ ราย เกิดขึ้นเป็นเพราะว่ารัฐมนตรีท่านนี้ละครับ ผม พงษ์ศักดิ์ นี่ครับเป็นคนใส่ใจดูตัวเลขว่าการใช้ แก๊สแต่ละอย่างมีการเพิ่มขึ้นอย่างไร มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ดูมาตั้งแต่เข้ามาเดือนพฤศจิกายน จนกระทั่งดูไปดูมาเดือนหนึ่งจึงตั้งข้อสงสัยว่าการลักลอบแก๊สมันเกิดขึ้นอย่างไร ทำไม การจับกุมแต่ละสมัยนั้นมีน้อยมาก ผลจากดูไปดูมาผมไปเจออยู่ตอนหนึ่งว่าทำไมโรงบรรจุ โรงนี้ซื้อแก๊สไปใช้เยอะเหลือเกิน ผมคงไม่เอ่ยชื่อโรงบรรจุไหนนะครับ จึงสอบถามว่ามาขอดู ใบอนุญาตในการตั้งโรงบรรจุแก๊ส ปรากฏว่าความสามารถโรงบรรจุแก๊สโรงนั้นบรรจุได้เพียง เดือนละประมาณ ๕๐๐ ตัน หลังจากนั้นจึงไปพบว่ามีการสั่งซื้อแก๊สเดือนหนึ่งประมาณ ๓,๐๐๐ ตัน โรงบรรจุนี้มีปัญหาทางกฎหมาย มีการทะเลาะแย่งชิงซื้อกันอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก หลังจากนั้นจึงพบว่าการสั่งแก๊สเข้าไปโรงบรรจุเกินกว่ากำหนด จึงมีการตั้งทีมเป็นความลับนะครับ โดยร่วมกับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคือท่าน พลตำรวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา การทำงานด้วยความลับนี้ทำประมาณ ๑ เดือนจึงจะสืบทราบว่าทั้ง ๑๒๑ โรงนั้นมีการซื้อขายแก๊ส เกินกว่าความสามารถโรงบรรจุ ดังนั้นการดำเนินการตามกฎหมายนั้นเราจึงมอบหน้าที่ ให้กรมตำรวจเป็นคนดูแลทั้งสิ้น โดยต้องเลือกผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการค้าขายแก๊ส เพราะว่า ในวงการแก๊สนั้นก็ทราบว่ามีบุคคลหลาย ๆ ฝ่ายเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นการจับกุมจึงเกิดขึ้น จากการตรวจสอบหลังจากมีข่าวการตรวจสอบ การจับกุม และมีข่าวว่าการสอบสวนเกิดขึ้น การใช้แก๊สแอลพีจีในครัวเรือนจึงลดลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๕๖ นี้ ลดลงถึง ปัจจุบันแก๊สครัวเรือนลดลงประมาณ ๒.๕ ล้านตัน ไปเพิ่มจำนวนแก๊สขนส่งรถยนต์ประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ยังหายไปอีก ๐.๕ คือ ๕๐๐,๐๐๐ ตันนั้นเข้าใจว่าผู้ที่ซื้อแก๊สไปนั้น คงนำไปขายแก่ภาคอุตสาหกรรมนะครับ จากการสอบสวนของพนักงานตำรวจปัจจุบัน เพิ่งสอบเสร็จไปเพียง ๔๐ โรงบรรจุ ได้ผู้ต้องหาประมาณ ๑๗๐ รายประมาณนี้นะครับ ตัวเลขผมไม่เคลียร์ว่ารายไหนเป็นอย่างไร การสอบสวนนั้นมีการโยงถึงผู้ค้ามาตรา ๗ อย่างน้อย ๔ ราย แต่บางคนอาจจะไม่ใช่เป็นผู้ค้ามาตรา ๗ เป็นบุคคลในผู้ค้ามาตรา ๗ ดำเนินการเอง ก็ต้องดำเนินการความผิดตามกฎหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นผมขอเรียนยืนยันนะครับว่าไม่มี การไว้หน้าใครทั้งสิ้นในการจับกุมครั้งนี้ไม่ว่าคนนั้นจะมีนามสกุลใหญ่โต เกี่ยวข้องกับใครก็ตาม นี่ขอยืนยัน แม้ว่ามีผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายคนจะมาร้องขอคงเป็นไปไม่ได้ เหตุที่ต้อง ปิดเป็นความลับเพราะว่าผู้ค้าแต่ละคนนั้นอาจจะเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องอย่างไร เพราะต้องมีการตรวจสอบเส้นทางการเงิน เส้นทางการเดินของวิธีการค้าต่าง ๆ นะครับ อำนาจหน้าที่ตรงนี้มีการประชุมไม่ใช่ตำรวจท่านรองผู้บัญชาการอย่างเดียว ท่านผู้บัญชาการ ตำรวจแห่งชาติ ท่านผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ท่านผู้บัญชาการภาคต่าง ๆ ก็ร่วมประชุมกัน อย่างเป็นเรื่องเป็นราว มีตำรวจร่วมดำเนินการตรงนี้ไม่ต่ำกว่า ๕๐ นาย ดังนั้นการกระทำนั้น ผมขอเรียนยืนยันว่าผลการจับกุมแก๊สแอลพีจีเกิดขึ้นจากตัวรัฐมนตรีกระผมเองล้วน ๆ คิดจาก ตัวเลขที่มองเห็นจากกราฟิก (Graphic) เพราะฉะนั้นผมยืนยันว่าต้องขอบคุณท่านอานิก ที่ช่วยแสดงผลงานให้ผมด้วยนะครับ

ประการที่ ๒ ท่านจะสังเกตเห็นว่าในปีนี้ที่ผ่านมามีการจับกุมการลักลอบ ซื้อขายน้ำมันเถื่อนไม่ว่าจากภาคใต้ ภาคตะวันออก มีการลักลอบแก๊สมากกว่าปกติ ซึ่งมี การดำเนินการอย่างจริงจัง เพราะว่าเราคงไม่เห็นด้วยที่เงินที่เก็บเข้ากองทุนนั้นมาจาก ผู้ที่ขี่มอเตอร์ไซค์ ขับรถแท็กซี่ ขับรถตุ๊กตุ๊ก ขับรถสองแถว เงินเหล่านี้เราเก็บกองทุนมานี่ ต้องมาซับซิไดซ์แก๊สแอลพีจีและถูกโกงไป แต่วิธีการจับกุมการข้ามประเทศยังมีความยากลำบาก เราได้มีการวางแผนที่จะออกแบบทำเครื่องหมายติดตามซึ่งกำลังดำเนินการอยู่นะครับ ก็ต้องใช้เวลาอีกประมาณไม่กี่เดือนคงจะมีผลได้เห็นชัดนะครับ ก็ต้องเป็นวิธีการที่จะจับกุม ได้เยอะขึ้น แต่ว่าผลเป็นที่น่าพอใจครับว่าปีนี้มีการจับกุมการลักลอบค้าข้ามประเทศมาก เพราะแก๊สแอลพีจีราคาแตกต่างกันมาก ประเทศไทยเราขายแก๊สหุงต้มเพียง ๑๘.๑๓ บาท แต่เพื่อนบ้านเขาขายกัน ๔๐ บาท ท่านคิดดูเถอะครับ คนหนึ่งหิ้วถังแก๊ส ๑๕ กิโลกรัม ๒ ถังก็สบายแล้วครับ วันหนึ่งก็ได้หลายสตางค์ต่อวัน ฉะนั้นวิธีการนี้ก็ค่อนข้างจะต้องทำ ด้วยความละเอียดรอบคอบนะครับ ผมขอยืนยันว่ากระทรวงพลังงานนั้นทำไปด้วยใจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการนั้นมีจำนวนน้อย งบประมาณก็น้อย ถ้าท่านมาตรวจดูนะครับว่า ค่าใช้จ่าย ค่าดูแลต่าง ๆ ทั้งประเทศนั้นจำนวนงบประมาณเพียงแค่นี้ไม่เพียงพอหรอกครับ เพียงแต่ว่าเราก็เห็นใจรัฐบาลที่ต้องใช้เงินในภาคส่วนต่าง ๆ ต้องไปช่วยเหลือคนที่ลำบาก ต่าง ๆ นะครับ

อีกเรื่องหนึ่งก็คือว่าเรื่องที่ท่าน ส.ส. สุชิน เอ่งฉ้วน ส.ส. จังหวัดกระบี่ มีการพูด เรื่องของการแก้ไขน้ำมันปาล์มซีพีโอ (CPO) ผมขอเรียนยืนยันว่ากระทรวงพลังงานนั้นได้ช่วย รัฐบาลในการช่วยเหลือน้ำมันปาล์มโดยการที่เอาน้ำมันปาล์มซีพีโอนั้นไปเผาที่โรงไฟฟ้ากระบี่ จำนวน ๑๐,๐๐๐ ตัน ขณะเดียวกันผมได้สั่งการให้ไออาร์พีซี (IRPC) ซึ่งมีการทำเทคโนโลยี คือเอาน้ำมันปาล์มไปทำบีเอชดี (BHD) ทำดีเซลที่บริสุทธิ์ซึ่งจะให้เกิดออกเทนสูง และต่อไป ก็จะทำเป็นไบโอเจทซึ่งโรงงานนี้กำลังจะก่อสร้าง คิดว่าจากการศึกษาแล้วคาดว่าจะเสร็จ ภายใน ๒ ปี หลังจาก ๒ ปีแล้วเราก็จะสามารถเอาน้ำมันปาล์มมาผลิตเป็นไบโอเจทได้ ซึ่งจะเกิดผลประโยชน์แล้วก็ทำให้ดีเซลนั้นมีออกเทนสูงขึ้นด้วย แล้วก็ทำให้ไม่เกิดเป็นไข ทุกวันนี้ซีพีโอ น้ำมันปาล์มผสมกับดีเซลนี่ถ้าเก็บไว้นานจะเกิดเป็นไขและจะบูดก็ทำให้เรา ผสมได้น้อยนะครับ ขณะเดียวกันก็มีการศึกษาค้นพบว่าจะเปลี่ยนจากสภาพน้ำมันดีเซล ที่เป็นบี ๕ อยู่นี่ให้เป็นบี ๗ ก็เพิ่มอีก ๒ เปอร์เซ็นต์ ก็ช่วยชาวสวนปาล์มได้มาก ซึ่งก็คิดว่าช่วงแรก จะทำเป็นฟรีซ (Freeze) ก่อน โดยเฉพาะกลุ่มรถบรรทุกกลุ่มต่าง ๆ และต่อไปก็จะขยายไป ทั่วประเทศ ซึ่งก็ขอเรียนยืนยันว่ากระทรวงพลังงานนั้นได้ทำทุกอย่างตามที่ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สนใจอยู่นะครับ ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านดอกเตอร์ลีลาวดีครับ

นางสาวลีลาวดี วัชโรบล กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพคะ ดิฉัน นางสาวลีลาวดี วัชโรบล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๕ ดุสิต-ราชเทวี พรรคเพื่อไทยค่ะ ดิฉันต้องขอขอบคุณท่านประธานนะคะที่ได้ให้โอกาสดิฉันได้อภิปราย ในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ค่ะ เท่าที่ดิฉันได้ฟัง ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้วก็ท่านรัฐมนตรีประจำกระทรวงต่าง ๆ ได้พูดถึง นโยบาย ได้พูดถึงยุทธศาสตร์ความเป็นมา และวันนี้เองก็ได้ฟังข่าวดีที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้นำมาเล่าว่าทิศทางของประเทศไทยอนาคตกำลังจะก้าวไกลค่ะ ดิฉันเองต้องบอกว่า ได้เห็นวิสัยทัศน์ ได้เห็นแนวความคิดแล้วนะคะ มั่นใจสำหรับงบประมาณประจำปี ๒๕๕๗ ค่ะว่า จะสามารถสร้างความสุขและรอยยิ้มให้กับพี่น้องประชาชนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสักครู่ ดิฉันได้ฟังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการท่านได้พูดถึงงบประมาณต่าง ๆ ที่ได้จัดสรรลงให้กับการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องมองว่ากระทรวงศึกษาธิการนั้น ได้งบประมาณสูง แต่ว่าส่วนหนึ่งนั้นก็คือเพื่อการลงทุนทางการศึกษา ได้เห็นว่างบประมาณต่าง ๆ ที่ทางรัฐบาล ได้จัดสรรให้กับการศึกษานั้นในระดับก่อนวัยเรียน ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ในปีงบประมาณ ๒๕๕๗ นั้นก็ได้จัดเพิ่มมากขึ้นจากปี ๒๕๕๖ คือจัดถึง ๓๘๐,๘๐๒ ล้านบาท ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นจากวิสัยทัศน์ที่ท่านได้นำเอาแท็บเล็ตมามอบให้กับนักเรียนที่เป็น นักเรียนวัยใหม่ หรือเรียกว่าประถมปีที่ ๑ ซึ่งเด็กวัยนี้เองนี่นะคะต้องการเรียนรู้ให้ครบทุกด้าน เดิมเราอาจจะเรียนจากตำราเพียงแค่อ่าน แต่เดี๋ยวนี้แท็บเล็ตนี่ค่ะจะสามารถทำให้เด็กนั้น เข้าถึงทุก ๆ ศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการฟังเสียง การเห็นภาพ ภาพเคลื่อนไหว การฟังดนตรีนะคะ ดิฉันได้ไปดูงานวิจัยหลายตัวทีเดียวนะคะที่หลาย ๆ คนมองว่าการใช้แท็บเล็ตอาจจะทำให้ เด็กนั้นไม่สามารถที่จะฝึกการเขียนได้ ดิฉันไปเห็นนะคะว่าเด็กสามารถเขียนแล้วก็ตัวเนื้อหา ของแท็บเล็ตก็สามารถจะบอกได้เลยว่าเขียน ก ไก่ อยู่ในเส้นหรือเปล่า ได้คะแนนเท่าไร เรียกว่าแรงจูงใจในการเรียนการสอนมากขึ้น สิ่งนี้เองดิฉันมองว่ารัฐบาลมาถูกทางแล้ว สำหรับการลงทุนเรื่องการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่ะ เมื่อสักครู่ได้ฟังถึงเรื่องโรงเรียนดีศรีตำบล ซึ่งดิฉันได้มีโอกาสได้ฟังหลาย ๆ ท่านที่พูดถึงโครงสร้างของโรงเรียนดีศรีตำบลนี่นะคะบอกว่า คือการพัฒนาที่จิตใจ นี่ละค่ะกำลังจะบอกว่าการพัฒนาไม่ว่าจะพัฒนาทางด้านไหนนั้น จะไม่สมบูรณ์เลยถ้าไม่ได้พัฒนาทางด้านจิตใจ ดิฉันทราบมาว่ามีการนำครูไปฝึกสมาธิ มีการนำครูไปบวชเพื่อให้เป็นครูต้นแบบ เด็ก ๆ จะเห็นครูนี่ละค่ะ ที่เขาใกล้ชิดเสมอ ๆ นี่ แล้วได้เห็นว่าสิ่งดี ๆ ที่เกิดจากครู เขาก็จะได้ยึดไปเป็นแบบอย่าง ดิฉันอยากจะให้กำลังใจ กระทรวงศึกษาธิการว่าขณะนี้ท่านเดินทางมาถูกทิศแล้วนะคะ แล้วก็หวังว่างบประมาณ ที่จัดสรรลงไปนั้นจะสามารถสร้างครูดี เด็กเก่ง เด็กดีให้กับประเทศไทยค่ะ

อีกหนึ่งโครงสร้างที่ดิฉันเองอยากจะขอขอบพระคุณรัฐบาลที่ได้จัดสรร งบประมาณลงไปในส่วนของกองทุนต่าง ๆ ดิฉันเองเป็น ส.ส. กรุงเทพมหานคร พบว่าปัญหา ที่เกิดขึ้นในชุมชนต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุมชนเมืองนั้นมากมายทีเดียวอย่างยิ่งเลยนะคะ ที่ดิฉันเห็นก็คือว่าแต่ละชุมชนมีความต้องการที่แตกต่างกัน รัฐบาลมักจะจัดสรรงบประมาณ โดยคิดให้ ทำให้ แต่ลืมไปว่าในแต่ละชุมชนนั้นมีความต้องการที่แตกต่างกัน สิ่งหนึ่งที่ดิฉัน ได้เห็นในชุมชนของดิฉันหลังจากได้รับกองทุนเอสเอ็มแอลไปแล้ว ดิฉันต้องบอกว่าประทับใจ แล้วก็ดีใจอย่างยิ่งค่ะ เดิมพี่น้องประชาชนมาของบประมาณจากดิฉันว่า ส.ส. จัดให้หน่อยสิ อยากได้ชุดป้องกันเพลิง ดิฉันบอกว่าได้ยินแต่ให้ถังดับเพลิงนะ ชุดป้องกันเพลิง ไม่เคยมีนะคะ อยากจะจัดสรรงบประมาณให้ แต่ไม่รู้จะให้จากตรงไหน หลังจากที่ดิฉันบอกว่าขณะนี้รัฐบาล ได้จัดสรรงบประมาณเอสเอ็มแอลลงไปแล้ว นำงบประมาณเอสเอ็มแอลไปซื้อชุดป้องกันเพลิงสิ เขาก็บอกว่าชุดป้องกันเพลิงมีความสำคัญนะ เพราะเวลาไฟไหม้เราจะไปดับเพลิงแค่ถังดับเพลิง อย่างเดียวไม่ได้ ต้องใส่ชุด ไม่อย่างนั้นความร้อนจากไฟมันทำให้ผิวไหม้ได้นะคะ พอหลังจาก ที่ดิฉันแนะนำว่าเขาสามารถเข้าถึงกองทุนเอสเอ็มแอลได้ เดิมนี่เขาก็ไม่ไว้ใจรัฐบาลค่ะ เพราะเขาบอกว่าชุมชนของเขานี่ส่วนใหญ่เขาไม่ได้เชียร์พรรครัฐบาลนะ ดิฉันบอกทำเถอะ เพราะงบประมาณตัวนี้เป็นงบประมาณที่ให้กับพี่น้องประชาชน สิทธิในการเข้าถึงนั้น สามารถเข้าถึงได้ทุก ๆ ชุมชน หลังจากที่เขาได้ทำโครงการเอสเอ็มแอลได้งบประมาณมาแล้ว ท่านประธานคะ ๒ วันหลังจากนั้นไฟไหม้ค่ะ ไฟไหม้ในชุมชนแห่งนั้น เด็กอายุ ๑๖ นำอุปกรณ์ก็คือ เครื่องมือดับเพลิงและชุดป้องกันเพลิงไปดับไฟในชุมชนใช้เวลาเพียงแค่ ๒ นาทีดับไฟได้หมดค่ะ เด็กอายุ ๑๖ กลายเป็นฮีโร่ (Hero) ของชุมชน ไม่ใช่เพียงแค่นี้เท่านั้นนะคะ เงินงบประมาณ เอสเอ็มแอลยังเอาไปติดซีซีทีวีปรับพื้นถนนทั้งชุมชน ทำท่อระบายน้ำ ที่บางทีของบประมาณ ในการลอกท่อก็ไม่ได้สักที เวลาน้ำท่วมทีก็มาป้องกันกันที ตอนนี้งบประมาณลงไปสู่ภาคประชาชน โดยเขาบริหารจัดการทำประชาคมช่วยคิดช่วยทำสมานสามัคคีทำให้ชุมชนนั้นเข้มแข็งค่ะ ดิฉันอยากจะเป็นกำลังใจให้กับรัฐบาลว่าขอให้ยืนหยัดต่อไป ทราบมาว่ากองทุนเอสเอ็มแอล ในต่างจังหวัดนั้นไม่ค่อยมีปัญหา แต่พอเข้ามาในกรุงเทพมหานครแล้ว อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรี เคยพูดถึงว่ามันมีรอยต่อรอยตะเข็บอยู่นะคะ ก็เลยทำให้ในหลาย ๆ เขตนั้นยังไม่ได้ทำ กองทุนเอสเอ็มแอลเลย ในส่วนที่ดิฉันรับผิดชอบคือเขตดุสิตกับเขตราชเทวี เขตดุสิตต้องบอกว่า เมื่อพี่น้องประชาชนเข้าใจ ตอนนี้ทำเกือบครบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของชุมชนแล้ว แต่เขตราชเทวีเนื่องจากว่ายังมีบางกลุ่มบางพวกอาจจะมองว่าถ้าพี่น้องประชาชนได้เข้าถึง โครงการเอสเอ็มแอลแล้วอาจจะมาติดใจหรือชอบใจนโยบายของรัฐบาลก็ได้ ก็เลยทำให้มี การขัดขวางปล่อยข่าวต่าง ๆ ทำให้พี่น้องประชาชนนั้นไม่สามารถจะได้เม็ดเงินตัวนี้ไปพัฒนา ชุมชน ดิฉันอยากจะให้กำลังใจเพราะเห็นว่าในปี ๒๕๕๗ มีการปรับลดในเรื่องของกองทุน หมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติซึ่งปรับลดไปจำนวนมากพอสมควร ก็อยากจะให้กำลังใจว่า กองทุนนี้มาถูกทางแล้วอยากจะให้มีเป็นประจำทุกปี อีก ๑ กองทุนที่มีประโยชน์อย่างยิ่งก็คือ กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี มีสตรีหลายคนที่ตอนนี้เลี้ยงลูกอยู่กับบ้าน อยากจะฝึกอาชีพ อยากจะมีรายได้เพื่อช่วยเหลือจุนเจือครอบครัว ก็มาถามว่าจะมีโอกาสในการพัฒนาอาชีพไหม พอทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรีมีนโยบายพัฒนาบทบาทสตรี ทุกคนมีรอยยิ้มแล้วก็หวังว่า จะได้มีโอกาสเข้าถึงเม็ดเงินตัวนี้เพื่อพัฒนาต่อยอดทางด้านอาชีพ ดิฉันต้องเรียนอย่างนี้นะคะ ท่านประธาน ได้อ่านนโยบายต่าง ๆ แล้วก็ได้ฟังท่านรัฐมนตรีประจำกระทรวงต่าง ๆ แล้ว ดิฉันมีความมั่นใจว่าอนาคตของประเทศไทยจะก้าวไกลอย่างแน่นอน สิ่งหนึ่งที่มักจะสร้าง ความเสียใจให้กับบุคคลทั่วไปก็คือสิ่งที่ทำโดยไม่คิดกับคิดแล้วแต่ไม่ได้ทำ ดิฉันมองว่าตอนนี้ รัฐบาลได้คิดแล้วและลงมือทำเถอะค่ะ นโยบายต่าง ๆ ที่มาอย่างถูกทิศถูกทาง ดิฉันพร้อม สนับสนุนแล้วก็มั่นใจว่านโยบายปี ๒๕๕๗ ที่จะใช้ในปีงบประมาณจะสามารถต่อยอดอนาคต ของพี่น้องประชาชน ขอบคุณค่ะ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ครับ

นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ ปัตตานี 🔗

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ พรรคภูมิใจไทย ในเขตเลือกตั้งที่ ๔ ซึ่งมีอำเภอยะรัง อำเภอมายอ อำเภอทุ่งยางแดง ท่านประธานครับ วันนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่ได้มีโอกาส อภิปรายงบประมาณปี ๒๕๕๗ ซึ่งแน่นอนพี่น้องประชาชนก็อยากจะเห็นเม็ดเงินทุกบาท ทุกสตางค์ที่ผ่านงบประมาณในครั้งนี้ลงไปสู่ตามปัญหาความต้องการของพี่น้องในพื้นที่ วันนี้ผมได้เห็นยุทธศาสตร์หลายเรื่องซึ่งแต่ละเรื่องก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่ในหลาย ๆ เรื่อง ก็ยังเห็นว่าจะต้องมีการเสนอแนะโดยเฉพาะพื้นที่ของผมซึ่งเป็นพื้นที่พิเศษ พื้นที่ ๓ จังหวัด ซึ่งงบประมาณทุกบาททุกสตางค์จะต้องตอบสนองสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่ประเทศไทย ท่านประธานครับ ในเรื่องของสันติสุขถือเป็นความปรารถนาขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิต ของมนุษย์ เพราะมนุษย์ต้องการความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มนุษย์ต้องการ ความเป็นธรรม มนุษย์ต้องการมีเศรษฐกิจที่พอเพียง มนุษย์ต้องการปลอดจากปัญหา ยาเสพติดและอบายมุข มนุษย์ต้องการเกิดสวัสดิการและสังคมสงเคราะห์ที่ดี และมนุษย์ ต้องการการเกิดการคุ้มครองและปกป้องสิทธิมนุษยชน วันนี้ท่านประธานครับ สภาพสังคม ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ ๒๑ หลังจากที่ศาสนาได้แยกออกจากการเมืองและมีลัทธิทุนนิยม และสังคมนิยมเข้ามา ซึ่งแน่นอนครับ มนุษย์ก็ได้ทุ่มเทและพยายามอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้เกิดความเจริญแล้วก็ความสันติสุข แต่สันติสุขซึ่งเราได้เห็นในสังคมทุนนิยมแล้วก็ สังคมในปัจจุบันเราจะเห็นได้ว่าสันติสุขมีปัญหาค่อนข้างที่จะมากแล้วก็ซ้ำซาก ผมในฐานะ ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยากจะเห็นมิติในเรื่องของการแก้ปัญหา แล้วก็อยาก สะท้อนในเรื่องของการเสนอแนะในมิติวัฒนธรรมซึ่งเป็นมิติของคนในพื้นที่ เพราะบริบทงบประมาณทั้งหมดที่ลงไปถึงแม้ว่าบางส่วนในฝ่ายรัฐก็ได้พยายามที่จะชะลอ หรือประชาคมเพื่อสอบถามความต้องการของพี่น้องก็ตามแต่ แต่ด้วยความรู้สึกที่ผมได้อ่าน งบประมาณฉบับนี้ ผมก็ยังมีความรู้สึกว่าสิ่งที่พี่น้องประชาชนได้สะท้อนออกมายังมีอีกหลายเรื่อง ซึ่งผมจะต้องนำเสนอเพื่อให้ทางรัฐบาลได้นำงบประมาณเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ กับพี่น้องของผม ซึ่งวันนี้รอสันติสุขให้เกิดขึ้นในแผ่นดินแห่งนี้ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผม อยากจะพูดในวันนี้ก็คืองบประมาณในการแก้ปัญหาตามยุทธศาสตร์เกี่ยวกับพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งแน่นอนงบนี้จะต้องเป็นงบซึ่งประชาชนสามารถที่จะจับต้องได้ นั่นหมายความว่าเป็นเงินซึ่งลงไปแล้วเป็นความต้องการของพี่น้องประชาชนจริง ๆ มิใช่เพียง แค่กระซิบว่าคุณไปทำอะไรก็ได้ทำแล้วให้ได้เงินเยอะ ๆ ทำแล้วให้ได้เปอร์เซ็นต์เยอะ ๆ หรือทำในสิ่งซึ่งประชาชนไม่ต้องการ สิ่งที่ผมอยากจะสะท้อนให้ท่านเห็นก็คือในเรื่องของมิติ ในกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งกระบวนการทางการศึกษาและการพัฒนาคนจะมีบทบาทสำคัญ ที่จะนำสันติสุขกลับคืนต่อพื้นที่ อย่างน้อยที่สุดสถิติที่สนับสนุนแล้วก็ยอมรับว่าผู้ก่อความไม่สงบ ในพื้นที่อายุเฉลี่ยก็คือน้อยมากก็อยู่ในรุ่นของเยาวชน ซึ่งคนที่อยู่ในวัยที่ควรที่จะดูแลโดยใช้ ระบบการศึกษาที่ดีโดยเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพแล้วก็มีการจัด การศึกษาอย่างมีประสิทธิผล ซึ่งหัวใจของมันก็คือเราจะทำอย่างไรที่จะเชื่อมโยงระบบ การศึกษาของเราในฐานะรัฐบาล ซึ่งมีอยู่ในขั้นระดับมัธยมต้นถึงมัธยมปลายซึ่งแน่นอนครับ สิ่งที่พี่น้องประชาชนได้สะท้อนให้เห็นก็คือประชาชนนั้นอยากรู้จักหลักคำสอนของศาสนา อยากรู้ความเชื่อของศาสนาว่าอย่างไร และรวมไปถึงให้มีทักษะให้สามารถประกอบอาชีพได้ มีความก้าวหน้าในชีวิตได้ วันนี้ท่านประธานครับ ท่านทราบหรือไม่ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ในโลกนี้ในประเทศฟินแลนด์มีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาดีที่สุด หลังจากนั้นก็คือประเทศสิงคโปร์ เขาเรียนในโรงเรียนใช้เวลาเรียน ๘ ชั่วโมง แต่วันนี้ประเทศไทยเรียนทั้งหมด ๑๒ ชั่วโมงต่อวัน แต่พี่น้องในบ้านผม ลูกหลานของผมจะต้องไปเรียนเสริมเพิ่มเรียนอัลกุรอาน เรียนตาดีกา ซึ่งต้องใช้เวลารวมทั้งหมดเกือบ ๑๖ ชั่วโมง ท่านประธานครับ จะทำอย่างไรให้หลักสูตรที่เขา ต้องไปเรียนเพิ่มเติมเขาจะต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้นมากขึ้นได้เข้ามาอยู่ในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผมได้ไปเยี่ยมพี่น้องตั้งแต่ผมได้เป็น ส.ส. ในทุกวันศุกร์ผมลงชูรอหรือประชาคมหลังจากที่ ละหมาดวันศุกร์ซึ่งมีพี่น้องประชาชนในมัสยิดมาก สิ่งที่เขาได้สะท้อนให้ผมสิ่งที่เขาอยากจะ เห็นก็คือว่าถ้าลูกเขาจบ ป. ๖ เขาอยากได้ ๔ อย่างครับท่านประธาน อย่างแรกก็คืออยากให้ ลูกเขาอ่านออกเขียนได้ทั้งภาษาไทย ภาษามลายู ภาษาอังกฤษ เรื่องที่ ๒ เขาอยากที่จะมี ความสามารถในการอ่านคัมภีร์อัลกุรอานซึ่งเป็นภาษาอาหรับ ประการที่ ๓ เขาอยากจะให้เยาวชนรู้วิชาสามัญซึ่งเป็นวิชาขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ แล้วก็วิทยาศาสตร์ และสุดท้ายเขาจะให้ลูกหลานของเขาได้รู้ถึงความดีแล้วก็ความชั่ว นั่นคือ ๔ อย่างที่เขาอยากจะได้ แต่วันนี้ห้วงเวลาในการศึกษาของเขายาวนานมาก ๑๖ ชั่วโมง ทำอย่างไรกระทรวงศึกษาธิการถึงสามารถที่จะหยอดหลักสูตรตรงนี้เพื่อที่เขาอาจจะได้ เรียนรู้ในโรงเรียนของรัฐอย่างภาคภูมิใจ ซึ่งวันนี้ผมก็อยากจะบอกว่าคนที่เป็นพ่อแม่พี่น้อง ในพื้นที่ ๓ จังหวัด สิ่งที่เขาอยากจะเห็นลูกหลานของเขาหลังจากที่เขาเรียนจบ เขาอยากจะเห็น ลูกของเขาเมื่ออายุ ๗ ปี เขาสามารถที่จะละหมาดได้ แล้วก็ในขณะเดียวกันในอายุ ๑๐ ปี ถ้าเขาไม่ละหมาดก็จะถูกเฆี่ยนตี ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือการปลูกฝัง สิ่งเหล่านี้จะทำอย่างไรให้เป็น หลักสูตรในโรงเรียนชั้นสามัญ เพื่อที่จะให้ลูกหลานของเขามีความดี เพราะว่าในอิสลามได้บอกว่า แท้จริงการละหมาดจะยับยั้งการกระทำลามกอนาจารและสิ่งที่ต้องห้าม ซึ่งเป็นบทบัญญัติ ในคัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวไว้ว่าอินนาซอรา ตาตันฮา อานิน ฟะห์ชา อัลนิลมุรกะ นั่นคือภาษา อาหรับ ทั้งหมดทั้งปวงนี้ผมพยายามที่จะบอกว่าถ้าเราไม่ย้อนกลับไปสู่มิติวัฒนธรรม คุณธรรม ในเรื่องของการปลูกฝังเยาวชน ผมเชื่อแน่ว่าปัญหาทางสังคมก็คงจะเกิดขึ้นมากกว่านี้

เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน กระทรวงสาธารณสุข วันนี้พี่น้องของผม ในตำบลลุโบะยิไร อำเภอมายอ ได้มีหนังสือถึงปลัดกระทรวง ผมก็ได้หารือกับท่านประธาน ในช่วงเช้า ปรากฏว่าด้วยความไร้เดียงสาของพี่น้องประชาชนมีความเชื่อเพราะว่าเจ้าหน้าที่ ได้ไปบอกว่า ถ้าท่านอยากจะได้ท่านจะต้องมีที่ดินและยกเป็นที่ราชพัสดุ วันนี้พี่น้อง ได้กระจายประชุมชูรอพี่น้องทั้งตำบลลุโบะยิไร แล้วก็เรี่ยไรจัดงานเพื่อหารายได้ซื้อที่ดิน วันนี้ที่ดินได้แล้วแล้วก็ยกเป็นที่ราชพัสดุ แต่ถามว่าวันนี้สิ่งที่เราได้รับคำตอบ ชาวบ้านได้รับ คำตอบก็คือท่านปลัดกระทรวงได้มาบอกประชาชน โดยเฉพาะประธานสันติสุข ตำบลลุโบะยิไร ท่านได้รับหนังสือจากปลัดกระทรวงว่ากระทรวงสาธารณสุขไม่มีนโยบายที่จะสร้าง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเพิ่ม เพราะมีนโยบายแค่โรงพยาบาลเดียว ซึ่งโดยข้อเท็จจริง ผมก็พยายามประสานเพื่อดูข้อเท็จจริง สุดท้ายปรากฏว่าในจังหวัดปัตตานีมีหลายตำบลซึ่งมี หลายโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหรืออนามัย ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่าปลัดกระทรวงสาธารณสุข แกอยู่บนฟ้าจริง ๆ แกไม่รู้ถึงข้อเท็จจริง ทางประธานสันติสุขก็ทำหนังสือได้กล่าวว่า นี่คือการไม่ได้รับความเป็นธรรม นี่คือสิ่งที่ท่านนั่งเทียนแล้วก็บอกกล่าวให้กับพี่น้องในพื้นที่ สุดท้ายก็ได้รับปากว่าจะพยายามหาเงินเหลือจ่ายแล้วก็เงินงบประมาณปี ๒๕๕๗ ก็จะบรรจุ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลตรงนี้เพิ่มขึ้น วันนี้พี่น้องประชาชนกำลังรอ ผมไม่อยากจะ ให้สิ่งเหล่านี้เป็นเงื่อนไขในการที่จะบ่งบอกว่ารัฐไม่ให้ความยุติธรรม เพราะพื้นที่ตำบลลุโบะยิไรมีประชาการ ๑๐,๐๐๐ กว่าคน มีพื้นที่กว้างเท่ากับตำบลทุ่งยางแดง ซึ่งมีโรงพยาบาลตำบล ๔ โรงพยาบาล โรงพยาบาลอำเภอ ๑ โรงพยาบาล แต่ในขณะเดียวกัน คนจำนวนเกือบเท่ากันพื้นที่เท่ากันมีแค่จุดเดียว ปัญหาต่าง ๆ ในพื้นที่เรื่องสุขภาพมีปัญหา มากมาย นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะสะท้อนให้ท่านประธานผ่านกระทรวงที่ผมได้กล่าวเพื่อให้เขา ได้ดำเนินการเพื่อสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในพื้นที่

นอกจากนี้สิ่งที่อยากจะฝากก็คือกระทรวงวัฒนธรรม อยากจะให้มีการผลักดัน พ.ร.บ. ฮัจย์ ซึ่งเราจะทำอย่างไรให้มาตรฐานการไปประกอบพิธีฮัจย์ของพี่น้องในพื้นที่ จังหวัดปัตตานีหรือจังหวัดอื่น ๆ ซึ่งเป็นมุสลิมทั้งประเทศ สามารถที่จะมีเกียรติในการที่จะไป ประกอบทำความดีก็คือไปประกอบพิธีฮัจย์ให้ได้รับมาตรฐานเท่าเทียบกับประเทศมาเลเซีย หรือประเทศอินโดนีเซีย วันนี้เราต้องสร้าง พ.ร.บ. ฮัจย์ขึ้นมาใหม่เพราะว่ามีหลายเรื่อง ซึ่งเป็นปัญหา นอกจากนี้สิ่งที่ผมอยากจะฝากกระทรวงวัฒนธรรมก็คือเรื่องค่าตอบแทน ของครูตาดีกาไม่ได้ตามเดือนแต่ละเดือน บางครั้งก็ ๓ เดือนครั้ง บางครั้งก็ ๒ เดือนครั้ง เขาได้ค่าตอบแทนแค่ ๒,๐๐๓ บาทต่อเดือนเท่านั้นเอง ท่านยังกั๊กเงินในส่วนตรงนี้ ก็ช่วย ประสานเพื่อให้เกิดสิ่งที่เขาอยากจะได้ โดยเฉพาะกระทรวงวัฒนธรรมในเรื่องของค่าใช้จ่าย ลงกับมัสยิดในพื้นที่ปรากฏว่านายอำเภอแจ้งให้โต๊ะอิหม่ามส่งโครงการต่าง ๆ เพื่อขอ งบประมาณจากกระทรวงวัฒนธรรม บางเจ้าก็ส่งถึง ๕๐,๐๐๐ บาท แต่สุดท้ายได้แค่ ๑๐,๐๐๐ บาทหรือ ๕,๐๐๐ บาท หรือเกือบจะไม่ได้เลยก็มีเช่นเดียวกันน้อยมาก วันนี้ถ้าเรา ต้องการที่จะรองรับประชาคมอาเซียนในอนาคต สิ่งที่ท่านจะต้องทำก็คือมัสยิด วันนี้เรามี มัสยิดกลางในจังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นมัสยิดค่อนข้างใหญ่ แต่วันนี้ท่านจะต้องสร้างเพิ่มอย่างน้อยมีมัสยิดประจำอำเภอที่อยู่บริเวณริมทาง เพราะว่า พี่น้องซึ่งถ้าเปิดประชาคมขึ้นมาเวลาเขาเดินทางเขาสามารถที่จะมาละหมาดบริเวณริมทาง ซึ่งจะต้องเป็นมัสยิดที่ได้รับมาตรฐาน มีห้องน้ำ มีสิ่งที่อยู่รอบมัสยิดไปแล้วมีความรู้สึกว่า สบายใจ วันนี้ต้องดูแลเพราะว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เป็นเรื่องสำคัญมากในอนาคตซึ่งประตู อาเซียนกำลังจะเกิดขึ้น สุดท้ายนี้ก็คงไม่มีอะไรมากกว่านี้ การใช้เวลาของผมก็คงจะใช้เวลา พอสมควรแล้ว ผมขออนุญาตจบการอภิปรายแล้วก็กำลังจะติดตามดูว่างบประมาณปี ๒๕๕๗ นี้ สิ่งที่ผมสะท้อนไปจะได้รับตอบสนองหรือไม่ อย่างไร ขอขอบคุณมากครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านอนุรักษ์ครับ

นายอนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ มุกดาหาร 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กระผม อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมุกดาหาร เขต ๑ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งตั้งงบประมาณไว้ทั้งสิ้น ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๑๙.๑ ของจีดีพี ซึ่งมีทั้งหมด ๘ ยุทธศาสตร์ แล้วก็ หลายยุทธศาสตร์นั้นท่านสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว ผมขออภิปรายในยุทธศาสตร์ที่ ๓ ซึ่งตามยุทธศาสตร์ที่ ๓ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปีนี้ได้จัดสรรงบประมาณไว้ทั้งสิ้น ไม่ต่ำกว่า ๓๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อดำเนินยุทธศาสตร์การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ โครงการที่จะสร้างรถไฟไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง ซึ่งรถไฟสายที่จะไป อีสานเหนือตอนกลางนั้นมีตำนานมายาวนานมากท่านประธานครับ มีโครงการมาตั้งแต่ ปี ๒๕๐๙ ๔๗ ปีมาแล้วนะครับ แต่พี่น้องชาวอีสานกลางของเราก็ยังไม่เคยได้รับและยังไม่เคย เห็นรถไฟสายนี้เลย ประวัติความเป็นมาของรถไฟสายนี้ครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ คณะรัฐมนตรี ในสมัยนั้นได้ให้ศึกษาความเป็นไปได้ ก็หายไปอีก ๕ ปี จนมาปี ๒๕๓๗ คณะรัฐมนตรีสมัยนั้น ก็ได้ว่าจ้างที่ปรึกษาความเหมาะสมขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็มาจนปี ๒๕๔๐ คณะรัฐมนตรี ในสมัยนั้นเห็นชอบให้สร้างรถไฟสายบัวใหญ่-ร้อยเอ็ด-มุกดาหาร-นครพนม เสร็จแล้วก็ยัง ไม่ได้สร้างครับ หายไปอีก ๘ ปี จนปี ๒๕๔๘ รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้เดินทางไปทัวร์นกขมิ้นที่ภาคอีสาน พี่น้องชาวอีสานกลางก็ได้เรียกร้องให้รัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณนั้นให้สร้างรถไฟสายนี้ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณก็ได้มีมติ คณะรัฐมนตรีในสมัยนั้นว่าให้สร้างรถไฟสายนี้โดยเร่งด่วน เสร็จแล้วก็เกิดวิกฤติทางการเมือง ก็มีการยึดอำนาจรัฐประหารเมื่อปี ๒๕๔๙ รถไฟสายอีสานกลางนี้ก็ยังไม่ได้สร้างเหมือนเดิม จนมาถึงปี ๒๕๕๔ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เดินทางลงไปหาเสียงในภาคอีสานกลาง ก็ได้รับความเรียกร้องจากพี่น้องชาวอีสานกลางว่าอยากให้สร้างรถไฟสายนี้ ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์เองก็รับปากว่าถ้าได้มาเป็นรัฐบาลแล้วจะสร้างรถไฟสายนี้ให้ได้ หลังจากนั้นท่านก็ได้ ทำตามที่รับปากไว้กับพี่น้องประชาชนชาวอีสานกลาง โดยมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๖ เห็นชอบให้สร้างรถไฟสายบ้านไผ่ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดมุกดาหาร และจังหวัดนครพนม เป็นรถไฟรางคู่นะครับ ซึ่งงบประมาณปี ๒๕๕๖ ก็ได้ ตั้งค่าออกแบบรถไฟสายนี้ไว้แล้ว ๔๐ ล้านบาท แล้วร่างพระราชบัญญัติปีนี้ปี ๒๕๕๗ ก็มีอีก ๑๖๐ ล้านบาท รวมเป็น ๒๐๐ ล้านบาท เพื่อสร้าง เพื่อออกแบบรถไฟสายนี้ ซึ่งจะผ่านทั้งหมด ๕ จังหวัด ๑๔ อำเภอ ต้นทางอยู่ที่อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ผ่านจังหวัดมหาสารคาม ที่อำเภอกุดรัง อำเภอบรบือ และอำเภอเมืองมหาสารคาม เข้ามาจังหวัดร้อยเอ็ด ที่อำเภอเมืองร้อยเอ็ด อำเภอเชียงขวัญ อำเภอโพนทอง และไปที่อำเภอหนองพอก เข้าสู่ จังหวัดมุกดาหารโดยผ่านอำเภอนิคมคำสร้อย อำเภอเมืองมุกดาหาร แล้วก็อำเภอว่านใหญ่ ปลายทางอยู่ที่จังหวัดนครพนม ผ่านอำเภอธาตุพนม อำเภอเรณูนครพนม แล้วไปหยุดอยู่ ที่อำเภอเมืองนครพนม ซึ่งรถไฟสายนี้เป็นรถไฟที่ผ่านไปอีสานกลาง และมีอีกหลายจังหวัด พี่น้องประชาชนที่รถไฟยังไม่ถึงนั้นไม่ต้องเสียใจนะครับ เนื่องจากว่าโครงการรถไฟนี้เขาบอกว่า ต้องสร้างเส้นกลางไปเสียก่อน ส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดสกลนคร จังหวัดยโสธร และจังหวัดอำนาจเจริญนั้นจะเป็นก้างปลาออกไป เชื่อว่าทุกจังหวัดในภาคอีสานตอนกลางนั้น จะได้มีรถไฟเหมือนทุก ๆ จังหวัด และหากโครงการนี้เสร็จแล้วจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ โดยรวมของพี่น้องชาวอีสานและของประเทศไทยอีกมากมายมหาศาล นอกจากการขนส่ง โดยระบบรางดังที่ผมกล่าวแล้ว สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ ๒ ที่จังหวัดมุกดาหาร สะหวันนะเขต สปป. ลาว ซึ่งเปิดใช้เมื่อปี ๒๕๕๐ นั้น มียอดการส่งออกนำเข้าทั้งหมด เป็นจำนวนเงิน ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อปี ๒๕๕๕ คือส่งออกไป ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท นำเข้ามา ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นอัตราการส่งออกนำเข้าซึ่งทำให้ประเทศไทยได้เปรียบดุลการค้า เป็นอย่างยิ่ง และอีกช่องทางหนึ่งสะพานสายนี้จะเป็นการขนส่งสินค้าไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน อีกหลายประเทศ และยังจะเพิ่มความแข็งแกร่งในการเชื่อมโยงแนวระเบียงเศรษฐกิจ ตะวันออก ตะวันตก หรือที่เรียกกันว่าอีสต์ เวสต์ อีโคโนมิก คอร์ริดอร์ (East West Economic Corridor) ซึ่งจะเชื่อมโยงประเทศไทย สปป. ลาว ประเทศเวียดนาม และจะส่งผลถึงมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอีกมหาศาลเช่นเดียวกันนะครับ เท่านี้ยังไม่พอ คณะรัฐมนตรีโดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเห็นว่าการค้าชายแดน จังหวัดมุกดาหารซึ่งมียอดการค้าสูงนั้น จึงมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อคราวประชุมที่จังหวัดอุดรธานี เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ เห็นชอบให้จัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนจังหวัดมุกดาหาร จังหวัดนครพนม และจังหวัดหนองคาย ซึ่งทั้ง ๓ จังหวัดในขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อ เสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนจังหวัดมุกดาหาร จังหวัดนครพนม และจังหวัดหนองคาย ส่วนจังหวัดมุกดาหารนั้นก็ได้ร่วมมือกับจังหวัดอำนาจเจริญ และจังหวัดยโสธรเสนอให้ปรับปรุงท่าสนามบินเก่าที่อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ก็คงอยู่ ในงบประมาณปี ๒๕๕๗ นี้ หลังจากปรับปรุงสนามบินที่อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร แล้วเพื่อรองรับนักลงทุนที่จะไปลงทุนในแถบจังหวัดมุกดาหาร จังหวัดนครพนม แล้วก็ รองรับพี่น้อง ๓ จังหวัด ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดยโสธร จังหวัดมุกดาหาร และจังหวัดอำนาจเจริญ อย่างที่ผมกล่าวมาแล้วข้างต้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องสะพาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถไฟรางคู่นะครับ ทั้งหมดนี้ไปจะเชื่อมโยงเพื่อเตรียมความพร้อม เพื่อจะนำเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ปี ๒๕๕๘ อย่างเต็มภาคภูมิ ผมคาดว่าประเทศไทยเราจะไม่น้อยหน้าประเทศใด ๆ ในอาเซียนนะครับ แล้วก็หากร่างพระราชบัญญัติกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทซึ่งอยู่ในสภาแห่งนี้กำลังพิจารณาอยู่ ผ่านวาระที่สอง วาระที่สามไปแล้ว ผมเชื่อว่าประเทศไทยเราจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ แล้วจะเป็นผู้นำในอาเซียนอย่างเต็มภาคภูมิ ผมกราบเรียนว่าพรรคเพื่อไทยเราได้มีวิสัยทัศน์ ในการพัฒนาประเทศอย่างที่พี่น้องประชาชนชาวอีสาน หรือพี่น้องประชาชนทุกภาคได้เห็น วิสัยทัศน์ของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ แล้วก็พรรคเพื่อไทยของเราว่าได้ทำโครงการ แต่ละโครงการนั้นเป็นโครงการที่สามารถจับต้องได้ เป็นโครงการที่สามารถนำพาประเทศ ไปสู่ความเจริญอย่างยิ่งใหญ่ อย่างใหญ่หลวง และผมเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยของเรานั้นคงจะ นำพาอีกหลายสิ่งหลายอย่างให้เกิดกับพี่น้องประชาชน ส่วนงบประมาณต่าง ๆ ในปีนี้ที่ จัดสรรงบประมาณให้กับทุกหน่วยทุกองค์กรนั้นผมเชื่อว่าจะทำให้ประเทศไทยนั้นเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป ผมจึงสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ นี้ อย่างที่เหตุผลดังกล่าวมาครับ ขอบคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านสรรเสริญ ๒๐ นาทีนะครับ

นายสรรเสริญ สมะลาภา กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สรรเสริญ สมะลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นต้องขอเรียนท่านประธานว่าหลังจากที่ผมได้อภิปรายร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วที่จริงเดิมทีเดียวก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องอภิปรายร่าง พ.ร.บ. งบประมาณอย่างกว้างขวาง แล้วก็ มุมมองอย่างลึกสักเท่าไร เหตุผลที่ผมพูดอย่างนี้ก็เพราะว่าเมื่อรัฐบาลได้รับหลักการผ่าน ร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ๒ ,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว ผมก็คิดว่าร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฉบับนี้จะไม่มี การกู้มาก แต่แท้ที่จริงแล้วปรากฏว่าเมื่อได้ดูหลักการกู้ วิธีการกู้ของร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ ฉบับนี้ ก็ปรากฏว่ากู้ถึง ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และสำหรับผมแล้วผมคิดว่าเป็นตัวเลขที่มาก พอสมควร ถ้าเกิดเทียบในการกู้ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทกับ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทของปีที่แล้ว ดูเผิน ๆ ก็หลงดีใจนะครับ หลงว่ารัฐบาลกู้น้อยลง แต่พอมาดูวิธีการที่รัฐบาลทำให้ได้กู้น้อยลงนั้น ผมเองต้องขออภิปรายแสดงความไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพราะวิธีการที่รัฐบาลทำให้ มีตัวเลขการกู้น้อยลงเป็นวิธีการที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนทั้งสิ้น ท่านประธานครับ เมื่อเราพูดถึงในเรื่องของงบประมาณรายจ่ายโดยหลักแล้ว เราก็จะพิจารณา ๓ ด้านหลักด้วยกัน ๑. ในเรื่องของรายได้ ๒. ในเรื่องของการกู้ แล้วก็ ๓. ในเรื่องของรายจ่าย ผมจะขอพูดทั้ง ๓ ด้านนะครับ แล้วก็เริ่มจากในเรื่องของรายได้ก่อน รายได้การจัดเก็บของรัฐบาลโดยเฉพาะกรมจัดเก็บต่าง ๆ หากไปดูในเอกสารงบประมาณก็จะ ค้นพบว่าหลายต่อหลายกรมมีรายได้สูงขึ้นมาก สิ่งนี้ละครับเป็นสิ่งที่ผมจะต้องติงเอาไว้เพื่อที่ แสดงความไม่เห็นด้วยในวิธีการจัดเก็บรายได้ แต่ก่อนอื่นที่ผมจะติงในเรื่องของกรมจัดเก็บ เราต้องมาพูดถึงรายได้หลักของรัฐบาลที่อิงตามการขยายตัวของเศรษฐกิจก่อน ตามเอกสาร งบประมาณก็บอกไว้ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว ๔.๕-๕.๕ เปอร์เซ็นต์ ผมเข้าใจว่านั่นเป็นการขยายตัว ที่ประเมินไว้เมื่อประมาณสัก ๒-๓ เดือนที่แล้ว แต่ว่าล่าสุดอย่างที่พวกเราทุกคนทราบกันครับ สภาพัฒน์เองก็ได้ประเมินรายได้ออกมา การขยายตัวเศรษฐกิจเหลือ ๔.๒-๕.๒ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายถึงว่าการขยายตัวเศรษฐกิจในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณนี้หายไป ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์นี้แปรออกมาเป็นรายได้เป็นเท่าไรครับ การประเมินของผู้ที่มาชี้แจง ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเขาบอกว่าทุก ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ที่หายไปรายได้ของรัฐบาล จะหายไป ๒,๑๐๐ ล้านบาท ทอนออกมาเป็นตัวเลขของ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ก็คือรายได้รัฐบาล จะหายไป ๖,๓๐๐ ล้านบาท นั่นเป็นประการแรกครับ

ประการที่ ๒ ในเรื่องรายได้ของกรมศุลกากรประมาณการในเอกสาร งบประมาณบอกว่าขยายตัวถึง ๑๓.๗ เปอร์เซ็นต์นั่นสูงทีเดียว แล้วก็ได้สอบถามเจ้าหน้าที่ มาชี้แจงบอกว่าอันนั้นเป็นประมาณการเก่าเช่นเดียวกัน เป็นประมาณการก่อนที่จะคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว แท้ที่จริงแล้วเขาบอกว่าประมาณการ ณ เวลานี้เหลือเพียงแค่ ขยายตัว ๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นั่นก็อีกเรื่องหนึ่งครับ ทอนออกมาเป็นรายได้ของกรมศุลกากร ที่หายไปก็คือ ๕,๘๐๐ ล้านบาท ทั้ง ๒ ตัวนี้เป็นรายได้ที่รัฐบาลประมาณการคลาดเคลื่อน จากความเป็นจริง ทั้งหมดรวมกันได้ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ที่ผมอภิปรายอย่างนี้ผมไม่ได้แสดง ความกังวลหรอกนะครับว่ารัฐบาลจะหาเงินมาไม่ได้เพื่อมาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ หากเราไปดู ในสถิติในการจัดเก็บเงินภาษีมีน้อยปีที่รายได้จะไม่ตรงตามเป้า ที่ผมไม่แสดงความกังวล เพราะว่ารัฐบาลจัดร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฉบับนี้ออกมาแล้ว จัดรายจ่ายออกมาแล้วเท่านี้ เมื่อรายได้ขาดไปรัฐบาลก็ต้องพยายามหารายได้เพื่อมาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ และสิ่งที่ผม หมายถึงก็คือการเพิ่มภาษี การประเมินภาษีใหม่ ที่ผมกล่าวถึงและมีความกังวล และเป็นที่ แน่นอนที่สุดเมื่อรายได้พลาดเป้า มันจะต้องมีมหกรรมในการรีดภาษีจากธุรกิจห้างร้าน ขนาดเล็กและร้านค้า วิธีการทำก็ทราบกันดีอยู่ครับ ประเมินภาษีใหม่ ประเมินรายได้ใหม่ เพื่อให้ จัดเก็บภาษีได้มากขึ้น และนั่นพี่น้องประชาชนที่ประกอบธุรกิจร้านค้าขนาดเล็กต้องเดือดร้อน เป็นจำนวนเงินทั้งหมด ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท นั่นเป็นประการแรกของข้อเดือดร้อนที่ผมจะต้อง นำเสนอต่อท่านประธานแล้วก็นำเสนอต่อพี่น้องประชาชน ยังมีในเรื่องของกรมจัดเก็บอีก ๑ กรมที่ผมคิดว่าหากทำตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้แล้วพี่น้องประชาชนจะต้องเดือดร้อน เช่นเดียวกันนั่นก็คือกรมสรรพสามิต ที่จริงประเด็นนี้ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรท่านก็ได้อภิปรายไปเมื่อวานนี้แล้ว ผมก็เพียงแต่จะขอเน้นย้ำในเรื่องของการเพิ่มภาษีสรรพสามิตของน้ำมันดีเซล และทำให้ กรมสรรพสามิตมีรายได้มากขึ้นถึง ๑๒.๕ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มจาก ๐.๐๕ บาทต่อลิตรมาเป็น ๑.๕ บาทต่อลิตร อัตราการใช้น้ำมันดีเซลของพี่น้องประชาชนชาวไทยประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านลิตรต่อปี ออกมาเป็นเงินประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีครับ เรื่องนี้ ผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังท่านได้ชี้แจงมาเมื่อวานนี้ครับ จริงอยู่ อย่างที่ท่านชี้แจงก็คือว่าราคาน้ำมันดีเซลมันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายเรื่อง มันมีทั้งในเรื่องของ ภาษีสรรพสามิต มันมีทั้งในเรื่องของการจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ท่านพูดในทำนอง ที่ว่าจัดเก็บภาษีสรรพสามิตมากขึ้นท่านก็จะเอาเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงน้อยลง ราคาน้ำมันดีเซลไม่เปลี่ยน เรื่องนั้นพวกเราจะคอยจับตาดูครับ แต่ว่าข่าวล่าสุดที่ออกมา เมื่อวานนี้ได้เปลี่ยนแปลงการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และเป็นข่าวที่สวนทาง กับที่ท่านพูด เมื่อวานนี้ครับมีการเปลี่ยนแปลงการจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปแล้ว สำหรับน้ำมันดีเซลจาก ๓ บาท เป็น ๓.๔๐ บาท แล้วสิ่งนั้นผมก็ยังวิงวอนนะครับให้รัฐบาล ดูแลราคาน้ำมันดีเซลเท่าเดิมหลังจากที่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ออกประกาศใช้แล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพูดไปก็คือในเรื่องของการขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี โดยเฉพาะภาคครัวเรือน ถูกต้องครับ มันจะเกี่ยวกับในเรื่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย มันจะเกี่ยวกับภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บด้วย แต่ว่าในที่สุดแล้วมันก็คือกระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวา ที่รัฐบาลจะควักเงินจากตรงจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งหากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบรัฐบาลก็ตั้ง งบประมาณไปชดเชยก็เป็นอย่างนี้เสมอมา ในเรื่องของก๊าซแอลพีจีเพิ่มขึ้นจาก ๑๘ บาท เป็น ๒๕ บาทต่อกิโลกรัม มีข่าวว่าจะไปถึง ๓๐ บาทต่อกิโลกรัม ๑ ปีนี้ภาคครัวเรือนใช้กัน ประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ทอนออกมาเป็นเงินก็คืออีก ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี นี่ละครับ เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนจะต้องรับภาระจากร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฉบับนี้ และแน่นอนที่สุด ไม่เพียงแต่ราคาพลังงานเพิ่มขึ้น พลังงานเหล่านี้ยังเป็นปัจจัยในการขนส่ง ในการผลิตสินค้า และบริการ ซึ่งแน่นอนกระทบไปสู่ราคาสินค้าครับ มาถึงตอนนี้ครับ เมื่อร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ออก ผมต้องขอทวงสัญญาที่รัฐบาลให้ไว้กับประชาชนตอนหาเสียง ไหนล่ะครับจะยกเลิกกองทุนน้ำมัน ไหนล่ะครับจะกระชากราคาสินค้าร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฉบับนี้ออกไป ผมพูดได้เลยครับว่า รัฐบาลโกหกประชาชน เพราะที่ออกมาทั้งหมดนี่ครับขัดแย้งกับนโยบายหาเสียง ป้ายหาเสียง ที่วางอยู่ทั่วประเทศว่าจะทำทั้งในเรื่องของยกเลิกกองทุนน้ำมัน จะทำในเรื่องของกระชาก ราคาสินค้า แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ครับ ในฝั่งรายได้ เมื่อรวมเข้าด้วยกันทั้งหมดทั้งในเรื่องของ การรีดภาษีที่จะต้องเพิ่มขึ้น ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ในเรื่องของราคาพลังงานที่พี่น้องประชาชน จะต้องรับภาระมากขึ้นอีก ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เป็นภาระต่อพี่น้องประชาชนที่จะต้องรับ ถึง ๗๒,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ผมขอเรียนว่าถ้าอยากจะให้ท่านประธานเห็นภาพนะครับ ผู้เสียภาษีทั้งหมดมีบัญชีอยู่ที่กรมสรรพากร ๑๑ ล้านคน หารออกมาต่อคนรับภาระไปคนละ ๖,๕๐๐ บาทต่อปี แต่ตัวเลขที่ผมจะเรียนท่านประธาน ต่อไปนี้ท่านประธานอาจจะตกใจนะครับ ใน ๑๑ ล้านคนนั้นมีเพียง ๒.๓ ล้านคนที่เสียภาษี จริงครับ ให้ประธานเห็นภาพที่หนักไปกว่านั้น ถ้าหารจำนวนคนที่เสียภาษีจริง ๆ ๒.๓ ล้านคน รับภาระกันไปคนละ ๓๑,๐๐๐ บาท สำหรับ พ.ร.บ. งบประมาณปี ๒๕๕๗ นี้ ๓๑,๐๐๐ บาท เป็นตัวเลขที่ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนที่เสียภาษีฟังตัวเลขนี้ก็คงกังวลใจที่จะจ่ายให้รัฐบาล นำเงินไปใช้ในภาครายจ่ายซึ่งผมจะพูดต่อไป เมื่อมาดูในด้านรายได้แล้วเรามาดูในเรื่อง การกู้เงินของรัฐบาลดูบ้าง ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้กู้เงิน ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีที่แล้วกู้เงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดูเผิน ๆ จะน้อยลงครับ แต่สิ่งที่ผมอยากจะขอเรียนท่านประธาน ก็คือว่าการน้อยลงในการจัดทำร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฉบับนี้เป็นการน้อยลงที่ตบตา ประชาชน หลักงบประมาณมีง่าย ๆ ครับ เมื่อรายจ่ายมากกว่ารายได้ก็ต้องกู้ครับ วิธีการ ลดการกู้ก็คือลดรายจ่าย หรือว่าเพิ่มรายได้ อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะเลือกแบบไหน รัฐบาลไปเลือก วิธีการเพิ่มรายได้แบบที่ประชาชนเดือดร้อน อย่างที่ผมพูดไปเมื่อสักครู่ ท่านประธานลองตัด ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เป็นรายได้จากการจัดเก็บค่าพลังงานที่เพิ่มขึ้นออกจากรายได้รัฐบาล สิครับ ดูสิว่ารัฐบาลจะขาดดุลเท่าไร ออกมาเป็นขาดดุล ๓๑๐,๐๐๐ ล้านบาท มากกว่า ปีที่แล้ว ผมถึงเรียนว่าเป็นการจัดงบประมาณขาดดุลแบบตบตาประชาชน ดูเหมือนว่า น้อยกว่าปีที่แล้ว จริง ๆ แล้วตัดรายได้ที่เพิ่มขึ้นเป็นการขาดดุลที่มากกว่าครับ นี่ละครับ เป็นคำถามที่พวกเราทุกคนอยากจะตั้ง ก็คือเมื่อรัฐบาลออกร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วทำไมจะต้องกู้ในงบประมาณมากขนาดนี้ กู้นอกงบประมาณก็มากแล้วยังจะกู้ ในงบประมาณให้มากอีก มากกว่าเดิมด้วยครับท่านจะอธิบายอย่างไร เป็น ๑ เรื่องนะครับ ในเรื่องของการกู้เงิน อีกเรื่องหนึ่งที่ผมจะเน้นย้ำแล้วผมคิดว่าเป็นนิสัยของรัฐบาลชุดนี้ เสียแล้วก็คือในเรื่องของพฤติกรรมการชำระหนี้ ท่านไปดูในเอกสารงบประมาณสิครับว่า เป็นอย่างที่ผมพูดจริงหรือไม่ รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ งบประมาณปี ๒๕๕๓ ชำระต้นเงินกู้ ๖๙,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ งบประมาณปี ๒๕๕๔ ชำระต้นเงินกู้ ๕๔,๐๐๐ ล้านบาท พอมาถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ งบประมาณปี ๒๕๕๕ ทั้ง ๆ ที่ตั้งงบประมาณการชำระต้นเงินกู้ไว้ ๔๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่าชำระจริงเท่าไรทราบไหมครับ ตั้งงบประมาณชำระต้นเงินกู้ไว้ ๔๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ชำระจริง ๑๘,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ประทานโทษนะครับ ตั้งงบประมาณชำระต้นเงินกู้ไว้ ๔๗,๐๐๐ ล้านบาท ชำระต้นเงินกู้จริง ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท เท่านั้น ในปีงบประมาณ ๒๕๕๖ ก็เช่นเดียวกัน ตั้งงบประมาณชำระต้นเงินกู้ไว้ ๔๙,๐๐๐ ล้านบาท ชำระจริงตอนนี้จะถึงสิ้นปีงบประมาณอยู่แล้ว ชำระจริง ณ วันที่ ๓๐ เมษายน เพียง ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ผมสอบถามทางสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ว่าทำไมตั้งงบประมาณมาแล้วชำระเพียงนิดเดียว เขาให้คำตอบว่ามีการขอความร่วมมือ มาให้หมุนหนี้ครับ ก็คือว่าตั้งงบประมาณไว้แล้วไม่ชำระ เอาเงินไปใช้อย่างอื่นพูดง่าย ๆ และวิธีการหมุนหนี้ก็คือกู้อันใหม่ไปใช้หนี้เก่า กระผมคิดว่า ทำอย่างนี้ซ้อนกันมา ๒ ปีเป็นสัญญาณแล้วครับว่ารัฐบาลกำลังจะถังแตก เพราะรัฐบาล เบี้ยวหนี้ครับ พฤติกรรมนี้เป็นพฤติกรรมเช่นเดียวกันกับที่ผมได้อภิปรายตอนร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือว่ารัฐบาลนี้ไม่ชำระต้นเงินกู้หรอกครับ จะเอาแต่กู้อย่างเดียว แล้วพอมาถึงในเรื่องของการจ่ายคืนก็ผลักภาระไปให้รัฐบาลชุดถัดไป แล้วก็ผลักภาระ ไปให้ลูกหลาน ปีแรกก็เป็นอย่างนี้ครับ ปีที่ ๒ ก็เป็นอย่างนี้แล้วปีที่ ๓ ผมมั่นใจว่าก็จะเป็น อย่างนี้อีกถ้าไม่มีการปรับเปลี่ยน แล้วคำแถลงคำมั่นสัญญาในเรื่องของงบประมาณสมดุล ในปี ๒๕๖๐ หรือการที่จะไม่กู้แล้วในปี ๒๕๖๐ มันจะมีประโยชน์อะไรครับ ปี ๒๕๖๐ ท่านอาจจะไม่กู้จริงครับ แต่ว่าท่านก็ไม่ชำระต้นเงินกู้ด้วย อย่างนี้หนี้สาธารณะก็โผล่ขึ้นไป แน่นอนแล้วผมฟันธงเลยถ้าทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ มันต้องเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี อย่างที่รัฐบาลแถลงไว้ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผมกังวล แล้วก็ดูจากพฤติกรรมการบริหารงบประมาณ ของรัฐบาล การชำระต้นเงินกู้แล้วก็เป็นอย่างนี้ตลอดมาครับ ผลที่ได้รับคืออะไรครับ การที่หนี้สาธารณะเกินเพดานที่รัฐบาลประกาศไว้ การที่รัฐบาลไม่ชำระต้นเงินกู้ ผลที่ได้รับก็คือ พี่น้องประชาชนจะต้องควักเงินจ่ายดอกเบี้ย ลองไปดูว่าจริงอย่างที่ผมพูดไหมครับ ทุกปี ตั้งงบประมาณจ่ายดอกเบี้ยเอาไว้ พี่น้องประชาชนอาจจะฟังแล้วตกใจนะครับ แต่เป็น ข้อเท็จจริง ปีละ ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นเป็นงบประมาณทุกปีเฉพาะชำระดอกเบี้ย อย่างเดียวนะครับ บวกกับดอกเบี้ยของร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่มีไว้ระดับ สูงสุดนั่นอีกปีละประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกรวมกัน ๒๓๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีครับ ผมขออนุญาตวาดภาพให้ท่านประธานเห็นเช่นเดียวกันว่าถ้านำจำนวน ๒๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ต่อปีมาหารต่อประชาชนที่มีบัญชีเสียภาษีอยู่ที่กรมสรรพากรเฉลี่ยออกมาคนละ ๒๑,๐๐๐ บาท ต่อคนครับ และถ้าคิดเฉพาะจำนวนคนที่เสียภาษี ๒.๓ ล้านคน ออกมาคนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อปีครับ นี่ละครับเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าผมไม่สามารถที่จะรับหลักการในเรื่องของงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ นี้ เพราะว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำตามงบประมาณฉบับนี้สร้างความเดือดร้อน ให้กับพี่น้องประชาชนทั้งในเรื่องของการที่จะต้องมีการรีดภาษี ในเรื่องของการที่จะต้องจ่าย ค่าพลังงานเพิ่มขึ้น ในเรื่องของแพง และท้ายที่สุดจะต้องควักเงินในกระเป๋ามาจ่ายเฉพาะ ในเรื่องของดอกเบี้ยที่รัฐบาลก่อ ผมขอเรียนท่านประธานว่าไม่สามารถรับหลักการได้ครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ลำดับต่อไปนะครับ ท่านปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ เชิญครับ หลังจากนั้น ก็ท่านเทพไท เสนพงศ์ เตรียมพร้อม

นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ ชลบุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคพลังชล กระผมขออภิปรายเพื่อสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ จำนวน ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท โดยมีแหล่งรายรับจาก ๒ ส่วนหลัก ๆ นะครับ คือรายรับจากการเก็บรายได้ที่ ๒,๒๗๕,๐๐๐ ล้านบาท และรายรับ จากการกู้เงินที่ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในประเด็นรายรับที่มาจากการจัดเก็บรายได้นั้น ผมมีความมั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถจัดเก็บรายได้ให้เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากเมื่อมาดู แนวโน้มในการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ในช่วง ๗ เดือนแรก คือตั้งแต่ เดือนตุลาคมจนถึงเดือนเมษายน ปี ๒๕๕๖ รัฐบาลนั้นสามารถจัดเก็บรายได้สุทธิที่ ๑.๑ ล้านล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อย ๑๐.๔ เป็นผลมาจากการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากร กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต ที่ได้สามารถเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย โดยมีภาษีหลัก ๆ ที่สำคัญนะครับก็คือภาษีเงินได้บุคคล ธรรมดา ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจ ของประเทศกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รายได้ภาคครัวเรือนและการบริโภคในประเทศ จะขยายตัวจะขยายตัวได้ดีตามการเติบโตของเศรษฐกิจ และผลประกอบการทางภาคธุรกิจ ก็ปรับตัวดีขึ้นกว่าในปีที่ผ่าน ๆ มา ตลอดจนความเชื่อมั่นที่มีต่อคณะรัฐบาล คณะรัฐมนตรี ที่รัฐบาลนั้นมีมาตรการในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ ในส่วน ประเด็นรายรับที่มาจากการกู้เงิน ซึ่งถือว่ารัฐบาลนั้นได้ลดการขาดดุลงบประมาณลงได้ อย่างต่อเนื่อง ๓ ปีติดต่อกัน นั่นคือในปี ๒๕๕๕ ที่เคยขาดดุลถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ลดลงเหลือ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๖ และในปีงบประมาณนี้นะครับก็ลดลงเหลือ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นคือแสดงถึงว่ารัฐบาลนั้นมีความตั้งใจที่จะจัดทำงบประมาณเข้าสู่ สมดุลในปี ๒๕๖๐ ตามที่ได้กำหนดไว้เป็นพันธสัญญาระหว่างกระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณที่จะมีวินัยภายใต้กรอบความยั่งยืนและวินัยของการคลังอย่างเคร่งครัด และเมื่อมาดูงบประมาณรายจ่ายเพื่อการลงทุนจำนวนประมาณ ๔๔๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ซึ่งถือว่าเป็นงบลงทุนที่สำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจในทุกภาคส่วน ก็พบว่ามีสัดส่วน ที่ค่อนข้างต่ำนะครับ เพราะว่าประเทศของเรานั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนา ในอีกหลาย ๆ ด้านนะครับ แต่เนื่องจากรัฐบาลเองก็มีภาระในรายจ่ายประจำที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งก็เกิดจากรายจ่ายตามนโยบายรัฐบาลที่มีสัมพันธ์เช่นกันนะครับ เช่น เงินสมทบกองทุนหลักประกันสุขภาพ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา กองทุนช่วยเหลือ ผู้ประกอบการในหมู่บ้านและชุมชน กองทุนส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และกองทุนส่งเสริม ให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ เป็นต้น ซึ่งทุกนโยบายนั้นล้วนแต่เป็นรายจ่ายประจำ ที่มีความสำคัญและมีความจำเป็น เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามนะครับ ถึงแม้ว่างบประมาณรายจ่ายเพื่อการลงทุนจะมีสัดส่วนที่น้อยลงนะครับเมื่อเปรียบเทียบกับ ปีที่แล้ว แต่รัฐบาลนั้นก็ยังมีแหล่งเงินอื่นเพื่อนำมาลงทุน ได้แก่ เงินกู้ตามพระราชกำหนด ในการบริหารจัดการน้ำเพื่อสร้างอนาคตของประเทศ จำนวน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ของปี ๒๕๕๕ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งนะครับ ร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศที่จะลงทุนในการกู้เงินไม่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการลงทุนระยะ ๗ ปี ซึ่งปัจจุบันนั้นก็อยู่ในชั้นของคณะกรรมาธิการ ดังนั้นเมื่อนำเงินลงทุนจากทุกภาคส่วนมาผนวกรวมกัน ก็จะเป็นเงินที่มีปริมาณที่เพียงพอ ที่จะเป็นปัจจัยและมีบทบาทอย่างมากในการขับเคลื่อนให้โครงสร้างเศรษฐกิจให้มีความสมดุล และเข้มแข็งเพื่อเป็นพื้นฐานสำคัญของการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน รวมถึงการเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีการเตรียมความพร้อมที่จะเข้าแข่งขันในประชาคมอาเซียน ในปี ๒๕๕๘ อย่างสมบูรณ์ครับ และเมื่อมาดูประมาณการรายได้จำแนกตามภาค ก็พบว่า กรุงเทพมหานครนั้นมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีต่าง ๆ นั้นถึง ๕๗ เปอร์เซ็นต์ของประมาณการ จัดเก็บรายได้ทั้งหมดภาคกลางและภาคตะวันออกอยู่ที่ ๓๖ เปอร์เซ็นต์ ส่วนภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ รวมกันอยู่ที่ ๗ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขดังกล่าวนั้นแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมและจัดสรรงบประมาณให้จังหวัดที่มีศักยภาพ ในการที่จะสร้างรายได้เข้าประเทศให้มีความพร้อมมากขึ้น เพื่อไปต่อยอดหารายได้ที่สูงขึ้น เพื่อนำรายได้นั้นเป็นรายรับเป็นภาษีเพื่อนำมาพัฒนาให้เกิดความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน ทั่วประเทศและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานถนนหนทางต่าง ๆ ให้จังหวัดให้เท่าเทียมกัน และในเวลาที่จำกัดผมขอพูดถึงยุทธศาสตร์ที่ ๓ การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนในหัวข้อ ๓.๘ การพัฒนาการท่องเที่ยวและบริการ ถ้าเปรียบ เป็นธุรกิจนั้นก็ถือว่าเป็นธุรกิจที่มีกำไรสูงเพราะมีต้นทุนต่ำ เราใช้จุดเด่นของประเทศ ที่มีความพร้อมในหลาย ๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่มีความสมบูรณ์ อัธยาศัยใจคอของคนไทยที่มีความเป็นมิตรสูง รวมถึงค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยวที่เมืองไทยนั้น ต่ำกว่าการไปท่องเที่ยวของชาวต่างชาติ แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลนั้นก็มีความจำเป็นที่จะต้อง จัดสรรงบประมาณเพื่อสร้างความยั่งยืนให้แหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่แล้ว ให้ฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวเดิม และส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพูดถึงจังหวัดชลบุรีซึ่งถือว่า เป็นจังหวัดที่มีความพร้อมในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านอุตสาหกรรม ด้านเกษตรกรรม และด้านท่องเที่ยว ในปีที่ผ่านมานั้นรายได้ที่เกิดจากการท่องเที่ยวมีกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๘๐ เปอร์เซ็นต์นั้นมาจากรายได้ที่มีนักท่องเที่ยวที่เมืองพัทยา ผมต้องขอขอบคุณรัฐบาล ที่ได้บรรจุงบประมาณจำนวน ๔๓๐ ล้านบาทของกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม เป็นการ ก่อสร้างในการที่จะเสริมทรายชายหาดเมืองพัทยา เนื่องจากปัจจุบันนั้นชายหาดเมืองพัทยานั้น ถูกกัดกร่อนเป็นจำนวนมาก ถูกกัดเซาะเป็นจำนวนมาก ในช่วงน้ำขึ้นในบางพื้นที่นั้นก็จะมอง ไม่เห็นทรายแล้ว ซึ่งถือว่าทำให้เสียภาพลักษณ์ของการท่องเที่ยวเมืองที่นำเงินตราเข้าประเทศ เพื่อที่จะนำมากระจายสู่พี่น้องประชาชนทั้งหมด เมื่อได้งบจัดสรรดังนี้แล้วก็จะทำให้ชายหาด เมืองพัทยานั้นกลับมาสวยงามและมีเสน่ห์ต่อนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เหมือนอดีตดังเดิม และในปีที่ผ่านมาเมื่อมาดูนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยชาวต่างประเทศ ประกอบกับประชากรแฝงนั้นมาอยู่ในพัทยาน่าจะมากกว่า ๙,๐๐๐,๐๐๐ คน ทำให้การจราจร ติดขัดเป็นจำนวนมาก ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ได้จัดสรรงบประมาณเป็นงบประมาณของกรมทางหลวงชนบทเป็นงบผูกพันจำนวน ๘๕๐ ล้านบาทเพื่อก่อสร้างทางลดระดับ หรือเรียกว่าอุโมงค์บริเวณแยกถนนสุขุมวิท และพัทยากลางเพื่อที่จะดำเนินการให้มีการระบายรถที่ผู้ขับขี่นั้นไม่จำเป็นจะต้องเข้าเมือง ก็ใช้ทางลอดอุโมงค์เพื่อที่จะไปยังอำเภอสัตหีบและไปทางจังหวัดระยองได้สะดวกยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องขอสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมในบริเวณการก่อสร้างทางลดระดับ หรืออุโมงค์ในช่วงแยกถนนสุขุมวิทและพัทยาเหนือ และแยกสุขุมวิทและพัทยาใต้ เพราะว่า ตรงนี้นั้นก็อยู่ในแผนงานของกรมทางหลวงชนบทอยู่แล้ว เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการจราจร ของเมืองพัทยาให้มีความคล่องตัวตลอดเส้นทางไม่เป็นคอขวดนะครับ

สุดท้ายต้องขอเสนอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณในการศึกษาและพัฒนา รถไฟฟ้าในเมืองพัทยาเพื่อแก้ไขปัญหาความแออัดด้านจราจรของเมืองพัทยาและเป็น การเตรียมความพร้อมเพื่อที่จะเชื่อมโยงขนถ่ายผู้โดยสารที่เดินทางโดยรถไฟความเร็วสูง ตามร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่พี่น้องประชาชนนั้น ต่างรอคอยในการพัฒนาเป็นเม็ดเงินที่มีปริมาณมาก เราก็จะได้มีรถไฟความเร็วสูง ๔ เส้นทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นทางภาคตะวันออกนั่นก็คือสุวรรณภูมิไปยังจังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี พัทยา และจังหวัดระยอง ในส่วนของพัทยาเองถ้าสามารถที่จะทำจุดต่อเชื่อมโยง เป็นรถไฟความเร็วสูงไปพัทยาแล้วก็มีรถไฟฟ้าเชื่อมโยงจากเมืองพัทยาเข้าสู่ในเมืองนั้น ก็จะลดปัญหาความแออัดของจราจรและเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นให้พี่น้องประชาชน นักท่องเที่ยวนั้นมาใช้จ่ายเงินตราได้มากยิ่งขึ้น ตรงนี้ก็ถือว่าไม่ได้ทำให้กับเมืองพัทยา แต่ทำให้กับคนทั้งประเทศที่จะนำรายได้เข้าสู่ประเทศ ต้องใช้เวลาที่เหลือนั้นขอขอบคุณหลาย ๆ กระทรวงที่ได้มาจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในเมืองพัทยา เช่น กระทรวงวัฒนธรรมเองนั้นก็ได้ สนับสนุนในการจัดมวยไทยไฟต์ ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวมาเป็นจำนวนมาก ทำให้มีรายได้กับพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนสูง ขอบคุณทางกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศเองที่ได้อนุมัติงบประมาณในการที่ ดำเนินการให้มีสำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว ทำให้พี่น้องประชาชนในจังหวัดใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดชลบุรี จังหวัดระยองก็สามารถมาใช้บริการที่จะทำหนังสือเดินทาง หรือพาสปอร์ต (Passport) ได้ แล้วคิดว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นั้นก็เป็นความพยายามของรัฐบาล เองที่จะส่งเสริมให้ประเทศเรานั้นมีความก้าวหน้าเดินไปอย่างมั่นคง สุดท้ายต้องขอเป็น กำลังใจให้กับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทุก ๆ ท่านในการบริหารประเทศ ด้วยงบประมาณแผ่นดินในปีนี้ ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาทให้คุ้มค่า ป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน และให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป ท่านเทพไท เสนพงศ์ ๑๕ นาทีครับ เชิญครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ นครศรีธรรมราช 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ต้องขออนุญาตท่านประธานลุกขึ้นทวงความเป็นธรรมในการจัดสรรงบประมาณให้กับ พี่น้องชาวภาคใต้ ซึ่งสิ่งที่ผมอยากจะพูดในเรื่องการจัดงบประมาณตามยุทธศาสตร์ที่ ๓ เรื่องการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน ผมจะลงลึก ไปยังหัวข้อที่ ๓.๑๐ คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การจัดสรรงบประมาณจำนวน ๑๐๒,๐๑๙.๑ ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ต้องเรียนกับท่านประธานอย่างนี้นะครับว่าทุกครั้งที่มีการจัดงบประมาณผมก็จะลุกขึ้นมาพูด ในฐานะที่เป็นผู้แทนจากภาคใต้ แล้วก็ทวงถามถึงการจัดงบประมาณอย่างไม่เป็นธรรม ให้กับพี่ชาวภาคใต้มาโดยตลอด นับตั้งแต่ยุครัฐบาลของพี่ชายมาจนถึงรัฐบาลของน้องสาว และวันนี้ผมก็ดีใจนะครับที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมท่านได้มีโอกาสมานั่งฟังอยู่ด้วย และผมเชื่อว่าท่านก็อาจจะไม่ได้รู้ในรายละเอียดทั้งหมด แต่อย่างน้อยผมเห็นว่าท่านก็เป็น นักวิชาการท่านหนึ่งที่ส่วนตัวก็ถือว่ารักใคร่กัน ก็อยากจะชี้แจงผ่านท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรีได้ทราบในหลายเรื่อง ต้องเรียนกับท่านประธานว่ารัฐบาลชุดนี้ได้กู้เงินมาอย่างน้อย ๒-๓ ครั้ง ครั้งแรกก็คือการกู้เงิน ๓.๕ แสนล้านบาทเพื่อที่จะไปจัดการแก้ปัญหาเรื่องน้ำ ผมบอกกับท่านประธานเลยครับว่าพี่น้องภาคใต้ได้รับอานิสงส์จากเงินกู้ ๓.๕ แสนล้านบาท น้อยมากครับ พอมาดูร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่กำลังอยู่ในสภา ท่านประธาน ลองดูสิครับว่าโครงการที่พี่น้องภาคใต้ได้รับคืออะไรบ้าง แม้แต่รถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง ก็ได้แค่หัวหิน ซึ่งก็ไม่ใช่ภาคใต้ครับท่านประธาน และวันนี้มีเงินกู้ในงบประมาณปีนี้ปี ๒๕๕๗ จำนวน ๒.๕ แสนล้านบาท ผมก็จะชี้ให้ท่านประธานเห็นว่าคนภาคใต้ได้อะไรบ้าง ทั้ง ๆ ที่คนภาคใต้ ทั้งภาคก็รับภาระหนี้เงินกู้ของรัฐบาลชุดนี้ไม่ต่างไปกว่าพี่น้องประชาชนทั้งประเทศภาคอื่น ๆ ครับ ท่านประธาน สิ่งที่ผมอยากจะชี้ให้ประธานเห็นในเวลาที่สั้น ๆ ก็คือ

เรื่องแรก ลงไปที่กรมทางหลวง กรมทางหลวงก็คือหมวดเกี่ยวกับงบบูรณะ เส้นทางหลักของกรมทางหลวง ที่มีงบบำรุงรักษาทางหลวง ๑๔,๕๐๐ ล้านบาทเป็นงบบูรณะ เส้นทางหลัก ๒,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน เส้นทางหลักในความหมายของผมจะชี้ ให้ท่านประธานเห็นก็คือเส้นถนนเพชรเกษมที่ลงไปทางใต้ ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ไปถึง อำเภอสุไหงโก-ลก หรือเรียกว่าสาย ๔๑ ครับ ท่านประธานไปดูเลยเส้นนี้ในวันนี้นะครับ ท่านรัฐมนตรีท่านอาจจะไม่ได้ไป พวกผมแม้ว่าไม่ได้เดินทางทางรถก็ตาม แต่ว่าถ้าดูในวันนี้ ท่านประธานไปดูว่าถนนสาย ๔๑ ชำรุดทรุดโทรมและพังมากที่สุดครับท่านประธาน ถนนเส้นนี้สร้าง ๔ ช่องจราจรในยุคปี ๒๕๔๐ ถึงปี ๒๕๔๔ ในยุครัฐบาลท่านชวน หลีกภัย และตามหลักวิชาการก็คือว่าจะต้องบำรุงรักษาภายใน ๕ ปี จนถึงบัดนี้ท่านประธาน ย้อนกลับไปดูไม่มีการบำรุงรักษาครั้งใหญ่ใด ๆ ทั้งสิ้นครับท่านประธาน มีแต่ประเภท ปะเหมือนปะกางเกง เหมือนกับปะรถผุ ทำแบบนี้มาโดยตลอดและวันนี้เสียหายยับเยิน ทั้งสายครับ เส้นทางสายนี้ยาว ๑,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร ผมพลิกไปดูครับว่ามีการจัดงบ ซ่อมบำรุงรักษาในเส้นทางหลักอะไรบ้าง ผมเปิดไปดูในหมวดนี้ครับ หมวดบูรณะเส้นทาง หลักมีทั้งหมด ๖๓ รายการครับ ใช้บูรณะเส้น ๔๒ ๒ ตอนท่านประธาน ก็คือตอนที่ ๑ ปูเต๊ะ-สุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ระยะทาง ๓.๒ กิโลเมตร งบประมาณ ๓๑ ล้านบาท จุดที่ ๒ ก็คือตอนนาทวี-ลำไพร จังหวัดสงขลา ระยะทาง ๔.๕ กิโลเมตร งบประมาณ ๓๒ ล้านบาท ท่านประธานลองคิดดูนะครับถนนเพชรเกษม ทางหลวงหลัก ๔๑ ระยะทาง ๑,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร มีงบซ่อมบำรุงรักษารวมแล้ว ๗.๗ กิโลเมตร งบประมาณ ๖๓ ล้านบาท ท่านประธาน ในขณะนี้ท่านประธานกลับไปดูว่าผมไม่แน่ใจว่าเขาจะไปจัดงบตรงไหนมาซ่อม แต่ว่าในวันข้างหน้าในปี ๒๕๕๗ ถ้ามีงบประมาณแค่ ๖๓ ล้านบาทเพื่อดูแลถนน ๑,๐๐๐ กว่ากิโลเมตรนี้ ผมว่ามันน้อยมากครับท่านประธาน วันนี้เส้นทางภาคใต้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เส้นทางหลักถนนเพชรเกษมที่มีการใช้การจราจรจำนวนมากต้องซ่อมแซมครั้งใหญ่ที่สุดครับ ท่านประธาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรื้อเพื่อที่จะบำรุงรักษา ที่เขาเรียกว่ารีไซคลิง (Recycling) ทั้งหมดครับท่านประธาน ถ้าทำประเภทปะแปะแบบนี้เชื่อเลยว่าไม่กี่วันก็เสียหายอีกครับ ผมต้องมาทวงความเป็นธรรมให้กับพี่น้องภาคใต้ วันนี้พี่น้องภาคใต้บ่นกันมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส.ส. จากภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไป เมื่อสักครู่นี้ได้คุยกับ ส.ส. จังหวัดชุมพร คุณชุมพล จุลใส เขาก็บอกว่าที่จังหวัดชุมพรก็เป็นปัญหา ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีก็เป็นปัญหา ที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเขตเลือกตั้งของผมนี่ท่านประธานครับ นั่งรถไม่ได้เลยก็แล้วกันนะครับ คนที่ไปปักษ์ใต้วันนี้ไป ๒ ครั้งต้องเปลี่ยนโช้ค (Choke) รถครับ โช้คต้องเปลี่ยนทันที ไม่เปลี่ยนพังครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะบอกกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมว่า ช่วยไปดูตรงนี้หน่อยครับ จุดที่ ๒ ผมไปดูโครงการเร่งรัดให้ถนนเป็นถนน ๔ ช่องจราจร งบ ๔,๖๐๐ ล้านบาท ผมเรียกร้องการสร้างถนน ๔ ช่องจราจรในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราช หลายเส้น แต่ว่าเส้นที่สำคัญที่สุดผมฝากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไปดู ซึ่งเมื่อเช้า เจอท่านที่หน้าห้องน้ำก็ไม่ได้คุยกัน แต่วันนี้ก็ถือโอกาสคุยกันทางสภานะครับท่านประธาน เส้น ๔๐๑๙ แยก ๔๑ ท่ายาง ระยะทาง ๑๕ กิโลเมตร หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า เส้นหนองดี ตลาดท่ายาง ถนนเส้นนี้ระยะทางไม่มากครับ จราจรเยอะพอสมควร เป็นเส้นทางทางยุทธศาสตร์ ที่ไปสู่จังหวัดกระบี่ สนามบินกระบี่ เส้นทางแคบ ประชาชนได้รับอุบัติเหตุจากถนนเส้นนี้ เยอะมากครับ ชาวบ้านร้องทุกข์กับผม ผมพูดเรื่องนี้มาตั้งแต่ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั้งแรกจนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้รับการเหลียวแล มีรัฐมนตรีที่ผมตั้งกระทู้ถามไปไม่ต่ำกว่า ๒-๓ รัฐมนตรี เหลือแต่รัฐมนตรีชัชชาติยังไม่ได้ตั้งกระทู้ถามครับ แต่รัฐมนตรีคนอื่น ๆ ตั้งกระทู้ถามมาหมดก็บอกว่าจะไปดูให้ ในวันนี้เส้นทางเส้นนี้ยังไม่อยู่ในแผนเลยท่านประธาน ผมพยายามที่จะพูดเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนว่าใช้งบประมาณไม่มาก และเมื่อรัฐบาลมีโครงการเร่งรัดขยายถนน ๔ ช่องจราจรในบางส่วนใช้งบ ๔,๖๐๐ ล้านบาท ผมก็ถามว่าของผมเส้นนี้ที่เรียกร้องกันมานานมันหายไปไหนแล้วจะได้เมื่อไรครับ

ส่วนที่ ๓ ที่เข้าไปดูคืองบปรับปรุงทางหลวงผ่านชุมชนใช้งบ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ผมต้องเรียนกับท่านประธานครับว่าในเขตชุมชนหลายชุมชนที่เราต้องการที่จะทำถนน ๔ เลน ผมเคยแลกเปลี่ยนกับอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมคนก่อนท่านจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ท่านพูดกับผม ท่านบอกท่านเห็นด้วยกับผมว่าเส้นทางหลวงที่ผ่านที่ว่าการอำเภอควรจะทำ เป็นถนน ๔ ช่องจราจรในเขตชุมชนให้ได้ วันนี้ท่านประธานไปดูมีหลายอำเภอครับที่อยู่ติด ทางหลวงแต่ว่ายังไม่ได้ทำเส้นเป็นถนน ๔ ช่องจราจร บังเอิญว่าท่านจารุพงศ์ท่านก็ออกจาก กระทรวงนี้ไปก่อน ผมก็ตั้งใจว่าจะพารัฐมนตรีจารุพงศ์ไปดูหลายอำเภอโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชตั้งแต่อำเภอพิปูน อำเภอถ้ำพรรณรา อำเภอบางขัน อีกหลายอำเภอครับท่านประธาน ผมก็บอกกับท่านรัฐมนตรีว่างบการปรับปรุงทางหลวง ย่านชุมชน ๑,๐๐๐ ล้านบาท ผมถามก็คือว่าสาย ๔๑๕๑ กะปาง-ลำทับ ผ่านตลาดลำนาว อำเภอบางขัน ระยะทาง ๓ กิโลเมตร ขอรัฐมนตรีไป ๓ กิโลเมตร ไม่มากครับ จนถึงบัดนี้ ก็ยังไม่ได้อีกครับท่านประธาน ผมต้องเรียนกับท่านประธานว่าผมไม่นับไปถึงเส้นทางจราจร ในจังหวัดต่าง ๆ ที่ผมไม่สามารถที่จะดูด้วยตาได้แต่ว่าที่ผมสัมผัสโดยตรงที่เห็นอยู่ที่นั่งรถ ไปมาอยู่และเพื่อน ส.ส. ได้พูดเห็นได้ชัดว่าพี่น้องภาคใต้ได้โอกาสในการจัดสรรงบประมาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณของกระทรวงคมนาคมน้อยมากครับ หลายคนตัดพ้อต่อว่าครับ ว่าอาจจะเป็นเพราะว่าในยุครัฐบาลของคุณทักษิณท่านพูดมาโดยตลอดว่าจังหวัดไหนเลือก พรรคไทยรักไทยแล้วจะพัฒนาจังหวัดนั้นก่อน แล้วก็เป็นความจริงทำให้คนมาคิดต่อมาถึง รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ครับ เมื่อจัดงบประมาณแบบนี้ท่านประธานครับ จะให้คนภาคใต้คิดเป็น อย่างอื่นได้อย่างไรครับ ผมต้องเรียนกับท่านประธานครับว่าต้องยอมรับความจริงว่า พี่น้องชาวภาคใต้ไม่ได้เลือกพรรคไทยรักไทย ไม่ได้เลือกพรรคเพื่อไทยแม้แต่คนเดียว นี่จริงครับเป็นความเห็นทางการเมือง แต่ว่าเมื่อเป็นรัฐบาลแล้วจะต้องดูแลพัฒนาพื้นที่ ของประเทศทั้งหมดเพราะเป็นรัฐบาลของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่รัฐบาล ของคนใดคนหนึ่ง ถ้าดูอัตราการเสียภาษีท่านประธานคงทราบครับพี่น้องชาวภาคใต้ ผมการเสียภาษีให้กับรัฐผมคิดว่าไม่น้อยไปกว่าภาคอื่นครับ ที่ผ่านมา

(นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ นครศรีธรรมราช

ว่าอย่างไรครับท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครูมานิตย์ครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย จริง ๆ แล้ว ไม่อยากขึ้นมาประท้วงผู้กำลังอภิปราย

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อย่างนั้นท่านนั่งลงครับ ไม่ประท้วงก็นั่งลงครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

ผมยังพูดไม่จบครับท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านประท้วงเรื่องอะไรเชิญเลยครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

ผมกำลังจะบอกท่านประธานครับ ท่านประธานอย่าเพิ่งใจร้อนสิครับ วันนี้ท่านประธานไม่สบายอยู่ด้วย ผมก็เป็นห่วง

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญประท้วงครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

ผมประท้วงข้อ ๖๑ พูดจาเสียดสี และทำให้เสียหาย โดยความบังเอิญวันที่ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีผมเป็น ผู้แทนราษฎรอยู่ด้วย เทพไทเขามาปี ๒๕๔๘ ผมเป็นผู้แทนราษฎรปี ๒๕๔๔ แล้วเขาบอกว่า ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ เขาเรียกร้องมาตลอด และปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ใครเป็นรัฐบาลทำไมไม่ทำให้ นั่นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ พรรคเพื่อไทยวันที่ ฯพณฯ ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวท่านประท้วง

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

พรรคผมเสียหาย พรรคไทยรักไทยวันนั้น เสียหายท่านประธาน ผมประท้วงข้อ ๖๑ พูดจาเสียดสี ทำให้บุคคลอื่นเขาอาจจะเสียหาย ทำให้คนเขาเข้าใจ พี่น้องชาวใต้เข้าใจได้ว่าคนที่เป็นรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในวันนี้ไม่ให้ ความสำคัญกับคนใต้มันเป็นข้อเท็จ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

พอนะครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

ท่านประธานฟังให้จบก่อนผมกำลัง ประท้วงท่านประธาน ข้อ ๘ ประธานต้องดูแล ต้องควบคุม ประธานก็เป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรอยู่ในวันนั้นก็ดูว่าข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างไร ก็บอกอันไหนที่มันจริง อันไหน ที่มันเท็จ ชาวบ้านเขากำลังดู เขากำลังฟังมันเสียหายครับ มันเสียหายกันทั้งสภา เขาจะมองว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทำไมมันโกหกกันทั้งสภา นี่กำลังพิจารณางบประมาณให้เขา ท่านประธาน แล้วจากวันนั้นมาถึงวันนี้มีทั้งรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็เป็นนายกรัฐมนตรี

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ครับ เดี๋ยวผมจะวินิจฉัยนะครับ ผู้อภิปรายนี่เขากำลังพูดถึงเรื่องงบประมาณปี ๒๕๕๗ เรื่องที่จัดสรรลงหลายจังหวัดในการบูรณะซ่อมแซมอยู่ท่านก็ลำดับแล้วก็ยกตัวอย่างนะครับ เอาอย่างนี้ครับ เพื่อที่จะให้การอภิปรายเป็นไปด้วยความเรียบร้อยก็ขอความกรุณาเอาเฉพาะ ในปีนี้ เชิญต่อครับท่านเทพไทครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ นครศรีธรรมราช

ขอบคุณท่านประธานครับ คือที่ผมอ้างอิงคำพูดของคุณทักษิณ นี่คือคุณทักษิณพูดจริงครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คือไม่ต้องก็ได้ครับ เอาเฉพาะปี ๒๕๕๗ เรานะครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ นครศรีธรรมราช

คือมันไม่ได้เสียหายอะไร เขาพูดความจริง

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวฝั่งโน้นเขาลุกขึ้นมา พวกเรามีภารกิจอยู่นะครับ ผมขอความร่วมมือเพราะว่าหลายท่าน จะต้องไปปฏิบัติหน้าที่อยู่ข้างนอก เชิญครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ นครศรีธรรมราช

ก็ไม่เป็นไรครับท่านประธาน คือในสภานี้ถ้าพูดความจริงไม่ได้ผมจะไปพูดที่ไหน จะไปพูดในรายการสายล่อฟ้าหรือครับ ท่านประธาน คือผมว่าต้องพูดที่นี่เพราะคุณทักษิณพูดความจริงและผมอ้างอิงเลยว่า คุณทักษิณพูดที่จังหวัดนครสวรรค์ ที่อำเภอบรรพตพิสัยเมื่อวันที่เท่าไรนี้ก็มีครับ แล้วผม ก็ยกตัวอย่างมาหลายครั้งแล้ว เพียงแต่ทำให้ผม

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาเฉพาะงบประมาณเราแล้วกัน เชิญครับ ผมขอความร่วมมือเถอะครับ เพราะว่าเรามีเวลา จำกัดอยู่ เชิญต่อครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ นครศรีธรรมราช

เพราะฉะนั้นเพียงแต่ผมเทียบเคียง ให้เห็นนะครับท่านประธานว่าทัศนคติตั้งแต่พี่ชายมันก็ออสโมซิส (Osmosis) มายังน้องสาว แล้วมันจะทำให้แนวความคิดแบบนี้ท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาอย่างนี้นะครับท่านเทพไท เอาเฉพาะงบประมาณเราแล้วกันอย่างไปกล่าวหาการซึมซับกัน อีกฝั่งหนึ่งท่านเห็นไหมครับ ยืนขึ้นประท้วงเลยเห็นไหมครับ ก็ถอนไปก่อนนะครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ นครศรีธรรมราช

ก็งบประมาณนะครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถอนไป ก่อนนะครับ ผมว่าจะได้ดำเนินการได้นะครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ นครศรีธรรมราช

ก็ไม่เป็นไร ก็ผมพูดเรื่องจริง ท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้มันไปเสียดสีเขานะครับ ช่วยถอนคำพูดแล้วกันที่ว่าท่านบอกซึมซับเอาออกไปเถอะ มันเป็นการเสียดสีเขาแล้วเราจะได้ดำเนินการต่อไป ขอความร่วมมือ แต่พวกเราก็ดำเนินการ มาได้ดีแล้วตั้งแต่เช้า เชิญท่านเทพไทครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ นครศรีธรรมราช

คือผมไม่ได้พูดซึมซับนะครับ ท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

นั่นละท่านพูดเป็นภาษาอังกฤษนะครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ นครศรีธรรมราช

ท่านประธานก็ให้จ่าประสิทธิ์แปลดูสิ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อย่าต่อความยาวกันเลยนะครับ เพราะพวกเราถ่ายทอดกัน แล้วก็พวกเราได้ประชุม ปรึกษาหารือกันแล้วว่าการอภิปรายครั้งนี้ประชาชนดูเราจะอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ ทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับ ถอนแล้วท่านก็จะได้พูดต่อท่านเหลืออยู่ ๒ นาที เชิญครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ นครศรีธรรมราช

ก็ต้องเรียนกับท่านประธาน ว่ามันทำให้คนภาคใต้นี่มีความรู้สึกอย่างนี้จริง ๆ นะครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านถอนนะครับ แล้วท่านจะได้พูดต่อไปนะครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ นครศรีธรรมราช

ถอน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ส่วนรู้สึกก็ไม่เป็นไร เชิญต่อครับ ท่านถอนแล้วนะครับ เชิญท่านนั่งลงครับ ท่านถอน ไปแล้วนะครับ เชิญท่านครับ

นายเทพไท เสนพงศ์ นครศรีธรรมราช

ก็ต้องเรียนกับท่านประธานว่า ความรู้สึกแบบนี้มันมีว่าทำไมรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์กู้เงินมาตั้ง ๒-๓ ครั้งเป็นล้านล้านบาท คนภาคใต้เสียภาษีเยอะที่สุด แต่ว่าสิ่งที่ได้รับไปนี่ก็เห็นอยู่ และถนนวันนี้ท่านประธานไปดู ได้เลยนะครับ ภาคใต้เป็นถนนที่เสียโอกาสมากที่สุด ถามว่าทำไมเราเป็นรัฐบาลแล้วไม่ทำ ภาคใต้ผมต้องเรียนนะครับ พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลนี่เวลาแก้ปัญหา เวลาพัฒนา เราพัฒนาให้ทั้งประเทศ เราไม่ได้เลือกว่าคนภาคใต้เลือกพรรคประชาธิปัตย์แล้วจะพัฒนา พรรคประชาธิปัตย์ก่อน พรรคประชาธิปัตย์ได้มีโอกาสเป็นรัฐบาล อะไรที่ทำได้สำหรับ คนทั่วประเทศเราทำให้ครับไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง เพราะฉะนั้นถามว่าทำไมภาคใต้ เสียโอกาสในการพัฒนาวันที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ไม่ได้เสียโอกาสเราทำครับ ทำพร้อม ๆ กัน และต้องเรียนกับท่านประธานว่าถนน ๔ เลนที่เกิดขึ้นนี่ก็เกิดขึ้นในยุคที่ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์นี่เป็นรัฐบาล เพราะฉะนั้นต้องเรียนกับท่านประธานว่าสิ่งที่รัฐบาล ชุดนี้ได้ทำกับพี่น้องชาวภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดสรรงบประมาณ นี่เป็น ๑ ใน ๑๐๐ กรณีที่เกิดขึ้นกับภาคใต้ ไม่คำนึงถึงเรื่องผลผลิตการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องยางพารานะครับ เอาเรื่อง สาธารณูปโภคพื้นฐานเลย และเอาเรื่องเดียวด้วยซ้ำไปคือกรมทางหลวง อันนี้ไม่นับ ถึงกรมทางหลวงชนบทที่ทำถนนเทิดพระเกียรติที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นถนน เทิดพระเกียรติ ๖๐ พรรษาของในหลวง ตอนนี้จะฉลองเทิดพระเกียรติ ๘๔ พรรษาแล้ว ถนนยังไม่เสร็จครับ ท่านประธานลองคิดดูก็แล้วกันว่ารัฐบาลปล่อยปละละเลย และวันนี้ไม่มี งบประมาณในเรื่องนี้เลย ผมจำเป็นต้องมาทวงความเป็นธรรมให้กับพี่น้องชาวภาคใต้ครับ ถ้ารัฐบาลชุดนี้จัดงบประมาณแบบนี้ เลือกปฏิบัติแบบนี้ ในฐานะที่ผมเป็นตัวแทนของ คนภาคใต้ทั้งภาคผมยอมไม่ได้ครับท่านประธาน และผมขอบอกท่านประธานว่า ผมไม่สามารถรับหลักการร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป ท่าน ร้อยตำรวจเอก ดอกเตอร์นิติภูมิ นวรัตน์ ๑๕ นาทีนะครับ ท่านจะชี้แจงก่อน ถ้าท่าน ชี้แจงมีเวลา ๑๕ นาที เชิญท่านรัฐมนตรีก่อนครับ คือไม่มีใครผิดข้อบังคับหรอก นั่งลงครับ ท่านรัฐมนตรีจะชี้แจง ไม่อนุญาตหรอกครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขออนุญาตชี้แจงสั้น ๆ ก็ต้องเรียนยืนยันครับ รัฐบาลดูแล ประชาชนทุกคนเท่าเทียมกันทุกภูมิภาค ก็ขอยืนยันเป็นหลักการครับ กรณีที่ท่านสมาชิก กังวลเรื่องถนนสาย ๔๑ ที่มีปัญหา ก็ต้องกราบเรียนว่าอันนี้เป็นปัญหาที่เราทราบครับ ถนน ๔ เลนรุ่นแรกจะมีทุกภาค ภาคใต้ สายเหนือขึ้นไป ถนนพหลโยธิน ถนนมิตรภาพ ขึ้นไปด้านบน สภาพเสื่อมโทรมทั้งหมด ระยะทาง ๒,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร ซึ่งอันนี้เราบรรจุ อยู่ในร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โครงสร้างพื้นฐานของภาคใต้ถนนหมายเลข ๔ จังหวัดระนอง จังหวัดชุมพร จังหวัดพัทลุง จังหวัดพังงา จังหวัดสงขลา ๒๐ โครงการ ๑,๖๐๒ ล้านบาท ถนน ๔๑ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดนครศรีธรรมราช หาดใหญ่ ๒๑ โครงการ ๒,๘๘๒ ล้านบาท ก็จะทำให้ทั้งหมด ทำอย่างดีทั้งเส้น ลงทั้งเส้น อยู่ในร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ขอกราบเรียนว่าอันนี้ผมเห็นผมไปจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ทั้งเส้นที่เราวิ่ง วิ่งเสร็จนอตหลวมทั้งตัวเพราะว่าถนนสภาพแย่มาก แต่อันนี้อย่างที่เรียนว่างบประมาณรายปี ถ้าเรารอมันทำได้ทีละนิด ๆ ก็อยู่ในร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ไม่มีเลือกภาค ลงทุกอันเหมือนกันหมด ก็ต้องกราบเรียนครับ ส่วนประเด็นรายย่อยเส้นอื่นผมจะรับไปติดตามให้ ขอบพระคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่าน ร้อยตำรวจเอก ดอกเตอร์นิติภูมิ นวรัตน์ ๑๕ นาที ขอ ๑๕ นาทีจริง ๆ นะครับ เชิญครับ เดี๋ยวนะครับ ท่านมีอะไรไหมครับ ท่านตอบไปแล้ว

นายเทพไท เสนพงศ์ นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เทพไท เสนพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อท่านรัฐมนตรีได้ตอบ คำถามผม ก็เพียงแต่ว่าเมื่ออยู่ในงบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องถามกับท่านรัฐมนตรี เพื่อให้เป็นสัญญาประชาคมว่าโครงการนี้มัน ๗ ปี งบประมาณฉบับนี้มัน ๗ ปีต้องใช้ เพราะฉะนั้นจะทำให้เมื่อไรครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อันนั้น เป็นเรื่องของงานบริหารแล้วกันนะครับ ท่านก็ตอบไปแล้ว

นายเทพไท เสนพงศ์ นครศรีธรรมราช

พอดีผมเห็นท่านรัฐมนตรีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าให้ประชาชนเขาได้สบายใจ พี่น้องชาวภาคใต้ได้สบายใจว่างบเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านรัฐมนตรีจะทำให้เมื่อไร ถ้าหากว่าทำปีที่ ๗ ให้ผมนั่งจนนอตหลวม

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ เอาให้สบายใจ เชิญครับ กรุณารักษามารยาทด้วยนะครับ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

ผม ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทอยู่ใน ขั้นตอนพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ตามหลักการแล้วโครงการถนนจะทำได้เร็วกว่า เพราะว่า ส่วนใหญ่แผนเสร็จค่อนข้างสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าโครงการถนน ๔ เลน คิดว่า ภายใน ๓-๔ ปีสิ่งที่อยู่ในร่าง พ.ร.บ. เงินกู้น่าจะทำได้ แต่ทั้งหมดก็อยู่ภายในกรอบ ๗ ปีครับ กราบขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านนิติภูมิ นวรัตน์ ๑๕ นาที เชิญอภิปราย อย่าห่วงคุยกันครับ เชิญครับ

ร้อยตำรวจเอก นิติภูมิ นวรัตน์ บัญชีรายชื่อ 🔗

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม นิติภูมิ นวรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ๓ คนนี้ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากจังหวัดจันทบุรี มีผม มีดอกเตอร์ประวัฒน์ อุตโมท แล้วก็มีท่านชินวัฒน์ หาบุญพาด เราก็มาชุมนุมสุมศีรษะแล้วก็นั่งอ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๕๗ แล้วเราก็มีความเห็นพ้องต้องกันว่าเราจะรับหลักการ เราจะสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๕๗ แล้วเรา ก็นั่งอ่านโดยละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ทั้งหมด ๘ ยุทธศาสตร์ ที่เราสนใจมากในฐานะที่เรา ๓ คนนั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากจังหวัดชายแดน ที่มีพรมแดนประชิดติดกับประเทศกัมพูชานี้ เราก็สนใจในยุทธศาสตร์เร่งรัดการพัฒนาประเทศ แล้วก็เตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนซึ่งมีทั้งหมดอยู่ ๙ แผนงาน แต่ว่าในแผนงานหนึ่ง ที่กระทบต่อวิถีชีวิต กระทบต่อการกระดิกพลิกตัวของพวกเราทั้ง ๓ คน แล้วก็ต่อพี่น้องประชาชน คนจังหวัดจันทบุรีแล้วก็คนในภาคตะวันออกก็คือแผนงานที่ ๑.๑ แผนงานรองรับการเข้าสู่ ประชาคมอาเซียน คือผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าตั้งแต่พุทธศักราช ๑๗๖๒ ที่เราก่อร่างสร้างกรุงสุโขทัยจนถึงเวลาที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างสมบูรณ์ นั่นเป็น ระยะเวลา ๗๙๖ ปีนั้นเราไม่เคยเปิดเสรีมาก่อนเลย แต่ว่าหลังจากวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ เราจะเปิดเสรีมากมายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเสรีด้านการค้าสินค้า เป็นการเปิดเสรี ด้านการค้าบริการ เป็นการเปิดเสรีด้านการลงทุน ด้านการเคลื่อนย้ายเงินทุน ด้านการเคลื่อนย้าย แรงงานที่มีฝีมือ ด้านสาขาเร่งรัด ๑๒ สาขา ในด้านอาหาร เกษตร แล้วก็ป่าไม้ อันนั้นหมายความว่า เป็นการเปิดเสรีอย่างมากจริง ๆ แล้วเราก็ต้องเตรียมบุคลากร เตรียมการกระดิกพลิกตัว ทุกด้านนั้นต้องใช้งบประมาณ เรามาดูนะครับว่าในงบประมาณ ๘,๐๓๙.๗ ล้านบาทนี่นะครับ จะว่าไปแล้วมันน้อยไปเสียด้วยซ้ำ แต่ว่าอย่างไรก็ตามเราก็เห็นพ้องต้องกันว่าคราวนี้ เอาละเราจะใช้กุ้งฝอยตกปลากะพง ซึ่งผมอยากจะเรียนว่าในการพัฒนาบุคลากร การสร้าง ทรัพยากรของประเทศไทยเพื่อให้เข้าไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนอย่างสมบูรณ์นั้น มันไม่ใช่ว่าจะเดินเข้าไปอย่างเฉย ๆ มันต้องใช้งบประมาณเข้าไปสนับสนุน คือผมอยากจะ เรียนให้เห็นภาพอย่างนี้นะครับว่า วันนี้ถ้ามีนางพยาบาลคนหนึ่งจบจากวิทยาลัยพยาบาล จังหวัดจันทบุรีแล้วต้องการจะทำงานในโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในประเทศไทย การแข่งขันวันนี้ ก็แข่งขันกับคนแค่ ๖๕ ล้านคนเท่านั้นเอง มาจากจังหวัดเชียงราย มาจากจังหวัดพัทลุง มาจากจังหวัดอุดรธานี แต่ว่าหลังจากวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ไปแล้วการแข่งขัน มันไม่ใช่แข่งขันธรรมดา แต่มันจะกลายเป็นอภิพญามหายอดแข่งขัน ผู้คนจะมากมายถึง ๖๐๐ ล้านคน ๖๐๐ ล้านคนนี้มาจากไหนครับ มาจากประเทศบรูไน ๔๐๐,๐๐๐ คน มาจากประเทศสิงคโปร์ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน มาจาก สปป. ลาว ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน มาจากประเทศกัมพูชา ๑๕ ล้านคน มาจากประเทศมาเลเซีย ๒๘ ล้านคน มาจากประเทศฟิลิปปินส์ ๙๐ ล้านคน มาจาก ประเทศเวียดนาม ๘๘ ล้านคน แล้วก็มาจากประเทศอินโดนีเซียอีก ๒๕๐ ล้านคน เมื่อหลับตาจินตนาการรวมตัวเลขพวกนี้แล้วก็ ๖๐๐ กว่าล้านคนเสียด้วยซ้ำ การแข่งขัน มันเพิ่มขึ้นมาก แต่ถ้าเรายังจะปล่อยให้บุคลากรของเรา ปล่อยให้ทรัพยากรมนุษย์ของเราอยู่ แบบเดิม ๆ ไม่เพิ่มเติมงบประมาณลงไป แล้วผมอยากจะถามว่าเราจะไปแข่งขันกับเขา ได้อย่างไรครับ มันไม่ใช่เรื่องการแข่งขันอย่างเดียว แต่มันเป็นถึงเรื่องความร่วมมือกันด้วยนะครับ คนที่จะร่วมมือกันก็ต้องมีความรู้ซึ่งกันและกัน แล้วบั้นปลายท้ายต่อไปท่านประธานก็คงจะ เคยได้ยินนะครับว่าอาเซียน+3 คำว่า อาเซียน+3 นั่นหมายความว่ามีประเทศเกาหลี มีประเทศญี่ปุ่น มีประเทศจีน เข้ามาบวก ประเทศเกาหลีวันนี้ประชาชาการซัดไปเท่าไรแล้วครับ ๔๙.๙ ล้านคน ประเทศญี่ปุ่นวันนี้ ๑๒๖ ล้านคน ประเทศจีน ๑,๓๐๐ กว่าล้านคน ถ้าลอง หลับตาจินตนาการ ถ้าเรารวมตัวเลขพวกนี้มันซัดเข้าไป ๒,๐๖๘ ล้านคน บั้นปลายท้ายต่อไป ท่านประธานก็คงจะเคยได้ยินครับ ท่านคงจะเคยได้ยินรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้พูดถึงว่าอาเชียน+๖ นั่นหมายความว่าก็จะมีประเทศออสเตรเลีย มีประเทศนิวซีแลนด์ มีประเทศอินเดียเข้ามา ประเทศออสเตรเลียกับประเทศนิวซีแลนด์มันไม่กระไรนักหรอกครับเพราะประชากรไม่มาก แต่ประเทศอินเดียนั้นประชากร ๑,๑๐๐ กว่าล้านคน รวมตัวเลขเข้าไปแล้วนี่นะครับ ก็ตก ๓,๒๐๐ กว่าล้านคน นั่นครึ่งหนึ่งของประชากรของโลก นั่นมันหมายความว่าครึ่งหนึ่ง ของจีดีพีของโลกนี้ทีเดียวนะครับ ดังนั้นการเตรียมตัว เตรียมบุคลากรของเรา เตรียมเยาวชน คนไทยของเราทุกตรอก ซอก มุมของประเทศจำเป็นต้องใช้งบประมาณ คือผมอยากจะเรียน นะครับว่านอกจากจะในเรื่องของการเตรียมผู้คนแล้วก็ยังต้องเตรียมให้คำปรึกษานักลงทุน ซึ่งอันนี้ในงบประมาณโดยสังเขปของทางรัฐบาลที่จัดมาก็บอกโดยละเอียดว่าจะต้องเตรียม ให้คำปรึกษานักลงทุน ทุกวันนี้นโยบายของรัฐบาลเท่าที่ผมได้ติดตาม เรามีนโยบายไม่เอาไข่ ไปใส่ตะกร้าใบเดียวเหมือนกับรัฐบาลอื่น ๆ อันนั้นหมายความว่านอกจากเราจะให้ประชาชน คนไทยได้ลงทุนอยู่ทุกตรอก ซอก มุมในประเทศไทย นอกจากจะเชื้อเชิญผู้คนจากต่างประเทศ มาลงทุนในประเทศไทย เรายังส่งเสริมให้นักลงทุนไทย ให้ผู้ประกอบการชาวไทยได้ไปลงทุน ในประเทศรอบ ๆ หรือในประเทศในกลุ่มอาเซียนของเรา ไม่ว่าจะเป็นอาเซียนเก่า ไม่ว่าจะเป็น อาเซียนใหม่ แต่ว่าการลงทุนทั้งหมดทั้งปวงเราก็มีความจำเป็นที่จะต้องรู้เรื่องของ เพื่อนบ้าน ในรัฐบาลที่ผ่านมาหลาย ๆ รัฐบาลนี่นะครับ เวลาเมื่อได้รับสตางค์เพื่อจะเตรียม บุคลากรเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างสมบูรณ์ก็มักจะเอาสตางค์ไปทำอะไรครับ เอาไปแค่ ซื้อถุงอาเซียน เอาไปแค่ซื้อชุดอาเซียนแล้วก็รำกันอยู่นั่นละครับ แล้วก็ปักกันเต็มล้อมรอบ โรงเรียน ปักกันตามสถานที่ต่าง ๆ นานา เมื่อท่านได้ดูในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ผมนั่งดูนี่นะครับ แล้วก็มีความภูมิใจ แล้วไม่ได้ดู คนเดียว ทั้งดอกเตอร์ประวัฒน์ อุตโมท ทั้งท่านชินวัฒน์ หาบุญพาด เรา ๓ คนชุมนุม สุมศีรษะดูกันเราก็พบว่าครบหมดเลยครับ เกือบจะทุกกระทรวง ทบวง กรม เกือบจะ ทุกหน่วยงาน แล้วเกือบจะทุกมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะไกลใกล้อย่างไรได้รับงบประมาณ หมดนะครับ นั่นหมายความว่าเราทั้งหมดทั้งปวง ทั้ง ๖๕ ล้านคน เรามีความพร้อม ในการที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างสมบูรณ์ อย่างหนึ่งที่ผมกังวลใจ มีความพอใจนะครับ คือแต่เดิมมีความกังวลใจ แต่มาคราวนี้ก็มีความพอใจที่รัฐบาลได้สนใจเกี่ยวกับเอ็มอาร์เอ (MRA) คือในการพัฒนาบุคลากรเพื่อไปสู่เอ็มอาร์เอ เอ็มอาร์เอหมายความว่าเป็นข้อตกลง มาตรฐานวิชาชีพร่วมกัน การเคลื่อนย้ายบุคลากรใน ๘ สาขาวิชาชีพในกลุ่มประชาคมอาเซียน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้โดยเสรีอย่างแท้จริงครับ แต่มันก็จะบรรเทาเบาบางลง ไม่ว่าจะเป็นสาขา ด้านการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านทันตแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านพยาบาล ไม่ว่าจะเป็น นักบัญชี เป็นช่างสำรวจ เป็นสถาปนิก เป็นวิศวกร หรือว่าเป็นพวกแบบนี้นะครับ เราทั้งหมด ๘ สาขาวิชาชีพ มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มเติม คือมีความจำเป็นที่จะต้องเอางบเข้าไปใส่ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อันตรายที่สุดก็เป็นเรื่องสาขาการท่องเที่ยว เมื่อเราดูในงบประมาณ โดยสังเขป ทางรัฐบาลบอกไว้ชัดเจนว่าจะเอางบประมาณส่วนหนึ่งของ ๘,๐๓๙ ล้านบาท ไปใส่เพื่อที่จะพัฒนาบุคลากรทางด้านการท่องเที่ยว คือถ้าเป็นทางด้านสาขาอื่นมันยังพอมี สิ่งกรอง ยกตัวอย่างเช่นถ้าเป็นสาขาทางการแพทย์ ถ้าเป็นสาขาทางพยาบาล เป็นสาขา ทางทันตแพทย์ก็ยังมีใบประกอบโรคศิลปะ ถ้าเป็นพวกสถาปนิก ถ้าเป็นพวกวิศวกร เป็นพวกช่างสำรวจมันก็ยังมีใบประกอบวิชาชีพ แต่อย่างหนึ่งที่ต้องทุ่มอย่างมากที่สุดเลย ก็คือทางด้านการท่องเที่ยว นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้ประกาศ มาแล้วนะครับว่าในปี ๒๕๕๘ รายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศไทยจะมีมากถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะมีมากหรือไม่มากอย่างไร ผมเชื่อในความพยายามของทางรัฐบาล แต่เงินที่เข้ามาในประเทศของเราจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันจะตกไปสู่ผู้คนของเราได้ครบถ้วนทุกอย่างได้อย่างไร ถ้าเกิดว่าเราถูกแย่งงานจากเพื่อนบ้านประเทศอื่น ๆ การถูกแย่งงานนี่นะครับเราสามารถ จะป้องกันได้ด้วยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของเรา แล้วเราจะเห็นว่าสาขาการท่องเที่ยว นอกจากจะไม่มีสิ่งกรองแล้ว เรายังมีข้อด้อยอยู่อย่างหนึ่งก็คือเรื่องของภาษาอังกฤษ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นจะต้องทุ่มงบลงไปนอกจากจะพัฒนาภาษาอังกฤษและยังพัฒนาองค์ความรู้ เกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านต่าง ๆ นี้ด้วยนะครับ ดังนั้นก็เห็นด้วยที่รัฐบาลนั้นจะเอางบไปใส่ ในตรงนี้ ผมอยากจะเรียนว่าด้านการท่องเที่ยวนั้นมันจะแบ่งอาชีพออกเป็น ๒ ด้านที่ว่า โดยเสรีนี่นะครับ ด้านหนึ่งเป็นด้านสาขาที่พัก นั่นหมายความว่าเป็นด้านโรงแรม แล้วอีกด้านหนึ่ง เป็นด้านการท่องเที่ยว ด้านสาขาที่พักนี่นะครับท่านประธาน ไม่น่าเชื่อว่าแม้แต่ตำแหน่งบริกร นี่ก็ยังเสรี ถ้าเป็นตำแหน่งแพทย์นั่นหมายความว่ายังมีที่กรองก็ยังต้องมีใบประกอบโรคศิลปะ แต่ตำแหน่งบริกรนี่ไม่มีอะไรกรองเลยนะครับ พวกรีเซฟชัน (Reception) ต่าง ๆ นี่ไม่มีอะไร กรองทั้งหมด ทั้งสิ้นทั้งปวงเมื่อวันนั้นมันมาถึงผมอยากจะเรียนว่าเรามีทั้งข้อได้เปรียบและมี ทั้งข้อเสียเปรียบ เมื่อเราทราบอย่างนี้แล้วก็มีความจำเป็นต้องเอางบประมาณหย่อนลงไปละครับ ในประเทศไทยของเรานี่นะครับเรายังมีความรู้เรื่องเพื่อนบ้านน้อยมากจริง ๆ งบประมาณ ๘,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่จะใส่ลงไปนี่นะครับ ผมก็อยากจะแนะนำรัฐบาลไว้ตั้งแต่ตอนนี้เลยว่า น่าจะใส่ลงไปให้มีองค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของเพื่อนบ้าน ในห้วงช่วงประมาณ ๑๐ ปีที่ผ่านมา มีแรงงานจากเพื่อนบ้านของเราในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศเมียนมาร์ ไม่ว่าจะเป็น ประเทศกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็น สปป. ลาว เดินทางเข้ามาทำงานอยู่ในประเทศไทย คนพวกนี้ ทำงานในบ้านเรือนผู้คน ทำงานในโรงงาน ทำงานในบริษัท เป็นคนรับจ้างทำงานตามบ้าน มาอยู่บ้านเรา ๒ ปี ๓ ปีแล้วก็กลับไป มาอยู่บ้านเรา ๔-๕ ปีแล้วกลับไป กลับไปแล้วก็กลับมา นี่นะครับ ผมอยากจะเรียนว่าคนพม่า คนลาว คนกัมพูชาพวกนี้ เมื่อเขามาอยู่บ้านเราเขาก็ เรียนรู้ภาษาไทย เขารู้จักวิธีคิดแบบคนไทย รู้ว่าจะเดินทางจากจังหวัดสมุทรสาคร เดินทางจาก จังหวัดสมุทรสงครามมายังกรุงเทพฯ ได้อย่างไร รู้ว่าจะมาจากแม่สอด จะมากรุงเทพฯ ไปเที่ยวสวนจตุจักรไปได้อย่างไร คนพวกนี้กลับไปอยู่ในบ้านเรือนของพวกเขา ตามเมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ เกิดขึ้นมาประตูอาเซียนก็เปิดขึ้น เมื่อประตูอาเซียน เกิดขึ้นท่านประธานลองหลับตาจินตนาการนึกดูว่าคนพวกนี้สามารถจะรู้เขา รู้เรา แล้วเราจะ แข่งขันกับเขาได้อย่างไรครับ แต่ในขณะเดียวกันคนของเรายังรู้เรื่องของพม่าน้อยมากนะครับ ผมเป็นคนเกิดจังหวัดตราดและมาอยู่จังหวัดจันทบุรี ถ้าวันนั้นวิญญาณผมลอยไปตกในนครย่างกุ้ง ผมไม่ได้ชื่อนิติภูมิ นวรัตน์ หรือไม่ได้ชื่อเดิมว่าบุญช่วย อยู่พร้อม อะไรล่ะครับ ผมจะต้องชื่อ วัน เดือน ปีเกิด เอาเรื่องนี้มาพูดเพราะอยากจะชี้ อยากจะเรียนรับใช้ท่านประธานว่า มีองค์ความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ หรือใหญ่โตมากมายหลายอย่างที่คนไทยไม่ทราบ แล้วพอไม่ทราบ มันก็จะเกิดผลลบหลังจากเปิดประตูอาเซียนอย่างสมบูรณ์แล้วนี่นะครับ ถ้าวิญญาณผม ไปตกในนครย่างกุ้งผมต้องมีชื่อและนามสกุลตามวัน เดือน ปีเกิด ผมเกิดวันอาทิตย์ผมก็ชื่อออง ใครก็ตามเกิดวันอาทิตย์ในประเทศพม่าจะต้องชื่ออองหมด ยกตัวอย่างเช่น นายพล ออง ซาน ท่านเกิดวันอาทิตย์ ผมเกิดเดือนมิถุนายนผมก็ต้องใช้ว่าเมี๊ยด ผมเกิดตอนบ่ายผมก็ต้องใช้ตู ดังนั้นคนพม่าจึงไม่มีนามสกุลใช้ วันนี้ก็เกิดปัญหาขึ้น ผมไปที่อำเภอแม่สอดปรากฏว่านักธุรกิจคนไทย มาพูดจากับผมว่าพอไปทำมาค้าขายกับทางพม่าแล้วก็ไปลงทุนกัน แล้วพอมีเรื่องมีราว โกงกันขึ้นมาพอขึ้นศาลไม่เคยหาจำเลยได้เลย เพราะคนที่ชื่อออง เมี๊ยด ตู นั้นมันมีเป็นล้าน ๆ คน คนเกิดวันอาทิตย์มีเป็นล้านคน คนเกิดเดือนมิถุนายนก็มีเป็นล้านคน ดังนั้นองค์ความรู้ง่าย ๆ อย่างนี้นะครับ แล้วไม่ใช่ว่าอยู่ไกล ถ้าอยู่จังหวัดศรีสะเกษไม่รู้เรื่องพม่าก็อีกเรื่องหนึ่ง ถ้าอยู่จังหวัดจันทบุรีไม่รู้เรื่องพม่านี่ก็อีกเรื่องหนึ่ง นั่นอยู่ที่อำเภอแม่สอดมีพรมแดนประชิดติดกัน กับประเทศพม่าแท้ ๆ ยังไม่รู้เลยว่าคนพม่าไม่มีนามสกุลใช้ เกิดเรื่องราวขึ้นโรงขึ้นศาลขึ้นมา หาตัวจำเลยไม่เคยเจอเลยครับ เพราะคนชื่อนี้ นามสกุลนี้มันมีบานเบอะเยอะแยะเป็นล้าน ๆ คน นี่เป็นหนึ่งในบรรดามากมายหลายพัน นับหมื่น เป็นแสนตัวอย่างที่เราไม่เคยรู้เรื่องของ เพื่อนบ้านเลย ดังนั้นผมจึงอยากจะเรียนว่างบประมาณของทางรัฐบาลที่ได้ใส่มา ๘,๐๓๙ ล้านบาทเพื่อที่จะ รองรับแผนงานการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างสมบูรณ์นั้นสมควรแล้วครับ ไม่ว่าจะใช้ ในด้านพัฒนาศักยภาพบุคลากร ผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าจะใช้ในการให้คำปรึกษานักลงทุน ให้ทำบริการโลจิตติกส์ สร้างความร่วมมือด้านการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยว ยกระดับคุณภาพการศึกษา ยกระดับแรงงานและพัฒนาทักษะ กฎหมาย ระเบียบ สร้างความรู้ความเข้าใจในด้านสังคม ด้านศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ตลอดจน ความร่วมมือในด้านความมั่นคงและภัยคุกคามระหว่างประเทศอาเซียน และที่สำคัญที่สุด ขอเวลานิดเถอะครับ ก็คือเรื่องการเป็นศูนย์กลางการผลิต วิจัย พัฒนา เทคโนโลยีเกี่ยวกับ เมล็ดพันธุ์พืชเพื่อใช้ในประเทศและส่งออก ท่านประธานครับ มีบางประเทศเล็ก ๆ นะครับ ที่มีเนื้อที่แค่ประมาณ ๗๐๐ ตารางกิโลเมตรเท่านั้น วันนี้ได้เพิ่มยุทธศาสตร์ เพิ่มอย่างไรครับ แต่เดิมสนใจด้านการโทรคมนาคม แต่เดิมสนใจด้านการเงิน การธนาคาร วันนี้นายกรัฐมนตรี ของประเทศนั้นมาพูดจาปราศรัยแล้วว่าจะให้ประเทศตัวเองนั้นเป็นศูนย์กลางทางด้าน พลังงาน และเป็นศูนย์กลางทางด้านเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร เป็นเกาะเล็ก ๆ อยู่เลยประเทศมาเลเซียไปนิดเดียว ท่านประธานอาจจะบอกว่าท่านก็ไปประเทศนี้มา มากมายหลายครั้ง ท่านอาจจะหัวเราะจนฟันกระเด็นออกมานอกปากว่าประเทศเล็ก ๆ มีพื้นที่แค่ ๗๐๐-๘๐๐ ตารางกิโลเมตร จะเป็นศูนย์กลางการเกษตรและอุตสาหกรรม การเกษตรได้อย่างไร วันนี้ในประเทศนี้มีพื้นที่แค่ ๗๐๐-๘๐๐ ตารางกิโลเมตร แต่หลังจาก ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ประเทศนี้จะมีพื้นที่ ๔,๕๐๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร มันเพิ่ม มาจากไหนครับ เพิ่มมาจากการเป็นประชาคมอาเซียนอย่างเสรี อย่ามองเฉย ๆ อย่ามอง แบบไม่ใส่งบประมาณลงไป วันนี้รัฐบาลเร่งรัดทำ ๒-๓ อย่างรัฐบาลนี้น่าเห็นใจมาก อย่างแรกคนเขาทำเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนบ้านไว้ ทะเลาะกับประเทศพม่า ทะเลาะ กับ สปป. ลาว ทะเลาะกับประเทศกัมพูชา รัฐบาลนี้เข้ามา มาส่งเสริมความสัมพันธ์จนเป็น ปกติ จนดีกว่าปกติ และเรากำลังจะทำให้มากกว่าปกติ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านนิติภูมิครับ ไม่พักหายใจก่อนหรือครับ ถ้าอีก ๑๕ นาทีผมจะไปก่อนท่านนะครับ ท่านสมาชิกครับ ทางสภาขอเชิญร่วมพิธีวางพวงมาลาและรับเสด็จเนื่องในวันที่ระลึกถึงพระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จไปทรงปฏิบัติ พระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ในการถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระบรมราชานุสาวรีย์ หน้าอาคารรัฐสภา ในวันที่ ๓๐ เวลา ๑๗.๓๐ นาฬิกา สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรขอเรียนเชิญ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านไปร่วมพิธีวางพวงมาลาในนามสภาผู้แทนราษฎร ถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระบรมราชานุสาวรีย์ หน้าอาคารรัฐสภา เวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกานี้ และเฝ้ารับเสด็จด้วย ผมจึงขอความกรุณาจะพักการประชุมนะครับ จะเปิดการประชุมอีกครั้งหนึ่งเวลา ๑๗.๔๕ นาฬิกา ผมขอพักการประชุมครับ

พักประชุมเวลา ๑๖.๕๑ นาฬิกา

เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๘.๐๓ นาฬิกา

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านโสภา กาญจนะ ครับ

นางโสภา กาญจนะ สุราษฎร์ธานี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน โสภา กาญจนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันอ่านดูพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ ซึ่งรัฐบาลได้ตั้งงบประมาณไว้ ๒,๕๒๕ ล้านบาทถ้วน แต่เมื่อมองงบลงทุนจัดไว้เพียง ๑๗.๕ เปอร์เซ็นต์ โดยประมาณคือ ๔๔๑,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะกู้เงินมาเพิ่ม ๒.๒ ล้านล้านบาท แต่รัฐบาล จะนำไปลงทุนทางด้านการคมนาคมเพื่อจะสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงเป็นตัวหลัก ทั้ง ๆ ที่ชาวเกษตรกรต้องมารับหนี้ร่วมด้วยอีก ๕๐ ปี ของเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่เรื่องคุณภาพชีวิตคน เรื่องการขยายตัวทางภาคเกษตรและโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ รัฐบาลไม่ได้เอาใจใส่ดูแลอย่างจริงจัง ดิฉันเป็นห่วงมากคือภาครายได้ที่แท้จริงของเกษตรกร เพราะดิฉันได้ชื่อว่าเป็นตัวแทนเกษตรกรชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี ปาล์มน้ำมัน ยางพารา วันนี้ดิฉันขอพูดเรื่องปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญเกี่ยวกับพี่น้องประชาชน ที่ปลูกปาล์มน้ำมันจำนวนทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านไร่ หรือ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านไร่ ทั่วประเทศ เพราะตอนนี้ราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำเหลือเกิน ตั้งแต่เดือนมกราคมราคาต่ำ เหลือกิโลกรัมละ ๒.๘๐ บาท และเดือนพฤษภาคมลดลงอีก ๑๐ สตางค์ เหลือ ๒.๗๐ บาท ตอนนี้ขึ้นมาได้แค่ ๓ บาท แต่ก็อยู่ลำบากเพราะค่าครองชีพแพงมาก ท่านประธานคะ พวกชาวสวนจะอยู่ได้อย่างไรในเมื่อทางรัฐบาลได้นำน้ำมันปาล์มจาก ต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย ปาล์มเลยราคาตกต่ำมาก ชาวสวนฝากดิฉันให้ช่วยแจ้ง ท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ขออย่าให้รัฐบาลนำน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศ เข้ามาภายในประเทศเลย ชาวสวนเขาเดือดร้อนมากทำให้ราคาปาล์มน้ำมันลดลง เพราะปาล์มล้นตลาด ท่านประธานก็รู้ดีว่าปุ๋ยก็แพง ค่าครองชีพก็แพงทุกอย่าง แต่ราคา พืชผลทางการเกษตร และอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าพืชผลทางการเกษตรคือเงาะโรงเรียน ของอำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก็จะออกมาอีกแล้ว ท่านประธานคะ ขอให้รัฐบาลต้องเข้ามาช่วยคือช่วยพยุงราคาปาล์มน้ำมันทั้งทะลายและปุ๋ยของเกษตรกร สุดท้ายนี้ท่านประธานคะ ดิฉันหวังว่ารัฐบาลคงจะฟังในเรื่องที่ดิฉันท้วงติงเพื่อประโยชน์ จากการใช้งบประมาณแผ่นดินต่อพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง ขอบคุณค่ะ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านวิทยา บุรณศิริ เชิญครับ ๑๕ นาที

นายวิทยา บุรณศิริ พระนครศรีอยุธยา 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม วิทยา บุรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขตเลือกตั้งที่ ๔ ขออนุญาตทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ วันนี้เป็นวันที่ ๒ ที่เราได้มีโอกาสพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๗ วงเงิน ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ผมได้รับฟังเพื่อนสมาชิกได้อภิปราย หลายคนวิตกกังวลต่อการจัดทำงบประมาณโดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ ซึ่งดูเสมือนว่าท่านสมาชิกมีการอภิปรายต่อความห่วงใย ท่านสมาชิกบางท่านบอกว่าเป็นการจัดทำงบประมาณที่มโหฬารที่สุด ท่านประธานครับ ผมคิดว่าในส่วนหนึ่งที่ผมอยากแสดงความคิดเห็นต่าง เวลานี้สิ่งที่สำคัญที่สุดที่รัฐบาล มารับภาระโดยเฉพาะการจัดทำงบประมาณที่ต้องระมัดระวังเรื่องของหนี้สาธารณะ เป็นเรื่องธรรมดาครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นวินัยทางการเงิน การคลัง ผมยืนยันครับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และคณะรัฐมนตรีนั้นรักษาในส่วนนี้ไว้ ได้ดูในรายละเอียดเพื่อนที่สมาชิกได้มีการอภิปราย เราจะเห็นได้ชัดว่าถูกจ่ายเป็นงบประจำ มากกว่า ๒,๐๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานจะเห็นได้ชัดนะครับว่าตัวเลข ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท หักค่าใช้จ่ายประจำไปแล้วเหลือเงินพัฒนาในหมวดของการลงทุน เท่าไรครับท่านประธาน ผมยังดีใจนะครับว่ายังมีร่างพระราชบัญญัติกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และร่างพระราชบัญญัติ ที่กำลังพิจารณาในชั้นกรรมาธิการอยู่เรื่องการกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นกลับเป็นมุมมอง ที่ผมคิดว่าเป็นตัวช่วยที่รัฐบาลสามารถพยุงในภาวะเศรษฐกิจซึ่งนานาประเทศเวลานี้กำลังลำบาก และสำคัญที่สุดก็คือประเทศไทยจะต้องยกระดับการพัฒนาเร่งรัดให้เป็นประเทศเตรียมความพร้อม สู่ประชาคมอาเซียน ท่านประธานครับ เปรียบเทียบเม็ดเงินในการลงทุนที่ในกลุ่มประเทศอาเซียน เราเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ท่านประธานจะเห็นได้ชัดนะครับ ผมได้เอาตัวเลขมาดู ในกลุ่มที่มีการลงทุนโดยเฉพาะประเทศอาเซียนเช่นประเทศสิงคโปร์ มีการไปลงทุนของ ประเทศต่าง ๆ มากมายเป็นเงินงบประมาณมากกว่า หรือร่วม ๕๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าประมาณการเสียว่า ๓๐ บาทคูณเข้าไปก็มากกว่า ๑,๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านล้านบาทปรากฏว่า ๑ ใน ๕ ของการกรุ๊ปปิง (Grouping) การจัดกลุ่มเราจะเห็นได้ชัดนะครับท่านประธานว่า ประเทศไทยเป็นอันดับที่เท่าไรครับ อันดับ ๔ ของการเลือกการลงทุน ท่านประธาน อันดับ ๒ คือประเทศมาเลเซียเพื่อนบ้านเรา ๒๘,๐๐๐ กว่าล้านเหรียญคูณ ๓๐ ประมาณการ ตัวเลขของนักลงทุนที่ไปลงประเทศอินโดนีเซีย ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านเหรียญ ประเทศไทยเราอยู่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านเหรียญ ท่านประธาน ถามว่าวันนี้ตัวเลขในการลงทุนที่รัฐบาลจัดสรรลงไปในเรื่องของการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน หักรายจ่ายประจำออกไปแล้วครับท่านประธาน เหลือเงิน ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานครับ ลองคิดดูว่าเงิน ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่รัฐบาลเอาลงไปเป็นตัวขับเคลื่อน ส่วนใหญ่ก็เป็นงบของกระทรวง ทบวง กรม ที่มีภารกิจที่จะต้องต่อเนื่อง ผมเรียนท่านประธานครับ วันนี้ถ้าเราได้ดูในรายละเอียดแล้วเพื่อนสมาชิกได้มีการอภิปราย ซึ่งผมเห็นต่างมากบอกว่า เป็นการก่อหนี้ เป็นการกู้ เป็นการสร้างภาระหนี้ให้กับพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ ผมคิดง่าย ๆ ผมคิดว่ารัฐบาลผมได้ไล่ให้ดูแล้ววันนี้หลายคนเป็นห่วงเรื่องหนี้ครัวเรือน มีการรองรับในภารกิจต่าง ๆ ของรัฐบาล ซึ่งผมไม่ได้ห่วงเราคิดแตกต่างกัน ท่านสมาชิก อภิปรายถึงขนาดว่าประชาชนเป็นหนี้สินครัวเรือนมีการกู้ รัฐบาลกู้ ประชาชนกู้ ท่านประธานครับ เราดูว่าเศรษฐกิจในแต่ละประเทศหรือในโลกนี่เราดู วิธีการดูง่าย ๆ หลายท่านเคยผ่าน ประสบการณ์การเป็นรัฐมนตรี โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง เวลาเขาดูเศรษฐกิจ ท่านประธานครับ เขาดูที่อะไรบ้าง อสังหาริมทรัพย์ประชาชนมีการขยายตัวเรื่องการลงทุน มีการกู้เงิน สร้างบ้านเรือนไหมครับ รถขายได้ไหมครับ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานในการประมาณการ คือดูคร่าว ๆ บัดนี้ประเทศไทยมีโครงการต่าง ๆ มากมาย เช่น บ้านเอื้ออาทร ประชาชน ชั้นรากหญ้า พ่อค้าแม่ขายสามารถซื้อบ้านอยู่อาศัยได้ รัฐบาลมีโครงการ แน่นอนครับ การให้สินเชื่อสถาบันการเงินก็มีวิธีของสถาบันการเงินนั้น ๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นแบงก์รัฐอย่างเดียว เขามีเครดิตบูโร มีการตรวจสอบ มีการให้สินเชื่อ ต้องมีรายได้เท่าไร มีเช็กประวัติมากมาย ในปัจจุบัน มันแตกต่างกับในอดีตครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมยังเห็นว่าถ้าประชาชน มีกำลังซื้อบิลทุกใบมีเงินจ่ายนั่นละครับคือศักยภาพ ท่านประธานลองคิดสิครับ ซื้อบ้าน ๑ หลัง มีตู้เย็น มีหม้อหุงข้าว พริก กะปิ น้ำปลา มันขับเคลื่อนไปหมดครับ แล้วมันก็กลับมาเป็นรายได้อีกทางหนึ่งของรัฐบาล ถ้าเราไม่ขับเคลื่อน แบบนี้จะทำอย่างไรครับ เอาเงินไปฝากธนาคารอย่างเดียวไหม หลายท่านวิพากษ์วิจารณ์ บอกว่าอยากให้ประชาชนมีเงินออม ออมอย่างเดียว ดอกเบี้ยเอาที่ไหนจ่ายล่ะครับ นี่ดี ฯพณฯ รัฐมนตรีมีนโยบายว่าจะให้ลดดอกเบี้ย เห็นด้วยครับมันจะได้เกิดการขับเคลื่อน และเกิดการใช้จ่าย ผมบอกไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ครับว่าเพื่อนบ้านนั้นเขามาลงทุน ประเทศสิงคโปร์ เขาเป็นคู่แข่งเราในอาเซียน ประเทศมาเลเซียก็เป็นคู่แข่ง เรายังมีอีกหลายประเทศที่กำลังเนื้อหอม เช่น ประเทศพม่า ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม สปป.ลาว ประเทศเหล่านี้เราเหมือน นิวเคลียส (Nucleus) เราเหมือนไข่แดงที่มีฐานการผลิตที่อยู่มากมาย เดชะบุญที่ผ่านมา วิกฤติมหาอุทกภัยเกิดขึ้นการดีดกลับมาฟื้นตัวของเศรษฐกิจของเมืองไทยทำให้ผมเชื่อมั่นว่า รัฐบาลมีการลงทุนที่ต่อเนื่อง ต้องขอชื่นชม ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เพราะว่า กล้าตัดสินใจ เพราะสิ่งหนึ่งถ้าเราได้นำงบประมาณหรือหลายท่านได้มีการอภิปรายว่า ให้เอาเงินกู้เอามาใส่ในงบปกติ ท่านประธานครับ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ๗ ปีนะครับ ถ้าเอามาใส่ในงบปกติท่านลองคิดดูความไม่ต่อเนื่องของโครงการ ความไม่เชื่อมั่นเกิดขึ้นแน่ครับ เพราะวันนี้เราจะเห็นได้ชัดว่าเราแยกกันออกอย่างสิ้นเชิงว่าในส่วนที่จะกู้ใน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในส่วนของ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็นเรื่องของความเชื่อมั่น ซึ่งศักยภาพของเราที่ผ่านมาในอดีตประเทศไทยภูมิศาสตร์มันเห็นได้ชัดว่าถ้าภัยพิบัติจะเกิดขึ้น รัฐบาลก็ต้องมีแผนรองรับ แต่นี่เป็นส่วนหนึ่งว่าถ้างบการลงทุนนั้นเป็นงบที่รัฐบาลใส่เข้ามา ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้นเป็นการต่อเนื่องของโครงการ ท่านประธานตามผม ผมจะ ยกตัวอย่างหน่วยงานราชการหน่วยหนึ่งว่าถ้าเป็นท่าน เป็นนิติบุคคลจะอยู่อย่างไร ผมไม่ยกตัวอย่างกระทรวงของพรรคเพื่อไทยหรอก เพราะเดี๋ยวจะหาว่าเอามาเพื่อเรียกร้อง งบประมาณหรือเปล่า ก็ขอประทานโทษนะครับว่ายกตัวอย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในหน้าที่ ๓๕ เป็นบัญชีงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ กรมส่งเสริมการเกษตรขอมา ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ขอสนับสนุนเพื่อให้สภาผ่านความเห็นชอบ ท่านประธานรู้ไหมว่า กรมนี้งบประมาณที่เป็นค่าบุคลากรอย่างเดียวเท่าไร ดูเล่มขาวคาดแดงได้ครับ ประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท เหลือเงินลงทุนอยู่ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธาน เปรียบเทียบว่า ประมาณ ๖๗ เปอร์เซ็นต์งบบุคลากร ๓๓ เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องของงบลงทุน ถ้าท่านประธาน เป็นเจ้าของบริษัทมีงบบุคลากรขนาดนี้ มีงบลงทุนอยู่ ๓๓ เปอร์เซ็นต์ มันน่าจะกลับข้างกันนะ ท่านประธาน นี่ขนาดจัดสรรที่หลายคนได้อภิปรายบอกว่าจัดงบประมาณแบบมโหฬาร นี่ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ แค่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีบทบาทกับพี่น้องเกษตรกรอย่างมาก กรมส่งเสริมการเกษตรผมถือว่าเป็นหัวใจในการขับเคลื่อน ที่ผมไม่ยกของกระทรวง ในนามของพรรคเพื่อไทยก็กลัวว่าหลายท่านจะวิพากษ์วิจารณ์ว่าอันนี้มีเลศนัยอะไรหรือเปล่า แต่ผมกำลังพูดว่าเห็นได้ชัดว่าขนาดเพื่อนสมาชิกมีความเห็นว่าจัดงบประมาณมโหฬาร ท่านลองคิดดู แล้วเราต้องจ่ายค่าใช้จ่ายประจำ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาททำอย่างไร ผมยังมองว่า เป็นการลงทุนที่น้อยมาก ถ้าเปรียบเทียบกับภาคเอกชน ผมขออนุญาตยกตัวเลขและข้อมูล ในส่วนการลงทุนของภาคเอกชนว่าไตรมาสที่ ๑ ของปี ๒๕๕๖ มีเงินลงทุนอยู่ประมาณ ๖๘๙,๑๘๘ ล้านบาทนี่ภาคเอกชน ท่านประธานครับ ถามว่ารัฐลงทุน ๔๐๐,๐๐๐ กว่าบาท งบลงทุนที่เป็น โครงการต่อเนื่องและต้องทำตามภารกิจและยุทธศาสตร์ ผมเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่าภาคเอกชนเขาลงกันเองเกิดการขับเคลื่อนที่ไตรมาสเดียว ถ้าผม ยกตัวอย่างภาพรวมว่าในปีที่ผ่านมาปี ๒๕๕๕ มีการลงทุนทั้งหมด ๒,๕๙๔,๙๑๗ ล้านบาท เห็นชัดเลยว่าภาคเอกชนลงเท่าไร มากกว่างบประมาณของรัฐบาล แน่นอนครับ หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่างบประมาณขาดดุล ผมเรียนตามตรงนะครับ ผมยืนยันแล้วก็มั่นใจว่า จีดีพีของประเทศในการจัดสรรงบประมาณภายใต้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ และ ครม. จากนี้ไปมันจะมีผลในเชิงบวกไม่เกิน ๓ ปี ผมเรียนท่านประธานว่าวิกฤติมหาอุทกภัยนั้น ทีแรกใจหายครับ โดยเฉพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยาผม บอกผมกะว่าไม่ฟื้น แต่ปัจจุบันนั้น ความเชื่อมั่นมีการลงทุนเพิ่มขึ้น สิ่งเหล่านี้ผมกล้าพูดว่างบประมาณที่ไป ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในการแก้ปัญหาให้ภาคเอกชนดังที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านหนึ่งได้อภิปราย ผมว่าสิ่งนั้น เป็นการสร้างความเชื่อมั่นครับ บัดนี้งานแล้วเสร็จ ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ และผมกำลังนำเรียน ต่อที่ประชุมแห่งนี้ว่าผมเห็นด้วยที่รัฐบาลได้จัดทำงบประมาณแล้วก็น่าที่จะอนุมัติให้ดำเนินการ แต่มีสิ่งหนึ่งที่นำเรียนว่าในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บางหน่วยงานคงจะต้อง มีการปรับองค์กรนิดหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องของหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผมดูในรายละเอียดแล้ว ก็มีการพูดคุยทราบว่าทางคณะรัฐมนตรีกำลังพิจารณาตามคำเรียกร้องของหน่วยงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สิ่งหนึ่งที่ผมจึงอยากกราบเรียนไว้ว่าการจัดเก็บรายได้ ในส่วนที่เขาจะต้องตราพระราชบัญญัติหรืออกฎหมายท้องถิ่นเองสามารถกระทำได้หลายอย่าง หันไปเห็นท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมนั่งอยู่ ท่านเองก็มีนโยบาย ในส่วนหนึ่งที่จะนำเข้า ครม. โดยเฉพาะเงิน เขาเรียก เงินอนุรักษ์น้ำ ส่วนนั้นก็สามารถ เพิ่มไปได้ ยังมีอีกบางหน่วยงานที่ยังไม่ได้กระจายอำนาจหรือจัดสรรให้เขาในเรื่องของ การจัดเก็บ ภาษีโรงแรมเขาก็ทำได้ครับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาษีล้อเลื่อน การไม่ต่อทะเบียนรถยนต์ยังมีอีกเยอะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ถ้าทำให้ดีผมว่า รัฐบาลสามารถช่วยยังมีจำนวนเปอร์เซ็นต์อีกหลายเปอร์เซ็นต์ที่สามารถมาเป็นรายได้ แต่ว่าในอดีตมีการตัดสินใจลดภาษีการจัดเก็บภาษีที่ดิน แต่เราไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นครับ เราอยากให้กลไกของการตลาดมันขับเคลื่อนมีรายได้มีการลงทุนในภาคธุรกิจและเกิดรายรับมา นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลทุกรัฐบาลปรารถนาโดยเฉพาะรัฐบาลในชุดนี้ เพราะฉะนั้นผมจึง มีความเห็นว่าส่วนตัวผมเองและผมคิดว่าสมาชิกส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยว่าการจัดสรร งบประมาณในครั้งนี้ยังน้อยไปครับท่านประธาน ขออนุญาตอภิปรายไว้แค่นี้เนื่องจาก มีเวลาจำกัดครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านเกียรติศักดิ์ครับ

นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง ปทุมธานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติศักดิ์ ส่องแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตเลือกตั้งที่ ๕ อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ต่อร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณประจำปี ๒๕๕๗ นี้นั้นดูเสมือนว่าการทำงบประมาณของรัฐบาลจะนำไปสู่ ซึ่งความเจริญ ความก้าวหน้า เป็นหน้าเป็นตาให้กับประเทศชาติ สร้างภาพลักษณ์ของประเทศ นำมาซึ่งความสะดวก ความสะอาด ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ ความศรัทธา สร้างความสุข ความเจริญให้กับพี่น้องของคนในชาติตามที่เพื่อนสมาชิกฝ่ายรัฐบาลได้อภิปรายสนับสนุน และยกย่องกันอย่างภาคภูมิใจ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ขอให้ท่านได้ใช้วิจารณญาณได้วิเคราะห์และใช้สติปัญญาในการพิจารณางบประมาณ ในครั้งนี้ให้ดีแล้ว ผมจะชี้ประเด็นให้เห็นถึงความไม่มีประสิทธิภาพและความล้มเหลว ที่จะตามมาในการจัดทำงบประมาณของรัฐบาล ๒ ยุทธศาสตร์ด้วยกัน

ประเด็นที่ ๑ ยุทธศาสตร์ที่ ๓ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขอคลิป (Clip) ภาพ ของกระทรวงคมนาคมด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ปัญหาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยจัดสรรงบประมาณไว้จำนวนทั้งสิ้น ๑๐๒,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ โดยเฉพาะทางหลวงนะครับ ทางหลวงชนบทเป็นระยะทาง จะได้ระยะทางทั้งสิ้น ๑๑๔,๙๐๐ กิโลเมตรทั่วประเทศโดยภาพรวมแล้วดูเหมือนว่าเป็นยุทธศาสตร์ ที่มีความสวยงามจะสร้างความสะดวก ความรวดเร็ว และความปลอดภัย ให้กับผู้ใช้รถยนต์ ในการขนส่งและโดยสาร แต่หากดูในรายละเอียดแล้วจะพบว่าการจัดงบประมาณพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานนี้ขาดประสิทธิภาพ ไม่ตอบสนองต่อการสร้างความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ อย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนอย่างแน่นอน เพราะในบางพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางของเส้นทาง ในการเชื่อมต่อโครงข่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางหลวงและทางหลวงชนบทที่อยู่ในพื้นที่ จังหวัดปทุมธานีซึ่งเป็นระยะทางสั้น ๆ เป็นเส้นทางสาธารณะของทุกคนในประเทศ ที่จะต้องเดินทางไปเหนือไปใต้ จากใต้ไปเหนือจะต้องเลือกใช้เส้นทางใดเส้นทางหนึ่งจะต้องผ่าน จังหวัดปทุมธานีอย่างแน่นอน แต่ในจังหวัดปทุมธานีมีงบประมาณลงไปสู่จังหวัดปทุมธานี ในปี ๒๕๕๗ นั้นมีเพียง ๕๘๒ ล้านบาทเท่านั้นจากงบประมาณของทางหลวงและทางหลวงชนบท จำนวนทั้งสิ้น ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น ๐.๖๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น สภาพความเป็นจริงแล้วจังหวัดปทุมธานีซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ เป็นเส้นทางหลักของประเทศ ควรที่จะได้รับงบประมาณบำรุงอย่างน้อย ๒ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปนั่นก็คือ ๑,๗๕๐ ล้านบาท จึงจะสะท้อนสภาพความเป็นจริงในการสร้างความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ อย่างมีเสถียรภาพ อย่างยั่งยืนของประเทศได้ตามวัตถุประสงค์ของการจัดงบประมาณ กราบเรียนท่านรัฐมนตรีที่ท่านนั่งรับฟังอยู่ตรงนี้ด้วยนะครับ ต่อประเด็นที่ ๒ ขอคลิปภาพ เลยนะครับ

ยุทธศาสตร์ที่ ๕ การส่งเสริมการบริหารการจัดการน้ำอย่างบูรณาการ คลิปของชลประทานครับ การชลประทานหรือว่าการบริหารจัดการน้ำนั้นทำอยู่ ๒ อย่างครับ ๑. ก็คือไม่ให้เกิดน้ำแล้ง แล้วสภาพคลองที่เห็นอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ คลองรังสิตซึ่งเป็นคลองหลัก ของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งอยู่ปลายน้ำสภาพเห็นคลองนะครับ พื้นที่ใต้คลองแห้งขอด เห็นพื้นที่ดิน อย่างนี้เรียกว่าการบริหารจัดการน้ำ เรียกว่าความล้มเหลวของการใช้งบประมาณ ของรัฐบาลในการขุดลอกคลองหลังจากน้ำท่วมได้อย่างชัดเจนว่ามีการทุจริตและโกงกิน ถ้าอย่างนั้นคลองที่อยู่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่ลุ่มเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์จะไม่แห้งขอดขนาดนี้ แล้วต่อประเด็นที่ ๒ ของการจัดชลประทานก็คือการไม่ให้เกิดน้ำท่วม ท่านเห็นไหมครับ รัฐบาลใช้เงิน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทในการฟื้นฟูแล้วก็ป้องกันน้ำท่วม ท่านได้ใช้แผ่นซีเมนต์บาง ๆ พังแล้วครับที่คลองรังสิตตลอดทั้งแนว ภาพนี้เป็นภาพที่ส่อแสดงให้เห็นถึงความทุจริต การไม่ได้วางแผน มาเขียนแผนรองรับทีหลัง พังหมดแล้วครับ นี่ก็คือภาพที่ฟ้องว่า มีการทุจริตและความล้มเหลวในการทำงบประมาณของรัฐบาล จึงกราบเรียนท่านประธาน ว่าผมไม่สามารถที่จะรับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ในวาระที่หนึ่งได้ ขอบคุณมากครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านประวัฒน์ครับ

นายประวัฒน์ อุตโมท บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม ประวัฒน์ อุตโมท ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดจันทบุรี ก่อนอื่นท่านประธานครับ ผมต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผม ได้อภิปรายสนับสนุนงบประมาณของรัฐบาล ในการอภิปรายของผมในวันนี้จะคลุมทั้ง ๓ กรอบ กรอบแรก ขอสนับสนุนนโยบายรัฐบาลและงบประมาณของรัฐบาล กรอบที่ ๒ จะเป็นข้อเสนอแนะและข้อสังเกตว่างบประมาณบางส่วนที่จะกระจายไปไม่เหมาะสม หรือเหมาะสมอย่างไร ส่วนกรอบที่ ๓ ก็ฝากกรรมาธิการงบประมาณในอนาคตที่จะเป็น กรรมาธิการงบประมาณได้พิจารณางบประมาณให้ถ่องแท้ ก่อนที่ผมจะเริ่มท่านประธานครับ ผมเรียนอย่างนี้ว่ารัฐบาลชุดนี้ที่เรากู้เงินมา ๒,๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมมั่นใจว่าเป็นประโยชน์ กับประเทศชาติและประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ เขาจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานก่อนอื่นเลย เพราะฉะนั้นเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่รัฐบาลได้ออกร่าง พ.ร.บ. เงินกู้มานั้นเหมาะสม สังเกตนะครับ ประเทศสหรัฐอเมริกาก่อนที่จะมาถึงวันนี้ได้ เมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้วก่อนตั้งประเทศของเขา ระบบคมนาคมเขาเอามาใช้คมนาคมอย่างเดียวเลย เขาทำอินเตอร์สเตท (Interstate) ทั่วทั้งประเทศตั้งแต่เหนือจรดใต้ แล้วก็ตะวันออกไปตะวันตก พออีกปีหนึ่งเขาเน้นเรื่อง การศึกษา เขาจะพุ่งงบประมาณไปที่การศึกษาอย่างเดียว จากการที่ให้มีมหาวิทยาลัยของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นสเตท ยูนิเวอร์ซิตี (State University) กับยูนิเวอร์ซิตี ออฟ (University of) มหาวิทยาลัยของรัฐอย่างน้อยต้องมี ๒ แห่งของแต่ละรัฐ เพราะฉะนั้นจากกรอบเงินกู้ที่เรากู้มา ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ารอให้งบปกติ ผมเรียน ท่านประธานนะครับว่าต้องตายแล้วเกิดใหม่ละครับถึงจะได้เห็น เผลอ ๆ ตายแล้วเกิดใหม่ อีกไม่รู้กี่รอบไม่ได้เห็นหรอกครับ เพราะเราก็เห็นกันอยู่ว่าในอดีตที่ผ่านมาอย่างโฮปเวลล์นี่นะครับ นั่นเป็นอนุสรณ์ครับ อนุสรณ์ให้เห็นว่าภาคการเมืองไม่ต่อเนื่อง ภาคการเมืองไม่นิ่ง แล้วท้ายที่สุดก็ทำอะไรไม่ได้ ก็เป็นอนุสรณ์อย่างนั้นละครับให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย ทั้งประเทศ ท่านประธานครับ ผมได้รับการอนุมัติจากพรรคเพื่อไทยให้มาพูดในเรื่องของแผน ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดกรอบแผนงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดินไว้ ซึ่งยุทธศาสตร์ที่ ๑ เป็นยุทธศาสตร์ที่เรียกว่าการเข้าสู่สังคมประชาคมอาเซียน ท่านประธานครับ ไปที่ไหน ตอนนี้ประเทศไทยเห่อกันเหลือเกินในการเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน แต่เมื่อหันมาดู งบประมาณแล้วงบประมาณได้มาเพียง ๘,๐๐๐ ล้านบาท ผมถือว่าน้อยมากครับ น้อยจริง ๆ ครับกับอีก ๒ ปีข้างหน้าที่เราจะเดินเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ผมต้องเรียนท่านประธาน อย่างนี้นะครับว่าประชาคมอาเซียนกำเนิดเกิดมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๐ ก็คือ ๔๐ กว่าปีแล้ว ตอนนั้น มี ๖ ประเทศเท่านั้นเอง เราเพิ่งมาได้อีก ๔ ประเทศเข้ามาก็คือประเทศที่อยู่บริเวณใกล้ ชายแดนเราทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นประเทศเมียนมาร์ สปป. ลาว ประเทศกัมพูชา และประเทศเวียดนาม หันไปดูการค้าเสรีในประชาคมอาเซียนที่มี ๖ ประเทศเดิม อาฟตา (AFTA) ก็กำเนิดมาตั้งแต่ ปี ๒๕๓๕ ๒๐ ปีแล้วครับ ประชาคมอาเซียนเกิด ๔๐ กว่าปี การค้าเสรีเกิด ๒๐ กว่าปีแล้ว แต่ถามว่าประเทศไทยทำอะไรอยู่ทั้ง ๆ ที่การก่อตัวประชาคมอาเซียนประเทศไทยเป็นคน ริเริ่มนะครับ ปฏิญญาอาเซียนเกิดที่ประเทศไทยเมื่อปี ๒๕๑๐ ท่านประธานที่เคารพครับ การที่เราเข้าสู่ประชาคมอาเซียนงบประมาณของเรา ๘,๐๐๐ ล้านบาท จริง ๆ แล้วควรจะต้อง อยู่ในกรอบ ในกรอบของความร่วมมือของประชาคมอาเซียน ซึ่งประชาคมอาเซียนประกอบด้วย ๓ เสาหลักเท่านั้น แน่นอนเสาหลักแรก ความมั่นคงบวกการเมือง กระทรวงการต่างประเทศ เป็นเจ้าภาพ อันนี้เป็นเจ้าภาพหลัก ส่วนเสาหลักที่ ๒ ก็คือเออีซีที่เราพูดกันนี่ครับ สังคม เศรษฐกิจ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และเสาหลักอันที่ ๓ ก็เป็นในเรื่องของวัฒนธรรม สังคม ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นเจ้าภาพหลัก ทีนี้พอหันมาดู งบประมาณ ท่านประธานครับ เห็นแล้วก็น่าผิดหวังครับ เพราะมันกระจัดกระจาย มันเหมือนกับเบี้ยหัวแตก ท่านประธานครับ ที่ว่าเบี้ยหัวแตก ผมเรียงลำดับอย่างนี้นะครับ จาก ๘,๐๐๐ ล้านบาทที่ทุกหน่วยงานสนับสนุนให้เข้าสู่ ประชาคมอาเซียนทุกหน่วยงานจะมีแผนรองรับเข้าสู่ประชาคมอาเซียนทั้งหมดเลยครับ หน่วยงานทั้งหมดที่มีแผนนี้อยู่ประกอบไปด้วย ๒๐ กระทรวง รัฐวิสาหกิจอีก ๔ รัฐวิสาหกิจ บวกกับ ๑ หน่วยงานคือ สตช. เพราะฉะนั้นผมเรียนอย่างนี้นะครับว่าในงบ ๘,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ากระจายออกไปแล้วกระทรวงศึกษาธิการแน่นอนครับได้รับงบมากที่สุดคือประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท หรือประมาณ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของงบที่เราจะทำแผนพัฒนาเข้าสู่ประชาคม อาเซียน กระทรวงศึกษาธิการแน่นอนผมเห็นด้วยครับ เพราะผลงานต่าง ๆ ที่ทำอยู่ ณ เวลานี้ ผมคิดว่าเข้าเป้าครับ ยกตัวอย่างเช่นลูกหลานพี่น้องที่อยู่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านประธานพูดแล้วน่าใจหายครับ เด็กพูดได้ ๕-๖ ภาษา ตั้งแต่ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษามลายู ภาษามลายูกลาง ภาษาอาหรับ และพูดแอคเซนท์ (Accent) อย่างดีด้วยครับ เพราะฉะนั้นเห็นควรสนับสนุนครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นแบบอย่างที่ดีของกระทรวงศึกษาธิการ แต่เสียดายกระทรวงศึกษาธิการได้มอบงบประมาณกระจายเต็มพื้นที่ให้กับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของภาครัฐเกือบ ๘๐ มหาวิทยาลัย กระจัดกระจายไปหมดทั้ง ๆ ที่บางมหาวิทยาลัย ไม่ได้มีพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านเลย อย่างจังหวัดจันทบุรีของผมได้ไปประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาทของแผนการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนนะครับว่ากระทรวงศึกษาธิการได้งบมากแต่เห็นควรที่จะสนับสนุน ให้ประชากรที่อยู่บริเวณชายแดนได้รับผลประโยชน์จากกระทรวงศึกษาธิการมากกว่านี้ ท่านประธานครับ กระทรวงที่ได้รับอานิสงส์เป็นอันดับ ๒ รองจากกระทรวงศึกษาธิการก็คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับงบประมาณจากแผนงาน ของการเข้าสู่ประชาอาเซียน การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ๗๕๐ ล้านบาท ผมไม่ว่าอะไรครับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้งบประมาณมาขนาดนี้เราก็ยินดีครับ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มา แต่บางโครงการบางแผนงานมันซับซ้อนจริง ๆ ครับ ท่านประธาน ผมยกตัวอย่างเช่นงบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นะครับ กรมส่งเสริม การเกษตรท่านประธานครับ จากงบประมาณทั้งสิ้น ๔๗ ล้านบาท เป็นศูนย์กลางการผลิต เมล็ดพันธุ์ตรงนี้เราเห็นด้วยนะครับ เพราะเป็นงานตรงของกรมส่งเสริมการเกษตร แต่กรมส่งเสริมสหกรณ์นี่สิครับท่านประธาน โครงการแบบเดียวกันครับ เหมือนกันครับ ลักษณะโครงการเป็นโครงการพัฒนาศูนย์กลางการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชเหมือนกันครับ แต่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ไป ๑๐๒ ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่พันธกิจหลักของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ไม่ใช่เป็นแบบนี้ เห็นไหมครับท่านประธาน ผมยกตัวอย่างอย่างกรณีของกระทรวงมหาดไทย ท่านประธานที่เคารพครับ กระทรวงมหาดไทยได้งบประมาณในการเตรียมความพร้อม สู่ประชาคมอาเซียน ๖๕๐ ล้านบาท โครงการของกระทรวงมหาดไทยผมเห็นด้วย หลายโครงการนะครับ อย่างเช่นโครงการสนับสนุนยุทธศาสตร์และประสานการค้าการลงทุน อันนี้ต้องเป็นหน้าที่หลักของจังหวัดเลยครับ แต่งบประมาณกลับได้ไปเพียง ๓๑ ล้านบาท เท่านั้นเอง ทั้ง ๆ ที่งบประมาณที่ตั้งไว้ ๖๕๐ ล้านบาท กระทรวงมหาดไทยไปซื้ออะไรรู้ไหมครับ ท่านประธาน กระทรวงมหาดไทยไปซื้อเว็บไซต์ (Web site) ซื้อขายจะไปตรงกับฟิล (Fill) ในอนาคตก็แล้วแต่ไม่เป็นไร แต่งบขณะนี้ผมถือว่าน้อยมากนะครับ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนนะครับว่าคณะกรรมาธิการที่บังเอิญผมได้เข้าไปอยู่ร่วมด้วยก็คือ คณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย ผมก็ต้องขอขอบคุณท่านสามารถ มะลูลีม ในฐานะ ที่เป็นประธาน จากพรรคตรงข้ามนี่ละครับจากพรรคประชาธิปัตย์ ก็ถือว่าในคณะกรรมาธิการ เรามีฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล และมีทุกพรรคครับ และทุกคนทำงานด้วยกันนะครับ ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับ ด้วยความสามัคคี เราเห็นประโยชน์ของประเทศชาติ และเห็นประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ท่านประธานเชื่อไหมครับ การสัมมนาในคณะกรรมาธิการ ซึ่งเราจัดสัมมนาที่ท่านสมคิด บาลไธสง เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการลุ่มแม่น้ำโขง เขาเรียกร้องภาคเอกชนไม่ว่าจะเป็นสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย ตัวแทนโลจิสติกส์เขาเรียกร้อง ๔-๕ ข้อครับ ในการที่เราจะพัฒนาชายแดน ของเราซึ่งมีทั้งหมด ๓๑ จังหวัด กับ ๑๗๕ อำเภอ เขาเรียกร้องอะไรรู้ไหมครับท่านประธาน ข้อที่ ๑ เขาเรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึกครับท่านประธาน เพราะเขาถือว่าไปที่ไหนแล้ว มันขัดขวางการลงทุน มันขัดขวางการท่องเที่ยว ประเทศเพื่อนบ้านเดี๋ยวนี้ท่านประธานไปสิครับ ไม่มีหรอกครับ บังเกอร์ (Bunker) แต่พื้นที่ในบริเวณจังหวัดผมนี่นะครับ ท่านไปดูสิครับ ที่อำเภอสอยดาว กับอำเภอโป่งน้ำร้อนของท่านชินวัฒน์ หาบุญพาด นี่นะครับ ท่านไปดูสิครับ ยังมีบังเกอร์ทหารอยู่เลยครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นเราเรียกร้องว่าให้ยกเลิกเสีย ถ้าพื้นที่ไหน ที่มันมีความต้องการจริง ๆ ที่มันต้องการใช้จริง ๆ รัฐบาลก็ใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้ เห็นไหมครับอันนี้คืออันที่ ๑ ที่เขาอยากให้ภาครัฐทำโดยทันที

ข้อที่ ๒ ที่เขาเรียกร้องก็คือว่าเขาอยากให้ตำรวจตระเวนชายแดนทำหน้าที่ เหมือนกับทหาร ตำรวจตระเวนชายแดนได้รับการฝึกฝน ได้รับการเรียนรู้การป้องกัน ประเทศมาอย่างดีครับ ตำรวจ ตชด. เรียนจบจากสถาบันนายร้อยตำรวจเหมือนกันครับ รู้วิธีการป้องกันประเทศและอย่างนั้นหน้าที่ภารกิจของ ตชด. ภารกิจหลักคือป้องกัน อาชญากรรมข้ามชาติท่านประธาน แต่งบที่ตัดให้ สตช. กับ ตชด. คราวนี้น่าน้อยใจครับ ผมน้อยใจแทนตำรวจ ตชด. จริง ๆ ครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นงบประมาณปีนี้นะครับ ได้รับ การสนับสนุนจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีคือท่านยิ่งลักษณ์ ที่ทางกรรมาธิการขอไป ๓๕๐ ล้านบาทสนับสนุนยุทโธปกรณ์ให้ ตชด. สนับสนุนครุภัณฑ์ ให้ตำรวจ ตชด. เพราะ ตชด. ในอนาคตทำหน้าที่หลายอย่างครับท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็น ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ปราบปรามยาเสพติด ปราบปรามลักลอบการค้ามนุษย์ หลายเรื่อง ตชด. แต่ท้ายที่สุดงบประมาณคราวนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ได้ขอสนับสนุนในเรื่องของ การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ๒๕๑ ล้านบาท กลับไปให้ ตม. ท่านประธานครับ ไม่มีปัญหาเลยครับ ตม. เพราะในอนาคต ตม. ก็เป็นคนที่ดูการเคลื่อนย้ายของกำลังพล แต่หน่วยงานอีกหน่วยงานที่น่าเห็นใจที่สุดก็คือศุลกากร ท่านประธานครับ เราอยากเห็น เมืองหน้าด่านติดชายแดนของเรานักท่องเที่ยวเข้ามา พี่น้องประชาชนคนไทยไปเที่ยวแล้วมี ความภาคภูมิใจครับ กรมศุลกากรได้รับงบการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน แค่ ๑๐ ล้านบาทครับท่านประธาน ๑๐ ล้านบาท คืองบสัมมนาจัดอบรมเท่านั้นเองครับ ก็นั่นแสดงว่าในอนาคตเราไม่มีการเตรียมความพร้อมนะครับ เรามีด่านถาวรตั้ง ๘-๙ ด่าน ด่านถาวร ผมไปดูมาเยอะครับ ด่านถาวรที่ตั้งบริเวณชายแดนยังไม่มีความพร้อมเลยครับ ท่านประธาน และท้ายที่สุดผมกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นี่เราต้องการอิสระเสรี เสรีอะไรบ้างรู้ไหมครับ

อันที่ ๑ เสรีการเคลื่อนย้ายคน เคลื่อนย้ายแรงงาน เคลื่อนย้ายแผนกเซอร์วิส (Service) บริการ เคลื่อนย้ายสินค้า และท้ายที่สุดเคลื่อนย้ายทุน การลงทุน เพราะฉะนั้น ผมเรียนอย่างนี้ครับท่านประธาน ตราบใดที่เออีซีจะเกิด ผมฝากท่านรัฐมนตรีวราเทพด้วย ให้พยายามที่จะเรียกว่าอย่างไรครับท่านประธาน พยายามที่ต้องบูรณาการด่านทั้งหมดที่เป็น ด่านถาวรให้มีหน้ามีตา เราเรียกร้องซิงเกิล วินโดว์ (Single window) ให้เป็นวัน สต็อป เซอร์วิส (One stop service) สินค้าเขาเข้าออกด้วยความรวดเร็ว เพราะฉะนั้นสุดท้ายที่ผมจะพูดถึง เวลาจำกัดนะครับ ผมขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จังหวัดผมมีปัญหา ในเรื่องของแรงงานนะท่านประธาน แรงงานทำให้ราคามังคุดของผมตกต่ำนะครับ ปัจจุบันนี้ ท่านเชื่อไหมครับ มังคุดที่บรรจุไว้ ๒๒ ต่อ ๑ คอนเทนเนอร์ (Container) ต้องใช้แรงงาน ๔๐ คน ใช้เวลา ๒ วันนะท่านประธาน เพราะฉะนั้นปัญหาที่มีความตกต่ำเป็นปัญหาแรงงาน ณ เวลานี้ก็คือว่าเมื่อมีการขาดแคลนแรงงานแล้ว เกษตรกรชาวไร่ชาวสวนที่จะเอามังคุดมาขาย ก็ทางล้งต่าง ๆ บอกรับซื้อไม่ได้เพราะขาดแรงงาน ของล้นอยู่ในโกดังอยู่เลย ไม่สามารถที่จะ ส่งออกไปต่างประเทศได้ เพราะฉะนั้นถ้าแก้ปัญหาตรงนี้ได้ผมมั่นใจว่าราคามังคุดจากต้นฤดู ๑๐๐ กว่าบาท ปัจจุบันนี้เหลือ ๒๐ บาท จะสามารถแก้ไขให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ และผมมั่นใจว่าบริเวณการค้าชายแดนทั้ง ๓๑ จังหวัด ถ้ารัฐบาลให้ความสำคัญ พี่น้องประชาชน ทั้งหลายจะลืมคำว่าที่เราพูดกันมาตลอดว่า รวยกระจุก จนกระจาย ไม่กี่ปีข้างหน้าละครับ คนจนเหล่านี้จะมีความสุข แล้วเราก็จะถือคติว่าพี่น้องประชาชนทั้ง ๓๑ จังหวัดจะรวยกระจาย บ้างแล้วครับ คนจนนี่ละครับจะรวยกระจาย แต่ขอให้รวยกระจุกก็แล้วกันนะครับ กราบขอบคุณท่านประธานแค่นี้ครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านรังสิมาครับ เชิญครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมุทรสงคราม 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม วันนี้ดิฉันไม่เห็นด้วยนะคะกับการที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ประจำปี ๒๕๕๗ วงเงิน ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันจะขออภิปรายเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ ๘ เพราะว่าระยะเวลาดิฉันได้ ๑๐ นาที แล้วก็ดิฉันจะอภิปรายเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ ๘ นี่เกี่ยวกับ การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ปีนี้ของบประมาณตั้งเอาไว้ ๓๕๑,๓๓๙.๙ ล้านบาท ปี ๒๕๕๖ แค่ ๓๓๒,๒๙๓.๔ ล้านบาท เพราะฉะนั้นปีนี้ขึ้นมาอีกประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ในงบ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทมันจะมีงบ ที่เกี่ยวกับการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดินถึง ๕๐,๘๙๖.๔ ล้านบาท ปีที่แล้วตั้งเอาไว้แค่ ๔๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นปีนี้ตั้งเพิ่มมากกว่าปีที่แล้วถึง ๕,๐๐๐ ล้านบาท งบตัวนี้คืองบเกี่ยวกับการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันในหน่วยงานของภาครัฐ และการประพฤติมิชอบของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างจริงจัง เมื่อพูดถึงตรงนี้ ให้ห้องโสตทัศนูปกรณ์ที่ดิฉันขออนุญาตท่านประธานแล้วช่วยเปิดให้ประชาชนที่อยู่ทางบ้าน จะได้เห็นนะคะ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

อันนี้นายกรัฐมนตรีได้ไปแถลงข่าว รวมพลังเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน คณะรัฐมนตรี แล้วก็ข้าราชการร่วมมือกัน ท่านดูนะคะ แอคท์ (Act) ท่าปราบคอร์รัปชันของนายกรัฐมนตรี เดี๋ยวจะมีหลาย ๆ แอคชัน (Action) นะคะ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีทำกิจกรรมอันนี้ใน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นเมื่อทางท่านนายกรัฐมนตรี บอกว่าให้หยุดคอร์รัปชัน หนังสือพิมพ์ทุกฉบับลงข่าวหน้า ๑ หมดเลยนะคะว่ารัฐบาลนี้ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จะปราบคอร์รัปชัน แต่ดิฉันอยากจะเรียนท่านประธานนะคะว่า ดิฉันอภิปรายไม่ไว้วางใจทุกครั้งแล้วดิฉันก็แช่งทุกครั้ง แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ทำงานช้า ดิฉัน ก็อยากจะกราบเรียนว่าที่ดิฉันอภิปรายไปทั้งหมดนี้ไปถามพี่น้องประชาชนชาวไทย ทั้งประเทศได้เลย ยกเว้นคนของรัฐบาลเท่านั้นละที่ไม่เชื่อดิฉัน อย่างเช่นข้าวกล่องเห็นไหมคะ ดิฉันอภิปรายประธานฟังอยู่ประธานก็รู้ รู้อยู่แก่ใจ แต่ประธานพูดอะไรไม่ได้น้ำมันท่วมปาก เพราะอยู่รัฐบาลเหมือนกัน ข้าวกล่องทำวันละเป็น ๑๐๐,๐๐๐ กล่อง มันเป็นไปได้อย่างไร ทำวันละเป็น ๑๐๐,๐๐๐ กล่อง เห็นชัด ๆ แต่นายกรัฐมนตรีบอกว่าปราบคอร์รัปชัน ก็ยังไม่เห็นว่ามันจะเห็นผลอย่างไร เรื่องถุงปลิดชีพ ท่านก็เห็นอยู่แล้วว่าถุงปลิดชีพราคา เป็น ๑,๐๐๐ บาท แต่ของในถุงกี่บาทกัน คนจนยิ่งได้รับความเดือดร้อน ท่านก็ยิ่งไปโกงเขาอีก เรือเป็นอย่างไร ส้วมเป็นอย่างไร แม้กระทั้งส้วมมันยังกินเลย นับประสาอะไรจะไม่กินประเทศ ที่ดิฉันพูดเอาไว้ท่านคงจะจำได้ เรื่องจำนำข้าว เมื่อวานนี้ที่หมอวรงค์ได้พูดไปว่ามีคนทุจริต เกี่ยวกับโกงการจำนำข้าว การตั้งราคากลางก็เช่นกัน ดิฉันก็อยากจะเรียนว่าการตั้งราคากลาง ของหน่วยงานต่าง ๆ รู้สึกรัฐบาลนี้ตั้งราคากลางสูงมาก พอตั้งไปแล้วเปิดซองกันก็ ๓๕-๔๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วบางกระทรวง ๕๐ เปอร์เซ็นต์นะคะ เดี๋ยวถ้ามีเวลาดิฉันจะขยายเรื่องค่าที่ปรึกษา เมื่อตอนงบประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่กู้ ดิฉันอภิปรายเรื่องค่าที่ปรึกษา ที่ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นค่าจ้างที่ปรึกษา พอดิฉันอภิปรายเสร็จคนส่งข้อความมาให้ดิฉันเยอะมากเลยว่าค่าจ้างที่ปรึกษา เขาตั้งบริษัทก็ไม่ได้ปรึกษาอะไรเลย แค่ตั้งเป็นบริษัทนี้ก็ได้เงินแล้ว อันนี้ไม่ได้ปรึกษาอะไร แล้วได้สตางค์ ต่อไปบริษัทก็ล่มจมฉิบหายหมดละค่ะ ดิฉันแช่งเอาไว้ แล้วอีกอย่างหนึ่งคือ การตั้งงบประมาณ ดิฉันเห็นตั้งทุกปี พูดทุกปี ดิฉันเป็น ส.ส. มา ๔ สมัย พูดทุกปีไม่เคย เปลี่ยนแปลงเลย ช่วยเปลี่ยนแปลงให้นะคะนายกรัฐมนตรี โอนเปลี่ยนแปลงงบ ไปซื้อรถ ไปต่างประเทศ มีทุกปี สภาเราเหมือนกับเป็นตรายางเฉย ๆ พอพิจารณาผ่านไปแล้วก็ไปโอน เปลี่ยนแปลงงบ แล้วก็ไปซื้อรถ แล้วก็ไปต่างประเทศ เพราะฉะนั้นการโอนเปลี่ยนแปลง ถ้างบมันผ่านสภาตามขั้นตอนดิฉันไม่ว่า เพราะว่าคณะกรรมาธิการเขาจะตัดในส่วนเกิน เอาออกมา ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่จะไปพัฒนาอย่างอื่นได้ แต่ถ้าไปโอนเปลี่ยนแปลงมันไปตัดอะไรไม่ได้เลยในส่วนที่เกิน มันก็ไปโกงกินกัน ในส่วนตอนที่ ดิฉันอภิปรายเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเกี่ยวกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พูดไว้ยังไม่ทันไรเลยเห็นไหม ไปดูงานต่างประเทศวันครึ่งใช้งบประมาณเป็น ๑๐ ล้านบาทเลย ของบอร์ด (Board) รฟม.นะคะ ไปวันที่ ๑๙-๒๘ พฤษภาคม ดูงานวันครึ่งแต่ไป ๑๐ วัน ดิฉันก็เคยพูดแล้วดิฉันนั่งเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณางบประมาณเมื่อปี ๒๕๕๔ ดิฉันก็บอกแล้วว่าไปไม่ใช่ไม่ให้ไป ไปได้แต่คุณดูงานวันครึ่งควรไปหน้าสักวันหนึ่งหลังสักวันหนึ่ง ดิฉันก็ไม่ติดใจ เอาเงินในส่วนที่คุณไปเกินระยะเวลาเอามาพัฒนาประเทศหรือว่าเอามาให้กับ คนยากจนหรือให้กับโรงพยาบาล อย่างเช่น โรงพยาบาลสงฆ์ ท่านอดีต ส.ส. วิโรจน์ ณ บางช้าง ท่านไปป่วยท่านเป็นพระ ท่านก็บอกว่าที่โรงพยาบาลสงฆ์มีพระป่วยมามากมายเลยต้องใช้ งบประมาณเยอะ แต่รัฐบาลนี้ให้งบประมาณไม่กี่ล้านบาทเขาจะไปทำอะไรได้ ดิฉันก็ฝากทาง คณะกรรมาธิการช่วยไปพิจารณางบประมาณให้กระทรวงสาธารณสุขด้วยเพราะว่าเขาได้รับ ความเดือดร้อนจริง ๆ รัฐมนตรีพยักหน้าก็ช่วยหน่อยนะคะ

แล้วก็อีกอย่างหนึ่งคือแม้กระทั่งโครงการของกระทรวงต่าง ๆ ดิฉันเห็นทาง ท่านรัฐมนตรีเอาเอกสารเพื่อจะมาตอบดิฉัน วันนี้ดิฉันจะไม่อภิปรายท่านรัฐมนตรีมากนะคะ เพราะว่าระยะเวลา ๑๐ นาทีมันทำอะไรไม่ได้หรอกค่ะ รออภิปรายไม่ไว้วางใจก็แล้วกัน ในส่วนของท่านรัฐมนตรี แต่ดิฉันจะบอกสักนิดหนึ่งว่าท่านท้าดิฉันไว้ ดิฉันจำได้ว่าถ้าไม่ได้ทำจริง ผมจะลาออกจากรัฐมนตรี คุณจะกล้าลาออกไหม ดิฉันไปลงพื้นที่มาแล้วท่านจะกล้าลาออกไหม เพราะว่ามันไม่ได้ทำ ท่านนะคะดิฉันก็เตือนด้วยความหวังดีคือรักกัน คือว่าท่านไม่ควรที่จะ ใช้อารมณ์ในการที่จะมาท้ากับดิฉัน ควรที่จะพูดกับดิฉันว่าถ้าดิฉันเป็นรัฐมนตรีถ้าบุญวาสนา มีก็จะพูดว่า คุณรังสิมาที่คุณบอกผมนี่ผมจะไปตรวจดู ถ้ามันผิดจริงเดี๋ยวผมจะจัดการ แต่ถ้ามันทำจริงเดี๋ยวผมจะมาอธิบายให้คุณฟัง ไม่ใช่มาท้าดิฉัน แล้วก็มาบอกว่าถ้าไม่ทำ จะลาออก แล้วนี่มันไม่ทำท่านจะลาออกไหม ดิฉันจะรอถามอยู่นี่ แต่ไม่ตอบวันนี้ไม่เป็นไร เดี๋ยวอภิปรายไม่ไว้วางใจเราเจอกันใหม่นะคะ นี่ ๔๘ ล้านบาทที่หนองปลาขาว ตำบลนาแซง อำเภอเสลภูมิ

ส่วนอีกโครงการนี่น่าเกลียดมากท่านประธาน โครงการชลประทานระบบท่อส่งน้ำ นิคมสร้างตนเองลำโดมน้อย อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี นี่ยิ่งทุเรศใหญ่เลย งบตั้งแต่ ปี ๒๕๔๕ ปี ๒๕๔๖ ๖๓,๒๘๔,๐๐๐ บาท ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๑ ๒๕,๑๑๐,๐๐๐ บาท รวมแล้ว ๘๘ ล้านกว่าบาท ทำแล้วเป็นอนุสาวรีย์ค่ะ ไม่ได้ใช้เลย เพราะฉะนั้นประชาชนเขาเดือดร้อน ทำแล้วไม่ได้ใช้ รัฐบาลถ้าจะปรับทุจริตคอร์รัปชันจริงหรือว่านายกรัฐมนตรีเอาจริงต้องตั้ง กรรมการสอบ ไม่ใช่ว่าไม่สอบพวกเดียวกัน ดิฉันทราบมาว่าคนในพรรคเป็นกรรมาธิการ ไปร่วมตรวจสอบโครงการ ซึ่งเป็นคนของรัฐบาลเป็นรัฐมนตรียังต่อว่ากันเลยว่าทำไมคนของ พรรคไปร่วมมือตรวจสอบกับคนพวกเดียวกัน ทำไมไม่ปกป้องคนพรรคเดียวกัน เพราะฉะนั้น ดิฉันก็อยากจะฝากว่าถ้านายกรัฐมนตรีมีความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ที่ท่านทำมาทั้งหมดนี้ที่ออกภาพทั้งหลายไม่ใช่เป็นการแสดงลิเกนะคะ ถ้าแสดงลิเก นายกรัฐมนตรีจะแสดงเป็นนางเอก นายกรัฐมนตรีจะต้องเอาคนที่ทุจริตคอร์รัปชันมาตัดหัว เจ็ดชั่วโคตรให้ได้ แต่ถ้านายกรัฐมนตรีจะแสดงเป็นตัวอิจฉา เพราะตัวอิจฉามันจะแสดง พฤติกรรมที่เอาหน้าแล้วมันจะตอแหลตลอดเลยพวกตัวอิจฉา เพราะฉะนั้นถ้านายกรัฐมนตรี จะแสดงเป็นตัวอิจฉา

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านรังสิมาไม่ได้ขัดจังหวะนะครับ แต่คำว่า ตอแหล ไม่ควรพูดในสภา ถอนนะครับ ท่านรังสิมาด้วยความเคารพนะครับว่าตอแหลนี่ไม่ว่าจะว่าใครก็ไม่ควรพูด ถอนดีกว่า ท่านสุภาพอยู่แล้วท่านถอนเถอะครับ ท่านรังสิมาถอน

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมุทรสงคราม

คือท่านประธานคะ ดิฉันบอกว่า จะแสดงลิเกเป็นตัวนางเอก หรือจะเป็นตัวอิจฉา เป็นตัวตอแหลก็แล้วแต่ แต่ดิฉันเปิดมาแล้วค่ะ ตัวตอแหลในพจนานุกรม นี่เปิดมาแล้วค่ะ ดิฉันรู้ว่าท่านประธานจะต้องให้ดิฉันถอน ดิฉันอ่านให้ท่านฟังนะท่านจะได้รู้ภาษาไทยด้วย ตอแหลเป็นคำด่าคนที่พูดเท็จ มักใช้กับ ผู้หญิงช่างพูดและแสดงกิริยาน่ารัก นี่คือคำว่า ตอแหล นี่ท่านประธานไปเปิดดูนะคะ นี่ดิฉัน พูดจริง ๆ นะคะ เพราะดิฉันเปิดมาก่อนแล้ว

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผมทราบ แต่ไม่ควรพูดในที่ประชุมสภา

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมุทรสงคราม

เพราะฉะนั้นดิฉันไม่เห็นด้วย กับการพิจารณางบประมาณ ปี ๒๕๕๗ ขอบคุณค่ะ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านไชยา พรหมา เชิญครับ

นายไชยา พรหมา หนองบัวลำภู 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไชยา พรหมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย ร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ในขณะนี้ ท่านประธานก็คงทราบครับว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดถึง ในภาพรวมว่าปีนี้เราจัดงบประมาณที่ส่งสัญญาณไปในทิศทางที่ดี ถ้าจะเปรียบเทียบตั้งแต่ รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ เรามีแนวโน้มที่จะจัดงบประมาณที่เป็นงบประมาณ ขาดดุลนั้นให้น้อยลง และนำไปสู่การจัดงบประมาณที่สมดุลในปี ๒๕๖๐ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมจะขออนุญาตให้ท่านประธานได้นึกภาพว่าตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา ปลายปี ๒๕๕๔ เราเกิดวิกฤตการณ์มหาอุทกภัยน้ำท่วม ซึ่งต้องยอมรับว่าในขณะนั้นรัฐบาล ก็ประสบปัญหาที่เหมือนพอเข้ามารับตำแหน่งใหม่ ๆ แล้วก็เกิดปัญหาอุทกภัยที่ถือว่าเป็น มหาอุทกภัยที่ร้ายแรงที่สุดในรอบ ๕๐ ปีที่ผ่านมา งบประมาณที่มาจากเงินภาษีอากร ของประชาชนแทนที่รัฐบาลจะได้ไปเร่งรัดในการแก้ไขปัญหาดูแลพี่น้องประชาชน ในความจำเป็นต่าง ๆ เราก็ต้องกลับเอางบประมาณดังกล่าวนั้นมาฟื้นฟูประเทศหลังจาก ภาวะน้ำท่วม ท่านประธานที่เคารพครับ งบประมาณปี ๒๕๕๕ ต่อเนื่องมาก็อยู่ในช่วง ของการที่เราจะต้องฟื้นฟูประเทศหลังจากภาวะอุทกภัยน้ำท่วม เราจะเห็นได้ว่าตัวเลข การขยายตัวทางเศรษฐกิจนั้นเราได้รับผลกระทบอย่างมาก ส่งผลไปต่อปัญหาการส่งออก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธานที่เคารพครับ ผลกระทบในเรื่องของนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งถือว่าเป็นอุตสาหกรรมหลักและเป็นตัวเลขที่มีมูลค่าการส่งออกของประเทศถึง ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ต่อจีดีพี นั่นหมายความว่าประเทศเหล่านั้นได้พึ่งพาการส่งออก และการส่งออกนั้นรวมทั้ง ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ เราได้พึ่งพาการส่งออก พอเรามาเจอปัญหา วิกฤตการณ์น้ำท่วมนั้นทำให้ตัวเลขการส่งออกนั้นได้รับผลกระทบ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นการตัดสินใจของรัฐบาลที่จะต้องวางยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ อย่างน้อยท่านประธานครับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน ต่อพี่น้องประชาชน และต่อประเทศที่มาลงทุนในประเทศไทยว่าในอนาคตรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์นั้นจะสร้างหลักประกันทางด้านความยั่งยืนและความเสถียรภาพทางด้านเศรษฐกิจ ให้ประเทศคู่ค้าและนักลงทุนให้มีความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีความพร้อมในการที่จะแก้ไขปัญหา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดสรรงบประมาณในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนั้นก็เพื่อการรักษา ฐานการผลิตอันใหญ่ของประเทศนี้ ท่านประธานจะเห็นได้ว่าที่ผมยกตัวอย่างว่าตัวเลข การส่งออกที่มีมูลค่าถึง ๗๕ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพีนั้นได้ส่งผลกระทบอย่างมากมาย นำไปสู่ของการที่รัฐบาลได้ประกาศนโยบายที่เพื่อนสมาชิกจากซีกฝ่ายค้านพยายามจะพูดว่า รัฐบาลชุดนี้ได้ประกาศนโยบายแล้วสร้างภาระหนี้ครัวเรือนและสร้างหนี้ให้กับประชาชนมากมาย โดยเฉพาะผลกระทบในเรื่องของนโยบายรถคันแรก ผมต้องทำความเข้าใจกับท่านประธานว่า ทำไมผมต้องพูดเรื่องนี้ เพราะว่าเพื่อนสมาชิกจากซีกฝ่ายค้านได้พูดถึงว่ามันทำให้นโยบายนี้ รัฐบาลสูญเสียรายได้จากการคืนภาษีสรรพสามิตที่ผ่านมาถึง ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานทราบหรือเปล่าว่าวันนี้งบประมาณปี ๒๕๕๗ เรามีการประมาณการรายรับ อยู่ ๒.๒ ล้านล้านบาท เรามีรายจ่ายที่เป็นรายจ่ายที่เราตั้งงบประมาณ ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท เราจัดงบประมาณขาดดุลอยู่ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ เราขาดดุล ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และมาปี ๒๕๕๗ เราทำงบขาดดุล ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เราทำเพื่ออะไรครับท่านประธาน ทำเพื่อทำให้เห็นว่ารัฐบาลใส่เม็ดเงินเข้าไปในโครงการ ที่รัฐบาลต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นมันมีผลต่อจีดีพีของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลข ของการจัดเก็บรายได้ที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานว่ามันได้ส่งผลให้เห็นได้ชัดว่านโยบาย ของรัฐบาลที่ตัดสินใจเพื่อที่จะรักษาฐานการผลิตใหญ่ในประเทศ อุตสาหกรรมรถยนต์ ที่เพื่อนสมาชิกจากซีกฝ่ายค้านว่ารัฐบาลชุดนี้เอาใจพ่อค้า เอาใจนักธุรกิจ เอาใจภาคอุตสาหกรรม รถยนต์มากกว่าพี่น้องเกษตรกร ไม่ใช่ครับ เพราะเราเห็นว่าเศรษฐกิจที่มันโตในขณะนี้ ที่มีผลต่อจีดีพีของประเทศมันมาจากการส่งออกในภาคอุตสาหกรรม เพราะภาคอุตสาหกรรม มันมีตัวชี้วัดต่อจีดีพีของประเทศนั้นค่อนข้างสูง ท่านประธานทราบหรือเปล่าครับว่าเราผลิต รถในประเทศนี้ เราผลิตในอันดับที่ ๔ ของเอเชีย รองลงมาคือประเทศในภูมิภาคนี้นะครับ ใกล้เราก็คือประเทศอินโดนีเซีย ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ถ้าหากว่ารัฐบาลไม่ตัดสินใจ ที่จะแก้ไขปัญหาโดยการออกพระราชกำหนดการกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อป้องกันระบบการป้องกันน้ำท่วมและการแก้ไขปัญหาน้ำแล้ง เราต้องการสร้างความเชื่อมั่นว่าผู้ที่มาลงทุนในประเทศไทยจะไม่ย้ายฐานการผลิตไปยัง ประเทศเพื่อนบ้าน วันนี้ท่านประธานครับ ประเทศอินโดนีเซียเขาส่งเสริมการลงทุนชักชวน นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุน เพราะอินโดนีเซียเขาผลิตรถยนต์รองจากประเทศไทย และวันนี้ประเทศญี่ปุ่นซึ่งไม่มีฐานการผลิอยู่ที่ในประเทศถ้าหากวันนั้นเขาตัดสินใจย้ายฐาน การผลิตจากบ้านเราไปอยู่ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งวันนี้เขามีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริม การลงทุนที่มีแรงจูงใจให้กับประเทศผู้ลงทุนนั้นในเรื่องของมาตรการทางภาษี ๕-๑๐ ปีครับ ในการยกเว้นภาษี และทุก ๒ ปี เขาลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ๕๐ เปอร์เซ็นต์ นี่คือแรงจูงใจ ที่ฐานการผลิตใหญ่ที่เป็นตัวเลขการส่งออกและประเทศเราไม่ได้นำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เราเป็นประเทศที่ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ครองตลาดในโลกนี้ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ครับ นั่นหมายความว่าธุรกิจดังกล่าวนี้เขามีการจ้างงาน แรงงานจากอีสาน บ้านผม แรงงานจากกรุงเทพมหานคร แรงงานจากทั่วประเทศ วันนี้คนในต่างจังหวัด เขาไม่ได้ทำนาเขาไปทำการเกษตร ลูกมาทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมในเหล่านี้ ท่านประธานครับ ถ้าเกิดฐานการผลิตของเราพังทลายลงไปแล้วย้ายฐานการผลิตไปอยู่ ต่างประเทศอะไรจะเกิดขึ้น นั่นหมายความว่าเราจะเจอปัญหาทางสังคม นั่นก็คือปัญหา การว่างงานถึง ๗๐๐,๐๐๐ ตำแหน่งเกิดขึ้น นี่คือสิ่งที่รัฐบาลได้มองเห็นว่าการจัดงบประมาณ เพื่อรักษาเสถียรภาพความมั่นคงทางเศรษฐกิจนั้นเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้อง ตัดสินใจ อย่างน้อยท่านประธานครับไม่เฉพาะในเรื่องนี้ รัฐบาลยังเห็นว่าในอนาคต ของประเทศนั้นเราเป็นประเทศที่อยู่ท่ามกลางของความเจริญในประเทศรอบเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในเรื่องของยุทธศาสตร์ในการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ อีก ๒ ปี เราจะสู่เออีซีครับ วันนี้รัฐบาลได้ตัดสินใจจัดงบประมาณในเรื่องของยุทธศาสตร์การสร้าง ความเจริญเติบโตเพื่อให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพและมุ่งเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในงบประมาณ ๒ ยุทธศาสตร์นี้ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่รัฐบาลมองการณ์ไกล นอกจากนั้นท่านประธานครับ รัฐบาลชุดนี้ได้ตัดสินใจแล้วว่าความได้เปรียบของประเทศไทย ในภูมิภาคอาเซียน เราอยู่ท่ามกลางอาเซียนใหม่และอาเซียนเก่า ในยุทธศาสตร์ตรงนี้ เราได้เปรียบในเชิงยุทธศาสตร์ การลงทุนที่รัฐบาลตัดสินใจโดยเฉพาะการออกร่างพระราชบัญญัติ ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อวางโครงสร้างพื้นฐาน ของประเทศในการพัฒนารถไฟรางคู่ที่บอกว่ารถไฟรางคู่ไม่ถึงจังหวัดหนองคายนี่ไม่ใช่ครับ ผมเป็นกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เรารู้ว่าวันนี้รัฐบาลได้วางโครงข่าย ในการเชื่อมโยงเพราะต้องการลดต้นทุนในระบบโลจิสติกส์ที่วันนี้เป็นต้นทุนถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ต่อจีดีพีของประเทศ เราเห็นว่าถ้าหากว่าเราสามารถลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางลงได้ ท่านประธานครับ ท่านประธานทราบหรือเปล่าครับว่าระบบโลจิสติกส์ในประเทศมีการขนส่ง โดยใช้รถยนต์ถึง ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ปีหนึ่งเราสูญเสียเงินงบประมาณในการซื้อน้ำมันเชื้อเพลิง เราจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเนื่องจากประเทศเราผลิตน้ำมันไม่ได้ครับท่านประธาน ยิ่งเราใช้มาก เราก็จ่ายเงินต่างประเทศออกไปมาก รัฐบาลต้องการที่อยากจะลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพื่อให้เกิด การขนถ่ายสินค้าการบริการทั้งการท่องเที่ยวและลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลง ปีหนึ่งประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เรานำเข้าในเรื่องของระบบขนส่งโดยรถยนต์ เรามีการตั้งเป้าหมายว่า ถ้าเราสามารถลดต้นทุนในระบบโลจิสติกส์ได้เพียง ๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นจะทำให้เราทั้งประหยัดเวลา ประหยัดต้นทุน ประหยัดค่าใช้จ่าย ประหยัดพลังงาน เห็นไหมว่าการตัดสินใจเพื่อวางอนาคต ของประเทศ วันนี้ประเทศเราเป็นประเทศที่มีรายได้ประชากรต่อหัวต่อปีค่อนข้างต่ำ เรามีเป้าหมายและยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศอีก ๑๐ ปี และ ๑๕ ปีข้างหน้าเพื่ออะไร เพื่อจะยกระดับรายได้ของประชาชน จากเป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวต่อปีในค่อนข้างต่ำ ไปสู่ประเทศที่มีรายได้ประชากรต่อหัวต่อปีอยู่ในระดับปานกลาง วันนี้เรามีตัวเลขของรายได้ ต่อหัวของประชาชนอยู่ที่ ๔,๔๒๐ เหรียญยูเอสดอลลาร์ (US dollar) ต่อปี เฉลี่ยแล้วอยู่ เดือนละประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าบาท อันนี้คือตัวเลขถัวเฉลี่ย คนจนมาก คนมีรายได้ปานกลาง และคนยากจน คนรวย คนรวยปานกลาง และคนยากจน ถัวเฉลี่ยประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าบาท เรามีเป้าหมายว่าอีก ๑๐-๑๕ ปีข้างหน้าประเทศไทยต้องยกระดับรายได้ต่อหัวต่อปี ของประชาชน ๑๒,๐๐๐ เหรียญยูเอสดอลลาร์ต่อปี หรือเดือนหนึ่งประมาณไม่ต่ำกว่า ๓๐,๐๐๐ บาท ต้องทำให้ได้ เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ดังกล่าวนี้มันต้องมียุทธวิธีในการที่จะ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ท่านประธานครับ ต้องยอมรับว่าวันนี้ประเทศเราต้องตัดสินใจที่รัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ในการตัดสินใจในการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เพื่อนสมาชิก บอกว่ารัฐบาลชุดนี้สร้างหนี้ให้กับประชาชนนั้น อย่ามองเฉพาะมิติการสร้างหนี้สาธารณะ ท่านประธานครับ วันนี้ตัวเลขหนี้สาธารณะของประเทศต่อจีดีพีอยู่ที่ ๔๔.๑๖ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี ยังอยู่ในวินัยความมั่นคงและความยั่งยืนทางการคลังและฐานะทางการคลังของประเทศ ซึ่งมีเพดานถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แต่วันนี้รัฐบาลไม่ตัดสินใจอย่างนั้น เพราะว่าการตัดสินใจ สร้างรถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ตามร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินนั้น ดูเหมือนว่าเป็นการสร้างหนี้เพิ่มขึ้น แต่หนี้ดังกล่าวท่านประธานครับ มันมีผลต่อการพัฒนา เศรษฐกิจ มันมีผลต่อการสร้างงาน งานที่จะต้องเกิดขึ้นจากการจ้างแรงงานอันใหม่นี้ ไม่ต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ตำแหน่ง อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรม ก่อสร้าง คนเหล่านี้ต้องจ้างแรงงาน ต้องใช้จ่ายครับ บริษัท ห้างร้านที่เกิดขึ้นเขาก็ต้องจ้าง วิศวกรคุมงาน เขาก็ต้องจ้างพนักงานบัญชี จ้างพนักงานขับรถ เงินมันก็หมุนในระบบครับ เพราะว่าคนเหล่านี้เขาได้เงินไปเขาไม่ได้เอาไปฝังดินท่านประธานครับ เขาจับจ่ายใช้สอย มันมาในรูปของภาษีที่รัฐบาลปีนี้มีการจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น จากนโยบายรถยนต์คันแรก ก็เหมือนกันครับ เราสูญเสียเงินจากรายได้จากกรมสรรพสามิตไป ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่เราได้กลับมาในรูปของภาษีที่เกิดการจับจ่ายเพิ่มอุปสงค์ในประเทศ เกิดการหมุนเวียนการใช้เงินในประเทศมาในรูปของภาษีนิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีรถยนต์ ภาษีนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เห็นไหมครับ ท่านประธานที่เคารพครับ แล้วก็อย่าบอกว่า สิ่งเหล่านี้เป็นการสร้างภาระของประเทศ แต่การที่เราตัดสินใจลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ดังกล่าวนั้นทำให้เห็นว่าหนี้ที่รัฐบาลสร้างขึ้นนั้นมันทำให้เกิดการจ้างงานเกิดขึ้น มันทำให้จีดีพี ของประเทศโต แล้วก็อย่าคิดว่าวันนี้เราลงทุน ไป ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อีก ๗ ปีข้างหน้า ท่านประธานครับ กับอีก ๕๐ ปีข้างหน้าหรือ ๒๐ ปีข้างหน้านั้นมูลค่า มันต่างกัน เหมือนวันนี้ท่านประธานของผมท่านอยากมีบ้านสักหลังหนึ่ง ท่านจะซื้อบ้าน ในราคา ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าหากว่าท่านประธานจะเก็บหอมรอมริบกว่าจะได้เงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทไปซื้อบ้านหลังหนึ่งอาจจะต้องใช้เวลาหลายปี หรืออาจจะไม่มีโอกาส ในการที่จะซื้อบ้านเลย แต่วันนี้พี่น้องประชาชนเดินไปที่ธนาคารออมสิน เดินไปที่ธนาคาร ธ.ก.ส. เดินไปที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เดินไปที่ธนาคารกรุงไทย บ้านราคา ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท วันนี้ดอกเบี้ยถูกครับท่านประธาน เหมือนกับวันนี้ดอกเบี้ยต่างประเทศชวนในการที่จะต้อง นำมาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในประเทศอย่างมาก วันนี้เขามีโปรโมชัน (Promotion) ว่าคุณซื้อบ้าน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ผ่อน ๒๐ ปี ผ่อน ๓๐ ปี เงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทวันนี้ กับเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทอีก ๒๐ ปีข้างหน้าค่ามันต่างกัน เพราะอัตราเงินเฟ้อมันคนละ อย่างกันครับท่านประธาน เพราะวันนี้รัฐบาลตัดสินใจในการที่จะวางโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาประเทศนั้นเป็นการวางระบบเพื่อทำให้เศรษฐกิจมันโต มันลดค่าใช้จ่าย มันลดเวลา และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ เพราะวันนี้ในโลกของการแข่งขัน ทางธุรกิจนั้นมันแข่งกันด้วยความเร็ว แข่งกันด้วยการตรงเวลา แข่งกันด้วยสามารถที่จะ นำสินค้าไปสู่เป้าหมายที่เป็นลูกค้าได้ทันเวลาหรือเปล่า เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลได้ตัดสินใจ จัดงบประมาณในภาวะที่มีความเหมาะสมทางเศรษฐกิจ และตัดสินใจกำหนดยุทธศาสตร์ ของประเทศในการที่จะออกร่าง พ.ร.บ. การกู้เงิน เพื่อวางระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทให้มีการสอดรับกับยุทธศาสตร์ในการจัดงบประมาณปี ๒๕๕๗ และอนาคตข้างหน้านั้นเป็นความเหมาะสมและมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการที่วางอนาคต ของประเทศ ดังนั้นผมจึงขอสนับสนุนการออกร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ตามเหตุผลที่ผมได้นำเรียนท่านประธานมาแล้ว ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านชื่นชอบ คงอุดม เชิญครับ ๕ นาที

นายชื่นชอบ คงอุดม กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายชื่นชอบ คงอุดม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมขออนุญาตท่านประธานเสนอเหตุผลที่ไม่รับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ในครั้งนี้ ซึ่งใช้งบประมาณทั้งสิ้น ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ด้วยเหตุผลที่ว่ารัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีความสามารถในการที่จะบริหารประเทศ มีแต่ความล้มเหลวที่ดำเนินนโยบายต่าง ๆ ทำให้ประเทศชาติแทนที่จะได้ประโยชน์กลับเสียประโยชน์ สิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินนโยบาย เช่น นโยบายรถคันแรกซึ่งอยู่ในเอกสารงบประมาณ ฉบับที่ ๓ เล่มที่ ๒ ในหน้าที่ ๗๑ ซึ่งระยะเวลาดำเนินการ ๔ ปี มีงบผูกพันตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๕๕ จนถึงปี ๒๕๕๘ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด ๑,๒๕๐,๐๐๐ รายด้วยกัน ซึ่งใช้วงเงินงบประมาณ ในการที่จะจ่ายให้กับผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด ๕๔,๓๗๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งในส่วนนี้ ผมคิดว่ารัฐบาลล้มเหลวซึ่งอยู่ในส่วนที่รัฐบาลเองเป็นคนนำเสนอกับสภาแห่งนี้ด้วยซ้ำ ก็คือวัตถุประสงค์เพื่อที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศ สร้างสมดุลและความเข้มแข็งอย่างมีคุณภาพให้แก่ระบบเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งในส่วนของการยกระดับคุณภาพชีวิตผมก็คงต้องถามรัฐบาลกลับไปว่ายกระดับคุณภาพชีวิต ของรัฐบาลหมายถึงอะไร ถ้าหมายถึงการที่พี่น้องประชาชนจะอยู่ดีกินดีมีความสุข สุขภาพแข็งแรง ครอบครัวเป็นสุข ผมคิดว่ารัฐบาลล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะว่าการที่รัฐบาลให้วัตถุ กับพี่น้องประชาชนเพิ่มขึ้น สร้างหนี้เพิ่มขึ้น อย่างที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ณ ระนอง ชี้แจงให้สภาของเราฟังเมื่อเช้านี้ว่าการที่หนี้ต่อรายได้เพิ่มขึ้น ๐.๗๕ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๐.๘๗ เปอร์เซ็นต์ แม้จะขึ้นจริงแต่ว่าประชาชนก็ยังได้สินทรัพย์กลับไป ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าสินทรัพย์ส่วนนี้ เกิดประชาชนไม่มีความสามารถในการที่จะจ่ายชำระหนี้มันก็ไม่ใช่สินทรัพย์ครับท่านประธาน ซึ่งก็มีตัวเลขที่ชัดเจนสินเชื่อบุคคลเพิ่มขึ้น ๒๑.๖ เปอร์เซ็นต์ รายได้เพิ่มขึ้นเพียง ๗.๓ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น แล้วอย่างนี้ไม่เป็นหนี้ได้อย่างไร ท่านประธานครับ รัฐบาลที่ดีควรจะสนับสนุน ให้ประชาชนมีวินัยในการดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ไม่ใช่สร้างหนี้นะครับ ซึ่งผมเชื่อว่า ประชาชนส่วนใหญ่ก็เห็นครับท่านประธาน อย่างนิด้าโพลล์ตอนนี้ก็มีผลสำรวจออกมาว่า แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะเห็นด้วยกับนโยบายรถคันแรก แต่ประชาชนส่วนใหญ่ในส่วนที่เห็นด้วย ๕๑ เปอร์เซ็นต์เห็นว่ามีผลเสียกับประเทศ ซึ่งก็ชัดเจนว่าจริง ๆ จะโทษประชาชนก็ไม่ได้ เพราะว่าเป็นสิ่งที่นโยบายที่รัฐบาลนำเสนอกับประชาชน ประชาชนคิดว่าได้ประโยชน์ ก็รับแต่ว่าจริง ๆ ประชาชนส่วนใหญ่ก็ทราบว่าไม่มีประโยชน์มีแต่เสียประโยชน์ อย่างสิ่งที่ท่านพยายามจะนำเสนอว่าเป็นการเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศสร้างความสมดุล และความเข้มแข็งอย่างมีคุณภาพให้แก่ระบบเศรษฐกิจมหภาคนั้นจริง ๆ ก็ชัดเจนครับ วันนี้ในส่วนของกำลังซื้อภายในประเทศอัตราการขยายตัวการบริโภคภายในประเทศ เมื่อปี ๒๕๕๕ ขยายอยู่ ๖.๘ แต่ไตรมาสแรกของปีนี้อยู่ที่ ๓.๙ เท่านั้นเองครับท่านประธาน ลดลงไปตั้งเยอะ เหตุผลเยอะแยะมากมายครับ ซึ่งก็สอดคล้องกับเสียงบ่นของภาคธุรกิจ ซึ่งมีทั้งนายกสมาคมค้าส่ง ค้าปลีกแล้วก็ทางกลุ่มในเครือสหพัฒน์ ก็ชัดเจนว่าตอนนี้กำลังผลิต ในการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคชะลอตัว จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะเติบโต ๑๘ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ก็ปรับเป้าลงมาเหลือ ๑๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองครับท่านประธาน เหตุผลง่าย ๆ เพราะว่าประชาชนต้องเตรียมเงินไว้สำหรับผ่อนรถคันแรกแล้วก็จะเป็นอย่างนี้ไปอีก ประมาณ ๕ ปีเพราะว่าประชาชนที่มีรายได้น้อยเป็นกลุ่มคนชั้นกลาง คนชั้นล่าง เป็นรากหญ้า มีกำลังในการที่จะดูแลตัวเองระดับหนึ่งเท่านั้นเองแต่ต้องเอาไปผ่อนรถ เหตุต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้บริษัทรถที่จริง ๆ แล้วก็มีความคาดหวังกับนโยบายรถคันแรกอย่างบริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ก็มีตัวเลขออกมาชัดเจนครับว่ายอดการจองจริง ๆ ทะลุเป้า แต่วันนี้ ยอดการจองที่ประชาชนตัดสินใจไม่ออกรถแล้ว ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาล พยายามจะนำเสนอว่าเป็นเรื่องจริงว่ากำลังซื้อภายในดีขึ้น สร้างโอกาสให้กับประเทศในการ ที่จะพัฒนาระบบเศรษฐกิจมหภาคให้เสมอภาคเท่าเทียมกันผมว่าก็ชัดเจนครับ ตัวเลขต่าง ๆ เหล่านี้เริ่มปรากฏชัดขึ้นมาเรื่อย ๆ ว่ามันไม่เป็นจริงอย่างนั้น รายได้ก็ไม่ถึง ๓๐๐ บาทจริง ๑๕,๐๐๐ บาทก็ไม่จริง ลดรายจ่าย อย่างที่ทราบครับวันนี้ค่าครองชีพมีแต่สูงขึ้น ก๊าซหุงต้ม กำลังจะขึ้น น้ำมันก็ยิ่งใช้มากขึ้นแพงขึ้น เพราะฉะนั้นนโยบายประชานิยมแบบฉาบฉวยแบบนี้ ผมคิดว่ารับไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมจึงไม่สามารถที่จะรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ฉบับนี้ได้ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านวัชรพล โตมรศักดิ์ เชิญครับ

นายวัชรพล โตมรศักดิ์ นครราชสีมา 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วัชรพล โตมรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคชาติพัฒนา ผมขออนุญาตท่านประธานได้อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ที่รัฐบาลภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผมขออนุญาตให้การสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฉบับนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่า ในส่วนยุทธศาสตร์ที่ทางรัฐบาลได้นำเสนอนั้นถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่มีความเหมาะสม มีความชัดเจนที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่พี่น้องประชาชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพัฒนา ประเทศชาติ สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องประชาชนที่ได้ ชมการถ่ายทอดสดหรือฟังวิทยุ ผมอยากจะเรียนท่านที่เคารพทุกท่านว่าในงบประมาณ จำนวน ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาทนั้นจริง ๆ แล้วพี่น้องประชาชนบางท่านอาจจะไม่ทราบว่า ในงบประมาณส่วนนี้นั้นเป็นงบที่จะต้องใช้ในการดำเนินการในเรื่องของรายจ่ายประจำ ซึ่งเป็นเงินเดือน ค่าตอบแทนสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นถึง ๗๙.๙ เปอร์เซ็นต์ เทียบเป็นเงินก็คือ ๒.๐๑๗๒๔๔ ล้านล้านบาท แต่ในขณะเดียวกันครับ นอกเหนือจากนั้นยังเป็นเงินเพื่อชดใช้ เงินคงคลังถึง ๑๓,๔๒๓.๗ ล้านบาท และในขณะเดียวกันก็ยังเป็นเงินที่ต้องใช้จ่าย ในการชำระคืนเงินต้น เงินกู้ถึง ๕๒,๘๒๑.๙ ล้านบาท สำคัญที่สุดคือตรงนี้ครับท่านประธาน ก็คือเรามีงบลงทุนเพียง ๔๔๑,๕๑๐.๔ ล้านบาท หรือเทียบเท่าก็คือ ๑๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ที่ผมกราบเรียนอย่างนี้ก็เพื่ออยากจะขออนุญาตได้ตั้งข้อสังเกต ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมเองได้ลุกขึ้นอภิปรายในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณเกือบทุกครั้งที่มีการนำเสนอ ผมเห็นใจรัฐบาลครับว่าประเทศไทยเรานั้นส่วนใหญ่แล้วรัฐบาลมาเร็ว ไปเร็ว แล้วก็มี การเปลี่ยนแปลงโดยตลอด เพราะฉะนั้นในรัฐบาลทุกยุคที่เข้ามาเป็นรัฐบาลภายใต้การนำ ของท่านนายกรัฐมนตรีท่านใดก็แล้วแต่ สิ่งที่จะทำได้ก็คือการที่จะต้องดำเนินการ ในการตอบสนองนโยบายที่สัญญาไว้กับพี่น้องประชาชน และในขณะเดียวกันครับ ในการจัดทำงบประมาณที่ผ่านมานั้นผมเคยพูดเสมอว่าถ้าตราบใดที่ยังเป็นงบประมาณ ในลักษณะอย่างนี้แบบเป็นขั้นบันไดแต่ละกระทรวง แต่ละทบวง กรม ปัญหาที่เราเจอก็คือ ประเทศชาตินั้นมีการพัฒนาที่ช้า และวันนี้ก่อนหน้านี้ ๑๐ ปี ๒๐ ปี หลายประเทศในเอเชีย มักจะมองว่าไทยคือเสือตัวหนึ่ง ๑ ใน ๕ ของเอเชีย แต่วันนี้หลายประเทศที่ล้าหลังเรา กลับแซงหน้าเราด้วยเหตุผลที่รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ และไม่มีการต่อเนื่องด้วยนโยบาย ท่านประธานครับ ผมภูมิใจอย่างยิ่งที่รัฐบาลได้เสนอร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมไม่ได้ดีใจกับการกู้เงิน แต่ผมดีใจที่ได้เห็นโครงการใหญ่ ๆ ที่เกิดขึ้น ถ้าวันนี้รัฐบาลไม่ทำ วันต่อไปงบประมาณก็จะสูงขึ้น ปัญหาในการพัฒนาประเทศ ปัญหาที่ต่างประเทศจะมา ลงทุนในบ้านเมืองของเรานั้นยิ่งช้าไป สำคัญที่สุดก็เหมือนงบประมาณครับ วันนี้ผมขออนุญาตท่าน ด้วยเวลาอันสั้น ๆ ที่อยากจะขออนุญาตได้พูด ๒ ยุทธศาสตร์ ใน ๘ ยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยุทธศาสตร์ที่ ๔ ที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของการศึกษา ผมมองว่าการศึกษานั้นเป็นหัวใจสำคัญ ผมเป็นผู้แทนและเป็นประธานคณะกรรมการศึกษาก่อนหน้าที่ผมจะมาเป็น ส.ส. ผมได้เห็นครับว่าโรงเรียนในหลายโรงเรียนในชนบทไม่มีงบประมาณแม้กระทั่งที่จะ ก่อสร้างส้วมหรือในการพัฒนา โรงเรียนเหล่านั้นจะต้องจัดการทอดผ้าป่า ขอเรี่ยไร จากพี่น้องประชาชนมาต่อเติมอาคารเรียนมาพัฒนาห้องเรียน มาทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อที่จะให้ลูกหลานของเขานั้นได้มีความก้าวหน้าในเรื่องการศึกษา แต่บ้านเราครับ การจัดงบประมาณนั้นกลับหัวกลับหาง ผมได้พูดในคณะอนุกรรมาธิการงบประมาณ ด้านการศึกษาที่ผ่านมาว่า เราไปมองเห็นความสำคัญในระดับยอดก็คือการให้การศึกษา ให้เงินงบประมาณในเรื่องของอุดมศึกษา ผมดีใจในส่วนที่ผ่านมานั้น ทางอุดมศึกษาส่วนใหญ่นั้น ในเรื่องของงบก่อสร้างได้มีการอุดหนุนเงินมา ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่จริง ๆ แล้วผมอยากจะ ร้องขอทางรัฐบาลว่าถ้าเป็นไปได้ ผมอยากจะเห็นสถาบันอุดมศึกษาที่มีเงินนอกงบประมาณ จำนวนเยอะ ๆ ได้จัดการในเรื่องของงบประมาณด้วยตัวของตัวเอง แล้วหันกลับมาดูแล ในเรื่องของโรงเรียนในระดับประถมศึกษา ผมเห็นด้วยกับนโยบายในเรื่องของการยุบโรงเรียน แต่เสียอย่างเดียวครับ จริง ๆ แล้วไม่ต้องบอกว่ายุบ ถ้าเราสามารถจะสร้างโรงเรียนดีประจำ ตำบลให้มีการพัฒนาอย่างดีโรงเรียนอื่น ๆ จะยุบไปเองโดยอัตโนมัติ และในขณะเดียวกัน ก็คือการจัดสรรงบประมาณให้เกิดความเที่ยงธรรมและทั่วถึง ท้ายที่สุดเรื่องสุดท้ายด้วยเวลาสั้น ผมขอพูดถึงยุทธศาสตร์ที่ ๕ เกี่ยวกับเรื่องน้ำก็คือการส่งเสริม บริการจัดการน้ำอย่างบูรณาการ ท่านประธานครับ ผมอยากจะเห็นการจัดงบประมาณ จำนวนก้อนใหญ่เหมือนกับการจัดงบ ๒.๒ ล้านล้านบาท โคราชผมในขณะนี้น้ำท่วม พี่น้องประชาชนโทรศัพท์มา เงินงบประมาณจำนวน ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาทในการแก้ไข ปัญหาน้ำท่วมและทำให้เกิดการใช้น้ำให้กับผู้บริโภคและอุปโภคอย่างยั่งยืน ไม่อย่างนั้นแล้ว ถึงเวลาน้ำก็แล้ง น้ำก็ท่วม สิ่งที่สูญเสียในปี ๒๕๕๓ น้ำท่วมใหญ่โคราชเสียเงินงบประมาณไป ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในขณะนี้รัฐบาลได้จัดสรรงบบางส่วน ผมอยากจะร้องขอเพื่อแก้ไข ปัญหาอย่างยั่งยืนและเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ท้ายที่สุดนี้ครับท่านประธานด้วย เวลาอันสั้น ผมขออนุญาตได้สนับสนุนการใช้งบประมาณและอยากจะเห็นในอนาคต ที่วันนี้มีข้าราชการหลายกระทรวงมาอยู่ที่สภาของเรา ได้จดบันทึกในการอภิปราย ของซีกรัฐบาลและฝ่ายค้าน นำไปแก้ไข ปรับปรุง เพื่อที่จะให้งบประมาณของประเทศชาติ เรานั้นได้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต่อพี่น้องประชาชนและเกิดความโปร่งใสต่อไปในอนาคต ขอขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสาธิตมีอะไรครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ ระยอง

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ผมจะกราบเรียนหารือ ท่านประธานอย่างนี้ครับ ผมจะมีคิวอภิปรายแล้วผมก็ได้ยื่นเอกสารที่ผมจะนำเสนอต่อ การอภิปราย ผมก็บังเอิญได้รับคำตอบว่ามีเอกสารบางฉบับท่านประธานไม่อนุญาต ซึ่งความจริงไม่ใช่ท่านประธานหรอกครับ เป็นเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ใช้หลักว่าเอกสาร ซึ่งอาจทำให้บุคคลภายนอกเสียหาย ผมเรียนท่านประธานครับ ภาพอย่างนี้มันจะเสียหาย ตรงไหนครับ มันไม่มีความเสียหายนะครับท่านประธาน ผมจึงเรียนหารือท่านประธานว่า ผมขออนุญาตได้ใช้เอกสารเหล่านี้ประกอบในการอภิปรายของผม

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เดี๋ยวผม จะเล่าให้ฟัง คืออย่างนี้ เวลาผมทำหน้าที่ผมไม่มีเวลาไปดูเทป (Tape) หรือแผ่นภาพต่าง ๆ ผมไม่สามารถพิจารณาด้วยตัวเองได้ ผมก็เลยมอบให้ฝ่ายกฎหมายของสภาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ เป็น ผอ. สำนัก ซึ่งก็ไม่ได้มาพบอะไรกับผมเลย ผมบอกว่าขอให้คนเป็นกลางช่วยดูให้หน่อย อันไหนที่เหมาะสมและถูกต้อง สมควร เกี่ยวข้องกับงบประมาณก็แทงเรื่องมาให้ผม เพราะฉะนั้นผมก็ยึดตามเจ้าหน้าที่เขียนมาว่าถูกต้อง ยุติธรรม ซึ่งไม่มีไปกลั่นแกล้งท่านหรอก ผมก็ให้ฝ่ายกฎหมายของสภา ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าเป็นคนไหนที่เขียนมา ผมก็ยึดตามนั้น ถือว่าเจ้าหน้าที่เป็นกลาง และเป็น ผอ. สำนัก และเป็นฝ่ายกฎหมาย ผมถึงให้ฝ่ายกฎหมาย พิจารณาด้วยซ้ำไป ไม่ใช่ผม เพราะเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ประเด็นนี้ต้องขอชี้แจง คราวที่แล้วที่อภิปรายไม่ไว้วางใจก็ใช้คณะกรรมการอย่างนี้ละครับ ผมไม่ไปว่าหรอกครับว่า อันนั้นควร ไม่ควร ผมไม่ควรจะไปมีอคติกับใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ ระยอง

ท่านประธานทราบดีนะครับ ท่านประธานครับ ผม สาธิตนะครับ คือท่านประธานรู้จักผมดี และผมก็ผ่านกระบวนการนี้มาพอสมควร แต่ผมยืนยันว่าสิ่งที่ผมจะนำเสนอในสภาแห่งนี้มันไม่ใช่เรื่องเสียหาย ท่านประธานลองฟัง เดี๋ยวฟังอภิปราย ถ้าเสียหายเมื่อไรท่านประธานทักท้วงผมได้

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ตอนนี้ ยังไม่ถึงคิวท่าน เดี๋ยวถึงคิวท่านก่อนครับ เอาคิวคนอื่นก่อน ท่านอรรถวิชช์มีอะไรครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมก็โดนลักษณะเดียวกันกับคุณสาธิต ซึ่งเอกสารที่ผมเสนอไปก็ไม่ได้มีอะไรที่ไม่ถูก ไม่ควร แต่ว่ามีการพูดถึงบุคคลภายนอกจริงเพราะเนื่องจากเป็นการใช้จ่ายตามงบประมาณ และท่านประธานเป็นคนแทงหนังสือลงมาไปพาดพิงถึงบุคคลภายนอก ผมเรียนท่านประธาน สั้น ๆ เท่านั้นเองว่าผมเองเคยเป็นกรรมการในการตรวจคลิปวิดีโอ (Clip video) ในช่วงที่ โหดร้ายที่สุดช่วงนั้นก็คือเป็นการอภิปรายเรื่องของท่ามกลางความรุนแรง แนวที่วางเอาไว้คือ ถ้าเป็นภาพหวาดเสียว เป็นภาพที่เป็นการยั่วยุสังคมพวกนี้เราจะไม่เอาออก แต่ถ้าเป็นกรณี ของการอภิปรายแล้วพาดพิงบุคคลภายนอกผมรับผิดชอบ เป็นเอกสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าท่านประธานควรทบทวนนะครับ ถ้าเป็นไปได้เมื่อถึงเวลาที่อภิปรายไม่ว่าจะเป็น ของท่านสาธิตหรือเป็นของกระผมเองคงจะได้มีการปรึกษาท่านประธานอีกครั้งหนึ่งครับ ขอบพระคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คืออย่างนี้ ที่ผมให้ข้าราชการพิจารณาถ้าฝ่ายเราฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเอา ส.ส. ซีกรัฐบาล ฝ่ายค้านมาก็จะไป ควรหรือไม่ควรมีอคติในใจ ผมก็เลยบอกว่าให้ไปหาฝ่ายกฎหมายช่วยพิจารณาดูก็แล้วกัน ซึ่งในทางปฏิบัติผมก็ไม่มีโอกาสได้ไปนั่งดูครับ ผมไม่มีโอกาสได้ไปเปิดดูของท่านว่าเป็นอะไร จริง ๆ ในทางปฏิบัติถ้าท่านเอามาให้ผมข้างบน ให้ผมเซ็น ผมก็เซ็นหมด ผมไม่เห็นเลยใช่ไหมครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ ระยอง

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สาธิต ด้วยความเคารพท่านประธานจริง ๆ นะครับ คือผมคิดว่าพวกผมนี่เป็นตัวแทนพี่น้องประชาชน ผมสาบานตัวต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ว่าก็เคารพว่าท่านประธานมีงานเยอะ แต่ว่าท่านประธานจะปล่อยให้เจ้าหน้าที่มาวินิจฉัยแล้วมากระทบกับการปฏิบัติหน้าที่ของผม ในฐานะตัวแทนประชาชน ผมคิดว่ามันไม่ถูก ก็ขอรบกวนท่านประธานได้วินิจฉัยในขณะที่ พวกเราทำหน้าที่นะครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เอาอย่างนี้ท่านไม่ต้องประท้วงแล้ว เชิญท่านนายแพทย์โอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย เวลา มีน้อยจริง ๆ เดี๋ยวก็เที่ยงคืนแล้วนี่ครับ เชิญครับ

นายโอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย ชัยภูมิ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์โอชิษฐ์ เกียรติก้องชูชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้กระผมได้มีโอกาสอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ จากกรอบวงเงิน งบประมาณปี ๒๕๕๗ ที่ทางรัฐบาลจัดทำขึ้นในปีนี้ ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท ถ้าเทียบกับ เมื่อปี ๒๕๕๖ จะพบว่ากรอบวงเงินงบประมาณในการจัดทำในปีนี้มีมูลค่าที่มันเพิ่มขึ้น ๕.๒ เปอร์เซ็นต์ แต่ในภาพรวมยังคงเป็นงบประมาณที่เป็นงบประมาณเชิงขาดดุล โดยมี การขาดดุล ๒.๕ แสนล้านล้านบาท แล้วก็ขาดดุลติดกันมา ๙ ปีแล้ว ตามที่ทางรัฐบาล และท่านรองนายกรัฐมนตรีได้กล่าวไว้ว่าอยากจะทำให้งบประมาณรายจ่ายประจำปี ของประเทศไทยมีโอกาสได้สู่ภาวะสมดุลในอีก ๔ ปีข้างหน้า ผมในฐานะที่เป็นประชาชนคนไทย อยู่ภายใต้การบริหารงานของประเทศจากฝั่งทางรัฐบาลก็อยากจะมองเห็นว่าภายในอีก ๔ ปี ข้างหน้าเราจะได้มีโอกาสจัดงบประมาณประจำปีในภาวะสมดุลได้ มองในภาพรวมของงบประมาณ ปี ๒๕๕๗ ครับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณที่จัดทำขึ้น ๘๘ เปอร์เซ็นต์เป็นรายจ่ายประจำ อีก ๑๒ เปอร์เซ็นต์เป็นงบลงทุน ซึ่งงบประมาณที่จัดทำขึ้นในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาในอนาคตอันใกล้ของเราอาจจะต้องสะดุดลงหรือไม่ ถ้าทางรัฐบาลได้มีโอกาส จัดทำงบประมาณในปีถัด ๆ ไปให้เห็นว่างบประมาณในการลงทุนควรจะมีเพิ่มขึ้น รายจ่ายประจำ ถ้าไม่จำเป็นขอให้ได้ลดลง กระผมในฐานะที่เป็นแพทย์วันนี้ก็ขออภิปรายในส่วนของงบประมาณ ที่เกี่ยวกับทางด้านสาธารณสุข โดยในวันนี้จะขออภิปรายในส่วนของยุทธศาสตร์ที่ ๔ การศึกษา คุณธรรมจริยธรรม คุณภาพชีวิต และความเท่าเทียมกันในสังคม ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ ที่มีงบประมาณที่ทางรัฐบาลจัดทำขึ้นมากที่สุดประมาณ ๓๓ เปอร์เซ็นต์ โดยในส่วน ของรายละเอียดปลีกย่อยในยุทธศาสตร์ที่ ๔ ประกอบไปด้วย ส่วนที่ผมจะอภิปรายในวันนี้ คือแผนงานพัฒนาด้านสาธารณสุขได้จัดไว้ประมาณ ๔๔,๘๓๒ ล้านบาท ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวไว้ว่าแผนงานพัฒนาด้านสาธารณสุข ทางรัฐบาลอยากจะส่งเสริมแล้วก็ป้องกัน ฟื้นฟู ให้ระบบสุขภาพของประเทศไทยเป็นระบบที่มีการพัฒนาแบบปฐมภูมิ และมีการส่งเสริม ให้สุขภาพประชาชนเกิดขึ้นที่บ้าน โดยที่ให้บุคลากรสาธารณสุขเข้าไปดูแลแบบใกล้บ้านใกล้ใจ แต่วันนี้ที่ผ่านมาตลอดระยะเวลาที่ผมได้มีโอกาสเป็นแพทย์ ๑๐ ปี เพราะเนื่องจาก ประชาชนมีมากกว่าผู้ที่จะให้บริการ ก็คือบุคลากรทางการแพทย์

อีกส่วนหนึ่งครับ แผนงานทางด้านพัฒนาระบบประกันสุขภาพ รัฐบาลจัดไว้ ปีนี้ ๒๗๐,๙๑๖ ล้านบาท ซึ่งแผนงานพัฒนาระบบประกันสุขภาพตามที่นโยบายรัฐบาลจัดไว้ ก็คืออยากจะให้มีการบูรณาการระบบประกันสุขภาพ คือ ๓๐ บาท เข้าร่วมกับระบบ ประกันสังคมและระบบสิทธิสวัสดิการของข้าราชการ ทั้งข้าราชการภาครัฐและข้าราชการ ที่เกี่ยวกับข้าราชการเทศบาล วันนี้ก็ต้องบอกว่าการบูรณาการนี้เกิดขึ้นแล้ว และผมก็ คาดหวังว่าอยากจะให้รัฐบาลนำโดยท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีโอกาส บูรณาการให้สมบูรณ์แบบ เพื่อให้ประชาชนที่ใช้ทุกสิทธิตั้งแต่สิทธิ ๓๐ บาท สิทธิประกันสังคม และสิทธิข้าราชการเข้าถึงการเข้ารับบริการทางด้านสาธารณสุขได้ดีที่สุด โดยเฉพาะ การเข้าถึงการบริการด้านยา วันนี้ก็ต้องบอกว่าทางรัฐบาลก็พยายามจะสนับสนุน ให้ประชาชนได้เข้าถึงการบริการด้านยา ได้ยาที่มีคุณภาพ โดยที่ไม่ต้องจ่ายค่าบริการ คือจ่ายเพียงแค่ ๓๐ บาท ผมในฐานะที่เป็นแพทย์เราจะคอยดูการพัฒนาระบบประกันสุขภาพ ของทางรัฐบาล และจะคอยตรวจสอบว่าทางรัฐบาลจะสามารถทำระบบแบบองค์รวม ๓ องค์รวมนี้ได้จริงหรือเปล่านะครับ

ในส่วนของการพัฒนาระบบประกันสุขภาพอีกอย่างหนึ่งที่รัฐบาลพยายาม บอกไว้ก็คือพยายามจะลดความแออัดในโรงพยาบาล วันนี้ก็ต้องบอกว่าความเป็นจริง ที่เกิดขึ้นในถิ่นทุรกันดาร ความแออัดในการที่ประชาชนจะเข้ามารับบริการในโรงพยาบาล ยังมีมาก โดยเฉพาะโรงพยาบาลอำเภอและโรงพยาบาลจังหวัด เพราะเนื่องจากบุคลากร ทางการแพทย์ยังมีปริมาณไม่เพียงพอต่อการให้บริการทางด้านสุขภาพ วันนี้ยกตัวอย่าง ให้เห็นนะครับ มีเพื่อน ส.ส. ฝั่งของพรรคภูมิใจไทยที่จังหวัดนครราชสีมา ท่านพิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ ท่านแจ้งว่าที่โรงพยาบาลเทพารักษ์ อำเภอเทพารักษ์ จังหวัดนครราชสีมา มีโรงพยาบาลครับ แต่ยังขาดบุคลากรทางการแพทย์ ก็คือแพทย์ ซึ่งจะไปให้บริการตลอด ๒๔ ชั่วโมง วันนี้ทางโรงพยาบาลเทพารักษ์จะต้องขอยืมแพทย์ให้ไปช่วยตรวจในเวลาราชการ จากโรงพยาบาลด่านขุนทด ซึ่งเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่าวันนี้รัฐบาลควรจะมีการจัดการ บุคลากรทางการแพทย์ให้เพียงพอ วันนี้ต้องบอกเลยว่าสัดส่วนอัตราบุคลากรทางการแพทย์ ของกระทรวงสาธารณสุขวันนี้ไม่เพียงพอต่อการให้บริการประชาชน ยังขาดเหลือประมาณ ๗๐,๐๐๐ อัตรา ผมจะลองเปรียบเทียบอัตราส่วนบุคลากรให้กับท่านประธานทราบในวันนี้ อัตราส่วนบุคลากรที่จะให้บริการสุขภาพมีคุณภาพมาตรฐานที่ดีก็คือ แพทย์ ๑ ท่าน จะต้อง ดูแลประชากรให้ได้ ๒,๕๐๐ คน ปัจจุบันประเทศไทยมีแพทย์อยู่ ๑๔,๙๕๖ คน ยังขาดแพทย์ ที่จะมาบริการหรือดูแลสุขภาพประชาชนอยู่ ๑๑,๐๐๐ คน ทันตแพทย์ ๑ คน ควรจะดูแล ประชาชนหรือประชากร ๘,๗๔๐ คน ปัจจุบันมีทันตแพทย์ ๔,๔๓๗ คน ขาดอยู่ ๒,๙๘๙ คน เภสัชกร ๑ คนต่อประชากร ๖,๒๐๐ คน ปัจจุบันมี ๖,๙๙๔ คน ขาดอยู่ ๓๓๔ คน พยาบาล ๑ คน ต่อ ๕๕๐ คน ปัจจุบันมี ๑๐๐,๗๘๓ คน ขาด ๑๗,๐๐๐ คน นี่เป็นเพียงแค่การยกตัวอย่าง แสดงให้เห็นว่าระบบสุขภาพของประเทศไทยวันนี้ยังขาดบุคลากรที่จะให้บริการ เพราะฉะนั้น แล้วนี่คือสิ่งสำคัญที่ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและท่านนายกรัฐมนตรีควรจะพิจารณา ในการเพิ่มอัตราข้าราชการในกระทรวงสาธารณสุขให้เพียงพอ เพราะวันนี้ต้องบอกเลยว่า ถ้าประชาชนสุขภาพไม่ดีหรือเยาวชนสุขภาพไม่ดี สติปัญญาที่เขาจะไปเรียนที่โรงเรียน หรือระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนคงไม่มีประโยชน์ครับ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญ อันดับแรกคือการทำให้เขามีสุขภาพดี เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญอันดับแรกคือการทำให้เขามีสุขภาพดีสติปัญญาจะมาครับ สุขภาพแข็งแรง เราสุขภาพแข็งแรงเราไปช่วยกันทำงานเศรษฐกิจของประเทศจะดีขึ้น วันนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่า อยากจะฝากให้ทางรัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้กับกระทรวงสาธารณสุขหรืองบประมาณ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุขเพิ่มขึ้นกว่านี้ โดยเฉพาะงบประมาณทางด้านวิจัย ปีนี้งบประมาณ ทางด้านวิจัยของระบบสาธารสุขก็ลดลง อยากจะฝากให้ทางรัฐบาลจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดวันนี้ทางรัฐบาลบอกว่าจะซื้อรถ ๑,๐๐๐ คัน เพื่อรับส่งนักเรียนไปโรงเรียน ผมสะท้อนให้เห็นว่าถ้าปีหน้าทางรัฐบาลใจดีในฐานะที่ผมเป็นแพทย์ฝากให้ทางรัฐบาล และกระทรวงสาธารณสุขซื้อรถพยาบาลให้กับโรงพยาบาลในประเทศไทยที่มีทั้งสิ้นตอนนี้ ประมาณ ๑,๐๐๐ โรงพยาบาล เพื่อเขาจะได้มีโอกาสทำระบบส่งต่อให้ประชาชนในถิ่น ทุรกันดารได้ไปรับบริการที่โรงพยาบาลที่มีบุคลากรทางการแพทย์และเครื่องมือที่พร้อม ฝากทางรัฐบาลนะครับ ๑,๐๐๐ คัน สำหรับรถพยาบาลในปีงบประมาณ ๒๕๕๘ ผมจะรอ เฝ้าดูว่าทางรัฐบาลจะสามารถจัดสรรรถพยาบาลคล้าย ๆ กับรถรับส่งนักเรียนของ กระทรวงศึกษาธิการได้หรือเปล่า และสุดท้ายครับ วันนี้ฝากให้ทางรัฐบาลจัดสรรบุคลากร ทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน วันนี้ผมทราบว่าทางรัฐบาลพยายามจะจัดสรรแล้วในปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ และปี ๒๕๕๘ ท่านบอกว่าท่านจะจัดสรรในส่วนของลูกจ้างชั่วคราวเป็นข้าราชการอีก เกือบ ๆ ๓๐,๐๐๐ อัตรา ในส่วนนี้ขอบพระคุณทางกระทรวงสาธารณสุขที่มอบอัตราในส่วน ของข้าราชการให้กับพนักงานลูกจ้างของกระทรวงสาธารณสุข

สุดท้ายเป็นเรื่องฝากของประชาชนในจังหวัดชัยภูมิฝากครับ โรงพยาบาลชัยภูมิ จะกลายเป็นโรงเรียนแพทย์ในปี ๒๕๖๐ เราอยากจะมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ อาคาร และสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนคนจังหวัดชัยภูมิได้มีโอกาสรับบริการสุขภาพที่ดีขึ้น ฝากทางกระทรวงสาธารณสุขพิจารณางบให้กับทางโรงพยาบาลชัยภูมิ ฝากงบในการพัฒนา ด้านการศึกษาให้กับโรงเรียนในจังหวัดชัยภูมิ โดยเฉพาะโรงเรียนประจำจังหวัดซึ่งท่านบอกว่า ท่านจะยุบโรงเรียนเล็ก ผมฝากโรงเรียนใหญ่ ๆ ครับ โรงเรียนประจำจังหวัดโรงเรียนชัยภูมิภักดีชุมพล โรงเรียนสตรีชัยภูมิ วิทยาลัยเทคนิคจังหวัดชัยภูมิ วันนี้เราขาดอาคารให้นักเรียนได้มีโอกาสเรียน ฝากท่านมอบงบประมาณในปี ๒๕๕๘ ด้วย แล้วก็สิ่งสำคัญในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วันนี้เราขอเรียกร้องอยากให้ทางรัฐบาลมอบงบให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอัตรา ที่ท่านเคยสัญญากับพวกเขาเหล่านั้นไว้ที่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ และสุดท้ายฝากพัฒนาระบบ การจัดการแหล่งน้ำให้กับคนอำเภอเมืองจังหวัดชัยภูมิ วันนี้เราแล้งมาก เราท่วมมาก อยากให้ท่านอย่าลืมจังหวัดชัยภูมิครับ ผมขอขอบพระคุณทางรัฐบาล ขอบพระคุณแทน ประชาชนจังหวัดชัยภูมิ ขอขอบพระคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านประสาท ตันประเสริฐ ๗ นาที ไม่อยู่ในห้องประชุมหรือครับ เชิญท่านเปล่งมณี ๕ นาทีนะครับ

นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข เลย 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ดิฉันขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ ซึ่งทางรัฐบาลได้จัดงบประมาณไว้ ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มจากงบประมาณปี ๒๕๕๖ ๑๒๕,๐๐๐ ล้านบาท เป็นรายจ่ายประจำ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ใช้เงินคงคลัง ๑๓,๔๐๐ ล้านบาทเศษ ชำระเงินคืนต้นเงินกู้ ๕๒,๐๐๐ ล้านบาทเศษ เป็นรายจ่ายลงทุน ๔๔๑,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งงบประมาณทั้งหลายแหล่นี้อยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์ ๘ ด้าน ครอบคลุม ๑๖ นโยบายซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนของทางรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชิ น วั ต ร ซึ่งตัวดิฉันได้ตรวจสอบดูแล้วว่าตัวดิฉันขอสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๗ เนื่องจากทางรัฐบาลได้จัดทำงบประมาณเป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ ซึ่งยุทธศาสตร์แรก ตัวดิฉันขอพูดถึงยุทธศาสตร์นี้ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญมาก ที่ทางรัฐบาลจะเร่งรัดการพัฒนาประเทศและเตรียมความพร้อมไปสู่ประชาคมอาเซียน หรือเออีซี ซึ่งใช้งบประมาณเพียง ๑๔๕,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๕.๗ ของวงเงินงบประมาณ ซึ่งจะแยกออกเป็นในการส่งเสริมดำเนินงานของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม งบประมาณ จำนวน ๑,๗๙๗ ล้านบาท สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์โดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมเพื่อเพิ่ม มูลค่าสินค้าเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ใช้งบประมาณ ๑,๗๐๐ ล้านบาทเศษ มุ่งเน้น การคุ้มครองดูแลพิทักษ์ผู้สูงอายุ เด็ก สตรี คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส ให้มีคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดี ใช้งบประมาณ ๗๘,๕๐๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งในส่วนนี้ตัวดิฉัน ให้ความสำคัญมากที่ทางรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์หลังจากที่ได้มาเป็นรัฐบาล ได้ฝ่าฟันกับปัญหาต่าง ๆ มากมาย ซึ่งเป็นปัญหาคาราคาซัง ไม่ว่าเกี่ยวกับเรื่องสงคราม กับยาเสพติด ไม่ว่าจะเกี่ยวกับเรื่องการว่างงาน เศรษฐกิจถดถอย และสิ่งสำคัญคือท่านได้มา ต่อสู้กับเศรษฐกิจ ปัญหาเรื่องอุทกภัย ท่านก็พยายามแก้ไขปัญหาต่าง ๆ จนงบประมาณ ปี ๒๕๕๗ นี้ท่านว่าประเทศไทยเราพร้อมแล้วที่จะต้องมีการพัฒนาหลังจากที่แก้ปัญหา ในส่วนต่าง ๆ ๑. จะต้องแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องคน ไม่ว่าเกี่ยวกับการจะทำอย่างไรให้คน ในประเทศไทยได้มีการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ ขยายโอกาส นำไปสู่การเปิดประชาคมอาเซียน และประเทศเราจะต้องมีความเจริญพร้อม ไม่ว่าทางด้านคมนาคมหรือปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ในประเทศไทย เช่นปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการบริหารจัดการน้ำ สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญ และท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เห็นถึงความสำคัญกับคนซึ่งเป็นจุดเล็ก ๆ ซึ่งเป็นสตรีที่มีปัญหามายาวนาน ไม่ว่าเกี่ยวกับเรื่องการถูกกระทำความรุนแรงภายในครอบครัว เกี่ยวกับเรื่องการขาดโอกาส ในสังคม การถูกเลือกปฏิบัติ การขาดการส่งเสริมศักยภาพต่าง ๆ หลายสิ่งหลายอย่างนี้ จนท่านได้มาคิดว่าจะทำอย่างไรแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่ท่านได้รับ ก็คือมาทำกองทุนพัฒนา บทบาทสตรีซึ่งเป็นนโยบายสำคัญที่จะส่งเสริมให้ผู้หญิงที่เป็นคนส่วนมากในประเทศ ณ ขณะนี้ ๖๕ ล้านคน มีสตรีถึง ๓๓ ล้านคนเศษแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จุดมุ่งหมาย จะเฉลี่ยงบประมาณแต่ละจังหวัดให้กับสตรีนี้ ๑๐๐ ล้านบาท เงินก้อนนี้เอาไปทำอะไร ๑ ก้อนเพื่อจะให้เป็นเงินทุนหมุนเวียนให้สตรีที่จับกลุ่มจับก้อนกันที่เคยทำอาชีพต่าง ๆ แล้ว และขาดเงินทุนในส่วนนี้สามารถเอาเงินก้อนนี้ไปสร้างอาชีพ สร้างงาน สร้างรายได้กับเขา และกลุ่มของเขา และรายได้นั้นเอาไปไหน ไปเลี้ยงลูกนะคะด้านการศึกษา ดูแลพ่อแม่ ก็ทำให้เศรษฐกิจ ในชุมชนสังคมดีขึ้น อีกส่วนหนึ่งก็คือการขาดการพัฒนาศักยภาพ งบตรงนี้ละที่จะไปช่วยเหลือ สตรีที่มีความรู้ความสามารถแต่ขาดโอกาสในส่วนนี้ และอีกสิ่งสำคัญหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่าง ที่เขามีปัญหาอยู่ในการที่จะเฝ้าดูแลคุ้มครองพิทักษ์สิทธิ์หลาย ๆ อย่างในตัวเขา ตัวดิฉัน ขอสนับสนุน และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือกรมการพัฒนาชุมชนที่ทางรัฐบาลปีนี้ได้ผลักดัน ให้งบประมาณเพิ่มขึ้นถึง ๕๕๐ ล้านบาทเศษ ดิฉันขอบคุณมาก ๆ เพราะว่ากรมการพัฒนา ชุมชนนี้เป็นกรมหนึ่งที่มีบุคลากรที่จะเป็นผู้ที่จะให้ความรู้ความสามารถพัฒนาศักยภาพ โดยเฉพาะกลุ่มโอทอปที่จะดีหรือไม่ดีก็คือนักพัฒนาชุมชนเหล่านี้ ตัวดิฉันขอขอบคุณ และขอสนับสนุนงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๕๗ ขอบคุณค่ะ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร ครับ

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร กาญจนบุรี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยอีกคนหนึ่งในสภาแห่งนี้ที่มาจากครอบครัวชาวนา มาจากคนรากหญ้า แล้วก็พูดอย่างไม่อายว่าผมมาจากครอบครัวคนจน เข้ามาอยู่ในสภาก็หวังที่จะ เรียกร้องขอความเป็นธรรมให้รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรมเพื่อลดช่องว่าง ลดความเหลื่อมล้ำให้กับคนจนเหล่านี้ ๒ ปีมาแล้วครับที่ผมได้มีโอกาสพิจารณางบประมาณ รายจ่ายที่รัฐบาลชุดนี้ได้จัดทำขึ้น รัฐบาลที่ได้ชื่อว่ามาจากเสียงของคนส่วนใหญ่ เสียงส่วนใหญ่ ที่ได้จากคนรากหญ้า วันนี้เมื่อผมได้พิจารณาดูแล้วต้องบอกด้วยความรู้สึกตามตรงว่าผมรู้สึก น้อยใจ เสียใจว่าวันนี้คนกลุ่มนี้ได้ถูกละเลยไปแล้ว รัฐบาลเอาใจใส่ต่อกลุ่มทุนใหญ่ ปล่อยให้ สภาพคนยากคนจนโดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรในขณะนี้ตกอยู่ในสภาพแร้นแค้นอยู่ในความลำบาก ทั้งไม่มีที่ดินทำกิน และที่สำคัญพี่น้องเกษตรกรขาดน้ำในการทำการเกษตร ผมได้มาดูยุทธศาสตร์ การบริหารน้ำอย่างบูรณาการที่ท่านได้จัดสรรงบประมาณ ๕๙,๘๗๑ ล้านบาทแล้ว สิ่งที่ท่าน ได้ทำขึ้นมามีงบประมาณ ผลสุดท้ายแล้วงบค่าจ้างที่ปรึกษาก็ยังมีอีกเป็นร้อยล้านบาท คุณรังสิมาได้พูดว่าตอนร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท งบค่าจ้างที่ปรึกษาท่านก็ตั้งไว้ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณเหล่านี้ละครับที่เป็นช่องว่างที่เป็นงบประมาณที่สูญเสีย แทนที่ท่านจะได้มาจัดสรรดูแลพี่น้องประชาชนคนยากคนจน คนจนเหล่านี้ก็หมดโอกาส ท่านประธานครับ ขณะนี้โครงการรับจำนำที่ท่านทำมาเมื่อได้เข้าเป็นรัฐบาล จนถึงวันนี้ จังหวัดกาญจนบุรีก็ยังมีลานมันอยู่แค่ลานเดียว ไม่ได้รับการพัฒนา ไม่ได้รับการแก้ไข เมื่อปีที่แล้ว เกิดเหตุการณ์อุทกภัย ฝนทิ้งช่วง ภัยแล้ง วาตภัย เงินชดเชย เงินช่วยเหลือท่านก็ไม่มีให้ ท่านแจ้งกับท้องถิ่น แจ้งกับส่วนราชการไว้ว่างบกลางหมดแล้ว ท่านเอาไปทำอะไรครับ ท่านเอาไปช่วยทำอะไรครับ หรือว่าท่านเอาไปทำกำแพงล้อมนิคมอุตสาหกรรมให้กลุ่ม นายทุนใหญ่ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านซื้อรถยนต์คันแรกทำไมท่านทำได้ล่ะครับ ทำไมเงินไม่กี่ล้านบาท ๑๐ ล้านบาท ๒๐ ล้านบาท ที่ท่านจะช่วยคนยากคนจนเหล่านี้ทำไมท่าน ให้ไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมเป็นห่วงและเป็นปรากฏการณ์ผมเชื่อว่าเกิดขึ้น ทั่วประเทศไทย ขณะนี้เงินกู้นอกระบบได้ลุกลามไปยังชนบททุกหมู่บ้าน ทุกชุมชน ท่านประธาน ทราบไหมครับว่ามีสตรีหลายคน ต้องขออภัยกลุ่มสตรีนะครับ เพราะว่าคนที่เป็นหนี้ขณะนี้ ในจังหวัดกาญจนบุรีของผมมีสุภาพสตรีส่วนใหญ่ที่ต้องไปกู้เงินนอกระบบเนื่องจากขาดอาชีพ เนื่องจากบ้านเขาไม่มีน้ำที่จะทำนาและทำการเกษตร ท่านประธานครับ จังหวัดกาญจนบุรี ของผมมีเขื่อนใหญ่หลายเขื่อน เขื่อนแม่กลอง เขื่อนเขาแหลม เขื่อนศรีนครินทร์ รัฐบาลได้ใช้ ประโยชน์จากเขื่อนเหล่านี้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าไปหล่อเลี้ยงคนหลายจังหวัด รัฐบาลได้ใช้น้ำ จากเขื่อนเหล่านี้ในการผลิตน้ำประปาไปหล่อเลี้ยงคนอีกหลายจังหวัด แต่คนจังหวัดกาญจนบุรี บ้านผมแม้มีคลองชลประทานไหลผ่านหน้าบ้าน แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ใช้น้ำจากชลประทานนี้เลยครับ ต้องรอเพียงน้ำฝนเป็นหลัก ผมขอเรียกร้องให้รัฐบาลชุดนี้ได้กรุณาจัดสรรงบประมาณเพื่อมา ดูแลพี่น้องเกษตรกรให้มีความกินดีอยู่ดีขึ้น ท่านประธานครับ งบประมาณที่รัฐบาลชุดนี้จัดมาได้สร้างความเหลื่อมล้ำให้แก่ประชาชน วันนี้รัฐบาลที่ได้ขึ้นชื่อว่ามาจากเสียงของพี่น้องประชาชนคนรากหญ้าท่านได้หันหลังให้กับ บุคคลเหล่านี้แล้วครับ ท่านได้ทอดทิ้งกลุ่มคนเหล่านี้ไปแล้วครับ ท่านลืมแล้วหรือครับว่า ท่านได้มาเป็นรัฐบาลในวันนี้เพราะกลุ่มคนเหล่านี้ และเงินที่ท่านได้มาขออนุมัติจากสภาแห่งนี้ ก็ไม่ใช่เงินของพวกท่านที่นั่งอยู่บนที่แห่งนี้แต่เป็นเงินจากภาษีของพี่น้องประชาชน ผมคง ไม่สามารถรับหลักการร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ฉบับที่ผมขอเรียกว่าโกหกคนจนหลอกคนรากหญ้าได้อีกต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายเจริญ จรรย์โกมล ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์ เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ๑๐ นาทีครับ ท่านพิเชษฐ์แล้วเตรียมนะครับ ท่านสมบัติ ยะสินธุ์ ครับ และมาที่ท่านประสาท ตันประเสริฐ นะครับ เชิญครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ คำแถลงประกอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ ของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพ เป็นประวัติศาสตร์ อันยิ่งใหญ่ตั้งแต่มีประเทศไทยในแผนที่โลก ท่านประธานครับ ฯพณฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เริ่มต้นบริหารประเทศด้วยการติดลบ เกิดมหาอุทกภัยที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย หลายคนคาดว่าอยู่ไม่ถึง ๖ เดือน หลายคนคาดว่าผู้หญิงคนนี้คงพาประเทศก้าวพ้นความหายนะนี้ไม่ได้ ท่านประธานครับ วันนี้ ฯพณฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการนำประเทศไทย ฟื้นคืนชีพขึ้นมาสู่การเป็นผู้นำของอาเซียนใกล้เข้ามาแล้วครับ ๙ ยุทธศาสตร์สำหรับงบประมาณ ปี ๒๕๕๗ ด้วยงบประมาณ ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ท่านประธานครับ วันนี้ผมมีโอกาสได้รับฟังฝ่ายค้านได้อภิปรายมา ๒ วัน ท่านประธานครับ เรื่องของการรับจำนำพืชผลเป็นนโยบายสำคัญของพรรคเพื่อไทย เราได้เสี่ยงกับการไม่ไว้วางใจ ของพี่น้องประชาชน เสี่ยงกับความพ่ายแพ้เพราะการประกันรายได้นั้นขอให้คุณมีโฉนดเท่านั้น ขอให้คุณมีเอกสารสิทธิเท่านั้น ขอให้มีประชาคมของหมู่บ้านเท่านั้น คุณก็ได้เงินแล้ว หลายคน ที่เป็นเจ้าของโฉนดที่ดินออกรถใหม่ป้ายแดงเยอะแยะมากมาย ท่านประธานครับ วันนี้พิสูจน์ แล้วว่าประชาชนให้ความไว้วางใจกับการรับจำนำพืชผล ได้มีการชิงสรุปความเสียหาย ความขาดทุน ก่อนที่งบประมาณปี ๒๕๕๗ จะเข้า บอกว่าการรับจำนำนั้นไม่ประสบความสำเร็จ ขาดทุน ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานครับ เงิน ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่บอกว่าขาดทุน นั้นคือการรับจำนำตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๗ มาถึง พ.ศ. ๒๕๕๕ ต่อ พ.ศ. ๒๕๕๖ ๑๗ โครงการครับ ท่านประธาน ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทสู่กระบวนการรับจำนำ ๑๗ โครงการ รับจำนำกุ้ง ที่มีปัญหาเมื่อปีก่อนนั้นท่านจำได้ รับจำนำมันสำปะหลัง ข้าว ยางพารา ข้าวโพด อยู่ในกระบวนการนี้หมด ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นค่าอะไรครับท่านประธาน ค่าแปรสภาพข้าว ค่าเช่าโกดัง ค่าพนักงาน ค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าดำเนินการต่าง ๆ รวมแล้ว ๙ ปีเต็ม ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายในโครงการ ท่านประธานครับ วันนี้ประเทศไทยมีข้าวในสต็อกมากที่สุดในโลก มากที่สุดในโลกหลายล้านตัน ท่านบอกว่าขาดทุนเรายังไม่ได้ขายเลยครับ วันนี้คือความมั่นคงทางด้านอาหาร เราเป็น มหาอำนาจด้านข้าวของโลกครับ เราไม่ได้ส่งออกเป็นอันดับ ๑ ของโลก แต่เราเป็น มหาอำนาจ เรามีของ ข้าวไทยแพงที่สุดในโลกครับท่านประธาน ไหนบอกว่าเราสูญเสีย ความเป็นหนึ่ง เราไม่ได้สูญเสียความเป็นหนึ่งครับ ตรงกันข้ามเราขายข้าวได้แพงที่สุดในโลก เราเป็นมหาอำนาจด้านข้าวของโลก แล้วเราเป็นมหาอำนาจด้านยางพาราของโลกเป็น อันดับหนึ่งของโลกตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๕ นี่คือประเทศไทย วันนี้ต่างชาติหวั่นไหว เพราะยางพารา ในตลาดขาดตลาดครับ ยางพาราชั้นดีถูกรัฐบาลไทยซื้อเก็บในสต็อกหมดเลยครับ บริษัทยางรถยนต์ ยักษ์ใหญ่เดือดร้อนซื้อนอกตลาดเดือดร้อนมาก พยายามจะมาติดต่อซื้อสต็อกยางพาราชั้นดี ของประเทศไทยแต่วันนี้รัฐบาลยังไม่ขาย ท่านประธานครับ ยุทธศาสตร์ประเทศไทย ที่ ฯพณฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รวบรวมเป็นเล่มเล็ก ๆ นี้ นี่คือประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง ของประเทศไทย ท่านประธานครับ งบประมาณปี ๒๕๕๗ บนพื้นฐานยุทธศาสตร์ของ ประเทศไทย ๔ ประการ

ประการที่ ๑ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้น จากการเป็นประเทศรายได้ปานกลาง วันนี้เราพ้นจากการด้อยพัฒนาขึ้นมาสู่ประเทศมีรายได้ ปานกลาง จากนี้ไปเราจะเป็นประเทศรายได้ระดับสูง ท่านประธานครับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คนนี้ละครับที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวสู่ความเป็นประเทศที่มั่งคั่ง ท่านประธานครับ วันนี้ ความเชื่อมั่นของประเทศไทยกลับคืนมาเราแก้ไขปัญหาน้ำ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่มีการย้าย ฐานการผลิตทางด้านอุตสาหกรรมออกจากประเทศไทยเพราะเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี่เอง ท่านประธานครับ เราจะก้าวสู่เสรีอาเซียนเราจะก้าวสู่ความเป็นหนึ่งในเสรีอาเซียน ต้นไม้ของทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้ปลูกขึ้น พ.ศ. ๒๕๔๔ ปลูกในใจกลางหัวใจของ ประชาชน แต่ถูกตัด ถูกโค่น ถูกทำลาย วันนี้กลับงอกงามเบ่งบานขึ้นมาต่อยอด ต่อดอกขึ้นมา ด้วยน้ำพักน้ำแรงของพรรคเพื่อไทย และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ท่านประธานครับ เราจะเป็นหนึ่ง ในโลกนี้ไม่โกหกครับท่านประธาน ในโลกนี้ ณ วันนี้ ณ ชั่วโมงนี้ประเทศไทยมีการลงทุนมาก ที่สุดในโลกครับ ท่านประธานครับ งบประมาณ ปี ๒๕๕๗ ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท เราได้ลงทุน โครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราแก้ไขปัญหาน้ำ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง เป็นผู้นำในการประชุมน้ำโลกที่จังหวัดเชียงใหม่ สร้างปฏิญญาเชียงใหม่ขึ้นมากลายเป็นผู้นำการแก้ปัญหาน้ำของโลกครับท่านประธาน วันนี้ในอาเซียนไม่มีประเทศใดที่ลงทุนมากเท่ากับประเทศไทย รวม ๓ รายการ ๔,๘๗๕,๐๐๐ บาท นี่คือความยิ่งใหญ่ในยุคสมัยของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่จะพาประเทศชาติก้าวพ้นจากประเทศ ที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ไปสู่ประเทศที่มีความพร้อมที่จะเป็นผู้นำของ อาเซียน เป็นศูนย์กลางทางด้านอาหาร เป็นศูนย์กลางทางด้านขนส่งคมนาคม วันนี้เราพร้อมแล้ว พร้อมที่จะเป็นผู้นำของเอเชีย รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อยู่มาปีกว่า เดินทางไป ๔๕ ประเทศ ไปค้า ไปขาย ไปติดต่อ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น อีกไม่นานปี ๒๕๕๘ การท่องเที่ยวของประเทศไทย เรามีเป้าหมาย ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ปีนี้เราใช้งบประมาณเพียง ๑๑,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ท่านประธานครับ ถ้าเราลงทุนมากกว่านี้การท่องเที่ยวถือว่าเป็นผลสำเร็จของประเทศทั่วโลก คือการลงทุนน้อยที่สุด ท่านประธานครับ วันนี้พรรคเพื่อไทยโดยการนำของ ฯพณฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรามาถูกทางแล้ว ผมขอสนับสนุนงบประมาณปี ๒๕๕๗ ด้วยความเต็มใจท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป ท่านสมบัติ ยะสินธุ์ เชิญครับ ท่านสมบัติ ยะสินธุ์ ๘ นาที หลังจากท่านสมบัติ ยะสินธุ์ แล้ว ท่านสาธิต ปิตุเตชะ เชิญครับ

นายสมบัติ ยะสินธุ์ แม่ฮ่องสอน 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสมบัติ ยะสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแม่ฮ่องสอน พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกกล่าวถึงนโยบายเกี่ยวกับการจำนำข้าว ท่านก็ ไม่ได้ฟังหรอกครับว่าเพื่อนสมาชิกทางฝ่ายค้านเราแฉออกมาว่าโกงเท่าไร ท่านต้องดูว่า ประกาศที่ไหนว่ามีสต็อกข้าวมากที่สุดแล้วเป็นเจ้าแห่งข้าว ผมคิดว่าในหลักการตลาดเรามี สต็อกมากเท่าไร ผู้ค้าที่จะมาซื้อข้าวเรากดราคาลงตลอด ๆ อันนี้คือหลักการตลาด ผมคิดว่า รัฐบาลน่าจะรู้ดีว่าเวลาการจำนำข้าวแล้วมีสต็อกเยอะ ๆ ทำให้ราคาต่างประเทศที่จะมา ซื้อเรากดราคาเราได้ มีหลายครั้งว่าการโกงข้าวมีเยอะมาก เทียบกับการประกันรายได้ ของรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์สิครับ มีพี่น้องทางภาคเหนือ มีทางภาคอีสานที่ปลูกข้าวไร่เล็ก ๆ หรือว่าพื้นที่ที่น้อย ๆ ไม่ได้รับประโยชน์ แล้วก็ไม่มีการโกง เงินถึงมือชาวบ้านทุกบาททุกสตางค์ อันนี้ก็คือผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานไปถึงรัฐบาลว่ามันมีโครงการที่เปรียบเทียบกันอยู่ แล้วก็ฝากทางพี่น้องประชาชนนะครับว่าเรามีโครงการอย่างที่ไปถึงมือพี่น้องประชาชน ได้อย่างทั่วถึงด้วยนะครับ ประเด็นที่ผมอยากจะอภิปรายว่างบประมาณของปี ๒๕๕๗ ซึ่งมีงบประมาณ ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นการจัดสรรงบประมาณตามโควตากระทรวงต่าง ๆ โดยปกติไม่มีอะไรพิเศษ ไม่มียุทธศาสตร์อะไรเลย บางกระทรวงที่ผมจะกล่าวต่อไปก็กระจุก ซ้ำซ้อนกับ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ทำให้การบริหารประเทศชาติล้มเหลวและไม่มีประสิทธิภาพ ผมจะยกตัวอย่างว่ายุทธศาสตร์ที่ ๕ ยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งอยู่ในแผนงาน ๕.๒ แผนงานการส่งเสริมบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ ซึ่งมีงบประมาณอยู่ ๕๙,๘๗๑.๙ ล้านบาท ตรงนี้ผมมาดูในรายละเอียดซึ่งเป็นเล่มของเอกสารงบประมาณ เล่มที่ ๓ ขาวคาดแดง ส่วนมากก็เป็นการกระจุกอยู่ที่เดิม ซึ่งดูของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยเฉพาะกรมชลประทาน ก็กระจุกอยู่ที่เดิม ส่วนใหญ่ก็จะเป็นส่วนของช่วงกลางน้ำเป็นส่วนใหญ่ ทั้ง ๆ ที่ร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ที่กำลังพิจารณากันอยู่ที่ผ่านไปตั้งคณะกรรมาธิการอยู่คือ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท พิจารณากัน อยู่ดูดทรัพย์เอางบของโครงการชลประทานไปเยอะมากของช่วงกลางน้ำ แต่ว่าที่ผมจะ อภิปรายต่อไปก็คือว่าผมจะเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับพี่น้องที่อยู่ต้นน้ำ ท่านประธานครับ ต้นน้ำซึ่งมีการพัฒนาน้อยมากงบประมาณก็ลงลำบากมาก อย่างผมยกตัวอย่างเล่มที่ ๓ ของกรมชลประทานก็ทำลำบากครับ ผมเข้าใจว่าการทำโครงการของกรมชลประทาน มันมีปัญหาในต้นน้ำ คือว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการขอใช้พื้นที่ป่าเป็นส่วนใหญ่ อันนี้พวกผมเข้าใจดีว่า ระบบราชการเวลาจะทำงานถ้ามีอุปสรรคเขาก็เว้นไว้ อันนั้นคือปัญหาที่จะเกิดขึ้น ท่านก็ทราบอยู่ว่า ถ้ากรมชลประทานเข้าที่ไหนรายได้ของพี่น้องเกษตรกรก็สูงที่นั่น ส่วนที่กรมชลประทาน เข้าไม่ถึงรายได้ของพี่น้องประชาชนก็มีรายได้ที่น้อย ตรงนี้ท่านจะเห็นได้ว่าการที่เราจัด งบประมาณให้กับต้นน้ำน้อยก็ทำให้พี่น้องประชาชนที่อยู่กับป่าต้องบุกรุกทำลายป่า เพื่อที่จะต้องใช้พื้นที่มากเพื่อที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ ผมก็หวังอย่างนี้นะครับ ท่านก็เห็นอยู่ว่า การบุกรุกทำลายป่ามากขึ้น ๆ ทุกวัน ถ้าเกิดเป็นอย่างนี้เกิดขึ้นเราไม่จัดงบประมาณ ให้กับต้นน้ำไปดูแลต้นน้ำเราก็จะไม่มีป่าให้หลงเหลืออยู่ แล้วผมตามไปดูงบประมาณ เล่มที่ ๕ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผมเห็นงบที่ต่ำกว่า ๑๐ ล้านบาทยังมีอยู่ ผมคิดว่าเป็นความหวังของพี่น้องที่อยู่ต้นน้ำที่จะขอให้ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมไปดูแลเขา จะมีงบประมาณของกรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประมาณ ๖,๐๐๐ ล้านบาท ของกรมป่าไม้อีก ๖๐๐ กว่าล้านบาท และกรมอุทยานแห่งชาติ อีก ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ขอให้ท่านไปสร้างแหล่งน้ำเล็ก ๆ ถ้าเกิดเราสร้างแหล่งน้ำเสร็จ น้ำก็จะสร้างป่า สุดท้ายเราก็จะมีน้ำใช้อย่างอุดมสมบูรณ์แล้วก็จะทำให้รายได้ของพี่น้องประชาชน ที่อยู่ในตะเข็บป่าให้มีรายได้ที่ดีขึ้น มีความอยู่ดีกินดีขึ้น

สำหรับยุทธศาสตร์อีกอันหนึ่งที่เพื่อน ๆ ผมฝากมานะครับของกระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเขามาเรียกร้องในสภาเราของรัฐบาลอยากให้เพิ่มเงินให้เขา ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วส่วนหนึ่งที่เขาเรียกร้องมาว่าเงินอุดหนุนเฉพาะกิจทางท้องถิ่นเล็ก ๆ ไม่สามารถที่จะมาขอได้ ท่านประธานคงได้ข่าวว่าเงินอุดหนุนเฉพาะกิจต้องส่งมาที่กรมแล้ว กรมถึงจะอนุมัติเป็นโครงการอุดหนุนเฉพาะกิจ แล้วก็มีข่าวบอกว่าต้องมาวางเงิน มีการคอร์รัปชัน กันถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์เยอะมากครับ ถ้าเราไปสอบถามทุก อบต. ทุกเทศบาล อบจ. เวลาจะไป ของบอุดหนุนเฉพาะกิจต้องเอาเงินมาวาง มีทั้งผู้รับเหมา ข้าราชการ อันนี้ผมบอกให้ท่านไป ตรวจสอบดูว่าเป็นข้อเท็จจริงที่เขาร้องเรียนผมมานะครับ สุดท้ายผมคิดว่าการจัดงบประมาณของปี ๒๕๕๗ ไม่เหมาะสมมีการกระจุกอยู่ซ้ำซ้อนกับ ร่าง พ.ร.บ. ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านก็ได้ข่าวว่ามีการโกงกันเยอะแยะ เพราะว่าข้อมูลของ โครงการไม่พร้อม ปล่อยให้มีช่องว่างในการทุจริตทุกรูปแบบ เช่น ได้เห็นข่าวนะครับว่า มีการสร้างบ้านเพื่อรอรับเงินชดเชย สุดท้ายผมก็ยังห่วงเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทอีก แล้วจะไปโกงไปกินแล้วเกิดทุจริตอีกนะครับ ผมคิดว่าคนไทยเราคงจะเป็นหนี้ ๕๐ ปี ผมยังไม่รับ หลักการของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๗ ครับ ขอขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสาธิต ปิตุเตชะ ๘ นาทีครับ ท่านกำนันประเสริฐมาหรือยังครับ เดี๋ยวต่อท่านสาธิตนะครับ ท่านสาธิต ปิตุเตชะ ครับ ๘ นาทีครับ

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร กาญจนบุรี

ท่านประธานครับ ผม ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดจันทบุรี

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านมีอะไรครับ

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร กาญจนบุรี

ผมขอหารือกับท่านประธานครับ ผมอยากให้ท่านประธานปฏิบัติเป็นไปตามข้อบังคับนะครับ ให้สลับอภิปรายระหว่างฝ่ายค้าน กับฝ่ายรัฐบาลนะครับ เมื่อสักครู่ฝ่ายค้านอภิปรายไปครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คือผม ได้รับรายชื่อมาฝ่ายรัฐบาลยังไม่ส่ง ก็มีท่านสาธิตแล้วก็เดี๋ยวสลับไป ท่านกำนันประเสริฐ ท่านเพิ่งเข้ามา ผมจึงให้โอกาสท่านสาธิตก่อน เชิญท่านสาธิตเลยครับ ไม่เสียเวลา

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร กาญจนบุรี

ผมว่าเราน่าจะรักษาธรรมเนียม ปฏิบัติไว้นะครับ ให้เป็น

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านกำนันประสาทครับ ๗ นาทีนะครับ

นายประสาท ตันประเสริฐ นครสวรรค์

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ประสาท ตันประเสริฐ ครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ ท่านประธานครับ รัฐบาลปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เมื่อวานผมฟัง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี วันนี้เมื่อเช้าก็ฟังท่าน เมื่อวานฟังท่านรัฐมนตรีชี้แจง วันนี้ก็ฟัง ผมเข้าใจหมดครับ เรียนท่านประธานตามตรงครับ ไม่มีอะไรสงสัยเลย ผมภูมิใจ ผมดีใจที่ได้มีโอกาสได้ทำงานกับรัฐบาล ฯพณฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ งบประมาณ ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านล้านบาท เพื่อที่จะออกไปสู่ หน่วยราชการ พี่น้องประชาชน ผมมองเห็นภาพของพี่น้องประชาชนมีความสุข ไม่ว่าจะเป็น ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ อีกไม่นานประเทศไทย จะเปลี่ยนไปเป็นความกล้าหาญของรัฐบาลจริง ๆ ผมเรียนตามตรงครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะ เสนอแนะก็มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง หลายท่านเป็นหน้าที่ที่จะต้องไม่เห็นด้วย ฝ่ายค้าน ก็ต้องค้าน เพราะฉะนั้นในส่วนที่ผมจะเรียนเสนอแนะกับรัฐบาล ก็คือปี ๒๕๕๖ ครับท่านประธาน งบประมาณในแต่ละกระทรวงช้ามาก น่าจะอยู่ประมาณทุกกระทรวงเฉลี่ยกันทั้งหมดยังไม่ถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ปีนี้มันเหลืออีกแค่ ๕ เดือนเท่านั้นจะหมดปีงบประมาณ มันเป็นอย่างนั้นครับ หน้าฝนกำลังจะมา ทีนี้งบประมาณในส่วนที่จะลงไปสู่พี่น้องเกษตรกรขุดลอกแหล่งน้ำ ฝนมานี่จะทำได้หรือเปล่า มันเป็นอย่างนั้นครับ เพราะฉะนั้นงบประมาณปี ๒๕๕๗ ก็เช่นเดียวกันอีก ๕ เดือนจะเริ่มใช้ ผมอยากให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ผลักดัน งบประมาณที่ได้รับลงสู่พี่น้องประชาชนโดยรวดเร็วเพื่อที่เขาจะได้รับประโยชน์ อย่างกรณี มหาอุทกภัยอย่างนี้ นี่ปี ๒๕๕๖ แล้ว สภาก็อนุมัติ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านรัฐมนตรี ปลอดประสพ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม บอกกับผมให้ไปบอกพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ไม่ต้องกลัวเขื่อนแม่วงก์สร้างแน่ล้านเปอร์เซ็นต์ ผมก็ไปบอก ผมบอกทั่วไปหมด เพราะผมดีใจ พี่น้องประชาชนดีใจ งบประมาณเงินกู้พร้อมที่จะทำ วันนี้เวลาผ่านไป ผ่านไป การทำทีโออาร์ (TOR) ท่านประธานครับ ถ้าจะให้ผู้รับเหมาไปเวนคืนเองนี่อะไรก็คงจะลำบาก เพราะฉะนั้นท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ต้องตัดสินใจครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นในส่วนของผมเองผมเรียนตามตรงว่าสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคชาติพัฒนา ทั้ง ๗ พร้อมที่จะสนับสนุนงบประมาณรายจ่าย ประจำปี ๒๕๕๗ ทุกคนครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านสาธิต ปิตุเตชะ ๘ นาทีครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ ระยอง 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้ชั่งใจอยู่นานนะครับว่า การอภิปรายงบประมาณปี ๒๕๕๗ ว่าจะอภิปรายในส่วนของยุทธศาสตร์ที่ ๒.๑ คือแผนงาน เทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ จำนวนที่ตั้งไว้ ๑๓,๖๗๐ ล้านบาท หรือว่าจะ อภิปรายในส่วนของแผนการจัดการสิ่งแวดล้อม เพราะว่าเป็นเรื่องของพื้นที่ แต่สุดท้าย ผมก็ตัดสินใจที่จะอภิปรายในยุทธศาสตร์ที่ ๒ อยู่ในหัวข้อ ๒.๑ แผนงานเทิดทูน พิทักษ์ และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ จำนวนเงิน ๑๓,๖๗๐ ล้านบาท เพื่อเทิดทูน พิทักษ์ และธำรงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์มิให้มีผู้ใดล่วงละเมิด โดยพัฒนาระบบถวายความปลอดภัย ส่งเสริมการสร้างจิตสำนึกให้มีความจงรักภักดี เทิดทูน และปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมเรียนท่านประธานว่ากระทรวงที่มีภารกิจในด้านนี้ที่สำคัญที่สุดที่เป็นหัวใจคือกระทรวงไอซีที กระทรวงไอซีทีได้มียุทธศาสตร์ในสำนักงานปลัดกระทรวง ตั้งงบประมาณไว้ ๕,๒๙๓ ล้านบาท อยู่ในแผนงานที่ ๓ แผนงานที่ ๓ ก็คือการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารได้ตั้งงบประมาณไว้ ๓๕๕ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็ไปดูภารกิจแล้วก็สิ่งที่กระทรวงไอซีทีในแผนงานผลผลิตที่ ๓ นี้ได้ดำเนินการ ผมขออนุญาต นำเสนอกราฟที่จะทำให้เห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ของกระทรวงไอซีที แล้วก็ให้เป็นไปตาม ยุทธศาสตร์นั้นเป็นอย่างไรนะครับ ท่านประธานที่เคารพต้องยอมรับว่าหลังจากประมาณ ปี ๒๕๕๐ ความผิดเกี่ยวกับการกระทำผิดกับคอมพิวเตอร์ได้เกิดมากขึ้น คดีที่กระทำผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์นั้นมีประมาณ ๓-๔ คดี นอกจากเป็นคดีที่หมิ่นประมาทส่วนตัวแล้ว คดีที่มีสถิติที่เป็นการกระทำผิดต่อคอมพิวเตอร์เป็นอันดับ ๒ อันดับ ๓ ก็คือคดีความผิด ต่อการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ ท่านประธานดูกราฟนะครับ จำนวนคดีหมิ่นประมาท ๑๐๐ คดี จะมีคดีอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ๔๗ คดี คดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท ๔๐ คดี ผมเรียนท่านประธานว่าเมื่อกฎหมาย พ.ร.บ. การกระทำ ความผิดทางคอมพิวเตอร์บังคับใช้เมื่อปี ๒๕๕๐ เราจะมีข้อสังเกตและเป็นที่ยอมรับว่า หลังจากที่คุณทักษิณ ชินวัตร ถูกศาลมีคำพิพากษาให้มีความผิด คดีประเภทนี้เพิ่มมากขึ้น เรื่อย ๆ ครับ ผมให้ท่านประธานดูจำนวนคดีที่เกิดขึ้น ปี ๒๐๐๗ คือปี ๒๕๕๐ นั้นมีคดี เพียงเล็กน้อยครับ ปี ๒๐๐๘ ๓๒ คดี ปี ๒๐๐๙ ๘๐ คดี ปี ๒๐๑๐ ๑๐๔ คดี การปฏิบัติหน้าที่ ของกระทรวงไอซีทีเริ่มต้นก็คือต้องไปบล็อก (Block) ไปปิดเพื่อให้ประชาชนไม่สามารถ เข้าสู่ข้อมูลข่าวสารนี้ได้ สถิติของการเข้าไปปิดกั้นเข้าถึงเว็บไซต์นี้ก็ชัดเจนครับ ปี ๒๕๕๒ ๒,๐๗๑ คดี ปี ๒๕๕๓ เพิ่มสูงขึ้นถึง ๒๘,๗๐๕ คดี ปี ๒๕๕๓ ๔๕,๓๕๗ คดี ปี ๒๕๕๔ คดี ความผิดลดลงเหลือ ๕,๐๗๘ คดี ท่านประธานที่เคารพ ถ้าดูตามจำนวนคดีเราจะเห็นว่ามีการกระทำความผิดเรื่องหมิ่นสถาบันสูงขึ้น แต่ว่ามันลดลงอย่างเป็นที่น่าสังเกตในปีที่รัฐบาลนี้โดยกระทรวงไอซีทีเป็นเจ้าภาพหลักเข้ามา บริหารและจัดการ ดูภาพนี้ถ้าเห็นว่าจำนวนคดีลดลงก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ แต่ถ้าคดีที่ปิดกั้น การเข้าถึงเว็บไซต์มันลดลง และถ้าคดีหรือความผิดไม่ได้เกิดขึ้นก็ถือว่าเป็นการทำงานที่ได้ผล แต่ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าบนสถิติตัวเลขที่มีการจับกุม หรือมีการดำเนินคดี หรือมีการปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ลดลง แต่การกระทำความผิดเรื่องหมิ่นสถาบันผ่านคอมพิวเตอร์ ผ่านเว็บไซต์ ผ่านเฟซบุ๊ค ยังมีจำนวนสูงมาก ท่านประธานที่เคารพครับ ผมก็เรียนว่าเราอภิปราย เรื่องงบประมาณก็ต้องดูเรื่องตัวชี้วัดในการทำงาน การจัดสรรงบประมาณ ๓๕๕ ล้านบาท ผลผลิตที่ ๓ ในด้านการป้องกันการกระทำความผิดทางด้านคอมพิวเตอร์ ทางด้านอาชญากรรม เรื่องเทคโนโลยี ท่านประธานทราบไหมครับเขาใช้เงิน ๓๕๕ ล้านบาท แต่ว่าขณะนี้ถ้าท่านประธาน เปิดเข้าไปดูในเว็บไซต์หรือเฟซบุ๊ค จำนวนความผิดที่กำลังเกิดการกระทำยังอยู่เต็มไปหมดครับ ท่านประธานที่เคารพ แต่ผมไม่สามารถที่จะเผยแพร่ได้ ถ้าท่านประธานมีโทรศัพท์มือถือ หรือมีไอโฟน ๔ ท่านประธานคลิก (Click) เข้าไปท่านก็จะพบการกระทำความผิดอย่างนี้ ในเว็บไซต์หรือในเฟซบุ๊คอย่างแพร่หลาย อยู่คู่กันกับการทำงานของกระทรวงไอซีทีที่มีการจับกุม หรือการปิดกั้นน้อยลง ผมก็สงสัยว่าเพราะอะไรถึงเกิดการกระทำความผิดยังมีอยู่สูงมาก แต่การจับกุมหรือการปิดกั้นมีตัวเลขที่น้อยลงเป็นลำดับ ผมเรียนกับท่านประธาน อย่างนี้ครับว่าถ้าท่านประธานเปิดเข้าไปในขณะนี้ท่านก็จะพบการกระทำความผิด ประมาณ ๓ ชั่วโมงที่แล้ว มีบุคคลผมไม่อยากจะเอ่ยชื่อนะครับ แต่ผมเรียนท่านประธานว่า ผมจะเอาหลักฐานอันนี้ให้ท่านประธานแล้วผมก็จะไปแจ้งความดำเนินคดีแล้วก็ให้กระทรวงไอซีที ได้ปิดกั้น นายวรินทร์ อัฐนาค ท่านประธานเข้าไปในเฟซบุ๊คขณะนี้เลยนะครับเขาโพสต์ ข้อความที่เป็นการกระทำความผิด

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาอย่างนี้นะครับ อย่าไปเอ่ยชื่อบุคคลภายนอกเดี๋ยวท่านส่งเอกสารมา เอาอย่างนี้นะครับ เชิญต่อครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ ระยอง

ผมรับผิดชอบครับท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มันไม่ได้ หรอกครับ เราไม่อยากจะใช้เวทีสภาแล้วไปทำให้บุคคลภายนอกเขาเสียหาย

นายสาธิต ปิตุเตชะ ระยอง

ผมก็เรียนกับท่านประธานว่าเราเห็นตรงกัน ว่าเราจะต้องลดจำนวนคดีการกระทำความผิดประเภทนี้ ท่านประธานลองเข้าไปดูเลยครับ เมื่อวาน ๕ ชั่วโมงที่แล้วโพสต์ข้อความที่เข้าข่ายความผิดหมิ่นสถาบันประมาณ ๖-๗ ข้อความ ผมก็สงสัยว่าแล้วการกระทำความผิดอย่างนี้มันลอยนวลอยู่ได้อย่างไรครับ ทำไมเจ้าหน้าที่ ที่ใช้เงินงบประมาณ ๓๕๕ ล้านบาทไม่ทำหน้าที่ ผมไปค้นความผิดที่เกิดจากเว็บไซต์หรือเฟซบุ๊ค ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ เว็บไซต์ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมใช้คนแค่ ๒ คนใช้ลูกน้องแค่ ๒ คน ไปค้นคนที่กระทำความผิดแบบนี้อยู่ในสื่อออนไลน์ (Online) ในขณะนี้ ผมก็พบบางอ้อครับ ท่านประธานที่เคารพ เพราะว่าคนที่ทำความผิดที่ผมพูดถึงนี่เป็นคณะทำงานที่ปรึกษา นายกรัฐมนตรีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ภาพนี้เดินทางไปพบท่าน พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ที่เกาะฮ่องกง

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับ ทางเจ้าหน้าที่เขาแจ้งมาว่าภาพเขาตรวจสอบแล้วไม่ให้ท่านใช้ประกอบการอภิปราย ให้เฉพาะ

นายสาธิต ปิตุเตชะ ระยอง

ผมก็หารือท่านประธานวิสุทธิ์ไปแล้ว

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ภาพที่ ๑ ถึงภาพที่ ๖ แล้วก็ภาพที่ ๑ ถึงภาพที่ ๕ เท่านั้นเองนะครับ ไม่อนุญาตนะครับ อันนี้เจ้าหน้าที่ แจ้งมา

นายสาธิต ปิตุเตชะ ระยอง

ผมก็หารือท่านประธานวิสุทธิ์ไปแล้วว่า มันไม่ได้มีความเสียหาย ภาพนี้ไม่มีความเสียหาย

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ก็ไม่อนุญาตครับ ช่วยกรุณารักษาสิ่งที่พวกเราได้พึงปฏิบัติ ท่านก็อภิปรายไปแล้วกัน ภาพนี้ จะไม่อนุญาตให้แสดงนะครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ ระยอง

เรากำลังจะเอาคนผิดมาลงโทษนะครับ ท่านประธาน แล้วผมก็จะไปแจ้งความ ผมอีกนิดเดียวครับท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านก็เอาหลักฐานไปแจ้งความ แต่การอภิปรายจะไม่อนุญาตให้ใช้ภาพนี้ เชิญต่อครับ

นายสาธิต ปิตุเตชะ ระยอง

ผมอีกนิดเดียวครับ คนที่ทำความผิดประเภทนี้ ผมเชื่อมั่นว่าท่านประธานกับเพื่อนสมาชิกคงไม่เอาไว้ ผมก็เรียนว่าการกระทำความผิดประเภทนี้ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนเราจะต้องช่วยกันปราบปราม และให้ลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ ภายใต้การใช้ งบประมาณของรัฐบาล ผมก็เห็นว่าบุคคลประเภทนี้นะครับที่ไปทำความผิด แล้วอยู่ใกล้ชิด ฝั่งรัฐบาล ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการใช้เงิน ๓๕๕ ล้านบาทนี่นะครับ และที่ผมจะนำข้อมูล หลักฐานทั้งหมดไปสู่การดำเนินคดีเพื่อให้ได้เกิดประสิทธิผลในการใช้งบประมาณในปี ๒๕๕๗ ผมจึงไม่สามารถที่จะรับหลักการร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี ๒๕๕๗ ฉบับนี้ได้ และขออนุญาต ตั้งชื่องบประมาณนี้ว่าเป็นงบประมาณที่เอื้อเพื่อพวกพ้องครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เจ้าหน้าที่ ช่วยเอาเอกสารมาให้หน่อยที่ท่านจะส่งต่อประธานนะครับ ลำดับอย่างนี้นะครับ ท่านจะได้ เตรียมตัวได้ถูก ต่อไปท่านวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ ๑๐ นาที แล้วก็มาที่ท่านประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย ๕ นาที มาท่านเจือ ราชสีห์ ๗ นาที ๓ ท่านก่อนเชิญครับ

นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ นครราชสีมา 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายวิสิทธิ์ พิทยาภรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๑๕ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมก็ขออภิปรายงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๕๗ ซึ่งรัฐบาลได้ตั้งไว้ ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณขาดดุล อย่างที่พวกเราได้ทราบกัน ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลนั้นได้จัดยุทธศาสตร์ในการจัดงบประมาณอยู่ ๘ ยุทธศาสตร์ ด้วยกัน แต่เนื่องจากด้วยเวลาจำกัดผมจะขออนุญาตพูดถึงยุทธศาสตร์ที่ ๕ การจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณรายจ่ายไว้จำนวน ๑๑๒,๒๘๘.๕ ล้านบาท มีภารกิจอยู่ ๕ ภารกิจ ผมขออนุญาตพูดถึงภารกิจข้อ ๕.๒ การส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องการส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ ทางรัฐบาลเอง ก็เคยตั้งยุทธศาสตร์เรื่องนี้เมื่อปีงบประมาณ ๒๕๕๖ ผมก็ได้มีโอกาสได้อภิปราย แต่เนื่องจากว่า ปีนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้พูดถึงเรื่องการบูรณาการถึงต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ คล้าย ๆ กับ ยุทธศาสตร์เมื่อปีที่แล้ว แต่ปีนี้ได้มีกรณีพิเศษเกิดขึ้นก็เนื่องจากว่าเมื่อปลายปี ๒๕๕๔ ได้เกิด อุทกภัยครั้งใหญ่อย่างที่พวกเราได้ทราบกันสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติอย่างยิ่งใหญ่ งบในปี ๒๕๕๔ รัฐบาลก็ได้แก้ไขโดยการกู้เงินจำนวน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ออกเป็นพระราชกำหนด ตอนนี้บางส่วนก็ได้มีการจัดการไปและอยู่ระหว่างดำเนินการและเรื่องนี้ก็ได้วางยุทธศาสตร์ ว่าจะให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ดังกล่าว ท่านประธานครับ ผมทราบว่าการจัดพระราชกำหนด เงินกู้ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาทนั้นยอมรับว่าอุทกภัยขณะนี้เกิดขึ้นที่ลุ่มน้ำภาคเหนือ แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน แล้วก็ภาคกลาง แล้วก็ปริมณฑล รวมทั้ง กทม. ผมเอง ก็อยากจะฝากทางฝ่ายรัฐที่ดูแลเรื่องโครงการ ๓๕,๐๐๐ ล้านบาทดังกล่าวนี้ให้ส่งถึงลุ่มน้ำอื่น ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมยอมรับว่าประเทศไทยเรานั้นมีลุ่มน้ำสำคัญอยู่ทั้งหมด ๒๕ ลุ่มน้ำ ทั้งประเทศ แต่ละลุ่มน้ำก็มีศักยภาพแตกต่างกันบางลุ่มน้ำก็มีน้ำมากท่วมเกือบทุกปี บางลุ่มน้ำ ก็ต้องกันน้ำทะเลหนุนอย่างเช่นลุ่มน้ำที่ติดกับทะเลเป็นต้น แต่ท่านประธานครับ มีบางลุ่มน้ำ มีทั้งน้ำแล้งมีทั้งน้ำท่วมในคราวเดียวกัน ท่านประธานครับ ลุ่มน้ำดังกล่าวนั้นก็คือลุ่มน้ำที่อยู่ ทางตอนล่างของภาคอีสานคือลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำมูลนี่ก็เป็นลุ่มน้ำหนึ่งที่มีความสำคัญในเขตอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแม่น้ำโขง แม่น้ำชี แม่น้ำมูล ท่านประธานครับ ลุ่มน้ำมูล ที่ผมได้ขออนุญาตอภิปรายตรงนี้เพื่อเป็นการเสนอแนะทางฝ่ายบริหารหรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากว่าสภาพภูมิประเทศของแม่น้ำมูลมีต้นกำหนดอยู่ที่ทางตอนใต้ของ จังหวัดนครราชสีมาซึ่งเป็นภูเขาแล้วก็ที่ราบสูงหรือเรียกว่าที่ราบสูงโคราช แม่น้ำมูลนี้ ก็จะไหลผ่านไปทางจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ และลงแม่น้ำโขง ที่จังหวัดอุบลราชธานีที่อำเภอโขงเจียม ก็มีจังหวัดต่าง ๆ ที่อยู่ในลุ่มน้ำมูลนี้ประมาณ ๑๐ จังหวัด อย่างเช่น จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดมหาสารคาม จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดยโสธร จังหวัดขอนแก่น จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดอำนาจเจริญ ท่านประธานครับ จากปัญหาสภาพภูมิประเทศของลุ่มน้ำมูลเนื่องจากว่าทางต้นน้ำนั้นอยู่ใน เขตที่ราบสูงของโคราช บางปีหรือบ่อยครั้งบริเวณต้นน้ำนี้ขาดน้ำแต่บริเวณกลางน้ำอย่างเช่น บริเวณจังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอุบลราชธานี ก็เกิดน้ำท่วมส่วนหนึ่งก็มีแม่น้ำชีมาไหลสมทบ แต่ท่านประธานครับ บางปีอย่างเช่นปี ๒๕๕๓ ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ที่จังหวัดลุ่มน้ำมูลแห่งนี้ ก็เนื่องจากว่ามีฝนตกชุกบริเวณต้นน้ำ อย่างเช่น อำเภอปากช่อง อำเภอปักธงชัย อำเภอสีคิ้ว อำเภอด่านขุนทด อำเภอเทพารักษ์ ซึ่งเป็นต้นน้ำก็ทำให้น้ำจากต้นน้ำไหลไปทับถมพี่น้องอยู่ภาคกลางทำให้เกิดน้ำท่วมอย่างที่เป็นข่าว แล้วก็สร้างผลเสียหายกับพี่น้องที่อยู่กลางน้ำลุ่มน้ำนะครับ ท่านประธานครับ และอีกสิ่งหนึ่ง ปรากฏว่าลุ่มน้ำมูลในบางครั้งอย่างที่ผมได้กราบเรียนว่าแล้งกับท่วมในคราวเดียวกันโดยเฉพาะ บริเวณต้นน้ำที่อำเภอด่านขุนทด อำเภอเทพารักษ์ อำเภอโนนไทย อำเภอโนนสูงอยู่ในเขตอับฝน มีฝนตกปริมาณน้อยกว่าทุกลุ่มน้ำในประเทศไทยประมาณไม่ถึง ๑,๐๐๐ ลูกบาศก์มิลลิเมตร ในขณะที่อัตราเฉลี่ยประมาณ ๑,๔๐๐ ลูกบาศก์มิลลิเมตร ท่านประธานที่เคารพ นอกจากนั้น ก็มีปัญหาเรื่องดินเค็มแล้วก็ไม่สามารถนำน้ำใต้ดินหรือน้ำบาดาลมาใช้ได้ แม้แต่อยู่บนเขาขณะนี้ เจาะไปก็มีน้ำเค็ม น้ำกระด้างไม่สามารถนำมาใช้อุปโภคบริโภคได้โดยเฉพาะเรื่องการเกษตร ผมเองจึงเห็นว่าน่าจะมีการบูรณาการน้ำโดยเฉพาะลุ่มน้ำมูลอย่างเป็นระบบ ก็อยากเสนอ ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดสรรงบประมาณส่วนนี้ ผมยอมรับนะครับว่าผมเป็น ส.ส. มา ๑๐ กว่าปีนี้ก็ยังไม่เห็นโครงการที่เกิดขึ้นในต้นน้ำของลุ่มน้ำมูลแต่อย่างใด ก็มีลุ่มน้ำสาขามากมาย อย่างเช่นลุ่มน้ำลำเชียงไกร ลุ่มน้ำลำตะคอง ลุ่มน้ำลำพระเพลิง ลำปลายมาศ ลุ่มน้ำลำสะแทด ลำเซบก ลำเซบาย ก็อยากจะให้มีการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำ สร้างอ่างเก็บน้ำที่มีความเหมาะสม บริเวณต้นน้ำที่อำเภอสีคิ้ว อำเภอด่านขุนทด อำเภอสีคิ้วก็มีหลายลุ่มน้ำที่มีความเหมาะสมแล้ว ก็ได้ศึกษาไปแล้วอย่างเช่นไพ่อีโต ส่วนอำเภอด่านขุนทดก็มีลุ่มน้ำทัพรั้ง อำเภอเทพารักษ์ ลุ่มน้ำบ้านยายมวล ลุ่มน้ำศิลาร่วม แล้วก็อีกหลาย ๆ อ่างน้ำที่ได้มีการศึกษาที่มีความเหมาะสม แต่ยังไม่เคยมีงบประมาณไปดำเนินการ ผมอยากเสนอให้ทางรัฐบาลหรือกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อให้มีการเก็บกักน้ำบริเวณต้นน้ำก็จะเป็นการแก้ปัญหาน้ำท่วม เมื่อฝนตกชุกแล้วก็แก้ปัญหาน้ำแล้งในคราวเดียวกันนะครับ และบริเวณกลางน้ำ ก็อยากให้มีการสร้างแก้มลิง หรือปรับปรุงแหล่งน้ำที่มีอยู่แล้วอย่างเช่นอ่างลำสะแกกรังตอนบน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตประปาในเขตเทศบาลด่านขุนทด ปีนี้ฝนตกน้อย ปีที่แล้วนะครับฝนตกน้อยมาก น้ำในอ่างก็ไม่เพียงพอในการทำประปา ลำสะแกกรังตอนล่างเช่นเดียวกันครับท่านครับ ปรากฏว่าพื้นที่ประมาณ ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ ไร่ แต่เก็บน้ำได้เพียง ๒๗ ล้านลูกบาศก์เมตร ปีนี้น้ำไม่เต็มอ่างท่านครับ ขณะนี้ชลประทานได้ดำเนินการเอาเครื่องดูดโคลนทรายออก แต่ก็น่าสังเกตว่าทำไมไปเอาไว้ในที่อ่างเก็บน้ำ ไม่ขนออก ผมคิดว่าเมื่อฤดูฝนหลากน้ำมาก็เหมือนเดิม แต่ก็ขอบคุณทางชลประทานก็อยากให้ท่านได้ดำเนินการแล้วก็ดูแลแหล่งน้ำที่เก็บน้ำได้น้อย ให้เก็บน้ำได้มากขึ้นตลอดทั้งคูคลองที่ตื้นเขินตลอดลุ่มน้ำสาขาหลาย ๆ สาขาเพื่อขุดลอก แล้วก็กั้นฝาย อีกสิ่งหนึ่งคือการผันน้ำ ท่านประธานครับ ตอนนี้ผมยอมรับว่าในลุ่มน้ำชีนั้น ปริมาณน้ำมากแล้วก็ท่วมทุกปี อยากจะให้มีการผันน้ำจากแม่น้ำชีที่บึงละหาน อำเภอจัตุรัส มาสู่ลุ่มน้ำลำเชียงไกรโดยเฉพาะลุ่มน้ำตอนล่างเพื่อส่งให้กับลุ่มน้ำมูลต่อไป อีกสิ่งหนึ่งนะครับ ที่ผมอยากฝากทางรัฐบาลก็คือต้นน้ำ ตอนนี้ต้นน้ำลำธารของพวกเรานั้นทั้งประเทศผมเชื่อว่า มีการบุกรุกเหมือนอย่างที่ ส.ส. ได้กล่าวไปแล้วนะครับ ก็ขออยากให้มีการดูแลต้นน้ำที่เป็น ป่าอนุรักษ์ป่าต้นน้ำอย่างจริงจังเพื่อจะได้มีน้ำความชุ่มชื่นเกิดขึ้นแล้วก็เราจะได้ไม่แห้งแล้ง อีกต่อไปนะครับ อยากให้รัฐบาลทุ่มเททุกลุ่มน้ำทั้งประเทศพร้อมกันเหมือนที่รัฐบาลได้จัด งบประมาณกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในด้านคมนาคมก็อยากให้รัฐบาลทุ่มเทงบเกี่ยวกับ การเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ผมคิดว่าถ้าพี่น้องเกษตรกรมีน้ำในการอุปโภคบริโภค ในการเกษตรแล้วความยากจนก็จะหมดไปแล้วก็จะไม่ก่อปัญหาให้กับสังคม ไม่ต้องย้าย แรงงานมาทำงานต่างประเทศหรือทำงานใน กทม. ผมก็ฝากรัฐบาลในเรื่องนี้ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย ๕ นาทีนะครับ แล้วมาท่านเจือ ราชสีห์ เชิญครับ

นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย สมุทรปราการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย ส.ส. จังหวัดสมุทรปราการ เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ งบประมาณเป็นสิ่งซึ่งทุกคนก็อยากจะได้ ทุกกระทรวงอยากจะได้ ผมเชื่อว่า รัฐบาลก็พยายามออกแบบดีไซน์ (Design) งบประมาณที่ดี ถ้าการจัดสรรงบประมาณ สามารถทำได้ดีเชื่อว่าจะพัฒนาประเทศนี้ได้ดีมากทีเดียว ปี ๒๕๔๐ ประเทศเจ๊ง ปี ๒๕๔๔ ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ผมจำได้ว่าปีนั้นเข้ามาเป็น ส.ส. สมัยแรก งบประมาณ มีประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เข้าใจว่าน่าจะประมาณนั้นนะครับ มาถึงปีนี้ ปี ๒๕๕๖ อีก ๑๒ ปีผ่านมางบประมาณขึ้นถึง ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท ประมาณ ๓ เท่า หมายความว่า จีดีพีเพิ่มขึ้นอย่างมโหฬารมหาศาล ๓ เท่า ปีที่แล้วงบประมาณ ๒.๔ ล้านล้านบาท ปีนี้งบประมาณ ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ ๕.๒ เปอร์เซ็นต์ ผมเข้าใจว่าปีนี้รัฐบาล ก็วางแผนไปว่าจีดีพีน่าจะโต ๔.๒-๕.๒ ตัวเลขก็เหมาะสมดีนะครับ แต่ว่ามองงบประมาณมา ๑๒ ปีนี้เข้าใจว่าทุก ๆ หน่วยงานแย่งงบประมาณกัน อยากได้งบประมาณมาก ก็บอกแล้วครับ เงินเป็นเรื่องสำคัญ แต่ว่าการใช้งบประมาณสิครับ รัฐบาลประเทศไทยนี้รู้สึกว่าจะใช้ งบประมาณเป็นเครื่องมือเหมือนทุกประเทศ แล้วก็ใช้อำนาจในการใช้งบประมาณ ใช้อำนาจ ในการบริหารจัดการ แต่ว่าใช้แล้วใช้อย่างไรครับ ใช้ถูเบื้องหน้าเลยครับ ๒ ตัวนี้ถูไป ความรู้ ตามทีหลัง สามเหลี่ยมนี้ความรู้ตามทีหลัง ผมอยากจะเห็นนะครับว่ารัฐบาลตอกย้ำทุกกระทรวง ทุกหน่วยงานควรจะใช้ความรู้ไปข้างหน้า ใช้งบประมาณแล้วก็ใช้อำนาจการบริหารจัดการ ตามหลังไป วันนี้ถ้าใช้แนวคิดนี้ ใช้ความรู้นำหน้า ใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีนำหน้า ผมเชื่อว่า ประเทศไทยจะพัฒนาได้มากกว่านี้ และบริษัทเอกชนบริษัทใหญ่ ๆ เขาบอกว่าเขาอยากเห็นนะครับ ว่ากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นกระทรวงหลักสักทีหนึ่ง แต่กระผมเข้าใจว่า งบประมาณปีหน้านี้นะครับ ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท ภายใต้ ๒๐ กระทรวงกับอีก ๑๐ หน่วยงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีงบประมาณอยู่อันดับที่ ๒๓ ๙,๐๐๐ กว่าล้านบาท เห็นแล้วก็ไม่เข้าใจว่ากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะเป็นกระทรวงหลักได้อย่างไร ก็เงินมันกระจิ๋วเดียว เข้าใจว่าน่าจะเป็นความสามารถในการที่จะจัดการนะครับว่าจะทำอย่างไร ถึงจะใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการพาประเทศนี้ก้าวเดินไปได้ แต่ทั้งโลกนี้เขาเน้น เขาบอกว่าคุณจะทำอะไรก็แล้วแต่ประเทศก็ดำเนินไป แต่เรื่องของไบโอเทคโนโลยี เรื่องของ โอโซนเทคโนโลยี (Ozone technology) เรื่องของนาโนเทคโนโลยี (Nano technology) เรื่องของนิวเคลียร์เทคโนโลยี (Nuclear technology) และเรื่องของแอดวานซ์เทคโนโลยี (Advance technology) มันจะเป็นเทคโนโลยีที่อยู่ในโลกหลัก ๆ ที่เขาจะดำเนินไป วันนี้ อยากจะเห็นว่ามีการใช้งบประมาณเปลี่ยนประเทศนี้เสียที พืช ผัก ผลไม้ ไม่ควรจะใช้ปุ๋ยเคมี ควรจะหนีเรื่องสารเคมี แต่ไบโอเทค (Biotech) ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ อาหารที่จะกินอร่อย สักนาที ชีวิตของคุณพ่อคุณแม่ พี่น้องคนไทยจะได้มีอายุยืนยาวมากขึ้น อยากจะเห็นสิ่งแวดล้อม มีความปลอดภัย เทคโนโลยีในการกำจัดขยะ ในการบำบัดน้ำเสีย ในการฟอกอากาศ ทำอากาศเสียให้เป็นอากาศดีได้ มีเยอะแยะนะครับสามารถทำได้ทั้งนั้น วันนี้พลังงาน ประเทศไทยไม่พอ ปีนี้ก็บอกว่าจะร้อน เดือน ๔ พลังงานจะไม่พอใช้ แล้วเกิดเหตุการณ์ตกใจ วุ่นวายไปหมด ผมเข้าใจว่าพลังงานหลัก ๒๗,๐๐๐ เมกะวัตต์ รองรับจีดีพี ๑๒ ล้านล้านบาท เข้าใจว่าถ้าจะพัฒนาประเทศมากกว่านี้พลังงานทดแทนจะต้องถูกวางไว้เป็นยุทธศาสตร์ อยากจะเห็นนะครับว่าประเทศของเราจะมีหลักการในการที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยี แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จะแก้ไขปัญหาภัยแล้งหรือน้ำท่วมต่าง ๆ ควรจะอยู่บนฐาน ของเทคโนโลยี แล้วเราจะเห็นว่าการเข้าสู่เออีซีครั้งนี้อยากจะเห็นทุก ๆ หน่วยงานไม่ใช่ เตรียมตัวเข้าสู่เออีซีนะครับ ท่านต้องเตรียมตัวเข้าสู่ความเป็นผู้นำของเออีซีเหมือนที่ เมื่อ ๓-๕ ปีก่อนท่านได้พูดอยู่ตลอดเวลา แต่วันนี้ผมมาตอกย้ำว่าท่านควรใช้งบประมาณ ทั้งหมดเตรียมตัวประเทศไทยเข้าสู่ความเป็นผู้นำของเออีซีด้วยการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ด้วยการใช้เทคโนโลยี ด้วยการใช้การบริหารจัดการที่แม่นยำ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านเจือ ๗ นาทีนะครับ ต่อไปหลังจากท่านเจือแล้วจะเป็นท่านก่อแก้ว พิกุลทอง มาที่ท่านอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ท่านชูกัน กุลวงษา เชิญครับ

นายเจือ ราชสีห์ สงขลา 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายเจือ ราชสีห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งผมเองไม่อาจจะรับหลักการได้แม้ว่าทางรัฐบาลจะทำงบประมาณมาปีนี้ให้ดูตัวเลขดีขึ้น ไม่ว่าจะขาดดุลไปเพียง ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ตาม เพราะว่าจริง ๆ แล้วอย่างที่รับรู้ด้วยกันว่า รัฐบาลพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของสภาไปเป็นงบลงทุนในการที่จะกู้ไม่ว่าเป็น การกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือการกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ตาม แต่ว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น อยากเรียนย้ำกับท่านประธานอีกครั้งหนึ่งว่าเป็นการยืนยัน ในสภานี้อีกครั้งหนึ่งว่าที่พวกเราได้เตือนกับทางรัฐบาลว่าไม่มีความจำเป็นต้องกู้หรอก เพราะว่าขณะนี้แผนงานโครงการของท่านยังไม่พร้อม ยืนยันได้ชัดเจนนะครับเพราะว่าถ้าเรา ไปดูในแผนงานของกระทรวงคมนาคมปีนี้ สนข. ซึ่งเป็นหน่วยงานของกระทรวงคมนาคม ได้ตั้งงบค่าจ้างที่ปรึกษาและออกแบบรถไฟฟ้าความเร็วสูงไว้ทุกสาย ประเด็นก็คือว่ารถไฟฟ้า ความเร็วสูงที่รัฐบาลจะขอกู้เงินงบประมาณไปนั้นยังไม่พร้อม ยังไม่ได้ศึกษาอะไรเลย ถ้าผลการศึกษาออกมาว่าไม่คุ้มทุนเราก็สร้างไม่ได้ก็คือไม่สมควรที่จะกู้ นั่นก็คือเรียนย้ำกับ ท่านประธานอีกครั้งหนึ่งว่าสิ่งที่พวกเราได้อภิปรายไว้ในสภาว่ารัฐบาลไม่มีความจำเป็นต้องกู้นั้น วันนี้มาชัดเจนมาก แล้วก็เมื่อเช้าท่านนายกรัฐมนตรีได้อภิปรายเกี่ยวกับรถไฟฟ้าความเร็วสูงว่า จะเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านก็ไม่จริงหรอกครับ ไม่ได้เชื่อมต่อใครครับ เพราะว่ากรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ กรุงเทพฯ ไปโคราช กรุงเทพฯ ไปหัวหิน กรุงเทพฯ-โคราชก็ไม่ถึงจังหวัดหนองคายครับ กรุงเทพฯ-หัวหินก็ไม่ได้ถึงปาดังเบซาร์ ไม่ได้เชื่อมต่อใครเลย อันนั้นเป็นการเรียนยืนยัน อีกครั้งหนึ่งว่าเรื่องการกู้เรื่องรถไฟความเร็วสูงนั้นรัฐบาลยังไม่ได้เตรียมความพร้อม แต่ว่า สิ่งที่ผมอยากจะอภิปรายในครั้งนี้มากก็คือว่ารัฐบาลชุดนี้ไปอวดอ้างมาตลอดนะครับว่าเป็น รัฐบาลมาจากรากหญ้า เป็นรัฐบาลมาจากไพร่ แต่ว่าเวลารัฐบาลนี้มาบริหารประเทศแล้ว การจัดเงินงบประมาณไม่ได้ตอบสนองกับไพร่กับรากหญ้าที่ท่านอวดอ้างมาตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมไปดูปัญหาของพี่น้องประชาชนหลายเรื่องที่รัฐบาลนี้ละเลย กลุ่มพี่น้องประชาชนกลุ่มคนจน ที่มาทวงถามปัญหาของเขาหรือกลุ่มพีมูฟ (P Move) มาที่ทำเนียบรัฐบาลหลายรอบ แต่ว่าสมัยพรรคประชาธิปัตย์กลุ่มพี่น้องคนจนได้มาบอกกับพวกเราว่าเรื่องทำกิน รัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์เราได้ทำเรื่องโฉนดชุมชนให้ เราได้แก้ปัญหาให้กับพี่น้องคนจนจริง แล้วก็ มารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ทำต่อเนื่องครับ แต่ว่าสิ่งที่น่าผิดหวังมากที่สุดน่าจะเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ ทอดทิ้งคนจนจริง ๆ ก็คือเรื่องการออม ถ้าท่านประธานได้เห็นข่าวเมื่อ ๒ วันที่แล้วมันมีข่าว ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐหน้า ๔ เขาบอกว่าน่าเป็นห่วงเมื่อสมชัย สัจจพงษ์ ต้องขออนุญาต ที่เอ่ยนามท่าน ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยตัวเลขการออมของคนไทย มีแค่ ๕.๓ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ยิ่งน่าตกใจเมื่อพบว่าปี ๒๕๕๔ คนไทยทั่วประเทศ ๙,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนไม่มีความสามารถ ในการออมสูงถึง ๔๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๔,๐๐๐,๐๐๐ กว่าครอบครัว เกือบครึ่งหนึ่งของประชาชน คนไทย ๗๐ ล้านคนก็เกือบครึ่งหนึ่งไม่มีการออมครับ ปัญหาก็คือว่าพี่น้องประชาชนไม่สามารถ จะอยู่ได้ในอนาคตข้างหน้า แต่ว่าที่ผ่านมานี่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เราได้วางแผน บำเหน็จบำนาญประชาชนเอาไว้ แล้วก็ได้เตรียมทำกฎหมาย พ.ร.บ. เงินออมเอาไว้ แต่ว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ทำต่อครับ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์อุตส่าห์เดินทางไปดูงานถึงประเทศญี่ปุ่น ไม่ทราบท่านได้ดูหรือเปล่าว่าประเทศญี่ปุ่นเขามีเงินออมแค่ไหน คนชราของเขามีความมั่นคง อย่างไรนะครับ อันนี้เป็นสิ่งที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง เงินออมของคนไทยไม่มีเลยนะครับ รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้สนใจดูเหมือนเป็นปัญหาเล็ก ๆ แต่ว่าผมอยากเรียนกับพี่น้องว่าผมอยู่ จังหวัดสงขลา ครูชบ ยอดแก้ว ซึ่งขณะนี้ท่านเสียชีวิตไปแล้วนะครับ ท่านได้รณรงค์ในการออม ให้กับพี่น้องคนจนที่จังหวัดสงขลา เขาเรียกว่าสัจจะวันละบาท ท่านประธานทำมาประสบ ผลสำเร็จมาก ๒๗ ปี ขณะนี้มีเงินกองทุน ๓๐๐ กว่าล้านบาท มีสมาชิกเกือบ ๓๐๐,๐๐๐ คน รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ลงไปให้กำลังใจ ได้ลงไปดูแล ได้ต่อยอด ได้สมทบให้พี่น้องประชาชน ออกเงินมา ๑ บาท รัฐบาลอภิสิทธิ์สมทบไป ๑ บาท แล้วก็ยังคาดหวังให้ท้องถิ่นสมทบอีก ๑ บาท ชุมชนเขาเข้มแข็งขึ้นครับ นั่นคือรัฐบาลที่สนใจพี่น้องประชาชนจริง ๆ มารัฐบาลชุดนี้ไม่มี ตัดเงินงบประมาณเขาไปหมดเลยครับ พี่น้องประชาชนที่จังหวัดสงขลาเขามาบอกว่ารัฐบาล ชุดนี้ไปอ้างว่ามาจากคนจน แต่ว่าไม่ได้ทำเพื่อคนจนครับ สัจจะวันละบาทที่จังหวัดสงขลา เขาทำอย่างไรรู้ไหมครับท่านประธานเวลาสมาชิกเสียชีวิตเขาจะมอบเงินให้กับสมาชิกในงาน วันเผาศพคนนั้นนะครับ เช่นคุณเป็นสมาชิกมากี่ปีเขามอบ ๓๐,๐๐๐ บาทบ้าง ๕๐,๐๐๐ บาทบ้าง นั่นคือตัวอย่างที่เขาทำมาแล้ว แต่รัฐบาลชุดนี้ละเลยทอดทิ้งเขาครับ เป็นที่น่าเสียดายเสียใจ เป็นอย่างยิ่งว่าไม่ได้สนใจปัญหาของพี่น้องประชาชนคนจน ๆ จริง ๆ ครับ ทำให้เกิดช่องว่าง ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมเกิดขึ้น ผมเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่นโยบายงบประมาณปี ๒๕๕๗ ของรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ตอบสนองคนจนเลยครับ ผมเองไม่สามารถที่จะรับหลักการของงบประมาณ ปีนี้ได้นะครับ เพราะว่าทำให้มีคนรวยกระจุกตัว แล้วก็คนจนกระจายอยู่ทั่วประเทศครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านก่อแก้ว ๗ นาทีครับ

นายก่อแก้ว พิกุลทอง บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ภาพรวมของงบประมาณปีนี้โดยภาพรวมแล้วดีเหมือนกับปีก่อนหน้านี้ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลชุดนี้ สิ่งหนึ่งที่เป็นเครื่องยืนยันก็คือว่า เมื่อวานนี้ทางไอเอ็มดี (IMD) หรือว่าอินเตอร์เนชันนัล อินสทิทิวท์ ฟอร์ แมเนจเมนท์ ดีเวลอปเมนท์ (International Institute for Management Development) ซึ่งมีฐานที่มั่น อยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้จัดลำดับความสามารถในการแข่งขันล่าสุดนะครับ ปรากฏว่า ไอเอ็มดี คอมเพทิทีฟเนส แรงกิง (IMD Competitiveness Ranking) ของประเทศไทยนั้นได้ขยับจาก ลำดับที่ ๓๐ มาลำดับที่ ๒๗ เลื่อนขึ้นมา ๓ ลำดับ ซึ่งก็มีการจัดลำดับจากทั้งหมด ๖๐ ประเทศ สำคัญ ๆ ทั่วโลก ผลการจัดลำดับ ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ลำดับที่ ๑ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ลำดับที่ ๒ ประเทศสิงคโปร์ลำดับที่ ๕ ประเทศเยอรมนีลำดับที่ ๙ ประเทศมาเลเซีย ลำดับที่ ๑๕ ประเทศไทยลำดับที่ ๒๗ ปัจจัยสำคัญที่เขาได้เลื่อนลำดับของประเทศไทย จากลำดับที่ ๓๐ มาเป็นลำดับที่ ๒๗ นั้น ล้วนแต่เป็นผลพวงจากการวางแผนใช้เงิน ใช้งบประมาณเพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ ปัจจัยหลัก ๆ ที่เขายกขึ้นมากล่าวอ้างว่าทำไมเขาได้เลื่อนลำดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศครั้งนี้ก็ถือว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของภาครัฐ ประสิทธิภาพ ของภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งปัจจัยอื่น ๆ ที่ดีขึ้นในหลาย ๆ ด้าน ผมยกตัวอย่างนะครับ เขาบอกว่าการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยนั้นได้เลื่อนลำดับจากลำดับที่ ๑๕ มาเป็นลำดับที่ ๙ ใน ๖๐ ประเทศ ประสิทธิภาพของภาครัฐจากลำดับที่ ๒๘ มาเป็นลำดับที่ ๒๒ ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจได้เลื่อนลำดับจากลำดับที่ ๒๓ มาเป็นลำดับที่ ๑๘ แล้วก็ โครงสร้างพื้นฐานของประเทศได้เลื่อนลำดับจากลำดับที่ ๔๙ มาเป็นลำดับที่ ๔๘ ที่จริงประเด็นนี้ ถ้าโครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่มีการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทั่วประเทศ มันสำเร็จนะครับ ตรงนี้จะสร้างอานิสงส์ให้กับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างยิ่ง แล้วจะทำให้ลำดับขีดความสามารถของประเทศไทยที่จะลำดับโดยไอเอ็มดีสูงขึ้นด้วย เมื่อสักครู่ผมฟังเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านของฝ่ายค้านก็แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับโครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเองก็เข้าใจ เพราะว่าถ้าคนไม่เข้าใจทางด้านวิศวกรรม ไม่เข้าใจ ทางด้านเศรษฐศาสตร์ ไม่เข้าใจทางด้านการเงิน ก็มองภาพใหญ่ไม่ออก มองวิสัยทัศน์ไม่ออก ว่าทำไมเราต้องทำอย่างนี้ ท่านประธานครับ ถ้าเราทำโครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเรียบร้อย จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจมากมาย จะเกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจเยอะแยะไปหมดนะครับ วันนี้เราใช้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ถ้าเรารออีก ๕ ปีข้างหน้าเราใช้เงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ารออีก ๑๐ ปีข้างหน้าเราต้องใช้เงิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าบางคนไม่เข้าใจเรื่องต้นทุน ก็จะไม่รู้เลยว่ามันเป็นอย่างนั้น แล้วถ้าเรารอไปเราก็จะไม่มีโอกาสได้ทำเลย ท่านประธานครับ งบประมาณของรัฐบาลครั้งนี้ถึงแม้ว่ามีการจัดงบประมาณแบบขาดดุล แต่ว่าโดยรวมแล้ว เป็นการขาดดุลที่ค่อนข้างน้อย ในปี ๒๕๕๒ เราเคยจัดงบขาดดุลถึง ๒๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ในปี ๒๕๕๔ เราเคยจัดขาดดุลถึง ๑๘.๔ เปอร์เซ็นต์ มาปีนี้เราจัดขาดดุลแค่ ๙.๙ เปอร์เซ็นต์ และภายในปี ๒๕๖๐ เราก็จัดงบประมาณแบบสมดุล ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ ซึ่งการที่จัดงบขาดดุลทุกคนก็เข้าใจว่าวันนี้เศรษฐกิจของโลกนั้น มันไม่ค่อยดี ประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็เพิ่งฟื้นตัว ประเทศยุโรปเองก็ยังอยู่ในการยอบแยบ หลายประเทศยังมีอาการหนักเจอวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศเขา บางประเทศก็ฟื้นตัวมาบ้าง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้กำลังซื้อของเขาต่ำ ประเทศยุโรปกำลังซื้อต่ำ ประเทศญี่ปุ่นเศรษฐกิจ ก็ทรง ๆ ประเทศจีนมีการขยายตัวแบบชะลอตัว ฉะนั้นปัจจัยภายนอกมันเลยส่งผลกระทบ ต่อปริมาณการส่งออกแล้วก็รายได้ทางด้านการส่งออกของประเทศ ท่านประธานครับ ตรงนี้ผมจึงเข้าใจว่ารัฐบาลเลยต้องใช้ มาตรการการลงทุนภาครัฐมาควบคู่กับการกระตุ้น การบริโภคของประชาชนภายในประเทศ ซึ่งรัฐบาลเองได้วางรากฐานโดยการเพิ่มรายได้ ให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วทั้งประเทศมาในปีก่อนหน้านี้นะครับ ซึ่งมาสนับสนุนทำให้ คนเหล่านั้นมีกำลังซื้อมากมาย รวมทั้งเราเองคาดหวังการลงทุนจากภาคธุรกิจ ซึ่งเขาเอง ได้อานิสงส์จากการลดภาษีนิติบุคคลจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์เหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มาเหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ ตรงนี้จะทำให้มีการลงทุนของภาคเอกชน ปัจจัย ๓ ส่วนนี้จะเกื้อหนุน ทำให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตตามเป้าหมายที่รัฐบาลได้วางแผนไว้ นั่นคือประมาณการไว้ ๔-๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ โดยภาพรวมยุทธศาสตร์ของงบประมาณฉบับนี้ ผมขอกราบเรียนว่าผมเองเห็นด้วยอย่างยิ่งโดยเฉพาะในยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะ การยกระดับรายได้ของคนฐานรากของประเทศไทย ไม่ว่าเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน ซึ่งคนเหล่านี้ มีจำนวนมากที่สุดของประเทศ แล้วเมื่อไรเขามีกำลังซื้อก็จะทำให้ประเทศไทยนั้นมีการค้าขายกัน มากมาย เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจหลายเท่าตัวและหมุนเวียนไปทุก ๆ มิตินะครับ ท่านประธานครับ ตรงนี้จะทำให้ประเทศไทยนั้นมีโอกาสที่ลดพึ่งพาการส่งออกมา แต่มาอาศัย การบริโภคภายในประเทศแทน

ส่วนทางด้านหนี้สินและรายได้ทางด้านภาษีนั้น ท่านประธานครับ ผมได้เช็ก ตัวเลขแล้วปรากฏว่าไม่มีอะไรน่าหวั่นวิตกตกใจนะครับ ในส่วนหนี้สินเองนั้นผมเองได้รวม หนี้สินทุกประเภทตั้งแต่งบปีนี้ ปีที่แล้ว ปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ รวมถึงงบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และโครงการแก้ไขน้ำท่วม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทุกตัวเมื่อเทียบกับจีดีพีในอีก ๗ ปีข้างหน้า ผมเชื่อว่าถึงตอนนั้นเราจะมีภาระหนี้ประมาณแค่ ๓๙.๘๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ตรงนี้จึงไม่มีอะไรน่าห่วงครับอยู่ในวินัยของการเงินและการคลัง ส่วนรายได้ก็ไม่มีปัญหาครับ ท่านประธาน ที่เราห่วงว่ารายได้เราจะไม่เพียงพอต่อที่เราประมาณการไว้นั้น ปรากฏว่า ในช่วง ๗ เดือนที่ผ่านมากระทรวงการคลังก็ได้ตอบแล้วครับว่าผลการจัดเก็บรายได้ภาษีนั้น เกินเป้าไปถึง ๖ เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่เราลดภาษีรายได้นิติบุคคลจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ มาเหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นโดยปัจจัยภาพรวม ท่านประธานครับ ขอกราบเรียนว่า ด้านการจัดสรรงบประมาณก็สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ด้านการจัดเก็บรายได้ก็ไม่มีปัญหา ด้านภาระหนี้สินก็ไม่มีอะไรน่าห่วง เพราะฉะนั้นโดยภาพรวมแล้วผมจึงเห็นด้วยต่อการจัดทำ ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี ๒๕๕๗ อย่างยิ่งยวดครับท่านประธาน ขอกราบเรียนมาตรงนี้ครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านอรรถวิชช์เชิญครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ งบประมาณปี ๒๕๕๗ มีมูลค่าสูงถึง ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณที่มากที่สุด เป็นประวัติการณ์ แล้วก็เป็นงบประมาณที่มีรายจ่ายมากกว่ารายรับที่เรียกว่าเป็นงบประมาณ ขาดดุลมีมูลค่าสูงถึง ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลพูดย้ำครับว่าเป็นการขาดดุลที่น้อยกว่า ปีที่แล้ว เพราะปีที่แล้วมีการขาดดุลถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จริง ๆ แล้วดูเหมือนดีครับ แต่ผมบอกได้เลยว่างบประมาณฉบับนี้เป็นงบพิสดารครับ แล้วการขาดดุล ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจแต่ประการใด ผมอยากให้ห้องโสตทัศนูปกรณ์ได้โชว์สไลด์ (Slide) ชุดแรกครับ ท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

นี่เป็น คลิปวิดีโอ ๕๐ วินาทีที่ท่านจะให้โชว์ใช่ไหม

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ถูกครับ เป็นสไลด์ครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านประธานไม่อนุญาตอยู่ภาพที่ ๓ นะครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ครับ เดี๋ยวพอถึงนั้นแล้ว ค่อยคุยกันอีกทีครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านทราบนะครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ทราบครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

เอาละครับ ที่ท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรองนายกรัฐมนตรี และ ครม. ชุดนี้ภูมิใจนักหนาว่าเป็นการขาดดุลงบประมาณ เพียงแค่ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเรียนอย่างนี้ครับ ตั้งแต่มีประเทศไทยมาตัวเลข หนี้สาธารณะ ๔.๔ ล้านล้านบาท ตัวเลขด้านขวามือ ตั้งแต่มีประเทศไทยมา ขีดเส้นใต้ครับ พอมาดูงบประมาณปี ๒๕๕๗ ปีเดียวท่านก่อหนี้ไป ๒.๖ ล้านล้านบาท มาอย่างไรครับ ๑. ร่างพระราชบัญญัติคมนาคมในขณะนี้ที่กำลังพิจารณากันอยู่ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ร่าง พ.ร.บ. น้ำอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็กู้เพื่อการขาดดุลงบประมาณปี ๒๕๕๗ อีก ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ดูตัวเลขนี้ให้ดีสิครับ ประเทศไทยนี้มีมากี่ร้อยปี เขาเป็นหนี้สาธารณะ กันอยู่ ๔.๔ ล้านล้านบาท ของท่านปีเดียว ๒.๖ ล้านล้านบาท แล้วที่หาเสียงกันเอาไว้ว่า พรรคเพื่อไทยจะมาล้างหนี้ให้กับประชาชนมันเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า ปีเดียวครับ เกินครึ่งของทั้งประเทศไทย ขอบพระคุณสำหรับสไลด์ที่ ๑ ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ พอเรามาดูครับ เขาใช้วิธีการงบประมาณแบบพิสดาร เพราะว่างบลงทุนโดยมากแล้ว ที่ไปก่อสร้างสิ่งใหม่ ๆ อยู่ประมาณปีละ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้รัฐบาลเขาเปลี่ยนสูตรใหม่ พลิกโฉมวงการการเมือง งบลงทุนไปอยู่ในพระราชกำหนดที่เรียกว่าพระราชกำหนดน้ำท่วม แล้วก็ไปอยู่ในร่างพระราชบัญญัติในส่วนของคมนาคม ถามว่ามันคุ้มไหมครับ ไปดูความคุ้มค่า ในส่วนของพระราชกำหนดน้ำกันหน่อยครับ ขอสไลด์ที่ ๒ ครับ เล็กสักหน่อย แต่ผม จะขออนุญาตอธิบายนะครับ ผมบอกได้เลยว่างบประมาณในส่วนของพระราชกำหนดน้ำ รับประกันว่าฮั้วแน่นอน แบ่งมาทั้งหมด ๙ หมวดด้วยกัน หรือที่เรียกว่า ๙ โมดูล (Module) ด้วยกัน แล้วเขาแบ่งรวมเข่งประมูล เข่งแรกโมดูลที่ ๑ ก็เป็นเรื่องของอ่างเก็บน้ำหรือการสร้างเขื่อน มี ๓ บริษัทเสนอชื่อเข้ามา บริษัทที่ ๒ เค วอเตอร์ กิจการร่วมค้าไทย-ญี่ปุ่น บริษัทที่ ๓ อิตาเลียน-ไทยร่วมกับจีน ท่านจะเห็นเป็นสีไกล ๆ สีแดง สีฟ้า สีขาว พอมาดูเข่งที่ ๒ เขาจัด ผังที่ดินในการใช้ที่ดิน มาดูครับ เหมือนเดิมครับ สีแดงคือเค วอเตอร์ อันที่ ๒ คือร่วมค้า ญี่ปุ่น-ไทย อันที่ ๓ อิตาเลียน-ไทยกับจีน ดูสีบนกระดานก็ทราบครับ เข่งที่ ๓ ครับ เป็นการปรับปรุงพื้นที่เกษตรชลประทานในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์แล้วก็เหนือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก็รวมเข่งเหมือนกันครับ ท่านดูสีก็พอจากข้างบน จะละเอียดเลยครับ ว่ามันวนกันอยู่แค่นี้ เค-วอเตอร์ ร่วมค้าไทย-ญี่ปุ่น แล้วก็อิตาเลียน-ไทยกับจีน ๓ อัน สลับกัน ยื่นข้อเสนอประมูลไปมาในทุกโมดูลครับ เดี๋ยวคอยดูนะครับเวลาเปิดซองมาได้ใครครับ ผมเล่าประธานต่อครับ ผมกล้าท้าว่าได้บริษัท เค-วอเตอร์ของประเทศเกาหลีครับ ชาร์ทแผ่นนี้ ท่านประธานห้ามผมขึ้นนะครับ แต่ความจริงแล้วก็ไม่ได้มีสาระสำคัญอะไรครับ ชาร์ทแผ่นนี้ เป็นการบอกว่าที่ผมมั่นใจว่าบริษัท เค-วอเตอร์ได้ประมูลงานแน่นอน เพราะว่าก่อนจะ ประมูลกันครับ วันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณท่านเยือนครับ ไปดูงานด้านน้ำ พอวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๕ ๑ เดือนถัดมาท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ไปดูงานด้านน้ำที่ประเทศเกาหลีครับ พอเดือนเมษายน ๒๕๕๕

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านอรรถวิชช์ครับเอาเรื่องงบประมาณปี ๒๕๕๗ เลยได้ไหม

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

เกี่ยวครับ เพราะว่า การของบประมาณเรื่องของน้ำท่วม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มีการขอเบิ้ลเข้ามาในงบประมาณ ปีนี้อยู่ที่กระทรวงการคลังครับท่านประธานที่เคารพ ผมจะบอกว่าไม่ควรให้เบิ้ลครับ

(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวครับ มีผู้ประท้วงเชิญครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ด้วยความเคารพ ขอประท้วงท่านผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ เป็นการอภิปรายที่นอกเหนือจากกรอบที่ท่านประธาน ได้กำหนดไว้ในวาระการประชุม เรากำลังประชุมเรื่องของงบประมาณปี ๒๕๕๗ เรื่องร่าง พ.ร.บ. น้ำเราก็ได้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ขั้นตอนดำเนินการก็ยังอยู่ในขั้นตอน ซึ่งยังไม่มีความคืบหน้าอย่างชัดเจน ก็รอให้มันเห็นเป็นรูปธรรมแล้วค่อยมาอภิปรายกัน จะไม่ไว้วางใจหรืออะไรก็เปิดกันอีกทีหนึ่งก็ได้ครับ แต่ตอนนี้อยากจะให้เข้าประเด็นในเรื่อง ของกรอบงบประมาณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาอย่างนี้ท่านอรรถวิชช์ เดี๋ยวพอท่านบรรยายเสร็จท่านชี้ให้เข้างบประมาณแล้วกันนะครับ ผมกำลังดูว่าท่านจะพูดถึงเรื่องหนี้สาธารณะหรือเปล่าไม่รู้ที่มันเกี่ยวข้องกับคุณเรื่องนี้ เชิญครับ เอาให้เข้าเลยครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ขอบพระคุณครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับที่บอกว่าไม่มีอะไรคืบหน้า ที่ท่านผู้ประท้วงสักครู่ได้พูดไม่จริงครับ ผมกำลังจะบอกว่าตอนนี้คืบหน้ามาก ๆ เลย รวมเข่งประมูลเรียบร้อยครับ แล้วก็มีการยื่นซอง ราคาซองเทคนิคเรียบร้อยแล้ว แล้วก็ตอนนี้ละผมอยากให้สื่อมวลชนพี่น้องประชาชนไปดู เรื่องนี้ให้ดีครับ วันที่ ๑๑ มิถุนายนจะมีการนำเรื่องเข้า ครม. แล้วเป็นการเปิดซอง ที่ผมบอกว่ามันน่ากลัวก็คือว่าบริษัทที่เข้าร่วมประมูลที่คาดว่าน่าจะเป็นบริษัท เค-วอเตอร์ ได้อย่างเดียวนะครับ เพราะว่าร่วมค้าไทย-ญี่ปุ่นเขาสละสิทธิไปแล้วครับ เพราะว่าบริษัท ที่เรียกว่าทีมไทยแลนด์ หรือ ช. การช่าง ที่เอาทีมคนไทยมารวมกันเขาสละสิทธิไปแล้วครับ ตอนนี้ไม่บริษัท เค-วอเตอร์ ก็อิตาเลียน-ไทย-จีนได้ครับ ปัญหาอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ที่เคารพ พอไปดูลึก ๆ ผมก็จะพูดแค่นี้ครับว่าตอนไปประเทศเกาหลีที่ดูงานกันก็สลับกันละครับ ๒ คน ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณสลับกันไป

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวครับ แล้วเรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับงบประมาณนี้ครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ก็ผมกำลังจะเล่านี่ครับ ท่านประธาน อย่าเพิ่งประท้วงสิครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ คือผมทักท้วงแล้วเดี๋ยวฟังท่านดูก่อน ท่านบอกว่ากำลังจะเข้าอยู่แน่ ๆ ครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

มันมีการซ้ำซ้อนครับ

(นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยว ๆ ครับ เชิญท่านประท้วงครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย คือพยายามฟังหลายรอบ แต่ว่าพยายามจะวกเวียนไปถึงท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณแล้วก็ไปเชื่อมโยงกับ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ คือวิธีการแบบนี้พรรคประชาธิปัตย์ทำประจำ ท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้ครับ อดทนฟังท่านหน่อย ท่านกำลังจะเชื่อมเข้ามาสู่งบประมาณครับ อดทนนิดหนึ่ง เป็นสิทธิของเขาครับ เชิญนั่งครับ เดี๋ยวผมจะให้ท่านพูดต่อ คือข้อเท็จจริงยังไม่มีการเปิดซอง มันก็เป็นการคาด ซึ่งท่านสมาชิกสามารถที่จะใช้ดุลยพินิจวิจารณญาณของท่านได้อยู่แล้ว อันนี้ข้อเท็จจริงนี้ปรากฏอยู่แล้ว

(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

เชิญครับ ท่านประท้วงอะไรครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ผมใช้ข้อบังคับ ข้อ ๖๑ อีกครั้งนะครับต่อท่านผู้อภิปราย แต่คราวนี้เป็นประเด็นในเรื่องของการเอ่ยอ้างชื่อ ของบุคคลภายนอก รวมถึงชื่อบริษัทเอกชนทั้งในประเทศ ทั้งต่างประเทศโดยเกินความจำเป็น การประมูลเปิดซองอะไรยังไม่เกิดสักอย่าง เรากำลังใช้จินตนาการนะครับ ผมขอท่านประธาน ช่วยควบคุมครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ ท่านลองเข้ามาที่งบประมาณเราดูสิผมนั่งฟัง

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ

(นายอันวาร์ สาและ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านกำลังอภิปรายอยู่ ท่านกำลังเข้าอยู่นะครับ เชิญ ๆ

นายอันวาร์ สาและ ปัตตานี

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายอันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วงข้อ ๖๑ ท่านสมาชิกท่านหนึ่งที่อยู่ทางโน้นที่ได้กล่าวว่าวิธีการอย่างนี้พรรคประชาธิปัตย์ชอบใช้ ประจำ ผมขอให้ท่านถอนคำพูดนี้ เพราะว่าอันนี้ทำให้เสียหายแล้วก็ให้ร้ายป้ายสีด้วยครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญนั่งลงครับ เอานะท่านถอนให้ท่านแล้วกันจะได้เดินหน้าต่อได้ ท่านจิรายุครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผมไม่ได้ยิน จริง ๆ ผมพูดอะไรออกไปเพราะท่านประธานตัดไมโครโฟนก่อน ท่านประธานกำลังจะบอกว่า วิธีการแบบนี้เป็นแบบพรรคประชาธิปัตย์ใช่ไหมครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้ครับ มันรู้กันอยู่ในนี้ที่ท่านพูดอะไรอยู่นะครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

ก็นั่นสิท่านประธานครับ ผมก็รู้กันอยู่ว่าท่านก็พยายามโยง

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมไม่ให้ ท่านเถียงนะครับ ท่านจะถอนไหมครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

ถอนว่าอย่างไรครับท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ที่พรรคประชาธิปัตย์ชอบใช้วิธีนี้อยู่นี่นะครับ ท่านถอนอันนี้

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

ผมพูดเรื่องจริงนะครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านไม่ถอนใช่ไหมครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

ครับ

(นายอันวาร์ สาและ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อย่างนั้นบันทึกไว้ว่าไม่ถอนนะครับ ผมสั่งแล้วท่านไม่ถอน เชิญท่านอรรถวิชช์ต่อครับ เชิญท่านอรรถวิชช์ครับ ท่านไม่ถอนผมก็ให้บันทึกไว้นะครับ นั่งลงครับ ผมสั่งไปแล้วท่านไม่ถอน หลายท่านไม่ถอนก็บันทึกไว้ ผมวินิจฉัยไปแล้วครับ

นายอันวาร์ สาและ ปัตตานี

ประท้วงท่านประธานข้อ ๘ ครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านประท้วงข้อ ๘ ว่ามาว่าผมเป็นอย่างไรครับ

นายอันวาร์ สาและ ปัตตานี

ผมคิดว่าท่านต้องควบคุมการประชุม ทำอย่างนี้เป็นไปไม่ได้ครับ ทางนี้ก็ไม่เป็นธรรมครับเพราะยอมกันไม่ได้ ท่านลองคิดดูถ้าทำ อย่างนี้ธรรมเนียมปฏิบัติ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คือท่าน ประท้วงข้อ ๘ ว่าผมเป็นอย่างไรครับอย่าไปชี้หน้ากันนะครับ เอาเฉพาะเหตุผลที่ท่าน ประท้วงผม

นายอันวาร์ สาและ ปัตตานี

ผมไม่ได้ชี้ครับ ในเมื่อบรรทัดฐานที่เราเคย ปฏิบัติมาถ้าเขาไม่เชื่อฟังก็ต้องเชิญท่านออกครับ ทีนี้ถ้าทำอย่างนี้

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มันเป็น อำนาจของประธานนะครับ และตามข้อบังคับก็เขียนไว้ท่านไปเปิดในข้อบังคับ ถ้าท่านประธานสั่งให้ถอนแล้วเขาไม่ถอนจะต้องสั่งบันทึกไว้ในรายงานนะครับ อันนี้คือ ข้อบังคับที่พวกเราไปเขียนไว้ เชิญนั่งลงครับผมจะให้ท่านอรรถวิชช์อภิปรายต่อครับ เชิญท่านอรรถวิชช์ครับ

นายอันวาร์ สาและ ปัตตานี

ถ้าอย่างนั้นผมก็ว่าเขาโกงครับ พรรคเพื่อไทย เขาชอบโกงอย่างนี้ครับ อย่างนี้ได้หรือครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมวินิจฉัยไปแล้วครับ เชิญครับ เวลาประท้วงก็ขอให้ประท้วงในหลักการนะครับ อย่าไปตวัดกัน อย่างนี้ไม่เอา

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย จริง ๆ แล้วผมไม่ได้พูด ผ่านไมโครโฟน ไม่ได้กดเสียง ให้ผมพูดครับท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาละ ผมขอให้ท่านถอนได้ไหมครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

ผมขออนุญาตถอนนะครับ แต่ขอไปยังท่านผู้อภิปรายครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาละครับ ถอนก็จบแล้วครับอย่าไปตวัดกันอีกนะครับ เชิญนั่งลงครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

ผมไม่ได้ตวัดนะครับ ท่านประธาน เขาเรียกว่าอธิบาย

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ก็เพราะ อย่างนี้ละครับมันจะไม่จบครับ เชิญครับ เชิญท่านอรรถวิชช์ต่อครับ วิปรัฐบาลช่วยควบคุม หน่อยนะครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

เอาละครับท่านประธาน พยายามหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดครับ เอาเป็นว่า พ.ร.ก. น้ำท่วม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มีการรวบเข่งประมูลนะครับ แล้วก็บริษัทที่ประมูลมีจำนวนที่น้อย แล้วก็ซ้ำกันหมด สุดท้ายแล้ว ก็มีการถอนตัวออกมา และกระผมก็ย้ำอีกครั้งว่าหนีไม่ออกว่าจะเป็นบริษัทคาดว่าน่าจะได้ บริษัทที่เกี่ยวข้องก็คือบริษัท เค-วอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และไม่พูดลึกกว่านี้ครับ เพราะสิ่งที่ผมพูด ป.ป.ช. เขาทำหนังสือแนะนำไปถึงท่านเรียบร้อยแล้วครับ สิ่งที่ผมพูดคือ เอกสารที่ ป.ป.ช. เขาส่งไปเรียบร้อยแล้วครับ เขาก็พูดเหมือนกันเป๊ะเลยครับว่าอ้ายบริษัท ที่เข้าไปสุดท้ายมันเหลือแค่ ๒ บริษัท ให้ใช้ความระมัดระวัง เพราะตอนนี้เลยเขายื่นซองกันไป เรียบร้อยแล้วครับ แล้วเวลาประมูลโครงการรวมเข่งแบบนี้มันมีการยื่นซองราคากับซอง เทคนิค เวลาคนเขาเปิดซองประมูลออกมาต่อให้ราคาต่ำก็ไม่ได้แปลว่าชนะการประมูล

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านอรรถวิชช์ครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานฟังผมให้จบ อย่าเพิ่งแทรกสิครับ ผมจะบอกว่าเกี่ยวข้องอย่างไรครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าท่าน ไปอธิบายถึงเรื่องกระบวนการและวิธีการอันนั้นไม่เกี่ยวกับเรื่องงบประมาณนี้นะครับ ส่วนเขาจะให้ข้อแนะนำ ข้อสังเกตอันนั้นเป็นเรื่องของรัฐบาลที่เขาจะปฏิบัติหรือไม่ เอาเฉพาะในงบประมาณนี้นะครับ เชิญครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ มีการของบเพื่อบริหารโครงการนี้มาผ่านกระทรวงการคลังที่สำนักบริหารหนี้สาธารณะ ก็ของบประมาณหลวงมาคราวนี้ทั้ง ๆ ที่ตัวเองได้ไปแล้ว ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และผมกำลัง จะบอกว่า ป.ป.ช. เขาส่งหนังสือมาบอกแล้วว่าสุดท้ายตอนยื่นซองเทคนิคกับซองราคานี่ ให้ระวัง เพราะเนื่องจากว่าถึงแม้ราคาจะต่ำก็ไม่ได้แปลว่าจะผ่าน เพราะการทำคราวนี้ มันถูกวางแบบเอาไว้ว่าใครเขียนแบบก็เสนอโครงการไป ป.ป.ช. เขาเตือนมาแล้วว่าหมิ่นเหม่ รวมไปถึงเกณฑ์เรื่องของราคากลาง ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีพูดประจำ รองนายกรัฐมนตรีพูดประจำว่าจะดำเนินการ ในนี้เขาบอกว่าให้ดำเนินการด้วยนะ เพราะระเบียบเรื่องราคากลางนี่ยังไม่ได้ดำเนินการ ก็ให้ดำเนินการเสียให้เรียบร้อย ผมก็จะบอกท่านประธานว่าโครงการน้ำท่วมตาม พ.ร.ก. นี้ครับมันเอื้อประโยชน์ต่อการฮั้ว แล้วงบประมาณที่จะขอไปนี่ผ่านสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ผมไม่เห็นด้วย เงินหลัก ก็มีอยู่แล้ว ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังมาเบียดบังงบประมาณในปีนี้อีก จบเรื่องน้ำท่วม มาเรื่องร่าง พ.ร.บ. คมนาคม ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ใช้เหมือนกัน โดยมีการของบประมาณเข้ามา ท่านประธานครับ จะได้จบกันไหมครับ กลัวอะไรครับ

(นายวรชัย เหมะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ฟังท่าน อธิบายก่อนสิครับ มันยังไม่ได้ฟังอะไรเลยท่านก็ประท้วงแล้วนะครับ เชิญประท้วงเลยครับ ให้สะใจเลยวันนี้ เชิญประท้วงสักครู่นะครับ

นายวรชัย เหมะ สมุทรปราการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ท่านประธานครับ ผมไม่เคยประท้วงเลย

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญประท้วงครับ เชิญประท้วงเลยครับ ไม่ต้องอารัมภบทครับ

นายวรชัย เหมะ สมุทรปราการ

ผมขอประท้วงตามข้อ ๖๑ ครับ ท่านประธานครับ การอภิปรายต้องอยู่ในประเด็นหรือเกี่ยวข้องกับประเด็นที่กำลังปรึกษาอยู่ เรากำลังปรึกษาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ แล้วท่านไปพูดร่าง พ.ร.บ. ๓.๕ แสนล้านบาท มันคนละประเด็น นอกกรอบจริง ๆ ครับ ท่านประธาน ขอให้ควบคุมการประชุมให้เรียบร้อยเถอะครับ อย่าพูดนอกประเด็น ไม่อย่างนั้นไม่รู้จักจบครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวผม วินิจฉัยครับ เชิญนั่งลงครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานเจริญครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คือท่าน กำลังอธิบายของรัฐบาลที่ขอใช้เงินในการไปบริหารอยู่นะครับ ท่านก็ทักท้วงว่ารายการ อย่างนี้มี ป.ป.ช. เขาทักท้วงมา ท่านก็อภิปรายเรื่องนี้อยู่ ผมก็ถามอยู่ ผมควบคุมอยู่

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

เชิญจ่าประสิทธิ์ประท้วงอีกคนให้จบเลยครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ ที่ผมประท้วงนี่ไม่ใช่ประท้วงให้สบายใจหรือสะใจ ผมประท้วงตามข้อบังคับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญเลยครับ อย่าเพิ่งอารัมภบทครับ เอาประเด็นที่ท่านประท้วงครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

เนื่องจากผู้อภิปรายทำผิด ข้อบังคับ ข้อ ๖๑ อภิปรายนอกประเด็น วันนี้เราอภิปรายเรื่องงบใช้จ่ายปี ๒๕๕๗ ทีนี้ ท่านประธานก็ได้เตือนบอกว่าให้เชื่อมกำลังโยงอยู่ โยงจนตั้งนานแล้วยังไม่เชื่อมติดอีกหรือ จะหมดเวลาแล้วนี่เมื่อไรจะ หลอกด่ากันอย่างนี้ครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านอรรถวิชช์ต่อครับ เอาในประเด็นของพวกเรากำลังปรึกษากัน

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ท่านประธานต้องหยุดเวลาผมอภิปรายก่อนนะครับ ผมพูดหลายครั้งแล้วว่าของบประมาณ ผ่านสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะมาเล่มใหญ่ขนาดนี้นะครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญต่อครับ เดี๋ยวผมควบคุมเองครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร 🔗

ขอบพระคุณครับ บางคน ฟังไม่ครบนี่ครับท่านประธาน ไปต่อครับ ในงบประมาณกระทรวงการคลัง สำนักงานบริหารหนี้ สาธารณะของบประมาณมาเช่นเดียวกันกับโครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นค่าบริหารจัดการ ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะครับ แล้วโครงการนี้เรื่องของร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีความกังวลใจแบบนี้ครับ กฎหมายยังไม่ได้ผ่านเลยครับ ในขณะนี้มีการตั้งกรรมาธิการอยู่ แต่มีการของบประมาณเข้ามาในนี้เรียบร้อยแล้ว ผมถึงบอกว่าแบบนี้มันไม่ควรครับ พอมาดู เรื่องโครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งแตะนิดเดียวเท่านั้น เราทราบกันอยู่แล้วว่าเป็น เงินกู้ ต้นเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้เวลาผ่อน ๕๐ ปี กู้มา ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องคืน ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และรัฐบาลนี้โชคดีครับ เพราะว่าแผนการกู้นี่ปรากฏว่า ไปคืนต้นเงินเอาปีที่ ๑๑ เพราะฉะนั้นรัฐบาลไหนที่เป็นต่อจากท่านในปีที่ ๑๑ สมมุตินะครับ ก็ซวยไปครับ แต่ตัวท่านเองท่านสามารถจะประกาศได้นี่ครับว่าจะลดภาษีนิติบุคคลเหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ประกาศได้นี่ครับว่าจะคงภาษีวีเอที (VAT) เพราะกว่าจะจ่ายเงินต้นก็เริ่มจ่ายในปี ๑๑ สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะฝากเอาไว้เป็นข้อสังเกตเรื่องที่น่ากลัวครับ การทำงบประมาณจะมี งบประมาณโดยสังเขปกำหนดเอาไว้ ตัวเลขหนึ่งที่อยากจะให้ใส่เข้าไปคือตัวเลขพีเอสโอ (PSO) หรือที่เรียกว่าพับลิค เซอร์วิส ออบลิเกชัน (Public Service Obligation) ก็คือ เงินอุดหนุนในเรื่องเกี่ยวกับบริการสาธารณะ อย่างเช่นการรถไฟแห่งประเทศไทยในขณะนี้ งบประมาณปี ๒๕๕๗ มีเงินพีเอสโออยู่ที่ ๕๓๓ ล้านบาท แต่ถ้าโครงการรถไฟความเร็วสูง ภายใต้เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเสร็จท่านควรจะบอกเรื่องพีเอสโอด้วยครับ เพราะมันจะ เกิดการขาดทุนมหาศาลขึ้น เรารู้อยู่แล้วกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จ่าย ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นคือต้นกับดอกเบี้ย แต่ปัญหาของมันก็คือว่าในการดำเนินงานแต่ละโครงการมีการขาดทุน มหาศาลครับ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ความเร็วสูง ต้องโตตั้ง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทกว่าปี ต้องมี หยุดเส้นเดียวครับ คำถามถามว่าแล้วถ้ามันรวมทุกเส้น เงินพีเอสโอรวมกันจะเป็นเท่าไรกันแน่ เพราะฉะนั้นต้องฝากกราบเรียนไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังครับว่าเงินพีเอสโอ ควรจะอยู่ในเล่มงบประมาณโดยสังเขปและเป็นการประมาณการล่วงหน้าเพราะไม่อย่างนั้น อันตรายแน่นอน เนื่องจากว่าเราจะหมดสิทธิเรื่องของจำนวนเงินที่จะมาเป็นงบลงทุน ในอนาคตครับ นี่คือเรื่องของร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ อยากจะฝากไว้

เรื่องสุดท้ายครับ เรื่องยุทธศาสตร์ของท่านนายกรัฐมนตรีที่ประกาศว่า ทำตามยุทธศาสตร์ ผมว่าไม่จริง ท่านประธานครับ คลิปนี่ผมเปิดไม่ทันแล้วนะครับ ตอนนี้ การใช้โรงพยาบาลมีจำนวนมาก แต่ไปดูไหมครับว่าเงินที่โรงพยาบาลได้ไปในคราวนี้ มีจำนวนเงินเท่าไร ผมขอสไลด์ครับ ถ้าสไลด์ไม่ทันก็ขอให้ที่มือผมเลยแล้วกัน ขออนุญาตนะครับ งบสร้างโรงพยาบาล ๑๐,๐๔๓ ล้านบาท เป็นงบลงทุนโรงพยาบาลล้วน ๆ ครับ ฝังอยู่ที่ สำนักงานปลัดกระทรวงบ้าง กรมสุขภาพจิต กรมการแพทย์ องค์การมหาชน แล้วก็กรมอนามัย ได้ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทสร้างโรงพยาบาลใหม่ที่มีเตียงเพิ่ม สไลด์ต่อไป เปรียบเทียบกัน เสียหน่อยกับโครงการที่ไม่ค่อยใช้หัวคิดสักเท่าไร รถคันแรก สร้างโรงพยาบาลใหม่ปีนี้ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท รถคันแรกใช้เงินทั้งหมด ๙๒,๐๐๐ ล้านบาท เฉพาะงบปี ๒๕๕๗ ปีเดียว ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ละครับยุทธศาสตร์นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ นี่ละครับที่บอกว่าทุกอย่าง เป็นไปตามยุทธศาสตร์ ไม่จริงหรอกครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองมาสู่ตอนท้าย ๆ เพราะประท้วงเยอะเหลือเกิน ก็อยากจะบอกว่าการทำงบประมาณแบบนี้ขอให้ใช้ ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง มีหลายเรื่องที่สอบตก เรื่องของการออม กองทุนการออมแห่งชาติ ต้องการให้คนไทยทุกคนมีบำเหน็จบำนาญ โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ แผงลอย ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ปีนี้ไม่ได้ใส่งบประมาณปี ๒๕๕๗ มาให้ แล้วก็ เพิ่งโดนยื่นถอดถอนว่าทำให้คนไทยที่มีอายุเกิน ๕๐ ปีขึ้นไปหมดสิทธิเป็นสมาชิกกองทุน การออมแห่งชาติ หมดสิทธิได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลในการเพิ่มเข้ามาให้มีบำเหน็จบำนาญ ตอนแก่ ตอนนี้ใครอายุ ๕๐ ปี เสียสิทธิไปเรียบร้อยแล้วครับ เรื่องของ พอช. กองทุนสถาบัน เรื่องของพัฒนาองค์กรชุมชนที่เขาทำบ้านมั่นคง คนไม่มีบ้านจะอยู่ ก็ไปตัดงบประมาณเขา กองทุนที่เขาออมกันวันละบาทก็เลิกไป วันนี้เขาก็เพิ่งทำม็อบมาหน้าสภา เป็นอะไรกันหนักหนา เรื่องของการออมตัดทิ้งเสียหมด แล้วก็ไปสร้างเรื่องอื่นครับ กองทุนพัฒนาสตรี วันนี้ พัฒนาสตรีจริงหรือทำให้สตรีเป็นหนี้ หนี้ภาคครัวเรือนก็กระชากขึ้น กระชากขึ้นทุกครั้งนะครับ ที่พรรคฝั่งท่านเป็นรัฐบาล หนี้สาธารณะก็กระชากขึ้น เมื่อสักครู่นี้แสดงให้ดูแล้ว แล้วนี่หรือครับ ล้างหนี้ให้กับคนไทยทั้งประเทศ ผมไม่สามารถที่จะให้งบประมาณฉบับนี้ผ่านไปได้ครับ แล้วไม่เห็นด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขออนุญาตใช้โอกาสนี้ที่จะกราบเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผ่านท่านประธานนะครับ ความจริงตั้งใจจะได้กราบเรียนถึงประเด็นในเรื่องของการบริหารรายรับ ซึ่งได้มีคำถามจากท่านสมาชิกในช่วงของการอภิปรายระหว่างวันนะครับ จึงจะขออนุญาต ได้กราบเรียนว่าการประมาณการรายรับซึ่งใช้ในการคำนวณรวมกับนโยบายการคลังที่จะขาดดุล งบประมาณเพียง ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เป็นที่มั่นใจได้ว่าจะสามารถเป็นไปได้ตามเป้า เนื่องจากการคำนวณต่าง ๆ นั้นได้อิงถึง สมมุติฐานอย่างระมัดระวัง การจัดเก็บรายได้ของกรมที่เป็นเรื่องของการจัดเก็บภาษี ก็เต็มไปด้วยความรอบคอบ จึงขออนุญาตเรียนว่าที่มาของ ๒.๒๗๕ ล้านล้านบาทที่เป็นฐาน ในการคำนวณนั้นมีการคำนวณมาด้วยความระมัดระวังแล้วก็มีส่วนราชการต่าง ๆ ที่ได้ร่วม ยืนยันความเป็นไปได้ขั้นสูงของตัวเลขดังกล่าวนะครับ นอกจากนั้นการจัดให้มีงบประมาณ ในฐาน ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาทนั้นเป็นไปอย่างมียุทธศาสตร์อย่างที่ผมได้กราบเรียนไปเมื่อ วันแรกของการอภิปราย แล้วก็จะขออนุญาตได้เรียนว่าการที่ท่านสมาชิกบางท่านอาจจะ เข้าใจผิดว่าหนี้สาธารณะจำนวน ๔.๔ ล้านล้านบาทนั้นเป็นหนี้ที่สะสมมาเป็นเวลาเนิ่นนาน ความจริงก็มีข้อเท็จจริงบางส่วน เพราะว่าหนี้ดังกล่าวนั้นก็เกิดขึ้นจากยุคของรัฐบาลก่อน ๆ ซึ่งก็แน่นอนในช่วงเวลาที่บริหารราชการต่อเนื่องกันมาหลายรัฐบาลนั้นหนี้สาธารณะจำนวน ๔.๔ ล้านล้านบาทที่ท่านสมาชิกได้อ้างถึงก็เป็นเรื่องของการสะสมจริง ๆ เพียงแต่ผมเข้าใจว่า ท่านสมาชิกที่อภิปรายอาจจะไปเข้าใจว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในการจัดให้มีหนี้ที่เกิดขึ้น เพื่อชดเชยการขาดดุลเป็นยอดที่สูงจนน่าตกใจ ความจริงต้องขออนุญาตเรียนว่าจากรัฐบาล ก่อน ๆ นั้น ผมไม่ย้อนไปไกลดีกว่าครับ เอารัฐบาลก่อนอย่างเดียวก็แล้วกันนะครับ จากปีงบประมาณ ๒๕๕๓ ซึ่งมีการขาดดุลในปีนั้น ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทจากฐานของ งบประมาณเพียง ๑.๗ ล้านล้านบาท ฉะนั้นการขาดดุลในปีดังกล่าวมียอดสูงถึงร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณในปีดังกล่าว แล้วในปีถัดไปคือปี ๒๕๕๔ ภายใต้รัฐบาลเดียวกันก็ยังคง ขาดดุลอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในปีนั้น ซึ่งก็เป็นสัดส่วนที่สูงถึงร้อยละ ๑๘.๔ ของฐาน งบประมาณ ๒.๑๖๙ ล้านล้านบาท ในขณะที่การขาดดุลงบประมาณในปีนี้ที่เรากำลัง อภิปรายกันคือ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อเทียบกับ ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาทนั้นเป็นการขาดดุล เพียงร้อยละ ๙.๙ ของยอดงบประมาณรวม แล้วก็การที่ท่านอาจจะไขว้เขวแล้วก็นำไป บวกกับตัวเลข ซึ่งเป็นเรื่องของการออกกฎหมายเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าจะเป็น ระบบบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการนั้น ท่านก็อาจจะลืมไปว่าในรัฐบาลก่อนนั้นก็มี การดำเนินการออกพระราชกำหนดเพื่อกู้เงินในโครงการที่เข้าใจว่า เรียกว่า โครงการไทยเข้มแข็ง ยอด ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นในรัฐบาลก่อนเพียงช่วงระยะเวลา ๒ ปีหนี้สาธารณะ ที่เกิดขึ้นก็มีมูลค่าสูงถึง ๑.๑ ล้านล้านบาท คือ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทบวก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท คือ ๑.๑ ล้านล้านบาทที่เป็นองค์ประกอบของ ๔.๔ ล้านล้านบาท ที่ท่านสมาชิกได้หยิบยกขึ้นมา แต่ตัวเลขที่เรากำลังพูดถึงอนาคตโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลข ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทตามร่างพระราชบัญญัติการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม ขนส่งนั้น ความจริงท่านผู้อภิปรายก็เป็นกรรมาธิการวิสามัญท่านหนึ่ง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ เป็นการเตรียมการลงทุนในระยะเวลา ๗ ปีข้างหน้า แล้วก็การที่จะมีการกู้นั้นจะต้องมี การดำเนินการเพื่อพิจารณาความคุ้มค่าของโครงการต่าง ๆ มีการกลั่นกรองจากส่วนราชการต่าง ๆ ถึงความเหมาะสมในการลงทุนมีการที่จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทุกประการจึงจะมีการกู้เงินได้มิใช่เป็นการกู้มาในคราวเดียว ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้น การที่หนี้สาธารณะจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นไปในช่วงระยะเวลา ๗ ปีข้างหน้าควบคู่ไปกับการที่จีดีพี ของประเทศจะเติบโตขึ้นก็จะทำให้ระดับหนี้สาธารณะที่เป็นยอดรวมอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ต่ำกว่าระดับเพดาน กรอบวินัยการคลัง ซึ่งได้ถูกกำหนดขึ้นมาในรัฐบาลก่อนหน้าที่รัฐบาลนี้ จะเข้ามาดำเนินการเสียอีก ดังนั้นยอดที่จะมีการกู้เงินนั้นจึงเป็นยอดที่อยู่ในวินัยการคลัง ไม่ว่า จะเทียบกับจีดีพีของประเทศ ไม่ว่าจะเทียบกับงบประมาณประจำปีที่จะมีการดำเนินการกัน และผมก็เชื่อสมาชิกที่มีความเข้าใจว่าการแยก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็นวิธีเลี่ยงงบประมาณ ประจำปีนั้นนะครับ ขอกราบเรียนว่าถ้าผมจะมองว่าเป็นการเลี่ยงผมเข้าใจว่าพระราชกำหนดกู้เงิน เพื่อโครงการไทยเข้มแข็งนั้นเป็นการเลี่ยงงบประมาณประจำปีอย่างชัดเจน เหตุผลเพราะว่า ไม่สามารถจะใส่เข้าไปในงบประมาณประจำปีครับ เพราะการกู้เงินตามงบประมาณประจำปีนั้น มีกำหนดสัดส่วนไว้ว่าจะต้องไม่เกินร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณประจำปี แต่ว่าในช่วงเวลา ดังกล่าวเอาเฉพาะการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณก็มีระดับสูงจนเกือบจะชนเพดาน สิ่งที่เราเรียกว่าวินัยในการดำเนินงบประมาณแล้ว ดังนั้นก็เข้าใจครับแล้วก็เห็นใจที่มีการออกเป็น ร่างพระราชกำหนดในลักษณะดังกล่าวเพราะว่าไม่สามารถจะเข้าไปอยู่ในงบประมาณประจำปีได้ แต่ส่วนที่รัฐบาลนี้ดำเนินการนะครับ ขออนุญาตยืนยันว่ามิได้มีเหตุผลในการเลี่ยงในยอด ดังกล่าวเลย ซึ่งท่านสมาชิกบางท่านก็ได้อภิปรายไปแล้วด้วยซ้ำไปว่ามันสามารถเข้าไปอยู่ใน พระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีก็ได้ เพราะว่ายอดหนี้ที่เกิดขึ้นนั้นยังอยู่ในระดับซึ่งไม่สูง ไปกว่าเจตนารมณ์ของการดำเนินตามร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ แต่การที่รัฐบาลนี้ ต้องการจะแยกหนี้ออกมาให้เห็นเป็นต่างหากนั้นเพราะว่าโครงการที่ใช้การกู้เงินนั้นมีลักษณะ เป็นโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะด้านอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ อย่างบูรณาการ หรือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ดังนั้น ถ้าพิจารณาไปตามเจตนารมณ์ของการควบคุมระดับการกู้เงินตามร่างพระราชบัญญัติวิธีการ งบประมาณแล้วต้องถือว่าสิ่งที่รัฐบาลนี้ดำเนินการยังอยู่ภายใต้กรอบของสัดส่วนที่ เจตนารมณ์นั้นต้องการควบคุมไว้ทุกประการ แต่การที่แยกออกมานั้นจะสามารถทำให้เกิด ประโยชน์ที่ชัดเจนคือสามารถติดตามการดำเนินการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานนั้น ได้อย่างเป็นระบบ และนอกจากนั้นยังสามารถให้ความเชื่อมั่นได้อย่างต่อเนื่องว่าหากกฎหมาย ดังกล่าวผ่านกระบวนการในการพิจารณาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้วจะสามารถทำให้เกิด การลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถทำให้เกิดความมั่นใจได้ว่าตลอดระยะเวลาหลายปี เกือบ ๑ ทศวรรษ ระดับยอดหนี้สาธารณะโดยรวมจะถูกควบคุมไว้ในระดับที่ต่ำกว่าเพดาน วินัยการคลังได้เป็นอย่างดี ผมจึงขออนุญาตได้เรียนให้ท่านสมาชิกได้สบายใจนะครับว่า ตัวเลขที่ท่านบวกมาราวกับว่าจะมีการกู้เงินในทันทีโดยมีตัวเลข ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นตัวเลขหลักที่ท่านนำมาคำนวณนั้นเป็นสิ่งที่จะไม่เกิดขึ้นเพราะการดำเนินการในส่วนนี้ จะมีการดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป การกู้เงินนั้นจะทำเมื่อมีการอนุมัติโครงการนี้ อย่างถูกต้องและมีการสร้างงานต่าง ๆ ในลักษณะที่เป็นการส่งมอบงานจึงจะมีการกู้เงิน เพื่อมาชำระค่างวดงานต่าง ๆ ผมจึงขออนุญาตเรียนให้ท่านสมาชิกได้สบายใจนะครับว่า ยอดการกู้เงิน ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ นั้นมีสัดส่วนเพียงร้อยละ ๙.๙ ของงบประมาณรวม ไม่ได้มีลักษณะ ที่สูงถึงร้อยละ ๒๐ หรือเกือบร้อยละ ๒๐ อย่างเช่นที่เราได้เผชิญมาในช่วงปี ๒๕๕๓ และปี ๒๕๕๔ แล้วก็ยอดรวมของการที่จะมีหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นนั้นจะเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนแผนที่จะมีการดำเนินการให้มีความสามารถในการชำระหนี้ได้ในอนาคตก็จะสอดคล้อง กับจีดีพีที่เติบโตขึ้น รายได้ของรัฐที่จะเพิ่มขึ้นซึ่งก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเมื่อจีดีพีเติบโตขึ้น เราสามารถจัดเก็บภาษีได้ดีขึ้นภายใต้อัตราที่เป็นอย่างเดิม หรืออัตราที่ลดลงอย่างที่รัฐบาลนี้ ได้ดำเนินการมาในช่วงเกือบ ๒ ปีที่ผ่านมา แล้วก็การที่เราจะสามารถดำเนินการให้ หนี้สาธารณะนั้นมีการลดลง มีการวางแผนอย่างเป็นระบบภายใต้ข้อสมมุติของการชำระหนี้ คืนอย่างช้า ๆ ซึ่งถ้าหากว่าเรามีความประสงค์ที่จะชำระหนี้คืนเร็วกว่าอัตราที่ว่านั้นก็ทำได้ โดยง่าย ตัวเลขที่ท่านสมาชิกได้กล่าวถึงว่าในปีที่ ๑๑ จะมีการค่อย ๆ ชำระคืนเงินต้นนั้น ก็เป็นจริงนะครับเพราะว่าเราสมมุติไว้ว่าในปีที่ ๑๑ เราจะชำระเพียง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งท่านก็จะสามารถเห็นได้ว่าถ้าหากว่าต้องการจะคืนเร็วกว่านั้นการจะกำหนดยอดชำระคืน เงินต้นที่เร็วกว่ายอดดังกล่าวขึ้นบ้างเล็กน้อยจะทำให้ระยะเวลาในการใช้หนี้ให้เสร็จสิ้นนั้น รวดเร็วเป็นอันมาก รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยที่เราสมมุติขึ้นว่าจะมีการกู้อยู่ในอัตราร้อยละ ๕ นั้นก็เป็นข้อสมมุติ ซึ่งสมมุติขึ้นมาอย่างระมัดระวัง แล้วก็เชื่อมั่นว่าจะไม่มีดอกเบี้ยจริงที่สูงกว่าอัตราดังกล่าว ดังนั้นภายใต้ข้อสมมุตินี้ทุกประการ การที่จะสามารถชำระหนี้ดังกล่าวได้สำเร็จเสร็จสิ้น ในเวลาที่เร็วกว่าที่กำลังพูดกันนี้ก็จะมีความเป็นไปได้สูงนะครับ แล้วก็ขออนุญาตเรียนว่า กฎหมายกู้เงินในฉบับอื่น ๆ นั้นไม่ได้มีการคำนวณในเรื่องนี้ไว้ แล้วก็เราจะเห็นได้ว่าในอดีตนั้น มีการกู้เงินก้อนโตบางจำนวนซึ่งถูกทิ้งข้ามเป็นหลาย ๆ ทศวรรษ ดังนั้นในการดำเนินการ สิ่งที่รัฐบาลนี้ต้องการจะดำเนินการก็คือทำให้งบประมาณประจำปีมีความชัดเจนและยืนยัน กับประชาคมทั้งหมดได้ว่าเราไม่มีความจำเป็นจะต้องเป็นโรคขาดดุลงบประมาณอย่างเรื้อรัง การดำเนินการให้มีการขาดดุลลดลงทั้งในระดับที่เป็นจำนวน และทั้งระดับที่เป็นสัดส่วน เมื่อเทียบกับงบประมาณรวม หรือเทียบกับจีดีพีของประเทศนั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาแล้ว ๒ ปีงบประมาณ และในปีนี้ก็จะเป็นปีที่ ๓ ของปีงบประมาณภายใต้รัฐบาลนี้ แตกต่างจาก ในอดีตซึ่งนอกจากจะไม่สามารถควบคุมให้ระดับนั้นคงที่ได้แล้วกลับเพิ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำไป ดังนั้นผมจึงขออนุญาตเรียนให้ท่านสมาชิกได้สบายใจนะครับ ฐานรายรับมีการคำนวณ ด้วยความระมัดระวัง การดำเนินการเพื่อที่จะให้มีงบประมาณตามยอดดังกล่าวนั้นการกู้เงิน จะทำด้วยสัดส่วนที่ลดลง แล้วก็อยู่ภายใต้เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ รวมทั้งในส่วนที่เป็นเรื่องของการกู้เงินเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานนั้นจะมีการดำเนินการ อย่างระมัดระวัง แล้วก็เชื่อว่าการที่จะกู้เงินนั้นจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างระมัดระวังภายใต้ กรอบของวินัยการคลังที่มีความเข้มงวด กราบขอบพระคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป จะอย่างนี้นะครับ เดี๋ยวนะครับ เดี๋ยวผมลำดับก่อนท่านจะได้เตรียมตัวได้ ท่านชูกัน กุลวงษา มาที่ท่านสามารถ ราชพลสิทธิ์ ท่านรุ่งโรจน์ ทองศรี และท่านปิยวัฒน์ พันธ์สายเชื้อ ท่านอรรถวิชช์อะไรครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านรัฐมนตรีได้พาดพิงผมว่าผมทำให้ไขว้เขวครับ แล้วผมก็ขอเรียนภายใต้เวลาไม่เกิน ๑ นาทีว่าผมไม่ได้ทำให้ไขว้เขวด้วยเหตุผลดังนี้ครับ ของท่านที่ผมบอกว่างบประมาณท่าน พิสดารเพราะท่านกู้ในงบประมาณได้ เนื่องจากถ่างการขาดดุลงบประมาณนั้นเกณฑ์ตาม กฎหมายเขาให้ใช้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของการชำระคืนหนี้เงินต้นบวกกับ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของ รายจ่ายเมื่อปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นปีนี้ท่านสามารถจะถ่างส่วนต่างการขาดดุลได้มาก ไม่จำเป็น ต้องกู้ แต่ในทางกลับกันท่านกลับทำสับสนเสียเองว่ารัฐบาลที่แล้วโดยพรรคประชาธิปัตย์ ไปจัดการทำให้มันสับสนครับ เราสับสนอย่างไรครับ ไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ เพราะว่า การขาดดุลงบประมาณในขณะนั้นไม่สามารถจะดำเนินการได้ภายใต้กฎหมายวิธีการงบประมาณปกติ เลยจำเป็นต้องออกพระราชกำหนดเป็นการฉุกเฉินกู้เงินต่างหากครับ เพราะช่องว่าง ในการถ่างการขาดดุลไม่สามารถทำได้ ไม่อย่างนั้นในปีนั้นรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ จะไม่สามารถมีงบลงทุน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาละครับ ท่านใช้สิทธิพาดพิงพอสมควรแล้ว เดี๋ยวเชิญอีกท่านหนึ่งครับ พอแล้วนะครับ เราได้ตกลงกัน ไว้แล้วการใช้สิทธิพาดพิงเอาพอสมควรนะครับ พอแล้วครับท่านอรรถวิชช์ ผมเข้าใจแล้ว ที่ท่านชี้แจง เชิญท่านสรรเสริญประเด็นอะไรครับ

นายสรรเสริญ สมะลาภา กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สรรเสริญ สมะลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ต้องขอใช้โอกาสนี้ใช้เวลาของสภาสั้น ๆ นะครับ เพราะว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีได้พาดพิง ในเรื่องของคำอภิปรายของกระผม ผมเองเป็นคนอภิปรายในเรื่องของภาระหนี้สาธารณะ รวมกับในเรื่องของการเก็บรายได้

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมให้ ๑ นาทีนะครับ

นายสรรเสริญ สมะลาภา กรุงเทพมหานคร

สั้น ๆ ครับ ๑ นาทีนะครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีเองได้พูดกล่าวไปถึงรัฐบาลชุดที่แล้วว่าได้มีการกู้ถ้าเทียบกับสัดส่วน งบประมาณเป็นอัตราที่สูง พูดประเด็นหนึ่งว่าหนี้สาธารณะในรัฐบาลชุดที่แล้วจะมีสถานะ ที่มากขึ้น ซึ่งผมก็ได้กล่าวชี้แจงไปแล้วในการอภิปรายของผมว่า

(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ต้องประท้วง ท่านผู้ที่ใช้สิทธิพาดพิงตามข้อ ๖๑ ผมต้องกราบเรียนว่าผมรับฟังการอภิปรายทั้ง ๒ ฝ่าย ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่ได้มีการอภิปรายพาดพิง การใช้สิทธิพาดพิง ต้องพาดพิงให้เสียหาย การที่นำแถลงในส่วนของแนวคิดทางเศรษฐกิจที่มันแตกต่างกันผมว่า มันไม่ใช่การพาดพิง แล้วทุกคนจะมาใช้สิทธิอย่างนี้เพื่อนสมาชิกยังรออภิปรายอีกหลายท่าน เวลาเราก็มีจำกัด ขอให้ท่านประธานได้โปรดควบคุมครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านสรรเสริญต่อครับ ๑ นาทีครับ

(นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ผมไม่อนุญาตแล้วครับ ให้ท่านสรรเสริญครับ ผมอนุญาตให้ท่านสรรเสริญแล้วครับ เชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

ท่านประธานครับ ผมประท้วงข้อ ๖๓ ครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงท่านประธานครับ ท่านประธานให้สิทธิท่านสรรเสริญใช้สิทธิ พาดพิง แล้วท่านจะให้เขาประท้วงท่านต้องรอให้เขาใช้สิทธิพาดพิงให้จบก่อนครับ ไม่อย่างนั้น มันก็สับสนสิครับ ถ้าไม่เป็นราย ๆ ไป

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญนั่งลงครับ ขอบคุณมากครับ เชิญท่านสรรเสริญต่อครับ ๑ นาทีครับ

นายสรรเสริญ สมะลาภา กรุงเทพมหานคร

คือท่านรองนายกรัฐมนตรี ได้พูดประหนึ่งว่ารัฐบาลชุดที่แล้วกู้เยอะถ้าคิดเป็นสัดส่วนของงบประมาณทำให้ภาระ หนี้สาธารณะมากขึ้น อันนั้นเป็นส่วนข้อเท็จจริงเพียงครึ่งเดียวนะครับ เพราะว่าภาระ หนี้สาธารณะที่จะมากหรือไม่มากมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกู้อย่างเดียว แต่มันขึ้นอยู่กับการชำระคืน ต้นเงินกู้ด้วย ซึ่งผมก็ได้อภิปรายไปแล้วนะครับว่าตั้งแต่สมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ท่านชำระคืน ต้นเงินกู้ปีแรก

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ให้ท่าน ใช้สิทธิก่อนนะครับ ให้เสร็จก่อนแล้วท่านค่อยพูดครับ เชิญท่านสรรเสริญครับ เมื่อสักครู่นี้ ยังประท้วงผมอยู่เลยว่าให้พูดก่อนให้จบ ยังไม่อนุญาตครับ ให้ท่านสรรเสริญจบเป็นทีละท่าน ก่อนครับ เชิญครับ ๑ นาทีครับท่านสรรเสริญ ยังไม่อนุญาตครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ยะลา

ท่านประธานครับ สมาชิกขึ้นไป บนบัลลังก์ได้หรือครับ ไปสั่งประธานหรือครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่มีหรอกครับ เขาก็มาส่งเอกสารให้ผมดูนะครับ เชิญนั่งลงครับ เชิญท่านสรรเสริญครับ นั่งลงครับ เป็นอำนาจของประธาน เชิญท่านสรรเสริญต่อครับ

นายสรรเสริญ สมะลาภา กรุงเทพมหานคร

ซึ่งผมก็ได้อภิปรายไปแล้วว่า ตั้งแต่สมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์มีการชำระคืนต้นเงินกู้สูงกว่ารัฐบาลชุดนี้มาก ๒ ปีรวมกัน ในงบประมาณที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ดำเนินการในเรื่องของงบประมาณมา บวกกันเบ็ดเสร็จ ประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ ๒ ปีของรัฐบาลชุดนี้ก็ชำระต้นเงินกู้ไปเพียง ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้น อันนี้เป็นข้อแตกต่างอย่างชัดเจน เนื่องจากว่าหนี้สาธารณะ ของเรามันไม่ใช่วัดกันเฉพาะด้วยการกู้อย่างเดียว มันวัดกันด้วยการชำระคืนต้นเงินกู้ด้วย หลักฐานชัดเจนนะครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ถึงปี ๒๕๕๕ ช่วงปี ๒๕๕๒ ถึงปี ๒๕๕๔ หนี้สาธารณะ ต่อจีดีพีลดลงตั้งแต่ ๔๕ เปอร์เซ็นต์จนมาถึง ๔๒ เปอร์เซ็นต์ จนหมดสมัยของท่านอภิสิทธิ์ มาจบลงด้วย ๔๑ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี รัฐบาลชุดนี้เข้ามาปีเดียวขึ้นมา ๔๕ เปอร์เซ็นต์

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านได้ ชี้แจงพอสมควรแล้วครับ

นายสรรเสริญ สมะลาภา กรุงเทพมหานคร

ประเด็นที่ ๒ เรื่องของ รายได้ภาครัฐที่ท่านรัฐมนตรีได้กรุณาชี้แจงว่าไม่ต้องห่วงว่าจะต้องเก็บได้เข้าเป้าแน่นอน ซึ่งผมเองผมอภิปรายผมก็ไม่ได้แสดงความเป็นห่วงตรงนั้นนะครับ เพราะว่าที่ผมอภิปรายไป ก็คือว่ารายได้ของรัฐ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีผู้ประท้วงครับ ผมว่าพอแล้วครับท่านสรรเสริญ พอแล้วครับ

มีผู้ประท้วงครับ ผมว่าพอแล้วครับท่านสรรเสริญ พอแล้วครับ

นายสรรเสริญ สมะลาภา กรุงเทพมหานคร

อีกสักครู่เดียวครับ ถ้าเก็บ ในสภาวะปกติอาจจะน้อยลง แต่รัฐบาลจะมีวิธีการพิเศษในการรีดภาษี อย่างเช่นร้านค้า หรือร้านค้าขนาดเล็กเพื่อจะทำให้รายได้เข้าเป้า อันนั้นเป็นจุดที่ผมกังวลมากกว่าครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาละครับ พอแล้วครับ ขอบคุณมากครับ เชิญท่านรัฐมนตรีปลอดประสพชี้แจงครับ

นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานครับ ผมไม่ได้อยู่ในห้อง อยู่ในรถ ดีใจที่ไม่ได้ปิดวิทยุ ก็ได้ฟังท่านสมาชิก ท่านอรรถวิชช์ ซึ่งความจริง ก็รู้จักนะครับ ได้พูดมีอยู่ ๗ ข้อ ที่ท่านพูดไม่เป็นความจริงนะครับ เดี๋ยวผมจะไปฟ้องลูกผม ที่เป็นเพื่อนกับท่านว่าท่านพูดไม่เป็นความจริง มี ๗ ข้อ

ข้อ ๑ ท่านบอกฮั้วประมูล ไม่เป็นความจริงเดี๋ยวจะอธิบาย ตอนนี้ยังไม่อธิบาย ตั้งใจจะพูดให้ถึง ๒ ยามเลย

ข้อ ๒ ท่านบอกเหมาเข่ง แล้วตอนหลังท่านก็บอกว่ารวมเข่ง ก็ไม่เป็นความจริง นี่ศัพท์ของท่าน ตอนประมูลไม่มีใครเขาใช้ศัพท์คำนี้ผมดูในหนังสือฉบับไหนก็ไม่มีศัพท์คำนี้ ท่านไปติดศัพท์ภาษานี้มาจากที่ไหน

ข้อ ๓ ท่านบอกว่าเบิ้ลงบประมาณภาษาอังกฤษแล้วนะครับ เมื่อสักครู่ ภาษาจีนก็ไม่เป็นความจริง

ข้อ ๔ ท่านบอกเค-วอเตอร์ได้งานแน่นอน นี่ท่านไปหัดเป็นหมอดูจากที่ไหน มาครับ หรือท่านจะข่มขู่ผมให้เค-วอเตอร์ได้ตอบผมมาสิ ผมยังไม่รู้เลย

ต่อไปนะครับ เดี๋ยวจะอธิบายนะครับ ท่านบอกมีการถอนตัวแล้วท่านก็ อธิบายการถอนตัวของประเทศญี่ปุ่นกับบริษัทจีน ที่มันพูด ที่ท่านพูด ไม่ใช่มันพูดที่ท่านพูดนะครับ จดหมายที่เขาเขียนมามันไม่ได้บอกว่าไม่ใช่มันอีก ที่ ๒ บริษัทบอกมาก็ไม่ใช่แบบที่ท่านพูด ท่านไปเห็นจดหมายเขามาหรืออย่างไร

ข้อต่อไปท่านพูดเรื่อง ป.ป.ช. ป.ป.ช. นี้เป็นความลับหรือ ผมยังเพิ่งได้อ่านเลย ท่านก็มั่ว เขาไม่ได้พูดอย่างนั้นสักหน่อย ถ้าไม่เป็นความลับนักเดี๋ยวผมจะซีรอกซ์ให้ท่าน

ข้อสุดท้าย ท่านพูดเรื่องการเดินทางของนายกรัฐมนตรีไปประเทศเกาหลี นายกรัฐมนตรีไปประเทศเกาหลีจริงครับ แต่ไม่ได้ไปแบบที่ท่านพูด

ทีนี้ผมจะไล่ทีละเรื่อง ขออนุญาตเพื่อน ๆ ด้วยนะครับขอพูดยาวหน่อย โทษฐานไปแล้วดันเรียกกลับมา เมื่อเราตัดสินใจทำเรื่องนี้ซึ่งมันเป็นเรื่องน้ำท่วม ทุกคน ท่วมหมด ทุกคนเดือดร้อนหมด ประเทศเสียหาย ๑.๔ ล้านล้านบาท คนตายไป ๖๐๐-๗๐๐ คน คนจมน้ำไป เกือบจมน้ำไป ๑๐ กว่าล้านคน เศรษฐกิจดิ่งเหว ส่งออกไม่ได้ เดือดร้อนไปทั้งโลก ไม่มีทางเลือกครับ เพื่อคนไทยก็ต้องทำ เพื่ออนาคตประเทศไทยก็ต้องทำ ไม่ว่าคิดอย่างไร มันก็ต้องทำอยู่วันยังค่ำ ไม่ทำวันนี้ก็ต้องทำวันหน้า ทำวันนี้เสียดีกว่าเพราะไม่รู้ว่าวันหน้า มันจะเป็นอย่างไร นั่นคือเหตุผลที่ต้องบากหน้าไปกู้เงินมา ท่านคิดว่าใครเขาอยากกู้เงินหรือ ไม่มีหรอกครับ รัฐบาลไหนก็ไม่อยากกู้เงิน แต่เมื่อมันยังไม่มีหรือมีไม่พอต้องการก้อนเดียว ให้เบ็ดเสร็จก็ต้องกู้เงิน เราก็ต้องคิดว่าเรารู้อะไร ตัวเรานี่รู้อะไร ที่รู้ก็คือว่าน้ำท่วม เพราะประเทศไทยไม่มีระบบระบายน้ำ ประเทศไทยมีแต่ระบบส่งน้ำ ก็คือชลประทาน ชลประทาน ภาษาไทยก็คือประทานชล ประทานชลก็คือส่งน้ำ ก็คือดิสทริบิวชัน (Distribution) เราเอา ระบบส่งน้ำมาระบายน้ำน้ำมันถึงได้ท่วมครับท่าน เราก็บอกถ้าอย่างนั้นประเทศไทยต้องมี ระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพที่สุด น้ำท่วมอย่างไร ๆ ก็ต้องไม่รุนแรงเหมือนปี ๒๕๕๔ เอาปี ๒๕๕๔ เป็นสถิติใช้ภาษาว่า วัน ฮันเดรด เยียร์ รีเทิร์น พีเรียด (One Hundred Year Return Period) คือสูงสุด ไม่ว่าเขื่อน ไม่ว่าคลอง ไม่ว่าอะไรทำไว้เพื่อป้องกันสิ่งเหล่านั้น ซึ่งไม่รู้ว่าจะเกิดวันไหน ทีนี้แล้วอย่างไรเราก็คิดกันว่าสิ่งที่เรารู้นี่มีอะไรบ้าง ที่เรารู้ทุกวันนี้ ที่เรารู้ก็คือว่าบรรดากรม กองทั้งหลายที่มีอยู่และทำมา เราก็ไปเอาโครงการเขามา เอาความคิดเขามากองปึกเอาไว้ คณะกรรมการก่อนผมก็คือ กยอ. เอาเรื่องเข้าสภาแห่งนี้ จนเกิดเป็น พ.ร.ฎ. ขึ้นมา ก็เอาข้อมูลนั้นมาวางเอาไว้ เทิดทูนสติปัญญาของพระมหากษัตริย์ ของเราซึ่งทำงานมานานนมเนก็ไปค้นมาวางเอาไว้ จากนั้นก็คิดกันเองอีกเท่าที่มีก็ยังคิดว่ามันยัง ไม่เพียงพอ เราก็ประกาศไปทั่วโลกบอกถ้าเอาอย่างนั้น ทั้งโลกนี้ช่วยมาบอกเราทีสิถ้าเรามี โจทย์แบบนี้ น้ำท่วมแบบนี้ ฝนตกแบบนี้ น้ำไหลแบบนี้ เสียหายแบบนี้ และไม่ต้องการ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ เอ้าว่ามามี ๓๔๐ บริษัทท่านที่เข้ามา ท่านว่ามันน้อยไหม ๓๔๐ บริษัททั่วโลก เมื่อเขาเห็นโจทย์ของเราเขารู้ว่ามันทำคนเดียวไม่ได้เขาก็รวมตัวกันเป็น ๑๐ กลุ่ม ซึ่งเรา อนุญาตให้เป็นจอยท์ เวนเจอร์ (Joint venture) ให้เป็นคอนซอร์เทียม (Consortium) ใน ๑๐ กลุ่ม มีอยู่ ๒ กลุ่ม ซึ่งไม่ค่อยชัดเจนเราก็บอกถ้าอย่างนั้นยู (You) มันน่าจะ ไม่ควอลิฟาย (Qualify) ก็เหลือ ๘ กลุ่ม ใน ๘ กลุ่มนี้มีทั้งไทย ทั้งต่างประเทศ มีทุกชาติ ภาษา แต่ละกลุ่มไม่ต่ำกว่า ๑๕-๒๐ บริษัท ก็เอาโจทย์ที่ผมบอกเมื่อสักครู่นี้ ๕-๖ หมวด จากสภา โครงการพระราชดำริ จากที่หน่วยราชการ ทำกันมาเป็นสิบเป็นร้อยปี จากที่เราคิดเท่าที่เราจะรู้ให้เขาไปเป็นเอกสาร ๒ เล่ม ให้เขาไปคิด ๓ เดือน เขาก็ส่งเอกสารกลับคืนมาให้เรา ๓๐,๐๐๐ กว่าหน้า หนัก ๑๕ ตัน คนที่บอกว่า เขาอ่านไม่รู้เรื่อง อ่านไม่รู้เรื่องแล้วมันจะเขียนตอบมาได้อย่างไรตั้ง ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ หน้า เราใช้คน ๔๐ คนที่เก่งที่สุดในประเทศไทยมานั่งอ่านอยู่เป็นเดือน อ่านเสร็จเราก็บอกว่า ที่เก่งจริง ๆ แน่นอนจริง ๆ มีแค่ ๖ บริษัทเท่านั้น ก่อนที่จะอ่านเราก็บอกกติกาแล้วว่า ใน ๑๐ โมดูล ๑๐ โมดูลก็คือ ๑๐ หมวด ถ้าไม่คิดอะไรมาก นี่ก็เรียกว่าหัว นี่ก็เรียกว่ามือ นี่ก็เรียกว่าแขน นี่ก็เรียกว่าขา น้ำมันก็มีต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ มีเขื่อน มีการระบายน้ำ เขื่อนเก็บน้ำ เขื่อนป้องกันน้ำ อะไรก็สุดแล้วแต่ เราบอกว่า ๑๐ หมวด ทุกหมวดเราจะเอาไว้ ๓ หมวด เราบอกมาแต่ต้นว่าจะเอาไว้ ๓ หมวด ไว้แข่งกันอีกรอบหนึ่ง ไม่มีใครประท้วง ทุกคน เขาก็เข้าใจว่าที่เขาแข่งกัน ๘ หมวด ๘ กลุ่มนี่จะเหลือ ๓ หมวด เพราะฉะนั้นที่เป็น ๑๐ หมวด แต่เดิมก็ไม่ได้ฮั้ว อ้ายที่เหลือ ๘ หมวด ออกไป ๒ หมวดเขาก็ไม่ได้ฮั้ว อ้ายเหลือ ๓ หมวด ก็ไม่ได้ฮั้ว เพราะเป็นกติกาที่เราประกาศว่าจะให้เหลือ ๓ หมวดในที่สุดก็เหลือ ๓ หมวด ในแต่ละหมวด ๆ นะครับ เราก็บอกโอเคถ้าอย่างนั้นที่พวกคุณเขียนมาทั้งหมดผมขอรวบมา เป็นของผม เพราะในระเบียบเขียนว่าอย่างนั้น แล้วก็ไปคั้นกะทิเอาครีมมาเขียนใหม่ คราวนี้เมื่อสักครู่ผมบอกว่าเราเอาข้อมูลจาก ๕ หมวด คราวนี้เอาข้อมูล ขโมยข้อมูลเขาด้วย ไม่ให้สตางค์เขาด้วย ไม่ได้จ่ายสักบาทเอามาเขียนใหม่ ไม่ว่าจะเป็นความคิดของญี่ปุ่น ของแขก ของจีนของอะไรไม่รู้ เอามารวมใหม่ให้เป็นของไทย ฉันเอาของเธอมาแล้ว เอามาเขียนใหม่ แล้วก็บอกเขาว่าโอเคคุณมีเวลาประมาณ ๒ เดือน คราวนี้ไม่ใช่คอนเซพชวล แพลน (Conceptual plan) แล้ว ต้องเป็นเดฟฟินิทีฟ ดีไซน์ (Definitive design) เดฟฟินิทีฟ ดีไซน์คือ การออกแบบ ถึงขั้นที่สามารถระบุพื้นที่ได้ เป้าหมายได้ ราคาได้ แต่ไม่ใช่ดีเทล ดีไซน์ (Detail design) ที่บอกว่าเหล็ก หิน ดิน ทราย ยังไม่ถึงขนาดนั้น ทุกคนรู้ ไม่มีใครเขาประท้วง ก็กลายเป็น หมวดละ ๓ ก็จบ นี่ ๒ บริษัท เริ่มด้วยประเทศญี่ปุ่นก่อน ผมไปประเทศญี่ปุ่นเขาก็บอกเลยว่า เขาสู้ราคาไม่ได้ แล้วเขากังวลการประท้วง ถามว่าเขาสู้ราคาไม่ได้เพราะอะไร เพราะในการแข่งขั้น ตั้งแต่ รอบแรกเฉพาะหมวดเดียวหรือโมดูลเดียวว่าด้วยเรื่องของฟลัดเวย์ (Floodway) เรามีสตางค์ ๑๒๐,๐๐๐ เขาเสนอ ๓๕๐,๐๐๐ เรามี ๑๒๐,๐๐๐ นะครับ เขาเสนอ ๓๕๐,๐๐๐ เราบอก ๕ ปีเสร็จ เขาบอกว่าขอ ๒๐ ปีเสร็จ เพราะฉะนั้นเขาก็บอกมาว่าเขาสู้ราคาไม่ได้ กับเวลา ที่เราให้มันไม่เพียงพอ เพราฉะนั้นเขาก็ถอนตัว ในขณะที่อีกสักไม่กี่สัปดาห์บริษัทอีกบริษัทหนึ่ง ชื่อทีมไทยแลนด์ ทีมนี่ไม่ใช่ทีมที่แปลว่าทีมฟุตบอล มันเป็นชื่อบริษัทที่ปรึกษา ชื่อบริษัททีม เขาก็เลยเอามาพ้องกัน ก็บอกว่าสู้ราคาไม่ได้ ในจดหมายเขียนว่าสู้ราคาไม่ได้ ทั้งบริษัท ทีมไทยแลนด์ซึ่งนำโดยบริษัท ทีมกรุ๊ป (Group) ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษา ทั้งบริษัทญี่ปุ่น ซึ่งมีบริษัทที่ปรึกษาหลายบริษัท ผมขออนุญาตเอ่ยชื่อเพราะไม่ทำให้เกิดเสียหายอะไรเช่น บริษัท ซันยูซึ่งทำงานกับกรมชลประทานมานานก็บอกว่าออกไปแล้วนี่ไม่ใช่ไปลับ แต่จะ กลับมาหวังว่าเมื่อเขากลับมาแข่งขังอีกทีในฐานะบริษัทที่ปรึกษาเราจะไม่รังเกียจ ผมก็บอกว่า ถ้ามันหมดเรื่องนี้ไปแล้วโดยสิ้นเชิงเป็นการประมูลใหม่ ไม่มีความเกี่ยวข้อง ไม่มีการผูกพัน ไม่มีผลประโยชน์ คุณก็เข้ามาได้ เพราะฉะนั้นท่านจะเห็นว่าเขาออกไปเขาสู้ราคาไม่ได้ เขาออกไปก็มีเป้าหมายคือถอนบริษัทก่อสร้างเช่นในกลุ่มญี่ปุ่นมันมีโอบายาชิ บริษัทก่อสร้าง สู้ราคาไม่ได้ แต่บริษัทที่ปรึกษาสู้ราคาได้ เช่นเดียวกับบริษัททีมไทยแลนด์ บริษัทก่อสร้าง ผมจะไม่เอ่ยชื่อ เอ่ยชื่อก็รู้จักกัน เขาสู้ไม่ได้เขาก็ไป คงเหลือไว้บริษัทที่ปรึกษา มาวันนี้บางโมดูลก็ยังมี ๓ บริษัท บางโมดูลก็เหลือ ๒ บริษัทเพราะออกไปแล้ว แต่ไม่มี โมดูลไหนเหลือ ๑ บริษัทเลยแม้แต่สักนิดเดียว บัดนี้ได้เวลาจบแล้วคณะกรรมการวิชาการ วิเคราะห์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ผมรู้ใครได้คะแนนมากสุด แต่ผมไม่บอก แต่คุณอรรถวิชช์ แน่กว่าผม ไม่รู้แต่บอก เพราะท่านจะเป็นโหร อย่าเป็นเลยท่าน เป็นผู้แทนราษฎรดีกว่า อย่าไปเป็นโหรเลยท่าน เอาใหม่นะครับ เพราะฉะนั้นผมถึงได้บอกว่าฮั้วประมูลไม่ได้ฮั้ว มันเป็นระบบ ซึ่งประกาศมาสู้กันตั้งแต่ ๓๔๑ บริษัท ตั้งแต่ ๑๐ กลุ่ม เหลือ ๘ กลุ่ม เหลือ ๖ กลุ่ม แล้วก็จนมาทุกวันนี้แล้วมันจะฮั้วตรงไหน เหมาเข่ง ใครเหมาครับ ถ้าเหมาพวกนี้คือคนซื้อเหมานะ ผมก็ไม่เหมาหรอกครับ ผมเอาเข่งเดียว เอาคนที่มันเก่งที่สุดมา รวมเข่ง ก็หมายถึงคนขายรวม ก็ไม่ให้รวมเอาบริษัทเดียวอีก เพราะฉะนั้นฮั้วก็ดี เหมาเข่งก็ดี รวมเข่งก็ดี ภาษาท่านทั้งนั้น ท่านก็พูดไปเรื่อยผมอยู่กับบ้านดี ๆ อยู่แล้วนะครับ

ไปอีกเบิ้ลงบประมาณ อันนี้ขอประทานโทษจริง ๆ ไม่รู้จริง ๆ ช่วยกรุณาบอก ด้วยนะครับ ผมอาจจะมีสิทธิผิดได้ แต่โดยปกติแล้วงบเรื่องน้ำทั้งหมดกติกาใหม่ปีกว่า ๆ นี่ต้อง ผ่าน กบอ. หมดเพื่อป้องกันไม่ให้ซ้ำซ้อนก็ผ่านหมดถ้าเป็นงบดีเวลอปเมนท์ (Development) แต่ถ้าเป็นงบเมนเทแนนซ์ (Maintenance) บำรุงรักษาไม่มา แต่ถ้าเป็นงบดีเวลอปเมนท์ จะขุด จะลอก จะก่อ จะสร้าง ก็มาหมดเรียบร้อยครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านบังเอิญค้นพบ กรุณาบอก ถ้าผมไม่ตัดไม่ใช่ลูกคนนะท่าน เดี๋ยวลงไปเอามาเลย แล้วผมจะเดินไปบอกตัดนะครับ เพราะโทษฐานหลอก ผมให้สัญญากับท่านได้

ทีนี้เค-วอเตอร์ อันนี้ผมก็พูดกลับไปกลับมานะ ท่านก็บอกว่าดูไปเค-วอเตอร์ จะได้ เอาอย่างนี้ไหมท่าน ที่ท่านพูดอย่างนั้นผมแปลว่าเค-วอเตอร์ได้หลายโมเดลใช่ไหม ไม่รู้ ท่านอยู่ไหนหาตัวไม่เจอ อยู่นั่นเห็นแล้วรูปหล่อ ที่ท่านพูดท่านกำลังหมายความว่าเค-วอเตอร์ จะได้โมเดลเยอะมากกว่าคนอื่นใช่ไหม ท่านประธานครับ การพนันในที่นี้ผิดหรือเปล่า พนัน กับผมไหมว่าไม่ใช่ เอาไหม เอาข้าวมื้อเดียวก็ได้เอามา ท่านอย่ามั่วสิ ไม่อยากพูดหยาบ นี่อาศัยคนรู้จักกัน อย่าไปเดา ยิ่งเดาเวลานี้ท่านเดาไม่ได้นะ เขากำลังต่อสู้กันอย่างขึงขัง เดี๋ยวฝ่ายตรงข้ามกับเค-วอเตอร์เขาจะหาว่าท่านมาข่มขู่ผมนะ

ต่อไป ป.ป.ช. นะครับ ป.ป.ช. ๑๔ หน้า แบ่งเป็น ๓ พาร์ท (Part) พาร์ทแรก ป.ป.ช. พูดถึงเอกสารที่ ป.ป.ช. มีก็ไม่มีอะไรผมก็อ่าน ๆ ผมก็มีเหมือน ป.ป.ช. มี ผมมีมาก่อน ว่าอย่างนั้นเถอะ อันที่ ๒ ป.ป.ช. ก็วิเคราะห์ว่าวิตกอะไรบ้าง วิตกโน่น วิตกนี่ วิตกนั่น ก็ไม่เป็นอะไร ของ ป.ป.ช. พวกผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ ป.ป.ช. ให้คำแนะนำ เมื่อแนะนำแล้ว ผมทำวันหน้าจะได้ไม่มีปัญหา เพราะถ้าไม่แนะนำแล้วไม่รู้อะไรสักอย่างผมทำแล้วมันอาจจะ มีปัญหาเพราะฉะนั้นก็ขอบพระคุณที่แนะนำ และที่แนะนำมานี้เนื่องจากไม่เคยคุยกันเพราะไม่จำเป็น ต้องคุยกันครับ ผมก็ไม่ชอบคุยกับ ป.ป.ช. นะไม่สนุก ก็ต่างคนต่างอยู่ ที่ท่านแนะนำมา ๘ ข้อ ทำอยู่แล้ว ๔-๕ ข้อ ก็กำลังจะไปบอก ป.ป.ช. ว่าที่ท่านแนะนำมาคิดเหมือนกันเปี๊ยบ ทำอยู่ เรียบร้อยแล้วท่านจะได้สบายใจ ท่านก็พูดให้คนเข้าใจว่า ป.ป.ช. ตำหนิโน่น ตำหนินี่ ท่านไม่ได้ตำหนิ ท่านวิเคราะห์ แล้วก็แสดงความกังวล แล้วก็ให้คำแนะนำ

ทีนี้การเดินทางของนายกรัฐมนตรีไปประเทศเกาหลี ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ไปครั้งที่ ๑ ไปกับทีมน้ำทั้งหมดเลยบังเอิญผมไม่ได้ไปครั้งนั้นผมติด ผมไปกับท่าน ครั้งที่ ๒ ตอนที่ประธานาธิบดีเกาหลีซึ่งบังเอิญเป็นผู้หญิงเป็นประธานาธิบดีเขาก็เชิญ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไปผมก็ไปแล้วก็ดูงานต่อ แต่การดูงานของผมเป็นการดูงานที่เขียน และทำความเข้าใจไว้ในทีโออาร์ว่าบรรดาต่างชาติที่พูดถึงชาติตัวว่าทำโน่น ทำนี่ ทำนั่น มันดีต้องให้ดู เพราะฉะนั้นผมและคณะจึงไปดูที่ประเทศจีน จึงไปดูที่ประเทศเกาหลี จึงไปดู ที่ประเทศญี่ปุ่น จึงไปดูที่ยุโรปว่าที่เขียนไว้โม้หรือเปล่าหรือทำจริง ที่ไปดูเรื่องน้ำเกี่ยวกับ การประมูลมีผมคนเดียวและคณะของผม ไม่เกี่ยวกับท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ท่านนายกรัฐมนตรีไปผมไปด้วยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไม่อยู่ ไม่ได้ไปไหนเลย อยู่ในรถกับอยู่ในโรงแรม กับอยู่ที่พิธีครับ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ไปดูอะไร ท่านไม่ไปดูหรอกครับ ผมละครับไปดูคนเดียว เพราะฉะนั้นท่านไม่เกี่ยวเค-วอเตอร์อะไรนะครับ ส่วนท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณท่านไปก่อนหน้านั้น ไปเมื่อไรผมก็ไม่รู้ ท่านเป็นประชาชน คนธรรมดา ท่านจะไปประเทศเกาหลีท่านก็ไปของท่าน ท่านจะไปดูงาน ไปพบเพื่อนไปอะไร มันเรื่องอะไรของท่านไปเดือดร้อนนักหนา ไปพูดถึงท่านทำไม เดี๋ยวผมก็สืบเสาะท่านไปเที่ยวไหนบ้าง ผมเอามาพูดในสภานะ ยุ่งอะไรกับท่านทักษิณท่านล่ะ เพราะฉะนั้นท่านทักษิณไปผมก็ไม่เชื่อว่า จะนัดกับท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ไปเกี่ยวกับผมเพราะผมไปด้วย เพราะฉะนั้นโดยสรุปนะครับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ข้อที่ท่านอรรถวิชช์พูด ก็ขอบคุณ ที่อุตส่าห์พูด มันไม่จริงนะท่าน แต่ก็มีสาระ ฟังได้ ผมจะจดจำในสิ่งที่เป็นประโยชน์เอาไว้ แต่ผมไม่อยากให้ประชาชนไปเชื่อท่านเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ มันยุ่งนะท่าน มันไม่จริง เพราะฉะนั้น ขอยืนยันอีกครั้งครับ ไม่มีฮั้ว ไม่มีเข่ง ไม่มีเบิ้ลแน่นอน ก็ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านอรรถวิชช์มีอะไรครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ดีใจที่มาตอบครับ จะได้ยืนพูดให้ตรง ๆ กันไปเลยครับ รวมเข่งแน่นอนครับ ขั้นแรกครับ โมดูลที่ ๑ ครับ สร้างอ่างเก็บน้ำอย่างยั่งยืน ลุ่มน้ำปิง ยม น่าน สะแกกรัง ป่าสัก โมดูลเดียวครับ เขื่อนทั้งหมด อ่างเก็บน้ำทั้งหมด รวมเข่งไหมครับ ถ้าแบบนี้คนสร้างเขาเก่งสร้างได้ทุกตัวเลย ไม่ต้องซับคอนแทรค (Subcontract) หรือครับ ไม่ต้องเหมาช่วงต่อหรือครับ แล้วเหมาช่วงต่อ ป.ป.ช. เขาเขียนมาครับว่าโครงการมันใหญ่มากต่อ ๑ โมดูล พูดง่าย ๆ ที่ผมพูดภาษาผมคือ เหมาเข่ง แล้วมันใหญ่มากต่อ ๑ โมดูล อย่างไรก็ต้องซับคอนแทรค เพราะ ป.ป.ช. เขาเขียนมาครับ ท่านปลอดประสพครับ ไม่ใช่ ๑๔ หน้า ๑๓ หน้า ขอโทษทีครับ ๑๓ หน้ากันจริงครับ ไม่ใช่ ๑๔ ครับ ท่านประธานขออนุญาตนะครับ

(นายสุนัย จุลพงศธร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยว มีผู้ประท้วงอยู่

นายสุนัย จุลพงศธร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดนครสวรรค์ ขออนุญาตประท้วง ท่านประธานสักนิดเถอะครับ ธรรมดาเรามีวัฒนธรรมกันว่าการอภิปรายในสภาเราไม่ตอบโต้กัน เหมือนโต้วาที แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งวาระของเราเป็นวาระเรื่องงบประมาณ ขอประทานโทษ ท่านอรรถวิชช์ครับ สิ่งที่ท่านเห็นไม่ตรงกันท่านรัฐมนตรีก็พูดแล้ว ขอประทานโทษครับ ผมว่ารัฐมนตรีพูดยาวไปด้วยครับ เวลาเราก็ไม่ค่อยจะพอกันอยู่แล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้จะเกิด ปัญหาอีก ผมอยากจะขอให้ท่านประธานได้ใช้มาตรฐานที่เราเคยมีครับ สิ่งที่ท่านว่านี่ไปว่า กันตอนเปิดสภาสมัยสามัญเถอะครับ เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเก็บประเด็นนี้ไปครับ เพราะพวกเราต้องนั่งทนกันอย่างนี้ จึงขอความกรุณาท่านประธานครับ เพื่อไม่ให้พรุ่งนี้ มีปัญหาหรือโต้แย้งกันมาหาว่าปิดปากกันอีกครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านอรรถวิชช์ครับ เอาเฉพาะประเด็นที่พาดพิงแล้วกัน เสียหาย

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ผมรู้มารยาทผมดีครับ ขอบพระคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คือความเห็นของแต่ละฝ่ายท่านสมาชิกชั่งน้ำหนักเอง ข้อเท็จจริงอาจจะแตกต่างกัน แต่ยัง ไม่มีข้อยุตินะครับ เอาเฉพาะประเด็นท่านเสียหาย แล้วเราจะเดินหน้าต่อได้ ผมจะให้เวลา สั้น ๆ บอกประเด็นก่อนครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ขอบพระคุณครับ ท่านประธานที่เคารพครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมกำลังจะพูดไล่ทีละประเด็นเลยครับ ที่ผมบอกว่าฮั้วไหม รวมเข่งไหม น่าจะฮั้วไหมครับท่านประธาน มีทั้งหมดนี่ครับ ๑๐ โมดูลครับ โมดูล เอ (Module A) มี ๖ โมดูล บี (Module B) มี ๔ แล้วผู้ที่ผ่านการคัดเลือก

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านอรรถวิชช์ครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ท่านประธานให้ผมพูดสิครับ ผมกวนท่านประธานไม่เกิน ๔ นาทีครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่ใช่ อย่างนั้นครับ คือประเด็นมันมีอยู่ว่า

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ไม่มีอ้อม ผมตรงประเด็นครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านฟัง ประธานก่อนสิครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ผมตรงประเด็น ท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เข้าใจ แต่ท่านฟังผมก่อน คือประเด็นมันอยู่ที่ว่าพอท่านเสนอความคิดเห็นไปในแนวของท่าน ท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องท่านก็ชี้แจงไปในแนวของท่าน บางอย่างมันก็ยังไม่ยุติ อย่างเช่น ผมยกตัวอย่างความเห็นของ ป.ป.ช. อันนั้นก็ว่ากันไป แล้วก็ขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินการ ในการเปิดซองอะไรต่าง ๆ ส่วนท่านจะมีความเห็นอย่างไร รัฐมนตรีจะเห็นอย่างไร อันนั้น เป็นความเห็นแต่ละฝ่าย ฉะนั้นเอาเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องที่ท่านเสียหาย

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ถ้าท่านประธานให้ผมพูด ประมาณไม่เกิน ๔ นาทีจะเร็วและกระชับมากครับ ประเด็นดังต่อไปนี้ครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านเสียหายประเด็นอะไรก่อนครับ

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ก็นี่ครับ ๗ ข้อ ท่านบอก ผมพูดไม่จริงผมกำลังจะอธิบายครับ ขออนุญาตอธิบายนะครับ ใจเย็น ๆ นะครับท่านพิเชษฐ์ นั่งลงก่อนผมว่าท่านประธานช่วยบอกหน่อยครับ บอกเขาใจเย็น ๆ หน่อยครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวครับ ใจเย็น ๆ ครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ขอบพระคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านพิเชษฐ์ครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านอรรถวิชช์นะครับ ข้อ ๖๑ ถ้าท่านอรรถวิชช์ยังมีข้อมูล ที่จะชี้แจงหรือว่าพาดพิงมาก ๆ ขอใช้สิทธิโควตาของพรรคประชาธิปัตย์ไปเลยนะครับ ท่านจะใช้ ๑๐-๒๐ นาทีก็แล้วแต่ท่านนะครับ แต่ว่าเรื่องพาดพิงนี่ถ้าใช้เวลามากมันเสียเวลา หักเวลาของพรรคประชาธิปัตย์ไปเลยครับ จะพูดกี่นาทีเชิญเลยครับ ท่านประธานวินิจฉัย ด้วยครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ใช้สิทธิ อภิปรายเลยดีไหมครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ ไม่ได้ครับ ข้อตกลงของเพื่อนเวลาเพื่อนมีอยู่ครับ ผมถูกพาดพิงผมใช้สิทธิพาดพิง แล้วผมเคารพ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมจะ วินิจฉัยประเด็นพาดพิงท่านนะครับ ท่านบอกว่าประเด็นอะไรครับ บอกทีละประเด็น แล้วผม จะให้หรือไม่ให้ครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ดังต่อไปนี้ ท่านปลอดประสพ บอกว่า ผมกล่าวว่าน่าจะมีฮั้วไหม รวมเข่งไหม ผมขอตอบ ๒ อันนี้อย่างนี้ครับ

ประการแรก ในนี้สิ่งที่ผมพูดสอดรับกับ ป.ป.ช. ให้ความเห็นมานะครับ เรื่องที่ ๑ ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามาในแต่ละโมดูลหรือแต่ละกรุ๊ป

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาสั้น ๆ นะครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ชื่อบริษัทซ้ำกันหมดครับ โมดูลที่ ๑ เค-วอเตอร์ ๒. กิจการร่วมค้าญี่ปุ่น ๓. อิตาเลียนไทยกับจีน โมดูลที่ ๒ เหมือนกัน อีกครับ เค-วอเตอร์ กิจการร่วมค้าญี่ปุ่น-ไทย แล้วก็มาเป็นอิตาเลียนไทยกับจีน โมดูลที่ ๓ มีเค-วอเตอร์ มีทีมร่วมค้าทีมไทยแลนด์ แล้วก็มีอิตาเลียนไทยกับจีน ชื่อมันเบิ้ล ๆ กันทั้งนั้น จะให้ผมอ่านต่อไปอีกท่านประธานก็จะปิดผมอีกใช่ไหมครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านชี้แจงไปแล้วครับ มีประเด็นอื่นอีกไหม

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ประเด็นแรกครับ บอกไป แล้วว่ามันพันกันอยู่อย่างนี้ครับ ๒. รวมเข่งไหม โมดูลหนึ่งนี่นะครับมีมูลค่าเป็นแสนล้านบาท รวมประมูลทีเดียว ป.ป.ช. เขาก็บอกมาว่ารวมประมูลทีเดียวอย่างไรก็ต้องซับคอนแทรค คือให้เหมาช่วงต่อ สอดรับ ป.ป.ช. ๓. ท่านปลอดประสพบอกว่ามันเบิ้ลตรงไหน ผมชี้แจงครับ อยู่ในเล่มนี้ครับ มันเบิ้ลตรงนี้ครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมว่า ไม่ต้องชี้แจงแล้ว พอแล้ว เพราะเพื่อนประท้วงแล้วนะครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรรภักดี กรุงเทพมหานคร

ก็มันเบิ้ลในนี้ครับ ผมจะ บอกว่ามันเบิ้ลตรงไหนครับ จะได้กลับไปดูจะได้ตัดครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่เป็นไรครับท่านก็

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ มันเบิ้ล ตรงนี้ครับ เล่มกระทรวงการคลังพลิกไปหน้าสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คือท่าน ใช้สิทธิพาดพิงท่านก็มาอภิปรายอีกนะครับ ไม่อนุญาตแล้วครับ ไม่อนุญาตนะครับ ก็ผม วินิจฉัยไปแล้วนะครับ ไม่เสียหายหรอกครับ เชิญท่านต่อไปนะครับ ท่านชูกัน กุลวงษา ๕ นาที แล้วก็มาท่านดอกเตอร์สามารถ ราชพลสิทธิ์ คือท่านไปใช้สิทธิในการอภิปรายในเรื่องอื่น แล้วกันนะครับ เรื่องนี้ในตอนเปิดสมัยประชุม

นายชูกัน กุลวงษา นครพนม

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชูกัน กุลวงษา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับท่านชูกัน

นายชูกัน กุลวงษา นครพนม

อ้าวก็บอกว่าให้ผมพูดนี่ครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาละครับ ท่านอรรถวิชช์ ๑ นาที เชิญท่านอรรถวิชช์ครับ เดี๋ยวให้ท่านอรรถวิชช์ ๑ นาทีท่านจะได้จบครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ทำไมกลัวความจริงกัน เหลือเกินในช่วงการเปิดประมูลซองครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตไปต่อนะครับ ท่านประธานครับ ผมชี้แจงสั้น ๆ ต่อนะครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาอย่างนี้นะครับ เดี๋ยวนะครับท่านนิพนธ์นั่งลงก่อนครับ ผมให้ท่านอรรถวิชช์ ๑ นาที ท่านสรุปเอาแล้วกัน

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ขอบพระคุณครับ ผมเสียหายนะครับ เรื่องของ ป.ป.ช. ไม่ใช่เรื่องลับครับ ท่านปลอดประสพครับ ท่านกล้านรงค์ แถลงข่าวแล้วเอกสารข้อเสนอแนะเขาแจกนักข่าวทั่วไปครับ มีไหมครับ ไม่มีจะเอาให้ครับ แล้วไม่ใช่ ๑๔ หน้าครับ ๑๓ หน้าครับ และที่ผมพูดมานะครับ ตรงกับข้อเท็จจริงหมดทุกอย่างครับ ส่วนเรื่องเบิ้ลครับ ไม่น่าเชื่อคุมเรื่องน้ำไม่รู้ได้อย่างไรครับ มันไปเบิ้ลอยู่ในหมวดกระทรวงการคลัง สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะอยู่ในนี้ครับ แล้วเดี๋ยว จะมีผู้อภิปรายต่อจากผมบอกว่าเบิ้ลอย่างไรด้วยนะครับ ส่วนเรื่องท่านนายกรัฐมนตรี ไปประเทศเกาหลีก็ไปจริงครับ ก็ข่าวลงครับ นี่ครับ ไปวันที่ ๒๔-๒๗ มีนาคม ๒๕๕๕ ไปกับ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ กยน. ก็ไปเยือน ประเทศเกาหลีใต้มาครับ ผมพูดความจริงหมดครับ และผมบอกท่านปลอดประสพครั้งสุดท้าย เท่านั้นละครับว่าตอนนี้เขาเปิดซองประมูลอยู่ ที่ท่านพูดแจ้ว ๆ ว่าใครได้คะแนนเท่าไรนี่ เพราะท่านรู้อย่างไร เพราะตอนนี้เขายื่นซองกันแล้วใช่ไหมครับ แล้วเขากำลังดูกันอยู่ว่า ราคากับซองเทคนิคยื่นแล้วใช่ไหมครับ ท่านถึงรู้อย่างไร ก็สารภาพกลางสภาว่าวันนี้ รู้คะแนนเรียบร้อย เท่านี้ครับ คิดเอาเองสิครับ และวันที่ ๑๑ เขาจะเอาเข้า ครม. ครับ เดี๋ยวได้รู้กันละครับ ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านชูกัน เชิญครับ

นายชูกัน กุลวงษา นครพนม 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาด้วยความเคารพ กระผม ชูกัน กุลวงษา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นต้อง ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้ผมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๕๗ ในวันนี้ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่า กระผมนั้นอ่านแล้วรู้ดูแล้วเข้าใจ ก่อนที่จะอภิปรายนั้นจะขอบอกท่านประธานว่าผมเห็นด้วย กับทางรัฐบาลที่จัดทำข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายฉบับนี้และขอรับหลักการไว้ก่อน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมนั้นจะพูดในเรื่องเกี่ยวกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งพี่น้องชาวไร่ชาวนาทั้งประเทศเขารอติดตามการถ่ายทอดสดร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายของเขาแล้วยังไม่เห็นพูดเรื่องนี้เลย ฉะนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นกระทรวงหลักของพี่น้องชาวไร่ชาวนา งบประมาณนี้รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณให้กับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไว้ในปีนี้นั้นเป็นจำนวนเงิน ๗๗,๒๗๖ ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงิน มากพอสมควร ทำอย่างไรให้พี่น้องชาวนาและพี่น้องเกษตรกรจะอยู่ดีกินดีก็อยู่ที่ ๓ กรมหลัก กรมแรกก็คือกรมการข้าว กรมที่ ๒ ก็คือกรมส่งเสริมการเกษตร กรมที่ ๓ ก็คือ กรมชลประทานครับท่านประธาน กรมการข้าวเมื่อรัฐบาลได้ให้งบประมาณไปแล้วก็ต้องหา ข้าวพันธุ์ดีให้กับพี่น้องชาวนา พี่น้องชาวนารอคอยเพราะขณะนี้บ้านผมทำนาแล้วครับ นอกจากนั้นกรมส่งเสริมการเกษตรมีหน้าที่บัญชาจากรัฐบาลแล้ว คอยบอกพี่น้องประชาชน ว่านาแปลงนี้ควรปลูกข้าวอะไร นาแปลงนี้ควรทำอย่างไรจะได้ข่าวให้มากที่สุด อันนั้นอยู่ที่ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมชลประทานมีหน้าที่ในการจัดหาน้ำให้กับพี่น้องชาวไร่ชาวนา ไม่ว่าการทำชลประทานขนาดเล็ก ทำคลองสูบน้ำ ทำสถานีสูบน้ำให้กับพี่น้องชาวไร่ชาวนา ให้ทั่วถึง โดยเฉพาะพี่น้องบ้านหนองบึง ตำบลยอดธาตุ อำเภอวังยางของกระผมนั้นซึ่งอยู่ใน โครงการพระราชดำริลำน้ำกล่ำ รอคอยโครงการสูบน้ำด้วยพลังไฟฟ้ามา ๗ ปีแล้วยังไม่ได้ เห็นเลย เพราะฉะนั้นปีนี้ผมเห็นกรมชลประทานแล้วได้งบประมาณ ๔๐,๐๔๗ ล้านบาท หวังว่าท่านจะทำให้พี่น้องชาวไร่ชาวนานั้นมีน้ำในการทำไร่และการทำนา ฉะนั้นชาวนาจะได้ข้าว ก็อยู่ที่กรมส่งเสริมการเกษตรและกรมการข้าวได้ข้าวดี ขายข้าวจำนำ พี่น้องชาวนา ก็ชื่นใจ อย่าลืมว่าพี่น้องชาวนานั้นเห็นว่าพรรคเพื่อไทยโดยการนำของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นั้น เป็นรัฐบาลที่อยู่ในดวงใจของพี่น้องชาวนาอยู่แล้ว เพราะไม่เคยมีสมัยใด และรัฐบาลใดที่รับจำนำข้าวในราคา ๒๐,๐๐๐ บาท ทำให้ชาวนานั้นลืมตาอ้าปากได้ ทำให้ ชาวนานั้นปลดหนี้ปลดสิน และทำให้ชาวนานั้นมีเงิน ในขณะนี้เขาบอกว่าพอใจแล้ว ขาดอย่างเดียวก็คือหาน้ำ หาข้าวพันธุ์ดี และหานักวิชาการเกษตรไปบอกให้ชาวไร่ชาวนา แนะส่งเสริมในการทำไร่ทำนาให้ได้ข้าวมาก ๆ ครับท่านประธาน

และต่อไปก็คือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมนี้ผมขอฝาก ที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำไมถึงฝากที่ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล เพราะเมื่อครั้งต้นปีที่ผ่านมา ฯพณฯ รัฐมนตรีปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ได้ไปตรวจราชการที่จังหวัดนครพนม ไปดูการทดสอบการเจาะบ่อบาดาลตามไร่นาที่ห่างไกล ห้วยหนองคลองบึงแล้ว พี่น้องชาวไร่ชาวนานั้นพึงพอใจ เพราะเขาจะได้น้ำในการทำนา เขาจะได้น้ำในการทำสวน เพราะที่นาของเขานั้นห่างไกลห้วยหนองคลองบึง ทั้งประเทศ เห็นว่าโครงการนี้รัฐบาลเดินถูกแล้ว ต้องขอขอบคุณรัฐบาลยิ่งลักษณ์และขอให้ทำกันมาก ๆ ในโครงการขุดบ่อบาดาลตามไร่นาที่ห่างไกลห้วยหนองคลองบึง

ต่อไปก็คือกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทยนั้นเป็นกระทรวงที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชน กระทรวงมหาดไทย พี่น้อง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ บางหมู่บ้านขณะนี้มันแออัดเกินไปเพราะประชากรมาก บางหมู่บ้านอยู่ห่างจากชุมชน เพราะหมู่บ้านต้องขยายออกไปตามท้องไร่ท้องนาของเขา ฉะนั้นการขยายหมู่บ้าน เป็นสิ่งที่จำเป็นของชุมชนที่แออัด ผมอยากฝากให้ท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่า ให้กระทรวงมหาดไทยนั้นปีนี้หมู่บ้านใดที่ขอขยายแบ่งหมู่บ้านขึ้นมาให้กระทรวงมหาดไทยนั้น ได้รับหลักการและพิจารณาจัดสรรให้เขาพี่น้องประชาชนคนไทย

นอกจากนั้นกรมที่ดิน กรมที่ดินนี้เป็นกรมที่คอยความหวังของคนยากคนจน เพราะเขาไม่มีเอกสารสิทธิในที่ทำกิน เขาจะไปจำนำข้าวก็ลำบาก จะไปขึ้นทะเบียนเกษตรกร ก็ไม่ได้ กรมที่ดินนี้ให้ออกหน่วยสำรวจรังวัดที่ดินให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศไทยให้มาก ๆ แล้วคะแนนในการเลือกตั้งนั้นไม่ต้องห่วงครับท่านประธาน

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

พอแล้วครับ กรมที่ดิน ออกโฉนดแล้วครับ พอแล้วท่านชูกัน

นายชูกัน กุลวงษา นครพนม

ทุ่มเททำงานให้กับพี่น้องประชาชน

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านชูกัน หมดเวลาแล้วครับ

นายชูกัน กุลวงษา นครพนม

ชาวนามีเงินก็เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เขาตอกไว้ในหัวใจเลยครับท่านประธาน

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสามารถ ราชพลสิทธิ์ ๑๒ นาทีครับ

นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม สามารถ ราชพลสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ รัฐบาลนี้ใช้งบประมาณในการศึกษาความเหมาะสม ของโครงการรถไฟความเร็วสูงเป็นเงินจำนวนมากถึงเกือบ ๑,๓๐๐ ล้านบาท บางส่วนเป็น งบประมาณจากปีที่ผ่านมา บางส่วนเป็นงบประมาณปี ๒๕๕๗ การศึกษาความเหมาะสมนั้น ถือว่ามีความสำคัญในการกำหนดอนาคตโครงการ แต่ศึกษายังไม่เสร็จรัฐบาลนี้ก็ตัดเส้นทาง ลงให้สั้นจากแผนแม่บทที่จัดทำขึ้นในสมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์กลายเป็นรถไฟ ความเร็วสูงด้วน ดังแสดงในรูปที่ ๑ ขอรูปที่ ๑ ครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

รูปด้านซ้ายนั้นเป็นโครงข่าย แผนแม่บทรถไฟความเร็วสูงในสมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ส่วนด้านขวาคือรถไฟ ความเร็วสูงด้วนในสมัยท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เส้นทางจากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดหนองคาย ตัดเหลือโคราช เส้นทางจากกรุงเทพฯ ไปปาดังเบซาร์ตัดเหลือหัวหิน โดยไม่มีการศึกษา มารองรับ ท่านประธานครับ อันที่จริงมีการศึกษา เอารูปลงได้ครับ ความเหมาะสมสำหรับ โครงการนี้มาหลายครั้ง ทุกการศึกษายืนยันตรงกันว่าผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจ ที่เรียกว่าอีไออาร์อาร์ (EIRR) ของเส้นทางจากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดหนองคายดีกว่าเส้นทาง จากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดเชียงใหม่ ดังแสดงในรูปที่ ๒ ครับ จะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นการศึกษา ของ สนข. เมื่อปี ๒๕๕๓ หรือของประเทศจีนในปี ๒๕๕๕ หรือของไทยแลนด์ ๒๐๒๐ เมื่อต้นปีนี้เองครับ ทุกการศึกษาชี้ให้เห็นว่าเส้นทางจังหวัดหนองคายนั้นดีกว่าเส้นทาง จังหวัดเชียงใหม่นั่นหมายความว่าเส้นทางจากรุงเทพฯ ไปจังหวัดหนองคายควรได้รับ การก่อสร้างก่อนเส้นทางจากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดเชียงใหม่ แต่รัฐบาลนี้ต้องการที่จะก่อสร้าง เส้นทางจังหวัดเชียงใหม่ก่อน แต่การจะก่อสร้างเส้นทางจังหวัดเชียงใหม่นั้นโดยไม่มี ผลตอบแทน ไม่มีตัวเลขทางด้านผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจหรืออีไออาร์อาร์มาแสดง ให้สมเหตุสมผลดูจะไม่เหมาะสม เพราะที่ผ่านมานั้นถูกโจมตีอย่างหนัก ว่าเหตุใดจึงจะสร้างเส้นทางจังหวัดเชียงใหม่ก่อน ทั้ง ๆ ที่มีผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจต่ำกว่า ดังนั้นตัวเลขที่ผมแสดงสักครู่นั้นเป็นตัวเลข ที่หมดอายุครับ เพราะเมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลนำตัวเลขใหม่มาแสดงเป็นไปตามที่ผมคาดไว้ นั่นก็คือผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจของสายจังหวัดเชียงใหม่ดีกว่าสายจังหวัดหนองคาย แต่ผมไม่เชื่อครับ ผมว่าเป็นปาฏิหาริย์ทางวิชาการที่เสกให้ผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจ ของสายจังหวัดเชียงใหม่ดีกว่าสายจังหวัดหนองคาย เขาทำได้อย่างไรครับท่านประธาน ง่ายมาก เขาทำโดยการปรับลดจำนวนผู้โดยสารของสายจังหวัดหนองคายให้น้อยลง แต่สำหรับค่าก่อสร้างนั้น ท่านประธานคงเดาออกนะครับว่าไม่ลดลงแน่แต่กลับเพิ่มขึ้นครับ เพียงแค่นี้ก็ทำให้อีไออาร์อาร์ หรือผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจของสายจังหวัดหนองคายลดต่ำลงเหลือน้อยกว่า สายจังหวัดเชียงใหม่ การกระทำเยี่ยงนี้ผมถือว่าเป็นทุจริตเชิงวิชาการ ท่านประธานครับ งานก่อสร้างยังออกแบบไม่เสร็จ ศึกษาไม่เสร็จ แต่รัฐบาลมีตัวเลขค่าก่อสร้าง ค่าเวนคืนที่ดิน ค่าระบบรถไฟฟ้า ค่าที่ปรึกษา ตัวเลขเหล่านี้ได้มาจากไหน ได้มาอย่างไรไม่มีใครรู้ครับ แต่ที่น่าสังเกตก็คือค่าก่อสร้างในสมัยนี้แพงกว่าสมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์มาก ดังแสดง ในรูปที่ ๓ จะเห็นว่าเส้นทางจากกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ราคาเดิมอยู่ที่ ๓๐๘ ล้านบาทต่อกิโลเมตร เพิ่มขึ้นเป็น ๕๒๑ ล้านบาทต่อกิโลเมตร หรือเพิ่มขึ้นถึง ๖๙ เปอร์เซ็นต์ เส้นทางกรุงเทพฯ- นครราชสีมา จากเดิม ๓๗๘ ล้านบาทต่อกิโลเมตร เพิ่มขึ้นเป็น ๖๖๖ ล้านบาทต่อกิโลเมตร หรือเพิ่มขึ้นถึง ๗๖ เปอร์เซ็นต์ ทุกเส้นทางมีราคาเพิ่มขึ้นสูงทั้งนั้นครับ แค่เวลาผ่านไป

(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสามารถครับสักครู่ ท่านจุลพันธ์ครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ด้วยความเคารพ ท่านผู้อภิปรายนะครับ ท่านคงทราบว่าผมเคารพท่านจริง ๆ แต่ว่าการอภิปรายของท่าน มันขัดกับข้อบังคับการประชุม ข้อ ๖๑ เพราะว่าเป็นเรื่องของร่างพระราชบัญญัติเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมอยากให้ท่านได้พยายามเลี้ยวเข้ามาสู่งบประมาณปี ๒๕๕๗ ให้เกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่เรากำลังพิจารณากันอยู่ ขอท่านประธานได้โปรดวินิจฉัยครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสามารถครับ เอางบประมาณนะครับ

นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมได้พูดตั้งแต่ ตอนต้นแล้วครับท่านประธานว่าโครงการนี้ใช้งบประมาณประจำปีตั้งแต่

(นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านอรรถวิชช์ประท้วงเรื่องอะไรครับ

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงท่านประธานให้ดำเนินการตามระเบียบข้อบังคับ ข้อ ๘ ท่านประธานครับ พูดหลายครั้งแล้วว่าโครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมีการจ้างที่ปรึกษาอยู่ในเล่มนี้ครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านไม่ต้องอธิบายครับ ผมใช้ข้อ ๘ เวลาน้อยเต็มทีให้ท่านสามารถเถอะครับ ท่านพูดได้ เชื่อเถอะ ท่านเป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมาแล้ว เก่งแล้ว เชิญครับ

นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ บัญชีรายชื่อ 🔗

ผมพูดตั้งแต่ตอนต้นครับ ท่านประธานว่าการศึกษาความเหมาะสมของการนี้ใช้งบประมาณประจำปี ตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ และปี ๒๕๕๗ ประเด็นที่ผมบอกว่าราคาก่อสร้างแพงนั้นได้รับคำชี้แจงจากรัฐบาล ว่าเหตุที่แพงก็เพราะว่าต้องก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเป็นทางยกระดับเพื่อหนีน้ำท่วม ดังแสดงในรูปที่ ๔ รูปที่ ๔ เป็นรถไฟความเร็วสูงหนีน้ำท่วมครับ จึงเกิดคำถามตามมาว่า เงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อใช้ในการป้องกันน้ำท่วมไม่ให้เกิดมหาอุทกภัยเช่นที่เกิดขึ้นแล้ว ในปี ๒๕๕๔ เหตุใดจึงต้องก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงหนีน้ำท่วมอีก เป็นการใช้เงินซ้ำซ้อนหรือเป็นเพราะว่า รัฐบาลไม่มั่นใจว่าจะป้องกันน้ำท่วมได้ด้วยเงินจำนวนมหาศาลถึง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ยังออกแบบ ยังศึกษาไม่เสร็จ แต่รัฐบาลสามารถคำนวณค่าเวนคืนที่ดิน ได้เป็นเงินมหาศาลเช่นเดียวกันทั้ง ๔ สาย เป็นจำนวนเงินถึง ๔๐,๘๐๐ ล้านบาท แต่ถามว่า บ้านใครถูกเวนคืนบ้าง ถูกเวนคืนพื้นที่เท่าใด ด้วยอัตราค่าเวนคืนเท่าไร ตอบไม่ได้ครับ ขอรูปที่ ๕ ครับ ขอคนแปลนะครับ ที่สำคัญก็คือรัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่าเหตุใดค่าเวนคืนที่ดิน ในสมัยนี้สมัยท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จึงแพงกว่าสมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ถึง ๕๗๓ เปอร์เซ็นต์ เป็นสิ่งที่เราอยากรู้ ท่านประธานครับ รัฐบาลบอกว่าจะกำหนดอัตรา ค่าโดยสารเป็น ๓ อัตราก็คือชั้นวีไอพี (VIP) ๔ บาทต่อกิโลเมตร ชั้นที่ ๑ ๓ บาทต่อกิโลเมตร ชั้นทั่วไปรัฐบาลเรียกว่าแสตนดาร์ด (Standard) ๒.๕๐ บาทต่อกิโลเมตร ขอรูปที่ ๖ ครับ ผมเปรียบเทียบราค่าโดยสารและเวลาการเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่จะเห็นว่า ถ้าต้องการเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงจะมีค่าโดยสารตั้งแต่ ๑,๘๖๒ บาทจนถึง ๒,๙๘๐ บาท เปรียบเทียบกับรถไฟ เปรียบเทียบกับสายการบินต้นทุนต่ำที่มีราคาตั้งแต่ ๑,๖๙๐ บาท จนถึง ๒,๑๙๐ บาท ขึ้นอยู่กับว่าช่วงเวลาจองล่วงหน้ามากน้อยแค่ไหนครับ และเปรียบเทียบ เวลาการเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงกับเครื่องบินจะเห็นว่าถ้าเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงนั้น ใช้เวลา ๕ ชั่วโมง ๑๓ นาที ถ้าเดินทางด้วยสายการบินใช้เวลา ๓ ชั่วโมง ๕๕ นาที เพราะฉะนั้นท่านประธานจะเลือกเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงหรือด้วยเครื่องบินก็อยู่ที่ วิจารณญาณของท่านครับ เมื่อเช้าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้พูดถึงยุทธศาสตร์ของ ประเทศไทยที่มีอยู่ ๔ ยุทธศาสตร์ ท่านให้ความสำคัญต่อยุทธศาสตร์ที่ ๒ ที่เรียกว่าต้องการ ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม แต่ถามว่าถ้าเราสร้างรถไฟความเร็วสูงขึ้นมาด้วยค่าโดยสาร ที่แพงอย่างนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำหรือตอกย้ำความไม่เท่าเทียม ท่านบอกว่าเมื่อมีรถไฟ ความเร็วสูงแล้วพี่น้องประชาชนจะอาศัยอยู่ต่างจังหวัดแล้วนั่งรถไฟความเร็วสูงเข้ามาทำงาน ในกรุงเทพฯ มันไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าค่าโดยสารแพง วันหนึ่งหลายร้อยบาทเป็นพันบาทครับ เขาทำไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ เวลานี้มีประเทศที่ใช้รถไฟความเร็วสูงอยู่ทั้งหมดทั่วโลก ประมาณ ๒๕ ประเทศ ถ้าประเทศไทยได้ใช้ได้มีรถไฟความเร็วสูงเราจะเป็นประเทศที่มี รายได้ต่อหัวน้อยที่สุดครับ ต่ำที่สุด จนที่สุด ดูรูปที่ ๗ ครับ จะเห็นว่าเรามีรายได้ต่ำจริง ๆ ครับ ต่ำที่สุด เรามีรายได้ต่อหัวต่ำกว่าประเทศจีนอีกครับ ผมจึงเป็นห่วงว่าจะมีคนไทยมากน้อย แค่ไหนที่สามารถจะใช้รถไฟความเร็วสูงได้ ในขณะที่รัฐบาลไม่มีความพร้อมที่จะก่อสร้าง รถไฟความเร็วสูง แต่ประกาศเสียงดังฟังชัดว่าใน พ.ศ. .... พี่น้องประชาชนจะได้ใช้รถไฟ ความเร็วสูง ดูรูปที่ ๘ ครับ สายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่บอกว่าจะได้ใช้ปี ๒๕๖๓ กรุงเทพฯ- นครราชสีมา ปี ๒๕๖๔ กรุงเทพฯ-หัวหิน ปี ๒๕๖๒ กรุงเทพฯ-พัทยา ปี ๒๕๖๒ ในขณะที่ ไม่มีความพร้อมท่านจะเชื่อหรือไม่ครับว่าจะได้ใช้ตาม พ.ศ. เหล่านี้ ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้ ผมไม่ได้คัดค้านหรือต่อต้านรถไฟความเร็วสูง แต่ผมไม่อยากให้รถไฟความเร็วสูงมีสภาพ เหมือนโฮปเวลล์ (Hopewell) ที่เวลานี้ต้องถูกทุบทิ้ง ขอรูปที่ ๙ ครับ สุดท้ายกลายเป็น ซากปรักหักพังของประติมากรรมทางวิศวกรรมขนส่ง ผมไม่อยากให้เป็นเช่นนี้ครับ ผมไม่ต้องการให้เงินลงทุนมหาศาลเกือบ ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาทสุดท้ายจะกลายเป็นแหล่งสร้างหนี้ ก้อนใหม่ ก้อนใหญ่ให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยดังเช่นที่เกิดขึ้นแล้วกับแอร์พอร์ต ลิงค์ (Airport Link) ขอรูปที่ ๑๐ ครับ แอร์พอร์ต ลิงค์เวลานี้ถังแตกครับ ไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงาน แอร์พอร์ต ลิงค์มีระยะทางแค่เพียง ๒๘.๕ กิโลเมตร แต่รัฐบาลไม่สามารถที่จะพลิกโฉมให้มี กำไรได้ แต่รถไฟความเร็วสูงมีระยะทางเกือบ ๑,๕๐๐ กิโลเมตร และมีเงินลงทุนมากกว่า แอร์พอร์ต ลิงค์ถึง ๒๔ เท่า รัฐบาลจะสามารถบริหารให้เลี้ยงตัวเองได้อย่างไร ท่านประธานครับ ท่านประธานคงไม่ทราบว่าประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศแรกที่พัฒนารถไฟความเร็วสูงขึ้นมา เขาเปิดใช้เมื่อปี ๒๕๐๗ แต่พอก่อสร้างถึงปี ๒๕๐๖ เขามีปัญหา เพราะราคาบานปลายถึง เกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เขาตั้งใจให้บานปลายครับ เพราะตอนเสนอโครงการนั้นเขาเสนอ ราคาขั้นต่ำไว้เพื่อลดการต่อต้าน ลดการประท้วงจากพี่น้องประชาชน ลดการคัดค้าน ในการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง แม้ว่าเป็นอย่างนั้นก็ตามเขาแสดงความรับผิดชอบครับ ประธานกรรมการการรถไฟแห่งชาติญี่ปุ่น หรือเจเอ็นอาร์ (JNR) แสดงความรับผิดชอบด้วย การลาออก ถามว่าในประเทศไทยเรานั้นถ้ามีความล้มเหลวเกิดขึ้นกับโครงการนี้ใครจะ รับผิดชอบ จะรับผิดชอบอย่างไร ถ้ารัฐบาลไม่ฟังเสียท้วงติงหรือข้อเสนอแนะจากฝ่ายค้าน โดยตั้งหน้าตั้งตาที่จะก่อสร้างในปีหน้าทุกสายตามที่ประกาศไว้ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความพร้อม วันใดที่รัฐบาลเริ่มก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงวันนั้นคือวันเริ่มต้นของความล้มเหลวในการใช้ เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ขอบพระคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ครับ

นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อุตรดิตถ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ เขต ๒ พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตท่านประธานนะครับ การอภิปรายครั้งนี้จะเป็นการอภิปราย ที่มีความสำคัญมากกับประเทศชาติ และผมมั่นใจว่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ผมได้อุตส่าห์ศึกษากึ่งค้นคว้าและกึ่งวิจัย และผมอาจจะต้องใช้เวลาให้เร็วนิดเนื่องจากเวลา มีจำกัด ผมต้องไปเร็วต้องขอประทานอภัยพี่น้องประชาชนทั้งประเทศด้วยเพราะเวลาจำกัด จริง ๆ แล้วเมื่ออภิปรายเสร็จพี่น้องประชาชนสนใจก็มาขอข้อมูลจากสภาได้ครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ภาพรวมของการอภิปรายในครั้งนี้

ประการที่ ๑ ผมเลยบอกว่าผมเห็นด้วยกับงบประมาณปี ๒๕๕๗ ซึ่งจะต้อง เร่งลงทุนเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานแล้วก็น้ำ

ประการที่ ๒ จะชำแหละหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศอย่างไร ตั้งแต่เรื่องของธนาคารแห่งประเทศ สภาพัฒน์ สำนักงบประมาณ แล้วก็กระทรวงการคลัง สุดท้ายจะเสนอวิสัยทัศน์ยุทธศาสตร์การพัฒนาชาติ ๒๐ ปี จะนำพาประเทศไทยไปอย่างไร ท่านตามผมมานะครับ

ประการที่ ๓ ทำไมต้องสนับสนุนงบปี ๒๕๕๗ สถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจโลก ยังไม่เป็นที่น่าไว้วางใจ ต้องเตรียมรับเออีซีสู่มหานครอาเซียนแล้วก็โลก การลงทุนงบลงทุน เรามีแค่ ๑๗.๕ เปอร์เซ็นต์ วันนี้ประเทศไทยโตช้าล้าหลังแล้วก็ต้องเพิ่มจริง ๆ

ประการที่ ๔ ก็คืองบขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ครอบคลุมไปทุกด้านเราก็ต้องใช้เงิน

อีกประการหนึ่ง ก็คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวนั้นเราขาด การลงทุนมานานมากแล้ว แล้วขีดความสามารถของคนไทยวันนี้ล้าหลังถึงขั้นโคม่า ตามดูต่อไปนะครับ ผมจะไปเร็วนิดนะครับ ท่านดูนะครับว่าไอเอ็มดีได้มีการศึกษา ไว้นะครับ แล้วก็บอกว่าประเทศไทยวันนี้เราอยู่อันดับที่ ๓๐ แพ้แม้กระทั่งประเทศมาเลเซีย ซึ่งน่าตกใจมากนะครับ เปลี่ยนเลยครับ วันนี้สถานการณ์ของโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว ผมจะเอา เฉพาะที่เกี่ยวข้องนะครับ เรื่องของสังคมเปลี่ยน จะมีการหลอมรวมเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม คน ๗,๐๐๐ ล้านคนนี้จะถูกหลอมรวม แล้วจะเพิ่มเป็น ๙,๐๐๐ ล้านคนในไม่เกิน ๓๐ ปีข้างหน้า เศรษฐกิจก็จะผันผวนรุนแรงมากขึ้น การเคลื่อนย้ายทุนจะมีมากขึ้นเร็วขึ้น ความร่วมมือระหว่างประเทศไปสู่ภูมิภาคและในระดับโลกเชื่อมโยงกันหมดทั้งโลกเลย การปิดกั้นจะสู่เสรี การรบเดี่ยวจะสู่ซินเนอร์จี (Synergy) ก็คือการผนึกพลังกัน นี่คือสิ่งที่จะ เกิดขึ้นในอนาคต เดอะ เพาเวอร์ ชิฟท์ (The power shift) ก็แปลว่าพลังอำนาจจาก ตะวันตกจะสู่ตะวันออก ประเทศจีนก็จะเป็นชาติมหาอำนาจต่อไปทางเศรษฐกิจด้วย เทคโนโลยีอื่นผมยังไม่พูดถึงครับ ข้ามไปเร็วนิดหนึ่ง ขอสไลด์ต่อไปเลยครับ ท่านดูนะครับว่า เออีซีนี่เป็นการรวมคน ๖๐๐ ล้านคนนะครับที่จะมีการค้าการขายเกิดขึ้น สไลด์ต่อไปเป็นการเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลก ๖๐๐ ล้านบาทจะเชื่อมเป็น ๗,๐๐๐ ล้านบาท เพราะว่ามันหลอมรวมกันทุกกลุ่มการค้าโลกเลยครับ คน ๗,๐๐๐ ล้านคนวันนี้ค้าขาย ข้ามหัวคนไทยท่านดูแผนที่นะครับน่าสนใจที่ไฟกระพริบ ผมบอกว่ายุทธศาสตร์ของ ขวานทองเราวันนี้ยุทธภูมิศาสตร์เราเราเชื่อม ๒ มหาสมุทรแล้วครับทั้งมหาสมุทรอินเดีย แล้วก็มหาสมุทรแปซิฟิก เชื่อมทวีปต่าง ๆ ประเทศไทยอยู่ตรงกลางพอดิบพอดีเลย คน ๗,๐๐๐ ล้านคนค้าขายข้ามหัวคนไทยนะครับ

ขอสไลด์ต่อไปเลยครับ แล้ววันนี้สิ่งที่น่าสนใจก็คือหลายประเทศประกาศ วิสัยทัศน์ ท่านดูนะครับวิชัน (Vision) ประเทศมาเลเซีย ๑๙๙๐ ดอกเตอร์มหาเธร์ บิน โมฮัมหมัด ประกาศว่าอีก ๓๐ ปีประเทศมาเลเซียจะต้องเป็นประเทศชาติพัฒนาได้ในปี ๒๐๒๐ แล้วเขาก็ทำได้ปี ๒๐๑๘ เอง วิชันประเทศอินโดนีเซีย ๑๙๙๕ ซูฮาร์โต ประกาศอีก ๓๐ ปี ประเทศอินโดนีเซียจะต้องกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง วิชันของ สปป. ลาว ท่านจูมมะลี ประกาศอีก ๒๐ ปีจะต้องหลุดพ้นจากฐานะประเทศด้อยพัฒนา และจะเป็นประเทศกำลังพัฒนา ในปี ๒๐๒๐ วันนี้ดูถูก สปป. ลาวไม่ได้นะครับ ๓ จี (3G) ๔ จี (4G) สปป. ลาวใช้ไปไกลมากแล้วครับ แต่ประเทศไทยละครับวันนี้ประกาศวิชันอะไรบ้างหรือยังครับ เราจะนำพาประเทศไทย ไปไหนมีใครประกาศบ้างหรือยังครับ

ท่านดูสไลด์ต่อไปนะครับ คนไทยไร้อนาคตจริงหรือ อีก ๒๐ ปีข้างหน้า การศึกษาไทย เทคโนโลยีไทย การเกษตรไทย อุตสาหกรรมไทย พลังงานไทยจะไปอย่างไร สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคงของไทยจะไปอย่างไรอีก ๒๐ ปีข้างหน้าลูกหลาน คนไทยเขาก็อยากจะรู้นะครับ ผมอยากให้มีการประกาศเสียที จุดแข็งประเทศไทยมี ๓ ด้าน ท่านดูนะครับ ทางด้านการเกษตรเราจะเป็นศูนย์กลางอาหารของโลกสบาย ๆ เลย ทางด้านของการคมนาคมขนส่งเราอยู่ศูนย์กลางอยู่กลางโลกเลย เราต้องได้เปรียบในส่วนนี้ อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการท่องเที่ยวประเทศไทยปรากฏว่ามีจุดเด่นน่าท่องเที่ยวมากมาย เดี๋ยวผมจะพูดต่อไป ขอสไลด์ต่อไปเร็วขึ้นเลยนะครับ เวลามีจำกัดมาก จุดแข็ง ๓ ด้าน เสิร์ฟยุทธศาสตร์ทั้ง ๙ ด้านเลย ตั้งแต่อะไรครับท่านดูศูนย์กลางการคมนาคม ศูนย์กลางการค้า ศูนย์กลางการเงิน ศูนย์กลางการท่องเที่ยว ศูนย์กลางเกษตร ศูนย์กลางอุตสาหกรรม ศูนย์กลางพลังงาน และศูนย์กลางการศึกษารวม ทั้งศูนย์กลางทางการแพทย์ ทั้ง ๙ ด้าน ประเทศไทยมีจุดแข็งมากเลยนะครับ ขอสไลด์ต่อไปเลยครับ ดูนะครับว่าขวานทองศูนย์กลางคมนาคม สร้างอะไรให้เกิดขึ้นครับ วันนี้เราเชื่อมโลก ๗,๐๐๐ ล้านคน มีการขนส่งสินค้า ๑๐,๐๐๐ ล้านตันทั่วโลก แต่เรามีแชร์แค่ ๕๐๐ ล้านตันเท่านั้นเอง คิดเป็นเงินก็คือ ๗,๗๗๐ บิลเลียนยูเอสดอลลาร์ (Billion US Dollar) เป็นเงินไทยก็คือ ๒๓๓ ล้านล้านบาท ถ้าเราแชร์ได้ ๒ เปอร์เซ็นต์ ปีหนึ่งไทยจะมีรายได้ ๔.๖ ล้านล้านบาท ทางอากาศมาดูนะครับ วันนี้สุวรรณภูมิเราดีไซน์ไว้ ๔๕ ล้าน แต่มีคนมาใช้ถึง ๕๐ ล้าน โอเวอร์ไปแล้ววันนี้ สุวรรณภูมิต้องเพิ่มเป็น ๔ รันเวย์ (Runway) ๕ รันเวย์ ต้องทำเร็วขึ้นและเชื่อมต่อขยายดอนเมืองให้ได้ ขณะเดียวกัน สนามบินนานาชาติทั่วประเทศก็ต้องเปิดครับ เปิดรับเออีซีที่เป็นฮับ (Hub) ท่านดูนะครับว่า ในโอกาสต่อไปถ้าไม่ทำตอนนี้เราจะเสียโอกาสมากเลย ทางน้ำท่านดูนะครับ ทวายก็ดี แลนด์บริดจ์ (Landbridge) ก็ดี คอคอดกระก็ดีต้องศึกษานะครับแม้กระทั่งเมกะโปรเจกต์ ซีบริดจ์ (Magaproject seabridge) ยังไม่เคยมีใครพูดถึงเลยเป็นการเชื่อมตัดลัดไปทางทะเลระหว่าง ทางทะวายก็ได้ ตัดทางคอคอดกระแทนก็ได้ ไม่สร้างคอคอดกระแต่สร้างซีบริดจ์แทนจะโผล่ ไปอีสเทิร์น ซีบอร์ด (Eastern seaboard) แล้วก็จะทะลุไปที่ สปป. ลาว ที่ประเทศเวียดนาม ที่ประเทศกัมพูชาสบาย ๆ เลย นี่ประเทศจีนสนใจมากนะครับผมจะบอกให้ ทางบกนะครับผมเห็นด้วย กับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมประกาศสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่ถูกต้องแล้ว เราต้องรีบทำต่อให้เพิ่มอีก ๔,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใส่เข้าไปเลยเพราะเราจะเป็นศูนย์กลางการคมนาคมของโลก เราจะเชื่อมอินโดจีน และรถไฟความเร็วสูงตอนนี้มันเชื่อมกันหมดแล้ว

ขอสไลด์ต่อไปเลยครับ ท่านดูนะครับจากศูนย์กลางการคมนาคมไม่ว่า ประเทศไทยในโลกถ้าเป็นศูนย์กลางการคมนาคมเมื่อไรจะเป็นศูนย์กลางทางการค้าทันที เราจะเป็นมหานครอาเชียนแล้วก็เชื่อมโลก เป็นเมืองท่าของอาเซียน เป็นเอเชียยิ่งใหญ่ กว่าทางฮ่องกงและประเทศสิงคโปร์ ท่านดูสไลด์ทางซ้ายนะครับ ฮ่องกง ด้านขวาสิงคโปร์ ต่อไปเราจะยิ่งใหญ่กว่าเขาอีก ถ้าเราเป็นศูนย์กลางการคมนาคมเมื่อไรเราจะเป็นศูนย์กลาง ทางการค้า จากนั้นเราจะกลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินโดยออโตเมติค (Automatic) เลย ประเทศไทยเป็นมหานครอาเชียน ไทยจะเป็นศูนย์กลางอาจจะเป็นเงินของอาเชียน เป็นอาเชียน มันนี (ASEAN Money) อย่าดูถูกประเทศไทยนะครับ ไอเอ็มเอฟ (IMF) บีไอเอส ออฟ อาเซียน เอเชีย (BIS of ASEAN Asia) มันจะเป็นการเอาทุนก้อนใหญ่ มาสนับสนุนทางเอเชียแล้วก็อาเซียน เราอาจจะต้องตั้งกองทุนเทมาเสกลงทุนทั้งโลก เลยสร้างกำไรมาเข้าประเทศ นี่ก็เป็นเรื่องศูนย์กลางทางการเงินที่เราต้องเป็นไปได้อยู่แล้ว ต่อไปเลยครับ มาดูศูนย์กลางการท่องเที่ยวผมอยากจะบอกว่าวันเดอร์ฟูล ไทยแลนด์ ฟอร์เอเวอร์ (Wonderful Thailand forever) ประกาศสักทีเถอะครับว่าต่อไปนี้จะส่งเสริม การท่องเที่ยวประเทศไทยตลอดไป ไม่ใช่ส่งเสริมปีแล้วก็หายด้วนไปเลย สมัยก่อนบอก มีอะเมซิ่ง ไทยแลนด์ (Amazing Thailand) แล้วก็หายเงียบไปเลย วันดีคืนดีก็โผล่มา อีกครั้งหนึ่งเราต้องส่งเสริมตลอดครับ เพราะประเทศไทยมีความน่าท่องเที่ยวติด ๑ ใน ๕ ของโลก เราไม่ได้แพ้ประเทศฝรั่งเศสเลย อาหารก็ดี เรื่องของธรรมชาติเราก็ดี วัฒนธรรมก็ดี สยามเมืองยิ้ม มีอะไรที่เราแพ้ประเทศฝรั่งเศสครับ ประเทศไทยยิ่งกว่านั้นเราย่อมได้เปรียบคือความเป็นขวานทองประตูการท่องเที่ยวของอาเซียน และเอเชีย เราจะสร้างรายได้กว่า ๓,๐๐๐,๐๐๐ ล้านล้านบาทให้กับประเทศทีเดียวเลยนะครับ จะเพิ่มจีดีพีได้อย่างมากเลย ท่านดูสไลด์ต่อไปนะครับ เปรียบเทียบดูนักท่องเที่ยวไทยยังแพ้ ประเทศมาเลเซีย มาดูศูนย์กลางเกษตรของโลกนะครับ ท่านเห็นนะครับที่ไฟกระพริบอยู่ ที่บอกว่าอีเควเตอร์ (Equator) ทั้งปี ประเทศไทยอยู่ในเส้นศูนย์สูตร ๒๔ องศาเหนือ ๒๔ องศาใต้ เขาเรียกอีเควเตอร์ คือเป็นประเทศที่มีการเกษตรได้ดี ฝนมันตกเสมอต้นเสมอปลาย เราจะเป็นชาติอาหารของโลกเลย อีก ๓๐ ปีข้างหน้าโลกจะเพิ่มประชากรเป็น ๙,๐๐๐ ล้านคน ภัยธรรมชาติจะเกิดขึ้นมาก นี่คือการสร้างโอกาสของศูนย์กลางอาหารของโลก เราต้องเน้น คำว่า เกษตรร่ำรวย อันนี้ผมต้องชมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เลยครับ ท่านมีคำว่า สมาร์ท ฟาร์ม (Smart Farm) อันนี้ถูกต้องแล้ว แล้วต้องรับเออีซี เราอย่าไปตัด อย่าไปต่อว่าเรื่องกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เลย งบขนาดนี้ก็จิ๊บจ๊อยมากเลยผมอยากจะ เพิ่มให้อีก ๑๐ เท่าเลยถ้าเรารู้เรื่องภารกิจอันนี้ สุดยอดสายพันธุ์โลกเคยพูดถึงไหมครับ เราจะต้องรวบรวมพันธุ์ที่ดีที่สุดในโลกมาอยู่ที่ในประเทศไทย เพราะเราได้เปรียบเรื่องของ ดินฟ้าอากาศ เรื่องของเทคโนโลยีก็ต้องเอามาใส่ ปุ๋ยแห่งชาติเคยคิดถึงไหม โครงการน้ำ ๓.๕ แสนล้านบาทนี่ยังน้อยมาก น้ำแห่งชาติทุ่มไป ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเลยเราจะได้เปรียบมาก ประกาศโซนนิงผมเห็นด้วย การตลาดก็ต้องส่งเสริม นี่คือสิ่งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องให้การสนับสนุนเขา อย่าไปตีเขา เรื่องเกษตรเทคโนโลยีผมบอกว่าไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) เรารู้จักไหม เรื่องของพรีเซิร์ฟ (Preserve) โพรเซส (Process) เรารู้จักไหม เกษตรแปรรูปอาหาร ก็เหมือนกัน วัตถุดิบที่มีในโลกประเทศเพื่อนบ้านที่มันถูกกว่าเอามารวมเลย แล้วเราจะทำ ครัวไทยสู่ครัวโลกสบาย ๆ เราสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า ๓,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เพิ่มจีดีพี ถ้าทำได้ตามนี้จะเกิดอะไรขึ้นท่านประธานครับ โภชนาการคนไทยจะดีมาก จะเรียกว่าถูก ดี สวย ทน เท่ ทันสมัย คนไทยจะมีของถูกกิน นี่ละครับคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้าเราส่งเสริม ดูสไลด์ต่อไปเลยครับ เราส่งออกอาหารเป็น ๑ ใน ๕ ของโลก เห็นไหมครับ ผมขอข้าม ไปเลยนะครับ มาดูอุตสาหกรรมพื้นฐาน อุตสาหกรรมคืออะไร เมื่อก่อนเราเจ๊งเพราะว่าเราไม่มีฐาน แต่วันนี้เรามีฐาน เดี๋ยวผมจะบอกให้มันเจ๊งเพราะอะไร อุตสาหกรรมอาหารครบวงจร ส่งเสริมไปเลยครับ อุตสาหกรรมยานยนต์วันนี้เรา ๓,๐๐๐,๐๐๐ ล้านคัน เป็นอันดับ ๙ ของโลก เป็น ๑ ในอาเซียน เราเคยนึกถึงรถยนต์แห่งชาติไหม ประเทศเกาหลี ประเทศมาเลเซียมีแล้ว แต่ประเทศไทยไม่เคยพูดถึง ไม่มีเลย อุตสาหกรรมเทคโนโลยีซึ่งมันเพิ่มสกิล (Skill) เพิ่มมูลค่า เพิ่มคนของเราที่มีความรู้ความสามารถ มีเงินมากขึ้นไม่ใช่ ๓๐๐ บาท วันละ ๑,๐๐๐ บาท ก็ยังได้เลยถ้าเราส่งเสริมตรงนี้ให้ดี ๆ อุตสาหกรรมต้นน้ำพื้นฐานปิโตรเคมีหรืออะไรต่าง ๆ เราต้องทำ เพราะวันนี้เรากลายเป็นศูนย์กลางเราทำแล้วเราจะเซิร์ฟ อาเซียน ไม่ใช่ทำเฉพาะ ประเทศไทย คราวนี้ไทยจะเป็นนิค (NIC) เมื่อก่อนเราเป็นเอ็นไอซี นิค นรก อีส คัมมิ่ง (Nic Narok Is Coming) แต่วันนี้จะเป็นนิคที่แท้จริงสักที ขอสไลด์ต่อไปเลยครับ ดูสิครับ อุตสาหกรรมยานยนต์ติดอันดับโลกเลยเห็นไหมครับ ขอผ่านไปเลยครับ มาดูศูนย์กลาง พลังงานนะครับ ปล่อยไปได้อย่างไรครับ ปล่อยให้ประเทศสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางได้อย่างไร ประเทศไทยต่อไปก็จะเป็นเอนเนอร์จี ฮับ ออฟ อาเซียน (Energy Hub of ASEAN) แทนประเทศสิงคโปร์ เราจะเป็นศูนย์กลางผลิตและจำหน่ายเซิร์ฟอาเซียนทั้งหมดเลย เราต้องพัฒนาแหล่งพลังงานของทั้งเพื่อนบ้าน แล้วก็แหล่งพลังงานในอนาคตไม่ว่าจะเป็น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม และอื่น ๆ ศึกษาหมดเลย อีกอันหนึ่งต้องทุ่มเงินหน่อยครับ สำรวจแหล่งพลังงานของประเทศที่แท้จริงว่าเรามีพลังงานเท่าไรกล้า ๆ ทุ่มกันไปเลยครับ จะได้เป็นความมั่นคงของประเทศ วันนี้ไปถูกเขาจูงจมูกอยู่ทำไม ทบทวนพลังงานนิวเคลียร์ ในอนาคตนะครับ ระบบใหม่นี้ปลอดภัยมาก ผมพูดทิ้งไว้วันนี้มีคนต่อต้าน แต่ต่อไปท่าน จะหายต้านผม ความจริงจะปรากฏในที่สุด สไลด์ต่อไปเลยครับ จะจบแล้ว ศูนย์กลางการศึกษา ท่านดูนะครับ ต่อไปเราต้องเซิร์ฟความต้องการของการพัฒนาประเทศแล้วก็โลก วันนี้ เคยคิดไหมว่าทำอย่างไรนักเรียนเรียนแล้วตกงานไม่มีงานทำ การปฏิรูปการศึกษาต้อง ยกระดับเทียบสากลก็ต้องทำ เน้นหลักคิดภาษาเทคโนโลยี นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ วิศวกร วิชาชีพ นี่คือสิ่งที่อยากจะให้เน้น เราจะทุ่มงบอาร์แอนด์ดี (R&D) ครบวงจรเลยตรงนี้ น่าสนใจมาก อาร์แอนด์ดีของไทยต่างคนต่างศึกษา ศึกษาแล้วเก็บไว้ในลิ้นชัก มันเสีย งบประมาณอย่างมากมายเลย รวมบูรณาการสักทีแล้วลำดับว่าจะศึกษาอะไรก่อนหลัง แล้วก็ช่วยกัน อย่างนาซ่าเขายังรวมทั้งโลกมาศึกษาพี่ไทยนี่ต่างคนต่างทำเก่งมาจากไหนล่ะ เราต้องโฟกัส (Focus) นะครับ เพราะไม่อย่างนั้นงบประมาณเราจะใช้เสียดายมากเลย ผมบอกให้เลยนะครับ แล้วก็การส่งเสริมศูนย์กลางสถาบันการศึกษานานาชาติ อันนี้น่าสนใจ เราต้องดึงคนเก่งทั้งโลกมาเลย จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดก็ได้ จากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดก็ได้ จากที่ไหนก็ได้ ดึงมาประเทศไทย เราจะได้เป็นศูนย์กลางการศึกษาคนส่งมาเรียนเมืองไทย ถูกจะตาย อาหารก็ดี อากาศก็ดี ทำไมเราจะไม่ทำตรงนี้ ต่อไปครับ อันนี้เป็นอันสุดท้ายแล้วครับ ศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพ ประเทศไทยจะเป็นเวิลด์ เมดิคัล ฮับ (World medical hub) สร้างรายได้กว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเลย เราจะต้องสร้างบุคลากรร่วมมือดึงแพทย์ เชี่ยวชาญทั้งโลกมาอยู่ในประเทศไทย ทำสักทีเถอะครับ ผมจะเสริม ฯพณฯ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขคนนี้ก็มีวิสัยทัศน์ ผมเชื่อว่าท่านต้องทำแน่ สร้างศูนย์เชี่ยวชาญ ทางการแพทย์เฉพาะด้านรักษาคนทั้งโลกทำเสียเลย สร้างศูนย์สุขภาพกายจิตยืดอายุ สร้างศูนย์ดูแลคนสูงอายุทั้งไทย ทั้งโลก เพราะในอนาคตคนสูงอายุมีมากขึ้น ใครทำก่อน จะได้เปรียบ

สุดท้ายเลยสำคัญมากคือสร้างศูนย์ศัลยกรรมตกแต่งความงามระดับโลกเลย เขาบอกว่าเปลี่ยนตุ๊ดเป็นติ๋ม เปลี่ยนติ๋มเป็นแต๋ว เปลี่ยนทอมเป็นณเดชน์ เปลี่ยนประเทศไทย ๓๐๐,๐๐๐ บาทนี่สวยปิ๊งเลย ผู้ชายบางคนดูไม่ออกไล่ปล้ำเลยนะครับจะบอกให้ ทำที่เมืองไทย เขาบอกประเทศเกาหลีเก่งแต่แพงมากเลย ทำไมเราไม่ส่งเสริมตรงนี้ ถ้าทำเมืองไทยถูกดี สวย ทน เท่ ทันสมัย ไม่ตายด้วย นี่คือสิ่งที่อยากจะฝาก

ท่านดูกราฟต่อไปนะครับ เห็นไหมครับว่าสถิติคนต่างชาติเข้ามารักษา ในเมืองไทยมากขึ้น ผมผ่านไปเลยครับไม่มีเวลา ติทั้งหมดแล้วต้องบอกด้วยว่าจะเปลี่ยนอย่างไร ฮาว ทู เชนจ์ (How to change) ดูสิว่าจะเปลี่ยนอย่างไร การที่นำเสนอทั้งหมดผมใช้จุดแข็ง ของประเทศกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี สร้างความได้เปรียบพัฒนาแบบยั่งยืน กำหนด โพซิชันนิ่ง (Positioning) ตำแหน่งของประเทศจากกำลังพัฒนาสู่ประเทศพัฒนาแล้ว อีก ๒๐ ปีประเทศไทยจะมุ่งสู่ความเป็นเลิศในภูมิภาคเลย เปลี่ยนจากแบคเวิร์ด (Backward) สู่ฟอร์เวิร์ด ลุคกิง (Forward looking) สภาพัฒน์ชอบดูตามหลัง แต่ไม่มองอนาคตเลย วันนี้ผมถึงอยากชำแหละสภาพัฒน์เปลี่ยนสักทีเถอะครับ กำหนดจีดีพีประเทศกล้า ๆ เลย รัฐบาลต้องเพิ่มงบลงทุนต่อเนื่อง ๒๐ ปี ทั้งยุทธศาสตร์ครบด้านอย่างที่ผมบอกเมื่อสักครู่นี้ จีดีพีจะ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๗ เปอร์เซ็นต์สู้ไปเลย เงินเฟ้อ ๓-๕ เปอร์เซ็นต์อย่ากลัว เด็กกำลังโต มีไขมันมันไม่อ้วนหรอก เพราะมันจะสูงขึ้นตลอด นี่คือสิ่งที่ต้องฝากผู้เกี่ยวข้องไปคิดดู ประกาศยุทธศาสตร์การพัฒนาชาติ ๒๐ ปี ประกาศเป็นวาระแห่งชาติเลย แล้วต้องซิงเกิล คอมมานด์ (Single command) ถ้าไม่ทำสิ่งนี้เสียดายโอกาสมาก

สไลด์ต่อไปครับ เราต้องพัฒนาประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียนฮับ ๔ สเต็ป (Step) ๑. เขาเรียกว่าแผนตั้งรับ ๒. เขาเรียกแผนรุก ๓. แผนผนึกอาเซียน ๔. แผนบุกโลก นี่คือสิ่งที่เราต้องทำ กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาอาเซียนเพื่อจะบุกโลก รวมกัน ๑๐ ประเทศเลยเราไม่แพ้ใครหรอก พัฒนาสร้างทรัพยากรมนุษย์ดึงคนเก่งทั้งโลก มาเสริมศักยภาพคนไทย ไทยสอนไทยอย่างเดียวไม่พอแล้ววันนี้ต้องดึงคนเก่งทั้งโลกมาแล้ว สร้างสมดุลบาลานซ์ (Balance) สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง ตรงนี้น่าสนใจมาก ถ้าเราเอาแต่เศรษฐกิจอย่างเดียว สังคมล้มเหลวเราก็ไม่ยอม จะจบแล้วครับท่านประธาน ไม่ต้องมองหน้าผมนะครับ ผมจะรีบปิดเกมเร็ว ๆ เราจะมีรักษาคุณค่าอัตลักษณ์ของคนไทย ก็ยังอยู่กับเรา นี่คือสิ่งที่ผมจะฝากเอาไว้

สร้างระบบสารสนเทศแห่งชาติ เขาเรียกว่า เนชันนัล อินฟอร์เมชัน ซิสเตม (National Information System) วันนี้ไม่เชื่อดูนะครับ สำนักงบประมาณปล่อยให้มี การทำคอมพิวเตอร์แต่ละหน่วยงานทำกระจัดกระจายไปหมดเลยไม่บูรณาการกันเลย ใช้เงินงบประมาณอย่างมากเลย วันนี้เรามีกระทรวงไอซีที (ICT) ให้กระทรวงไอซีที ทำหนึ่งเดียวไปเลย แล้วเสิร์ฟทั้งประเทศเลย ผู้นำประเทศบินอยู่ที่ไหนสามารถกดข้อมูล ดูได้หมดเลย ผมอยากเห็นสิ่งนี้เกิดสักที เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดงบประมาณ อย่างมหาศาลสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนมาร่วมกันพัฒนาชาติ ไม่ใช่ว่าคิดยุทธศาสตร์ แล้วจะทำ คนเดียว นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะประกาศ ขอสั้น ๆ เลย เร็วนิดหนึ่งจะจบแล้วครับ ฝากรัฐบาลนะครับ กระทรวงการคลังต้องบูรณาการแบงก์รัฐ วันนี้ผมจะประกาศเป็น แบบอาเซียนแบงก์เลยถ้ารวม ๕-๖ แบงก์ของรัฐ เรามีแอสเสท (Asset) ทั้งหมด ๖.๔๕ ล้านล้านบาท ท่านเคยคิดว่าใหญ่กว่าเงินของแบงก์ชาติ ใหญ่กว่าแบงก์พาณิชย์ทุกแบงก์เลย ถ้าทำได้จะเกิด อะไรขึ้นครับ จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ถ่วงดุลแบงก์ชาติแล้วก็แบงก์พาณิชย์ จะส่งเสริม การลงทุนได้เป็นอย่างดี สไลด์ข้างล่างที่เห็นที่โชว์ไฟกระพริบอย่าเพิ่งเปลี่ยนนะครับ ท่านดูบทบาท ของเอ็กซิม แบงก์ (EXIM Bank) วันนี้ช่องซ้ายเขาเขียนว่า คอมเมอร์เชียล พอร์ต (Commercial Port) เพื่อแบงก์ของเอ็กซิม แบงก์เท่านั้น ไม่ได้เพื่อใครเลย แต่ข้างขวาก็บอกว่าโพลิซี พอร์ต (Policy Port) โพลิซี พอร์ต ก็คือเสิร์ฟประเทศชาติ ต่อไปเอ็กซิมแบงก์จะต้องเป็นเออีซีแบงก์ (AEC Bank) เราต้องเตรียมรับเออีซี และผลักดันตรงนี้ให้เปลี่ยนไปเลยครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ต้องสรุป แล้วครับ ท่านเกินไป ๗ นาทีแล้วสรุปครับ

นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อุตรดิตถ์

ขออีกนิดเดียว จะจบแล้วครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

หายใจ ลึก ๆ นะครับ ใจเย็น ๆ

นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อุตรดิตถ์

เอาละครับ อย่างนั้นผมรวบรัดเลย แล้วกันนะครับ ฝากรัฐบาลนะครับ กระทรวงการคลังต้องบูรณาการ ๓ กรมจัดเก็บรายได้ จะเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มรายได้แล้วไม่มีใครโกงได้เลย วันนี้มีการโกงภาษีแหลกลาญเลย เพราะไม่ได้บูรณาการ ๓ กรม ถ้าท่านไม่เชื่อผมผมจะให้งานวิจัยฝากไว้ให้เลย กระทรวงการคลังจะต้องจัดงบขาดดุลอย่าไปกลัวเรื่องขาดดุล วันนี้การเมืองบีบจนรัฐมนตรี ไม่กล้าทำงบขาดดุล ใช้งบตามยุทธศาสตร์แล้วไปทำแบบสมดุลมันไม่พอลงทุน เด็กไทย ต้องการโตเราพร้อมจะแข่งขันกับเออีซี เราอย่าไปกลัวเรื่องงบขาดดุล

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

พอสมควรแล้วครับ ท่านครับ เกินไป ๘ นาทีแล้ว

นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อุตรดิตถ์

ผมจะไปเร็วแล้วกันนะครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เกินแล้วครับ เกินไปเยอะแล้ว ให้เกินไป ๘ นาที พิเศษสุด

นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อุตรดิตถ์

อีกนิดเดียวนะครับ จบแล้วครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

พอแล้วครับ

นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อุตรดิตถ์

ขอสรุปเลยครับ เอาอย่างนี้ผมสรุป เลยก็แล้วกันถ้าไม่ให้ดู นี่คืออนาคตประเทศไทย ๒๐ ปีขอขึ้นสไลด์เลยครับ สั้น ๆ จบแล้วครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

๑. สังคมไทยจะเป็นสังคม แห่งความสุขที่เขาเรียกว่ายูโทเปีย (Utopia) จะอยู่คู่อนุรักษ์วัฒนธรรมอันดีงามของประเทศไทย

(จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

พอแล้วครับท่านศรัณย์วุฒิ พอแล้วครับ มีผู้ประท้วงแล้วครับ มีผู้ประท้วงครับ จ่าประสิทธิ์ เชิญครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ สำหรับผมมาตรฐานเดิมนะครับ ใครผิดข้อบังคับผมต้องประท้วงไม่ว่าฝ่ายไหน

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

พอแล้วครับพอเข้าใจ เขาต้องใช้เวลา ท่านศรัณย์วุฒิคือเราต้องใช้เวลาอีกตั้ง ๕ ชั่วโมง นี่มัน ๑๑ โมงแล้วครับ วันนี้อาจจะตีสอง ตีสามยังไม่จบ ท่านสรุปเลยครับ

นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อุตรดิตถ์

ผมขอสรุปเลยครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ไม่ต้องขอ สรุปเลยครับ

นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อุตรดิตถ์

ครับ สไลด์สุดท้ายแล้วครับ เศรษฐกิจไทยจะมั่งคั่ง จีดีพีจะเพิ่มเป็น ๕ เท่า เราจะเป็นสมาชิกโออีซีดี (OECD) กลุ่มประเทศ ที่มีรายได้สูงของโลกเลยนะครับ แล้วก็การเมืองไทยจะเป็นประชาธิปไตยแบบสากลส่งเสริม คนเก่งคนดีปกครองประเทศ สุดท้ายความมั่นคงชาติไทยจะเป็นมหาอำนาจราชอาณาจักร อันเกรียงไกรในภูมิภาค สรุปครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

พอแล้วครับ สรุปหลายครั้งแล้วไม่อนุญาตแล้วสรุปหลายรอบแล้ว ผมให้ ๑ วินาที ผมไม่อนุญาตแล้ว ไม่ได้แล้วครับ

นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อุตรดิตถ์

ผมเห็นด้วยกับรัฐบาลที่ต้องเพิ่ม งบประมาณลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแล้วก็จะทุ่มอีก ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็เกินคุ้ม สิ่งที่อยากจะบอกว่าเราจะได้เปรียบมากยิ่งลงทุนก็ยิ่งได้เปรียบ สุดท้ายครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

สรุปได้แล้วครับ ไม่สุดท้ายแล้วครับ พอแล้วไม่อนุญาตแล้ว ๑๙ นาทีแล้ว ท่านเกิน ๙ นาที ให้สิทธิท่านเกิน ๙ นาที ผมให้สิทธิท่านไม่มีใครเกินได้อย่างนี้เด็ดขาดครับ พอแล้วครับ ท่านศรัณย์วุฒิ

นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อุตรดิตถ์

สุดท้ายนิดเดียวครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ไม่สุดท้ายแล้วพอแล้ว หลายสุดท้ายแล้วครับ ๘-๙ สุดท้ายแล้วครับ

นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ อุตรดิตถ์

สุดท้ายเลยครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้ประท้วง ไม่ได้แล้วครับท่านศรัณย์วุฒิมัน ๙ นาทีกว่าแล้วให้โอกาสท่านเยอะแล้ว พอแล้วครับ ท่านได้พิเศษกว่าคนอื่นเยอะแล้วพอแล้วครับ เชิญท่านรุ่งโรจน์เลยครับ ขอโทษครับ ท่านศรัณย์วุฒิจำเป็นจริง ๆ

นายรุ่งโรจน์ ทองศรี บุรีรัมย์ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม รุ่งโรจน์ ทองศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย อำเภอบ้านกรวด อำเภอละหานทราย และอำเภอโนนดินแดง วันนี้ถือว่าเป็นวันที่ ๒ ในการพิจารณาวาระแรกร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ผมกราบเรียนท่านประธานว่างบปี ๒๕๕๗ ซึ่งเราตั้งไว้ที่ ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท มากกว่าปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๖ ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นอยู่ ๑๒๕,๐๐๐ ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นอยู่ประมาณร้อยละ ๕.๒ ซึ่งเงินงบประมาณ ปี ๒๕๕๗ นี้ถือว่าเป็นสัดส่วนร้อยละ ๑๙.๑ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ จากการประมาณการรายได้ปี ๒๕๕๗ อยู่ที่ ๒,๒๗๕,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๑๗.๒ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ จากการที่เราคาดหวังหรือประมาณการว่าการขยายตัว ทางเศรษฐกิจของเราปี ๒๕๕๗ อยู่ที่ประมาณเกือบ ๆ ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจโลกของประเทศใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศยุโรป หรือประเทศญี่ปุ่น ที่จะมีการขยายตัวเศรษฐกิจในปี ๒๕๕๗ อยู่ที่ร้อยละ ๔ แต่สิ่งหนึ่ง ที่อยากกราบเรียนว่าในการที่เราคาดการณ์นั้นวันนี้เราจะเห็นถึงความผันผวนทางเศรษฐกิจ ของประเทศหลัก ๆ โดยเฉพาะเมื่อวานเราจะเห็นว่าหุ้นตลาดโลกทั้งหมดเลยตกทุกที่ ตกทั่วโลกเลยตัวเลขแดงเถือก ซึ่งตรงนี้ก็อยากฝากผ่านท่านประธานไปถึงรัฐบาลด้วย ในสิ่งที่เราคาดการณ์อาจจะไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดไว้ ดังนั้นท่านประธานครับ ในเรื่องของงบปี ๒๕๕๗ ถ้าเรามาดูในเรื่องของตัวเลขนะครับ ปี ๒๕๕๕ เราตั้งงบขาดดุลไว้ที่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๖ เราขาดดุลอยู่ที่ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขลดลงนะครับ มาถึงปี ๒๕๕๗ ตัวเลข เราลดลงมา ขาดดุลอยู่ที่ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ดูแล้วเป็นสัญญาณที่ดีครับ แต่จริง ๆแล้ว ถ้าเราพิจารณาทุกด้าน ปรากฏว่าไม่ใช่นะครับ เพราะว่าในปี ๒๕๕๗ นี้เรามีเงินกู้อีก ๒ ก้อน ใหญ่ ๆ ครับ เงินกู้บริหารจัดการน้ำ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการวางระบบโครงสร้างการคมนาคมของประเทศ ซึ่งตรงนี้พูดง่าย ๆ ก็เหมือนเป็น การแต่งหน้าเค้กละครับ ซึ่งจะทำให้ภาระเงินกู้ของรัฐบาลเราจริง ๆ ผมว่าอาจจะเกิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทด้วยกันครับ นั่นคือประเด็นที่อยากฝากไปถึงรัฐบาล ท่านประธานครับ ปี ๒๕๕๗ เราตั้งงบไว้อาจจะดูสูงก็จริงครับ ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาทก็จริงอยู่ แต่ถ้าเรามาดู งบลงทุน อันนี้เป็นเรื่องที่น่าตกใจครับ เพราะปี ๒๕๕๗ งบลงทุนเรามีอยู่ประมาณ ๔.๔๑ แสนล้านบาท อันนี้ลดลงครับ ลดลงจากปี ๒๕๕๖ อยู่เกือบ ๆ ๙,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้อาจจะให้เกิดความชะงักงันทางเศรษฐกิจ เราจะไปคาดหวังในเรื่องเงินกู้ ๒ ตัว ไม่ว่าจะเป็น ๓.๕ ไม่ว่าจะเป็น ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งวันนี้ยังไปไม่ถึงไหนเลยครับ ไม่ว่าจะเป็น ๓.๕ แสนล้านบาทก็ยังอยู่กับที่ หรือไม่ว่าจะเป็น ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในการวางระบบ การพัฒนาโครงสร้างการขนส่ง วันนี้ก็อยู่ในระบบศาลด้วยซ้ำไป ตรงนี้ก็ขอฝากทางรัฐบาล อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ท่านประธานครับ เรามาดูว่าในการจัดงบประมาณให้แต่ละกระทรวง กระทรวงที่ได้รับงบประมาณมากที่สุด อันนี้ผมดีใจก็คือกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้รับ การจัดสรรงบประมาณ ๔.๘ แสนล้านบาท อันนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เป็นเรื่องอนาคตลูกหลาน เรื่องการศึกษาให้กับประเทศชาติของเรา งบตัวที่ ๒ งบกลางได้ ๓.๔๕ แสนล้านบาท กระทรวงมหาดไทย ๓.๒๘ ล้านบาท กระทรวงการคลัง ๒.๒๙ ล้านบาท กระทรวงกลาโหม ๑.๘๔ แสนล้านบาท แต่ว่ามีสิ่งหนึ่งที่อยากกราบเรียนกับท่านประธานก็คือว่าทิศทาง ของประเทศไทยของเราว่าเราจะไปทางไหน เราจะเดินแบบไหน จริงอยู่ครับ ในเรื่องของ การส่งออก เราอาจจะต้องพึ่งในเรื่องของอุตสาหกรรม ในเรื่องของการท่องเที่ยวก็จริงอยู่ แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในภาคการเกษตรครับ ดังนั้นหัวใจหรือทิศทางของประเทศ ของเรานี่ เราจะต้องมุ่งเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ ก็คือพี่น้องเกษตรกรของประเทศชาติ ของเราครับ ดังนั้นท่านประธานครับ เราวกกลับไปดูในการจัดสรรงบประมาณ เราจะเห็นว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งเป็นหัวใจหลักของประเทศชาติของเรา จากงบปี ๒๕๕๗ ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับแค่ ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเองครับ ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทจาก ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท เทียบกับปี ๒๕๕๖ แทบไม่เพิ่มขึ้นเลยนะครับ หรือแม้แต่กระทรวงคมนาคมในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศก็ได้รับงบ ๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท พอ ๆ กับปี ๒๕๕๖ ครับ ทั้ง ๆ ที่ ๒ กระทรวงนี้ถือว่าเป็นหัวใจหลัก ในการพัฒนาทิศทางของประเทศไทยของเรา ดังนั้นผมกราบเรียนกับท่านประธานว่า ประเทศไทยของเรานั้นเราต้องมุ่งในเรื่องของเกษตรครับ ซึ่งในเรื่องของเกษตรนั้นหลัก ๆ เลย เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องน้ำ ถ้าพี่น้องมีน้ำที่เพียงพอ พี่น้องมีน้ำที่พอใช้ เกษตรกรอยู่ได้ครับ ดังนั้นในเรื่องของน้ำผมอยากฝากรัฐบาลว่าจัดหาแหล่งน้ำให้เพียงพอ ให้พี่น้องเกษตรกรของเรามีน้ำใช้ที่เพียงพอ อาจจะสร้างไปเป็นอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ วอเตอร์ แบงก์ (Water bank) ดูแต่ละพื้นที่มีพื้นที่เท่าไรคิดคำนวณออกมา เพราะว่าการใช้น้ำเพื่อการเกษตร คิดง่าย ๆ ครับ นา ๑ ไร่ หรือที่ ๑ ไร่จะใช้น้ำอยู่ประมาณ ๒๐๐ ลูกบาศก์เมตร จัดวอเตอร์ แบงก์ จัดแหล่งน้ำให้พอ จัดการส่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็นคลองส่งน้ำ คลองไส้ไก่ หรือส่งน้ำทางท่อ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรของเรามีน้ำที่เพียงพอจะได้ไม่ต้องคอยฟ้าคอยฝนหรือคอยเทวดาครับ นั่นคือเรื่องที่ ๑

เรื่องที่ ๒ ศูนย์เทคโนโลยีประจำตำบล เราทำประชานิยมเยอะแยะ ใช้เงินไป เยอะแยะ เสียหายไปก็เยอะครับ เราลองมาทำเรื่องศูนย์เทคโนโลยีประจำตำบล ให้แต่ละ ตำบลมีเครื่องมือทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นพวกรถไถ รถเกี่ยว เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อให้ พี่น้องเกษตรกรของเราสามารถเข้าถึงเรื่องเครื่องมือต่าง ๆ เหล่านี้ได้โดยสะดวกแล้วก็ ค่าบริการที่ย่อมเยา นั่นคือเรื่องที่ ๒ ครับ

เรื่องที่ ๓ ในเรื่องของปุ๋ย ในเรื่องของยาฆ่าแมลงต่าง ๆ ทำอย่างไรให้ราคา ถูกลงนะครับ เพราะว่าวันนี้เราจะไปทำราคาในเรื่องของสินค้าเกษตรที่สูงเกินไปเราก็ขาย ตลาดโลกไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นอีกทิศทางหนึ่งในการที่จะทำให้เกษตรกรของเรามีรายได้ ที่ดีขึ้นก็คือทำอย่างไรให้ต้นทุนทางการเกษตรเขาลดลง ก็คือ ๓ ประเด็นนี้ละครับที่อยาก กราบเรียนกับท่านประธานของเรา หรือแม้แต่ในเรื่องของการคมนาคมเช่นเดียวกันครับ ผมเสียดายตั้งแต่เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เรากู้มา ในเรื่องของถนนท้องถิ่น ถนนที่ อยู่ในอำเภอ อยู่ในตำบล ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบท ซึ่งมีระยะทาง อยู่ประมาณ ๖,๐๐๐ กิโลเมตร แล้วก็พี่น้องเกษตรกร พี่น้องคนส่วนใหญ่ของประเทศ ใช้งานกัน ใช้งบประมาณแค่ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเรายังทำให้ไม่ได้ครับ แต่เรายังกล้ากู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมาเพื่อจะมาทำรถไฟความเร็วสูง มาทำเรื่องเยอะแยะ แต่คนส่วนใหญ่ ของประเทศที่ต้องใช้กัน เงินแค่ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็ต้องขอฝากผ่านท่านประธานไปด้วย ถนนชนบท ถนนทางหลวงท้องถิ่น หรือแม้แต่ถนนของกรมทางหลวงเหมือนกัน วันนี้ประตู สู่อีสานประตูที่ ๒ ซึ่งผมพูดมาตลอด ซึ่งคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าถ้าไปอีสานต้องไปถนนมิตรภาพ แต่อีกสายหนึ่งครับ สายที่ไปจังหวัดฉะเชิงเทราผ่านจังหวัดปราจีนบุรี ผ่านจังหวัดสระแก้ว ของป๋าเสนาะ ผ่านช่องตะโก ผ่านไปทางจังหวัดบุรีรัมย์ ก็คือหมายเลข ๓๔๘ แล้วก็หมายเลข ๒๒๔ โดยผ่านช่องตะโก ช่องตะโกตรงนี้ระยะทางประมาณ ๒ กิโลเมตรกว่า อุบัติเหตุเกิดขึ้นเกือบทุกวันครับ ฝากกรมทางหลวงด้วยนะครับ ท่านรัฐมนตรีชัชชาติ ท่านอธิบดีชัชวาลย์ช่วยเข้าไปดูหน่อยครับ ๒ กิโลเมตรกว่าผมว่าใช้งบประมาณไม่น่าเกิน ๕๐ ล้านบาท และจะเป็นประตูที่ ๒ ที่สมบูรณ์ หรือแม้แต่ทางหลวงจากช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเชื่อมต่อกับงบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ทำจากปราสาทไปช่องจอม ช่องจอมมาสายตะกู ซึ่งตรงนี้มีจุดผ่อนปรนของจังหวัดบุรีรัมย์ และจุดนี้จะเป็นจุดที่สำคัญในอนาคต เพราะว่าจากช่องสายตะกูจะเป็นทางที่ตรงที่สุด ลัดที่สุดในการไปเสียมราฐ นครวัด แล้วก็มาที่อำเภอบ้านกรวดไปถึงละหานทราย อันนี้คือ ทางหลวงหมายเลข ๒๒๔ แล้วจากละหานทรายไปโนนดินแดง ทางหลวงหมายเลข ๓๘ ตรงนี้เป็นเส้นหลักเลยครับ วันนี้รถขนส่ง รถบรรทุก รถเทรลเลอร์ รถตู้คอนเทนเนอร์ วิ่งตลอดครับ แต่สภาพปัจจุบันยังเป็นถนนกว้าง ๖ เมตรอยู่ ถ้าเป็นไปได้ในการเสริม ในการสร้างทางภาคอีสานตอนล่าง เส้นทางนี้ควรเป็น ๔ เลนทั้งหมด แล้วก็จะทำให้ เศรษฐกิจของอีสานตอนล่าง อีสานใต้ ตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดบุรีรัมย์ มีความคล่องตัวในการที่เชื่อมต่อชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือแม้แต่เข้ากรุงเทพฯ อีกทางหนึ่ง

ท่านประธานครับ อีกเรื่องหนึ่งที่อยากกราบเรียนท่านประธานในเรื่องของ ระบบรางครับ รถไฟความเร็วสูงที่เราจะสร้างจาก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในส่วนของรถไฟ ความเร็วสูงนั้น ใช้งบประมาณอยู่ประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทหรือประมาณครึ่งหนึ่ง ซึ่งตรงนี้อยากให้คุยกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยนะครับ โดยเฉพาะประเทศจีน สปป. ลาว ประเทศมาเลเซีย หรือแม้แต่ประเทศสิงคโปร์ เพราะเราทำของเราคนเดียวไปไม่ได้ครับ ต้องเชื่อมต่อเป็นโครงข่ายทั้งภูมิภาคหรือทั้งทวีปนะครับ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่ารถไฟ ความเร็วสูงนั้นคนยากคนจนเขาไม่ได้ใช้หรอกครับ หรือเขาใช้ไม่ได้หรอก ยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่าจังหวัดบุรีรัมย์ของผมนี่ถ้าจะขึ้นรถไฟความเร็วสูงไปขึ้นที่ไหนครับ ขึ้นแล้วราคาเท่าไร จากการคำนวณเบื้องต้นระยะทาง ๓๐๐ กว่ากิโลเมตรถ้าเป็นค่าขนส่งเป็นตั๋วของรถไฟ ความเร็วสูงตรงนี้ตกไปประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าบาท แต่วันนี้พี่น้องนั่งรถโดยสารไม่ถึง ๒๐๐ บาทครับ พี่น้องเขาบอกว่าเขาขอนั่งรถโดยสารก่อนนะครับ ดังนั้นรถไฟความเร็วสูงนั้น คนที่จะใช้ประโยชน์จริง ๆ ก็คือคนชั้นกลางอัพ (Up) กับคนชั้นสูงเท่านั้น แต่ต้องใช้ งบประมาณตกไป ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านกว่าบาท ถ้าชะลอได้หรือให้ต่างประเทศ หรือให้ ประเทศจีนมาลงทุนผมว่าน่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชนของเรา แต่ในเรื่อง ของรถไฟรางคู่นั้นอันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับ เพราะว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นเรื่อง เศรษฐกิจ ซึ่งระบบการขนส่งของเรานี่เราต้องเน้นกลับมาที่ระบบรางแทน เมื่อต้นเดือน ที่แล้วผมเองได้มีโอกาสไปดูงานรถไฟที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ไปดูเรื่องรถไฟของเขานะครับ ซึ่งผมเองได้มีเอกสารแล้วก็ได้มีรูปภาพ ถ้าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมสนใจก็ยินดี ที่จะมอบให้ท่านนะครับ รถไฟรางคู่ของเรานี่รางรถไฟเรามีอยู่ประมาณ ๔,๐๐๐ กิโลเมตร วันนี้เราเป็นรางคู่อยู่แค่ ๓๐๐ กิโลเมตรเองครับ เราต้องประกบอีก ๓,๗๐๐ กิโลเมตร แต่ว่า ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ สร้างรถไฟให้เรา เรายังเป็นรางระบบเก่า ความกว้าง ๑ เมตร ซึ่งวันนี้ ประเทศหลัก ๆ เขาเลิกใช้หมดแล้วครับ วันนี้เขาใช้รางเขาเรียกว่า แสตนดาร์ด เกจ (Standard gauge) ๑.๔๓๕ เมตร ซึ่งค่าใช้จ่ายค่าขนส่งระบบ ๑.๔๓๕ เมตรนี่ถูกกว่าราง แบบ ๑ เมตรลงไปอีกประมาณครึ่งหนึ่งนะครับ ผมไปดูที่ประเทศสหรัฐอเมริกาตู้โดยสารนี่ เป็นตู้ ๒ ชั้นเลยครับ ตู้ขนส่ง ตู้คอนเทนเนอร์ทบตู้เลย ทบขึ้นไปข้างบนครับ แล้วขนกันที เป็นกิโลเมตรด้วย รถไฟนี่ขนทีเป็นกิโลเมตรไม่ต้องปิดถนนบ่อยนะครับ แล้วก็ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายถูกกว่ากันเยอะครับ ดังนั้นในเมื่อถ้าเราจะสร้างเรากู้มาทั้งที แล้วรางรถไฟรางคู่ จะอยู่กับเราไปอีกเป็น ๑๐๐ ปีกับลูกหลานของเรา อยากฝากนะครับ ขอให้ลองศึกษาแล้วก็ อยากให้ใช้เป็นรางมาตรฐานก็คือ ๑.๔๓๕ เมตร เพื่อลูกหลานของเราในอนาคตต่อไปข้างหน้า นั่นคือสิ่งที่อยากฝากกราบเรียนผ่านท่านประธานไปถึงทางรัฐบาลด้วยนะครับ แล้วก็ขอเน้นย้ำ อีกครั้งหนึ่งนะครับ ช่องตะโกซึ่งอุบัติเหตุเกิดขึ้นเกือบทุกวัน ทางหลวงหมายเลข ๓๔๘ ฝากอาเสนาะด้วยเพราะพื้นที่ตรงนั้นอยู่ตรงจังหวัดสระแก้ว ขอขยายเป็น ๔ เลนนะครับ กราบขอบพระคุณมากครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านปิยวัฒน สายเชื้อ ครับ

นายปิยวัฒน พันธ์สายเชื้อ ยโสธร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ปิยวัฒน พันธ์สายเชื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อไทย ต้องกราบเรียนท่านประธานครับ ไม่ใช่ สายเชื้อ ครับ พันธ์สายเชื้อ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณท่านประธานครับที่ให้โอกาสกระผม ได้มีโอกาสมาพูดเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่าย ปี ๒๕๕๗ ในครั้งนี้ ผมเองต้องขอสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งเป็นเงินจำนวน ๒,๕๒๕,๐๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็นการจัดงบประมาณที่ชัดเจนและเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในการนี้แล้วผมต้องขอกราบเรียนว่าในยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์ไป มีทั้งหมดอยู่ ๘ ยุทธศาสตร์ด้วยกัน และให้สอดคล้องกับ ๑๖ นโยบายที่รัฐบาลได้วางไว้ ผมต้องกราบเรียนว่ายุทธศาสตร์ทั้งหมดทั้ง ๘ ยุทธศาสตร์ ผมเองมีเวลาน้อยก็เลยขอพูด ในส่วนของยุทธศาสตร์ ๒ ยุทธศาสตร์ครับ

ยุทธศาสตร์ที่ ๑ คือการเร่งรัดพัฒนาประเทศและเตรียมความพร้อมสู่ ประชาคมอาเซียน ซึ่งตรงนี้แล้วทุกคนทั้งหมดในประเทศไทยเรานี้ต้องยอมรับว่าอีก ๒ ปีข้างหน้า หรือปี พ.ศ. ๒๕๕๘ เราจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งรัฐบาลมีความสำคัญ และให้ความสำคัญ เกี่ยวกับงบประมาณตัวนี้ในยุทธศาสตร์ที่ ๑ ซึ่งจัดสรรงบประมาณ ๑๔๕,๐๐๖.๙ ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ ๕.๗ ของวงเงินทั้งหมด ผมต้องขอยอมรับครับว่าการเป็นประชาคมอาเซียน ในทั้งหมดนี้ ประเทศไทยเรานี้เป็นศูนย์กลางของประชาคมอาเซียน จะมีคนอีก ๖๐๐ ล้านคน จะเข้ามาอยู่ในประเทศไทย และพี่น้องประชาชนทุกคนจะทำอย่างไร รัฐบาลเองให้การรองรับ เกี่ยวกับประชาคมอาเซียน โดยการเสริมสร้างในเรื่องของทักษะ ในการเสริมสร้าง เรื่องของภาษาให้กับพี่น้องประชาชนประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ในส่วนตรงนี้แล้วผมยินดีครับ และเห็นดีด้วย

ในส่วนที่ ๒ ในส่วนของยุทธศาสตร์ในการสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ อย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน ผมให้ความสำคัญในจุดนี้เหมือนกัน เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญ งบประมาณถึง ๓๔๓,๗๔๖ ล้านบาท คิดเป็น ๑๓ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ ผมให้ความสำคัญ ของโครงสร้างขั้นพื้นฐานครับ โครงสร้างพื้นฐานตัวนี้ในเมื่อเราจะเข้าไปสู่ประชาคมอาเซียน ในเมื่อเราจะเป็นเออีซีเป็นศูนย์กลางของอาเซียนทั้งหมด เราต้องพัฒนาทางด้านขั้นพื้นฐานก็คือ ถนนหนทาง ผมต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่ได้ให้โอกาส ให้โครงการในร่างเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในเส้นทางของร้อยเอ็ด-เสลภูมิ แล้วก็มาจังหวัดยโสธรขยายเป็นถนน ๔ เลน

และอีกเส้นทางหนึ่งครับ จากจังหวัดยโสธรไปอำเภอป่าติ้ว แล้วก็ไป จังหวัดอำนาจเจริญ แต่ ๒ เส้นทางนี้ยังไม่พอครับท่านประธาน ยังมีอีกเส้นทางหนึ่งซึ่งเป็น จุดยุทธศาสตร์ที่จะเข้าไปเชื่อมเออีซีหรือประชาคมอาเซียน เส้นทางนี้ผมต้องขอเสนอแนะ กับท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาล คือเส้นทางทางหลวง หมายเลข ๒๑๖๙ เส้นทางตัวนี้ จะเป็นเส้นทางระหว่างจังหวัดยโสธรไปอำเภอทรายมูล แล้วก็เข้าไปอำเภอกุดชุมไปออก เลิงนกทา แล้วเข้าสู่จังหวัดมุกดาหาร ระยะทาง ๖๐ กิโลเมตรครับ ตอนแรกก็ได้คิดว่าน่าจะ บรรจุลงไปร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ตอนนี้ดูแล้วยังไม่เห็นครับ ก็เลยต้อง ขอเสนอแนะท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลครับว่าเส้นทางนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์อีกจุดหนึ่ง ถ้าเกิดทำตัวนี้แล้วผมคิดว่าการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตัวนี้ น่าจะเห็นผลได้ดีครับ

สุดท้ายนี้ผมต้องขอขอบพระคุณ แล้วก็ขอสนับสนุนในร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ในครั้งนี้ครับ ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านอนุชา บูรพชัยศรี ๘ นาทีครับ

นายอนุชา บูรพชัยศรี กรุงเทพมหานคร 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายอนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้เรากำลังพิจารณาเรื่องของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งตั้งไว้ ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท ต้องเรียนท่านประธานว่าถ้าจะแจกแจงแล้ว รายจ่ายที่ตั้งไว้ทั้งหมดแบ่งเป็นรายจ่ายประจำ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นรายจ่ายลงทุน ๑๗.๕ เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ ๔๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ ๒ เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือเป็นรายจ่ายเพื่อชดเชยเงินคงคลังประมาณ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ นั่นก็หมายความว่าใน ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาทนี้เป็นงบประมาณที่ขาดดุลอยู่ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท นั้นก็หมายความว่ารัฐบาลต้องไปกู้อีกเช่นเดียวกัน ฟังดูอาจจะน้อย แต่จริง ๆ แล้วท่านสมาชิก หลายท่านก็ได้พูดไปแล้วว่าเป็นงบที่แอบแฝงสักเล็กน้อย เพราะว่ามีเงินกู้ที่มากกว่านี้อีกเยอะเลย ในปีนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่จะกู้ไปในเรื่องของโครงการน้ำอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือโครงการในการที่จะกู้ไปเพื่อที่จะทำเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานทางด้านคมนาคมอีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จริง ๆ แล้วที่ผมเรียนว่างบรายจ่ายลงทุน ๑๗.๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทสามารถที่จะเพิ่มได้มากกว่านี้อีกเกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ เพราะว่าเงินสูงสุดที่จะกู้ได้ตามร่าง พ.ร.บ. งบประมาณสามารถกู้ได้ถึง ๕๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นนั่นหมายความว่าร่าง พ.ร.บ. ที่กำลังพิจารณาอยู่ในส่วนของชั้นของกรรมาธิการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในเบื้องต้นสามารถที่จะมาใช้งบประมาณประจำได้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว เพราะว่าในปี ๒๕๕๗ เท่าที่ผมได้ดูในฐานะที่ผมไปเป็นกรรมาธิการเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้ไม่ถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทหรอกครับ เพราะฉะนั้นน่าจะกลับเข้ามาในส่วนของงบประมาณ ประจำปี เพราะฉะนั้นมันทำให้มีความคิดว่าการที่จะออกร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เพื่อที่จะหลีกหนีการที่จะใช้เงินในงบประมาณประจำที่มีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นมากกว่า ในส่วนของเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็พบความซ้ำซ้อนในการตั้งงบประมาณด้วย ซึ่งจะไม่มาพูดวันนี้ แต่ที่ผมตกใจก็คือว่ามันก็มีงบประมาณบางส่วนมาโผล่อยู่ในงบประมาณ ประจำปี ๒๕๕๗ อีกเช่นกัน ถ้าจะไปดูในส่วนของการที่เราศึกษารถไฟความเร็วสูง สายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ก็จะเห็นว่ามีเงินที่ตั้งอยู่ในงบประมาณปี ๒๕๕๗ อีกถึง ๒๗๗ ล้านบาท แบ่งเป็นกรุงเทพฯ-พิษณุโลก ๕๕ ล้านบาท พิษณุโลก-เชียงใหม่ ๒๒๒ ล้านบาท มันเหมือนกับ เป็นการซ้ำซ้อนครับ เพราะว่าในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็บอกว่า มีงบประมาณที่เตรียมเอาไว้เพื่อศึกษาโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่อยู่แล้ว รวมกันทั้งหมดเกือบ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนั้นก็มีอยู่แล้วยังจะมาตั้งเพิ่มในปี ๒๕๕๗ อีก นอกเหนือจากนั้นโครงการอื่น ๆ อย่างเช่นกรุงเทพฯ ไปจังหวัดนครราชสีมาก็มีการตั้ง งบประมาณเพื่อจ้างที่ปรึกษาออกแบบรถไฟความเร็วสูงอีกเหมือนกันอีก ๔๖.๔๘ ล้านบาท นครราชสีมา-หนองคายอีกเกือบ ๔๐ ล้านบาท กรุงเทพฯ-หัวหิน รถไฟความเร็วสูงอีก เช่นเดียวกัน ๒๙ ล้านบาท รวมเบ็ดเสร็จแล้วทั้งหมดไปถึงระบบเชื่อมต่อที่จังหวัดพิษณุโลก ระบบเชื่อมต่อที่จังหวัดนครราชสีมาในระบบของรถไฟความเร็วสูงเบ็ดเสร็จแล้ว ๔๒๖ ล้านบาท ที่มาตั้งอยู่ในงบประมาณปี ๒๕๕๗ เหมือนกับเป็นการซ้ำซ้อนนะครับ แล้วถ้าเกิดผมไปดูมันจะ มีในเรื่องของการที่ตั้งงบประมาณตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ มาถึงปี ๒๕๕๖ หลายล้านบาทอีกทีเดียวละครับ อย่างที่เรียนผมอยู่ในคณะกรรมาธิการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่าเอกสารที่เราอยากจะ ได้ในการศึกษาต่าง ๆ เหล่านี้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ได้แค่ไม่กี่หน้าเท่านั้นละครับ ก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมได้ใช้งบประมาณมากมายขนาดนี้ในการศึกษาทั้ง ๆ ที่ยังไม่มี ข้อสรุปอะไรเลย นอกจากนั้นในเรื่องของการศึกษาก็ทำให้มีเรื่องกังขาอีกครับ เพราะว่า ผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจเมื่อสักครู่สมาชิกพูดไปแล้ว ผมเองก็มีความเคลือบแคลงสงสัยครับ เพราะไปเป็นกรรมาธิการแค่ประมาณเดือนกว่า ๆ ตัวเลขผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในส่วนของสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ คงที่ครับ อยู่ที่ประมาณ ๑๓.๕ เปอร์เซ็นต์ ประมาณนี้ แต่เส้นที่ไปกรุงเทพฯ-หนองคาย แค่ประมาณเดือนกว่า ๆ เข้าไปเริ่มต้นประมาณอาทิตย์แรกตัวเลขที่ได้มาอยู่ที่ประมาณ ๑๗.๗๖ เปอร์เซ็นต์ โดนตำหนิ โดนตรวจสอบไปเรื่อย ๆ ว่าทำไมไม่สร้างกรุงเทพฯ-หนองคาย ทำไมไปสร้าง ที่กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ตัวเลขปรากฏว่าค่อย ๆ ลดลงมาเรื่อย ๆ ๒ อาทิตย์ลดลงมาเหลือ ๑๔.๙ เปอร์เซ็นต์ อีก ๒ สัปดาห์ลดลงมาเหลือ ๑๒.๙ เปอร์เซ็นต์ คล้าย ๆ เหมือนกับว่า ได้รับใบสั่งมาจากใครว่าเอาตัวเลขในส่วนของสายกรุงเทพฯ-หนองคายให้มันต่ำลงให้มากที่สุด สุดท้ายแล้วกรุงเทพฯ-เชียงใหม่จะได้สูงขึ้นมันทำให้ผมเคลือบแคลงกับการที่จะมาเสนอ งบประมาณเพื่อที่จะศึกษามันมีความละเอียดมากน้อยแค่ไหน อันนี้ก็ต้องพูดกันอีกที ในคณะกรรมาธิการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อีกเรื่องหนึ่งที่ผมจะพูดไม่ได้เลยก็คือเรื่องของ เงินกองทุนที่ ณ วันนี้พี่น้องประชาชนรอคอยอยู่ นั่นก็คือกองทุนการออมแห่งชาติ ต้องบอกว่า กองทุนนี้ผู้ที่จะได้ประโยชน์ก็คือผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบของประกันสังคม หรือพูดง่าย ๆ ว่า ผู้ที่ไม่ใช่เป็นมนุษย์เงินเดือนครับ พ่อบ้าน แม่บ้าน ผู้ทำงานอาชีพอิสระ คนขับแท็กซี่ คนขับมอเตอร์ไซค์ คนที่ไม่ได้รับเงินเดือนประจำ เขามีโอกาสนะครับ รวมไปกระทั่ง ถึงนักเรียน นักศึกษาด้วย เพราะว่าคนที่อายุตั้งแต่ ๑๕ ปีบริบูรณ์ ไปจนกระทั่งถึง ๖๐ ปี บริบูรณ์จะได้เงินจากกองทุนนี้ แล้วก็จะมีการสมทบกัน เงินที่ใส่เข้าไปบัญชีเขาจะเรียกว่า เงินสะสม เงินที่รัฐบาลจะให้มาเรียกว่าเงินสมทบ ตั้งแต่อายุ ๑๕ ปี รัฐบาลสมทบให้ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินออม ไม่เกิน ๓๐ ปี ก็จะมีให้ ขอโทษนะครับ อายุ ๑๕-๓๐ ปี ให้ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินออม ถ้าอายุ ๓๐-๕๐ ปี รัฐบาลให้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินสะสม ถ้ามากกว่า ๕๐ ปี รัฐบาลให้อีก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย เป็นสิ่งที่ดีเป็นการออมของประชาชนครับ แต่ ณ วันนี้เท่าที่ดูแล้วปรากฏว่างบประมาณในปี ๒๕๕๕ ได้มา ๒๒๕ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๖ ได้มา ๕๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่าในปี ๒๕๕๗ ผมเปิดด้วยความตั้งใจอยากจะดูว่าตั้งไว้เท่าไร ปรากฏว่าตั้งไว้ ๐ ครับ ไม่มีเลยสักบาทเดียว แล้วอย่างนี้ผมจะเชื่อท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง พูดออกมาได้อย่างไรครับว่าการจัดให้มีกองทุน เงินออมต้องทำให้รอบคอบ แม้จะช้าไปบ้างแต่ต้องทำให้รอบคอบจะได้ไม่เกิดปัญหา ในอนาคต การที่ท่านไม่ตั้งงบประมาณให้กับกองทุนการออมแห่งชาติครั้งนี้เลยเท่ากับว่า ท่านไม่ได้จริงใจเลยครับ ท่านจะแก้อะไรก็แล้วแต่ในเรื่องกฎระเบียบ จะเงินสมทบก็ดี จะในเรื่องของการที่ไปเกี่ยวข้องเกี่ยวดองกับ กบข. อย่างไร อะไรก็แล้วแต่ ต้องบอกว่า ไม่มีความจริงใจเลยครับ แล้วผมก็อยากจะเตือนท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เอาไว้สักเล็กน้อยนะครับว่าท่านขอความกรุณาอย่าได้ลอยตัวเลย เพราะว่าเรื่องนี้มันผ่าน สภามาเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นท่านอย่าเผลอพูดไปเลยนะครับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของสภา เพราะว่ากฎหมายเรื่องของกองทุนการออมแห่งชาติผ่านสภาไปแล้วด้วยมติเห็นชอบ ๓๒๔ เสียงจากสภาในชุดที่แล้ว นั่นหมายความว่าทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านเห็นด้วยร่วมกัน ผ่านไปยังวุฒิสมาชิก วุฒิสมาชิกแก้ไขเล็กน้อยกลับมาใหม่ และสุดท้ายสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบด้วยประกาศเป็นราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้วเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๕ เพราะฉะนั้นตอนนี้ผ่านมาปีกว่า ๆ แล้วครับ คนที่เสียประโยชน์ทางด้านสำนักงานเศรษฐกิจ การคลังเขาเขียนไว้ครับ ในส่วนของปี ๒๕๕๕ จะมีสมาชิกจริง ๆ แล้วควรจะได้ ๓๐๐,๐๐๐ คน ในปี ๒๕๕๖ จะมีสมาชิก ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ณ วันนี้ปรากฏว่าไม่มีสักคนเดียวเลยครับ ที่เป็นสมาชิก เพราะฉะนั้นผมอยากจะฝากด้วยนะครับว่าถ้าท่านนายกรัฐมนตรีมีความจริงใจ ในการที่จะพูดถึงยุทธศาสตร์อะไรก็แล้วแต่ อย่างในเรื่องของการที่จะลดความเหลื่อมล้ำ เสริมสร้างเรื่องของรายได้และเรื่องของการออม ช่วยกรุณาเถอะครับ พิจารณาเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ให้ถี่ถ้วน เพราะฉะนั้นการพิจารณาในเอกสารจากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ผมไม่สามารถที่จะรับหลักการและไม่สามารถ ที่จะเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ขอบพระคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มนพร ๕ นาที

นางมนพร เจริญศรี นครพนม 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน มนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ วันนี้ เป็นการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ตามที่คณะรัฐมนตรีได้นำเสนอต่อสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ในวงเงินงบประมาณ ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท ดิฉันต้องขอชื่นชมรัฐบาล ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ท่านได้เสนอ งบประมาณฉบับนี้เข้ามาสู่สภาในเวลาที่เหมาะสม เพราะในเวลาที่เหมาะสมอย่างไรคะ เนื่องจากเราจะมีเวลาที่จะต้องทำงานแล้วก็จะต้องเริ่มต้นในปีปฏิทินของปีงบประมาณ ในวันที่ ๑ ตุลาคม ปี ๒๕๕๖ นอกจากนั้นท่านยังได้จัดสรรงบประมาณแบบขาดดุล ภายใต้กรอบของความยั่งยืน และความจำเป็นของการใช้จ่ายในภาครัฐ และเพื่อเป็น การเตรียมการในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มีการขยายตัวให้มีเสถียรภาพ และต่อไป ก็คือเป็นการเตรียมการในงบประมาณแบบสมดุลในอนาคต จากภาวะของความขัดแย้ง ทางการเมืองใน ๒ ปีที่ผ่านมาก็จะเห็นว่ารัฐบาล ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้พยายามที่จะสร้างความปรองดอง ความสมานฉันท์ต่อผู้คนในชาติ ถึงความขัดแย้ง ทางการเมืองจะรุนแรงอย่างไร ดิฉันต้องบอกว่าวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้ใช้ความเก่ง ความสามารถที่จะไปโรด โชว์ (Road show) ต่างประเทศดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทาง เข้ามาแล้วก็เป็นการเพิ่มเงินรายได้ให้กับประเทศไทย ดิฉันในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม ดิฉันได้มีความสนใจในการจะอภิปรายงบประมาณในเรื่องของ การสาธารณสุขค่ะ เพราะดิฉันเชื่อว่าถ้าพี่น้องประชาชนคนไทยมีสุขภาพดี ร่างกายสุขภาพ แข็งแรง นั่นก็จะส่งผลให้คุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยดีและมีชีวิตยืนยาว มีรอยยิ้ม มีความมั่นคงในครอบครัว และมีวงจรชีวิตที่จะร่วมกันอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขต่อไป ในอนาคต งบประมาณที่ตั้งไว้ในปีงบประมาณ ๒๕๕๗ ตั้งไว้ถึง ๑๐๖,๔๓๖ ล้านบาท ดิฉันเชื่อมั่นว่าประชาชนคนไทยจะได้รับการดูแลสุขภาพให้มีสุขภาพแข็งแรง โดยเฉพาะวันนี้ ยุทธศาสตร์ของกระทรวงสาธารณสุขได้มีการยกระดับในเรื่องของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ใกล้บ้านใกล้ใจ มีคนไทยกว่า ๖๔ ล้านคนที่มีหลักประกันสุขภาพที่รัฐบาลได้ดูแล ไม่ว่าจะเป็น การรวมหลักประกันสุขภาพทั้ง ๓ หลัก นั่นก็คือหลักประกันสังคม หลักประกันสุขภาพ ๓๐ บาทรักษาทุกโรค หลักประกันของบัตรสวัสดิการข้าราชการ นอกจากนั้นยังมีกรณี การเจ็บป่วยฉุกเฉิน พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้สามารถใช้เลขบัตรประชาชน ๑๓ หลัก ในการที่รักษาพยาบาล ไม่ต้องถามถึงสิทธิค่ะว่าประชาชนคนไทยนั้นมีสิทธิอะไร แล้วก็ ไม่ต้องใช้เงินสำรองจ่ายล่วงหน้า นอกจากนั้นพี่น้องประชาชนคนไทยยังจะได้ใช้ยาดีที่มีคุณภาพ มีท่านสมาชิกบางท่านได้บอกว่ารัฐบาลได้ใช้เงินถึง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการที่จะก่อสร้าง โรงพยาบาลให้กับพี่น้องประชาชนคนยากคนจนในต่างจังหวัด ดิฉันมองย้อนกลับไปว่า ๕ ปีงบประมาณที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขแทบจะไม่มีการขยายการก่อสร้างโรงพยาบาล แต่อย่างใด ค่าเงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเทียบกับประชาชนทั้ง ๗๖ ล้านคน ก็เฉลี่ยแล้วคนละ ๗,๖๐๐ ล้านบาท ดิฉันเชื่อว่าเม็ดเงินจำนวนนี้เป็นเม็ดเงินเพียงเล็กน้อยในการที่รัฐบาล จะดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพคะ เมื่อวันที่ ๒๓-๒๔ กุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๕ เมื่อมีคราวประชุม ครม. สัญจรที่จังหวัดอุดรธานี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้วก็คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในการก่อสร้างโรงพยาบาลศูนย์สุขภาพอินโดจีนให้กับพี่น้อง ชาวจังหวัดนครพนม ในวงเงิน ๑,๒๗๘ ล้านบาท ซึ่งโรงพยาบาลศูนย์สุขภาพอินโดจีนขณะนี้ ได้รับการจัดสรรงบประมาณในปี ๒๕๕๖ เป็นเงิน ๑๕๐ ล้านบาทในการก่อสร้างอาคาร ๙ ชั้น แต่ปรากฏว่าในกรอบวงเงินงบประมาณ ปี ๒๕๕๗ ยังมีบางรายการที่ตกไปอยู่ นั่นก็คือ โครงการก่อสร้างอาคารแพทย์แผนไทย แล้วก็หอพักพยาบาล ๒๔ ยูนิต ดิฉันฝากในชั้นของ คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะมีการแปรญัตติให้กับพี่น้องชาวจังหวัดนครพนม ซึ่งโรงพยาบาลศูนย์สุขภาพอินโดจีนแห่งนี้จะเป็นที่รองรับสำหรับพี่น้องในฝั่ง สปป. ลาว ประเทศเวียดนาม แล้วก็ประเทศจีนตอนใต้ในการเตรียมการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน นอกจากนั้นพี่น้องในกลุ่มของอีสานเหนือไม่ว่าจะเป็นจังหวัดนครพนม จังหวัดสกลนคร จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดบึงกาฬ แล้วก็จังหวัดหนองคายก็จะได้มาใช้ประโยชน์จากการเป็น โรงพยาบาลศูนย์สุขภาพอินโดจีน เพราะความห่างไกลของพี่น้องนั่นก็คือการดูแลคนไข้ ยามเจ็บป่วย โรงพยาบาลเป็นจุดเริ่มแรกของแรกเกิดไปจนถึงชีวิตหมดอายุขัย ดิฉันหวังว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลได้ดูแลพี่น้องประชาชน นอกจากนั้นค่ะการใช้งบประมาณ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งก็คือมีความโปร่งใส ดิฉันต้องขอชื่นชม ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ท่านทำงานเชิงรุกในเรื่องของการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านตั้งจุดร้องเรียนแล้วก็เว็บไซต์ ๑๖๐๒ เพราะที่ผ่านมาดิฉันมองว่างบประมาณปี ๒๕๕๗ ยังไม่มีการบังคับใช้ แต่บางครั้งโครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะหน่วยงาน สตง. ป.ป.ช. ที่ตั้งอยู่ ตามต่างจังหวัดขณะนี้ก็ต้องมีการตรวจสอบโครงการที่มีการทุจริตคอร์รัปชันที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงการสร้างโรงพัก เรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันที่กรมอาชีวศึกษา เรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันในการซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่กระทรวงสาธารณสุข ดิฉันหวังว่าความมุ่งมั่นทุ่มเทของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะนำมาซึ่งความผาสุก ของพี่น้องประชาชนคนไทยภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข ขอบคุณค่ะ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ เชิญครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ งบประมาณปี ๒๕๕๗ ที่รัฐบาลตั้งไว้ ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาทนั้น ผมก็มีความกังวลใจเช่นเดียวกับเพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศว่า ตัวเลขงบประมาณแต่ละปีที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เช่นนี้มีลักษณะที่เป็นก้าวกระโดดเช่นนี้ จะเป็นภาระให้พี่น้องประชาชนจะต้องแบกรับมากขึ้นเรื่อย ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ คำถามที่ต้องการคำตอบอย่างจริงจังจากการตั้งงบประมาณในครั้งนี้ก็คือประชาชนได้อะไร ประชาชนได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยจากเงิน ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาทนั้นหรือไม่ซึ่งนับวันเราก็จะหาคำตอบ ที่ตั้งคำถามกันอย่างจริงจังนี้ได้ยากขึ้นทุกที ท่านประธานที่เคารพครับ ในงบประมาณรายจ่าย ปี ๒๕๕๗ นี้กระผมขออนุญาตที่จะแสดงความคิดเห็นใน ๒ ประเด็นสำคัญ

ในเรื่องแรก ก็คือรัฐบาลได้ตั้งยุทธศาสตร์ความมั่นคงของรัฐมีอยู่แผนงานหนึ่ง ก็คือแผนงานสร้างความปรองดองสมานฉันท์และฟื้นฟูประชาธิปไตย จำนวน ๔๒๑.๘ ล้านบาท เป็นตัวเลขที่ไม่มากครับในวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีในปีนี้ รัฐบาลต้องการ จะเสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตยโดยรณรงค์ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ปลูกฝังจิตสำนึก ความรักความสามัคคี ความปรองดอง สมานฉันท์และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมบอกกับท่านประธาน ด้วยความจริงใจว่าผมไม่มั่นใจและไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะทำได้ ไม่เชื่อมั่นว่า ๔๒๑,๘๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่วางไว้ในแผนงานนี้จะเกิดผลสำเร็จเพราะพฤติกรรมของรัฐบาลเองไม่สนับสนุน การสมานฉันท์ ไม่สนับสนุนการปรองดอง และไม่ต้องการฟื้นฟูประชาธิปไตยอย่างที่พูด อย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้นอกจากสังคมไทยเราถูกทำให้แตกแยก ด้วยผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มบางพวกแล้วเรายังถูกปล่อยปละละเลยในเรื่องของ การสร้างจิตสำนึกประชาธิปไตยที่ถูกต้องอย่างมาก วันนี้ใครจะแสดงออกอย่างไรไม่มีใครว่า อะไรใครครับ วันนี้ใครจะไปละเมิดสิทธิเหนือคนอื่นอย่างไรไม่มีใครว่าอะไรครับ นายกรัฐมนตรีก็เฉย รัฐมนตรีก็แทบจะให้ท้ายไปด้วยเราจึงเห็นภาพการแสดงออก อย่างสุดขั้วในสังคมไทยเกิดขึ้น มีม็อบไปกดดันองค์กรอิสระ มีม็อบไปต่อต้านการทำงาน ของบางหน่วยงาน มีม็อบไปกดดันต่อศาลสถิตยุติธรรม รวมทั้งศาลองค์กรอื่น ๆ ที่เป็นฝ่ายตุลาการ ลักษณะเช่นนี้ เกิดขึ้นโดยที่รัฐบาลไม่ได้มีการเอาจริงเอาจังในการที่จะไประงับยับยั้งหรือไปบอกไปเตือน หน่วยงานที่มีหน้าที่รักษากฎหมายอย่างตำรวจก็ไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ในการดูแลอย่างมี ประสิทธิภาพได้ กติกาของประชาธิปไตยจึงกลายเป็นเรื่องของพวกมากลากไป ใครคิดจะทำ อะไรก็ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ เราเคยมีบทเรียนครั้งสำคัญและรันทดหดหู่มาแล้ว เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ผลจากการใช้สิทธิทางประชาธิปไตยอย่างเกินขอบเขต อย่างละเมิดกฎหมายเราสูญเสียงบประมาณแผ่นดินไปจำนวนมหาศาลครับ มีเหตุการณ์ เผาศาลากลาง ๔ แห่งเกิดขึ้นในวันเดียวกัน ที่จังหวัดอุดรธานีค่าเสียหาย ๒๐๓ ล้านบาท ที่จังหวัดอุบลราชธานีเสียหาย ๙๒ ล้านบาท จังหวัดมุกดาหารเสียหาย ๘๕ ล้านบาท จังหวัดขอนแก่นศาลากลางเสียหาย ๑๓๕ ล้านบาท สถานีโทรทัศน์เสียหายไป ๒๒๕ ล้านบาท ผมยกเรื่องนี้ขึ้นมาทำไมครับ ผมยกเรื่องนี้ขึ้นมาก็เนื่องจากว่าในปีงบประมาณ ๒๕๕๗ นี้ รัฐบาลยังต้องตั้งงบประมาณในการก่อสร้างศาลากลางจังหวัดทั้ง ๔ แห่งขึ้นอยู่ จังหวัดอุดรธานี ปีนี้ต้องใช้เงินงบประมาณไปอีก ๗๐.๗ ล้านบาท จังหวัดอุบลราชธานี ๑๐๓.๑ ล้านบาท จังหวัดมุกดาหาร ๔๒.๑ ล้านบาท และจังหวัดขอนแก่น ๕๘.๘ ล้านบาท รวมแล้วปีนี้ ภาษีอากรของประชาชนต้องชดใช้ไปกับการใช้สิทธิที่เกินขอบเขต เกินกฎหมายกำหนดถึง ๑๘๔ ล้านบาท คำถามว่าการไม่เคารพกฎหมายในลักษณะเช่นนี้เราได้บทเรียนอะไรบ้างครับ ผมยังเชื่อเหลือเกินว่าถ้าสังคมเราไม่สร้างสำนึกประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ไม่เคารพสิทธิของคนอื่น ไม่เคารพกฎหมายอย่างที่เป็นอยู่เช่นทุกวันนี้ เผาศาลากลางก็อาจจะเกิดขึ้นอีก สร้างเสร็จแล้ว ก็อาจจะเผากันใหม่ได้อีก เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องให้บทเรียนในเรื่องนี้กับพี่น้องประชาชน กับสังคม แต่น่าเสียดายครับ การสร้างสำนึกในการใช้สิทธิที่ถูกต้องให้กับสังคมผมไม่เห็น สัญญาณนี้จากรัฐบาล นอกจากรัฐบาลไม่ตระหนักกับเรื่องเหล่านี้แล้ว แถมท้ายยังมี ความพยายามที่จะยกโทษไม่เอาความผิดกับคนเหล่านั้นด้วยการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ให้ด้วย นี่เป็นเรื่องที่น่ากังวล ท่านประธานครับ

เรื่องที่ ๒ มีการจัดงบประมาณที่อาจจะนำไปสู่การใช้อำนาจโดยมิชอบ เกิดขึ้นได้ งบราชการลับครับ ยังไม่มีเพื่อนสมาชิกคนไหนได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา พูดในที่ประชุมแห่งนี้มีการตั้งงบประมาณที่เรียกว่าเงินราชการลับนั้นกระจายอยู่ ในหลายหน่วยงาน อยู่ในกองทัพ อยู่ในกระทรวงกลาโหม อยู่ใน กอ.รมน. อยู่ในหน่วยงาน ความมั่นคงต่าง ๆ ในหลายปีที่ผ่านมานี้งบราชการลับส่วนหนึ่งถูกโยกมารวมไว้ที่ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ท่านประธานที่เคารพครับ ปี ๒๕๕๕ งบที่โยกมาอยู่ใน ส่วนของงบประมาณสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีทั้งหมด ๓๗๗ ล้านบาท ปี ๒๕๕๖ เพิ่มขึ้นเป็น ๓๙๗ ล้านบาท ปี ๒๕๕๗ กระโดดพรวดไปเป็น ๔๕๐ ล้านบาท ท่านประธาน ที่เคารพครับ ที่น่าสังเกตก็คือว่าสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพิ่มจาก ๒๐ ล้านบาท เป็น ๖๐ ล้านบาท ก้าวกระโดดไปทีเดียว ๔๐ ล้านบาท คำถามก็คือว่าเอาเงินส่วนนี้ ไปทำอะไร จริงอยู่ครับ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้งบประมาณเงินราชการลับ พ.ศ. ๒๕๔๗ ระบุชัดว่าจะใช้อะไรได้บ้าง ในโอกาสไหน และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ในส่วนนั้น แต่ท่านประธานครับ เงินราชการลับไม่สามารถที่จะเปิดเผยให้สาธารณชน ได้รับรู้ทั่วไปได้หรอกครับ มีการใช้กันในหน่วยงานเป็นไปตามภารกิจของตัวเอง บอกว่า ภารกิจทางด้านความมั่นคงและการป้องกันราชอาณาจักร การป้องกันปราบปรามยาเสพติด ด้านการข่าว หรือภารกิจอื่นที่มีลักษณะปกปิดเพื่อประโยชน์ ด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือสภาพแห่งเทคโนโลยี อันนี้เป็นสิทธิในการใช้เงินราชการลับโดยแท้ มีหน่วยงานหนึ่งที่อยากจะตั้งข้อสังเกตในที่นี้ก็คือกรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ไม่ได้ถูกจัดงบประมาณไว้อยู่ในส่วนของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเหมือนกับหน่วยงานอื่น ของกระทรวงยุติธรรมที่โยกเอางบส่วนนี้มาอยู่ในสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปีนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษจัดงบไว้ ๓๕ ล้านบาท ถามว่ามีความจำเป็นอะไรมากมาย กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ (DSI) มีงบอื่นที่ใช้ในภารกิจที่เป็นภารกิจลับอยู่แล้ว จำนวนมาก อาทิเช่น ค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองพยาน ๑๕ ล้านบาท โครงการจัดตั้งแหล่งข่าว บุคคลระดับพื้นที่ ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท ค่าใช้จ่ายในการเสริมสร้างและพัฒนาเครือข่าย ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท นี่มีอยู่แล้ว คำถามก็คือว่าเพิ่มอีก ๓๕ ล้านบาทเป็นงบราชการลับ ไปเพื่ออะไร ท่านประธานครับ บทบาทของกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอปัจจุบันนี้ ท่านก็ทราบอยู่แล้ว ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมรุนแรงมากว่ารับใช้อำนาจทางการเมือง เพื่อทำลายคู่แข่งขันทางการเมืองโดยแท้ วันนี้ได้เงินส่วนนี้ไปทำอะไร ที่ผ่านมาทำทุกวิถีทาง โดยที่ไม่คำนึงถึงหลักนิติรัฐ นิติธรรม ผมก็ไว้วางใจการใช้งบก้อนนี้ไม่ได้ ท่านประธานครับ ภารกิจของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ป้องกัน ปราบปราม สืบสวน สอบสวน การดำเนินคดี พิเศษอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความเป็นธรรม วันนี้ทำด้วยความเป็นธรรมไหมครับ ไปเที่ยวไล่สอบสวน ไปเที่ยวไล่รื้อคดี ไปเที่ยวไล่กลั่นแกล้งผู้คนเขาอีกจำนวนมาก ท่านประธานที่เคารพ ผมไม่สามารถที่จะไว้วางใจให้กรมสอบสวนคดีพิเศษต้องใช้งบก้อนนี้ ไปได้ และเป็นเหตุให้ผมและเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมดไม่สามารถที่จะให้ ความเห็นชอบกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ ที่รัฐบาลได้นำเสนอในวันนี้ได้ ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านนันทนา สงฆ์ประชา ครับ

นางนันทนา สงฆ์ประชา ชัยนาท

ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน นันทนา สงฆ์ประชา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยนาท จากการอภิปรายมา ๑ คืนกับอีกคืนนี้เป็น ๒ วัน ท่านได้ฟังการอภิปรายของฝ่ายรัฐบาล และฟังการอภิปรายของฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลก็จะพูดถึงความสมบูรณ์ ความถูกต้อง ในการจัดทำงบประมาณ ฝ่ายค้านก็พูดด้วยความห่วงใยตามข้อสังเกตของฝ่ายค้าน แต่สำหรับค่ำคืนนี้นะคะท่านประธาน ดิฉันจะไม่อภิปรายที่ซ้ำกับการอภิปรายมาแล้วทั้งหมด ดิฉันอยากจะกราบเรียนว่างบประมาณปี ๒๕๕๗ เป็นการร่างงบประมาณที่มียุทธศาสตร์ และสอดคล้องกับร่างพระราชบัญญัติพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันจะเน้นให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ของงบประมาณว่าโครงสร้างพื้นฐานมีความจำเป็น และสอดคล้องกับสถานการณ์เงินของโลกใบนี้อย่างไรท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพคะ สถานการณ์ปัจจุบันนี้มีการเคลื่อนย้ายทุนและระบบการเงินของโลกเข้ามาในภูมิภาคเอเชีย ของเรา โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งเป็นผู้นำอาเซียนและเป็นเป้าหมายหลักในการเคลื่อนย้ายทุน อยู่ในขณะนี้ท่านประธาน ทุกคนก็คงทราบดีว่าปัจจุบันมีวิกฤติการเงินทางด้านสหภาพยุโรป และประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้การลงทุนในแถบภูมิภาคดังกล่าวเกิดความเสี่ยงต้องย้ายทุน มาทางเอเชียและประเทศไทยเพื่อประโยชน์สูงสุดของนักลงทุนท่านประธาน จึงส่งผลให้ ค่าเงินบาทแข็งขึ้นอยู่ทุกวันนี้ ภาคอุตสาหกรรมที่ผลิตในประเทศเพื่อการส่งออกก็เดือดร้อน กันนิดหน่อย ภาคอุตสาหกรรมข้ามชาติที่มีฐานการผลิตในประเทศไทยแต่ใช้วัตถุดิบจากต่างประเทศ ก็ได้ประโยชน์กันอย่างทั่วถึง ท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ต้องจัดให้มีการประชุมหารือกับหน่วยงานทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลทั้งหมดในปัญหา ค่าเงินบาทแข็งอยู่ในขณะนี้เพื่อหาแนวทางการแก้ไขอย่างเต็มที่แล้วก็จริงจัง ท่านประธาน ที่เคารพ ประเทศไทยเราได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างประเทศเพราะโครงสร้าง การรวมตัวกันของเศรษฐกิจอาเซียน ๓+๖ ซึ่งจะมีประชาชากรรวมกันถึง ๖๐๐ ล้านกว่าคน ดังนั้นถ้าวันนี้ประเทศไทย คนไทย และรัฐบาลไทยจะไม่ฉกฉวยโอกาสในการสร้าง อินฟราสตรัคเจอร์ (Infrastructure) คือปัจจัยพื้นฐานรองรับการเจริญเติบโตตามยุทธศาสตร์ ของงบประมาณดังกล่าวจะทำให้เสียโอกาสเป็นอย่างยิ่งค่ะท่านประธาน ท่านดูตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ เป็นต้นไปปีหน้า งบประมาณแผ่นดินปี ๒๕๕๗ เรา ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณ โครงสร้างพื้นฐานอีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณการวางระบบบริหารจัดการน้ำ และสร้างอนาคตประเทศอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมเบ็ดเสร็จจะมีเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบถึง ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท การลงทุนในยามที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ ๖ เปอร์เซ็นต์จะทำให้ ประเทศไทยประหยัดงบประมาณในภาพรวมอีกมากมายและงบจะเดินตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ไปอีก ๗ ปี เดี๋ยวงบประมาณปี ๒๕๕๘ ก็จะมา ปี ๒๕๕๙ ก็จะมา กราบเรียนท่านประธานว่าเม็ดเงิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจะทำให้เกิดกระแสการลงทุนของนักลงทุนในประเทศและนักลงทุนจาก ต่างประเทศจะมาลงทุนในประเทศไทยด้วยความเชื่อมั่น จะมีการจ้างงานอย่างมหาศาล ประเทศชาติเราก็จะโชติช่วงชัชวาลอีกครั้งหนึ่ง ดิฉันอยากจะกราบเรียนว่าดิฉันขอขอบคุณ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กล้าตัดสินใจซึ่งเป็นโอกาสที่ดี เขาเรียกว่าการลงทุน ที่ถูกต้อง ถูกที่ ถูกเวลา และเป็นผู้นำที่แท้จริง สมกับที่นิตยสารฟอร์บส์ได้ยกย่องให้เป็น ผู้นำที่มีอิทธิพลของโลก ดิฉันขอชื่นชมจริง ๆ ค่ะท่านประธาน ขอกราบขอบพระคุณค่ะ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านธนิตพลครับ พอดีท่านรัฐมนตรีขอตอบก่อนได้ไหมครับ มันมีประเด็นที่เกี่ยวข้อง ของท่านจะข้ามไปอีกมาตรา นิดเดียวคนเดียว เชิญ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ ตาก

คือถ้าให้ท่านรัฐมนตรีได้ตอบสมาชิกก่อน ผมก็จะต้องไปพูดพรุ่งนี้เช้า ซึ่งผมคิดว่าตัวท่านรัฐมนตรีถ้าจะใช้เวลาของรัฐบาลท่านประธาน ก็ให้ท่านตอบหลังจากเที่ยงคืนน่าจะเป็นการดีที่สุด ให้เลิกเที่ยงคืน ตอบพรุ่งนี้เช้าเลยครับ ท่านรัฐมนตรี

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านใช้ เวลาของท่านเลย เชิญครับ ไป ๗ นาที ท่านพูดได้เลยเอาของท่าน

นายธนิตพล ไชยนันทน์ ตาก

ธนิตพล ไชยนันทน์ ส.ส. จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ในส่วนที่ผมจะอภิปรายก็คงเป็นเรื่องขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นครับ ซึ่งต้องเรียนท่านประธานว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีหน้าที่ ในการที่จะกระจายอำนาจ กระจายงบประมาณให้กับท้องถิ่น ในปีนี้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นจะได้รับงบประมาณ ๒๓๕,๕๖๑ ล้านบาท ถ้าฟังดูก็คิดว่าน่าจะเป็นตัวเลข ที่สูงนะครับท่านประธาน ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นน่าจะได้นำเงิน ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท นี้ไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของท้องถิ่นนั้น ๆ แต่ตามความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลยครับ ตามความเป็นจริงแล้วท้องถิ่นมันจะมี งบประมาณอยู่ ๒ ก้อน ก้อนแรกเขาเรียกว่า งบอุดหนุนเฉพาะกิจ ตัวงบอุดหนุนเฉพาะกิจ ก็คืองบที่นำไปอุดหนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในกิจกรรมที่ไม่สามารถจะตัดสินใจได้ อย่างเช่น รับเงินมาก็เอาไปช่วยผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยเอดส์ หรือแม้แต่ในส่วนของการดูแล การศึกษาขั้นพื้นฐาน และอีกส่วนหนึ่งครับ เป็นส่วนที่เราเรียกกันว่าเงินอุดหนุนทั่วไป เงินอุดหนุนทั่วไปนี่ละครับที่หลายคนพยายามที่จะทำให้นำเงินก้อนนี้ไปพัฒนาท้องถิ่น โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารเป็นคนตัดสินใจ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่า งบอุดหนุนทั่วไปในปีนี้ได้รับ ๑๒๘,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินงบประมาณ ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับทั้งหมด แต่ว่าการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับ แล้วโอนให้ท้องถิ่นไปเพื่อไปบริหารนั้น วันนี้รัฐบาลไม่ได้แสดงความจริงใจเหมือนที่หาเสียงไว้ครับ แทนจะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไปคิด ไปบริหารกันเองในท้องถิ่น กลับกลายเป็นว่า วันนี้รัฐบาลแอบเอางบประมาณมาเบียดบังครับ อย่างเช่นงบที่ควรจะไปอยู่ในหมวดของ เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ อย่างเช่นเรื่องของค่านมโรงเรียนที่ให้กับเด็กนักเรียนหรือแม้แต่ ค่าอาหาร วันนี้กลับกลายเป็นเอามาใส่อยู่ในหมวดของเงินอุดหนุนทั่วไป ผมคิดง่าย ๆ ท่านประธานครับ ค่านมโรงเรียนจ่ายต่อหัว ๗ บาท ค่าอาหารกลางวันนักเรียนจ่ายต่อหัว ๑๓ บาท ตัวเลขกลม ๆ ๒ งบประมาณนี้ ๒ กิจกรรมนี้ ๒๐ บาท ถ้าคิดเด็กนักเรียน ๕๐๐ คน ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของโรงเรียนในท้องถิ่นที่ดูแลอยู่ทั่วประเทศในแต่ละท้องถิ่นจะต้องจ่ายถึง ๑๐,๐๐๐ บาทต่อวัน ถ้าคิดเป็นต่อเดือนก็ ๒๐๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน ถ้าคิดเป็นต่อปี ๒,๔๐๐,๐๐๐ บาทต่อปีที่ท้องถิ่นจะต้องนำไปจ่ายและไม่สามารถตัดสินใจในการพัฒนาได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คืออย่างนี้ท่านประธาน ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่าในเมื่อท้องถิ่นไม่สามารถที่จะ ไปแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้เพราะรัฐบาลไปเบียดบังเอาเงินที่เขา ควรจะได้รับในการแก้ปัญหาถนน แก้ปัญหาประปา แก้ปัญหาไฟฟ้า หรือโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ เมื่อทำไม่ได้ทำอย่างไรครับ ท้องถิ่นก็ต้องไปวิ่งงบ เดี๋ยวนี้ท่านประธานทราบไหมครับว่า การวิ่งงบประมาณมีกระบวนการที่พัฒนาไปจนถึงขั้นว่าวันนี้ท้องถิ่นไม่ต้องวิ่งไปหารัฐมนตรีครับ ท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องวิ่งไปหารัฐมนตรีเพราะวันนี้มีคนเดินเร่ขายงบประมาณท้องถิ่น และกระทรวงอื่น ๆ เขาเรียกงบนี้ว่างบอะไรรู้ไหมครับ เขาเรียกว่างบแฮปปี้ (Happy) ครับ คำว่างบแฮปปี้คือวันนี้มีคนเดินไปเร่ขายงบแฮปปี้แล้วบอกว่าถ้าท้องถิ่นไหนต้องการงบประมาณ ไปพัฒนาเพราะรัฐบาลจัดสรรอุดหนุนเงินไม่พอ คุณจ่ายมา ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ สูงสุด ที่เคยได้ยินมาคือ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ จ่ายเสร็จแล้วเดี๋ยวจะวิ่งให้ตั้งแต่กระบวนการต้นทาง คือตั้งแต่กระทรวงมาจนถึงท้องถิ่น รับเงินไปแล้วไปสร้างถนน ไปทำอะไรได้เลย แต่ปัญหา ที่เกิดขึ้นคือถนนที่ไปสร้างแทนที่จะได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เหล็กหาย ปูนหาย ถนนทำแป๊บเดียวก็พัง

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เดี๋ยวนะครับท่านธนิตพล ท่านพิเชษฐ์ประท้วงเรื่องอะไรครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมประท้วงผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ เป็นการใส่ร้าย เสียดสีรัฐบาล ซึ่งทำให้รัฐบาลเสียหายโดยไม่มีหลักฐาน กล่าวหาลอย ๆ ทำให้ผมคิดว่าไม่น่าจะอภิปราย เอาว่างบปี ๒๕๕๗ นี้อย่างไรนะครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

อันนี้ ผมเป็นคนพูด ท่านประท้วงผม ผมเป็นคนพูดไม่ใช่ท่านพูด ท่านนั่งลงท่านพิเชษฐ์ เชิญครับ ผมเป็นคนวินิจฉัยไม่ใช่ท่านครับ ท่านธนิตพลต่อ เอาให้จบ ๆ เหลือ ๒ นาที เชิญครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ ตาก

ท่านประธานครับ อย่าเพิ่งนับเวลา ผมประท้วงก่อนครับ ผมเสียหายว่าพูดแล้วไม่มีหลักฐานครับ ท่านไปดูบันทึกรายงาน การประชุมของคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณที่ผมเป็นประธานอยู่

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านธนิตพล ผมวินิจฉัยแล้ว อย่าตอบโต้กัน เอาเรื่องของท่านเลยครับ ไม่ให้ตอบโต้ท่านพิเชษฐ์ ผมบอกแล้วไม่ได้

นายธนิตพล ไชยนันทน์ ตาก

ท่านประธาน ผมเสียหายผมก็ต้องชี้แจง เพราะกลายเป็นว่าที่ผมพูดนี่ไม่น่าเชื่อถือ พูดอย่างนี้ไม่ได้ครับ ผมต้องให้ท่านถอนคำพูด ผมจึงต้องนั่งแล้วก็ยกมือขึ้นเหนือศีรษะแล้วประท้วงท่านประธานครับ ต้องให้ถอนคำพูดครับ เชิญครับท่านประธาน

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านพิเชษฐ์พูดอะไรเมื่อสักครู่ครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

ให้ผมถอนตรงไหน

นายธนิตพล ไชยนันทน์ ตาก

ท่านประธานครับ ขออนุญาตนะครับ ให้ท่านผู้ประท้วงนี่กล่าวหาผมว่าผมพูดจาไม่มีหลักฐาน กล่าวหารัฐบาลพูดลอย ๆ พูดจา ไม่น่าเชื่อถือ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ต้องไม่ถูกบันทึกไว้ในรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญครับ ท่านพิเชษฐ์ ถอนแล้วจะได้ไปต่อ ไม่มีอะไรครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

ไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ มากล่าวหาว่า ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ไม่ใช่ ตอนนี้ผมไม่มีหน้าที่บอกว่าได้หรือไม่ได้ ท่านพิเชษฐ์ถอน ไม่ได้พูดแล้ว เดี๋ยวให้เขาพูด ให้รัฐมนตรีชี้แจง รัฐมนตรีเป็นคนชี้แจงเราไม่ต้องชี้แจงแทน ให้รัฐมนตรีชี้แจง ท่านถอนแล้ว จะได้จบ เที่ยงคืนแล้วครับท่าน พอแล้วครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

เรื่องแบบนี้นะครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ไม่ตอบโต้ ไม่ถอนเชิญท่านนอกห้องไปนั่งพักผ่อนกินกาแฟก่อน เชิญท่านธนิตพลครับ

นายธนิตพล ไชยนันทน์ ตาก

กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ในส่วนของงบแฮปปี้ที่ผมพูดถึงนี่นะครับท่านประธาน ผมคิดว่าถ้าเรานับตัวเลขที่สูญหายไป จากการที่เราสามารถจัดงบปกติได้เป็นจำนวนเงินมหาศาลที่สามารถทำให้พี่น้องประชาชน อยู่ดีและมีความสุขได้ตามที่รัฐบาลเคยหาเสียงไว้ตอนที่ก่อนจะเลือกตั้ง อีกส่วนหนึ่งครับ เมื่อท้องถิ่นถูกรัฐบาลเบียดบังในส่วนของเงินอุดหนุนทั่วไปไม่สามารถที่จะทำงานให้กับ พี่น้องประชาชนได้ ความดิ้นรนบางคนไม่มีสตางค์ไปซื้องบประมาณที่เขาเร่ขาย ทำอย่างไรครับ ก็จำเป็นต้องกู้ กู้ที่ไหนครับ ตอนนี้กู้ที่ธนาคารของรัฐหรือไม่ก็กองทุนที่อยู่ในสังกัดของ กระทรวงมหาดไทย ผมดูตัวเลขการกู้เงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อปท. ทั่วประเทศครับ ถ้าท่านประธานเห็นตัวเลขนี่จะตกใจเลยครับ เพราะว่าตัวเลขเงินกู้นี้คือ ๔๑,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าดูตัวเลขเงินกู้แล้วนำมาคำนวณในส่วนของดอกเบี้ยที่จะต้องสูญเสียในแต่ละปีครับ คิดเอาถูก ๆ ดอกเบี้ย ๗ เปอร์เซ็นต์ จะต้องจ่ายเงินค่าดอกเบี้ยเท่ากับ ๓,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ๓,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีนี่คือถนนได้เป็นร้อยสายครับ แก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้ แต่ไม่สามารถทำได้ครับ ต้องเอาไปจ่ายดอกเบี้ยให้กองทุนรวย ให้ธนาคารรวย ส่วนท้องถิ่น เอาเงินจากไหน เอาจากภาษีของพี่น้องประชาชนที่รัฐโอนให้ท้องถิ่นก็ไม่สามารถที่จะไป พัฒนาได้ เพราะสุดท้ายแล้วท้องถิ่นก็ต้องเอาเงินมาจ่ายค่าดอกเบี้ยและเงินต้น ฐานะทางการเงิน การคลังของท้องถิ่นแต่ละท้องถิ่นตอนนี้จึงย่ำแย่กันไปทุกที่ครับ ผมเรียนว่าในรัฐบาลชุด ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี เราเคยได้มีการพูดคุยกับท้องถิ่น บอกว่า งบที่เป็นส่วนของการอุดหนุนเฉพาะกิจนั้นเราจะพยายามปรับลดลงไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ท้องถิ่น ได้เพิ่มศักยภาพในการแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชนด้วยตัวท้องถิ่นเองครับ วันนี้ผมต้องเรียนครับว่ารัฐบาลเคยบอกไว้ว่าโครงการไหนเป็นเรื่องที่ดีของรัฐบาลชุดก่อน จะนำมาสานต่อ วันนี้นอกจากไม่สานต่อแล้วรัฐบาลชุดนี้ยังมาเบียดบังงบของท้องถิ่นลงไปอีก ทำให้ท้องถิ่นนั้นขณะนี้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาสนใจตามที่เคยได้รับปากไว้ก่อนเป็น รัฐบาลครับ ท่านประธานครับ ผมยังไม่ได้พูดเรื่องว่าเงินตรงนี้ ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทไม่ได้ ถูกนับรวมกับหนี้สาธารณะ ซึ่งถ้าถูกนับรวมไม่แน่นะครับ เพดานหนี้ที่บอกว่าจะกู้ได้ ๆ อาจจะเกินแล้วทำให้สถานะทางการเงิน การคลังของประเทศสั่นคลอนก็ได้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ที่ผมคิดว่าวันนี้ถ้ารัฐบาลจะแสดงความจริงใจให้กับพี่น้องประชาชนที่บอกว่าจะดูแล พี่น้องประชาชนคนยากคนจน วันนี้สิ่งแรกที่ควรจะทำคือตัดลดงบประมาณที่เป็นงบอุดหนุน เฉพาะกิจออก เพื่อให้ท้องถิ่นได้หายใจออกและสามารถแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชน ในท้องถิ่นได้ครับ ผมกราบเรียนท่านประธานนะครับ ยังขออนุญาตอีกสัก ๒ คำนอกเหนือจากนี้ สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือเรื่องของการจัดเก็บภาษีของรัฐบาล วันนี้ภาษีที่จัดเก็บจากคนรวย รู้สึกจะไม่ค่อยมี แต่ผมได้รับรายงานว่าจะมีการจัดเก็บภาษีจากน้ำบาดาลซึ่งพี่น้องเกษตรกร กำลังต้องใช้กันอยู่ วันนี้จะไปรีดภาษีจากเกษตรกรอีกแล้วครับ กำลังจะไปรีดภาษีที่เกิดขึ้น จากพี่น้องที่มีที่ดิน ส.ป.ก. ใครมีที่ดิน ส.ป.ก. ต้องเสียภาษี กับคนจนจะไปรีดภาษีทำไมครับ วันนี้ผมคิดว่าถ้ารัฐบาลแสดงความจริงใจ ๒-๓ ประเด็นที่ผมพูดไว้รัฐบาลนำไปแก้ไข และผมยืนยันนะครับ ถ้าพี่น้องที่เป็นผู้บริหารท้องถิ่นฟังอยู่ผมยืนยันว่าสิ่งนี้สามารถแก้ไขได้ ในวาระที่สองของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ส.ส. พรรคเพื่อไทยเป็นเสียงข้างมากครับ ถ้า ส.ส. พรรคเพื่อไทยที่หาเสียงไว้ท่านจริงใจ แก้ปัญหาพวกนี้ในวาระที่สองให้กับพวกเรา ด้วยครับ ส่วนตัวผมนั้นผมไม่สามารถที่จะลงมติในส่วนของการผ่านงบประมาณฉบับนี้ได้ครับ กราบขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณ มากครับ ท่าน ส.ส. วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ครับ เดี๋ยวนะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมครับ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ สัก ๑๐ นาทีครับ จะชี้แจงประเด็นข้อสังเกต ความเห็นของ ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านเกี่ยวกับเรื่องโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่ว่า เพื่อความเข้าใจครับ ที่เราพิจารณากันวันนี้เป็นร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี ๒๕๕๗ เรื่องรถไฟ ความเร็วสูงจะอยู่ในร่าง พ.ร.บ. ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะมีอยู่ใน ร่าง พ.ร.บ. ปี ๒๕๕๗ ก็แค่ค่าที่ปรึกษาที่ตั้งต่อเนื่องกันมา แต่ว่าในเมื่อมีประเด็นผมก็ถือ โอกาสนี้ชี้แจงเพื่อจะได้ให้ทุกคนเข้าใจตรงกันในบางประเด็น ก่อนอื่นก็ต้องดีใจครับ เรื่องรถไฟความเร็วสูงที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง อันนี้คือสิ่งที่เราต้องการให้มี การถกเถียงกันว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม เพราะฉะนั้นหลาย ๆ ท่านที่กล่าวว่ารัฐบาลหมกเม็ด เอาโครงการพวกนี้ไปเข้าร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ที่คุยกันอยู่นี่ก็คือการตรวจสอบครับ ที่ท่านมาถกเถียงประเด็นต่าง ๆ ตัวเลขต่าง ๆ การศึกษา ผลการศึกษา ผมเชื่อว่าในสภาแห่งนี้น้อยครั้งที่เราได้มาถกโครงการเมกะโปรเจกต์รายละเอียด กันในสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นการที่เรามีร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ชัดเจนว่า เราโปร่งใสเราก็ให้ดูทุกโครงการครับ ตัวเลขเป็นอย่างไรก็มาถกเถียงกัน ผมขอกราบเรียน เอารถไฟความเร็วสูงก่อนแล้วกันครับ เพราะว่าเป็นที่ถกเถียงกันค่อนข้างมาก ขอทำความเข้าใจ ในเบื้องต้นก่อนครับว่าการศึกษาทางวิศวกรรมมันจะมีขั้นตอน เริ่มเลยนี่เป็นแผนแม่บท ซึ่งเป็นการศึกษาที่หยาบที่สุด คร่าว ๆ เป็นไปได้ไหม จากนั้นก็จะเป็นที่เขาเรียกพรี-ฟีซิบิลิตี (Pre-feasibility) ก่อนความเป็นไปได้ เป็นการศึกษาฟีซิบิลิตี (Feasibility) ความเป็นไปได้ ลงรายละเอียดอีไอเอเอชไอเอ (HIA) แอพพรูฟ (Approve) โครงการดำเนินการก่อสร้าง มันจะมีความเป็นมาตามลำดับ กรณีรถไฟความเร็วสูงนี่ครับ เริ่มศึกษาตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ๒๐ กว่าปีแล้วครับ โดยสภาพัฒน์ เรามาเริ่มทำละเอียดเข้มข้นปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ เราทำ ในระดับแผนแม่บทซึ่งเป็นระดับที่หยาบ ในระดับคร่าว ๆ แผนแม่บท จากนั้นพอมาปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ เรามีทางประเทศจีนกับทางประเทศญี่ปุ่นมาทำละเอียดขึ้นเรียกว่าพรี-ฟีซิบิลิตี จากนั้นปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ เช่นกัน รัฐบาลตั้งงบประมาณทำศึกษาละเอียดเข้มข้นขึ้นครับ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าการศึกษารถไฟความเร็วสูงมีลำดับขั้นตอนต่อเนื่องมา แล้วก็มี ความละเอียดเพิ่มขั้นตามความเข้มข้นของการศึกษานะครับ เพราะฉะนั้นคงจะเห็นได้ว่า ตัวเลขบางอย่างที่เปลี่ยนไปเพราะว่าเรามีการศึกษาที่ละเอียดเพิ่มขึ้นนะครับ ผมจะขอกราบเรียน ชี้แจงคำถามหรือประเด็นข้อสงสัยใน ๗ ประเด็นครับ

ประเด็นแรก มีข้อสงสัยว่าทำไมรถไฟความเร็วสูงถึงระยะทางสั้นลงจากแผนแม่บท ปี ๒๕๕๓ ต้องกราบเรียนว่าไม่สั้นลงครับ ในแนวการคิดก็คือต้องกรุงเทพฯ ไปถึงจังหวัดเชียงใหม่ กรุงเทพฯ-หนองคาย กรุงเทพฯ-ระยอง กรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ ตามแผนแม่บททั้งหมด แต่ในกรอบร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เรามีกรอบเวลาทำ ๗ ปี เพราะฉะนั้น ในการลงทุน ๗ ปีเราทำในระยะทางที่เราทำได้จริง แผนแม่บทกำหนดไว้ว่าระยะเวลาทำ ๒๐ ปี เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่ามันก็ต้องมีทำต่อเนื่องไปครับ ๗ ปี แล้วก็ขยายต่อไปตามระยะ เพราะฉะนั้นไม่ได้ลดลงจากที่ศึกษาในแผนแม่บท แต่เราถูกจำกัดด้วยกรอบเวลาแล้วก็ ตัวกรอบงบประมาณ

ประเด็นที่ ๒ ถามว่าทำไม สนข. หรือว่าสำนักนโยบายและแผนการขนส่ง และจราจรของกระทรวงคมนาคมใช้เงินถึง ๑,๓๐๐ ล้านบาทออกแบบรถไฟความเร็วสูง ก็อย่างที่เรียนนะครับว่าเรามีการทำมาเป็นขั้นตอน ทำแผนแม่บท เห็นว่าพอเป็นไปได้ ทำพรี-ฟีซิบิลิตี พอถึงมั่นใจว่าเป็นนโยบายรัฐบาลทำได้เราก็ต้องลงรายละเอียดครับ แล้วโครงการมูลค่า ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้เงินที่ปรึกษา ๑,๓๐๐ ล้านบาท หรือประมาณ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เยอะครับ อยู่ในเหตุผลที่มีหลักการ โครงการเป็นแสนล้านบาทมันก็ต้องมี การทำศึกษาที่เข้มข้น ทำอีไอเอ ดูรายละเอียด ผมคิดว่าก็เป็นตัวเลขที่เหมาะสมแล้วก็มี การพิจารณาตามหลักการมาครบถ้วน แล้วก็ไม่ได้เป็นการด่วนตัดสินใจครับ เพราะว่ามีการทำ เป็นขั้นตอนตามลำดับต่อเนื่องครับ

ประเด็นที่ ๓ มีเพื่อนสมาชิกเป็นห่วงครับว่ามีการตั้งที่ปรึกษาซ้ำซ้อนไหม ในงบประมาณ ในร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ก็ต้องกราบเรียนว่าไม่ซ้ำซ้อนครับ อันนี้ยืนยันจาก ทั้งสำนักงบประมาณที่ดูแลอยู่ แต่บางทีเราต้องค่าที่ปรึกษาอยู่ในอีกงบประมาณ เพราะว่า เราต้องศึกษาล่วงหน้าก่อน บางอันเป็นค่าที่ปรึกษาที่ผูกพันมาจากปีที่แล้ว บางอันเป็น การศึกษาต่อยอด เช่นในเมืองโคราชจะต่อยอดจากรถไฟความเร็วสูงอย่างไร การขนส่งนะครับ แล้วก็อย่างที่เรียนว่าขอยืนยันว่าไม่มีการซ้ำซ้อน เป็นการศึกษาตามขั้นตอน ตามลำดับ

คำถามที่ ๔ ที่มีการกล่าวอ้างว่ามีการตกแต่งตัวเลขอีไออาร์อาร์ ผมยืนยันว่า อันนี้เราไม่ทำครับ ก็เป็นตามหลักวิชาการ ที่กล่าวว่ามีการแก้ไขตัวเลข มีการปรับปรุงตัวเลข ก็ต้องกราบเรียนว่ามันเป็นหลักวิทยาศาสตร์ มันไปโกหกใครไม่ได้ครับ แต่ตัวเลขที่เปลี่ยนไป อย่างที่เรียนนะครับว่าการศึกษามีขั้นตอน แผนแม่บทมันหยาบ พอเราลงรายละเอียดเพิ่มขึ้น มันมีข้อเท็จจริงเพิ่มขึ้น ตัวเลขมันก็ปรับเปลี่ยนไป อย่างการออกแบบในแผนแม่บท รถไฟไปสายอีสาน สายเชียงใหม่ออกแบบบนพื้นดินทั้งหมดเป็นแอกเกรด (Aggrade) ทำเป็นคันดินขึ้นมา แต่พอลงรายละเอียดจริง ๆ บางที่เป็นที่ลุ่ม บางที่ต้องทำเป็นไวอะดัคท์ (Viaduct) เป็นสะพาน บางจุดทำเป็นอุโมงค์ มันก็ต้องมีการปรับข้อมูลให้สอดคล้องกับความ เป็นจริง เพราะฉะนั้นผมว่าเราไม่ได้มีอะไรที่หมกเม็ด หรือว่าที่ทุจริต หรือว่าโกหก ไม่มีครับ ยืนยันว่าเราไม่ทำครับ แล้วทุกอย่างมันเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะสุดท้ายแล้วมันก็ต้อง มีการตรวจสอบโดยผู้เกี่ยวข้อง ก็ต้องขอยืนยันว่าอันนี้เป็นตามหลักวิชาการนะครับ แต่อย่างที่เรียนแล้วว่าพอข้อมูลที่มันเพิ่มขึ้น ศึกษาละเอียดเพิ่มขึ้น ตัวเลขมันต้องเปลี่ยนไปครับ

คำถามที่ ๕ ถามว่าทำไมค่าเวนคืนจึงสูงกว่าของรัฐบาลที่แล้ว ๕ เท่า ก็ต้อง เรียนว่ารัฐบาลที่แล้วใช้แค่มาสเตอร์ แพลน (Master plan) ลงรายละเอียดไปลงพื้นที่ มันมี รายละเอียดที่เพิ่มขึ้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรเราก็ต้องว่าอย่างนั้น มันก็เป็นข้อเท็จจริงที่ ที่ปรึกษาแล้วก็ทางข้าราชการได้ดูรายละเอียดมานะครับ

คำถามที่ ๖ ถามว่ารถไฟความเร็วสูง ถ้าราคาสูงกว่าโลว์ คอสท์ แอร์ไลน์ (Low cost airline) แล้วจะแข่งเขาได้อย่างไรทั่วโลกครับ รถไฟความเร็วสูงจะได้เปรียบ ในระยะทาง ๓๕๐-๗๐๐ กิโลเมตร จะแข่งกับโลว์ คอสท์ แอร์ไลน์ได้ ค่าโดยสารอาจจะ ไม่ต่างกันมากอาจจะใกล้เคียงกัน แต่ความสะดวกต่างกันเพราะรถไฟความเร็วสูงจะเข้าถึงกลางเมือง เราไม่ต้องไปรอล่วงหน้าก่อนขึ้นเครื่อง ๑ ชั่วโมงครึ่งเหมือนเครื่องบิน เราไม่ต้องออกจากเมือง ไป ๒๐ กว่ากิโลเมตรไปที่แอร์พอร์ต (Airport) สถานีรถไฟความเร็วสูงจะอยู่ในกลางเมือง อย่างอยู่ที่บางซื่อ ตามเมืองใหญ่ ๆ ก็อยู่ใกล้ตัวเมืองก็จะสะดวกกว่า ในบางสถานที่เครื่องบิน ไปไม่ได้ กรุงเทพฯ-นครสวรรค์ถามว่าจะมีเครื่องบินโลว์ คอสท์ แอร์ไลน์วิ่งไหมครับ เป็นไป ไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นมิติมันต่างกันครับ เราคงจะมาเปรียบเทียบง่าย ๆ คล้าย ๆ กับตั๋ว กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ แล้วก็บอกว่ารถไฟความเร็วสูงไม่มีคนขึ้น อันนั้นผมว่าอาจจะไม่ละเอียดพอ มันก็มีจุดแข็งของมัน และในอนาคตถ้าน้ำมันราคาสูงกว่านี้อีกเป็น ๒๐๐ เหรียญต่อบาร์เรล เชื่อว่าค่าตั๋วเครื่องบินก็ต้องสูงกว่านี้ เพราะว่ารถไฟความเร็วสูงใช้ระบบไฟฟ้าซึ่งเป็นการใช้ ระบบพลังงานที่ประหยัดที่สุด ถ้าเราเทียบการขนส่งทั้งหมดแล้วรถไฟฟ้าความเร็วสูงกับ รถไฟจะเป็นตัวที่ใช้พลังงานต่ำที่สุดแล้วก็เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด และในอนาคต ก็เป็นเรื่องของการตลาดที่ต้องมาแข่งขันกันด้วย ก็เป็นข้อกังวลที่เราต้องรับไปพิจารณาครับ

ข้อที่ ๗ ถามว่าถ้าโครงการนี้ล้มเหลวเหมือนกับแอร์พอร์ต ลิงค์ หรือโฮปเวลล์ ใครจะรับผิดชอบ อันนี้ต้องดูข้อเท็จจริงให้ดีครับ แอร์พอร์ต ลิงค์ที่ว่าล้มเหลว ถามว่า ล้มเหลวจริงไหม ก็อาจจะมีบางส่วนที่การออกแบบเรามีปัญหาเรื่องความเชื่อมโยง เช่นสถานีมักกะสันที่เชื่อมโยงไปรถไฟฟ้าใต้ดินไม่ได้เราปรับปรุงอยู่ ต้องกราบเรียนว่าซิตี้ ไลน์ (City line) ปัจจุบันนี้ของแอร์พอร์ต ลิงค์ผู้โดยสาร ๕๐,๐๐๐ คนต่อวัน ตอนเช้าเข้าไม่ได้ แน่นครับ ปัญหาจะมีเอ็กซเพรส ไลน์ (Express line) เพราะว่าขบวนรถเราไม่พอ เอ็กซเพรส ไลน์ เรามี ๒ ขบวน เฮดเวย์ (Headway) เราต้องการ ๔๐ นาทีหรือระยะเวลาระหว่างขบวนทำให้ คนยังไม่นิยมไปใช้มาก ก็เป็นข้อจำกัดเรื่องจำนวนรถที่ยังไม่พอซึ่งตอนนี้เรากำลังเร่งปรับปรุงอยู่ ส่วนกรณีโฮปเวลล์ต้องขอความกรุณาอย่าเอามาสับสนกันครับ โฮปเวลล์เป็นความล้มเหลว เนื่องจากว่าเป็นการเก็งกำไรทางธุรกิจที่ผิดพลาด เป็นการให้สัมปทานเอกชนแล้วก็เอา โครงการไปหาผลประโยชน์ทางธุรกิจ เมื่อมันไม่เป็นไปตามนั้นมันก็ทำต่อไม่ได้ ซึ่งอันนี้ ตรงกันข้ามกับโครงการที่เราทำเพราะว่าโครงการที่เราทำอยู่นี้มันเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเรามองว่าเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องรับผิดชอบ ผลประโยชน์ที่ตอบแทนเป็นผลประโยชน์ ทางเศรษฐกิจร่วมกับผลประโยชน์ทางรายได้โดยตรงเช่นค่าตั๋ว ซึ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เอกชนเขาไม่ได้ เพราะฉะนั้นโครงการอย่างรถไฟความเร็วสูงถ้าเราให้เอกชนไปลงทุน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยก็อาจจะเหมือนโฮปเวลล์ได้ ทำไปสักช่วงหนึ่งเขามองว่าผลประโยชน์ ทางธุรกิจเขาได้ไม่ครบเขาก็ทิ้งงาน เพราะฉะนั้นตัวอย่างโฮปเวลล์เป็นคนละเรื่องกับการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล แต่ประสบการณ์บางอย่างเราอาจจะมาประยุกต์ใช้กันได้ แต่ผมต้องกราบเรียนว่าเราต้องอย่าสร้างความสับสนให้ประชาชนเพราะว่ามันเป็นคนละอันกัน การที่รัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้วยเงินเราเอง ด้วยตัวเราเอง เพราะเราเห็นว่ามันเป็นสิ่งสำคัญ ต่อเศรษฐกิจ ต่ออนาคตประเทศ ผมก็กราบเรียนว่าคงได้ถกกันอีกเยอะ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะว่าคงต้องเข้าวาระที่สองแล้วก็คงต้องมีรายละเอียดที่เราชี้แจง แต่ผมคิดว่าก็ขอชี้แจง เบื้องต้นก่อนแล้วพอถึงเวลานั้นในร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็คงได้คุยรายละเอียด เพิ่มเติมครับ ขอบพระคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยครับ

(นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

เดี๋ยวให้ ท่านตอบก่อนได้ไหมครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ยะลา

ท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่อนุญาตนะครับ ให้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เดี๋ยวผมจะให้ท่านหารือ ให้ท่านตอบทีละท่านก่อน

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ยะลา

ผมประท้วงท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อันไหนนะครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ยะลา

ประท้วงท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ยะลา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ประท้วงท่านประธาน ท่านประธานเชิญวิปฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลไปตกลง

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมฝ่าฝืนข้อบังคับข้อไหนครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ยะลา

ท่านประธานครับ ผมถาม ท่านประธานนิดหนึ่งครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้ เวลาประท้วงมันก็ต้องประท้วงว่าผิดข้อบังคับเรื่องอะไร

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ยะลา

ข้อตกลงหรือยังครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ข้อบังคับข้อไหนครับ ท่านประท้วงท่านต้องใช้สิทธิว่าท่านประท้วงว่าใครผิดข้อบังคับ เรื่องอะไรนะครับ เชิญท่านประท้วง ถ้าท่านไม่ประท้วงผมก็จะไม่ให้ท่านประท้วง เชิญครับ เมื่อใช้สิทธิผมก็ให้ท่านใช้สิทธิประท้วง เชิญ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ยะลา

ท่านประธานผิดข้อบังคับ ข้อ ๘

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ เรื่องอะไรครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรณศิริ ยะลา

เรื่องที่ท่านประธานตกลงกับวิป ฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลว่าท่านประธานจะเลิกประชุมเวลาเที่ยงคืน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อันนี้ ไม่อยู่ในข้อบังคับนะครับ เป็นเรื่องที่ท่านไปตกลงกันแล้วผมก็รับทราบนะครับ อันนี้จึงไม่อยู่ ในข้อ ๘ เดี๋ยวให้ชี้แจงให้เสร็จก่อนนะครับ เดี๋ยวให้วิปทั้ง ๒ ฝ่ายหารือกัน มันยังมี ท่านประนอมอีกท่านหนึ่งที่ท่านยังขอใช้สิทธิอยู่แล้วก็ผู้ตอบอยู่นะครับ อย่างนั้นเดี๋ยววิป ทั้ง ๒ ฝ่ายหารือกันนะครับ ช่วงนี้ผมจะให้ท่านรัฐมนตรีชี้แจงแล้วก็เหลือท่านวิสาระดี และท่านประนอมรออยู่ เอาทีละท่านก่อน ท่านสามารถครับ ให้จบทีละท่านก่อน ให้ท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยพูดก่อนนะครับ เดี๋ยวท่านจุรินทร์ คือยังมีฝ่ายค้านอีกท่านหนึ่ง ท่านรออยู่ ให้วิป ๒ ฝ่ายหารือกันได้ไหม ในช่วงนี้เราจะให้ท่านรัฐมนตรีได้ตอบก่อน เชิญท่านจุรินทร์

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ พรรคประชาธิปัตย์ ที่กระผมต้องขอเวลาท่านประธานในช่วงนี้ ขอกราบเรียนเบื้องต้นก่อนว่าไม่ได้หมายความว่าถัดจากนี้ไปฝ่ายค้านไม่มีความประสงค์ จะปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบรัฐบาล แต่ที่ผมต้องลุกขึ้นพูดก็เพราะว่ากำลังจะมีการละเมิด ข้อตกลงอย่างที่ท่านประเสริฐพูดเมื่อสักครู่ ท่านประธานเป็นผู้นัดกระผมและคณะในฐานะ กรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านไปเจรจากับท่านประธานและวิปรัฐบาล แล้วก็ได้ ข้อตกลงร่วมกันว่าเราจะเริ่มประชุม ๓ วัน เมื่อวานกับวันนี้จะเริ่ม ๙ โมงครึ่ง เลิกเวลา เที่ยงคืนแล้วก็ไปต่อวันพรุ่งนี้ ผมกับท่านประธานวิปรัฐบาลได้คุยกัน ๒-๓ รอบแล้วครับ แล้วก็ต้องการที่จะรักษาข้อตกลงก็คือว่าวันนี้ก็จะยุติการอภิปรายเวลาเที่ยงคืนแล้วก็ไปเริ่ม วันพรุ่งนี้ ผมก็เสนอว่าเพื่อให้มีเวลาอภิปรายพรุ่งนี้มากขึ้นก็เป็นเก้าโมงเช้าก็ได้พวกผมยินดี ขณะนี้เลยเวลาเที่ยงคืนมาแล้ว เพราะฉะนั้นขอความกรุณาปฏิบัติตามข้อตกลง ที่สำคัญคือ ท่านประธานบอกให้ผมไปเจรจากับวิปรัฐบาลเราไปเจรจากันแล้ว แล้วท่านประธาน เป็นประธานในที่ประชุมเชิญพวกผมไปเอง ขอได้โปรดกรุณาปฏิบัติตามข้อตกลงครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านอำนวยเชิญครับ อยู่ไหมครับ

นายอำนวย คลังผา ลพบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอำนวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย เนื่องจากตั้งแต่ วันแรกนั้นท่านประธานก็ได้พูดคุยกันตามข้อตกลงตามที่ประธานวิปฝ่ายค้านได้พูด ดังนั้น ก็ขอกราบเรียนต่อท่านประธานว่าในขณะนี้ผมพยายามคุยกับทางวิปและท่านสมาชิกหลายท่าน ในห้องวิปถึง ๒ ครั้งวันนี้ที่ต้องการจะหยุดเที่ยงคืน แต่เนื่องจากยังมีสมาชิกหลายท่าน ต้องการอภิปราย สมาชิกบางคนร้องไห้ว่าเตรียมตัวมาพูดแล้วก็ไม่ได้พูด นี่คือเป็นเหตุผลหนึ่งที่

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่าเพิ่ง เอาถึงร้องไห้นะครับ เอาประเด็นของท่านจุรินทร์ก่อนได้ไหมครับ

นายอำนวย คลังผา ลพบุรี

ก็ตามข้อตกลงที่จะเลิกกันเที่ยงคืน แต่ผม ก็ขอร้องว่าจะเลิกสักตีสองซึ่งสมาชิกร้องขอมา ผมก็ไปประชุมกันถึง ๒ ครั้ง แต่ท้ายสุด สมาชิกไม่ยอมนะครับ ผมก็ไปกราบเรียนกับท่านประธานจุรินทร์ในห้องอาหารเมื่อสักครู่ ตอน ๕ ทุ่มกว่าว่าสมาชิกไม่ยอม ผมจำเป็นต้องกราบเรียนให้ท่านประธานได้รับทราบ ในส่วนนี้นะครับ นี่คือเป็นเหตุผลที่แจ้งให้ท่านได้ทราบไปเบื้องต้น

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

หลังจากนั้นหารือกันแล้วว่าอย่างไรครับ เพราะอันนี้ผมทราบมาว่าจะมีการอภิปรายจนถึง เวลาพอสมควรและท่านจุรินทร์ก็ลุกขึ้นทักท้วงมา แล้วตกลงกันอย่างไร เชิญท่านวราเทพ ท่านเอาอย่างไรครับ ถ้าตกลงกันก็ต้องว่ากันไปตามที่ตกลงกัน

นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ผมขออนุญาต รบกวนท่านจุรินทร์นิดเดียวครับ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ขออนุญาตว่าในส่วนของคณะรัฐมนตรีเราก็มีส่วนที่จะ ร่วมอภิปรายแล้วก็ชี้แจงเพื่อให้การพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินี้ไปให้จบตลอดรอดฝั่งด้วย ในการพิจารณารับหลักการวาระที่หนึ่งว่าเราจะลงมติในวันพรุ่งนี้ เท่าที่ทราบก็คือก่อนเที่ยงวัน หรือภายในเที่ยงวัน เนื่องจากว่าจะมีการประชุมของสมาชิกวุฒิสภาในช่วงบ่าย ผมจึงไม่มั่นใจว่าเวลาที่เหลือ ถ้าหากเราเลิกเที่ยงคืนแล้วพรุ่งนี้เรามีเวลาตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงเที่ยงวัน ทั้ง ๒ ฝ่ายจะเหลือเวลา เพียงพอครบ ๑๕ ชั่วโมงหรือไม่ ถ้าไม่ครบหมายความว่าทั้ง ๒ ฝ่ายยอมรับในส่วนที่จะเหลือ เพียงเท่านั้นใช่หรือไม่ อันนี้คือคำถามที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นประเด็นมากกว่าเราจะหยุดเที่ยงคืน หรือไม่หยุดเที่ยงคืนนะครับ เพราะผมห่วงว่าพรุ่งนี้ถ้าเราเหลือ ๓ ชั่วโมง ทั้ง ๒ ฝ่ายมีเวลา ไม่พอครบ ๑๕ ชั่วโมง ทั้ง ๒ ฝ่ายจะยอมหรือไม่เท่านั้นครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านจุรินทร์ครับ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ความจริง ก่อนที่พวกผมจะไปเจรจาตามที่ท่านประธานได้เชิญไป ท่านประธานคงจำได้ ผมขอเงื่อนไข กับท่านประธานแล้วเบื้องต้นว่าอะไรที่ตกลงกันขอให้ปฏิบัติตามนั้น และขอความกรุณา ท่านประธานได้ทำหน้าที่กำชับทางซีกรัฐบาลให้ปฏิบัติตามข้อตกลงก่อนกระผมจึงยินดี ที่จะไปร่วมเจรจาด้วย ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าก่อนหน้านี้ท่านประธานก็ทราบครับว่าทางซีก รัฐบาลไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงตอนที่มีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พวกกระผมยังพูด ไม่ทันครบชั่วโมงที่ตกลงกันไว้ท่านก็ร่วมกันกับวุฒิสมาชิกบางท่านเสนอขอปิดการอภิปราย จนในที่สุดผมก็ได้ประชุมกับวิปฝ่ายค้านด้วยกันบอกว่าถ้าอย่างนั้นต่อไปการเจรจาก็ไม่มี ความหมาย แต่ว่าท่านประธานก็ขอความร่วมมือว่าให้ไปหารือกันในครั้งนี้ ผมก็ขอเงื่อนไขว่า ท่านประธานจะต้องกำชับรัฐบาลต้องปฏิบัติก่อนตามคำมั่นสัญญาที่ตกลง และวันนี้สิ่งที่ ผมกังวลผมไม่อยากให้เกิดขึ้นละครับ ขอความกรุณารักษาคำพูด และวันพรุ่งนี้ก็ใช่ว่า จะไม่มีเวลาที่จะปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อตกลงได้ ผมทราบว่าวุฒิสภานัดประชุม ตอนบ่ายสองโมง ถ้าเราเริ่มประชุมพรุ่งนี้ ๙ โมง ก็เรียกว่ายังมีเวลาเหลืออีกตั้งเกือบ ๕ ชั่วโมง แล้วเราก็ยังสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้ ฝ่ายค้านก็ยังเหลือเวลาอภิปราย อีกประมาณสัก ๓ ชั่วโมงโดยประมาณ รัฐบาลก็ยังอภิปรายได้อีกสัก ๒ ชั่วโมง ก็ยังสามารถ ปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อตกลงได้โดยให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความราบรื่น และการปฏิบัติหน้าที่ ของรัฐบาลร่วมกับฝ่ายค้านในอนาคตก็จะสามารถเจรจาด้วยกันได้ครับ ถ้าไม่เช่นนั้น ผมคิดว่างานของรัฐบาลก็ลำบากในเรื่องการประสานงาน พวกผมถ้าเจอแบบนี้บ่อย ๆ ผมก็ไม่สามารถทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของประชาชนได้ ความจริงผมได้กราบเรียน แล้วนะครับ ทำไมต้องมาล็อก (Lock) เวลาบ่ายสองโมงเพื่อให้วุฒิสมาชิกประชุม ที่ผมพูด เช่นนี้ไม่ได้แปลว่าผมไม่ให้ความสำคัญกับวุฒิสมาชิก แต่รัฐบาลอยู่ในฐานะที่จะเปิดประชุม วิสามัญ ๔ วันก็ได้ ไม่ต้องมาล็อกไว้ ๓ วันแล้วบังคับเงื่อนไขว่าต้องให้วุฒิสมาชิกประชุม บ่ายสองโมงเพื่อล็อกเวลาการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายให้เหลือแค่ ๒ วันครึ่ง ท่านกลัวอะไรครับ ฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ตรวจสอบแทนประชาชน ท่านก็ได้เวลาเท่ากัน ก็แสดงเหตุผลไปทั้ง ๒ ฝ่ายสิครับ เพราะฉะนั้นครั้งหนึ่งท่านเคยเปิดขยายระยะเวลา สมัยประชุมไปเป็นเดือนท่านยังทำได้ เที่ยวนี้ทำไมเป็น ๔ วันไม่ได้ ๕ วันไม่ได้ เพื่อให้ การทำหน้าที่ของพวกเราครบถ้วนสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ผมก็ได้กราบเรียนกับท่าน ทั้งหมดแล้ว ขอความกรุณาปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อตกลง และพรุ่งนี้เราเริ่มประชุมกัน เก้าโมงเช้าก็ได้ครับ พวกผมยินดีให้ความร่วมมือ ขอบพระคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาอย่างนี้ได้ไหมครับ ให้วิป ๒ ฝ่ายหารือกัน ในช่วงหารือกันผมจะให้ท่าน มท. ๒ ชี้แจงก่อน ได้อย่างไรมาบอกนะครับ เชิญวิปทั้ง ๒ ฝ่ายหารือกันสั้น ๆ เชิญท่านปรีชาพลครับ เดี๋ยวท่านสามารถใจเย็น ๆ ครับ

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช ขอนแก่น

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตให้ข้อมูล ท่านประธานไปถึงเพื่อนสมาชิกนะครับว่าจากข้อตกลงเดิมที่เรามีการประชุมกันระหว่าง วิป ๒ ฝ่าย ซึ่งมีท่านประธานเป็นประธานในที่ประชุมนั้น ได้มีการแบ่งเวลากันทั้ง ๒ ฝ่าย ฝ่ายละ ๑๕ ชั่วโมง แล้วก็มีข้อตกลงกันว่าในวันแรกเลิกเที่ยงคืน วันที่ ๒ ก็ตั้งใจว่าจะเลิกเที่ยงคืน แต่หากว่า เวลาของการอภิปรายนั้นมีเหตุขัดข้องหรือว่าใช้เวลาเกินกว่าที่เราคาดการณ์เอาไว้นั้น ก็จะใช้เวลาในช่วงหลังจากเที่ยงคืนของคืนวันที่ ๒ นี้ต่อไปเพื่อที่จะให้ทั้ง ๒ ฝ่ายได้ทำหน้าที่ อย่างเต็มที่ในการอภิปรายงบประมาณฉบับนี้ แล้วก็ไปสิ้นสุดกันในเที่ยงวันของวันพรุ่งนี้ นั่นคือสิ่งที่เราคุยกันไว้ ฉะนั้นสิ่งที่ท่านประธานวิปฝ่ายค้านพูดเมื่อสักครู่นี้ก็เป็นข้อตกลง ซึ่งไม่ได้พูดทั้งหมด ก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าขณะนี้เวลาที่ได้ใช้ไปถูกต้องครับ ทางฝ่ายค้านนั้นใช้ไป ๑๒ ชั่วโมง ถ้าตามข้อตกลงก็คือเหลือประมาณ ๓ ชั่วโมง แต่ในฝั่ง ของรัฐบาลเอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและในส่วนของ ครม. ที่ใช้ในการชี้แจงนั้น ครม. ใช้ไป ๕ ชั่วโมง ส.ส. พรรคร่วมรัฐบาลใช้ไปเกือบ ๆ ๖ ชั่วโมง รวมแล้วก็คือ ๑๑ ชั่วโมง นั่นก็หมายความว่าเรายังจะต้องทำหน้าที่อีกประมาณ ๔ ชั่วโมงเพื่อที่จะให้บรรลุตาม ข้อตกลงที่ท่านประธานวิปฝ่ายค้าน ท่านประธานวิปรัฐบาลและท่านประธานได้พูดคุยกันไว้ ฉะนั้นเวลาที่เราต้องใช้อีกก็เป็นเวลาถึง ๗ ชั่วโมงด้วยกัน ถ้าเราเริ่มประชุมในวันพรุ่งนี้ ถ้าเราเสร็จวันนี้เที่ยงคืน พรุ่งนี้เราเริ่มประชุม ๙ โมง ผมก็ยังไม่เห็นว่ามันจะบรรลุ ตามข้อตกลงที่ผู้หลักผู้ใหญ่ทั้ง ๒ ฝ่ายได้คุยกันไว้ตอนเที่ยงวันได้อย่างไร ท่านประธานครับ ฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานว่าขณะนี้ท่านเองก็ยืนยันว่าท่านพยายามทำหน้าที่อย่างเต็มที่ พวกกระผมเองก็มีเพื่อนสมาชิกที่พร้อมจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่เช่นกัน ก็ขอความอนุเคราะห์ ท่านประธานวิปฝ่ายค้านได้ปฏิบัติไปตามข้อตกลงที่ผู้ใหญ่ได้คุยกันไว้ด้วย และในส่วนที่ ท่านพาดพิงเมื่อสักครู่นี้ในการประชุมแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น กราบเรียนว่าข้อตกลงวิป ๓ ฝ่ายนั้นพูดกันชัดเจนว่าในคืนวันสุดท้ายเราจะจบกันที่ประมาณ ๔ ทุ่ม หลังจากนั้น ทางวิปฝ่ายค้านเองก็มาคุยกับทางท่านประธานวิปรัฐบาลขอที่จะเพิ่มเวลาในส่วนของ วิปฝ่ายค้าน ฉะนั้นข้อตกลงนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางวิปวุฒิสภาเขา ฉะนั้นท่านอย่ามาพูด หรือมาบิดเบือนว่ารัฐบาลไปเกี๊ยะเซี้ยหรือไปพูดกับฝ่าย ส.ว. มันทำให้คนอื่นเสียหาย ก็ขออนุญาตนำเรียนท่านประธาน หารือท่านประธานแบบที่ผู้ใหญ่เขาคุยกันครับ ท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้นะครับ ผมได้บันทึกข้อหารือทั้ง ๒ ฝ่ายว่าวันที่ ๒๙ ประมาณเที่ยงคืนหรือเลย เที่ยงคืนนิดหน่อยเพราะว่าเราจะพักการประชุม แล้ววันที่ ๒ คือวันนี้ให้อภิปรายเกิน ๒๔.๐๐ นาฬิกาที่เขาเขียนไว้แล้วจะพิจารณาตามสถานการณ์อีกครั้งหนึ่ง ผมก็พยายาม ให้วิป ๒ ฝ่ายหารือกัน ผมฟังดูเหมือนกับจะไม่หารือกัน หรือหารือกันไม่เข้าใจ หรือตกลงกันไม่ได้ แล้วจะให้ผมชี้ขาดผมชี้ขาดไม่ได้หรอกครับเรื่องนี้ วิป ๒ ฝ่ายก็ต้องหารือกัน ฉะนั้น ตามข้อตกลงกันก็คือฝ่ายละ ๑๕ ชั่วโมง แต่ละฝ่ายก็ต้องบริหารกันเอง ทีนี้เมื่อมีข้อตกลง กันอย่างนี้ผมเห็นมีรายชื่อมาผมก็พยายามที่จะบอกว่ามีท่านประนอมท่านสุดท้ายในช่วงนี้ ท่านก็ได้เตรียมแล้ว เชิญท่านวราเทพครับ

นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ต้องขออภัยท่านประธานที่ต้องลุกขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง จริง ๆ ผมทราบว่าเป็นเรื่องหารือ ระหว่างวิปทั้ง ๒ ฝ่าย แต่ในฐานะของรัฐบาลซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งซึ่งจะต้องทำงานร่วมกัน ประเด็นที่ผมได้สอบถามไปตั้งแต่ต้นว่าถ้าหากพรุ่งนี้เราจำเป็นต้องเลิกตามข้อตกลงคือเที่ยงวัน ผมก็มีความเป็นห่วงว่าจะได้เวลาไม่ครบทั้ง ๒ ฝ่าย แต่ถ้าตกลงกันว่าเวลาไม่ครบได้เท่าไร เอาเท่านั้นผมก็คิดว่าเดินหน้าไปได้ แต่ทีนี้ถ้าต้องบอกว่าให้ครบ ๑๕ ชั่วโมงผมก็มี ความเป็นห่วงว่ามันจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เนื่องจากว่าถ้ารวมทั้ง ๒ ฝ่ายแล้วเหลือเวลาอีก ประมาณ ๗ ชั่วโมง ประเด็นที่ท่านประธานวิปฝ่ายค้าน ขออภัยที่เอ่ยนาม พูดถึงเรื่อง การปิดประชุมสมัยวิสามัญ ต้องขออภัยที่จะต้องชี้แจงว่ารัฐบาลไม่มีเจตนาว่าจะต้องล็อก ในเรื่องของปิดสมัยประชุมเลย รัฐบาลโดยผมและท่านรองนายกรัฐมนตรีพงศ์เทพ ได้รับมอบหมายว่าให้ประสานกับทางฝ่ายสภาก่อนว่าเราจะปิดสมัยประชุมวันใดแน่ว่าจะมี วาระที่สำคัญหรือไม่ เรายื่นเสนอเปิดสมัยประชุมไว้จนมีมติของการหารือของทั้ง ๒ ฝ่ายว่าจะเลิกเที่ยงวัน ของวันที่ ๓๑ จึงมีการเสนอให้ปิดสมัยประชุมตั้งแต่วันที่ ๑ ไม่ได้มีการไปล็อกว่าจะต้อง ๒ วัน ๓ วัน แล้วข้อมูลที่เป็นข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจปิดสมัยประชุมวันที่ ๑ ก็คือเราย้อนกลับไปดูว่าการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี ๕ ปีย้อนหลัง รัฐบาลนี้และรัฐบาลที่แล้วใช้เวลากันกี่วัน ใช้เวลากัน ๒ วันมาโดยตลอดครับ มีรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์สมัยที่แล้วใช้เวลา ๒ วันครึ่ง เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่ามันเป็นเหตุ และเป็นผลพอสมควรที่จะปิดสมัยประชุมเลยจึงยื่นปิดสมัยประชุมไปในวันที่ ๑ ไม่มีเจตนา ที่ว่ารัฐบาลจะไปล็อกในเรื่องปิดสมัยประชุมแต่อย่างใด และผมคิดว่าสถิติมันมีให้เห็น ครั้งนี้ ๑๕ ชั่วโมง ในส่วน ครม. ผมถูกต่อว่าด้วยซ้ำไปว่าเอาไปรวมกับ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลซึ่งจำกัด มากทีเดียวกับการที่รัฐมนตรีต้องชี้แจง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราไม่รู้เลยว่าจะถูกกล่าวหรือว่า ให้ตอบชี้แจงแค่เพียงประเด็นสั้น ๆ อันนี้ก็ต้องขอรบกวนว่าถึงวันนี้ผมว่าทำงานกันมา แล้วเราก็คงไปทำงานในชั้นกรรมาธิการ ถ้าทั้ง ๒ ฝ่ายซึ่งผมก็คิดว่าอภิปรายกันได้พอสมควร แล้วผมคิดว่าเราได้ยินผู้อภิปรายซ้ำประมาณ ๔-๕ คนในบางประเด็น อันนี้ถ้าบริหารเวลา ในเรื่องของประเด็นซ้ำผมคิดว่าเวลาคงไม่ขนาดนี้ เพราะฉะนั้นถ้าหากเป็นไปได้เราเลิกวันนี้ก็ได้ ถ้าทั้ง ๒ ฝ่ายตกลงกันว่าพรุ่งนี้จะเลิกภายในเที่ยงวันแล้วเอาเวลาที่เหลือมาแบ่งกัน ผมคิดว่า จะจบลงได้ ขอบพระคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านจุรินทร์ครับ จะได้จบ

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ บัญชีรายชื่อ

นิดเดียวท่านประธานครับ เพื่อความเข้าใจของรัฐมนตรีวราเทพ ผมไม่ได้ตกลงว่าต้องเลิกเที่ยงวัน เป็นสิ่งที่รัฐบาล พูดฝ่ายเดียว ท่านประธานก็อยู่ในที่ประชุม ผมไม่ได้ยอมรับเงื่อนไขเที่ยงวัน ผมยอมรับ เงื่อนไขว่าทั้ง ๒ ฝ่ายใช้เวลาเท่ากันฝ่ายละ ๑๕ ชั่วโมง และพวกกระผมต้องได้ใช้สิทธิ จนครบ ๑๕ ชั่วโมง และผมกราบเรียนด้วย ท่าน ส.ส. ปรีชาพลท่านพูดพาดพิงถึงผม ท่านไม่ควรพูดนะครับ ผมไม่ใช่คนบิดเบือนครับ ผมอยู่ในสภานี้มาเนิ่นนานตามสมควร ผมไม่ขอให้ท่านถอนคำพูดหรอกครับ แต่ขอทำความเข้าใจว่าจะพูดตำหนิใครท่านต้องตำหนิ บนพื้นฐานของความเป็นจริง ผมยกโทษให้ท่านครับ แต่ว่าอย่าทำอย่างนี้กับผมอีก และผมเรียนว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรณีของการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผมคิดว่า มันมีความชัดเจนในตัวของมันเองอยู่แล้วว่าพวกกระผมยังใช้สิทธิไม่ทันครบเลยครับ แล้วรัฐบาลก็ยกมือให้กับข้อเสนอที่จะให้ปิดการอภิปราย มันเป็นข้อเท็จจริงที่เปลี่ยนแปลง ไม่ได้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านนริศครับ หารือกันว่าอย่างไรครับ

นายนริศ ขำนุรักษ์ พัทลุง

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมเป็นคนหนึ่งในผู้ไปเจรจา แล้วก็ถือว่าการเจรจาเป็นเรื่องสำคัญต่อการทำงานของทั้ง ๒ ฝ่ายนะครับ ปัญหา อุปสรรค หรือจะราบรื่นก็ต่อเมื่อเราได้ปฏิบัติตามข้อตกลง วันนั้นข้อตกลงได้มีข้อยุติ แล้วท่านประธานเจริญ เป็นผู้อ่านข้อตกลงเอง เมื่อทั้ง ๒ ฝ่ายรับทราบแล้ว นี่ผมพูดให้เห็นบรรยากาศนะครับ แล้วท่านรองประธานเจริญก็ไปแถลงข่าว มีข้อตกลงผมได้บันทึกไว้ทั้งหมด ๔ ข้อด้วยกัน ข้อที่ ๑ เรื่องเวลา ฝ่ายละ ๑๕ ชั่วโมง ข้อที่ ๒ เรื่องการถ่ายทอดสด ข้อที่ ๓ เรื่องจำนวน กรรมาธิการ และข้อที่ ๔ เรื่องวันแปรญัตติ โดยเวลาวันแรกเราจะอภิปรายเริ่ม ๙ โมงครึ่ง ถึงเที่ยงคืน วันที่ ๒ ๙ โมงตรง ถึงเที่ยงคืน วันที่ ๓ เราจะ ๙ โมง จนครบฝ่ายละ ๑๕ ชั่วโมง เวลารวมทั้งหมดแล้วที่คิดคำนวณก็คือ ๓๓ ชั่วโมงครับ คือ ๑๕ ชั่วโมงฝ่ายค้าน ๑๕ ชั่วโมง รัฐบาล และกันเวลาไว้ประท้วง พาดพิงอีก ๓ ชั่วโมง นี่คือข้อตกลง ๔ ข้อ ทีนี้ประเด็น ก็คือผมอยากให้ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงเพราะเรายังจะทำงานร่วมกันอยู่ในวันข้างหน้า อย่าให้ข้อตกลงถูกบิดพลิ้ว บิดเบือน แล้วจะเป็นอุปสรรคในการทำงาน เรื่องนี้สำคัญที่สุดนะครับ เรื่องการปฏิบัติตามข้อตกลง และท่านเจริญเป็นคนอ่านข้อตกลงทั้ง ๔ ข้อ และได้ให้สัมภาษณ์ กลับไปดูเถอะครับ ผมคิดว่าควรปฏิบัติตามข้อตกลง และท่านเจริญควรยืนยันข้อตกลงนี้ แล้วก็เรียกร้องให้ฝ่ายรัฐบาลปฏิบัติตามข้อตกลงนี้ครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านวิชาญก็อยู่ด้วยวันนั้น

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ขออนุญาตครับท่านประธาน จากการที่เรามีปัญหาในวันนี้ผมย้อนไปนิดเดียวครับ ท่านประธานนั่งเป็นประธานในวันนั้น ผมก็อยู่ด้วย เรามีการพูดคุยกันเรื่องเวลา เพียงแต่กำหนดเวลาฝ่ายผมเองก็มองว่าเวลา ที่เพิ่มขึ้นข้างละ ๑๕ ชั่วโมงนั้นมันจะมากเกินไปหรือเปล่า สุดท้ายก็ขอร้องกันว่าในอดีต ที่เคยผ่านมาใช้เพียง ๒๖ ชั่วโมง แต่ครั้งนี้เพิ่มเป็น ๑๕ ชั่วโมง รวมแล้วเป็น ๓๐ ชั่วโมง เรื่องการประท้วงใช้วิธีการคาดคะเนเองว่าที่ผ่านมามีการประท้วงกันประมาณ ๓ ชั่วโมง แต่เราก็ไม่ได้หมายถึงว่าจะเอาเวลาตรงนั้นเป็นเกณฑ์ เพียงแต่ขอความร่วมมือกันครับว่า เวลาที่กำหนดไว้ ๓ ชั่วโมง พยายามที่จะบริหารเวลาในเรื่องของการประท้วงไม่ให้มันเกิดขึ้น แล้วท้ายที่สุดนี้เราก็ลงเอยกันอย่างที่ท่านนริศพูดถึงช่วงเวลาที่เปิดแล้วก็ปิด แต่ท่านประธานครับ ท่านจุรินทร์อาจจะพูดในประเด็นว่าไม่รับในเรื่องของช่วงเวลาคือวันศุกร์วันพรุ่งนี้เราก็บอกว่า ขอให้ปิดในช่วงสักเที่ยงได้ไหมถ้าเป็นไปได้ เพราะเนื่องจากว่า ส.ว. นั้นได้กำหนดเวลา ที่จะประชุมประมาณบ่ายสองโมง ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ถามบอกว่าขอในช่วงเวลาเที่ยงได้ไหม เพราะเนื่องจากว่าเวลาที่ขอกำหนดมานั้นพวกผมเองอึดอัดใจต้องไปชี้แจงกับทางพรรค เนื่องจากว่าเวลาที่ใช้ไปนี้มันเกินกว่าที่เราได้รับมา แต่อย่างไรก็ตามในเมื่อฝ่ายค้านเอง ก็มีเหตุผลเราก็รับเงื่อนไขมาแล้วก็มาบอกกล่าว ท่านประธานก็นั่งอยู่ในที่ประชุม ผมก็บอกว่า ขอช่วงเวลาทั้งหมดอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่าให้เกินเที่ยงของวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ได้หรือเปล่า ท่านประธานครับ ท่านจุรินทร์ตอบบอกว่าคงจะให้รับตรงนี้ไม่ได้ นั่นละครับ ท่านประธานครับ แต่พยายามที่จะใช้เวลาแล้วก็ให้อยู่ในเงื่อนเวลาที่น่าจะเป็นไปได้ก็คือ ที่กำหนด เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ถ้าจะพูดถึงแล้วว่าเวลาวันนี้มีการประท้วงไปถึง ๕ ชั่วโมงในครั้งนี้ ผมถามว่าถ้ามีความจริงใจต่อกันในการบริหารงานร่วมกันในสภาแห่งนี้ ทั้ง ๒ ฝ่ายต้องพูดความจริงครับว่าช่วงเวลาที่เรากำหนดมานั้นฝ่ายค้านเป็นคนเสนอ ๓๐ ชั่วโมง คือแบ่งคนละ ๑๕ ชั่วโมง แต่ฝ่ายเราเองบอกว่าขอให้บริหารเวลาให้เสร็จประมาณเที่ยง ท่านจุรินทร์เองก็ตอบทำนองว่าไม่สามารถที่จะตอบได้ วันนี้เราต้องพูดความจริงครับว่า ถ้าจะให้เวลามันจบตามกำหนด ผมเองเป็นคนบอกว่าถ้าเกินเที่ยงคืนคือวันนี้ก็ต้องอนุญาต ให้มีการพูดอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะให้กำหนดเวลานั้นหมดเวลาเที่ยง เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจึง ต้องคุยว่าถ้าสภาแห่งนี้จะกำหนดเวลาโดยใช้เวลาไปถึงประมาณอีกสัก ๒ ชั่วโมง พรุ่งนี้ เราก็สามารถที่บรรลุตามเป้าหมายคืออยู่ประมาณสักเที่ยงหรือเที่ยงเศษ ๆ แต่ถ้าไม่ ผมเรียนท่านประธานครับว่ากำหนดของเวลาก็จะเลื่อนออกไป ท่านประธานครับ ขออนุญาต เถอะครับว่าเราเองทำงานด้วยกันอย่างที่ท่านจุรินทร์บอกแล้วต้องมีงานต่อเราขอกันได้ หรือเปล่าครับเพราะวันนี้ท่านเองก็พูดบอกว่าต้องมีงานต่อ เราให้เวลาไปแล้ว ๓๐ ชั่วโมง แต่เวลาตอนนี้น่าจะจบครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านวิชาญครับ เราเสียเวลาการหารือ ที่จริงหลังจากพิธีรับเสด็จเสร็จแล้วผมก็เตือนบอกว่า ให้มาปรึกษาหารือกัน วิปทั้ง ๒ ฝ่าย เพราะวันนี้ที่สภาเรามีงานพิธีการตั้งแต่เช้า แล้วสุดท้าย ผมเพิ่งทราบประมาณ ๕ ทุ่มกว่า ๆ บอกว่าวันนี้จะมีการพูดกันไปอีกสักระยะหนึ่ง ได้ตกลงกันแล้ว ผมก็ไม่ทราบ เพิ่งมาทราบเดี๋ยวนี้เองว่ายังไม่ได้พูดคุย พูดคุยกันไม่เข้าใจ เดี๋ยวที่ท่านไปคุยมา ท่านจะเอาอย่างไร เชิญครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ได้ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันแล้วนะครับว่าพรุ่งนี้ขอเปิดประชุม ๘ โมงครึ่ง แล้วในส่วนของรัฐบาลก็ ๒ ชั่วโมงครึ่ง ของฝ่ายค้าน ๓ ชั่วโมง ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันแล้วก็ จะได้จบกัน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาว่า พรุ่งนี้ฝ่ายรัฐบาล ๒ ชั่วโมงครึ่ง ฝ่ายค้าน ๓ ชั่วโมง บริหารกันให้ดีนะครับ แล้วท่านต้องดูแล การประท้วงการอะไรให้เรียบร้อย

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

พรุ่งนี้ก็ต่อคิวได้เลยครับ ท่านวิสาระดีครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อย่างนั้นพรุ่งนี้ก็จะเป็นท่านวิสาระดีก่อนแล้วก็มาท่านประนอม ต้องขอโทษท่านประนอม ท่านนั่งตั้งแต่เช้า อย่างนั้นผมพักการประชุมนะครับ พรุ่งนี้ประชุมต่อ ผมสรุปแล้ว ถูกต้อง ไหมครับท่านจุรินทร์ เอาตามที่ว่า ท่านจุรินทร์ดีกว่า เชิญครับ จะได้จบ เรียบร้อยไหม เชิญครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ยะลา

ท่านประธานครับ ผม ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ส.ส. จากจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้คุยกันแบบที่ท่านพิเชษฐ์พูด คือคุยกันให้กระจ่างเสีย เดิมทีตกลงกันว่าเหลือเวลาอีก ๕ ชั่วโมง จะให้ทางรัฐบาล ๒ ชั่วโมง ของพวกผมนี้ ๓ ชั่วโมงบวกลบนิดหน่อย ให้มันเป็นไปตามที่จัดไว้แล้วให้มันครบตามเวลา ทีนี้ท่านพิเชษฐ์ก็บอกว่าอย่างนั้นเอาว่า ๒ ชั่วโมงครึ่งของรัฐบาล แล้วให้เริ่มเวลา ๐๘.๓๐ นาฬิกา พวกผมก็ยินดีครับ แต่ของพวกกระผม ๓ ชั่วโมง อาจจะเกินไปสัก ๑๐-๑๕ นาที เป็นไปตามนั้น จะได้จบ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อย่าเพิ่ง ไปถึงขนาดนั้นเลยครับ กว่าจะตกลงกันได้ก็เหนื่อยแล้ว

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ยะลา

ไม่ใช่ครับ ตกลงตามนี้ครับ ท่านประธานต้องฟังสิครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาละ ผมขอพักการประชุม พรุ่งนี้ประชุมต่อเวลา ๐๘.๓๐ นาฬิกา ขอพักการประชุมครับ

พักประชุมเวลา ๐๐.๕๐ นาฬิกา

ของวันศุกร์ที่ ๓๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖

เริ่มประชุมต่อเวลา ๐๘.๒๘ นาฬิกา

ของวันศุกร์ที่ ๓๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๖

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านวิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ ๕ นาทีครับ

(นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านประท้วงเรื่องอะไรครับ

นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สามารถ ราชพลสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงครับที่เมื่อคืนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมได้ชี้แจง โดยพาดพิงมาถึงผมในการอภิปรายของผมเมื่อคืนนี้ครับ ใช้เวลาสั้น ๆ ครับท่านประธาน

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เดี๋ยวผมจะตรวจสอบเพราะว่าเมื่อคืนคนสุดท้ายผมไม่ได้ขึ้นนะครับ ท่านนั่งลงก่อนครับ เดี๋ยวให้คุณวิสาระดี ช่วงนี้ผมจะขอตรวจสอบก่อน เชิญคุณวิสาระดี ๕ นาทีครับ

นางสาววิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ เชียงราย 🔗

ท่านประธานคะ ดิฉัน วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ก็ต้องบอกว่า อรุณสวัสดิ์ตอนเช้านะคะ เมื่อคืนเรียกว่าเราอยู่ถึงตีหนึ่งกันเลยทีเดียว และตัวดิฉันเอง ก็เตรียมพร้อมที่จะขึ้นมาอภิปรายแต่ก็เสียดายที่ท่านประธานตัดสินใจที่จะพักการประชุมเสียก่อน แต่ไม่เป็นไรเมื่อเราเริ่มกันเช้านี้ก็อาจจะมีความรู้สึกสดชื่นกันมากกว่า เพราะว่าดิฉันเอง ก็เป็นคนหนึ่งที่อยากจะร่วมอภิปรายเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งดิฉันต้องขอชื่นชมกับทางรัฐบาล เพราะดูจากโครงสร้างของงบประมาณ ปี ๒๕๕๗ แล้ว มันมีการขาดดุลเรียกว่าลดลงจากปีก่อน แล้วก็มีแนวโน้มว่าจะลดลงในปีถัด ๆ มาด้วยซ้ำ ซึ่งก็สอดคล้องกับทิศทางการทำงานที่จะมุ่งสู่งบประมาณสมดุลในโอกาสเรียกว่าในอนาคต อันใกล้ ๆ นี้ ท่านประธานคะ ทางรัฐบาลเองได้กำหนดยุทธศาสตร์จัดสรรงบประมาณมา ทั้งหมด ๘ ยุทธศาสตร์ด้วยกัน แต่ตัวดิฉันเองจะขอลงไปเจาะเน้นที่ยุทธศาสตร์ที่ ๑ นั่นก็คือ เรื่องของการเร่งรัดการพัฒนาประเทศ และเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน จะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ในปี ๒๕๕๘ นี้เอง ถึงวันนั้นประเทศไทยรวมกับอีก ๙ ประเทศ เราจะรวมตัวกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราจะเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ เป็นเสมือน ขุมทองของโลกที่มีทั้งทรัพยากรทางธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์อย่างมหาศาล มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นถึง ๖๐๐ ล้านคน กำลังแรงงานอีก ๖๐๐ ล้านคน และอัตราการเติบโตสูงสุด เมื่อเทียบกับภูมิภาคทั่วโลก และดิฉันเชื่อว่าทุกรัฐบาลในประเทศภูมิภาคต่างจะผลักดัน นโยบายและจัดสรรงบประมาณเพื่อที่จะผลักดันประเทศตัวเองเตรียมพร้อมเข้าสู่ ประชาคมอาเซียน ซึ่งทุกประเทศในภูมิภาคก็ยึดถือว่าอาเซียนเป็นเสาหลักในนโยบาย ต่างประเทศของตนเหมือนที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าคอร์เนอร์สโตน ออฟ ฟลอเรนซ์ โพลิซี (Cornerstone of Florence policy) ท่านประธานคะ อย่างประเทศสิงคโปร์ ดิฉันอยากจะขอยกตัวอย่าง เป็นประเทศที่เรียกว่ามีศักยภาพแข่งขันมากในอาเซียน ทั้ง ๆ ที่เขามีข้อจำกัดทางด้านพื้นที่หรือว่าทรัพยากรธรรมชาติแล้วก็แรงงาน แต่เขาก็จะสามารถ ผลักดันตัวประเทศของเขาเองก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับ ๓ ของโลกอันดับต้น ๆ เลยที่จะเป็น ศูนย์การค้า การเงิน แล้วก็การขนส่งที่สำคัญของภูมิภาค ถึงแม้ประเทศสิงคโปร์จะเป็นประเทศ ที่แข็งแกร่ง แล้วก็เรียกว่ามีศักยภาพพัฒนาไปแล้ว แต่ว่าเขาก็ยังมีนโยบายที่จะเพิ่มยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านพลังงาน อุตสาหกรรม หรือว่าการเกษตร เพื่อที่เมื่อครั้นประตูอาเซียนเปิดขึ้น เขาก็อาจจะมีการลงทุนทำการเกษตรในอีก ๙ ประเทศเพื่อนบ้านก็ได้ ดังนั้นงบประมาณ ของรัฐบาลเรา ๑๔๕,๐๐๐ ล้านบาท จำเป็นที่จะต้องมาช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ให้กับประเทศไทยเราเพื่อที่จะสร้างศักยภาพการแข่งขันไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทางด้านเกษตร หรือว่าอุตสาหกรรมทางด้านเกษตรก็ตาม ประเทศไทยเราจึงต้องเตรียมพร้อมกับ ๓ ด้านด้วยกัน ผ่านงบประมาณประจำปี ๒๕๕๗ นี้ นั่นก็คือขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนด้วยการศึกษา ท่านประธานคะ วันนี้ประเทศไทยเราจะต้องมีการศึกษาที่มีคุณภาพและมาตรฐานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษหรือว่าภาษาของประเทศเพื่อนบ้านเองก็ตาม เพื่อที่จะช่วยให้มีการสื่อสาร อย่างสร้างสรรค์ แล้วก็ช่วยผลักดันให้มีมาตรฐานฝีมือแรงงานที่ขึ้น เป็นการต้อนรับนักท่องเที่ยว ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ด้านที่ ๒ คือปรับกฎระเบียบเพื่อลดอุปสรรคการค้าและการลงทุน ก็คือปรับปรุงข้อกฎหมายและกฎ ระเบียบที่เกี่ยวกับการค้าและการลงทุนให้มันสอดคล้องกัน ลดปัญหา อุปสรรค แล้วก็การทำงานในการลงทุนภายใต้ประชาคมอาเซียน รวมถึงออกกฎหมาย ที่เป็นระเบียบสากลด้วย ด้านที่ ๓ คือการพัฒนาด่านและเมืองชายแดน อันนี้ก็คือเกี่ยวกับ การเพิ่มประสิทธิภาพอำนวยความสะดวกให้กับด่านศุลกากร การขนส่งสินค้าผ่านด่านชายแดน ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ แล้วก็ข้อมูลที่จะต้องเชื่อมโยงกันให้กับศุลกากรและสำนักงาน ตรวจคนเข้าเมือง รวมไปถึงจัดการระบบสาธารณสุข แล้วก็การศึกษาให้กับแรงงานอาเซียน ที่จะเข้ามาในอนาคตด้วย อย่างตัวดิฉันเองเป็น ส.ส. หรือว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ด่านนี่ติดกับประเทศพม่าและ สปป. ลาว การค้า การท่องเที่ยว คมนาคมและแรงงาน วันนี้ต้องขอขอบคุณทางรัฐบาลที่เรียกว่าจัดสรรงบประมาณไปให้เราเพื่อที่จะช่วย พัฒนาบุคลากร ความรู้ แล้วก็เตรียมพร้อมให้กับประเทศเราก้าวสู่อาเซียนเมื่อเวลา เราเปิดประตูสู่ประชาคมอาเซียนแล้ว ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะขอยกตัวอย่างค่ะว่าอดีตก่อนที่รัฐบาลท่านยิ่งลักษณ์จะเข้ามา บริหารประเทศไทยนี่นะคะ เราเคยมีการศึกษาของสถาบันการศึกษาชั้นนำแห่งหนึ่งค่ะ เขาถามถึงความรู้พื้นฐานของนักศึกษาเกี่ยวกับอาเซียน นักศึกษา ๑๐ ประเทศในภูมิภาคของเรา ถามว่ารู้จักธงอาเซียนไหม รู้จักไหมว่าอาเซียนก่อตั้งเมื่อไร ผลการสำรวจออกมาค่ะว่า ประเทศไทยอยู่อันดับสุดท้าย หรือว่าคำถามที่บอกว่าคุณรู้สึกไหมว่าคุณมีส่วนร่วมกับ ประเทศอาเซียนมากน้อยเพียงใด ประเทศไทยอยู่อันดับ ๘ จาก ๑๐ ประเทศค่ะ นี่ละค่ะ ที่งบประมาณประจำปี ๒๕๕๗ จะเป็นส่วนช่วยผลักดันแล้วก็เป็นกลไกสำคัญให้คนไทยเรา เข้าใจถึงเรื่องอาเซียนมากขึ้น สุดท้ายนี้ค่ะท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ วัฒนธรรม หรือการเมืองก็ตาม กลไกเหล่านี้จะผลักดันประเทศเราให้ก้าวสู่เออีซี แต่เสียดายนะคะว่า เรามีการทะเลาะกันภายในประเทศทำให้เสียโอกาสอย่างมาก ที่ผ่านมาประเทศไทย มันไม่มั่นคงทางด้านการเมือง เรียกว่าก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จะเข้ามาบริหารประเทศ ประเทศไทยเรามีความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านเรียกว่าไม่ค่อยสู้ดีนักค่ะ แต่วันนี้เมื่อเราได้ผู้นำที่ดี แล้วก็มีความเข้มแข็งอย่างท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร แล้ว เราได้รัฐบาลที่มาจาก การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยแล้วนี่รวมกับความชัดเจนในการลงทุนครั้งใหญ่ ผ่านร่างพระราชบัญญัติ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กับทิศทางการนำนโยบายของไทย ของงบประมาณประจำปี ๒๕๕๗ แล้วจะทำให้ต่างประเทศรู้สึกตื่นตัวค่ะ แล้วก็ทำให้ ต่างประเทศรู้สึกสนใจที่จะมาลงทุนในประเทศไทยเรา ดังนั้นท่านประธานคะ ในเมื่อเรามีผู้นำ ที่แข็งแกร่งแล้วก็มีความพร้อมอย่างท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเมื่อประกอบกับ งบประมาณที่จะมาสนับสนุนการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ๑๔๕,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว ประเทศไทยเราจะก้าวสู่ประชาคมอาเซียนอย่างแข็งแกร่งในฐานะผู้นำ ในฐานะประเทศ อันดับ ๑ ของประชาคมอาเซียนเหมือนที่ไทยเคยเป็นมาแล้วในอดีต และดิฉันเองวันนี้ อยากจะขอสนับสนุนค่ะ แล้วก็รับหลักการการร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ นี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสามารถครับ ผมตรวจสอบแล้วท่านได้ใช้สิทธิพาดพิงเฉพาะเรื่องตัวเลขอย่างเดียว คุณหมอสุกิจครับ คืออย่างนี้นะครับท่าน ไม่เอาแล้ว ให้ท่านสามารถก่อน ท่านใช้สิทธิพาดพิงครับ ผมเรียนสมาชิกอย่างนี้ครับ กราบเรียนด้วยความเคารพอย่างยิ่งนะครับ ถ้าเราเริ่ม ๐๘.๓๐ นาฬิกา ฝ่ายค้าน ๓ ชั่วโมง รัฐบาล ๒ ชั่วโมงครึ่ง ไปจบพอดีที่บ่ายสองโมงนะครับ ขอความกรุณาว่า ไม่ว่าท่านรัฐมนตรี ผู้อภิปรายทุกฝ่ายกรุณาอย่าพาดพิงนะครับ อย่าให้มีประท้วง เพราะไม่อย่างนั้นเวลาจะไม่ตรงตามที่ตกลงกันเมื่อคืน ขอให้ทุกคนยึดหลักการนี้ท่านครับ เชิญท่านสามารถครับ เฉพาะตัวเลขนะครับ ผมฟังแล้วจากเจ้าหน้าที่ครับ

นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สามารถ ราชพลสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงครับที่เมื่อคืนนี้ท่านรัฐมนตรีชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านนะครับ ได้พูดชี้แจงถึง ๗ ข้อเกี่ยวโยงกับที่ผมอภิปรายเมื่อคืนเช่นเดียวกัน แต่ผมจะตอบ แค่เพียงบางข้อเท่านั้นที่เห็นว่าจะทำให้เพื่อนสมาชิก

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เอาเฉพาะ ที่ท่านเสียหาย ไม่เสียหายผมไม่อนุญาตครับ เวลาไม่ได้จริง ๆ ครับด้วยความเคารพ

นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ บัญชีรายชื่อ

ผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจ ที่เรียกว่าอีไออาร์อาร์ครับ ที่ผมบอกมีการปรับแก้ตัวเลขนั้น ผมอยากจะให้ท่านรัฐมนตรี ไปตรวจสอบครับว่าเป็นตัวเลขที่ผิดปกติ นั่นก็คือมีการลดจำนวนผู้โดยสารของสายหนองคาย ลงมาถึงมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ และมีการเพิ่มค่าก่อสร้างของสายหนองคายขึ้นไปอีก พอสมควรทีเดียวครับ ทำให้ผลตอบแทนด้านเศรษฐกิจนั้นลดลง ที่พูดมาก็ต้องการให้ท่าน ไปตรวจสอบครับ อีกเรื่องหนึ่งครับ เรื่องที่ท่านบอกว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงนั้น จะไปเปรียบเทียบกับโฮปเวลล์ไม่ได้ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าโครงการทั้ง ๒ นี้มีลักษณะ คล้ายคลึงกันก็คือมีความรีบร้อนเหมือนกันครับ ทำการก่อสร้างในขณะที่ยังไม่พร้อม ท่านบอกว่าโฮปเวลล์นั้นพึ่งพาการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ถูกต้องครับ รถไฟความเร็วสูง เช่นเดียวกันครับ เราจะพึ่งพาจำนวนผู้โดยสาร พึ่งพารายได้จากค่าโดยสารอย่างเดียวไม่ได้ครับ ต้องพึ่งพาการพัฒนาเมืองควบคู่ไปพร้อมกันด้วยครับ เพราะฉะนั้นการวางแผนนั้น

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสามารถเอาเฉพาะประเด็นที่เสียหายครับ กรุณาท่านอภิปรายได้ดีอยู่แล้วผมก็ชื่นชมนะครับ พอสมควรแล้วกระมังครับ

นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ บัญชีรายชื่อ

ครับ ผมก็ไม่ขัดใจท่านประธานนะครับ ขอบพระคุณครับ สวัสดีครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณท่านมากครับ ให้ความร่วมมือดีมาก มีอะไรครับคุณหมอ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

มีครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมจะหารือ ท่านประธานเรื่องของการถ่ายทอดสดครับ เพราะว่าท่านรองประธานเจริญท่านได้แจ้งไว้ ตั้งแต่วันแรกนะครับว่าการถ่ายทอดสดจะมีตลอดยกเว้นในช่วงของข่าวในพระราชสำนัก แล้วถ้ามีเรื่องด่วนอะไรเกิดขึ้นที่พี่น้องประชาชนควรจะทราบก็จะตัดไป แต่ปรากฏว่าครั้งนี้ ได้มีปรากฏการณ์ใหม่ก็คือเมื่อวานมีการตัดโฆษณาหลายครั้งเลยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าเวลาที่มีการอภิปรายเรื่องไข่ เพราะฉะนั้นผมขอเรียนท่านประธานนะครับ ว่าขอให้ท่านตรวจสอบกับรัฐมนตรีที่รับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยครับ แล้วขอให้สั่งการด้วยว่า

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ คุณหมอสุกิจครับ เวลาไม่ได้จริง ๆ ตรวจสอบแล้วก็รายงานผมด้วย เดี๋ยวจะแจ้งที่ประชุม ได้ทราบ นายแพทย์เชิดชัยเชิญครับ ๕ นาที กรุณารักษาเวลาด้วยนะครับ

นายเชิดชัย ตันติศิรินทร์ บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมไม่พูดมากนะครับ ขอสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ เพราะว่าท่านยิ่งลักษณ์เก่งเหลือเกิน ท่านดูนะครับ ในหนังสือเล่มเล็ก ๆ แก้ไขปัญหาประเทศไทย ปีแรกแก้ไขปัญหา ปีที่ ๒ สร้างเศรษฐกิจ ทำให้นึกถึง พันตำรวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร ๔ ปีซ่อม ๔ ปีสร้าง เห็นไหมครับ เก่งจริง ๆ นะครับ ท่านประธานครับ ประเด็นที่พูดกันมาเรื่อย ๆ ก็กล่าวหาว่ารัฐบาล จะมีรายรับพอเพียงไหม แล้วก็ก่อนหน้านี้ก็กู้มามากมายแล้วยังบอกว่าจะมีการโกงอีก ผมขอเรียนให้ท่านประธานทราบนะครับว่ามันเป็นจุดแข็งพอดีเลย รายรับของประเทศไทย ต้องดูอดีตว่าเราเก็บได้เยอะแค่ไหนนะครับ ท่านประธานครับ รายรับของเรามาจาก ภาษีอากรราษฎร การขายสิ่งของและบริการ รัฐพาณิชย์ และรายได้อื่น ๆ ท่านประธาน ทราบไหมครับ ที่ผ่านมาปี ๒๕๕๒ คำนวณเก่งมาก ติดลบไป ๔.๒ เปอร์เซ็นต์ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปี ๒๕๕๒ นะครับ ปี ๒๕๕๓ ก็ผิดพลาดเหมือนกัน แต่เกินไป ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๖ เปอร์เซ็นต์ แต่พอปี ๒๕๕๔ ท่านยิ่งลักษณ์เริ่มมา ๖.๙ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มรายได้ ตั้ง ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๕ เนื่องจากมีปัญหาน้ำท่วมต่อเนื่องกัน คำนวณพลาดไปแค่ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท นี่ครับทำให้กู้เงิน แต่ก่อนกู้ตั้ง ๔๔๐,๐๐๐ กว่าล้านในปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๔ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๕ ๔๐๐,๐๐๐ บาท ปี ๒๕๕๖ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และปีนี้ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แสดงว่าเศรษฐกิจดีขึ้น ท่านประธานครับ ทำไมถึงว่าดีขึ้น เรามาดูรายละเอียดนะครับว่าเป็นอย่างไร ท่านประธานครับ กรมสรรพากร ๗ เดือนที่ผ่านมาเก็บเงินได้เพิ่มขึ้นถึง ๑๐.๔ เปอร์เซ็นต์เป็นภาษีบุคคลธรรมดา เพิ่มขึ้น ๑๑ เปอร์เซ็นต์ ภาษีแวต ๑.๙ เปอร์เซ็นต์ นิติบุคคล ๓.๔ เปอร์เซ็นต์ หมายความว่า อย่างไรครับ หมายความว่ารายได้ครัวเรือนดี แวตก็คือการบริโภคเพิ่มขึ้น นิติบุคคลก็แสดงว่า ธุรกิจดี ท่านประธานครับ ผลของการที่ท่านยิ่งลักษณ์ทำนี่ได้อย่างไรครับ เศรษฐกิจมันดีขึ้นจริง ๆ เพราะคนว่างงานลดลงจากปี ๒๕๔๑ ๔.๔ เปอร์เซ็นต์ มาถึงท่านยิ่งลักษณ์ ๐.๗ เปอร์เซ็นต์ แค่นั้นเองนะครับ ดีขึ้นมาก เงินเฟ้ออยู่ที่ประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์ หนี้สาธารณะ วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๖ ๔๔.๑๖ เปอร์เซ็นต์แค่นั้นเอง ทุนสำรองระหว่างประเทศ วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๕๖ ๑.๔ แสนล้านเหรียญอเมริกา อย่างนี้ละครับทำให้เห็นว่าความรวยมันเริ่มกระจาย ไม่ใช่รวยกระจุก จนกระจายนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็บอกเมื่อวานนี้ว่าการแข่งขันของประเทศไทย เพิ่มจาก ๓๐ มาเป็นลำดับที่ ๗ ท่านประธานครับ การกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กับ ๓.๕ แสนล้านล้านบาท กู้มาเพื่อลงทุนนะครับ มาสร้างสมบัติของประเทศเพื่อลูกเพื่อหลาน นี่ละครับท่านประธาน ความคิดการบริหารประเทศท่านทักษิณบอกว่าต้องส่งเสริมการส่งออกให้ได้ แต่ก่อนเราพึ่งด้านเดียว เราต้องพึ่งเศรษฐกิจภายในก็คือการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน นี่ละเขาบอกว่าระบอบทักษิณที่เขาโจมตี แต่ปรากฏว่าระบอบทักษิณดีจริง ๆ ทำให้ประเทศ เจริญขึ้น ท่านประธานครับ นโยบายนิดหนึ่งครับ เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ของท่านยิ่งลักษณ์ มีงบที่จ่ายมากก็คือด้านสาธารณสุขกับด้านการศึกษา คนไปบอกว่างบประจำมาก แต่งบประจำส่วนนี้มันเป็นงบลงทุน ถ้าท่านไม่ให้ความรู้คนในประเทศ ไม่รักษาสุขภาพเขา ประเทศมันก็เจริญไม่ได้ เพราะฉะนั้นที่ว่าลงทุนน้อย ๆ อันนี้คือลงทุนประจำนะครับ ท่านประธานครับ เกี่ยวกับด้านสาธารณสุขท่านทราบไหมครับ สปสช. ได้รับการยกย่อง จากยูเอ็น (UN) เป็นต้นแบบของโลกระดับความสำเร็จให้เอเชียเอาเป็นตัวอย่าง เป็นความคิดใครครับ ท่านทักษิณ ท่านประธานครับ มีอีกอย่างหนึ่งนะครับ การไปสู่เออีซี ด้านสาธารณสุขเขาก็มีเงินนิดเดียว แต่เขาก็เจียดไปใช้ ปีนี้เขาจะทำที่ด่านกักกันโรคติดต่อ เพื่อไม่ให้เข้ามาในประเทศ ท่านประธานครับ ให้เวลาน้อยนิดหนึ่งนะครับ ผมขอสรุปนิดหนึ่งว่า นโยบายของท่านยิ่งลักษณ์ที่มี ๙ ยุทธศาสตร์แล้วก็ร่วมกับที่ผ่านมา ๑๖ นโยบายเร่งด่วน เป็นความถูกต้องแล้วจะทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ ๔ ปีซ่อม ๔ ปีสร้างเหมือนสมัยทักษิณ แล้วความจนจะหายจากประเทศไทย ลูกหลานจะได้มีความสุข ประชาธิปไตยจะได้มั่นคงจริง ๆ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอเชิญท่านสงกรานต์ ๗ นาที

นายสงกรานต์ จิตสุทธิภากร นครสวรรค์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สงกรานต์ จิตสุทธิภากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดนครสวรรค์ พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมจะอภิปรายร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี ๒๕๕๗ ซึ่งเมื่อผมได้ พิจารณาแล้วผมไม่อาจที่จะรับหลักการได้ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ เนื่องจากมีท่านผู้อภิปราย หลายท่านได้พูดในหลายประเด็นแล้ว ผมจะขอพูดประเด็นในยุทธศาสตร์ที่ ๔ นะครับ ยุทธศาสตร์ด้านการศึกษา คุณธรรมจริยธรรม คุณภาพชีวิต และความเท่าเทียมกันในสังคม ท่านประธานครับ ในเล่มสรุปหน้าที่ ๑๕ ท่านเขียนไว้ว่าด้านการศึกษาท่านจะส่งเสริม การขยายโอกาสการเข้าถึงอย่างทั่วถึงเป็นธรรม แต่ท่านประธานสังเกตไหมครับว่า ในงบประมาณปีนี้แม้ว่ากระทรวงศึกษาธิการจะได้รับงบประมาณเพิ่มเติม แต่เห็นได้ชัดว่า การนำเงินไปบริหารงานในครั้งนี้และการจัดงบประมาณในครั้งนี้เป็นการจัดงบประมาณ ที่ผิดพลาด ท่านประธานสังเกตจะเห็นว่างบประมาณที่ใช้ในการลงทุนในครั้งนี้ ประมาณ ๑๗ เปอร์เซ็นต์นั้นไม่ได้ลงทุนในอนาคตที่ดีของประเทศ ส่วนใหญ่นั้น จะใช้ในงบของประชานิยมแล้วก็การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ท่านประธานครับ ประเทศนี้ ไม่ได้อยู่ได้ปีหรือสองปีนะครับ แต่ต้องอยู่ไปอีกตลอดนานนับชั่วที่พวกเราจะจำกันได้นะครับ ผมเห็นข้อสังเกตอยู่ ๓ ข้อที่เห็นได้ชัดนะครับ

ข้อแรก คือที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ท่านประธานสังเกตนะครับว่า ประเทศไทยเราปีนี้ได้รับการยกย่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเทพมหานครได้เป็นเมือง ท่องเที่ยวอันดับ ๑ ของโลกจากนิตยสารต่างประเทศ แต่งบที่กระทรวงนั้นถูกตัดไปค่อนข้างเยอะ

อีกเรื่องหนึ่ งผมอยู่ที่คณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็เห็นได้ชัดว่างบประมาณในด้านการวิจัยและพัฒนานั้นก็ถูกตัดไป ท่านประธานครับ ถ้าเราไม่สนใจในอนาคต ไม่ลงทุนเพื่ออนาคตแล้วประเทศนี้จะไปอย่างไร เพราะหนี้ กองอยู่ข้างหน้าไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐,๐๐๐-๖,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทอยู่แล้ว

เรื่องสุดท้ายที่ผมจะพูดในวันนี้ก็คือเรื่องการศึกษา ผมว่ามันเป็นความผิดพลาด ครั้งใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการที่มีกรอบความคิดที่ผิด ท่านรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่า จะยุบโรงเรียนครับ คำว่า ยุบโรงเรียน มันสะท้อนลึกนะครับ ท่านประธานลองคิดว่า พี่น้องเราที่อยู่ตามชนบทอยู่ตามบ้านนอกนั้นเขาไม่ได้มีโอกาสเท่าเราครับ ถ้าท่านคิดว่าเขาเป็นลูกเหมือนกับลูกพวกท่าน ท่านจะไม่พูดคำนี้ออกมาครับ ผมเช็กดูแล้วนะครับ ผมเคยไปกับคณะกรรมาธิการที่ต่างประเทศไปที่ประเทศอังกฤษครับ ปรากฏว่าลูกนักการเมือง เกือบทุกคนมีลูกเรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษครับ แต่ในขณะที่ลูกชาวบ้านเขาไม่มีโอกาส มาอยู่ในเมืองเพราะอะไรครับ ก็เพราะเขายากจนครับ ครอบครัวเขาเป็นเกษตรกร เขาทำนา เขามีความผิดอะไรครับที่ท่านจะไปยุบโรงเรียนของเขาครับ เด็ก ๆ ที่เขาเกิดมาในที่นั้น ถ้าเขาเลือกได้เขาคงไม่เกิดในที่กันดารอย่างนั้นหรอกครับ เขาต้องมาเกิดในเมืองครับ และเด็ก ๆ เหล่านั้นถ้าเลือกได้เขาก็คงมาเรียนที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษากันทุกคน แต่เขาเลือกไม่ได้ครับท่าน แต่ท่านกลับไปบอกว่าท่านทำโทษเขาที่เขาลำบาก ที่เขายากจน โดยการท่านบอกท่านจะยุบโรงเรียนครับ ผมอ่านข่าวทีแรกผมก็ไม่เชื่อครับ ผมไม่คิดว่า ความคิดนี้จะออกมาแต่เมื่อมาดูในงบประมาณปีนี้ที่จะเข้าอย่างที่ท่าน ส.ส. ฝ่ายค้าน ได้พูดมาแล้วครับ ปรากฏว่ารัฐบาลทำจริงจัดงบซื้อรถตู้ไว้ล่วงหน้าแล้ว ฉะนั้นความหมาย ของการซื้อรถตู้เท่ากับยุบโรงเรียน ในสมัยที่รัฐบาลที่แล้วท่านชินวรณ์ บุณยเกียรติ หรือรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ท่านมีแนวคิดที่ดีกว่านี้ ผมอยากให้ท่านรัฐมนตรีหรือรัฐบาลได้ไตร่ตรอง ให้ดี การที่ท่านมีเงินมากท่านคิดถึงเรื่องการบริหารในแง่ขององค์กรหรือบริษัทมันใช้ไม่ได้ กับภาครัฐ เพราะอะไรครับ ท่านกำลังมองว่าคนยากคนจนเด็กนักเรียนที่ไปเรียนทำให้ท่าน ต้องเสียเงินครับ ท่านมองว่าเป็นหนี้สินของประเทศ ถ้าท่านมองคนเหล่านี้เป็นหนี้สิน ของประเทศท่านก็พยายามจะลดต้นทุนของเขาโดยการยุบโรงเรียน แต่ถ้าท่านมองว่า คนเหล่านี้เป็นสินทรัพย์เป็นอนาคตของประเทศจะทำให้ประเทศยั่งยืนพัฒนาต่อไป ผมเห็นหลายท่านพูดนะครับว่าเราจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนพูดแล้วพูดอีกครับ ถ้าเราเข้าสู่ ประชาคมอาเซียนแล้วเด็กลูกหลานของเราที่จะเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตไม่ได้รับการศึกษาที่ดีแล้ว มันจะมีประโยชน์อะไรครับ การที่จะยุบโรงเรียนนั้นผมไม่เห็นด้วย และผมเห็นด้วย กับหลักการของรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ต้องคุยกันครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ในที่จังหวัดนครสวรรค์ของผมนะครับ สมัยที่แล้วมีโรงเรียน ๓ โรงเรียนได้มาคุยกันครับ แล้วตกลงว่าจะเลือกโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่งนั้นให้เป็นโรงเรียนดี แล้วรัฐมนตรีในสมัยนั้น ก็ทำให้เป็นโรงเรียนดีประจำตำบลโดยการเอางบประมาณไปให้ ไปสร้างสระน้ำ ไปสร้าง อาคารเรียนใหม่ให้ เอาระบบคอมพิวเตอร์ไปใส่ให้ เอาห้องสมุดทันสมัยไปให้ ๓ โรงเรียนนั้น เขาก็ตกลงปลงใจกันที่จะรวมกันแล้วก็ส่งเด็กนักเรียนมาเรียนที่โรงเรียนนี้ทุกคนก็มีความสุขครับ มีโรงเรียนใกล้ตัวอยู่ในตำบลก็ไม่ต้องย้ายบ้าน ย้ายสำมะโนครัวไปแยกกัน ไปเรียนอยู่ที่ โรงเรียนประจำจังหวัดครับ ถ้าเกิดท่านไม่ได้อย่างนี้ครับถ้าโอกาสคือโรงเรียนไม่ดีจริง ๆ หรือต้องยุบจริง ๆ ผมก็ยังแนะได้ว่าทำเป็นโรงเรียนชุมชนก็ได้นะครับ ผมเคยคุยกับ กศน. ซึ่งก็เป็นหน่วยงานเดียวกับของท่าน กศน. ก็บอกครับว่าถ้าเขาไม่เอามาให้ผมผมจะทำให้ หรือถ้าไม่ได้ กศน. คุยกับพี่น้อง คุยกับ อบต. ยกให้เป็นประโยชน์สาธารณะให้เด็ก ๆ ให้ผู้ใหญ่มาเรียนก็ได้ครับ ในเมื่อเด็กไม่มีก็สอนผู้ใหญ่ก็ได้นะครับเพราะการศึกษา เป็นการเรียนตลอดชีวิตอยู่แล้วครับ ท่านประธานครับ ผมยังมีเรื่องอีกเยอะนะครับ แต่ด้วยเวลาที่จำกัด ผมขอสรุปว่าผมไม่เห็นด้วยแล้วก็เห็นว่าการบริหารงานของ กระทรวงศึกษาธิการที่วางแผนในเรื่องนี้นะครับผิดพลาดอย่างร้ายแรง ผมว่าผิดพลาดร้ายแรง มากกว่าเรื่องอะไรทั้งหมดนะครับ เพราะว่าอันนี้จะส่งผลยาวถึงอนาคตของพวกเรา ในอนาคตเพราะเราคงไม่อยู่กันแค่นี้หรอกครับ อยู่กัน ๑๐ ปี ๒๐ ปีก็ไปกันหมดแล้วครับ แต่เด็กพวกนี้ต้องอยู่ดูประเทศนี้ต่อไปครับ และผมไม่แปลกใจครับว่าทำไมการศึกษาไทย มันถึงตกต่ำขนาดนี้ ผลการทดสอบโอเน็ต (O-NET) เอเน็ต (A-NET) อะไรเขาบอกว่า คนไทยตกคณิตศาสตร์ เพราะแม้กระทั่งเมื่อวานนี้ใส่ตัวเลขยังใส่ผิดเลยครับ ๑,๓๐๐ ล้านบาท ใส่ไป ๒,๓๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับตัวเลขที่ผิดทำอะไรได้บ้างครับ ถ้าไปทำอาคารเรียน ทำได้ ๗๐๐ หลังนะครับ ถ้าไปทำห้องสมุดคอมพิวเตอร์ทำได้ ๒,๓๐๐ โรงเรียน ถ้าไปจ้าง ครูพิเศษจ้างได้ ๑๗,๐๐๐ คนต่อปี ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านรัฐมนตรีประชาครับ ท่านจะชี้แจงไหมครับ เรามีเวลาจำกัดจริง ๆ นะครับ ช่วยรักษาเวลา ให้ผมด้วย

นายประชา ประสพดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สั้น ๆ ครับ เวลาของเพื่อนสมาชิกจะได้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ แต่ถ้าหากไม่ชี้แจงก็อาจจะก่อให้เกิด ความเข้าใจผิด แล้วก็เกิดผลเสียหายต่อรัฐบาลในชุดนี้ได้ จากที่ท่านสมาชิกท่านธนิตพล ไชยนันทน์ ที่ได้อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องงบกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นว่ารัฐบาลชุดนี้ ได้เบียดบังงบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่จริงแล้วรัฐบาลนี้ไม่ได้เบียดบัง ก็ไม่ทราบว่าเบียดบังตรงไหนนะครับ อันนี้ก็ต้องขอเรียนชี้แจงว่าการจัดสรรงบประมาณนั้น เป็นไปตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนขั้นตอนกระจายอำนาจนะครับ เรื่องนมโรงเรียน ก็เป็นการถ่ายโอนมาจากกระทรวงศึกษาธิการก็เป็นไปตามหลักการกระจายอำนาจทั้งสิ้น แล้วนมนั้นก็ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเด็กนักเรียนในเขตการปกครองส่วนท้องถิ่น ผมจะชี้แจง สั้น ๆ ครับ แล้วในส่วนเรื่องของเงินกู้ก็เป็นการกู้เพื่อไปพัฒนาโครงสร้างไปในเรื่องเกี่ยวกับ ภารกิจของท้องถิ่นในเรื่องของสถานธนานุบาลโรงรับจำนำ แล้วการจะกู้หรือไม่กู้นั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของท้องถิ่น แล้วการกู้ต้องผ่านความเห็นชอบของสภาท้องถิ่นอีก หลายขั้นตอนก็ต้องขอชี้แจง แต่ที่สำคัญอย่างยิ่งกรณีที่ท่านสมาชิกได้บอกว่ามันมีงบแฮปปี้ คำว่า แฮปปี้นี่โดยมีคนไปเดินนายหน้า ไปเดินหาท้องถิ่นว่าท้องถิ่นไหนประสงค์อยากได้ งบประมาณงบเงินอุดหนุนเฉพาะกิจก็ต้องเสีย ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ผมขอยืนยันว่าในกระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รวมถึงอธิบดีเอง เรามีข้อสั่งการ ผมยืนยันว่าไม่มีเรื่องนี้ในกระทรวงโดยเด็ดขาด แล้วก็ต้องเรียนชี้แจงต่อไปว่า เรื่องนี้ได้มีหนังสือเวียนถึงท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงท้องถิ่น และอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นอีกต่างหากว่า หากพบหรือมีพฤติการณ์ พฤติกรรมทั้งหลายก็ขอให้แจ้งมายังที่กระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมได้ลงไว้ ในเว็บไซต์อีกต่างหากนะครับ เว็บไซต์ prachamorthor3.in.th แล้วก็ให้หมายเลข โทรศัพท์มือถือส่วนตัวไว้ด้วยนะครับ ถ้าจะมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นก็ต้องไปสำรวจตรวจตรา คนใกล้ตัวของท่านดูว่ามีพฤติการณ์ พฤติกรรมเหล่านี้หรือไม่ แต่ถ้าเป็นระบบราชการ หน่วยงานราชการจากกระทรวง จากกรม ผมยืนยันว่าไม่มีโดยเด็ดขาดนะครับ ก็ขอชี้แจง เพียงสั้น ๆ ว่า ๓๐-๔๐ งบแฮปปี้ที่ไปซื้อขายกัน มันเป็นเรื่องของคนที่จะซื้อจะขายถ้าเขาฉลาด เขากินข้าว เขาไม่ได้กินหญ้า เขาจะต้องใช้ดุลยพินิจว่าพวกนั้นคือแก๊งไข่ตุ๋น แก๊งไข่ต้ม และแก๊งของจริง รัฐบาลชุดนี้ไม่ปล่อยให้มีเหตุการณ์อย่างนั้นแน่นอนนะครับ ก็ขอเรียนชี้แจงเพียงสั้น ๆ เพื่อจะได้ไม่รบกวนเวลาของท่านสมาชิก ขอขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านประนอมเชิญครับ ๑๐ นาที

นายประนอม โพธิ์คำ นครราชสีมา 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายประนอม โพธิ์คำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย เขตที่ ๑๒ อำเภอปักธงชัย อำเภอวังน้ำเขียว ตำบลชัยมงคล วันนี้ผมก็ขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่ได้ให้โอกาสผมมาอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ ๒.๕ ล้านล้านบาท ตาม ๘ ยุทธศาสตร์ของคณะรัฐมนตรีที่เสนอเข้าสู่สภา ผมเองนั้นก็คงจะเสนอปัญหา ที่สะท้อนอยู่กับพี่น้องประชาชนให้รัฐบาลได้รับทราบหลาย ๆ อย่าง

เรื่องแรก ก็คงจะเป็นเรื่องของกองทุนหมู่บ้าน ก็อยากฝากว่าปีนี้งบประมาณนั้น ลดลง ก็อยากฝากท่านรัฐมนตรีว่าจะทำอย่างไร งบกองทุนหมู่บ้านนั้นเป็นงบที่สำคัญที่สุด เพราะว่าพี่น้องประชาชนนั้นก็ได้ใช้งบกองทุนหมู่บ้านเพื่อไปพัฒนาหมู่บ้านของเขา ไม่ว่าจะเป็น เรื่องขยายประปาในหมู่บ้าน ถนนต่าง ๆ นั้น งบตรงนี้ไม่มีการคอร์รัปชัน เพราะพี่น้องประชาชน ในหมู่บ้านเป็นผู้บริหารกันเอง และเป็นสิ่งที่พี่น้องภาคภูมิใจแล้วก็ดีใจที่กองทุนหมู่บ้าน หรือเอสเอ็มแอลที่รัฐบาลจัดลงให้เขา ตรงนี้ก็ฝากด้วยนะครับว่าจะทำอย่างไรที่กองทุนหมู่บ้าน หรือเอสเอ็มแอลยังไม่ได้ลงไปนั้น ฝากรัฐบาลช่วยเร่งอนุมัติเงินเอสเอ็มแอลปี ๒๕๕๖ ลงไปให้พี่น้องประชาชนทั้งประเทศด้วยครับ

เรื่องต่อไปก็คงจะเป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหาเอกสารสิทธิ ไม่ว่าจะเป็น พื้นที่เลือกตั้งของผมหรือปัญหาของประเทศ หลาย ๆ ประเทศนั้นก็ใช้ในเรื่องของเอกสารสิทธิ หรือปัญหาราคาของที่ดินมาเป็นเกณฑ์ แต่ว่าในเมืองไทยของเรานั้นปัญหาเกิดอย่างมากมาย และใช้กฎหมายหลายฉบับที่ลงไปดูแลพี่น้องประชาชนไม่ทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ส.ป.ก. อุทยาน ปัญหาป่าสงวน หลาย ๆ เรื่อง ใช้กับพี่น้องประชาชน ก็เหมือนกับพี่น้องประชาชน ทั้งประเทศไทยนั้นมีความเหลื่อมล้ำไม่ได้ใช้กฎหมายตัวเดียวกัน พี่น้องประชาชนถึงเดือดร้อน และเข้าถึงแหล่งเงินไม่ถึง บางท่านนั้นไม่มีเอกสารสิทธิก็ต้องไปกู้ได้เฉพาะ ธ.ก.ส. พอกู้ ธ.ก.ส. ไม่ได้ก็ต้องหันไปกู้ระบบเงินนายทุน ดอกเบี้ยร้อยละ ๓ ร้อยละ ๕ ร้อยละ ๑๐ ร้อยละ ๒๐ ก็ทำให้พี่น้องเกษตรกรของเรานั้นต้องยากจนลงไปเรื่อย ๆ นี่ก็คือปัญหาใหญ่ ที่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ร้องขอมา ก็อยากฝากไปทางรัฐมนตรี ผ่านท่านประธานไปทาง คณะรัฐบาลช่วยดูแลแก้ไขปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิให้กับพี่น้องประชาชนให้ผมด้วย

เรื่องต่อไปก็คงจะเป็นเรื่องของกองทุนพัฒนาสตรี ตรงนี้ต้องกราบขอบพระคุณ ทางรัฐบาลเป็นอย่างยิ่งนะครับว่ากลุ่มสตรีแม่บ้านนั้นไม่เคยมีกองทุนและไม่มีรัฐบาลไหน เข้าไปดูแลกลุ่มสตรีแม่บ้านเลย พอกองทุนพัฒนาสตรีได้อนุมัติลงไปจากรัฐบาลนั้น กองทุนพัฒนาสตรีก็ดีใจแล้วก็เร่งทำในเรื่องของโอทอปต่าง ๆ เร่งทำในเรื่องของโครงการต่าง ๆ ทำให้กลุ่มสตรีแม่บ้านทั้งประเทศไทยนั้นมีหน้ามีตากับเขาเสียที เพราะไม่มีใครมองเห็นว่า กลุ่มสตรีแม่บ้านนั้นเป็นกลุ่มที่มีความหมายและกลุ่มที่สำคัญที่สุดของประเทศ ตรงนี้ ก็ต้องขอขอบพระคุณแล้วก็ฝากท่านผลักดันในเรื่องของงบประมาณลงไปให้กลุ่มสตรีแม่บ้าน เพิ่มเติมด้วย

เรื่องต่อไปก็คงจะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวพี่น้องประชาชนก็คือเรื่องของภัยแล้ง เพราะว่าปีนี้จังหวัดนครราชสีมานั้นประกาศเรื่องภัยแล้งทั้งจังหวัด และเมื่อปี ๒๕๕๓ นั้น น้ำท่วมใหญ่ของจังหวัดนครราชสีมาทำให้พี่น้องประชาชนจังหวัดนครราชสีมาเดือดร้อน โดยเฉพาะเขตเลือกตั้งของผมนั้นพื้นที่อำเภอปักธงชัยก็ท่วม และตอนนี้เกิดปัญหาแห้งแล้ง ทำให้เขื่อนหลาย ๆ เขื่อนนั้นไม่มีน้ำที่จะใช้ที่จะหล่อเลี้ยงพี่น้องประชาชน เช่น เขื่อนแรก ก็คือเขื่อนลำตะคองที่จะต้องหล่อเลี้ยงน้ำไปให้ทั้งจังหวัดนครราชสีมา ถ้าเขื่อนลำตะคอง ไม่มีน้ำ จังหวัดนครราชสีมาตัวจังหวัดใหญ่นั้นพี่น้องประชาชนก็ต้องเดือดร้อนในเรื่องน้ำดื่มน้ำใช้ น้ำอุปโภคบริโภค น้ำเรื่องการเกษตร เรื่องที่ ๒ ก็คงจะเป็นเรื่องของเขื่อนลำพระเพลิงที่ผมเองนั้น ได้พูดในสภาหลายครั้งว่าปัญหาที่น้ำท่วมอำเภอปักธงชัยนั้น เพราะปัจจุบันนี้บรรจุน้ำได้ ประมาณ ๑๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร และทางกรมชลประทานนั้นได้ทำเรื่องขอทำฟลัดเวย์ ยกขึ้นอีกประมาณ ๔ เมตร โดยใช้งบประมาณอีกประมาณสัก ๖๐๐ ล้านบาท ก็ฝากรัฐบาลว่า ทำอย่างไรที่จะช่วยพี่น้องประชาชนอำเภอปักธงชัย ในเรื่องของการเสริมฟลัดเวย์ตรงนี้ อีก ๔ เมตร โดยใช้งบประมาณอีก ๖๐๐ ล้านบาทนั้น เพื่อจะได้กักเก็บน้ำไม่ให้น้ำไปท่วม พี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอปักธงชัย และฤดูแล้งเราก็จะได้นำน้ำมาใช้ในเรื่องของการทำนา ทำการเกษตรต่อไป

ฝากอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องใหญ่ของวังน้ำเขียว เรื่องการประปาส่วนภูมิภาค ตอนนี้การประปาส่วนภูมิภาคอำเภอปักธงชัยได้มาดูแลพื้นที่ของอำเภอวังน้ำเขียว แต่ฝายนั้น ได้หักเพราะว่าน้ำฤดูฝนนั้นได้พัดทำให้ฝายหักลงไป ทำให้ตอนนี้การประปาส่วนภูมิภาค ไม่มีน้ำให้พี่น้องประชาชนใช้ ๒-๓ วันถึงได้เปิดครั้งหนึ่ง เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด ก็อยากฝากผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีช่วยเร่งดูให้พี่น้องประชาชนด้วยเพราะว่า เดือดร้อนจริง ๆ ถ้าเรื่องนี้ท่านอยากตรวจสอบก็เช็กไปที่การประปาส่วนภูมิภาค อำเภอปักธงชัย หรือก็ท่านนายอำเภอวังน้ำเขียวก็ได้ว่าตรงนี้เป็นข้อเท็จจริงไหมว่า ตอนนี้กำลังเดือดร้อนหนัก เพราะพี่น้องไม่มีน้ำใช้จริง ๆ

แล้วเรื่องต่อไปก็คงจะเป็นเรื่องของการจำนำผลผลิตทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย ตรงนี้ก็ทำให้พี่น้องประชาชนนั้นก็อยู่ดีมีสุขขึ้น แล้วก็ได้ผลประโยชน์จากการรับจำนำ แต่ปัญหาใหญ่นั้นมันเกิดกับพี่น้องประชาชนก็คือ การสวมสิทธิ ก็อยากฝากรัฐบาลช่วยติดตามว่าพวกที่สวมสิทธิกันนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ ทำให้พี่น้องเกษตรกรนั้นไม่สามารถที่จำนำผลผลิตทางการเกษตรของตัวเองได้ทั้งหมด นั่นคือสิ่งที่บางคนนั้นไม่ได้ทำเกษตรกรรมแต่มีสิทธิในการจำนำ ตรงนี้ก็อยากฝากทางรัฐบาล เข้าไปตรวจสอบปัญหานี้เกิดมาหลายปีแล้วกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เลือกตั้งของผมนะครับ

แล้วเรื่องต่อไปก็คงจะเป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหาเรื่องคมนาคม ผมเองนั้น ก็ได้พูดในสภาหลายครั้งถึงเรื่องปัญหาของถนน หมายเลข ๓๐๔ ตรงโซนกิโลเมตรที่ ๔๑ ถึงกิโลเมตรที่ ๕๗ เพราะถนนตรงนี้น่าจะไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ ศพ ที่พี่น้องประชาชน ในภาคอีสานที่เราใช้ยุทธศาสตร์ตรงนี้ขนส่งสินค้าลงสู่มาบตาพุด แต่มาถึงตรงนี้ตรงช่วง ถนนเขาทรายที่กิโลเมตรที่ผมพูดเมื่อสักครู่นั้นรถจะลงถนนบ่อยแล้วก็ตายแทบทุกวัน ก็อยากฝากเร่งกระทรวงคมนาคมให้เร่งแก้ไขและพัฒนาถนนตรงนี้โดยด่วนนะครับ ก็หวังใจว่า ท่านรัฐมนตรีก็คงจะเร่งลงไปดูแลปัญหาตรงนี้ที่ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ของภาคอีสานเราจะต้องใช้เส้นนี้เป็นยุทธศาสตร์นะครับ

เรื่องต่อไปก็คงจะเป็นเรื่องของรถไฟความเร็วสูงที่รัฐบาลมีนโยบาย ที่จะนำรถไฟความเร็วสูงนั้นเข้าสู่จังหวัดนครราชสีมา ก็ฝากรัฐบาลว่าพวกเราทั้งหลาย ชาวจังหวัดนครราชสีมานั้นอยากเห็นแล้วก็อยากขึ้นรถไฟความเร็วสูง เพราะบ้านเรานั้น ไม่มีเครื่องบิน ไม่มีสนามบินก็อยากเห็นตรงนี้ แล้วก็คิดว่าถ้าเกิดไปในอนาคตไม่ว่ารัฐบาลไหน เข้ามาถ้าไม่ใช้เงินกู้ก็คงจะไม่มีนะครับ ทุกรัฐบาลก็น่าจะต้องใช้เงินกู้ทั้งนั้น ก็ต้องขอบพระคุณ ในเรื่องของที่จะใช้รถไฟความเร็วสูงให้พี่น้องประชาชนแล้วก็กระจายความเจริญเข้าสู่พื้นที่ ของจังหวัดนครราชสีมานะครับ

เรื่องต่อไปก็คงจะเป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ในการศึกษานะครับ ตรงการศึกษานั้น ก็ต้องเห็นใจ เพราะว่าทุกวันนี้แต่ละโรงเรียนนั้นไม่มีงบประมาณนะครับ ตอนนี้ก็จะถูกยุบ บางโรงเรียนนั้นก็อาจจะถูกยุบเพราะถือว่าโรงเรียนเล็ก โรงเรียนน้อยนั้นไม่เหมาะสมกับ การเรียนการสอน ผมเองนั้นก็อยากฝากไปทางกระทรวงศึกษาธิการผ่านท่านประธานว่า ก็อยากให้ตรวจสอบดูก่อนว่าโรงเรียนไหนน่าจะเหมาะสมที่จะต้องยุบ บางโรงเรียนนั้น อาจจะห่างไกลถึงจะเป็นโรงเรียนเล็กก็น่าจะคงเอาไว้นะครับ ก็อยากฝากให้ท่านลงไป ตรวจสอบพื้นที่ว่าหลาย ๆ สิ่งหลาย ๆ อย่างถ้าจะเอาโครงสร้างของการยุบโรงเรียนเล็ก อย่างเดียวมาใช้ มันก็จะไม่เกิดความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่

แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องของจังหวัดผมนั้นมีปัญหาในเรื่องของงบซีอีโอ (CEO) เพราะว่าผมดูแต่ละครั้งผมเป็น ส.ส. มา ๒ สมัย ผมเห็นแล้วงบซีอีโอของผมนั้น มีปัญหาจากจังหวัดอื่น ผมไม่ทราบว่ากระทรวงการคลังนั้นเขาอนุมัติระบบแบบไหนนะครับ เพราะว่าจังหวัดผมนั้นเป็นจังหวัดใหญ่ แต่งบซีอีโอนั้นได้เท่า ๆ กับจังหวัดเล็ก ๒๐๐ กว่าล้านบาท นั่นคือสิ่งที่มันเป็นเรื่องของการเหลื่อมล้ำของแต่ละจังหวัดที่เราบริหารจังหวัดไม่ได้ เพราะผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นก็ถือว่าเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับประชาชน แล้วก็มองเห็นปัญหา ของพี่น้องประชาชนดี ก็อยากฝากรัฐบาลช่วยดูสิว่ากระทรวงการคลังนั้นเขาอนุมัติงบซีอีโอ ระบบไหน จังหวัดนครราชสีมาของผมนั้นมีประชากรอยู่ประมาณ ๒,๕๐๐,๐๐๐ กว่าคน ถึง ๒,๖๐๐,๐๐๐ คน แต่ได้งบประมาณซีอีโอนั้นน้อยมาก ก็อยากฝากประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ ทุก ๆเรื่องที่ได้กล่าวไปนั้น ก็ฝากขอขอบพระคุณไปทางรัฐบาลช่วยฝากดูแลเป็นเรื่องเร่งด่วนในเรื่องการแก้ไขปัญหา เอกสารสิทธิ เรื่องแหล่งน้ำ แล้วก็เรื่องปัญหาของถนนสาย ๓๐๔ ช่วงกิโลเมตรที่ ๔๑ ถึงกิโลเมตรที่ ๕๗ เพราะว่าตายจริง ๆ ก็อยากฝากให้ท่านตรวจสอบลงไปยังกระทรวงคมนาคมว่า พื้นที่ดังกล่าวนั้นตายจริงหรือไม่ เป็นเรื่องความเดือดร้อนของคนภาคอีสานจริง ๆ ผมเองนั้น ก็ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาล ก็ขอขอบพระคุณไว้ ณ โอกาสนี้ครับ ขอขอบพระคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านพงศกร ๕ นาทีครับ

นายพงศกร อรรณนพพร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายพงศกร อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น วันนี้ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาส ได้อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ ซึ่งทางรัฐบาลได้เสนอมา ในครั้งนี้ ก่อนอื่นก็ต้องขออนุญาตที่จะนำเรียนว่าใน ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาทนั้น ทางรัฐบาลชุดนี้ ได้จัดงบประมาณแบบขาดดุล ซึ่งขาดดุลอยู่ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ถือว่าลดลงจาก ปีที่แล้ว ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วลดจากปีก่อนมาอีก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ดีใจอย่างหนึ่ง จากคำแถลงของท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าปี ๒๕๖๐ ประเทศของเรา สภาของเราจะได้เห็น การจัดงบประมาณแบบสมดุล ครั้งนี้นั้นที่ผ่านมาก็ต้องขออนุญาตที่จะต้องเรียนท่านประธาน ถึงพี่น้องประชาชนว่าสมัยก่อนตั้งแต่ปี ๒๕๔๔-๒๕๔๘ พวกเราได้เห็นการจัดสรรงบประมาณ แบบมียุทธศาสตร์ มีเป้าหมายที่ชัดเจน ในครั้งนั้น ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี พี่น้องประชาชนสามารถสัมผัสจับต้องโครงการซึ่งทางรัฐบาล ได้จัดสรรลงไปให้กับพี่น้องประชาชน และในครั้งนั้นจำได้ว่าพวกเราเองได้มีโอกาส อภิปรายงบประมาณกลางปีซึ่งรัฐบาลสามารถเก็บงบประมาณได้เกินดุล ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน รัฐบาลภายใต้การนำของท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เสนอยุทธศาสตร์แผนงานที่สำคัญ ในการจัดสรรงบประมาณ ปี ๒๕๕๕-๒๕๕๘ ตามนโยบายของรัฐบาล และในครั้งนี้ก็จัดมา ๘ ยุทธศาสตร์ ๕๒ แผนงาน สำหรับ ๓๐ หน่วยงาน ๑๙ กระทรวง ก็ต้องนำเรียนว่า ในการจัดงบประมาณครั้งนี้นั้นเป็นการจัดสรรงบประมาณที่มีการบูรณาการแบบมีความพร้อม และสิ่งที่สำคัญยิ่งเราก็ต้องเข้าใจนะครับว่าในงบประมาณ ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาทนั้น เป็นงบรายจ่ายประจำ ๗๙.๙ เปอร์เซ็นต์ เหลืองบในการที่จะพัฒนาจริง ๆ แค่ ๔๔๑,๕๑๐ ล้านบาท เหลือเงินในการพัฒนาจริง ๆ เท่านั้น และงบพัฒนาตัวนี้ก็ต้องกระจายไป ๓๐ หน่วยงาน กระทรวงแต่ละกระทรวงนั้นก็ได้จัดสรรงบประมาณเพียงน้อยนิด แต่โดยยุทธศาสตร์ การจัดสรรงบประมาณที่เป็นแบบบูรณาการและเป็นทิศทางเดียวกันนั้น รัฐบาลก็ได้มี การบูรณาการจัดสรรงบประมาณในการบริหารจัดการเรื่องน้ำ ๓ จุด ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น พ.ร.ก. และสิ่งที่สำคัญยิ่งรัฐบาลชุดนี้ก็ได้มี พ.ร.บ. ให้อำนาจกระทรวงการคลังได้กู้เงิน ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาทในการที่จะมาจัดการเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน จากนี้ไปต้องขออนุญาตที่จะเรียนว่า หลังจากรัฐบาลชุดนี้ปี ๒๕๕๔-๒๕๕๘ นั้น งบประมาณถ้าจัดสรรในทิศทางเดียวกันกอร์ปกับ พ.ร.ก. และ พ.ร.บ. ในการกู้เงินที่จะมาทำโครงสร้างพื้นฐานนั้นประเทศชาติของเราจะได้เห็น สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม สิ่งนี้สิครับที่ต้องเรียกว่าประชาธิปไตยกินได้ ประชาชน สามารถสัมผัสเห็นซึ่งรัฐบาลที่เขาได้เลือกเข้ามา ส.ส. ที่เขาได้เลือกเข้ามา พรรคการเมือง ที่เขาได้เลือกเข้ามา แล้วมีการจัดสรรงบประมาณแบบเป็นธรรม กระจายและทั่วถึง และสามารถจับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม สำหรับ ๘ แผนยุทธศาสตร์นั้น ผมขออนุญาต ที่จะต้องเข้าสัก ๑ แผนตามเวลาที่ให้มา ผมขออนุญาตที่จะต้องเข้าถึงแผนงานยุทธศาสตร์ที่ ๓ ยุทธศาสตร์สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน แล้วก็คงจะขอ เข้าสู่ข้อ ๓.๕ ก็คือแผนส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุน หลายท่านอภิปรายบอกว่า การเข้าถึงแหล่งทุน การจัดงบประมาณไม่ว่าจะเป็นกองทุนพัฒนาสตรี ทำให้สตรีมีหนี้มากขึ้น มันไม่จริง เราก็คงจะเห็นแล้วว่ารัฐบาลที่ผ่านมานั้นที่เราทำกองทุนหมู่บ้านก็คือรัฐบาลพวกผมนี่ละ ก่อนที่จะเกิดกองทุนหมู่บ้านขึ้นมานั้นพูดกันมากเหลือเกินว่าจะเอาเงินมาจากไหน ตั้ง ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ในช่วงนั้นมีการอภิปรายว่าเงินตัวนี้ที่จะไปถึงพี่น้องประชาชน แล้วพี่น้องประชาชนจะไม่มีวินัยทางการเงินการคลัง จะกู้เงินกองทุนหมู่บ้านไปเล่นไพ่บ้าง ไปซื้อมอเตอร์ไซค์บ้าง ซื้อโทรศัพท์มือถือบ้าง ถึงวันนี้ต้องขออนุญาตที่จะต้องฝากถึง เพื่อนสมาชิกแล้วก็ลงไปดูถึงหมู่บ้าน ณ วันนี้พี่น้องประชาชนมีความสุขมาก แทนที่เขาจะเดิน เข้าตลาดไปกู้เงินจากนายทุนหน้าเลือดร้อยละ ๑๐ ร้อยละ ๒๐ เขาเดินไปถึงกองทุนหมู่บ้าน เขาก็จะสามารถที่จะเข้าถึงแหล่งทุนแล้วก็กู้เงินในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำแล้วก็ไปบริหารจัดการ ในหน้าที่การงานของเขานี่ก็คือส่วนหนึ่ง ครั้งนี้รัฐบาลก็ได้จัดสรรสำหรับยุทธศาสตร์นี้ สำหรับกองทุนเงินหมุนเวียน ก็คือกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ก็เพิ่มเติมสำหรับหมู่บ้าน ที่ได้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทแล้วมีการบริหารจัดการที่ดี แล้วก็มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังขาดแหล่งเงินทุนอยู่ก็เพิ่มให้อีกหมู่บ้านละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท และสิ่งที่สำคัญยิ่ง การจัดสรรในส่วนของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองเราก็มีเรื่องของเอสเอ็มแอล ณ วันนี้ เราก็ต้องยอมรับว่าเอสเอ็มแอล ๓๐๐,๐๐๐ บาท ๔๐๐,๐๐๐ บาท ๕๐๐,๐๐๐ บาทนั้น มีประโยชน์อย่างแท้จริงสำหรับพี่น้องประชาชนในหมู่บ้านนั้น ๆ ตอนนี้การจัดทำงบประมาณ ในเรื่องของเอสเอ็มแอล ๓๐๐,๐๐๐ บาท ๔๐๐,๐๐๐ บาท ๕๐๐,๐๐๐ บาทนั้นพี่น้อง ทั้ง ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ในหมู่บ้านมาร่วมหารือกันว่าจะเอาเงินงบประมาณตัวนี้ไปแก้ไขปัญหา ในหมู่บ้านของเขาแบบไหน อย่างไร ในเวลาจำกัดจริง ๆ ผมอยากเข้าอีกนิดหนึ่งนะครับ ท่านประธาน

ก็ขอฝากถึงกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งการจัดสรรงบประมาณนั้นก็ได้งบประมาณ เป็นลำดับต้น ๆ แต่สิ่งที่ผมจะฝากก็คือในส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงซึ่งได้งบประมาณไป จำนวนทั้งสิ้น ๕๖,๐๐๐ ล้านบาท แล้วส่วนที่สำคัญยิ่งก็คือในเรื่องของการศึกษานอกโรงเรียน หรือการศึกษาตามอัธยาศัย หรือ กศน. และส่วนหนึ่งก็คือ สช. การศึกษาเอกชน ก็ขอฝากนิดหนึ่งว่า ในงบประมาณในส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงนั้นที่เข้าถึง กศน. ก็อยากให้เม็ดเงินงบประมาณ ไปถึงพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงในการจัดสรร เนื่องจากว่าหน่วยงานนี้เพิ่งเป็นหน่วยงานใหม่ ถึงตั้งมานานแล้วแต่การได้รับงบประมาณเป็นจำนวนมากในครั้งนี้พวกเราเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือแม้แต่รัฐบาลเองมีความตระหนักและใส่ใจให้พี่น้องประชาชนได้มีการร่ำเรียนถึงระดับรากหญ้า ก็ขอฝากนะครับ และส่วนที่สำคัญยิ่งสำหรับ ๕ แท่งนั้น ไม่ว่าจะเป็น สพฐ. สอศ. หรือแม้แต่ สำนักงานปลัดกระทรวง การสร้างศูนย์ กศน. บางครั้งในครั้งนี้ทาง สพฐ. มีนโยบาย ในการที่จะยุบโรงเรียนเล็กหรือยุบรวม ในส่วนต่าง ๆ โครงสร้างที่ยังเหลืออยู่นั้นเราอาจจะเอา โรงเรียนตัวนั้นมาเป็นศูนย์ของ กศน. ประจำตำบลซึ่งเราไม่จำเป็นที่จะต้องตั้งงบประมาณใหม่ เช่นเดียวกันสำหรับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาซึ่งจะต้องเพิ่มแรงงาน เพิ่มนักเรียนของเราภาคปกติเข้ามาสู่สายอาชีพนั้นให้ ๕๐ ต่อ ๕๐ ณ วันนี้แค่ ๓๐ กว่าต่อ ๗๐ เพราะฉะนั้นในส่วนที่จะขยายอาชีวศึกษาของอำเภอนั้นเราก็อาจจะสามารถใช้สถานที่ของ สพฐ. หรือโรงเรียนขนาดเล็กในการยุบ ใช้จุดตัวนี้ให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน เพราะฉะนั้นขอฝาก ทางกระทรวงศึกษาธิการ ๕ แท่งได้ปิดหรือเปิดกำแพงที่ปิดกั้นกันมาเพื่อทำงานบูรณาการ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชน ก็ต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการอภิปราย งบประมาณปี ๒๕๕๗ ครั้งนี้ แล้วก็ต้องขออนุญาตที่จะเรียนว่าเป็นการจัดงบประมาณที่ยอดเยี่ยม แล้วก็ดีมากที่สุดสำหรับพี่น้องประชาชนครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสาคร เกี่ยวข้อง เชิญครับ ๕ นาทีครับ

นายสาคร เกี่ยวข้อง กระบี่ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาคร เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้อ่าน ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ หลายครั้งหลายเที่ยวมีทั้งไม่เห็นด้วย และเห็นด้วย มีหลายประการมีหลายส่วนที่การจัดสรรงบประมาณในปีนี้ดูเหมือนว่าบางกรม บางหน่วยงาน บางกระทรวง ไม่ได้รับการดูแล ไม่ได้รับการให้ความสำคัญเท่าที่ควร ท่านประธานครับ ในส่วนของกระผมที่จะกล่าวที่จะพูดก็คือเรื่องของกระทรวงการท่องเที่ยว และการกีฬาซึ่งอยู่ในมาตรา ๙ กระผมอยากพูดกับท่านประธานว่า กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬามีความสำคัญต่อพี่น้องประชาชน มีความสำคัญต่อการนำรายได้เข้าสู่ประเทศ ซึ่งนำมาสู่การกระจายรายได้อย่างแท้จริง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาปีนี้ได้รับงบประมาณเพียงแค่ ๙,๓๖๓ ล้านบาทเศษ ซึ่งถือว่ามีจำนวนน้อยมาก และได้ถูกลดงบประมาณไปจากปีที่แล้วถึงเกือบ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ผมขอถามท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่ามีเหตุผลอะไรที่จะมาตัดงบประมาณของ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ทั้งที่รัฐบาลมีวิสัยทัศน์ที่จะนำพารายได้จากการท่องเที่ยว เข้ามาสู่ประเทศมากที่สุด แล้วก็มีจำนวนถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ความจริงการท่องเที่ยวเป็นการหารายได้อย่างดีที่สุด นักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาสู่ประเทศไทย ได้นำรายได้ ได้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมหลายสิ่งหลายอย่าง ทำให้ประเทศของเรามีความยั่งยืน ผมเห็นว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจกับการพัฒนาการท่องเที่ยว ทั้งที่มีหลายปัญหาที่รอการพัฒนา รอการแก้ไขปรับปรุง รายได้จากการท่องเที่ยวก็เป็นรายได้ที่เข้ามาสู่ประเทศของเรา อย่างเต็มกอบเต็มกำ มีรายได้อย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับรายจ่ายทางงบประมาณ ที่รัฐบาลได้จัดให้ในแต่ละปี ผมเห็นว่าแตกต่างกันราวกับฟ้ากับดิน ฟ้ากับเหวก็ว่าได้ ท่านประธานครับ ในพื้นที่จังหวัดที่ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่จังหวัดกระบี่ ตลอดจนพื้นที่ในเขตจังหวัดอันดามันของกระผม มีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก อย่างเช่นจังหวัดกระบี่ของผมมีรายได้จากการท่องเที่ยวแต่ละปี ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ ล้านบาท สร้างการท่องเที่ยว สร้างอานิสงส์ที่ส่งต่อในการท่องเที่ยวอย่างมาก แทนที่รัฐบาลจะให้งบประมาณ แทนที่รัฐบาลจะได้ดูแลแก้ไขปัญหา หาปัจจัยที่สนับสนุนการท่องเที่ยวให้แก่ผู้ประกอบการ ท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ กลับไม่เห็นโครงการของรัฐบาลเลย อย่างเช่น ปัญหาสนามบินในจังหวัดกระบี่ที่มีความแออัด มีความต้องการจากนักท่องเที่ยว หรือผู้ประกอบการท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่จะเข้ามาก็ติดขัดด้วยปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะการจัดการ หรือการบริหาร หรืองบประมาณที่จัดลงไป จึงอยากจะเรียกร้องจากท่านประธาน ผ่านไปยังรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีต่าง ๆ ว่าอยากจะให้มีการแก้ไขในปัญหาเรื่องสนามบิน มีเที่ยวบินเช่าเหมาลำต่าง ๆ ที่จะมาลง ที่จะมาใช้ก็ไม่สามารถที่จะทำได้ ติดปัญหา เพราะว่ามีการบริหารจัดการที่ไม่ดีของกรมการบินพลเรือน อยากจะให้มีการปรับปรุงนำไปสู่ การบริหารจัดการของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย เพราะว่าจะมีการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว การจัดเจ้าหน้าที่เข้าไปในสนามบิน อย่างเช่นเจ้าหน้าที่ของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ก็เป็นปัญหาอัตรากำลังไม่พอ อย่างเช่นในเรื่องของท่าเทียบเรือต่าง ๆ ในละแวกทะเลอันดามัน ซึ่งเป็นแหล่งที่สวยงาม เป็นที่ดึงดูดของนักท่องเที่ยว ท่าเทียบเรือต่าง ๆที่จะสนับสนุน การท่องเที่ยวให้เข้ามาสู่ในแถบทะเลอันดามัน ตั้งแต่จังหวัดระนอง จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ จังหวัดตรัง จังหวัดสตูล ก็ยังไม่เพียงพอ ยังไม่เห็นงบประมาณที่จะไปปรับปรุง ซ่อมแซมหรือการสร้างท่าเทียบเรือเพิ่มขึ้น งบประมาณของกลุ่มจังหวัด งบประมาณของจังหวัด ปีนี้ทางจังหวัดแถบนั้นก็โดนตัดอีกโดยเฉพาะจังหวัดกระบี่ของผมก็โดนลดไปอีก ทั้ง ๆ ที่ งบประมาณกลุ่มจังหวัดนี่ทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัดก็ได้หารือกับทุกภาคส่วนตลอดจน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สามารถจะนำไปแก้ไขปัญหาบำรุงรักษาแหล่งท่องเที่ยว ที่เสื่อมโทรมต่าง ๆ ได้ก็กลับถูกตัดกลับไปอีก นักท่องเที่ยวต่าง ๆ ก็ไหลเข้ามา ตลาดใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน จากประเทศอินเดีย ซึ่งมาทดแทนนักท่องเที่ยว จากยุโรป ก็ทำให้ติดขัดในหลาย ๆ เรื่อง จึงอยากจะเรียนผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาลว่า ช่วยแก้ปัญหา ช่วยเห็นความสำคัญกับการท่องเที่ยวให้มากขึ้นกว่านี้ เพราะก็ยังมีความคิดเห็นว่า เรายังได้รับงบประมาณน้อย ท่านประธานครับ ปัญหาของพี่น้องประชาชนอยากให้มี การแก้ไขปัญหาผ่านกระบวนการของงบประมาณปกติเช่นนี้ ไม่อยากให้มีการผ่านไป โดยทางอ้อม และพวกเราจะได้ร่วมกันตรวจสอบ พวกเราจะได้มาพูดคุยกับรัฐบาล ผ่านสภาแห่งนี้ต่อไป ขอกราบขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสุนทรี ชัยวิรัตนะ ๕ นาทีครับ

นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ก่อนอื่นต้องกราบขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสดิฉันได้อภิปราย ในวันนี้ ก่อนอื่นดิฉันต้องบอกก่อนค่ะท่านประธานว่าดิฉันเห็นด้วยกับงบประมาณ ที่ทางรัฐบาลได้เสนอเข้ามาสู่การพิจารณาของสภาในวันนี้ในวงเงิน ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบประมาณแบบขาดดุลก็จริงค่ะท่านประธาน แต่ว่าต้องชมเชยรัฐบาลที่มีแนวโน้มที่จะ จัดงบประมาณให้เข้าสู่สมดุลให้ได้ภายในปี ๒๕๖๐ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่รัฐบาลที่เป็นคนไปทำ ความตกลงเอาไว้แต่ก็ยังปฏิบัติตาม ก็ต้องขอชื่นชมในสปิริต (Spirit) นะคะ แต่เมื่อวาน ดิฉันได้ฟังเพื่อนสมาชิกหลายคนได้พูดใส่ร้าย ต้องบอกว่าใส่ร้ายนะคะท่านประธานว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่เอาใจใส่ในเรื่องสวัสดิการของพี่น้องประชาชน ดิฉันเองได้ดูงบประมาณ ของรัฐบาลตลอด ๓ ปีที่ได้มีการจัดทำ เพราะว่ารัฐบาลชุดนี้ของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ความสนใจโดยการจัดงบประมาณรวมยอดทุกรายการ จะพบว่ายุทธศาสตร์ ในเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเท่าเทียมกันในสังคมของรัฐบาลจัดเป็น ยุทธศาสตร์ที่ได้รับเงินค่อนข้างเยอะที่สุด ปีนี้เองปีงบประมาณ ๒๕๕๗ ก็จัดให้ถึงร้อยละ ๓๓.๗ หรือประมาณ ๘๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แน่นอนค่ะท่านประธานคงไม่ใช่โครงการเดียว แต่เป็นการจัดในหลาย ๆ โครงการไม่ว่าจะเป็นเงินเอสเอ็มแอล เงินกองทุนหมู่บ้าน การเข้าถึง ระบบยุติธรรม ระบบประกันสุขภาพ หรือแม้แต่รถยนต์คันแรก บ้านหลังแรกก็เป็นการเปิดโอกาส ให้พี่น้องประชาชนที่มีฐานะที่ไม่ค่อยจะเอื้อในการที่จะซื้อได้ด้วยเงินสดสามารถมีบ้านได้ เป็นของตนเอง แต่ประเด็นหลักที่อยากพูดถึงสวัสดิการของการจัดงบประมาณในครั้งนี้ คงเป็นประเด็นในเรื่องเกี่ยวกับเงินสนับสนุนโครงการ สนับสนุนเงินเพื่อพัฒนาให้กับชุมชน หรือเราจะเรียกง่าย ๆ ว่ากองทุนวันละบาทหรือว่ากองทุน ๓ ขา ต้องบอกว่ากองทุนนี้ อยู่ในหน่วยงานก็คือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เมื่อวานดิฉันได้ยินแล้วก็มีตัวแทน จากกองทุนสวัสดิการชุมชนหลายจังหวัดในทุก ๆ ภาคทั่วประเทศไทยได้มายื่นหนังสือ กับท่านประธานแล้วก็ยื่นหนังสือกับคณะกรรมาธิการการสวัสดิการสังคมที่ดิฉันอยู่ด้วย เขามายื่นตอนแรกที่ได้ฟังดิฉันก็ตกใจว่าถูกตัดจริง ๆ หรือเงินที่จะไปช่วยเหลือกับกองทุน แต่ปรากฏว่าดิฉันได้มีการสอบถามแล้วก็ไปหารายละเอียดจากการพูดคุยกับตัวแทน กองทุนหน่วยงาน แล้วก็เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุก ๆ ด้านแล้วค่ะท่านประธาน เขาบอกกับ ดิฉันมาว่าแน่นอนว่าโครงการนี้ไม่ได้ถูกตัดงบประมาณแต่อย่างใด แต่เป็นการสื่อสาร ที่ผิดพลาดกัน เนื่องจากว่าในการของบประมาณ แน่นอนยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่าถ้าเรามีลูกอยู่ ๑ คน ลูกเราได้รับเบี้ยอาหารกลางวันวันละ ๑๐๐ บาท ถ้าลูกเรายังไม่ได้ใช้เงิน ๑๐๐ บาทเลย เราเป็นพ่อแม่เราจะให้เงินไปเพิ่มอีก ๑๐๐ บาทหรือเปล่า ก็เช่นกันค่ะท่านประธาน เรากลัวแน่นอนถ้าให้ไปอีก ๑๐๐ บาทกลัวว่าลูกจะเอาไปใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง ครั้งนี้ ก็เหมือนกัน แต่ครั้งนี้เป็นงบประมาณที่จะต้องนำมาใช้กับพี่น้องประชาชนคนทั้งประเทศ ต้องเรียนว่าเมื่อหน่วยงานก็คือ พอช. หรือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนของบประมาณ ในส่วนเงินกองทุนวันละบาทเข้ามาที่ ๑,๒๐๐ ล้านบาท ตามที่ได้มีการพูดกล่าวกันนี่ ดิฉันก็ได้ไปดูค่ะท่านประธาน ปรากฏว่าของหน่วยงานนี้เป็นหน่วยงานมหาชนมีงบประมาณ หรือเงินรายได้ เงินที่จะใช้ในการช่วยเหลือโครงการนี้อยู่ที่ประมาณ เหลืออยู่นะคะ ยังไม่ได้ใช้อยู่ประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาท แน่นอน ๕,๐๐๐ ล้านบาทยังไม่ได้ใช้ แต่จะขอไปอีก ๑,๒๐๐ ล้านบาท มันเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาดกันค่ะ เนื่องจากว่าเมื่อเงินไม่ได้ใช้ เรามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องไปจัดสวัสดิการให้กับพี่น้องในเรื่องด้านอื่น ๆ อีก ก็ทำให้เงินที่เราบอกว่าต้องใช้จ่ายอย่างถูกต้อง เหมาะสม แล้วก็ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จำเป็นจะไม่ได้รับงบประมาณในปีนั้น แต่เมื่อตอนนี้มีการพูดกล่าวกันก็เข้าใจ แล้วก็ การที่หน่วยงานเองเมื่อทางสำนักงบประมาณสอบถามไปที่หน่วยงาน หน่วยงานไม่ได้ชี้แจง รายละเอียดว่าทำไมเงิน ๕,๐๐๐ ล้านบาทที่ยังมีค้างอยู่ หรือว่าเงินของปีงบประมาณที่ผ่านมา ยังไม่ได้มีการจ่าย หน่วยงานยังไม่ได้ชี้แจงเข้าไปก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หน่วยงาน ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณในส่วนนี้ ซึ่งต้องเรียนท่านประธานเลยนะคะว่าดิฉันเอง ก็ไม่คิดหรอกว่าคณะรัฐมนตรีที่เอาใจใส่สวัสดิการของประชาชนมากอย่างคณะรัฐมนตรี ของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะไม่เอาใจใส่ แน่นอนค่ะเมื่อมีข้อเท็จจริงปรากฏออกมาตามหลักฐานแล้วดิฉันว่าโครงการนี้อย่างไร ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษแน่นอน เพราะฉะนั้นดิฉันจึงยืนยันได้ว่า จากที่ดิฉันดูมาทั้งหมดค่ะ งบประมาณของสวัสดิการที่รัฐบาลชุดนี้จัดให้ครอบคลุมอย่างเยอะ แล้วก็เยอะกว่ารัฐบาลทุกชุดที่เคยจัดมาแน่นอน สิ่งสุดท้ายที่อยากฝากค่ะท่านประธาน คงจะต้องพูดถึงเรื่องประเด็นข่าวตอนนี้คงจะทราบกันดีค่ะ เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ กันทุกวันในเรื่องเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ โดยเฉพาะบริเวณแม่น้ำชีค่ะท่านประธาน ในเรื่องนี้ต้องเรียนว่าโครงการก่อสร้างเขื่อนโป่งขุนเพชร เขื่อนยางนาดีเองนี่เป็นโครงการ ที่พี่น้องประชาชนรอมาแล้ว ๔๐ ปี ไม่ใช่แค่จังหวัดชัยภูมิแต่เป็นภาคอีสานอีก ๗ จังหวัด อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรมชลประทาน ที่เป็นหน่วยงานระดับพื้นที่ที่ดูแลก็อยากจะขอความกรุณาค่ะ ให้ยังคงดำเนินกิจการหรือว่า ให้มีการก่อสร้างโครงการต่อไป เพื่อให้ประโยชน์สูงสุดเกิดกับพี่น้องประชาชนให้มีน้ำท่าได้ทำกิน และต้องฝากอีกนิดหนึ่งค่ะ ถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมที่ดิน กรมการปกครอง ส.ป.ก. และหน่วยงานอื่น ๆ ที่ดิฉันอาจจะไม่ได้กล่าวถึงให้ช่วยตรวจสอบหาคนผิดที่มีความคิด ที่จะก่อในทางที่ไม่ดี ก่อการทุจริตในการเวนคืนที่ดินขอให้เข้าไปตรวจสอบอย่างแท้จริง แล้วก็เอาจริงเอาจังเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติของเราต่อไปค่ะ ท้ายที่สุดดิฉัน ขอชื่นชมรัฐบาลที่กล้าในการที่จะเสนองบประมาณ ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาทเข้าสู่การพิจารณา ของสภาในวันนี้แล้วก็หวังเป็นอย่างยิ่งค่ะว่างบประมาณยอดนี้จะทำให้พี่น้องของประเทศ เรามีความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าที่เคยผ่าน ๆ มาค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านอาจารย์ประกอบ รัตนพันธ์ ๘ นาทีครับ

นายประกอบ รัตนพันธ์ นครศรีธรรมราช 🔗

ครับผม ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้ดูเอกสารสาระที่สำคัญของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ บนพื้นฐานของ ๘ ยุทธศาสตร์ ที่สำคัญของรัฐบาล ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานอภิปรายเพียง ๒ ยุทธศาสตร์ เพื่อเชื่อมโยงกับกระทรวงศึกษาธิการซึ่งเป็นกระทรวงหลัก กระทรวงที่เป็นหัวใจของชาติ เพราะเป็นกระทรวงสร้างคน เพื่อให้คนไปสร้างชาติ ในยุทธศาสตร์ที่ ๔ ครับท่านประธาน คือยุทธศาสตร์เรื่องการศึกษา คุณธรรมจริยธรรม คุณภาพชีวิต ความเท่าเทียมกันในสังคม ซึ่งรัฐบาลใช้งบประมาณในยุทธศาสตร์นี้ถึง ๘.๕ แสนล้านบาทโดยประมาณ แล้วก็ยุทธศาสตร์ที่ ๘ ก็คือยุทธศาสตร์การบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี ใช้งบประมาณประมาณ ๓.๕ แสนล้านบาท โดยประมาณ ท่านประธานครับ ผมได้เกริ่นตั้งแต่เบื้องต้นว่าผมต้องพูดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นหลัก เนื่องมาจากว่ากระทรวงศึกษาธิการนั้นเป็นกระทรวงสร้างคนเพื่อให้คนไปสร้างชาติ และเป็นกระทรวงที่เป็นความหวังของประเทศชาติ ถ้าเกิดกระทรวงศึกษาธิการไม่บริหารจัดการ จัดการศึกษาที่ดีพอแล้วมันก็เกิดความเสียหายนะครับ ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาให้ความสำคัญ กับกระทรวงศึกษาธิการอย่างมาก กระทรวงศึกษาธิการก็ได้รับงบประมาณในสัดส่วนที่สูงสุด เมื่อเทียบกับกระทรวงอื่น ๆ ในปีนี้เช่นเดียวกัน ได้รับงบประมาณประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ ลำดับ ๑ ของทุกกระทรวง แต่ว่าเงินมากไม่สำคัญท่านประธาน ถ้าเกิดการใช้เงินไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ตรงกับเป้าหมายหลักในการจัดการศึกษา ถ้าเกิดใช้เงินไป ในการส่อการทุจริตก็ไม่มีประโยชน์ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าในจำนวน ๔.๘ แสนล้านบาทนั้น เท่าที่วิเคราะห์ตัวเลข ฟังจากนักวิชาการที่เขาวิเคราะห์มานะครับ ท่านทราบไหมครับ เป็นงบประมาณในการพัฒนาจริง ๆ ประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ในยอดจำนวนนี้ซึ่งน้อยมากครับ น้อยอยู่แล้วท่านประธานครับ ยังเอาเงินจำนวนนี้ไปใช้จ่าย ในทางที่ไม่บังควรและไม่พึงประสงค์ตามยุทธศาสตร์ที่ ๔ และยุทธศาสตร์ที่ ๘ ของรัฐบาลนะครับ ตามที่ผมกราบเรียนมาแล้ว ผมขออนุญาตเพื่อที่จะพูดสัก ๒ เรื่องเท่านั้นเองครับ เพราะว่าหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลได้พูดไปบ้างแล้ว ไม่ว่าเรื่องของการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งเป็นการทำให้พี่น้องประชาชนเสียขวัญกำลังใจ เพราะว่าท่านรัฐมนตรีพูดเร็วไป แล้วก็พูดแล้วสร้างให้คนตกใจ ก็คือยุบโรงเรียนขนาดเล็ก ประมาณ ๖,๐๐๐ โรงเรียน เด็กที่ต่ำกว่า ๖๐ คนทันทีครั้งแรก ท่านบอกว่าทันที คนก็ตกใจ แต่ว่าตอนหลังนี่ขอบคุณท่านท่านกลับลำได้ เพราะว่าสังคมไม่ยอมรับ พี่น้องประชาชน ก็ตกใจว่าเอาเงินภาษีไปให้รัฐบาล รัฐบาลมายุบโรงเรียนของเขา เขาก็ตกใจมากครับ แต่ภายหลังท่านรัฐมนตรีก็กลับลำได้ ก็คิดว่าดีขึ้นครับ

เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องไม่เป็นเรื่องท่านทำให้เป็นเรื่อง แล้วเรื่องที่ดีอยู่แล้วครับ ก็คือเรื่องของการประกาศในเรื่องกฎเกณฑ์เรื่องทรงผมของนักเรียน ผมกราบเรียนเรื่องนี้ จริง ๆ โรงเรียนเขาจัดการดีอยู่แล้ว เจตนารมณ์ของกฎหมายการศึกษาแห่งชาติคือกระจายอำนาจ สู่โรงเรียน เพราะฉะนั้นเรื่องเล็ก ๆ อย่างนี้ท่านอย่าทำปล่อยให้โรงเรียนเขาทำ ท่านประกาศ คนเขาเข้าใจว่าเด็กสามารถไว้ผมยาวได้ สังคมปั่นป่วนหมดก็น่าเสียดาย แต่นั่นไม่เป็นอะไร แต่เรื่องสำคัญที่สุดที่ผมพูดทั้ง ๒ เรื่องก็คือ เรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการ

เรื่องแรก คือประเด็นความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อแท็บเล็ต ผมคงลงใน รายละเอียดลึก ๆ ไม่ได้ ท่านประธานครับ เพราะว่าเวลาผมมีเพียง ๘ นาที ผมขอพูดเฉพาะ หลักเกณฑ์ที่สำคัญ ท่านประธานครับ การซื้อคอมพิวเตอร์พกพา ซื้อตามนโยบาย ของรัฐบาลชุดนี้ครับ ตามโครงการ ๑ คอมพิวเตอร์พกพา ๑ นักเรียน ปีงบประมาณ ๒๕๕๕ ซื้อแจกเด็ก ป. ๑ ซึ่งสังคมก็วิพากษ์วิจารณ์มากแล้วครับ นโยบายครับ เขาบอกว่าเด็ก ป. ๑ นั้น จริง ๆ ครูต้องสอนให้เด็กมีทักษะในการอ่านในการเขียน แต่ทำไมกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งงบประมาณจำนวนมากมายประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้านบาทในปีแรกเพื่อไปซื้อคอมพิวเตอร์ ให้เด็กเล่น ผมบอกให้เด็กเล่น มันสวนทางกับนโยบายถูกไหมครับ นโยบายคือฝึกเด็ก อ่านออกเขียนได้ แต่ซื้อของเล่นไปให้เด็ก แล้วความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ ของเด็กจะทำอย่างไร นี่คือปัญหา แต่นั่นไม่สำคัญครับ สำคัญตรงที่ว่าเมื่อปี ๒๕๕๕ ทางรัฐบาลซื้อคอมพิวเตอร์พกพาในราคาประมาณ ๒,๔๐๐ บาทต่อเครื่อง ท่านประธานครับ ประมาณ ๒,๔๐๐ บาทต่อเครื่องโดยประมาณนะครับ แต่ในปี ๒๕๕๖ ขณะนี้กำลังจัดซื้อสำหรับ แจก ป. ๑ ในราคา ๒,๗๒๐ บาท แพงกว่าปีที่แล้วจำนวน ๒๐๐ บาทต่อเครื่อง ประมาณ ๓๐๐ บาท ต่อเครื่อง ของ ม. ๑ ก็ประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ เครื่อง ซื้อในราคา ๒,๙๒๐ บาท สิ่งที่แตกต่าง คืออะไรครับ คืองบประมาณปี ๒๕๕๕ ท่านจัดซื้อเครื่องละ ๒,๔๐๐ บาท ปี ๒๕๕๖ จัดซื้อในราคา ๒,๗๒๐ บาท ต่างกัน ๓๐๐ บาท จำนวนที่ต่างกันประมาณกี่เครื่องครับ ท่านประธานครับ ๑,๖๐๐,๐๐๐ เครื่อง ผมคำนวณยอดเงินในส่วนนี้ครับ ที่เกินความเป็นจริงไป ประมาณ ๓๒๐ ล้านบาท ถามว่า ๓๒๐ ล้านบาทนั้นจะตกอยู่ในกระเป๋าใคร แล้วที่สำคัญที่สุด แบ่งโซน ซื้อ ๔ โซน ผมก็ถามว่าทำไมซื้อ ๔ โซน ก็ได้รับทราบจากสังคมบอกว่าที่ ๔ โซนนั้น เพื่อแบ่งกัน ๔ กลุ่มให้ลงตัว แล้วก็ตกลงกันไม่ได้ครับ ที่จริงเรื่องนี้ควรจะซื้อนานแล้วแต่รัฐบาล ก็ไม่ซื้อครับ ควรจะซื้อแจกเด็กตั้งแต่เปิดเทอม แต่ขณะนี้เพิ่งประกาศขายซอง ประกาศในการจัดซื้อ เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคมที่ผ่านมานี้ แล้วท่านครับ จะได้เมื่อไรครับ ผมกราบเรียนว่า จะได้ก็เปิดเทอม ๒ แล้วเพราะว่าสมยอมกันไม่ลงตัว สังคมเขาประณามเรื่องนี้มาก เพราะฉะนั้นขอให้ท่านรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่านช่วยกรุณาได้ชี้แจงเรื่องนี้ด้วยว่าข้อเท็จจริงนั้น เป็นอย่างไร ขอบคุณมากครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านกำนันทองดี มนิสสาร ครับ

นายทองดี มนิสสาร อุดรธานี 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ทองดี มนิสสาร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมคนหนึ่งที่ทำหน้าที่นิติบัญญัติ พรรคเพื่อไทยสนับสนุนนโยบายงบประมาณ ของปี ๒๕๕๗ ของรัฐบาลในวันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ งบประมาณเป็นเครื่องมือ ในการบริหารจัดการของรัฐบาล ถ้าไม่มีงบประมาณในมือแล้วรัฐบาลจะเอาอะไร ไปบริหารราชการแผ่นดินและไปดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน ฉะนั้นกระผมคนหนึ่ง สนับสนุนเป็นอย่างยิ่งในการจัดสรรงบประมาณปีนี้ของปี ๒๕๕๗ ท่านประธานที่เคารพครับ งบที่ผมสนับสนุนเป็นอย่างยิ่งก็คืองบกลาง ในส่วนนี้ยังไม่มีใครพูดลงไปในรายละเอียด งบกลางคืองบแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า ไม่ใช่ไปวางแผนไว้ก่อนว่าจะเกิดอะไรขึ้น อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย เป็นภัยธรรมชาติและเกิดขึ้นโดยไม่มีใครวางแผนไว้ก่อน เป็นภัยธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นมา รัฐบาลต้องเอางบกลางตรงนี้ไปให้หน่วยงานราชการ กระจายไปสู่ยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน แล้วงบปกตินั้นก็คือ งบบริหารจัดการ เป็นค่าใช้จ่าย เงินเดือน ค่าตอบแทน สวัสดิการต่าง ๆ ของหน่วยงานราชการ ก็ไม่พออยู่แล้ว งบลงทุนมีนิดเดียว เพราะฉะนั้นเรื่องเงินงบประมาณในการที่บริหารจัดการนั้น เครื่องมือในการบริหารคือหน่วยงานราชการเป็นตัวแทนของทางรัฐบาลนั้นจะต้องดูแล ทุกข์สุขพี่น้องแทนรัฐบาลอยู่แล้ว ในส่วนนี้หมวดเงินเดือน ค่าตอบแทน สวัสดิการนั้น ตรงนี้ก็จะลดไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะอย่างไรแล้วก็คือปัจจัยในการบริหารราชการแผ่นดิน อย่างเช่นเงินกองทุนหมู่บ้าน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท รัฐบาลนี้โดยการนำของ ฯพณฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้จัดเพิ่มงบประมาณ งบพัฒนาชุมชนหรือว่างบกองทุนหมู่บ้าน จาก ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็น ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ชุมชนใด หรือเคหะชุมชนใด หรือชุมชนเมือง หรือสังคมชนบท หมู่บ้านใดมีปัญหา หรือหมู่บ้านใดที่บริหารจัดการดีเงินก็บริหารจัดการตรงนั้น เข้าสู่แหล่งทุนแหล่งเงินในตรงนี้โดยพี่น้องไม่ได้ไปยืมเงินนอกระบบ อย่างน้อยก็เป็นการได้มี การลงทุนและแก้ปัญหาของพี่น้องที่มีอยู่ เพราะฉะนั้นตรงนี้โดยการนำของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ท่านเห็นความจำเป็นเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน งบเอสเอ็มแอล เล็ก กลาง ใหญ่ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ๔๐๐,๐๐๐ บาท ๕๐๐,๐๐๐ บาท เป็นงบกลางหมู่บ้าน เป็นของชุมชน เป็นของหมู่บ้านเอง ดำเนินการเองว่าโครงการหมู่บ้านใดที่มีปัญหาเดือดร้อนสังคมตรงนั้น ไม่ต้องผ่านหน่วยงาน เป็นงบกลางของหมู่บ้านครับ ตั้งแต่เดิมนั้นก็คือหมู่บ้าน อพป. หมู่บ้านละ ๕,๐๐๐ บาท หรือ ๑๐,๐๐๐ บาท เล็ก กลาง ใหญ่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ ก็ขออนุญาตว่างบประมาณที่จัดให้พี่น้องประชาชน และส่วนหนึ่งที่เป็นนโยบายที่ดีมากที่สุด หรือคิดว่าจะมีปัญหามากที่สุด แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีปัญหาแล้วคือ ๓๐๐ บาทค่าแรงขั้นต่ำ ณ ตรงนี้ ผมได้ไปดูงานในตะเข็บชายแดนระหว่างจังหวัดกาญจนบุรี ก็ไปดูว่าแรงงานต่างด้าวเข้ามา ต่างชาติเข้ามาเท่าไร มาอย่างไร ไปดูแล้วท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรีบอกว่าตรงนี้ จะมีปัญหาน้อยที่สุด แล้วคนงานที่กลับมาแล้วก็กลับไปหมู่บ้านเขา เพราะฉะนั้นตรงนี้ ตะเข็บชายแดนไม่มีปัญหาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นที่บอกว่าถ้ามีเงิน ๓๐๐ บาท แรงงานจะย้ายถิ่นกลับ ไม่ใช่หรอกครับ โรงงานอยู่ที่ไหนก็อยู่ตรงนั้นแก้ปัญหาตรงนี้โดยตลอด เพราะฉะนั้นตรงนี้ขออนุญาตว่า ส่วนราชการหรือตัวผู้นำในการบริหารจัดการเรื่องแรงงานนั้นก็ดูแลทุกข์สุขพี่น้องตรงนี้ ด้วยดีตลอด เพราะฉะนั้นตรงนี้ขอฝากด้วยว่าไม่มีปัญหาทางด้านแรงงานคืนถิ่นโดยเด็ดขาดครับ

และอีกส่วนหนึ่งสมาคมผู้ประกอบการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผมก็ได้ไปดู แล้วตรงนี้ก็แก้ปัญหา ไม่มีปัญหา ปัญหามีก็มีเล็กน้อยตามที่ผู้ประกอบการหรือขาดทุนกำไร เท่านั้น

อีกส่วนหนึ่ง ขออนุญาตพูดกันมากนะครับวันนี้ การศึกษาพัฒนาคน คนพัฒนาชาติ ถ้าไม่มีการศึกษาเดี๋ยวนี้สังคมโลกเขาแข่งที่การศึกษาแล้ว การยุบโรงเรียน ไม่ใช่ยุบนะครับ เป็นการรวมศูนย์อำนาจในการเรียนการสอนโรงเรียนขนาดเล็กหรือชุมชน ขนาดเล็กแล้วดำเนินการมาแล้วหลายสิบปีแล้ว ก็ดำเนินการมาตลอดไม่ใช่รัฐบาลนี้ทำ และเพื่อจะให้ปัญหาว่าการศึกษามันทันทัดเทียมกับนานาอารยประเทศเขาจะเป็นอาเซียนแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้การศึกษาพัฒนาคน คนพัฒนาชาติ ถ้าการศึกษาไม่ทันหรือพี่น้อง ไม่มีการศึกษาทันกับสังคมโลกเขาแล้ว โรงเรียนขนาดเล็กหรือว่าชุมชนขนาดเล็กติดกัน โรงเรียนใกล้เคียงกันนะครับ ขออนุญาตฝากตรงนี้ว่าปัญหาตรงนี้มีน้อยที่สุดที่พัฒนาตรงนี้ ถ้าอย่างนั้นเราจะเอาลูกหลานไปเรียนที่โรงเรียนที่มีมาตรฐานโรงเรียนจังหวัดทำไม ทำไมไม่เอาไปอยู่ที่เขาอย่างเดียวไม่ใช่ตรงนั้น แล้วแก้ปัญหาเรื่องการเรียนการสอนเท่านั้น แต่จะให้การศึกษาพัฒนาได้ก็คือรวมศูนย์อำนาจในการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทางด้าน การศึกษา ขอกราบขอบพระคุณ สวัสดีครับท่านประธาน สนับสนุนงบประมาณปี ๒๕๕๗ ด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง กระผม ทองดี มนิสสาร ครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านอิสสระ สมชัย เชิญครับ

นายอิสสระ สมชัย บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อิสสระ สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจากจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้ขึ้นมาแสดงความคิดเห็น ต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งรัฐบาล ได้เสนอต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาในวันนี้ ท่านประธานครับ กระผมสนใจ งบประมาณด้านยุทธศาสตร์เร่งรัดการพัฒนาประเทศและเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งทางรัฐบาลได้เขียนไว้ในหนังสืองบประมาณโดยสังเขปประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๗ ในข้อที่ ๑.๕ แผนงานดูแลผู้สูงอายุ เด็ก สตรี คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส ซึ่งได้อธิบาย ในการใช้งบประมาณไว้ว่าเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคและสนับสนุนการจัดกิจกรรมทางด้าน การพัฒนาบทบาทสตรีให้มีความเข้มแข็ง ตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย แก่ผู้ยากจนและผู้ด้อยโอกาสในชนบทและชุมชนแออัดในเมือง ท่านประธานครับ ถ้าอ่านเพียงแค่นี้ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีว่ารัฐบาลให้ความสนใจ แต่ถ้าเรามาดูรายละเอียด ในงบประมาณซึ่งรัฐบาลได้เขียนไว้ตั้งจ่าย งบประมาณเหล่านี้ส่วนใหญ่จะไปเกี่ยวข้องกับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งอยู่ในเล่มขาวคาดแดง เล่มที่ ๒ ฉบับที่ ๓ ท่านประธานครับ มันไม่ได้เป็นไปตามที่รัฐบาลได้เขียนไว้แต่ประการใดเลย งบประมาณในหลายส่วนถูกตัดออกด้วยซ้ำไป ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ แม้กระทั่งกองทุนส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการปีที่แล้วได้รับงบประมาณ ๒๖ ล้านบาท ปีนี้ตัดเหลือ ๑๘ ล้านบาท ในขณะที่จำนวนตัวเลขคนพิการมีจำนวนมากขึ้น ผมไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด จึงไปตัดลงนะครับ ในขณะเดียวกันอีกอันหนึ่งกองทุนผู้สูงอายุก็ต้องขอบคุณรัฐบาลที่เพิ่มจาก ๑๗๔ ล้านบาทมาเป็น ๓๐๐ ล้านบาท ถามว่าเพียงพอไหม กราบเรียนว่ายังไม่พอครับ ท่านประธาน เดี๋ยวนี้คนสูงอายุทั่วประเทศมีทั้งหมด ๘.๔ ล้านคน เท่ากับ ๑๓ เปอร์เซ็นต์กว่า ซึ่งทางหลักสากล เขาบอกว่าประเทศใดที่มีผู้สูงอายุเกินกว่าร้อยละ ๑๐ ขึ้นไปจะต้องถือว่า ประเทศนั้นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว การเตรียมความพร้อมดูแลผู้สูงอายุนอกจากงบประมาณ โดยปกติแล้วกองทุนผู้สูงอายุมีความจำเป็น ผมจึงถือว่าได้ตัดเงินงบประมาณนี้น้อยและตรงกันข้ามกับที่ท่านเขียนแถลงไว้ในนี้ ท่านประธานครับ ผู้สูงอายุนั้นครั้งหนึ่งซึ่งผมเคยไปเป็นผู้บริหารที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เคยมีความคิดว่าจะตั้งกรมกิจการผู้สูงอายุขึ้นมาเป็นกรมต่างหาก เพื่อจะดูแลผู้สูงอายุครับ แล้วจนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ผมอยากให้รัฐบาลชุดนี้ได้ดำเนินไปต่อโดยยกฐานะจากสำนักงาน ให้เป็นกรมเพื่อจะได้ดูแลผู้สูงอายุอย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นสถานสงเคราะห์เงินกองทุน ตลอดจนกระทั่งการบำบัดรักษาผู้สูงอายุที่ขาดไร้ผู้อุปการะ อันนั้นเรื่องที่ ๑ นะครับ

เรื่องที่ ๒ ที่ผมสงสัยในกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คืองบประมาณสร้างอาคารที่ทำการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งได้ตั้งงบประมาณไว้ตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี งบประมาณ ตั้งไว้ ๘๗๘ ล้านบาท และตั้งเป็นรายปีมาตลอด ปี ๒๕๕๔ ตั้งไว้ ๑๓๑ ล้านบาท ปี ๒๕๕๕ ตั้งไว้ ๑๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๖ ตั้งไว้ ๑๓๑ ล้านบาท และปีนี้ตั้งไว้ ๑๕๕,๙๕๒,๐๐๐ บาท ผมกราบเรียนท่านประธานว่าผมได้สอบถามเจ้าหน้าที่กระทรวงแล้ว จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ยังหาสถานที่ก่อสร้างกระทรวงไม่ได้เลยครับ ย้ายไปย้ายมาประมูลเสร็จไปครั้งหนึ่งแล้ว ก็ไม่ตกลงไม่ยินยอมให้มีการเซ็นสัญญา ไม่ทราบว่ายกเลิกไปหรือเปล่า แต่เรียนให้ทราบว่า สัญญายังไม่เกิด สถานที่ก่อสร้างยังไม่มี ไม่ทราบว่าทำไมถึงตั้งงบประมาณติดต่อมาได้ถึง ๓-๔ ปี ตั้งไว้ทำไม เพราะฉะนั้นอยากให้ทางสำนักงบประมาณได้ตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยว่า จะดำเนินการตั้งไปอย่างนี้จนถึงสิ้นสุดปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๘ หมดภาระพอดีแล้วจะสร้างหรือเปล่า ก็ยังไม่ทราบนะครับ อยากจะฝากไว้นะครับ ทีนี้ท่านประธานครับ หันมาดูแลเรื่องยุทธศาสตร์ ที่ผมได้กราบเรียน เรื่องการตั้งงบประมาณของรัฐบาลชุดนี้ในกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์นั้นมีหลายหน่วยงานที่มาดูแล แต่ผมสนใจที่จะดูแลงบประมาณของ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน พอช. นะครับ อยากจะกราบเรียนให้ทราบว่าเป็นหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งดูแลพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอกราบเรียนว่า สถาบันพัฒนาชุมชนนั้นโดยพันธกิจบอกว่าเป็นองค์กรของประชาชนที่มุ่งสร้างความเข้มแข็ง จากฐานรากด้วยพลังองค์กรชุมชนและประชาสังคม ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้มาดู โครงการพัฒนาความมั่นคงที่อยู่อาศัยของคนจนในชุมชนแออัดโครงการบ้านมั่นคงนะครับ อยากจะกราบเรียนว่าโครงการบ้านมั่นคงนั้นเป็นการรวมกลุ่มของสมาชิกรวมกลุ่มกัน เพื่อออมทรัพย์ แล้วทีนี้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน พอช. ได้รับเงินงบประมาณจากรัฐบาล จัดสรรให้เป็นสินเชื่อ โดยให้สมาชิกกู้เงินได้ ๑๐ เท่าของเงินออม หลังจากนั้นแล้วก็ได้นำเงินเหล่านี้ ไปทำการก่อสร้างที่อยู่อาศัยบ้านพัก หรือไปพัฒนาชุมชนซึ่งตนเองอาศัยอยู่ ในการดำเนินการ ก่อสร้างบ้านมั่นคงนั้นเขาไม่ใช้ผู้รับเหมานะครับ เขาดำเนินการโดยสมาชิกชุมชนเอง ได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งงบประมาณไว้ให้ ๖,๐๐๐ ล้านบาท โดยจ่ายในปี ๒๕๕๓ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ตั้งใจว่าจะจัดให้ปีละ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ได้รับเงินงวดแรกแล้ว ๓,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ เราไม่ได้เป็นรัฐบาลต่อเลยไม่สามารถดำเนินการได้ แต่จนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ ปรากฏว่าโครงการบ้านมั่นคงไม่ได้รับเงินอีกเลย เงิน ๓,๐๐๐ ล้านบาท จนกระทั่งว่าไม่เพียงพอ ในการที่ไปจัดสวัสดิการที่อยู่อาศัยให้กับพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงเห็นว่ามันตรงกันข้ามกับที่รัฐบาลบอกว่าจะดูแลพี่น้องในชุมชนแออัด เงินที่เขาต้องการ อยากจะได้รับการสนับสนุนอย่างน้อย ๆ ปีละ ๒,๐๐๐ บาท จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ในงบประมาณ ปี ๒๕๕๗ นี้ก็ไม่ได้จัดสรรให้แต่ประการใด ท่านประธานที่เคารพครับ โครงการบ้านมั่นคงนั้น ผมอยากจะกราบเรียนว่าทาง พอช. สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนนั้นได้ดำเนินการ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งจนกระทั่งเป็นต้นแบบ อยากจะกราบเรียนว่าบ้านมั่นคง ที่เป็นต้นแบบนั้นคือบ้านมั่นคงบางบัว ซึ่งดำเนินการโดยชุมชนที่นั่นนะครับ ตั้งอยู่ที่เขต กทม. โดยมี ร้อยตรี ประภาส แสงประดับ เป็นประธานบ้านมั่นคง ถึงขนาดที่รัฐมนตรีจากประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแอฟริกา ยุโรป หรือเอเชีย ได้มาดูกิจการ บ้านมั่นคงเพื่อไปเป็นต้นแบบหรือเป็นแบบอย่างในการพัฒนาที่อยู่อาศัยของเขา เร็ว ๆ นี้นะครับ รองเลขาธิการองค์การสหประชาชาติก็ได้มาดูกิจกรรมของบ้านมั่นคงที่บางบัวแห่งนี้ เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้รัฐบาลได้พิจารณาเห็นความสำคัญตัวนี้โดยจัดสรรเงินงบประมาณ ลงไปเพิ่ม ไม่ควรจะไปตัดเลยในปีนี้นะครับ

อีกส่วนหนึ่งนะครับท่านประธานที่เคารพ อยากจะกราบเรียนถึงงบประมาณ โครงการอีกอันหนึ่งคือโครงการสวัสดิการชุมชนหรือที่เรียกว่า สัจจะออมทรัพย์ออมวันละบาท ที่มีการพูดนั่นละครับ รัฐบาลอยากจะเรียนให้ทราบว่าโครงการนี้เริ่มดำเนินงานโดยครูชบ ยอดแก้ว ราษฎรอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นผู้ต้นคิดในการรวบรวมชาวบ้านในชุมชน ช่วยกันออม ออมเพียงวันละบาทแค่นั้นเอง เริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๘ จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ กิจกรรมออมทรัพย์หรือว่าสัจจะเงินออมของครูชบมีเงินหมุนเวียนถึงเป็น ๑๐๐ ล้านบาท และสามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในชุมชนนั้น เป็นการช่วยเหลือตนเองไม่ว่าเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย ลูกไปโรงเรียน ภรรยาไปคลอดที่โรงพยาบาล ก็ใช้เงินนี้เป็นสวัสดิการในชุมชน จนกระทั่ง รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เห็นความสำคัญส่วนนี้ ท่านประธานครับ จึงได้ตั้งงบประมาณ ไปให้เพื่อส่งเสริมการออมวันละบาทนี้เป็นการออม ๓ ขา คือ ขาหนึ่งจากรัฐบาล อีกขาหนึ่ง ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นช่วยออก อีกขาหนึ่งนั้นก็คือสมาชิกเงินออม เรียกว่าเป็นการออม ๓ ขา ท่านประธานครับ รัฐบาลอภิสิทธิ์อนุมัติงบประมาณเงินงวดแรกให้ในปีงบประมาณ ๒๕๕๓ จำนวน ๗๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๔ อนุมัติให้ ๘๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๕ และปี ๒๕๕๖ รัฐบาลชุดนี้ ก็มีส่วนในการอนุมัติงบประมาณไปให้ปีละ ๘๐๐ ล้านบาท เป็นที่น่าแปลกใจในปีงบประมาณ ๒๕๕๗ รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ตั้งเงินงบประมาณสนับสนุนโครงการสวัสดิการชุมชนแห่งนี้เลย อยากจะกราบเรียน ท่านประธานให้ทราบว่าขณะนี้มีกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศทั้งหมดถึง ๕,๕๗๗ กองทุน มีสมาชิกกองทุน ๓.๔ ล้านคน มีเงินกองทุนรวมทั้งหมด ๔,๑๐๐ ล้านบาท ในจำนวนนี้ เป็นเงินที่มาจากสมาชิกสมทบถึง ๒,๗๐๐ ล้านบาท ที่สำนักงบประมาณชี้แจงว่าเหตุที่ไม่ให้นั้น เนื่องจากว่ามีเงินเหลือฝากในนาม พอช. อยู่ถึง ๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านอย่าไปดูแค่ตัวนั้น ต้องถามรายละเอียดว่าเงินจำนวน ๕,๐๐๐ ล้านบาทนี้มันเป็นเงินที่มาจากอะไร ส่วนหนึ่ง เป็นเงินสวัสดิการชุมชนครับ แต่ว่าเขามีเป้าหมายที่จะจ่ายเรียบร้อยแล้ว มีที่หมายมีเงินกองทุน ที่จะดำเนินการจ่ายอยู่แล้วนะครับ และรับรองว่าเขาบอกว่าเงินส่วนนี้จะหมดสิ้น ภายในสิ้นปี ๒๕๕๖ นี้ ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้ถ้าท่านประธานได้เห็นมีประชาชน จากทั่วประเทศเดินทางมาเรียกร้องรัฐบาล มาสอบถามรัฐบาลว่าเป็นเพราะเหตุใดจึงตัดเงิน ซึ่งดูแลประชาชนส่วนนี้ไปได้มายื่นข้อเรียกร้องให้แก่รัฐบาล สมาชิกเหล่านี้เป็นสมาชิกคนจน จากชุมชนแออัดทั่วประเทศจำนวน ๒,๐๐๐ คน ได้ยื่นหนังสือต่อผมก็ได้รับในฐานะเป็น อดีตรัฐมนตรี ถึงท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อยากจะเรียกร้องรัฐบาลว่าแม้ท่านจะตัดไป ไม่เป็นไรครับ ในชั้นแปรญัตติงบประมาณขอเรียกร้องให้รัฐบาลได้โปรดจัดสรรงบประมาณ เพื่อไปสนับสนุนโครงการสวัสดิการชุมชนตามที่เคยปฏิบัติเถอะครับเพื่อเป็นการช่วยเหลือ พี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนเหล่านี้จำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน กำลังรอรับการสนับสนุน จากรัฐบาลอยู่ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมยังมีประเด็นอีกมากมายเกรงว่า จะเป็นการรบกวนเวลาเพื่อน ๆ ครับ ขอกราบขอบพระคุณที่ได้ให้โอกาสผมได้แสดงความคิดเห็น และในที่สุดก็อยากจะกราบเรียนว่าผมไม่สามารถจะให้การรับรองร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ได้ ขอกราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คืออย่างนี้นะครับ ผมจะเรียกฝ่ายค้านซีกฝ่ายค้าน ๒ ท่าน และฝ่ายรัฐบาล ๑ ท่าน เพื่อเป็นการประหยัดเวลาก็ขอขอบคุณ ผ่านมาชั่วโมงครึ่งดีมากครับ เชิญท่านจักรวาล ๑๐ นาทีครับ

นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สุโขทัย 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย เขต ๓ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผม มาได้อภิปรายเรื่องร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ในวันนี้ ซึ่งจากที่ฟังมา ๒ วันเต็ม ๆ การจัดตั้งงบประมาณปีนี้ตั้งไว้ถึง ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่ามากไหม สำหรับพี่น้องประชาชน ก็มาก เป็นตัวเลขที่น่าสนใจ แต่ด้วยเหตุด้วยผลก็ได้ทราบกันว่า มีความจำเป็นที่ต้องใช้งบประมาณอันนี้อย่างมากเพื่อไปพัฒนาประเทศชาติสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งเป็นคำจำกัดความที่ใช้กันมากมาย ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แถลงไป ๘ ยุทธศาสตร์ ซึ่งควบคุมการใช้งบประมาณนั้นก็เห็นชอบด้วยว่าถูกต้องแล้วก็เกิดประสิทธิภาพ ถ้าหากใช้งบประมาณดังกล่าวได้ถูกต้องแล้วก็คุ้มค่า กระทรวงที่ได้รับเกียรติและได้ใช้งบประมาณ มากที่สุดก็คือกระทรวงศึกษาธิการ วันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็ให้เกียรติ มานั่งรับฟังการอภิปราย ก็ขอขอบคุณ เมื่อวานนี้ค่ำคืนท่านก็นั่งเป็นเพื่อนกับสมาชิก ต้องขอขอบคุณ กระทรวงศึกษาธิการเป็นกระทรวงสมองของประเทศชาตินะครับ การที่ได้งบประมาณ เป็นแสนล้านบาทนั้นก็คงจะไม่ผิดอะไรเพราะว่าการสร้างระบบของประเทศชาตินั้นต้องสร้าง เรื่องการศึกษาก่อนซึ่งเป็นสิ่งที่ดีดังนั้นกระทรวงนี้ได้รับงบประมาณมากก็ถือว่าถูกต้องแล้ว ผมเองในฐานะที่คลุกคลีอยู่กับวงการครูไม่มาก ไม่น้อย พอสมควร ซึ่งเห็นใจครูบาอาจารย์ ที่สอนลูกศิษย์มากมายนั้นประสบปัญหาต่าง ๆ ซึ่งอาจจะหยิบยกมาให้ท่านประธานได้ทราบ แล้วก็ท่านรัฐมนตรีได้ทราบ การศึกษาทุกวันนี้มองระดับแรกก็คือสถาบัน สถาบันการศึกษา ทุกวันนี้ครูเก่งเรื่องกฐิน ผ้าป่ามาก เพราะอะไร เพราะงบซ่อมแซมนั้นแทบไม่มีเลย อะไรก็ตั้งผ้าป่า ผู้ปกครองเห็นครูนี่จะหนีผ้าป่าแล้ว เพราะฉะนั้นงบประมาณส่วนหนึ่งที่ได้ไปหลายแสนล้านบาทนี้ ก็อยากกราบเรียนท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีว่าควรจะไปดูที่ห้องน้ำเด็กบ้าง ซึ่งอย่างนี้ ถูกละเลย อบายมุขเกิดขึ้นเพราะสิ่งที่ยั่วเย้า เมื่อเห็นทุกวันเด็กก็เลยโตวันโตคืน แต่ห้องน้ำ ไม่มิดชิด ทุกโรงเรียนมีปัญหาห้องน้ำ ที่ผ่านมาได้จัดงบประมาณลงไปช่วยเหลือแทบทุกโรงเรียน โรงเรียนละประมาณ ๙๐,๐๐๐ บาท แต่ในเขตอื่นยังไม่ได้รับการช่วยเหลือแม้กระทั่งทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นเรื่องการซ่อมแซมอาคารสถาบันนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่ง ก็อยากกราบเรียน ท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าควรจะจัดสรรงบประมาณตรงนี้ไปสู่สถาบัน เรื่องจริยธรรม วันนี้เราได้ตรวจสอบแล้วว่ามีการทุจริตครูผู้ช่วย นี่บ่งว่าอาชีพครูกำลังเข้าสู่ระบบการทุจริต เป็นองค์กรที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น วันนี้ถ้าเกิดครูมีจรรยาบรรณแต่ไม่มีจริยธรรมแล้วตั้งแต่ จะเริ่มเป็นอาชีพครู อย่างนี้ความศรัทธาในเรื่องการศึกษาจะเกิดขึ้นได้อย่างไร นี่เป็นสิ่งสำคัญ จึงกราบเรียนท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าจะต้องเร่งรีบให้งบประมาณไปอบรมครู ทุกสถาบันวันนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าครูมีความแตกแยก แยกเป็นหมวด แยกเป็นฝ่ายมากมาย ทำให้เด็กรู้ว่าครูทะเลาะกัน เดินผ่านกันก็ยังด่ากัน สิ่งเหล่านี้กระทรวงศึกษาธิการ ต้องมองความสำคัญบุคลากรก่อนส่งไปที่นักเรียนเยาวชนของเราซึ่งเป็นบล็อกแม่พิมพ์ ที่จะหล่อหลอมจากครูบาอาจารย์แม่พิมพ์ของชาติ ถ้าหากแม่พิมพ์ของชาติแล้วไม่มีแม่พิมพ์ที่ดี เด็กที่จะโตขึ้นไปเป็นเยาวชน เป็นคนของชาติที่มีคุณภาพย่อมน้อยลง นี่สิ่งหนึ่งนะครับ ผมชมเชยท่านรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่านซึ่งไปไหนก็จะเห็นโดยตลอดคือท่านรัฐมนตรีพงศ์เทพ กับท่านรัฐมนตรีเสริมศักดิ์ให้ความสำคัญเรื่องการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย ผมเองเป็นประธาน กศน. หลายสมัยแล้วท่านครับ จะออกก็ออกไม่ได้ไม่มีใครแทน เพราะว่ากลัว กศน. กศน. วันนี้เป็นการต่อยอดให้กับบุคคลที่ผิดพลาดทางการศึกษา ในสายสามัญมา หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยว่านักการเมืองเกือบครึ่งประเทศได้เป็นนักการเมือง ไม่ว่าท้องถิ่น หรือระดับชาติได้อานิสงส์มาจาก กศน. เรียนลัด ต้องบอกว่าวันนี้ท่านมาถูกทางแล้ว แต่ถูกทางของท่านอยากให้จัดสรรงบประมาณลงไปว่า ๑ ตำบลมีการเรียนการสอนนั้น กศน. ใช้ศาลาธรรมสังเวช ใช้ศาลากลางบ้าน ตอนเช้านั่งอีกซีกหนึ่ง ตอนบ่ายนั่งอีกซีกหนึ่ง เพราะหลบแดด ผมรู้ดีท่านครับ แฟนผมเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย ต่อยอดจาก กศน. มาครับ ไปรับแฟนผมกลับ เรียนที่ศาลาธรรมเวช ตอนเช้านั่งอีกซีก ตอนบ่ายนั่งอีกซีก เพราะไม่มีสถานที่ มีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติบอกว่ายุบโรงเรียนแล้วเอาโรงเรียนให้ กศน. ก็ถูกต้องครับ ถ้าหากมีการยุบ เพราะอาคารทิ้งไว้ก็เสียเปล่า อันนี้เป็นสิ่งสำคัญก็อยากให้ใส่งบประมาณ ลงไปที่ กศน.

อีกอันหนึ่งที่ผมกราบเรียนท่านรัฐมนตรีที่มีโอกาสเดินผ่านและกราบเรียนท่านว่า กศน. ๑ อำเภอมีผู้อำนวยการ กศน. ๑ คน แต่ไม่มีรองผู้อำนวยการช่วย ไม่ว่าฝ่ายวิชาการ หรือฝ่ายทะเบียน ทำงาน ๑ คนกับครูที่เป็นสายราชการจริง ๆ ไม่เกิน ๕ คน อันนั้น ก็เป็นลูกจ้างครู ลูกจ้างตามภารกิจ น้อยมากครับ ไม่มีใครช่วยกัน แต่ดูแลในอำเภอ ไม่ต่ำกว่า ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ คน ก็อยากกราบเรียนว่าบุคลากรนี้ยังขาดแคลนมาก หากท่านจะช่วยเสริมตรงนี้ให้เข้มแข็งก็ขอให้ท่านรัฐมนตรีได้จัดสรรงบประมาณไปช่วย ในตำแหน่งนี้ให้มากขึ้น เพื่อเกิดประสิทธิภาพมากขึ้นก็คงจะต้องใช้เวลาของกระทรวงศึกษาธิการ กราบเรียนท่านแค่นี้ กระทรวงต่อไปนะครับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมจะควบคู่ ไปกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ๒ กระทรวงนี้ถ้าพูดถึงการบูรณาการน้ำ หรือบริหารจัดการน้ำนี้จะคู่กันไป กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นดูโครงการใหญ่ ๆ ชลประทานหลักใหญ่ ๆ คือเส้นรอบวงนอก แต่พื้นที่รอบวงในนี้เป็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม วันนี้คงจะหลีกเลี่ยงคำว่า โครงการ ไปไม่ได้ เพราะติดโครงการใหญ่ ทำไม่ได้ ผมต้องขอชมเชยท่านรัฐมนตรีปลอดประสพไปประกาศลั่นว่าจะสร้างแก่งเสือเต้น ให้คนจังหวัดสุโขทัยที่ผมเป็นกรรมาธิการน้ำในสมัยแรก ในปีแรกที่ผมเข้ามาเป็น ส.ส. ว่า จะต้องปักธงของแก่งเสือเต้นให้ได้ วันนี้แก่งเสือเต้นไหลลงมาตรงอำเภอศรีสัชนาลัยแล้วครับ เป็นยมบน ยมล่าง ยมบน ยมล่างวันนี้จากได้น้ำ ๑๓,๐๐๐ ล้านคิว เหลือแค่ไม่ถึง ๖๐๐ ล้านคิว ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีกกับยมบน ยมล่าง ผมถึงบอกว่าวันนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องให้ความสำคัญแล้วก็ให้งบประมาณเยอะ ๆ โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นเหมือนกระทรวงในบ้าน เคยตักน้ำใส่ตุ่มให้คนในบ้านใช้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นการรองรับป้องกันน้ำนอกบ้าน วันนี้นอกบ้านทำไม่ได้นะครับ ก็ต้องมาทำในบ้านคืออยากให้ทางรัฐบาลมองเห็น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ขนาดเล็ก ลอกคลอง ซึ่งจะสามารถผันน้ำได้ ชะลอน้ำได้ ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีศักยภาพเพราะว่ามีกรมป่าไม้อยู่ พูดคุยกันได้ มีปัญหาทุกครั้งกรมป่าไม้ก็เลยอยากจะ ฝากเอาไว้ ก็เป็นกระทรวงที่ต้องให้ความสำคัญ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ ๗๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะครับ แต่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้นทำงานถึงในบ้าน ก็อยากให้เพิ่มตรงนี้ มากขึ้นนะครับ

อีกกระทรวงหนึ่งซึ่งควบคู่กันไปก็คือกระทรวงคมนาคม คงอดไม่ได้คำว่า ทางหลวง กับ ชนบท ท่านครับ เส้นวงนอกกับวงใน ทางหลวงเป็นวงนอก ทางชนบทเป็นวงใน อย่ามัวแต่ เพลิดเพลินกับทางหลวงที่ว่าเป็นโครงข่ายแต่ภายในนั้นคนที่เป็นรากหญ้าใช้ถนนหนทางนั้น ไม่มีโอกาส แถมยกโอนไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งมีงบประมาณอยู่ไม่ถึงล้านบาท น้อยมาก แต่เส้นทางหนึ่งทำกิโลเมตรหนึ่ง ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท นายกสมัยหนึ่งทำเส้นหนึ่ง ยังไม่หมดเลยครับ เพราะฉะนั้นก็ให้ความสำคัญทางหลวงชนบทด้วย ผมไปถาม ท่าน ผอ. ทางหลวงชนบทไม่มีสตางค์ ทำไปแล้ว ๓ กิโลเมตร เหลืออีก ๓๐๐ เมตร ไม่มีสตางค์ครับ เป็นสำนักงานทางหลวงชนบทได้อย่างไร อันนี้จึงกราบเรียนว่า งบประมาณตรงนี้เน้นไปที่รากหญ้าด้วย อย่าไปมัวเพลิดเพลินกับโครงการเมกะโปรเจกต์ มากเกินไป ตรงนี้ต้องผ่านไป

อีกนิดหนึ่งคือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วันนี้ ผมเพิ่งรู้แจ้งว่ากระทรวงนี้ดูเผิน ๆ แล้วไม่น่าสนใจ แต่เผอิญวันนี้มีผู้อำนวยการพัฒนาสังคม ของจังหวัดสุโขทัย เขต ๖๔ หรือเขต ๔๖ ผมก็ยังไม่ได้สัมผัสมากมาย ท่านเป็นคนมีอัธยาศัย แล้วมาพูดคุยกับผม ผมถึงเห็นว่ากระทรวงนี้ดูคนที่ด้อยโอกาส คนพิการ คนเป็นโรคเรื้อนเรื้อรัง ตลอดจนคนที่ไม่มีที่พักที่พิง แต่ได้งบประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท คนทั้งประเทศ ได้เงิน ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท คนที่ถูกทอดทิ้ง ผมเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ผมทำเรื่องบ้านเอื้ออาทร ผู้พิการ ผู้ยากไร้มากมาย แต่วันนี้ผมเห็นกระทรวงนี้ ซึ่งถามจริง ๆ แล้วว่า ไม่มีใครอยากจะไปทำหรอก วัน ๆ ไปดูคนแก่ ดูคนพิการ ดูคนยากจน ไม่มีให้สนุกหูสนุกตา เพลิดเพลินตาเลย ไม่มีอะไรให้สนุกหูสนุกตาเพลิดเพลินตาเลย แต่ผมก็อยากจะให้รัฐบาล ได้เน้นถึงกระทรวงนี้ว่ามันเกิดประโยชน์อย่างมาก ตรงนี้ก็ขอฝากไว้ด้วยว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

อีกกระทรวงหนึ่งผมต้องขอชมเชยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แต่ก็เสียใจด้วยว่าท่านเพิ่งมารับตำแหน่งใหม่และถูกตัดงบ และการตัดงบจาก ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ส่งผลมาเป็น ๙,๐๐๐ ล้านบาท หายไป ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ส่งผลให้จังหวัดสุโขทัย สนามกีฬาที่สมัยท่าน ต้องขอเอ่ยนามบุคคลสำคัญ แล้วก็ทำคุณความดีในสภานี้ก็คือ ท่านชุมพล ศิลปอาชา ซึ่งท่านไม่ได้อยู่กับเราแล้ว ท่านแถลงที่ผมตั้งกระทู้ถามสดถามว่าจังหวัดสุโขทัย จะมีงบประมาณสร้างสนามกีฬาประจำจังหวัดเมื่อไร ขณะที่มติ ครม. ได้ผ่านออกมาแล้ว ๑๖ จังหวัด สร้างไป ๙ จังหวัด เหลือ ๗ จังหวัด ๑ ในจังหวัดนั้นคือจังหวัดสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย เป็นเมืองเก่า เมืองโบราณ เมืองท่องเที่ยว สร้างเงินให้ท่องเที่ยวมากมาย แต่เงินสักนิดหนึ่ง ให้กำลังใจเพื่อนันทนาการหรือสุขภาพของคนจังหวัดสุโขทัย ๒๐๐ กว่าล้านบาทหายครับ ปีนี้หายไปในกลีบเมฆ เมื่อวานซืนท่านรัฐมนตรีให้ความกรุณาผมได้พูดคุยหลังบัลลังก์ท่านประธาน ท่านมีอัธยาศัยดีมากว่าผมเพิ่งมารับตำแหน่งไม่รู้เลย ท่านได้กรุณาถามผู้ว่าราชการจังหวัดว่า มันหายไปไหน แล้วก็จะพยายามจัดสรรมาให้คนจังหวัดสุโขทัยได้ทราบว่าท่านชุมพล ศิลปอาชา ได้อนุมัติในสภาแห่งนี้ว่าผมจะไปปักธงที่จังหวัดสุโขทัยให้เร็วที่สุดโดยงบประมาณ ๒๔ ล้านบาท โดยสร้างอาคารวิทยาศาสตร์การกีฬา ขอเอ่ยนามอีกท่านหนึ่ง ฯพณฯ สมศักดิ์ทราบปุ๊บยกที่ดิน ๑๐๐ กว่าไร่ให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเลย มีบุคลากรของการกีฬาแห่งประเทศไทยไปดู ที่ชมว่าที่น่าจะทำเป็นศูนย์กีฬาชั้นหนึ่ง ๕๐๐-๖๐๐ ล้านบาทนะครับ เป็นแก้มลิงทะเลหลวง ในประวัติศาสตร์ที่อยู่ในศิลาจารึกว่าเป็นแหล่งน้ำใหญ่ของพระร่วง ใครไปยืนตรงนั้น มีสัจจะอะไรพูดไปแล้วหากไม่ทำจะมีอันเป็นไป ท่านรัฐมนตรีก็ยังให้ความสำคัญว่า ผมจะติดตามให้เพราะการที่ท่านอดีตรัฐมนตรีชุมพล ศิลปอาชา ได้แถลงและชี้แจงในสภานี้แล้ว ผอ. สำนักงบประมาณต้องรู้ ต้องเห็น ต้องทราบ ต้องนำไปปฏิบัตินะครับ เพราะว่า รัฐมนตรีเป็นผู้ให้ความหวังกับคนจังหวัดสุโขทัย วันนี้ท่านรัฐมนตรีคนใหม่มาพูดเมื่อคืนนี้ ผมต้องขอขอบคุณที่ท่านเป็นกำลังใจให้ผม แล้วก็ขอให้ท่านอายุมั่นขวัญยืน ผมจะกลับไปบอก ทุกหน่วยงานของจังหวัดสุโขทัยว่ามันหายไปแป๊บเดียวมันจะกลับมา เพราะรัฐมนตรีคนใหม่ ท่านมาแล้วบอกว่าต้องขออภัยคนจังหวัดสุโขทัยด้วย อันนี้เป็นสิ่งที่บอกว่าเราต้องจดจำไว้

อีกด้านหนึ่งก็คืองบประจำจังหวัดหรืองบพัฒนาจังหวัด ท่านประธานครับ ต้องขออนุญาตเพราะว่าพรรคภูมิใจไทยผมเป็นคนพูดสุดท้ายอาจจะมีเวลาเหลือถึง ๒๐ นาที

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คืออย่างนี้ครับ ท่านใช้เวลาเกินก็หักเวลาฝ่ายค้านนะครับ รัฐบาลเกินหักฝ่ายรัฐบาล เอาตามนั้นนะครับ

นายจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สุโขทัย

ขอบคุณท่านประธาน ขอ ๒ นาทีครับ ท่านประธานครับ วันนี้จังหวัดสุโขทัยเป็นจังหวัดที่น้ำตานองน้ำท่วม น้ำตานองน้ำแล้ง ท่วมทุกครั้ง ผู้หลักผู้ใหญ่ชอบไปกินผัดไทยจังหวัดสุโขทัย ไปแจกมาม่า ไปแจกไข่หน้าตาบาน เพราะจังหวัดสุโขทัยมันท่วมก่อน ข่าวนี่ไปบึ้มสนุกสนาน พอน้ำลดเพราะว่าน้ำมันไปอำเภอบางระกำ แห่ไปอำเภอบางระกำทิ้งให้จังหวัดสุโขทัยระทม งบประมาณจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด ส่งมาเท่าไรตัดเท่าเดิม ๑๕๐ กว่าล้านบาท แล้วจะไปทำไมจังหวัดสุโขทัย ครม. เคลื่อนที่ จังหวัดอุตรดิตถ์ส่งโครงการที่สำเร็จลุล่วงด้วยดีผลกระทบจากอุทกภัยสะพานที่พังตำบลท่าทอง อำเภอสวรรคโลก คนแก่ต้องเอาไม้ไผ่พาดหาบสำรับข้ามวัดตกไปแล้วบาดเจ็บ ๓ คน สะพานลอยที่เป็นสะพานแขวนพังไป ๑ ด้านไม่สามารถซ่อมแซมได้ พอจะซ่อมแซม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดอ่างทองดันพังมาอีกท้องถิ่นเลยไม่ให้สร้าง ๓๙ ล้านบาท ทำให้คนจังหวัดสุโขทัยสามารถสัญจร ๒ ฝั่งแม่น้ำยมได้สะดวก ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ความกรุณาทำหนังสือมาถึงกระทรวงมหาดไทยและกรมโยธาธิการและผังเมือง จนถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกรุณาตำบลท่าทองมันท่วมมันพังมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ วันนี้ ไปกินผัดไทยแล้วกลับมาไม่มีอะไรเลยครับ จังหวัดสุโขทัยยัง ๑๕๗ ล้านบาทเหมือนเดิม เหมือนทุกปีแล้วบอกว่าพัง แบลคลิสต์ (Blacklist) ลงกันโดนถ้วนหน้ายังไม่ทำเลยครับ แล้วบอกว่ากู้เงินมาช่วยซับน้ำตาคนน้ำท่วม ผมไม่ได้คาดหวังอะไรมาก ท่านประธานครับ ถามว่ารัฐบาลทำดีไหม ดีมาตลอด ได้อานิสงส์จากคลองฝั่งขวา ท่านสมศักดิ์ทำคลองแม่น้ำเก่า วางรางไปคลองฝั่งขวาเพื่อระบายแม่น้ำยมตรงกลางไม่ให้ท่วมบ้านของสวรรคโลก ไม่ให้ท่วมศรีสำโรง ไม่ให้ท่วมอำเภอเมือง ไม่ให้ท่วมบางระกำ กงไกรลาศ ระบายน้ำออก น้ำแล้งมีใช้ทำประปา ทำอ่างเก็บน้ำให้กับคุณทุ่งเสลี่ยมสูงขึ้นได้อีก ๓๐ ล้านกว่าลูกบาศก์เมตร ทำให้พ้นแล้งไปอีก ๓ เดือน ทำอ่างแม่รำพัน แม่คลองท่าอีกเกือบ ๓๐๐ ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลทำให้ ผมก็ขอบคุณ แล้วทุกครั้งผมพูดในสภาผมชมว่านี่คือพลังจากรัฐบาลที่มีไฟ เสียดายแก่งเสือเต้นไม่เต้น ไม่ได้เต้นตาม ถ้าเต้นตามก็เปลี่ยนเป็นแก่งนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ที่ผมพูดไว้ก็ฝากไว้ด้วยครับ อันนี้เป็นสิ่งที่ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตของผม แล้ง แล้งสุด ๆ ที่บ้านด่านลานหอย จนแย้ออกมาหายใจ ท่วมก็ท่วมทุกที่ รับภาวะตลอด ส.ส. ที่อื่น ส.จ. เขตอื่นไปกิน เที่ยว นอน กินกัน ผมนี่ลุยน้ำกินแกงนอกหม้อ ท่านรัฐมนตรีอยู่นี่ ท่านรัฐมนตรีวราเทพก็ไปเยี่ยม ให้ความกรุณาโครงการหลายโครงการ ก็ต้องขอขอบคุณด้วย ไปกินแกงนอกหม้อตอนน้ำท่วม สนุกสนานครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านจักรัตน์ ๕ นาทีนะครับ ท่านอัญชลี ท่านเรวัต ท่านบุญแก้ว ท่านสมบูรณ์ เตรียมตัวครับ เชิญครับ ๕ นาทีครับ

นายจักรัตน์ พั้วช่วย เพชรบูรณ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม จักรัตน์ พั้วช่วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่น ผมขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ในวงเงินรวม ๒,๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ขาดดุลงบประมาณไว้ที่ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งแนวโน้มของการจัดงบประมาณขาดดุลของรัฐบาลชุดนี้มีแนวโน้มลดลงทุกปี ประเด็นแรกครับ ท่านประธานที่ผมจะขออภิปรายสนับสนุน ในยุทธศาสตร์ของการสร้างความเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ได้จัดงบประมาณไว้ที่ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในแผนงาน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางบก ทางราง ทางน้ำ ทางอากาศ จำนวนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งผมมองว่ามีความจำเป็นเป็นอย่างมาก หลาย ๆ ท่านใน ๒-๓ วันนี้ได้อภิปรายถึงเงิน พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาของคณะกรรมาธิการที่รัฐบาล จะนำไปสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เงิน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะนำไปพัฒนาระบบราง เช่นการสร้างรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง และต่อขยายเส้นทางรถไฟ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ส่วนที่เหลืออีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ไปพัฒนาด่านชายแดน ท่าเรือ และขยายถนนที่เป็นโครงข่ายเพื่อเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้านเพื่อรองรับสู่ประชาคมอาเซียน ผมอยากเปรียบเทียบอย่างนี้ครับท่านประธาน เหมือนรัฐบาลกำลังต่อภาพจิ๊กซอว์ ของระบบโลจิสติกส์ภายในประเทศเพื่อเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน ผมเชื่อว่าท่านประธาน ก็คงเคยเล่นจิ๊กซอว์นี้ หลักการง่าย ๆ ก็คือว่าเราต้องต่อกรอบให้ได้ก่อน ก็เปรียบเสมือนว่า เงินร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็นกรอบของภาพ และในส่วนของเงินงบประมาณปกติ ที่เรากำลังพิจารณากันนี้เป็นรายละเอียดของภาพ ถ้าทำอย่างนี้เราก็จะได้ภาพที่เสร็จสมบูรณ์ได้ ในอนาคตอันใกล้นี้ ส่วนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในงบประมาณปกติที่กำลังพิจารณากันอยู่นี้ เป็นการนำไปพัฒนาปรับปรุงเส้นทางคมนาคมภายในประเทศ ซึ่งทั่วประเทศยังมีความต้องการอีกมาก เช่น ถนนในหมู่บ้าน ถนนในตำบล ถนนในอำเภอ ถนนในจังหวัด ซึ่งผมจะขอยกตัวอย่าง ในปีงบประมาณ ๒๕๕๗ นี้ที่กรมทางหลวงได้จัดเงินงบประมาณสนับสนุนไปก่อสร้าง ขยายถนน ๔ เลน เส้นทางพิษณุโลก-หล่มสัก ซึ่งตอนนี้กำลังก่อสร้างอยู่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของโครงการอีสต์ เวสต์ คอร์ริดอร์ (East West Corridor) ถ้าเส้นทางนี้สร้างเสร็จ พี่น้องประชาชนที่อยู่ทางภาคเหนือจะเดินทางไปภาคอีสาน หรือว่าอยู่ภาคอีสาน จะเดินทางไปทางภาคเหนือก็จะได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้น

ส่วนประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน ซึ่งผมจะขออภิปรายสนับสนุนในส่วน ของงบกลางในปี ๒๕๕๗ ได้ตั้งงบกลางไว้ที่ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มากขึ้นกว่าปี ๒๕๕๖ เล็กน้อย และได้ตั้งเงินจำนวน ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ได้ตั้งไว้เป็นเงินสำรองจ่ายในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งลดลง จากปีที่แล้วกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลบริหารเงินงบประมาณที่เป็นภาษี ของพี่น้องประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการตั้งเงินสำรองจ่ายในกรณีฉุกเฉินนั้น ผมมองว่ามีความจำเป็นเป็นอย่างมาก เพราะเราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าในอีก ๑๒ เดือนข้างหน้า ก็คือวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๖ ถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๗ ซึ่งเป็นช่วงเวลาในการใช้งบประมาณ ปี ๒๕๕๗ ประเทศไทยจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของภัยธรรมชาติ น้ำท่วม น้ำแล้ง และในเรื่องของพืชผลทางการเกษตรที่มีราคาตกต่ำ และที่สำคัญก็คือเรื่องการแก้ไขปัญหา ชายแดนภาคใต้ ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ทางรัฐบาลจึงจำเป็นที่จะต้อง ตั้งเงินในจำนวนนี้ไว้เพื่อใช้ในการแก้ไขให้กับพี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงที

ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ผมจะพูดถึงในเรื่องของโรงงานยาสูบที่สังกัดอยู่กับ กระทรวงการคลัง ในปี ๒๕๕๗ ได้รับเงินงบประมาณประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ที่เป็นชาวไร่ใบยาสูบก็ฝากผมมาขอบคุณทางรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ที่ปีนี้ ได้ปรับราคาใบยาสูบให้สูงขึ้น แสดงว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับพี่น้องประชาชนซึ่งเป็นเกษตรกร สรุปแล้วผมขอสนับสนุนและรับหลักการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ นี้ครับ ขอบคุณมากครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านอัญชลี วานิช เทพบุตร เชิญครับ ๘ นาที

นางอัญชลี วานิช เทพบุตร ภูเก็ต 🔗

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน อัญชลี วานิช เทพบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งทางรัฐบาลได้ตั้งงบประมาณ ไว้ทั้งสิ้น ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท จะเป็นจำนวนเงินเกือบจะเท่ากับตัวเลขของรายได้จาก การท่องเที่ยว ซึ่งทางท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้เคยแถลงไว้ต่อสภาในเดือนสิงหาคม ๒๕๕๔ ว่าจะทำรายได้จากการท่องเที่ยวให้ได้ทั้งสิ้น ๒.๒ ล้านล้านบาทในปี ๒๕๕๘ แต่ท่านประธานคะ ครั้นเรามาดูวิธีการจัดทำงบประมาณของรัฐบาลต่อการท่องเที่ยว ของไทยนั้นกลับสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง ยกตัวอย่างเช่นกรมการท่องเที่ยว ซึ่งจริง ๆ แล้ว กรมการท่องเที่ยวนั้นมีภารกิจหลัก มีพันธกิจที่จะต้องทำหน้าที่ในการดูแลแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ต้องทำหน้าที่ในการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวเดิมแล้วก็พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ จากแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ท่านประธานคะ เขาได้มีการสำรวจแหล่งท่องเที่ยว ที่จำเป็นจะต้องมีการฟื้นฟูแล้วก็พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่อย่างเร่งด่วนอยู่ด้วยกันทั้งหมด ประมาณ ๑,๖๕๐ กว่าแห่ง แต่รัฐบาลเองได้ตั้งงบประมาณไปให้กรมการท่องเที่ยวเพื่อทำการนี้ อยู่เพียงงบประมาณ ๖๒๗ ล้านบาท เพราะฉะนั้นการจัดทำงบประมาณของรัฐบาลนั้น ไม่ได้สะท้อนถึงตัวเลขเป้าหมายของการท่องเที่ยว ๒.๒ ล้านล้านบาท กับงบลงทุนของการท่องเที่ยว ๖๒๗ ล้านบาท ดิฉันจึงถือว่าการจัดทำงบประมาณของรัฐบาลชุดนี้นั้นเป็นไปอย่างล้มเหลว แล้วก็ไร้ประสิทธิภาพอย่างสิ้นเชิง ครั้นเรามาดูในเรื่องของการบริหารจัดการงบประมาณ ของรัฐบาล ก็เป็นไปในลักษณะของการหมกเม็ดแล้วก็ตบตาสภา ที่ดิฉันใช้คำว่า ตบตาสภา เพราะอะไรคะท่านประธาน เพราะว่าจากพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ คือปีนี้ ปรากฏว่าทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยนั้นได้เคยของบประมาณมา ในงบอุดหนุนทั่วไปในหมวด ๘ ว่าจะไปใช้เงิน ๕๐๐ ล้านบาทสำหรับค่าใช้จ่ายในการชำระค่าหุ้น บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ การ์ด ท่านประธานคะ แต่พอในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๕ รัฐบาล ของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็กลับมีมติอนุญาตให้ ททท. นั้นสามารถไปดำเนินการ โครงการอีลิท การ์ด (Elit Card) ได้ใหม่ แล้วนอกจากนั้นได้มีมติให้ ททท. ยกเว้นไม่ต้องนำ เงินงบประมาณดังกล่าวไปชำระค่าหุ้นที่ค้างบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ การ์ด แถมยังให้เบิกเงิน อีก ๑๐๐ ล้านบาท เพื่อไปดำเนินโครงการอีลิท การ์ดรอบใหม่ได้ ดิฉันถือได้ว่าเป็นโครงการปลุกผี โครงการอีลิท การ์ดรอบใหม่ขึ้นมา ดิฉันเข้าใจว่าท่านประธานแล้วก็หลาย ๆ ท่านคงจะจำโครงการอีลิท การ์ดได้นะคะ โครงการนี้ เกิดขึ้นในปี ๒๕๔๖ โดยท่านนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นคือท่านทักษิณ ชินวัตร ท่านได้เคยประกาศไว้ ต่อสภาและเคยประกาศไว้ต่อที่สาธารณะค่ะว่าท่านจะทำมิติใหม่ของการท่องเที่ยวไทย และท่านจะทำรายได้แบบก้าวกระโดดให้เกิดขึ้นในวงการท่องเที่ยวไทยด้วยการทำโครงการ บัตรพิเศษนี้ค่ะ ที่เรียกกันว่า บัตรอีลิท การ์ด ในขณะนั้นท่านบอกว่าท่านจะทำรายได้จาก การท่องเที่ยวให้ได้ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทภายในระยะเวลา ๕ ปี โดยขายบัตรอีลิท การ์ด ๑,๐๐๐,๐๐๐ ใบ ในราคาใบละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทค่ะท่านประธาน มีสิทธิพิเศษมากมายที่มอบให้ ยกตัวอย่างเช่น สิทธิพิเศษฟรีวีซ่า (Free Visa) ที่จะเข้าประเทศไทย ๕ ปี คนที่เป็นเมมเบอร์ (Member) หรือเป็นสมาชิกนั้นสามารถที่จะพำนักอยู่ในประเทศไทยได้ครั้งละไม่เกิน ๓ เดือน หรือว่า ๙๐ วัน และเมื่อลงมาจากเครื่องบินก็จะมีการรับรองแบบวีไอพี เขาเรียกกันว่า เรด คาร์เพท (Red Carpet) ในสมัยนั้นก็คือปูพรมแดง รับมาจากตัวเครื่องบินเดินทางเข้าสู่ช่องทางด่วน ผ่าน ตม. ไปสู่ห้องวีไอพี ห้องรับรองพิเศษ แล้วก็จะมีรถหรูมารับเพื่อจะพาไปยังโรงแรม ๕ ดาว มีการให้บริการในเรื่องของการเล่นกอล์ฟ ในเรื่องของการทำสปาฟรีตลอดชีวิต มีสิทธิพิเศษต่าง ๆ ในเรื่องของการลงทุนในเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ แล้วก็เรื่องของการลงทุนต่าง ๆ การถือครอง อสังหาริมทรัพย์ สิทธิพิเศษเหล่านี้เป็นที่ฮือฮามากในขณะนั้นค่ะ แต่ปรากฏว่าเกิดอะไรขึ้นคะ ท่านประธาน จากปี ๒๕๔๖ จนกระทั่งถึงปีนี้ปรากฏว่ามีผู้ที่ซื้อบัตรสมาชิกอีลิท การ์ด ไปทั้งสิ้น ประมาณ ๒,๕๖๒ ใบค่ะท่านประธาน และพร้อมกันนั้นก็จะพ่วงมาด้วยกับการขาดทุนสะสม ของบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ การ์ด อีก ๑,๓๐๐ ล้านบาทค่ะ ในสมัยที่ท่านอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีคณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติให้มีการปิดกิจการบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ การ์ด นี้ลงค่ะ แล้วก็ได้มอบหมายให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานั้นไปทำหน้าที่ประสานกับมวลสมาชิก ซึ่งได้ซื้อบัตรอีลิท การ์ดนี้แล้วไปประมาณ ๒,๕๖๒ ราย ให้มีการซื้อบัตรนี้คืนค่ะ แล้วก็เจรจาต่อรองกัน ในเรื่องของค่าเสียหายต่าง ๆ ที่อาจจะมีขึ้น แล้วก็จะได้ปิดการขาดทุนสะสม ๑,๓๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นพวกเราจึงเข้าใจด้วยความสุจริตค่ะว่าเมื่อทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยนั้น มาขออนุมัติงบประมาณเพื่อไปจ่ายเป็นค่าหุ้นที่ค้างของบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ การ์ด จึงเข้าใจไปว่า ๕๐๐ ล้านบาทนั้นจะต้องไปดำเนินกิจการเพื่อปิดบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ การ์ดค่ะ แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะว่า ครม. ของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เองนั้น ได้มีมติอนุญาตให้มีการดำเนินการโครงการอีลิท การ์ดนี้ต่อไป ท่านประธานคะ ครั้นเรามาดู แผนธุรกิจค่ะ ซึ่งทาง ททท. ได้นำเสนอต่อ ครม. ในชุดของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นั้น ได้ตั้งเป้าหมายไว้นะคะว่าจะขายบัตรอีลิท การ์ดให้ได้ ๑๐,๐๐๐ ใบภายในระยะเวลา ๑๐ ปี ด้วยราคาใบละประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทค่ะ แล้วก็ได้นำเสนอต่อไปค่ะว่าถ้าขายได้ตามเป้าแล้ว จะสามารถตัดขาดทุนสะสมได้ในปี ๒๕๖๐ และจะสามารถทำกำไรสะสมได้ต่อไปอีก ๑,๐๙๕ ล้านบาท ในปี ๒๕๘๕ ค่ะ อีก ๓๐ ปีค่ะท่านประธาน ซึ่งในขณะนั้นดิฉันก็ไม่ทราบว่า ท่านผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะอยู่ที่ไหน ไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะอยู่ที่ไหน และข้อสำคัญคือดิฉันก็ไม่ทราบค่ะ ว่าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์จะไปอยู่ที่ไหนค่ะ แต่ข้อสำคัญที่สุดก็คือมรดกทุกมรดก บาปเหล่านี้ยังต้องตกอยู่ในมือของประเทศชาติแล้วก็ประชาชนของเราต่อไป ท่านประธานคะ สิทธิพิเศษซึ่งทาง ททท. ได้มอบให้แล้วก็ได้เขียนไว้ค่ะว่าจะมอบสิทธิพิเศษที่หรูหรากว่าเดิม หรูหรากว่าเดิมทำอะไรคะนั่นก็คือจะอนุญาตให้มีฟรีวีซ่า ๕ ปีเหมือนเดิมค่ะ แต่จะสามารถ ขยายระยะเวลาของสมาชิกที่จะอยู่ในประเทศไทยได้ออกเป็นระยะเวลา ๑ ปีค่ะท่านประธาน และข้อสำคัญที่สุดก็คือ ครม. ก็มีมติอนุมัตินะคะ แล้วก็มอบหมายไปให้กระทรวงมหาดไทย ทำการแก้ไขกฎกระทรวงเพื่อรองรับการพำนักระยะเวลา ๑ ปีให้กับผู้ถือบัตรพิเศษนี้ ปรากฏว่า เที่ยวนี้กระทรวงมหาดไทยก็ทำงานได้รวดเร็วทันใจค่ะ ไปแก้ไขกฎกระทรวงและได้ประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้วในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ท่านประธานคะ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น และข้อสำคัญที่สุดก็คือดิฉันเพิ่งไปทราบมาเมื่อประมาณสัก ๒ อาทิตย์นี้เองค่ะว่าทาง ททท. เอง ได้มีการพูดคุยกับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อจะทำธุรกิจร่วมกัน นั่นหมายความว่ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ หากขายอสังหาริมทรัพย์ให้กับชาวต่างชาติได้นั้นก็ขอให้พ่วงการขายบัตรอีลิท การ์ดนี้เข้าไปด้วย ภาษาสมัยนี้เขาเรียกกันว่าขายเหล้าพ่วงเบียร์ประมาณนั้นละค่ะ ข้อสำคัญที่สุดก็คือบัตรอีลิท การ์ดที่จะขายให้กับนักลงทุนต่างชาติที่จะมาซื้อบัตรอีลิท การ์ดนั้น ก็คือจะสามารถซื้อสิทธิพิเศษได้เพียงอย่างเดียวก็คือการฟรีวีซ่า ๕ ปี และพำนักอยู่ในประเทศไทย ได้ไม่เกินครั้งละ ๑ ปีค่ะท่านประธาน ข้อสำคัญที่สุดก็คือทางด้านการตลาดนั้นสอบถามมาแล้วค่ะว่า จะไปหาไฮเอนด์ (High end) นักท่องเที่ยวจากที่ไหน จะไปทำการขายให้กับนักธุรกิจชาวต่างชาติ ที่มาลงทุนอยู่ในประเทศไทยใน สปป. ลาว ในเขมร อย่างนี้เป็นต้น ท่านประธานคะ สิ่งเหล่านี้ค่ะ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ดิฉันไม่ทราบว่าใครได้ค่ะ แต่ดิฉันมั่นใจว่าคนที่เสียก็คือพี่น้องประชาชน แล้วก็ประเทศไทย รวมทั้งชื่อเสียงของพี่น้องประชาชน แล้วก็การท่องเที่ยวของประเทศไทย ต่อไปในอนาคต ท่านประธานคะ ดิฉันเองไม่เชื่อเลยค่ะว่าได้เคยลุกขึ้นอภิปรายคัดค้าน โครงการอีลิท การ์ดในสมัยปี ๒๕๔๖ มาแล้วค่ะ และอีก ๑๐ ปีให้หลังในปี ๒๕๕๖ ดิฉันก็ต้องมาลุกขึ้นอภิปรายคัดค้านโครงการอีลิท การ์ดอีกครั้งหนึ่งค่ะท่านประธาน ในสมัยที่ท่านนากยกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ในฐานะน้องสาวมาเป็นผู้บริหารประเทศ ดิฉันเรียนยืนยันเหมือนเดิมค่ะว่าโครงการอีลิท การ์ดไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มใด ๆ ทั้งสิ้น ให้กับการท่องเที่ยวของประเทศไทย โครงการอีลิท การ์ดไม่สามารถสร้างรายได้ แบบก้าวกระโดดให้กับรายได้ของประเทศไทยค่ะ เหลืออยู่อย่างเดียวที่โครงการอีลิท การ์ด สามารถทำได้ก็คือนำพามาซึ่งความเสื่อมเสียชื่อเสียงของประเทศไทยแล้วก็ความเชื่อมั่น ของประเทศไทยเกี่ยวกับเรื่องของประชาคมในเรื่องของการท่องเที่ยวทั้งหมดค่ะ ดิฉันจึง ไม่สามารถรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ได้ เพราะส่อไปในทางทุจริตและประพฤติมิชอบค่ะท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านเรวัตครับ

นายเรวัต อารีรอบ ภูเก็ต

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายเรวัต อารีรอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ ผมมีความจำเป็นเป็นอย่างยิ่งครับ ที่จะต้องลุกขึ้นมาอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ ที่รัฐบาลนำเสนอต่อสภาแห่งนี้พูดด้วยเหตุผลประการเดียวครับท่าน จำนวนเม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์ ของพี่น้องประชาชนที่รัฐบาลจัดเก็บมาเพื่อใช้ในการบริหารพัฒนาประเทศ รัฐบาลชุดนี้ ควรจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ ผมและเพื่อน ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีหน้าที่จะต้องดูแลติติงการใช้งบประมาณประจำปี ๒๕๕๗ ให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เพื่อตอบโจทย์ของพี่น้องประชาชนและความต้องการของประเทศ ท่านประธานครับ รัฐบาลชุดนี้ นำโดยท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ได้ประกาศทุกเวทีว่าจะหารายได้จากการท่องเที่ยว ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าผมจำไม่ผิดในวันที่ ๒๙ มีนาคม ท่านนายกรัฐมนตรีได้ไปเปิดงาน ที่เมืองทองธานีที่ชื่อว่ามหัศจรรย์เมืองไทย ๒๕๕๕ ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพค เมืองทองธานี ในวันนั้นท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวอยู่ตอนหนึ่งว่า ส่วนตัวภูมิใจและยินดีที่สามารถพูดได้เต็มปาก กับคนทั้งโลกว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุด แม้ว่าที่ผ่านมาจะเกิดมหาอุทกภัย แต่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนี้สามารถฟื้นตัวได้เร็ว และสามารถทำรายได้เข้าประเทศ ปีละ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในอีก ๕ ปีข้างหน้ารัฐบาลจะตั้งเป้าสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว ได้ถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป้าหมายคงไม่ไกลเกินจริงที่ตั้งไว้ นี่ละครับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนี้ได้กล่าวไว้ตอนเปิดงาน และงานที่ ๒ ครับ ท่านก็ยังไปเปิดงานที่เมืองทองธานี เช่นเดียวกันครับ เป็นเทศกาลท่องเที่ยวเมืองไทย ๒๕๕๕ ในวันที่ ๖ มิถุนายน ในวันนั้น มีคลิปเสียงครับ ผมขออนุญาตท่านประธานครับ เพราะว่าคลิปนี้ผมได้อนุญาตแล้วครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดคลิปเสียง)
“นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

ภาคธุรกิจของบริการนั้น เป็นสิ่งสำคัญและอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไม่น้อยเลยนะคะ จะสังเกตว่ารายได้จากการท่องเที่ยวทั้งหมดวันนี้เติบโตขึ้นมา ซึ่งก็มีการตั้งเป้าหมายจาก ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านชุมพลรับไว้แล้วนะคะ ภายในปี ๒๕๕๘ ด้วยนโยบายมิราเคิล ไทยแลนด์ (Miracle Thailand) หรือปีมหัศจรรย์ของเมืองไทย”

นายเรวัต อารีรอบ ภูเก็ต

ท่านประธาน ท่านสมาชิก และพี่น้องประชาชนทางบ้าน ก็ได้ฟังพร้อมกับผม ผมได้รับฟังแล้วผมก็ตื่นเต้นดีใจครับท่าน แต่คำพูดท่านนายกรัฐมนตรีในวันนั้น มาจนถึงทุกวันนี้ผมบอกได้เลยว่าล้มเหลวนะครับ ในการจัดหารายได้จากการท่องเที่ยว ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำไมผมพูดอย่างนั้นครับ เหตุผลที่ผมพูดอย่างนี้ก็เพราะรัฐบาลชุดนี้ยังไม่ได้ลงมืออะไรอย่างจริงจังและจริงใจก่อให้เป็น รูปธรรม ที่ผมพบเห็นขณะนี้ท่านก็รู้อยู่แล้ว แก้ไขรัฐธรรมนูญ นิรโทษกรรม กู้ กู้ กู้ กู้ชาตินี้ แล้วไม่รู้อยู่ชาติไหน สิ่งเหล่านี้นะครับท่านประธาน ผมอยากให้ท่านประธานผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีว่าจะมียุทธศาสตร์อย่างไรมาเป็นแรงผลักดันที่ก่อให้เกิดรายได้จาก การท่องเที่ยวถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตั้งเป้าเอาไว้ผมเห็นด้วยครับ กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวและก่อให้เกิดรายได้มายังประเทศไทยอย่างมหาศาล เพื่ออะไรท่านครับ เพื่อเป็นการสร้างรายได้รวมถึงการกระจายรายได้กระจายโอกาสมายังส่วนภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทยของเรา สิ่งที่สำคัญที่สุดจึงจะทำให้ดุลบริการการชำระเงินของเรา ที่เกินดุลมากยิ่งขึ้นซึ่งเป็นการช่วยลดการขาดดุลการค้าขายของประเทศไทย แต่อย่าลืมไปว่า ประเทศไทยของเรามีแนวโน้มการขาดดุลเพิ่มขึ้น ๆ ทุกเดือน นั่นหมายถึงเป็นดัชนีบ่งบอกถึง ประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ ท่านประธานครับ ประเทศไทยของเราได้มีโอกาส รับนักท่องเที่ยวจากทั่วทั้งทุกมุมโลกเราได้รับนักท่องเที่ยวปีละ ๒๒-๒๓ ล้านคน ตัวเลขนี้ ผมพามาจากไหนครับ ผมพามาจากนิตยสารฟอร์จูน แต่รัฐบาลชุดนี้จะทำอย่างไร ที่จะให้ประเทศไทยของเราติดอันดับต้น ๆ ผมเกรงว่าอันดับที่ ๑๘ จะไหลไปอันดับที่ ๓๐ อันดับที่ ๔๐ ผมถามว่าใครจะรับผิดชอบครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานตามผมมาดู ผมขอยกตัวอย่าง จังหวัดที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดชลบุรีที่มีพัทยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มีเกาะสมุย สิ่งสำคัญที่จังหวัดภูเก็ตของผมสร้างรายได้ปีละ ๑๘๐,๐๐๐ ล้านบาท รองจากกรุงเทพมหานคร รายได้ตัวนี้มาจากไหนครับ รายได้ตัวนี้มาจากการท่องเที่ยวครับ ท่านประธานครับ จังหวัดที่มีการท่องเที่ยวทุกจังหวัดที่ผมเอ่ยมาเป็นวิกฤติในเรื่องปัญหา การจราจรทั้งสิ้นครับ ผมเป็นห่วงเป็นใยที่จะมีผลกระทบรายได้จากการท่องเที่ยวสิ่งที่สำคัญที่สุด ความสุขของคนจังหวัดภูเก็ตลดน้อยลง ผมเองขออนุญาตขอท่านประธานว่าผมจะพูดปัญหา เรื่องการจราจรขออนุญาตนำแผนที่มาประกอบครับ เจ้าหน้าที่เอาขาที่ตั้งมาเลยครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาขาที่ตั้ง ให้ท่านหน่อย

นายเรวัต อารีรอบ ภูเก็ต 🔗

ปัญหาที่เกิดวิกฤติในจังหวัดภูเก็ตอยู่ในขณะนี้ ผมแบ่งเป็นเส้นทางอยู่ ๒ ประเภท ประเภทนอกเมืองกับประเภทในเมือง แต่ก่อนที่ผมจะอภิปราย ที่เจ้าหน้าที่กำลังจะยกขาตั้งมาให้ผม ผมจะต้องขอกราบขอบพระคุณรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่เริ่มก่อสร้าง สะพานศรีสุนทรที่คู่ขนานกับสะพานสารสินซึ่งเป็นสะพานที่เป็นหัวใจหลักสำหรับพี่น้องประชาชน ทั้ง ๗๖ จังหวัด เพราะจังหวัดภูเก็ตของเราเป็นเกาะครับ นอกเหนือจากนี้ยังมีทางลอดอุโมงค์ ที่สี่แยกไทนานที่ได้คิดริเริ่มออกแบบและอนุมัติงบประมาณในหลักการไว้ในขณะนั้น ขณะนี้ เริ่มก่อสร้างแล้วเพื่อเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว และรัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์หลายโครงการที่ทำ โครงการเกี่ยวกับเรื่องถนนเพื่อการท่องเที่ยวและการเกษตรที่อยู่ในอำเภอถลาง อำเภอกระทู้ นอกเหนือจากนั้นผมเองถึงท่านที่จะเสียชีวิตไปแล้วอย่างท่าน พลตรี สนั่น ผมต้องกราบ ขอบพระคุณท่านครับ เพราะฐานะในขณะนั้นท่านเป็นรองนายกรัฐมนตรีท่านกำกับดูแล กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ท่านได้ไปตรวจพื้นที่บริเวณคลองเกาะผีที่เพื่อจะอนุมัติสร้างสะพาน เชื่อมระหว่างถนนศักดิเดชไปยังโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ สิ่งเหล่านี้ที่เป็นหัวใจหลักสำหรับ คนในเมืองครับ นอกเหนือจากนั้นท่านอภิสิทธิ์ได้ส่งงบประมาณไปยังโรงเรียน โรงพยาบาลต่าง ๆ รวมไปจนถึงขยายสนามบินเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในปี ๒๕๕๘ ได้ถึง ๑๒.๕ ล้านคน ท่านประธานครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมขออนุญาตชี้ถึงเส้นทางที่มีปัญหาในจังหวัดภูเก็ต นี่คือภาพของจังหวัดภูเก็ตครับ ท่านประธานครับ ทิศเหนือของจังหวัดภูเก็ตเชื่อมด้วยแผ่นดินใหญ่ คือจังหวัดพังงา ถนนเส้นนี้มีเส้นเดียวที่สร้างปัญหาให้กับคนภูเก็ต ที่ผมบอกว่าคนภูเก็ตที่มีความสุข ลดน้อยลงก็เพราะว่าถนนเส้นนี้คือถนนเทพกษัตรี ไม่ว่าท่านเจริญ ไม่ว่าทุกท่านถ้ามาทางรถ จะต้องผ่านถนนเทพกษัตรีเป็นหลัก นอกเหนือจากนั้นทั้งมีนักท่องเที่ยวและพี่น้องประชาชน ที่มาทางเครื่องบินก็ต้องมาผ่านถนนเส้นนี้เพื่อจะเข้ามายังเมืองภูเก็ตและไปยังหาดต่าง ๆ ถนนเส้นนี้ที่มีปัญหา ๑. บริเวณสี่แยกบ้านเคียน ๒. อนุสาวรีย์ท้าวเทพกษัตรีท้าวศรีสุนทร ๓. สามแยกบางคู ๔. ตำบลเกาะแก้ว ที่สามแยกบางคูที่ผมเสียใจเป็นอย่างมากที่ผมบอกว่า การทำงานของรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ล้มเหลว ผมเปิดไปดูในงบประมาณปี ๒๕๕๗ ของกระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวงไม่ได้ตั้งงบประมาณเอาไว้เพื่อทำถนนยกระดับที่สามแยกบางคูเอาไว้ ถ้าทำถนนยกระดับสามแยกบางคูเอาไว้ ถนนเทพกษัตรีนี้ไม่ว่าใครจะมาสัญจร ไม่ว่านักท่องเที่ยว หรือคนไทย แม้กระทั่งนักเรียนจะไปมาสะดวกครับ เพราะว่าพอเลี้ยวขวาปุ๊บจะออกไป ถนนบายพาส (By pass) แล้วไปได้งบปี ๒๕๕๖ ที่ผมเคยอภิปรายไว้ตอนนั้นผมเป็นประธานงบประมาณ ในเรื่องของสี่แยกโลตัส แล้วตอนนี้ถึงสี่แยกไทนานท่านครับ ต่อจากสี่แยกไทนาน จากจุดสีแดงยังจุดนี้ไปทางลงมาข้างล่างเข้าไปนี่เรียกว่าถนนเจ้าฟ้าตะวันตก ถนนเจ้าฟ้าตะวันตกนี่ห้าแยกต่อไปถึงหาดราไวย์เขาเรียกว่าถนนวิเศษ จากพี่น้องชาวตำบลราไวย์ อยู่จากใต้เกาะ เวลานักเรียน ผู้ปกครอง แม้กระทั่งนักท่องเที่ยวจะเข้าไปเมือง สมัยก่อน ไม่เกิน ๕ ปีที่ผ่านมา ๒๐-๒๕ นาทีถึงเมืองครับ แต่ตอนนี้ไม่ได้ครับ บางทีเป็น ๑-๒ ชั่วโมง เกิดอะไรขึ้นครับ เกิดจากที่จังหวัดภูเก็ตของเรารับนักท่องเที่ยวไปมากกว่า ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน แล้วตอนนี้ ถ้ารัฐบาลมีความจริงใจแก้ปัญหาเรื่องการจราจรตามเมืองท่องเที่ยวต่าง ๆ นี่ผมยกจังหวัดภูเก็ตจังหวัดเดียว ผมคิดว่าไม่ว่าจังหวัดเชียงใหม่ ไม่ว่าจังหวัดชลบุรี ก็เป็นเช่นเดียวกับผมนะครับ สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าในงบประมาณปี ๒๕๕๘ กรมทางหลวง จะต้องส่งงบประมาณมาที่สามแยกบางคู นอกเหนือจากเส้นทางหลายเส้นทาง แล้วในจังหวัดภูเก็ต ไม่ใช่เพราะมีปัญหาเรื่องจราจรอย่างเพียงอย่างเดียว มีปัญหาเรื่องความปลอดภัยชีวิต และทรัพย์สิน จังหวัดภูเก็ตแม้กระทั่งตอนนี้โจรผู้ร้ายเยอะเสียเหลือเกิน ผมเสียดาย ในเวลาคำอภิปรายของผมตอนนี้มีเหลืออยู่ ๒ นาทีเศษ แต่ผมจะใช้ ๒ นาทีเศษให้มีคุณค่า ท่านประธานครับ ผมจะเล่าถึงท่านประธานต่อนะครับว่าที่ผ่านรัฐบาลชุดนี้ที่ผมเสนอ ให้เห็นถึงการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของจังหวัดภูเก็ต ผมเองขออนุญาตฝากท่านประธานด้วยครับ รัฐบาลชุดนี้ผมบอกได้เลยว่า ๑. ถ้าไม่รีบแก้ไขปัญหาเรื่องคอร์รัปชัน ปัญหาตามมา ผมบอกได้เลยว่าจะอยู่ยาก ปัญหาต่อมา ท่านนายกรัฐมนตรีท่านนี้ไปฟังคนรอบข้างบางคน ดีครับท่าน ดีครับนาย ใช่แล้วครับ สิ่งเหล่านี้จะทำให้นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์บริหารประเทศ อย่างล้มเหลว ขอกราบขอบพระคุณครับ สวัสดีครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านบุญแก้ว สมวงศ์ ครับ หลังจากท่านบุญแก้วเดี๋ยวผมอ่านรายชื่อท่านจะได้เตรียมได้ ท่านสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ท่านสามารถ มะลูลีม แล้วก็ท่านวุฒิพงษ์ นามบุตร นะครับ เชิญท่านบุญแก้วครับ

นายบุญแก้ว สมวงศ์ ยโสธร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายบุญแก้ว สมวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อไทยเขต ๒ ก่อนอื่น ก็ต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผมได้มาอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๗ จำนวนเงิน ๒.๕๒๕ ล้านบาท ในภาพรวมของรัฐบาล โดยการนำของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร นโยบายของรัฐบาลที่มีประโยชน์ ต่อประเทศชาติ เนื่องจากรัฐบาลนั้นได้บริหารประเทศมา ๒ ปี ซึ่งนโยบายนี้เป็นนโยบาย ที่ทำประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก แล้วก็เร่งรัดการพัฒนาเตรียมความพร้อมเข้าสู่ ประชาคมอาเซียน นโยบายของรัฐบาลที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องเกษตรกรโดยโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสานโดยเฉพาะจังหวัดยโสธรซึ่งเป็นจังหวัดที่มี ส.ส. ๓ ท่าน ซึ่งพวกผมได้ลงพื้นที่ทุกหมู่บ้าน แล้วก็มองเห็นคุณค่าของนโยบายการรับจำนำข้าวของรัฐบาลชุดนี้ แล้วก็เพิ่มรายได้ให้กับชุมชน ไม่ว่าจะเป็นโครงการรับจำนำข้าวเปลือกเจ้าตันละ ๑๕,๐๐๐ บาท ข้าวหอมมะลิ ๒๐,๐๐๐ บาท โครงการรับจำนำมันสำปะหลัง ทำให้พี่น้องเกษตรกรพอใจ ในนโยบายของรัฐบาล เพื่อจะยกระดับสินค้าการเกษตรราคาสูงขึ้น แล้วมีโครงการหลาย ๆ โครงการ ที่ทำประโยชน์ต่อชุมชน ไม่ว่าจะเป็นโครงการเงินเอสเอ็มแอลเพื่อจะส่งเสริมให้ชุมชน บริหารจัดการกันเองเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการพัฒนาหมู่บ้านของตนเองอย่างเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ ท่านประธานที่เคารพครับ ยิ่งมีโครงการที่พัฒนาหมู่บ้านโดยตั้งกองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท และเพิ่มให้อีก ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เป็น ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท รัฐบาลมีนโยบายจัดสรรงบไปให้ทุกหมู่บ้านเพื่อจะเสริมกองทุนให้กับชุมชนเพื่อจะหมุนเวียน สร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ แล้วยังมีโครงการพักหนี้เกษตรกรรายย่อย และผู้ที่มีรายได้น้อยต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท ภายใน ๓ ปี รัฐได้จ่ายดอกเบี้ยให้พี่น้องประชาชน และยกระดับประชาชนผู้ที่มีรายได้น้อย มีเงินหมุนเวียนสร้างโอกาสให้กับประชาชนได้อย่างดี แล้วก็รัฐบาลยังมีนโยบายเพื่อพัฒนาด้านการขนส่งแบบโลจิสติกส์ ให้มีต้นทุนสินค้าลดลง โดยสร้างระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนควบคุมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อย่างมีประสิทธิภาพ และอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนอย่างรวดเร็ว แล้วให้ กระทรวงคมนาคม ให้กรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทขยายเป็นช่องจราจร ๔ เลน ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณรัฐบาลโดยการนำของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่อนุมัติโครงการขยายช่องจราจร ๔ เลน ตอน ๒ ระหว่างคำเขื่อนแก้วไปถึงจังหวัดอุบลราชธานี ให้กับพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดร้อยเอ็ด ได้ประโยชน์ เพื่อจะให้พี่น้องประชาชนสัญจรไปมาอย่างสะดวกสบาย

แล้วก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่งก็คือยังให้กระทรวงคมนาคม กรมทางหลวงชนบท ได้ออกสำรวจทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล และทุกจังหวัด เพื่อจะให้กับชุมชนของเราได้สัญจรไปมา ให้สำรวจถนนทุกสายเพื่อจะให้พี่น้องประชาชนนำแล้วก็ซ่อมแซมเพื่อจะส่งสินค้าเพื่อการเกษตร ออกสู่ตลาดอย่างสะดวกและรวดเร็วให้เกิดประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชน แล้วยิ่งกว่านั้น ยังให้นโยบายกระทรวงพลังงานเพื่อสร้างต้นทุนของพลังงานให้เหมาะสมกับการครองชีพ ของพี่น้องประชาชน และยังลงทุนในด้านพลังงานเพื่อหาสิ่งทดแทนและสร้างความมั่นคง ให้กับพี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืนในอนาคตและการดำรงชีพอย่างมีประสิทธิภาพ และยังมี นโยบายด้านการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ในอนาคตอย่างยั่งยืน โดยวางแผนโครงการ ขุดลอกคลอง ขุดลอกหนอง เพื่อกักเก็บน้ำ เพื่อจะแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้กับพี่น้องประชาชน เป็นอย่างดี กระผมในฐานะเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ จำนวนเงิน ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย โดยการนำของ ฯพณฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขอขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสมบูรณ์ ๘ นาทีนะครับ ต่อจากท่านสมบูรณ์ก็เป็นท่านสามารถครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ตรัง 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรีได้เคยมาของบประมาณ ปีที่แล้ว ๒,๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับท่านประธาน มาขอเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ว่ากันว่าจะไปสร้างรถไฟความเร็วสูงไว้ขนผักคุ้มกับหนี้ของประชาชน ๕๐ ปีหรือไม่เรายังไม่รู้ มาขอกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทไว้ป้องกันน้ำท่วม ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เราก็บอกว่าระวังจะเป็น การกู้มาเพื่อโกง วันนี้ก็เริ่มส่อไปในการทุจริต ท่านประธานครับ ปีนี้ ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท กลายเป็นงบประมาณที่พิมพ์ผิดซึ่งเป็นเรื่องที่ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนรู้สึกผิดหวัง กับทางรัฐบาลมาก ท่านประธานครับ งบประมาณเป็นกฎหมาย ผมเคยได้ยินผู้หลักผู้ใหญ่บอกว่าการออกกฎหมายจะต้องบังคับใช้ให้เสมอภาคกัน แต่ท่านประธาน ดูงบประมาณในปี ๒๕๕๗ ครับท่านประธาน จะสังเกตว่าขาดความเสมอภาค ท่านดูเรื่อง ระบบสาธารณูปโภคเราจะเห็นว่าถนน ไฟฟ้า ประปา สะพาน บางจังหวัดนะครับ มีทั้งทางลอด มีทั้งสะพานข้ามทางแยก แต่ขณะเดียวกันท่านก็คงเห็นว่าถนนไปในทางภาคใต้ครับ วันนี้ถนนเพชรเกษมขรุขระอย่างกับผิวดวงจันทร์แล้วครับท่านประธาน เราไม่ได้รับ งบประมาณไปในการดูแลบำรุง หลายคนพูดถึงการท่องเที่ยว ท่าเรือการท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน แทบจะไม่ได้รับงบประมาณไปในการก่อสร้างเลย ทั้ง ๆ ที่สถานที่ท่องเที่ยวฝั่งอันดามัน สร้างรายได้ให้ประเทศเกือบจะมากที่สุดในทุกพื้นที่ กฎหมายฉบับนี้ไม่เพียงไม่ยุติธรรม ในเรื่องระบบสาธารณูปโภคครับท่านประธาน เรื่องการสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน ท่านประธานจะเห็นว่ามีการแทรกแซงจำนำข้าวใช้เงินงบประมาณกัน ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โกงกันเท่าไรไม่รู้ท่านประธานครับ ขาดทุนกันเท่าไรไม่รู้ แต่ท่านประธานเห็นไหมครับ แต่พอพูดถึงพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพารา ชาวสวนปาล์มน้ำมัน ท่านประธานเห็นรัฐบาล ดูแลแก้ไขให้แค่ไหน ส.ส. ภาคใต้ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออก ที่มีสวนยางพาราเราไปหานายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีไม่เปิดทำเนียบรัฐบาลต้อนรับ ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาราคายางพารา ท่านประธานก็คงจะทราบว่ายางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่สำคัญ ท่านประธานครับ ให้โอกาสท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ว่าวันที่ท่านเข้าดำรงตำแหน่ง ๑๒๔ บาทต่อกิโลกรัมครับท่านประธาน วันนี้เป็นอย่างไรครับ ยางพาราลดลงไปเหลือ ๗๐-๘๐ บาท ท่านประธานครับ นายกรัฐมนตรีเข้าไปสนใจมากน้อยแค่ไหน ท่านส่ง ๓ รัฐมนตรีเลยครับ ท่านประธาน ให้มีการแทรกแซงรักษาเสถียรภาพราคายางพารา โดยให้เงิน ธ.ก.ส. ครับ ให้สถาบันการเงินมากู้เหมือน ๆ กับในสมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ โดยให้ท่านสุเทพเป็น ประธานนโยบายยางธรรมชาติ ขณะนั้นราคายาง ๓๔ บาทครับ สามารถที่จะแก้ปัญหา ให้สถาบันการเกษตรมากู้เงินที่ ธ.ก.ส. แล้วไปเก็บเป็นสต็อกยาง สุดท้ายราคายางก็เขยิบขึ้น รัฐบาลนี้ก็เช่นเดียวกัน ขอเงินรัฐบาลตั้งแต่มติ ครม. วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๕ และขออีกครั้งหนึ่งในวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๕ ขอ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อไปรักษา เสถียรภาพราคายางพารา ๑๒๐ บาทต่อกิโลกรัม ท่านเห็นไหมครับ ราคาเคยถึง ๑๒๐ บาท บ้างไหมครับ ไม่ถึงเลยครับ หลายคนก็บอกว่าเอ๊ะทำไมมันไม่ได้ เรื่องการบริหารครับ ผลปรากฏรัฐมนตรีมาตอบว่ามันเป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนเงินตรา ท่านครับ ผลปรากฏว่า โครงการดังกล่าว สตง. ให้ข้อสังเกตครับ หลังจากที่ให้เงินไป ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท สตง. ก็ทำหนังสือ ถึงนายกรัฐมนตรีครับ เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ บอกว่าโครงการดังกล่าว ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์เพื่อที่จะพัฒนาสถาบันเกษตรกรเป็นเพียงการยืมเงินแค่นั้นเอง เพื่อหมุนเวียนซื้อยางพาราในกลุ่มสมาชิกไม่ใช่เป็นการลงทุนแปรรูป เช่น น้ำยางพารา มาเป็นยางก้อนแล้วเก็บไว้เมื่อราคาขึ้น สตง. บอกว่าราคารับซื้อไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ๑๒๐ บาทต่อกิโลกรัม ก็ไปซื้อในราคา ๑๐๐ บาท กับ ๑๐๔ บาท ขอเงินรัฐบาลก็ไปซื้อ ๑๒๐ บาท แต่ไปซื้อจริงซื้อแค่ ๑๐๐ บาท นี่ก็คือการโกหกประชาชน สตง. บอกว่า การรับซื้อมาแปรรูปเก็บสต็อกองค์การสวนยางมีโกดังไม่พอ ท่านประธานครับ ระบายไม่ทัน วันนี้ยางอยู่ในโกดัง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าตันครับ ยางเสื่อมสภาพบางแห่งท่านประธานก็คงรู้ วิธีที่จะแก้ปัญหาก็คือเผาโกดังเสีย เราเคยมีปัญหาเรื่องลำไยเราก็เผา มีปัญหาเรื่องโกงข้าว เราก็เผาโกดังข้าวเสีย วันนี้มีการโกงในเรื่องยางพาราก็เผาโกดังยางพารา ท่านประธานครับ สตง. บอกว่าเสี่ยงต่อการสวมสิทธิ ท่านประธานครับ วันนี้ สตง. ป.ป.ช. จะต้องเข้าไหมครับ ไปดูว่ามีประชาชนที่ถูกสวมสิทธิเท่าไร เรื่องที่ ๕ ที่ สตง. ท้วงติงมาก็คือจุดรับซื้อไม่ครอบคลุม ท่านประธานครับ หลังจากที่ สตง. ทำมาถึงนายกรัฐมนตรีถามว่านายกรัฐมนตรีทำอะไรบ้าง นายกรัฐมนตรีทำ ไม่ทำไม่รู้ แต่รัฐมนตรี ไปจัดงาน ๑ งานครับ ก็คืองานยางพาราอาเซียน ใช้เงินทั้งหมด ๕๕ ล้านบาทครับท่านประธาน ประชุมกันที่จังหวัดภูเก็ตท่านประธานครับ หลังจากการประชุมท่านรัฐมนตรี มาแถลงข่าวว่า วันนี้เราเป็นเจ้าแห่งอาเซียนแล้วเรื่องราคายางพารา ได้เชิญพ่อค้ายางทั้งประเทศจีน ประเทศอินเดีย บริษัทที่ผลิตยางรถยนต์แล้วก็ผลิตยางเครื่องบินครับ เรามีทำสัญญาซื้อขายยางพารา ๘๐๐,๐๐๐ ตัน ท่านประธานครับ วันนี้ผมได้รับแจ้งจาก สกย. ว่ายางพาราอยู่ในโครงการ แทรกแซงยาง ๒๐๐,๐๐๐ ตัน ยังอยู่ในโกดังเลยระบายยังออกไม่ได้ วันนี้ถามรัฐมนตรีครับ วันนี้ท่านระบายยางออกไป ๘๐๐,๐๐๐ ตันตรงไหนบ้าง ราคายางขึ้นตามที่ท่านบอกแล้วหรือยัง ๒. ท่านบอกท่านจะตั้งเมืองยางวันนี้ท่านตั้งแล้วยัง ท่านครับ วันนี้พี่น้องประชาชนกำลังเดือดร้อน ไม่ได้รับงบประมาณจากทางรัฐบาลเพิ่มเติมในปี ๒๕๕๗ เพราะฉะนั้นจำเป็นแล้วครับที่ผมจะต้อง มาเรียกร้องแทนพี่น้องประชาชน ๖๖ จังหวัดที่ปลูกยางพารากัน ๑๘ ล้านไร่ ท่านประธานครับ เรื่องยางพาราเป็นเรื่องหนึ่งที่อยากจะฝากถึงทางรัฐบาล

เรื่องต่อไป เรื่องกีฬา ท่านประธานครับใช้เวลาสั้น ๆ เนื่องจากวันนี้ประเทศไทย ของเราได้รับความนิยมโดยเฉพาะเรื่องของมวยไทย เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาคนที่แล้วท่านชุมพลท่านมีนโยบายที่จะตั้งสถาบันมวยไทยแห่งชาติเพื่อจะเป็น สถาบันที่ดูแลเรื่องมวยไทยทั้งระบบครับ ทั้งสมัครเล่น แล้วก็ทั้งอาชีพ เราต้องการให้มวยไทย ไปโอลิมปิก แล้วก็มวยไทยเผยแพร่ไปทั่วโลก แต่วันนี้ผลปรากฏว่าไม่มีงบประมาณแม้แต่บาทเดียว ในการตั้งสถาบันมวยไทยแห่งชาติ ก็ขออนุญาตท่านประธานว่าขอให้ทางรัฐบาลได้จัดเตรียม เรื่องนี้ด้วยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญอาจารย์สามารถครับ

นายสามารถ มะลูลีม กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สามารถ มะลูลีม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะพูดถึงในเรื่องงบประมาณของปี ๒๕๕๗ ๒๕๒๕ แล้ว ๐ ๙ ตัว จำง่าย ๆ ครับ ดอกเตอร์ศุภชัย ศรีหล้า เขาบอกมานะครับ แต่กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬานั้นได้รับ ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ก็หมายความว่าเงิน ๑๐๐ บาท เอาไป ๔๐ สตางค์ ใช้กับการท่องเที่ยวและกีฬาซึ่งเป็นกระทรวงที่นำรายได้เข้าประเทศชาติอย่างมากมาย แล้วเป็นกระทรวงที่ทำให้พี่น้องประชาชนสุขภาพแข็งแรง สร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติ แต่ได้รับงบประมาณเพียงน้อยนิด ซึ่งก็ต้องเรียนว่างบประมาณในการที่สร้างชื่อเสียง ให้ประเทศไทย นำรายได้ให้ประเทศไทย กรุงเทพมหานครเป็นเมืองท่องเที่ยวลำดับ ๑ ของโลก ติดต่อมาเป็นเวลานานนั้น ซึ่งงบประมาณที่เราดูแล้วครับว่างบกรมพลศึกษา ปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๖ ได้ ๔,๑๐๐ กว่าล้านบาท แต่ปี ๒๕๕๗ เหลือ ๒,๘๐๐ กว่าล้านบาทนั้น ไม่ทราบว่า เกี่ยวกับท่านรัฐมนตรีท่านถึงแก่อนิจกรรมไป แล้วไม่มีใครไปติดตามหรืออย่างไรครับ งบประมาณถึงน้อยลงทั้ง ๆ ที่กรมพลศึกษาเป็นกรมที่ขยันขันแข็งการทำงานมากครับ ท่านอธิบดีแสงจันทร์ท่านก็ติดตามในเรื่องต่าง ๆ ในการทำงานแต่งบประมาณน้อยลง ตรงนี้ น่าจะให้กำลังใจนะครับ ไม่ว่าท่านจะมีโครงการศูนย์กีฬาอำเภอและศูนย์กีฬาตำบลนะครับ ซึ่งปีนี้มีอยู่ ๘๐ ที่ ก็คือได้อำเภอ ๔๐ ที่ ตำบล ๔๐ ที่ โดยเฉพาะผมคิดว่าตามอำเภอนี้ น่าจะทำให้ครบทั่วประเทศไทย ๙๐๐ กว่าอำเภอนี้น่าจะทำให้ครบก่อนนะครับ แล้วตำบลตรงไหน สนใจก็เป็นที่ ๆ ไปนะครับ อันนี้ก็ต้องเรียนว่างบกรมพลศึกษาควรจะสนับสนุนอย่างยิ่ง ซึ่งงบประมาณก็น้อยลง แต่ที่ผมประหลาดใจคืองบของการกีฬาแห่งประเทศไทย ปี ๒๕๕๖ ได้ ๓,๖๐๐ ล้านบาท แต่ปี ๒๕๕๗ ได้ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ตรงนี้ทำงานน่าผิดหวังหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าด้านกีฬาอาชีพซึ่งได้รับงบประมาณไป ๒๗๐ ล้านบาทนั้น ๑๓ ชนิดกีฬา ซึ่งก็ต้องเรียนว่า มีฟุตบอล มีตะกร้อ มีวอลเลย์บอล มีบิลเลียด มีกอล์ฟอาชีพ มีลอนเทนนิส มีแบดมินตัน มีปิงปอง แล้วก็มีรถจักรยานยนต์ แต่ในการดำเนินงานนั้นก็ต้องเรียนว่าฟุตบอลก็คงจะได้ มากที่สุดนะครับ โดยเฉพาะในการที่ดำเนินงานในด้านการกีฬา ๒๑๗ ล้านบาทนั้น มวยอาชีพ ก็ได้แค่ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท เทนนิส ตะกร้ออะไรอย่างนี้ก็ได้กันไม่มากนะครับ เพราะฉะนั้น ก็ต้องเรียนว่ามีฟุตบอลได้มาก แต่ฟุตบอลผมอยากจะเรียนเพื่อความยุติธรรม ฟุตบอลไทยลีกนี่ ควรยกเลิกการสนับสนุนได้แล้วครับ ทีมละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๑๘ ทีม ๑๘ ล้านบาท ค่ารางวัลอีก ๑๘ ล้านบาท ค่ากรรมการ ๑๒ ล้านบาท เป็น ๕๐ ล้านบาท ผมว่าควรจะไปสนับสนุนดิวิชัน ๒ (Division2) หรือลีก (League) ภูมิภาคที่พวกเราในฐานะที่ ให้การสนับสนุนแต่ละจังหวัด ให้จังหวัดละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท มาปีที่แล้วท่านชุมพลให้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ควรจะให้ไป ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทเลยครับ เพราะว่านโยบายของพรรคร่วมรัฐบาล อย่างพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินบอกเลยครับว่าจะให้ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท พรรคชาติพัฒนา ของท่านสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ก็บอกว่าจะให้ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ควรสนับสนุนอย่างมากนะครับ เพราะไทยลีกผมคิดว่าอยู่ด้วยตัวเองได้แล้ว มีสปอนเซอร์ (Sponsor) ในการประมูลทีหนึ่ง ๖๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นเรามีเงินที่มาช่วยไทยลีกได้ แต่ที่เป็นห่วงก็คือว่าปีนี้งบกองทุน พัฒนากีฬาแห่งชาติได้ ๔๕๐ ล้านบาททุกปี แล้วทุกปีก็มาสนับสนุนลีกภูมิภาค ปีนี้เกิดอะไรขึ้น ท่านรัฐมนตรีครับ เหลือ ๑๐๕ ล้านบาท หายไปอย่างไรครับ ๓๔๕ ล้านบาท ดิวิชัน ๒ จะถึงเดือนตุลาคม จะเอางบประมาณที่ไหน มาซีเกมส์แข่งปีนี้จะเอาเงินที่ไหนไปอัดฉีดเขา บริดจ์เกมที่ภูเก็ตปีหน้าจะเอาเงินที่ไหนไปอัดฉีดให้เขาครับ เพราะเหลือ ๑๐๕ ล้านบาท จาก ๔๕๐ ล้านบาท ตรงนี้ต้องดูนะครับ กระผมว่ามันน่าเป็นห่วงมากมันหายไปได้อย่างไร งบการกีฬาก็ไปอยู่กับการก่อสร้าง ๑,๑๒๒ ล้านบาท โดยเฉพาะการกีฬาแห่งประเทศไทย ไปทำในสิ่งที่ผมคิดว่าไม่สมควรจะทำอย่างยิ่งคืออะไรครับ มีโครงการรั้วเป็นร้าน ฟังชัด ๆ นะครับ รั้วเป็นร้าน รื้อรั้วของการกีฬาแห่งประเทศไทยทิ้งแล้วทำร้าน ร้าน ร้านขึ้นมาตรงหน้าเอแบค (ABAC) ผมก็สงสัยมากว่าถนนตรงนั้น กรุงเทพมหานครจะเวนคืนเป็นถนน ๘ เลน ทำมาตลอดละครับ ติดตรงสนามกีฬา ผมก็พูดในสภาแห่งนี้ตอนหารือก็คิดว่าเข้าใจว่าคงไม่ทำ เมื่อ ๒ วันผ่านไป ตกใจมากครับ รั้วเป็นร้านสำเร็จแล้ว ก็ไม่ทราบว่ารวยกันกี่ร้อยล้านบาทครับ ที่สำคัญที่สุดอย่างยิ่ง ผมสอบถามไปยังกรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครบอกว่าการกีฬาแห่งประเทศไทยไม่ขออนุญาต ปลูกสร้างอาคาร เป็นอย่างไรครับ คุณเป็นหน่วยงานราชการแต่คุณไม่ขออนุญาตปลูกสร้างอาคาร ถ้าคุณขออนุญาตมากรุงเทพมหานครก็จะบอกเลยว่าสร้างไม่ได้นะครับผมกำลังเวนคืนถนนอยู่ มันรถติดเหลือเกินครับ เขตนั้นเป็นเขตบางกะปิติดต่อเขตผมคือเขตสวนหลวง พี่น้องประชาชน อยู่หมู่บ้านเสรีเขาอยากจะเลี้ยวรถผ่านหน้าราชมังคลากีฬาสถานเพื่อจะไปออกศรีนครินทร์ รถติดมากมายมหาศาล ยิ่งไปทำรั้วให้เป็นร้านนี่ต้องตรวจสอบเลย ป.ป.ช. ต้องดูเลยครับ เป็นไปได้อย่างไรหน่วยงานราชการก่อสร้างโดยไม่ขออนุญาตจากกรุงเทพมหานคร แล้วจะเอารายได้กัน อย่างเดียวหรือครับ หรือกลัวจะเอารั้วเป็นร้านไม่สำเร็จแล้วจะไม่รวยกี่ร้อยล้านบาทอะไรกัน เพราะฉะนั้นต้องถามเลยว่าการกีฬาแห่งประเทศไทยทำอย่างนี้ได้อย่างไร เวลาน้อยมากครับ ผมเป็นห่วงอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องพี่น้องชาวโรฮิงญา ไม่ทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรีลืมหรือยังครับว่า ให้เขาอยู่ ๖ เดือน เดือนมิถุนายนนี้จะครบ ๖ เดือนแล้วนะครับ ผมไปดูมาที่จังหวัดหนองคาย ที่จังหวัดมุกดาหาร ไปดูที่จังหวัดอุบลราชธานี ไปดูที่จังหวัดเชียงราย ไปดูที่จังหวัดกาญจนบุรี ผมไปดูที่สะเดา ไปดูที่ด่านนอก ไปดูที่ปาดังเบซาร์ เขาอยู่กันแออัดยัดเยียดมาก ๆ แต่ผมไปที่จังหวัดภูเก็ตโอเคครับ อยู่บ้านพักสตรีและเด็ก อันนี้เหมือนอยู่บ้าน ไปดูที่เขาหลัก ที่จังหวัดพังงาเหมือนอยู่บ้าน แต่ที่จังหวัดพังงาผมตกใจมากที่ผู้ชายอยู่ ๒๖๙ คน ยัดเยียดกันได้ อย่างไรครับ บางคนก็มาอยู่ในห้องเก็บของ เขาอยู่ทำตากันปริบ ๆ ต้องเรียนครับ หนุ่ม ๆ ขาลีบ เป็นแถวเลยตอนนี้เพราะว่าไม่ได้ออกกำลังกาย ตำรวจก็บอกว่ามีคนดูอยู่ ๖-๗ คน ไม่กล้า เอาลงมาเล่นข้างล่างกลัวจะไป ท่านครับ เขาเป็นคนนะครับ เมื่อ ๒-๓ วันที่ผ่านมาผู้สื่อข่าว อังกฤษช่อง ๔ มาสัมภาษณ์ผมเกี่ยวกับเรื่องปัญหาโรฮิงญา เขาถามผมว่าผมช็อก (Shock) ไหม เขานี่ช็อกครับ เขาบอกเลยครับว่าสัตว์ยังไม่น่าจะอยู่ได้เลย ทำไมคนไปอยู่อย่างนั้นได้อย่างไร ให้นั่งอยู่กับที่เฉย ๆ ๖ เดือนท่านทำได้ไหมครับ นั่งอยู่กับที่เลยเพราะว่าไปไหนก็ไม่ได้ เพราะว่าขังอยู่อย่างนั้น ผมถามว่าท่านจุฬาราชมนตรีท่านเคยบอกว่ามาอยู่ที่มัสยิดกลาง ที่จังหวัดสงขลาไหม ท่านจะเอาคนมาช่วยดูแล อยู่ดี ๆ อยู่จังหวัดสงขลา อยู่ปาดังเบซาร์ ท่านจะย้ายไปไหนครับ จากปาดังเบซาร์ท่านย้ายไปจังหวัดมุกดาหาร อยู่ด่านนอกท่านย้าย ไปไว้ที่จังหวัดอุบลราชธานี แล้วก็ย้ายไปไว้ที่จังหวัดหนองคาย อย่างนี้เป็นต้น พี่น้องมุสลิม ที่นั่นมีน้อยมาก ร้านอาหารอย่างที่จังหวัดมุกดาหารไม่มีสักร้านเดียว ก็ต้องทำทานกันเอง วันละ ๔๕ บาท ๓ มื้อ ๔๕ บาท เพราะฉะนั้นต้องเรียนเลยครับว่าสิ้นเดือนมิถุนายนครบ ๖ เดือน วันที่ ๙ วันที่ ๑๐ กรกฎาคม เป็นเดือนรอมฎอน พวกนี้เป็นมุสลิม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยเขา ต้องถือศีลอด ใครล่ะครับจะไปปลุกเขากินข้าวตอนตีสาม ตีสี่ ใครล่ะครับจะไปเลี้ยงอาหาร เขาตอนเย็น ซึ่งการที่เขาอยู่ในห้องขังพวกนี้ผมบอกเลยครับว่าเขาทำหน้าที่เป็นมุสลิมได้ เคร่งครัดมาก คุณเชื่อไหมครับว่าที่จังหวัดพังงาเขาใช้น้ำเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท พอเขามาอยู่ค่าน้ำเดือนละ ๒๐,๐๐๐ กว่าบาท ตำรวจถามว่ามันปล่อยน้ำทิ้งหรือเปล่า เขาบอกว่าดูเขาทำละหมาด ๕ เวลา ๒๖๙ คน ๕ เวลามันก็ใช้น้ำเปลือง เพราะฉะนั้นอันนี้ ต้องเรียนครับว่ารัฐบาลต้องคุยครับ ไม่ใช่ท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปพบทีไรก็คุยแต่ ทวาย ทวาย ทวาย ลืมไปหรือเปล่าครับว่ามีชาวโรฮิงญาที่ประเทศพม่ามาอยู่ในเมืองไทย ต้องสอบถามว่าเราจะทำอย่างไร ผมอยากแนะนำเลยนะครับเพราะผมเห็นแล้วสงสาร ไม่ไหวนะครับ ทัณฑสถานวัยหนุ่มเอาเขาไปอยู่รวมกันได้ไหมที่ตรงไหนก็ได้ ให้เขาเดินไปเดินมา กันได้ ขังเขาไว้ แล้วก็หาอาชีพให้เขาทำ แรงงานอะไรก็ได้ให้เขาทำอยู่ในนั้น ก็ยังดีกว่า ให้เขาอยู่แบบนั่งก็แน่น แล้วจะให้ไปยืน ไปนอนกันอย่างไร ทับกันไปทับกันมา อย่างนักข่าว ประเทศอังกฤษบอกว่าสัตว์ก็อยู่ลำบาก เพราะฉะนั้นต้องเรียนว่ารัฐบาลต้องดูแลปัญหานี้ ให้ดีที่สุดในฐานะประเทศเราเป็นประเทศที่มีมนุษยธรรมครับ ขอบคุณมากครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านวุฒิพงษ์ นามบุตร ๘ นาทีนะครับ

นายวุฒิพงษ์ นามบุตร อุบลราชธานี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายวุฒิพงษ์ นามบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้เป็นการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งผมจะขอพูดภาพรวมในระดับประเทศและงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดอุบลราชธานี ในส่วนที่เหมาะสม ไม่เหมาะสม เพื่อสะท้อนให้รัฐบาลได้ปรับปรุงแก้ไขครับ ร่างปี ๒๕๕๗ ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถือว่ามากพอสมควร เขียนไว้ดีมาก สวยหรู ดูดี มีคุณภาพ แต่ผมมาดูเนื้อข้างในแล้วผมจึงอยากเปลี่ยนชื่อร่างรัฐบาล ปี ๒๕๕๗ ว่าเป็นร่างงบประมาณ ฉบับสวยแต่รูปจูบไม่หอม เพราะว่ามันมีเหตุผลข้างในของตัวของมันเองครับ ในนี้ท่านได้เขียนไว้ว่า ในปี ๒๕๕๗ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะลดลงและอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มมากขึ้น สรุปข้าวของ การอยู่อาศัย การจับจ่ายใช้สอย ก็จะลำบากในปีต่อ ๆ ไป และมิหนำซ้ำตั้งแต่ปี ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา ท่านเน้นเฉพาะการกู้เงินเป็นส่วนใหญ่ ปี ๒๕๕๖ งบขาดดุลก็กู้ งบ พ.ร.บ. บริหารจัดการน้ำ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทก็กู้ งบสร้างรถไฟไปขนผักสด ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็กู้ รวมทั้งงบปี ๒๕๕๗ ปีนี้ด้วยครับ ขาดดุล ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทท่านก็ต้องกู้เงินมาเพื่อที่จะมาเติมให้เต็ม ในส่วนของงบประมาณ ท่านครับ ปฏิเสธไม่ได้ในเมื่อเราเป็นคนไทย ภาระหนี้สินเราต้องช่วยกัน ใช้หนี้ ท่านยุคลบอกครับว่า ๕๐ ปีก็ต้องช่วยกันใช้ เงินที่ท่านกู้มา เงินที่ท่านมาลงทุนปี ๒๕๕๗ ท่านจะใช้โครงการต่าง ๆ ของท่านหลายโครงการมากครับ เป็นเรื่องของนโยบายที่มาชดเชย โครงการจำนำข้าวที่มีการขาดทุนถึง ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท โครงการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อเซ่นสังเวยให้กับรถตู้ โครงการกระชากค่าครองชีพให้สูงยิ่งขึ้น และโครงการแทรกแซง ยางพารา ๑๒๐ บาท รวมทั้งอื่น ๆ อีกมากมาย ตรงนี้เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายมามากมายแล้ว ผมขอพูดในเรื่องของงบลงทุนและงบที่ใช้เม็ดเงินงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชน มากที่สุด

เรื่องแรก พี่น้องประชาชนจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกัน เป็นอย่างมาก เทศบาล อบต. อบจ. เมื่อวานท่านธนิตพลก็ได้อภิปรายไปว่ามีการไปแทรกแซง มีการไปจัดสรรที่ไม่เหมาะสมเกี่ยวกับงบอุดหนุนเฉพาะกิจ งบอุดหนุนทั่วไป อาทิตย์ก่อนผู้นำท้องถิ่น ทั่วประเทศได้มายื่นหนังสือให้กับรัฐบาล และล่าสุดรัฐบาลก็รับปากว่าจะสนับสนุนเพิ่มเติม งบประมาณเป็น ๒๘ เปอร์เซ็นต์จากงบรายจ่ายประจำปี ท่านครับ ผมคิดว่าท่านไม่มีความจริงใจ ท้องถิ่นเขามาเรียกสิทธิ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ตามสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญ ผมเป็นท้องถิ่นมาก่อน ๒ สมัย ส.ท. ส.จ. ท่านจัดสรรงบให้ท้องถิ่น ตอนร่าง พ.ร.บ. ปี ๒๕๕๗ ตั้งไว้ที่ ๒๗.๒๘ เปอร์เซ็นต์ จากยอดเงินงบประมาณทั้งหมด ถ้าเขาไม่มาเรียกร้องคงไม่ได้ขึ้นให้เขา ๒๘ เปอร์เซ็นต์นะครับ ที่จริงผมอยากให้มากกว่านี้ เพียงแต่คำถามของผมก็คือว่าในยอดที่เพิ่มขึ้นมา ๐.๗๒ เปอร์เซ็นต์นั้น ท่านรับปากท้องถิ่นไปแล้วและท้องถิ่นก็ต้องมาถามต่อว่าเงินเหล่านั้นที่เป็นเม็ดเงินภาษี พี่น้องประชาชนจะเอาเงินมาจากที่ไหน เพราะยอดเงินก็มีอยู่อย่างที่เห็น ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นหนทางเดียว ก็ต้องไปแปรปรับลดงบประมาณจากกรม กอง หน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งก็มี น้อยอยู่แล้วในงบลงทุน ทำลักษณะเช่นนี้ก็เหมือนสุภาษิตไทยโบราณเขาบอกว่า เตี้ยอุ้มค่อม หรือไม่อย่างนั้นก็หาเลือดกับปู ไปเบียดบังสิ่งที่เดือดร้อนอยู่แล้วเพื่อที่มาช่วยสิ่งที่เดือดร้อน มากยิ่งขึ้น หรือมิเช่นนั้นท่านอาจจะทำในสิ่งที่ท่านถนัด พอถึงที่จะรับปากท้องถิ่นให้ได้ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ท่านอาจจะเพิ่มกรอบวงเงินกู้ไปอีกก็ได้ หรืออย่างไรก็แล้วแต่ท่านต้องตอบให้กับท้องถิ่นแล้ว ก็พวกสมาชิกให้เราได้รับทราบนะครับว่างบ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นท่านจะเอามาจากที่ไหน เพราะเป็นคำตอบที่ท้องถิ่นรอคำตอบจากทางรัฐบาลเช่นเดียวกัน

เรื่องต่อมาครับ เป็นงบของภาพลักษณ์ สัญลักษณ์ อัตลักษณ์ ของจังหวัดอุบลราชธานี คือโครงการอุทยานบึงบัวเฉลิมพระเกียรติ ตำบลหนองขอน อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เป็นโครงการที่เป็นโครงการของจังหวัด มีกรรมการระดับจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ปราชญ์ชาวบ้าน อาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้นำท้องถิ่น และอื่น ๆ อีกมากมาย ประชุมด้วยกันหลายรอบ และประชุมครั้งใหญ่ที่สุด ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ผมเองวุฒิพงษ์ นามบุตร ท่านวิฑูรย์ นามบุตร ในซีกของ ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลก็ไปกันหลายท่านครับ มีมติเห็นชอบที่จะดำเนินการก่อสร้างอุทยานบึงบัว ในรูปแบบของบัวหลากหลายสายพันธุ์ ในรูปแบบของภูมิปัญญาท้องถิ่น ลานอเนกประสงค์ ลานนันทนาการ และหอต้นเทียนยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก สูสีกับหอไอเฟล ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งจะเป็นภาพลักษณ์ เป็นหน้าเป็นตา เป็นสวนสาธารณะ เป็นศูนย์รวมของพี่น้อง ชาวจังหวัดอุบลราชธานี แต่ ณ ตอนนี้ครับ เมื่อช่วงปีที่ผ่านมา ผมได้ซักถามในคณะกรรมาธิการ การท่องเที่ยวและกีฬา เกี่ยวกับมันมีงบก้อนหนึ่งคืองบกองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ๓๐ ล้านบาท เพื่อที่จะมาก่อสร้างอุทยานบึงบัว แต่ ณ ตอนนี้งบดังกล่าวไม่รู้หายไปไหน ผมซักถามในคณะกรรมาธิการได้รับคำตอบว่ากำลังจะอนุมัติเร็ว ๆ นี้ แต่ ณ วันนี้ ๓๐ ล้านบาท เงียบหายไปเลยครับ รวมทั้งงบจากจังหวัดของอุทยานบึงบัว ของสำนักงานท่องเที่ยว และกีฬาจังหวัดที่จัดสรรให้เป็นพิเศษ ๓๐ ล้านบาท มีโครงการเสนอตามกระบวนการ ขั้นตอนต่าง ๆ แต่ในปีนี้เรื่องงบประมาณของปี ๒๕๕๗ เงียบหายไป ไม่มีมาครับ เพราะฉะนั้น จึงฝากถามความชอบธรรม เพราะว่าพี่น้องจังหวัดอุบลราชธานีก็ได้เสียภาษีให้กับรัฐบาลเช่นกัน รวมถึงงบเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีแค่โครงการเดียวก่อสร้างอาคารตรงด่านชายแดนช่องเม็ก นี่ละครับที่พี่น้องประชาชนจังหวัดอุบลราชธานี ๑,๘๐๐,๐๐๐ คนเสียภาษี ไม่มีเหตุผลอะไร ไม่มีโครงการอะไรที่เป็นประโยชน์ เป็นภาพลักษณ์ที่สำคัญไปลงที่อุบลราชธานีเลย และอีกโครงการหนึ่งครับ ได้พูดเรื่องน้ำมาแล้วก็ขอพูดต่อ การบริหารจัดการน้ำ แก้ไขปัญหาน้ำท่วม เราพูดกันมานานครับ ต่อเนื่องจากงบเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านไปกู้มาเมื่อปีที่แล้ว จังหวัดอุบลราชธานี รวมทั้งทุกจังหวัดที่น้ำท่วม จังหวัดอุบลราชธานีเป็นศูนย์รับน้ำนะครับ โขง ชี มูล ลำเซบก ลำเซบาย ทางผู้นำ ทางส่วนปกครอง ส่วนข้าราชการ ทำหนังสือเข้ามา ที่รัฐบาลเพื่อที่จะขออนุมัติกรอบป้องกันน้ำท่วม ๗๐๐ กว่าล้านบาท ท้ายที่สุดอนุมัติแค่ ๑๐๐ กว่าล้านบาท แก้ไขเป็น ๗-๘ ครั้ง แล้วที่สำคัญครับแก้ไขไม่ตรงจุด ไปอนุมัติให้จุดที่ ไม่มีแม่น้ำ ส่วนจุดที่มีแม่น้ำไหลผ่านไม่ได้สักโครงการ ตรงนี้ผมไม่อยากเท้าความในอดีต เพียงแต่อยากให้ท่านโดยผ่านกระทรวงคมนาคม ผ่านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทานครับ ได้จัดสรรโครงการที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำให้ด้วย มีโครงการอยู่ โครงการหนึ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คือโครงการฝายยางลุ่มแม่น้ำชีตอนล่าง ศูนย์รวมลำเซบาย แม่น้ำชีที่มีประโยชน์หลายพันครอบครับระหว่างอำเภอเมือง อำเภอเขื่องใน และอำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ผ่านประชาคม ผ่านชลประทาน ผ่านผู้นำท้องถิ่นเห็นชอบเรียบร้อยแล้วครับ แต่ตอนนี้ในเล่มงบประมาณของกรมชลประทานไม่มีจัดสรรมาให้กับโครงการฝายยาง ลุ่มแม่น้ำชีตอนล่าง เพราะฉะนั้นยังเหลืออีกหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของงบจังหวัด เรื่องของงบกระทรวงศึกษาธิการ ผมขอจะไปพูดรายละเอียดในมาตรา ๒ ขั้นแปรญัตติ

ท้ายที่สุดครับ เราติเพื่อก่อเป็นกระจกเงาสะท้อนให้รัฐบาลได้เห็นข้อบกพร่อง ก็ฝากครับว่างบต่าง ๆ ที่เพื่อนสมาชิกได้พูดมาอยากตัดงบกลางครึ่งหนึ่งเอามาแปรญัตติเพิ่ม ให้กับเพื่อน ๆ ที่ได้พูดไว้ โครงการที่ไม่สมบูรณ์แบบ โครงการที่จะเป็นประโยชน์กับ พี่น้องประชาชนเพื่อความเสมอภาค ความสุขของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคนครับ ท่านประธาน ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านจิรายุ ห่วงทรัพย์ ๑๐ นาทีนะครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ เขตคลองสามวา พรรคเพื่อไทยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อวานนี้ฟังท่านนายกรัฐมนตรี ๒ วันเต็ม ๆ วันแรกแล้วก็เมื่อวาน เห็นได้อย่างชัดเจนครับว่าท่านกำลังจะเป็นผู้นำพาประเทศไทย ไปสู่ความเจริญ ถ้าเป็นไปได้นะครับอยากจะให้แซงทันประเทศมาเลเซียที่เขากำลังจะประกาศเป็นประเทศ พัฒนาแล้ว อายมาตลอดครับตั้งแต่เกิดมาเรียน ป. ๑ มาเวลาผมถามครูครูก็บอกว่าเป็นประเทศ กำลังพัฒนา ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อวานนี้ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านได้ให้สัมภาษณ์แล้วก็อภิปรายไว้ บอกว่างบ ๒๕๕๗ ทำรวยกระจุกจนกระจาย แต่ผมมองกลับกันนะท่านประธานครับ ที่ผมมอง กลับกันก็เพราะว่าวันนี้มันต้องกลายเป็นว่ารวยกระจาย จนจิ๊บ ๆ เหตุผลอย่างนี้ท่านประธาน ที่เคารพครับ ที่บอกว่ารวยกระจายนโยบายของรัฐบาลเวลาทำเขาเรียกว่าคืนให้กับประชาชน อย่างเต็มที่ครับ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการศึกษา พัฒนาสังคม เอสเอ็มแอล เอสเอ็มอี ผมลงรายละเอียดเรื่องแรกก่อนท่านประธานครับ เรื่องของกระทรวงศึกษาธิการหลายท่าน อธิบายความครับ พยายามจะโจมตีเรื่องรถตู้ เมื่อคืนนี้นอนไม่หลับทั้งคืนเข้ากูเกิล แล้วก็ สอบถามเจ้าหน้าที่ รวมทั้งวงการรถยนต์ครับ เขาบอกว่าถ้าเกิดกระทรวงศึกษาธิการซื้อคันละ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ยื่น ป.ป.ช. เอาผิดท่านรัฐมนตรีที่นั่งอยู่ข้างบนนี้ได้เลย ปรากฏว่าผมไปตรวจสอบ ท่านประธานที่เคารพครับ รถยนต์ในประเทศไทยราคาที่ท่านบอกว่า ๙๘๐,๐๐๐ บาทมันก็มีครับ แต่ว่าเวลาเขาตั้งงบประมาณขึ้นมาเขาตั้งไว้ไม่เกิน ๑,๒๓๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นเองครับ แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือว่ารถยนต์ในประเทศไทยอย่างโตโยต้า คอมมูเตอร์ ๑,๑๐๐,๐๐๐ บาท ฮุนได เอช ๑ ผู้แทนใช้กันเยอะ ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท โฟล์กสวาเกน ๓,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท รถจีน ๗๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ บาท มีรถยนต์นิสสัน รถญี่ปุ่น รถอีกหลากหลายประเทศครับ แต่ผมถามครับว่าเงื่อนไขการประมูลอยู่ที่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีไม่ได้น่าตื่นเต้นอะไร อยู่ที่ว่าใครจะไปเล่นคำพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ตามฝ่ายค้านครับ แต่จริง ๆ ข้อเท็จจริงก็คือ คันละไม่เกิน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่ประเด็นก็คือกระทรวงศึกษาธิการซื้อรถยนต์เพื่ออะไร ท่านประธานครับ การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กที่มีครู ๒-๓ คนแล้วมันห่วงไกลกัน ๔-๕ กิโลเมตร เด็กและเยาวชนจะได้มีรถตู้เดินทางไปแสดงละคร เดินทางไปดูการศึกษาต่าง ๆ เด็กที่โรงเรียน จังหวัดสุราษฎร์ธานีของท่านเชน เทือกสุบรรณ ของผมนี่นะครับบางทีอยากจะมาเที่ยว จังหวัดเชียงใหม่ก็ใช้บริการรถตู้ของโรงเรียน อันนี้สนับสนุนครับงบประมาณ เพราะว่า เป็นโรงเรียนหลักนี่ประมาณ ๘๐๐ กว่าคัน ท่านประธานครับ แล้วก็เป็นโรงเรียนควบรวม ประมาณ ๑๐๐ กว่าคัน ที่เหลืออยากจะให้เพิ่มด้วยนะครับจริง ๆ ซื้อรถบัสท่าทางจะดีกว่า โรงเรียนหนึ่งสัก ๕๐ คน จะได้ขนกันไปทีเดียวราคาก็ไม่แพงครับประกอบในประเทศเยอะแยะ เพราะฉะนั้นไม่น่าตื่นเต้นครับเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการในกรณีเรื่องของรถตู้ ชัดเจนนะครับ ซื้อในราคาไม่เกิน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท รถตู้ ๑๑ ที่นั่งถึง ๑๒ ที่นั่ง ท่านประธานครับ ราคาขนาดนี้ ถูกมหาถูกครับ

เรื่องต่อมา ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องของท่านนายกรัฐมนตรียิงลักษณ์ ได้อธิบายความไว้เมื่อวานนี้ในเรื่องของงบประมาณ ๒.๒ ล้านล้านบาท ประชาชนฟังแล้วบอก โอ้โฮ รัฐบาลมีเงินตั้ง ๒.๒ ล้านล้านบาท เป็นงบของข้าราชการ ๒.๑ ล้านบาท ชัดเจนครับ เป็นงบลงทุนประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็พยายามจะโยงครับบอกว่าเงินกู้ในโครงการ พัฒนาประเทศไทยแลนด์ ๒๐๒๐ มันกู้ไปเยอะแล้ว ผมถามท่านประธานครับ ถ้าเกิดท่านประธาน อยู่ทาวน์เฮ้าส์แล้ววันหนึ่งคิดบอกอยากจะอยู่บ้านเดี่ยวมีวิธีการแบบไหนบ้างครับ วิธีการที่ ๑ ก็คือขายทาวน์เฮ้าส์ แต่เงินมันไม่พอไปซื้อบ้านเดี่ยวไม่ได้หรอกครับ ทาวน์เฮ้าส์หลังละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท บ้านเดี่ยวหลังละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ท่านประธานก็ต้องคิดครับ ๑. คือกู้ร่วมกับภรรยา ถูกไหมครับ ก็กู้แบงก์ แล้วท่านประธานกู้แบงก์กู้ ๓ เดือนหรือครับ ส่วนใหญ่ก็ ๓๐ ปี ผมเคยผ่อนบ้านท่านประธานครับ ถ้าผมไม่ได้คุยกับครอบครัว ไม่ได้วางแผนชีวิต ไม่ได้คิด ไม่ได้กู้บ้านไม่มีครับ ประเทศไทยก็เช่นเดียวกันครับ พอบอกอะไรก็เดี๋ยวกู้ ถ้าไม่กู้ ก็ไม่ต้องทำอะไรครับ ก็ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำจ่ายให้ข้าราชการปลายปีเท่านั้น ๓๐๐,๐๐๐ บาทก็เอาไปซ่อมถนน เอาไปซ่อมโรงเรียนทาสีใหม่ก็หมดแล้วครับ ประเทศก็อยู่แบบนี้ ไม่ต้องพัฒนา เพราะฉะนั้นผมมองงบประมาณภาพรวมทั้งหมดถือว่าประเทศกำลังพัฒนา ประชาชนกำลังเข้าสู่ยุคหน้าใส ท่านประธานครับ ประเภทรวยกระจุก จนกระจายถ้าผมจำไม่ผิด ประมาณสักปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ ไม่แน่ใจครับ เหตุผลครับท่านประธาน นโยบายยุทธศาสตร์ การคืนให้กับสังคมหลากหลาย เช่น กองทุนหมู่บ้าน กองทุนเอสเอ็มแอล ผมไม่ได้ไปเปรียบเทียบ เพื่อจะให้เห็นส่วนต่างอย่างชัดเจนมากมายนัก แต่รัฐบาล ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในยุคนั้น ทำโครงการชุมชนพอเพียง ลักษณะคล้ายกันท่านประธานครับ แต่ว่ารัฐบาลปัจจุบัน ทำโครงการเอสเอ็มแอล หมู่บ้านในพื้นที่เขตคลองสามวาบ้านผม ๘๑ ชุมชน โอ้โฮ ยิ้มกันทุกวัน เพราะอะไรครับ ไม่ได้มีเมนู (Menu) มาให้เลือก รัฐบาลท่านยิ่งลักษณ์บอกว่าปัญหาของประชาชนในพื้นที่เป็นปราชญ์ของแต่ละพื้นที่ ย่อมใช้สมองคิดได้ เพราะฉะนั้นท่านเสนอมา ๓๐๐,๐๐๐ บาท ๕๐๐,๐๐๐ บาท หลายชุมชน บ้านผมทำห้องอ่านหนังสือให้กับลูกหลานของเขา เพราะฉะนั้นประเด็นนี้น่าสนใจเป็นการคืนให้ กับประชาชนในรูปแบบให้ประชาชนคิดครับ และผมถามต่อครับ ถ้าเกิดในสมัยก่อน ในยุคชุมชนพอเพียงมันรวยกระจุก จนกระจายจริงไหมครับ เพราะอะไรครับ บริษัท น้ำดื่มพลังงาน แสงอาทิตย์ บริษัท เสาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เขตบางกะปิ ท่านประธานครับ ตอนผม เป็นฝ่ายค้านพานักข่าวไปดู ยืนงงครับ เสาไฟฟ้าของการไฟฟ้าตั้งคู่กับเสาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ กรุงเทพมหานคร นี่ถ้าเป็นโคกอีต่องที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนไม่ว่ากันครับ และบริษัทกี่บริษัทละครับ ที่ทำสินค้าลักษณะนี้ ก็รวยกระจุกครับ แต่วันนี้มันรวยกระจายท่านประธานครับ เพราะอะไร ชุมชนบางชุมชนคิดแบบที่รัฐบาลก็คิดไม่ออก ทำอะไรรู้ไหมครับ ไหปลาร้าเมดอิน (Made in) หมู่บ้าน รัฐบาลคิดไม่ออกบางทีมันเป็นเรื่องของโอทอประดับชุมชนเขา และถามว่าใครรวยครับ คนทำไหปลาร้าก็รวย คนขายปลาก็รวย มอเตอร์ไซค์รับจ้าง รถขนส่งก็รวย พื้นที่บ้านผม บางหมู่บ้านท่านประธานครับ กรุงเทพมหานครไม่มีงบประมาณทำถนนครับ ก็เข้าใจครับ ปีหนึ่งมีน้อย หารกัน ๕๐ เขต ประมาณเขตละ ๕๐-๘๐ ล้านบาท แต่สาระสำคัญก็คือ งบประมาณที่คืนสู่พี่น้องประชาชนโดยความคิดของเขาถือว่าเป็นความสุดยอดที่เกิดขึ้นครับ หลายท่านถามผมต่อครับว่าแล้วเอาอะไรมาเป็นความคาดหวัง บางคนอยากถูกหวยแต่ไม่เคยฝัน ไม่เคยซื้อ ประเทศก็เช่นเดียวกันท่านประธานครับ ถ้าเราไม่วางแผนอนาคตประเทศ แล้วมันเดินไปถึงจุดไม่ได้หรอกครับ วัดกันที่ ๓ ปี ๕ ปี ๖ ปี ๘ ปี ถ้ารถไฟความเร็วสูง ที่ท่านบอกว่ามันไม่เวิร์ก (Work) เราก็แก้ไขครับ ก็เป็นข้อบกพร่อง มนุษย์ ๑ คนท่านประธานครับ มันแน่นอนครับ มันดีไม่หมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรอกครับ และถ้าเกิดท่านยกโมเดลของ ประเทศไปไว้ในโมเดลครอบครัวมันก็เหมือนการวางแผนชีวิตของครอบครัว ผมบอกภรรยา ผมครับ บอกว่าปีหน้าถ้าเราอยากจะไปเที่ยวเมืองนอกกันนี่เรามีสตางค์ไหม ถ้าไม่มีเรามีเงิน มาจากไหน การจัดเก็บรายได้หรือเงินเดือนเรามั่นคงไหม ถ้าเรามั่นคงปีหน้าเราไปเมืองนอก แต่ถ้ายังไม่มั่นคงเราวางแผนนิ่ง ๆ ครับ ผมพูดอย่างนี้สอดรับกับรัฐบาลแล้วก็ผลงานที่ทำ ในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมาครับ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์รายงานมาตั้งแต่ ๑ ปีที่แล้วนะครับ นี่ครับ ๑ ปีผลงานรัฐบาล อีก ๒ อาทิตย์จะแถลงผ่านทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง ๓ ช่อง ๕ ช่อง ๗ ช่อง ๙ ช่อง ๑๑ ไทย พีบีเอส (Thai PBS) แล้วก็อีกหลากหลายช่อง ทางวิทยุด้วย ผมถามเลยครับว่า ถ้าเปรียบเทียบกันหลากหลายรัฐบาล ผมว่าท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์คิดเร็วกว่าผม แล้วก็ทำได้มากกว่าหลายรัฐบาลครับ ถ้าไม่กล้าทำ โครงการไทยแลนด์ ๒๐๒๐ นี่นะครับ ไม่มีวันหรอกครับท่านประธานที่ประเทศจะเดินไปข้างหน้าได้ อนาคตไม่แน่หรอกครับ ท่านอภิสิทธิ์อาจจะเป็นนายกรัฐมนตรี อาจจะนั่งรถไฟฟ้าไปประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่ ไปประชุมที่หัวหิน ไปประชุมที่ภาคใต้ได้ เพราะฉะนั้นแยกกันระหว่างงบประจำกับงบที่ต้อง ลงทุนประเทศ และที่น่าสนใจท่านพูดถึงโครงการรับจำนำข้าวบอกขาดทุนเจ๊งกระบ๊งสารพัดคำ ที่ท่านจะใช้ครับ ถ้าท่านเปรียบประเทศเป็นบริษัท หรือเปรียบประเทศเป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจ หรือเปรียบประเทศเป็นกระทรวง มันจะมีแผนกใช้สตางค์ท่านประธานครับ ถ้าเป็นบริษัท ปตท. หรือเป็นรัฐวิสาหกิจการบินไทย เขามีแผนกใช้เงิน ฝ่ายการตลาดหาเงิน ฝ่ายประชาสัมพันธ์ใช้เงิน ฝ่ายลงทุนใช้เงิน โครงการรับจำนำข้าวนี่ก็เหมือนประเทศกำลังใช้เงินเพื่อที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ และไปวัดผลที่ปลายทางครับว่าประเทศนั้นมีกำไรและประชาชนมีการกินดีอยู่ดีขึ้นมากน้อย ขนาดไหนครับ คือถ้าท่านโจมตีเรื่องจำนำข้าวว่าขาดทุน ๆ แน่นอนครับก็มันช่วยคนรากหญ้า มันต้องขาดทุน และจะไปให้กำไรก็จำนำแพง ๆ มันก็ได้กำไร และใครได้ประโยชน์ครับ ประเทศก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ถ้าชาวไร่ชาวนาไม่มีรายได้ เพราะฉะนั้นเวลาท่านกล่าวถึง ภาพรวมท่านพูดได้หมดละครับ จำนำข้าวก็ไม่ดี อย่างนั้นอย่านี้ก็ไม่ได้ แต่ท่านอย่าลืมนะครับ ถ้าชาวไร่ชาวนาเขามีเศรษฐกิจดีขึ้น ลูกหลานเขาก็เรียนสูงขึ้น ปัญญาเขาก็เกิดขึ้น ๓ เดือนปลูกข้าวได้ ต่อไปนี้ปลูกได้แค่เพียง ๒ เดือน ผลิตผลก็เพิ่มมากขึ้น มีเงินซื้อรถปิกอัพมากขึ้น เพราะว่า ปิกอัพมันใหญ่ขึ้น ขนของได้มากขึ้น มันก็เป็นวิธีคิดง่าย ๆ เพราะฉะนั้นผมไม่ตื่นเต้นครับ ถ้าใครทำบริษัทจะรู้ มันจะมีแผนกใช้เงิน แผนกหาสตางค์ หาสตางค์ของประเทศก็คือการเก็บภาษี รถยนต์คันแรกอีก เมื่อวานนี้ท่านสมาชิกอภิปรายบอกว่าคิดอะไรไม่ออก ไม่มีปัญญาคิด หรืออย่างไรโครงการแบบนี้ และท่านพยายามบอกว่าปีที่แล้วขายดีไปแล้วล้านกว่าคัน ท่านดู ตัวเลขเลยครับ เดือนมกราคม เดือนกุมภาพันธ์ เดือนมีนาคม เดือนเมษายน ที่ผ่านมา ยอดเสถียรทั้ง ๆ ที่รัฐบาลไม่มีโครงการรถยนต์คันแรกท่านประธานครับ สุดท้ายปลายทาง ขายกันเดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคัน ถึง ๕๐๐,๐๐๐ คันเมื่อ ๔ เดือนที่ผ่านมา ผมสรุปภาพรวมอย่างนี้ ท่านประธานครับ มองงบประมาณประจำปีให้มองอย่างผิวเผินนะครับ ไม่ต้องไปลงลึกครับ เพราะท่านก็ทำกันมาประจำ งบกลางตั้งไว้เกิดภัยสึนามิขึ้นมาท่านจะทำ อย่างไร แต่การลงทุนประเทศถ้าวันนี้ไม่เริ่มเราจะไม่ได้เป็นผู้นำของอาเซียนอย่างแน่นอนครับ สุดท้ายปลายทางก็จะอายกับประเทศมาเลเซียเขาครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป จะเป็นท่านนายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ ๘ นาที ท่านสุรเชษฐ์ แวอาแซ ๘ นาที แล้วก็ ท่านธนิก มาสีพิทักษ์ ๕ นาที เชิญคุณหมอครับ

นายบัญญัติ เจตนจันทร์ ระยอง 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออภิปรายเพื่อประกอบให้ท่านประธาน และท่านสมาชิกได้ทราบว่าผมไม่สามารถที่จะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณปี ๒๕๕๗ นี้ได้นะครับ งบประมาณปี ๒๕๕๗ ใช้งบถึง ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง ๕ เปอร์เซ็นต์จากปีที่แล้ว โดยนำไปใช้ใน ๘ ยุทธศาสตร์ด้วยกัน แต่ผมอยากจะ ขออภิปรายในยุทธศาสตร์ที่ ๔.๑ และ ๔.๒ เท่าที่เวลาจะอำนวย ก็คือยุทธศาสตร์เกี่ยวกับ ทางด้านการศึกษา ซึ่งในยุทธศาสตร์นี้การจัดงบประมาณที่รัฐบาลจัดนั้นไม่สามารถตอบโจทย์ ยุทธศาสตร์ในข้อ ๔.๑ และข้อ ๔.๒ ได้ ก็คือเรื่องของการยกระดับคุณภาพการศึกษา การขยายโอกาส ให้เข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมทั่วถึงและเป็นธรรมนะครับ กระทรวงศึกษาธิการนั้นได้รับ งบประมาณเพิ่มขึ้นถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน โดยงบประมาณนั้นไปเพิ่มที่การศึกษา ขั้นพื้นฐานเสีย ๓.๔ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ไปเพิ่มที่สำนักงานปลัดกระทรวงเสีย ๗.๖ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ในส่วนอาชีวศึกษานั้นเป็นที่น่าเสียใจนะครับ ได้ถูกจัดงบประมาณลดลงถึง ๓.๗ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน ซึ่งในสิ่งนี้ละครับจึงเป็นความล้มเหลวของการจัดการศึกษา ขั้นพื้นฐานของรัฐบาลแล้วก็การอาชีวศึกษา รัฐบาลนั้นไปแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพการศึกษา ซึ่งเป็นที่ทราบกันนะครับว่าคุณภาพการศึกษาปัจจุบันนั้นตกต่ำ ผลสัมฤทธิ์การเรียนตกต่ำ ทุกช่วงชั้นไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้งระดับ ป. ๖ ม. ๓ และ ม. ๖ นั้นไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งน่าเป็นห่วง เมื่อคุณภาพการศึกษาตกต่ำ คุณภาพของเยาวชน ของประชาชนก็ตกต่ำ แล้วก็รัฐบาลแก้ปัญหาเด่นชัด ก็คือเรื่องของการยุบโรงเรียน มีข่าวยุบโรงเรียนขนาดเล็ก ถึง ๑๗,๐๐๐ แห่งด้วยกัน แล้วอยู่ ๆ ก็มีเรื่องของการซื้อรถตู้ ๑,๐๐๐ คันมาแก้ปัญหา คุณภาพการศึกษา ซึ่งผมคิดว่าสิ่งนี้ไม่ตอบโจทย์เรื่องคุณภาพการศึกษาอย่างแน่นอนนะครับ พี่น้องประชาชนในชนบทต่างเรียกร้องนะครับว่าโรงเรียนนั้นไม่เพียงแต่ใช้เป็นอาคารเรียน โรงเรียนนั้นเป็นศูนย์รวมของแหล่งเรียนรู้ในชุมชน เป็นที่ยึดเหนี่ยวการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชุมชน แล้วก็โรงเรียนจำนวนมากรัฐบาลไม่ได้สร้างครับ พระเป็นคนสร้าง ชาวบ้านเป็นคนสร้าง แต่ว่ากระทรวงศึกษาธิการในยุคนี้เป็นคนยุบนะครับ แล้วไม่ใช่ยุบน้อย ข่าวว่ายุบถึง ๑๗,๐๐๐ แห่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่รับรู้รับทราบและความกังวลใจอย่างกว้างขวาง ผมเชื่อว่า การยุบโรงเรียนเล็กเพื่อบูชายัญคุณภาพการศึกษาที่ตกต่ำนั้นไม่ถูกต้อง ผมอยากได้โรงเรียน คืนมาแล้วเอารถตู้คืนไป เรื่องของการยุบโรงเรียนขนาดเล็กนี้ ทำไมกระทรวงศึกษาธิการ ถึงเอาความลำบากไปที่เด็กแล้วเอาความสะดวกสบายมาไว้ที่กระทรวงนะครับ เพราะว่า การขนเด็กจำนวนมากกับการขนครูออกไปสอนตามชนบทจะไม่ดีกว่าหรือครับ แล้วก็ ถ้าจะต้องใช้รถทำไมไม่เช่าครับ รถที่ซื้อ ๑ ปีนั้นสามารถเอาเป็นงบเช่าได้ถึง ๕ ปีด้วยกัน แล้วไม่ต้องรับผิดชอบเรื่องของการซ่อมบำรุง ไม่ต้องรับผิดชอบเรื่องพนักงานขับรถ ทีนี้ การเช่ารถกับการซื้อรถมีอะไรที่แตกต่างกัน ผมอยากจะให้ทางรัฐบาลได้ตอบให้ที่ประชุมสภา แห่งนี้ได้รับทราบด้วย ทำไมรัฐบาลไม่เลือกที่จะบริหารคุณภาพการศึกษาโดยการถ่ายภารกิจ งานการศึกษาขั้นพื้นฐานไปให้เอกชนและท้องถิ่น เพราะปัจจุบันการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ. ได้รับงบ ๘๓ เปอร์เซ็นต์ แต่แบกภาระเด็กเพียง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เอกชนได้รับงบไป ๙ เปอร์เซ็นต์ แต่แบกภาระ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ การศึกษาท้องถิ่นรับงบไป ๘ เปอร์เซ็นต์ แบกภาระ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นการศึกษาขึ้นพื้นฐานเป็นเหมือนคนอ้วนนะครับ แต่ว่ามีสมรรถนะที่ต่ำ เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะต้องผันภาระนี้ให้เอกชนตามแผนแล้วจะต้องเป็น ๖๕ เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลดูแลเอกชน ๓๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ปัจจุบันรัฐบาลกอดไว้ที่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เอกชนดูแล เพียงแค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องทำแต่รัฐบาลก็ไม่ทำ ความล้มเหลวในพื้นฐาน พูดแล้ว ทีนี้ความล้มเหลวในเรื่องอาชีวศึกษา ปัจจุบันอาชีวศึกษาได้รับงบ ๔.๓ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ ต้อง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะนายกรัฐมนตรีพูดเสมอว่าต้องเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันแรงงานทั้ง ๓ ฝีมือที่ไม่เพียงพอ ปัจจุบันอาชีวศึกษาดูแลเด็ก ๕๐๐,๐๐๐ คน จริง ๆ แล้วต้องดูแลถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน สัดส่วนของเด็ก ม.๔-ม.๖ ปัจจุบันไปถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ อาชีวศึกษา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้วในปี ๒๕๖๐ ตามแผนต้องไป ๕๐ : ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่รัฐบาลไม่ได้จัดงบประมาณเพื่อตอบโจทย์ของการพัฒนาตาม ยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลได้กล่าวไว้โดยสิ้นเชิง ต่อไปความล้มเหลวเรื่อง กศน. กศน. จริง ๆ แล้ว เป็นกรมที่น่าสงสารมากเลยได้รับงบประมาณก็น้อยแต่ประชากรที่จะต้องดูแลมากและมากที่สุด ขออนุญาตยกตัวอย่างที่จังหวัดสระบุรี มีแรงงานที่จบไม่ถึง ป.๖ ถึง ๔๓ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน จบอาชีวศึกษาแค่ ๗ เปอร์เซ็นต์ แล้วจะมีแรงงานฝีมือได้อย่างไร แรงงานเหล่านี้จะต้องใช้ กศน. ไปสอนให้จบอีกเป็นจำนวนมาก ถ้าจะใช้อัตราปกติต้องถึง ๒๔ ปีสำหรับจังหวัดสระบุรี ที่จะทำให้คนจบการศึกษาภาคบังคับ และจบอาชีวศึกษา ๗ เปอร์เซ็นต์ อาชีวศึกษาได้รับ งบประมาณลดลงจะตอบโจทย์เรื่องแรงงานฝีมือได้อย่างไร ประเทศจะมีการแข่งขันในเชิง เศรษฐกิจได้อย่างไร การพัฒนาคนนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดไม่ใช่พัฒนาแต่เรื่องถนนหนทาง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงไม่อาจที่จะรับหลักการนี้ได้ ในเรื่องของสถาบันอุดมศึกษานั้น มหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลถูกลอยแพได้รับงบน้อยมาก ไม่เพียงพอต่อการจัดการศึกษา และที่สำคัญที่สุดกระทรวงศึกษาธิการได้ปล่อยปละละเลย ให้มีการทุจริตครูผู้ช่วยที่เสื่อมเสียเป็นวงกว้าง ซึ่งคณะกรรมาธิการการศึกษาและดีเอสไอ ได้สอบสวนแล้วก็สุดท้ายกระทรวงศึกษาธิการยอมจำนนได้ให้ กคศ. ออกคำสั่งเพิกถอน ออกจากราชการ ๓๔๔ คน ซึ่งจริง ๆ ต้องมีมากกว่านี้ผมไม่เชื่อว่ามีแค่นี้ ทางกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นกระทรวงสร้างคนให้มีความสุจริตกระทำเสียเองเช่นนี้ประเทศชาติจะพึ่งใครครับ เพราะฉะนั้นกระทรวงศึกษาธิการขออะไรก็ได้ อนาคตกระทรวงศึกษาธิการขออะไรก็จะไม่ได้ แล้วจะบอกเสียงดัง ๆ ในสภาแห่งนี้ไว้ ก็ขอวิงวอนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กระชากหน้ากากอ้ายโม่งที่เป็นตัวการที่สามารถบงการ สพฐ. และ กคศ. เรื่องการทุจริต ในวงกว้างจากส่วนกลางถึงภูมิภาคซึ่งดีเอสไอมาชี้แจงไว้อย่างชัดเจน แล้วปัจจุบันทราบว่า จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการโดยให้ปลัดกระทรวงมาสอบสวนข้อเท็จจริง ผมคิดว่าไม่เพียงพอ ถ้าไม่มีฝ่ายการเมืองที่มาหนุนหลังไม่สามารถที่จะมีการทุจริตได้วงกว้างถึงขนาดนี้ ก็ขอให้ รัฐมนตรีได้แสดงความรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วยการกระชากหน้ากากออกมาให้จงได้ ถ้าหาก ไม่สามารถทำได้ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่สามารถที่จะลอยตัวเหนือปัญหานี้ได้ ถ้าหากว่า กระทรวงศึกษาธิการมีการทุจริตแล้วกระทรวงศึกษาธิการพังอย่างเดียวไม่เป็นอะไรครับ แต่ประเทศชาติและอนาคตเยาวชนของประเทศไทยจะพังไปกับท่านด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสุรเชษฐ์ แวอาแซ ครับ

นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ นราธิวาส 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุรเชษฐ์ แวอาแซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ การพิจารณางบประมาณปีนี้ก็เป็นปีที่ ๓ ของรัฐบาลนี้ รัฐบาลนี้เข้ามา บริหารย่างเข้าในปีที่ ๒ แต่ว่าได้พิจารณางบประมาณเป็นปีงบประมาณ ๓ ปีติดต่อกัน จากการบริหารงบประมาณตลอดมา ๓ ปีติดต่อกันนั้น ผมมองว่ารัฐบาลได้บริหารล้มเหลว ขาดประสิทธิภาพ เน้นประชานิยมเพื่อหวังผลทางการเมืองมากกว่าผลประโยชน์ของประชาชน และประเทศชาติ ปีนี้รัฐบาลได้กำหนดงบประมาณ ๒,๕๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งมากกว่าปีที่แล้ว ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็เป็นงบขาดดุลที่ต้องกู้เงินมาอีก ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องยอมรับว่า รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ๒ ปีที่ผ่านมานั้นมีแต่เงินกู้ กู้แล้วกู้ไม่รวมเฉพาะที่จะสมทบ ในปีงบประมาณ ๒๕๕๗ เท่านั้น รัฐบาลก็ได้กู้เงินมาแล้วไม่ว่าในเรื่องของแก้ปัญหาน้ำท่วม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และรวมถึงรัฐบาลที่กำลังจะกู้เพิ่ม ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อที่จะไป สนับสนุนโครงการให้มีโครงการรถไฟความเร็วสูงให้เหมือนกับประเทศที่เจริญแล้ว ก็เป็นปัญหา ที่ถกเถียงกันว่าเหมาะสม สมควรหรือไม่ที่เราจะกู้ลงทุนในวงเงินมหาศาลอย่างนี้ ท่านประธาน ที่เคารพ ผมจะชี้แจงพูดในด้านของความล้มเหลวในยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงที่รัฐบาลนี้ เข้ามาบริหารในรอบ ๒ ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาความสงบเรียบร้อยในประเทศนั้น วันนี้เรายอมรับว่าล้มเหลวสิ้นเชิง ไม่ใช่เฉพาะแต่พื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น พี่น้องทุกภูมิภาคจะประสบจากการล้มตายจากอุบัติเหตุ จากการฆ่ากันตาย หรือฆ่าตัวตาย นี่สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพชีวิตของพี่น้องคนไทยในยุคของรัฐบาลเพื่อไทย ท่านประธาน ที่เคารพ ผมจะเน้นให้ความสำคัญในเรื่องของการใช้งบประมาณในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปีนี้เราได้รับการสนับสนุนเป็นเงิน ๒๕,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ซึ่งสูงกว่าทุกปี เริ่มตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ที่รัฐบาลนี้เข้ามาบริหารก็ใช้เงินงบประมาณทั้งสิ้น ๑๖,๒๗๗ ล้านบาท มาปี ๒๕๕๖ คือปีนี้ได้เพิ่มขึ้นมาเป็น ๒๐,๗๓๑ ล้านบาท และในปีหน้า ปี ๒๕๕๗ ที่เรากำลังพิจารณากันอยู่นี้เพิ่มเป็น ๒๕,๙๒๑ ล้านบาท การเพิ่มและการจัดสรร งบประมาณที่ลงไปในพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นล้วนแล้วเป็นงบด้านความมั่นคงทั้งสิ้น ไม่ใช่งบด้านการพัฒนา ๑๐ ปี ที่เราทุ่มเทงบประมาณมหาศาลลงไปเพื่อแก้ไขความมั่นคง ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมเห็น ส.ส. ในซีกของรัฐบาลชื่นชมว่ารัฐบาลนี้มีความจริงใจ ส่งเงินงบประมาณลงไปให้กับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเงินก้อนโต เป็นงบประมาณ ที่มากมาย แท้ที่จริงแล้วพี่น้องในพื้นที่เขาไม่อยากจะได้หรอกครับงบอย่างนี้ เขาอยากจะได้ ในงบการพัฒนาในการพัฒนาสร้างเสริมอาชีพสร้างรายได้ให้เขา ไม่ใช่จัดสรรงบประมาณ เพื่อสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับหน่วยงานของรัฐเพื่อไปปราบปรามจนกระทบถึงวิถีชีวิต ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ การจัดสรรงบประมาณที่ลงไปนั้นรัฐบาลนั้นไม่ได้ติดตามและควบคุมการบริหารงบประมาณ จึงไม่ทราบว่างบประมาณที่ลงไปนั้นใช้ประโยชน์และเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน มากน้อยแค่ไหน อย่างไร ให้ความสำคัญเพิ่มงบประมาณทุก ๆ ปี แต่เป็นงบประมาณ ที่ไม่ถึงมือพี่น้องประชาชนอย่างเห็นได้ชัด ปีนี้ ๒๕,๐๐๐ ล้านบาทที่ลงไปในพื้นที่ ๕ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ จะไปอยู่ในส่วนของ กอ.รมน. ๗,๘๕๖ ล้านบาท จะไปอยู่ในกองทัพทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นกองทัพบก กองทัพอากาศ กองทัพเรือ รวมเบ็ดเสร็จแล้ว ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท รวมไปถึงตำรวจในพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท และกรมการปกครอง ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ศอ.บต. ปีนี้เพิ่มจากปีที่แล้วอีกเกือบ ๑,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท เบ็ดเสร็จแล้วงบประมาณที่ลงไปอยู่ในส่วนของหมวดความมั่นคงนั้น เกือบ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท จะมีก็เป็นงบปกติของกระทรวง ทบวง กรม อีก ๑๖ กระทรวง ประมาณสัก ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านบาท และส่วนใหญ่ก็จะไปกระจายอยู่แถวเมืองท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดสงขลา จังหวัดสตูล เพราะฉะนั้น ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อะไรล่ะ ได้กระสุน ได้กองกำลัง ได้อาวุธยุทโธปกรณ์ อย่างนี้หรือที่ไปสนับสนุนและพัฒนาจิตใจ แล้วก็พี่น้องประชาชนในพื้นที่ ๓ จังหวัด เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วย แล้วก็ขอตำหนิในการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลในปีนี้ด้านการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านธนิก มาสีพิทักษ์ ครับ

นายธนิก มาสีพิทักษ์ บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ธนิก มาสีพิทักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งรัฐบาล ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท และเป็นงบขาดดุล จำนวน ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งมีงบลงทุน จำนวน ๔๔๑,๕๑๐ ล้านบาท จากตัวเลขดังกล่าว ท่านประธานที่เคารพครับ ก็ถือได้ว่ามีความเหมาะสมและสมดุลในการจัดสรรงบประมาณ เพื่อที่จะพัฒนาประเทศในปี ๒๕๕๗ ท่านประธานที่เคารพครับ มีผู้อภิปรายหลายท่านพยายาม ที่จะพูดถึงการจัดสรรงบประมาณ โดยเฉพาะเกี่ยวโยงไปถึงงบประมาณไทยแลนด์ ๒๐๒๐ และงบประมาณการบริหารจัดการน้ำ ในแง่ของการบริหารและการจัดสรรงบประมาณ ต้องบอกว่ารัฐบาลชุดนี้จัดสรรงบประมาณได้แล้วก็สามารถตอบโจทย์ได้ และมั่นใจว่า จะทำให้ประเทศชาตินั้นได้ประโยชน์และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลเนื่องจากว่า ถ้ามีการแยกการบริหารจัดการก็จะทำให้การบริหารได้ง่ายขึ้นแม้จะเป็นการกู้ เพราะแน่นอนครับ ถ้าเงินไม่พออย่างไรก็ต้องกู้เพื่อเป็นการพัฒนาประเทศชาติ ถ้าไม่กู้ก็ไม่รู้จะเอามาจากไหน นั่นคือสิ่งที่สำคัญ ฉะนั้นแล้วในแง่การบริหารเมื่อกู้มาและสามารถที่จะสร้างประโยชน์ให้กับ ประเทศชาติได้ก็เป็นความจำเป็น แล้วการบริหารต้องบอกว่ารัฐบาลชุดนี้ใช้หลักคิดในเชิง การบริหารที่ดี ถ้าใครผ่านการบริหารมา ไม่ว่าจะเป็นองค์กรระดับเล็กหรือระดับใหญ่ก็จะรู้ และจะเข้าใจ แต่ถ้าใครไม่เคยผ่านก็จะไม่เข้าใจ ในส่วนตัวผมเองนั้นต้องบอกว่าถ้าให้กดไลค์ (Like) ต้องกดไลค์หลาย ๆ ครั้งกับการบริหารจัดการในครั้งนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตครับ ในเรื่องการตอบโจทย์ของการจัดสรรงบประมาณเพื่อตอบโจทย์ในส่วนของนโยบายเร่งด่วน ของรัฐบาล ผมเชื่อว่าตอบโจทย์ได้ทุกข้อและที่สำคัญนั้นรัฐบาลก็ได้กำหนดยุทธศาสตร์ จำนวน ๘ ยุทธศาสตร์และ ๑ รายการ ซึ่งวันนี้จะขออนุญาตพูดถึงยุทธศาสตร์การศึกษา คุณธรรมจริยธรรม คุณภาพชีวิต และความเท่าเทียมกันของสังคม การศึกษานั้นถือว่า เป็นรากฐานชีวิตของประเทศชาติแล้วก็ของพี่น้องประชาชนซึ่งมีความสำคัญ และผมเชื่อว่า ให้ความสำคัญกับการศึกษานั้นพี่น้องจะหายจากความยากจน และรัฐบาลชุดนี้ก็ให้ความสำคัญกับ การศึกษาโดยกำหนดนโยบายหลายอย่างซึ่งเป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการแจกอุปกรณ์ทางการศึกษาหรือคอมพิวเตอร์พกพา ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องคอมพิวเตอร์พกพานี่พูดกันเยอะถ้าใครได้สัมผัสจริง ๆ ได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์จริง ๆ จะรู้ว่ามีความสำคัญมาก ทุกวันนี้เด็กอายุ ๒ ขวบใช้เป็นแล้วครับ ถ้าสมมุติรัฐบาลไม่จัด คอมพิวเตอร์พกพาให้ นั่นหมายถึงว่าโอกาสที่ลูกหลานซึ่งอยู่ตามชนบทจะได้ใช้คอมพิวเตอร์ พกพาหรือใช้คอมพิวเตอร์อายุประมาณ ๑๓ ขวบ ต่างกัน ๑๑ ปีครับ และขณะนั้นการเรียนรู้ ต่างกันเยอะมาก ฉะนั้นแล้วตรงนี้เป็นประโยชน์มากไม่สามารถที่จะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ โอกาสเป็นโอกาสสำคัญ แล้วก็ที่สำคัญนั้นอุปกรณ์หรือคอมพิวเตอร์พกพาสามารถช่วย ประโยชน์ได้หลายอย่าง หรือกองทุนเพื่อการศึกษาการมอบกองทุน ๑ อำเภอ ๑ ทุน เป็นการเปิดโอกาสหรือช่วยขยายโอกาสให้กับลูกหลานให้กับพี่น้องประชาชน นอกจากนี้ ยังมีโครงการเทียบโอนวิชาชีพเรียน ๘ เดือนได้วุฒิมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตต่อยอดโดยเฉพาะเรื่องของการศึกษาการเทียบวุฒิ ประเทศไทยมีแรงงานที่เป็น แรงงานการเกษตรประมาณ ๒๐ กว่าล้านคน และนับวันจะลดลงเรื่อย ๆ เข้าใจว่าอีกประมาณ ๓๐ ปีแรงงานการเกษตรจะน้อยมีไม่ถึงประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ตรงนี้ครับเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากว่าประเทศไทยนั้นมีโครงการในการที่จะทำครัวไทยไปสู่ครัวโลก ท่านประธานครับ เมื่อการเกษตรคือการผลิตแต่แรงงานลดลง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้เทคโนโลยีแล้วก็ พัฒนาแรงงานให้มีความสามารถ นั่นคือสิ่งที่สำคัญ ในส่วนของแรงงานที่พัฒนาได้ต้องอาศัย การศึกษา การศึกษาไทยนั้นแบ่งเป็น ๓ ส่วน ก็คือ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับอาชีวศึกษา ระดับอุดมศึกษา ระดับอาชีวศึกษานั้นถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญเพราะเป็นส่วนที่จะออกไป เป็นแรงงาน ทุกวันนี้มีสถานศึกษาที่เป็นอาชีวศึกษาที่ออกเป็นแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นวิทยาลัย เกษตรกรรม วิทยาลัยการอาชีพ วิทยาลัยอาชีวศึกษา วิทยาลัยเทคนิค ตรงนี้ละครับ ควรที่จะมีการพัฒนา ผมจึงขออนุญาตสนับสนุนเรื่องของงบประมาณตรงนี้โดยเฉพาะ เรื่องของอาชีวศึกษาเพื่อที่จะมีการพัฒนาแรงงานทางด้านการเกษตร วิทยาลัยเกษตรกรรม ทุกวันนี้ถ้าไปสัมผัสจะรู้ว่าไม่ได้มีการพัฒนาเท่าที่ควรโดยเฉพาะทางด้านเทคโนโลยี ถ้าในอนาคตก็ฝากไปถึงรัฐบาล ฝากไปถึงกระทรวงศึกษาธิการโดยต่อยอดให้ในส่วนของ พี่น้องที่เทียบโอนวิชาชีพและให้มาเรียนทางด้านวิชาการเกษตรเพื่อที่จะพัฒนาทางด้าน วิชาการเกษตร และสามารถที่จะนำไปเป็นผู้นำทางการเกษตรได้ หรือจะเปิดสาขาวิชาผู้นำ ทางการเกษตรชุมชนขึ้นมาอีกสาขาวิชาหนึ่งโดยนำหลาย ๆ วิชาความรู้ ไม่ว่าจะเป็น ทางด้านนิติศาสตร์ แล้วก็ทางด้านรัฐศาสตร์ ทางด้านการบัญชี เข้ามาเสริมเพื่อที่จะเป็น การพัฒนา แล้วที่สำคัญยังไปเป็นผู้นำอาชีพทางด้านการเกษตรในพื้นที่ได้นะครับ ตรงนี้นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สมควรอย่างยิ่งที่จะต่อยอดตรงนี้เพื่อเพิ่มแรงงานหรือเพื่อที่จะให้ พี่น้องประชาชนนั้นเป็นแรงงานแบบมืออาชีพ โดยเฉพาะแรงงานทางด้านการเกษตร แล้วเราก็จะเป็นประเทศที่สามารถเป็นครัวโลกผลิต แล้วก็แปรรูป แล้วก็จำหน่าย เพราะทุกวันนี้ เราผลิตแต่เราส่งไปแปรรูปที่ต่างประเทศ แล้วต่างประเทศนำกลับมาจำหน่ายในประเทศไทย แล้วก็ผมเชื่อมั่นในส่วนของรัฐบาล เชื่อมั่นทางด้านรัฐมนตรีที่มีความรู้ความสามารถในการที่จะพัฒนา ประเทศชาติโดยเฉพาะทางด้านการศึกษา และที่ผ่านมาก็มีผลงานหลายอย่าง โดยเฉพาะ การตรวจสอบการทุจริตการสอบบรรจุครูเห็นผลงานได้ชัดเจน ในโอกาสนี้ผมได้อภิปราย แล้วก็ขอสนับสนุนกับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ของรัฐบาลนะครับ แล้วก็พร้อมที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องต่อไป ขอขอบพระคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ต่อไป ท่านอันวาร์ สาและ แล้วก็ท่านณรงค์ ดูดิง ท่านละ ๘ นาที เชิญท่านครับ

นายอันวาร์ สาและ ปัตตานี 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายอันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้สภาเองมาพิจารณาเรื่องสำคัญที่จะชี้ถึงทิศทางของประเทศไทยนี่ว่าจะเดินไปในทิศทางใด งบประมาณรายจ่ายของปีนี้รัฐบาลได้ตั้งไว้ ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงิน ที่เป็นก้อนใหญ่มหาศาล แล้วก็มากที่สุดเท่าที่ได้ตั้งงบประมาณมานี้ยังไม่รวมกับเงินกู้ ที่เราจะใช้ในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย ท่านประธาน แนวทางในการแก้ปัญหาภาคใต้นั้นรัฐบาล ได้ตั้งไว้ในยุทธศาสตร์ที่ ๑ ในเรื่องของการเร่งรัดการพัฒนาประเทศและเตรียมความพร้อม สู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งในหัวข้อ ๑.๖ การแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และได้จัดงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาคใต้นี้ในวงเงิน ๒๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานครับ วันนี้ภาคใต้เองนับตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ จนถึงปัจจุบันเราได้ใช้งบประมาณ ที่แก้ไขปัญหาในส่วนของตรงนี้มาแล้ว ๑๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วครับ แล้วก็ยังไม่มีที่ท่าว่าจะใช้งบประมาณน้อยลง แต่ในทิศทางตรงกันข้ามคืองบประมาณ เพิ่มขึ้นทุกปีในการแก้ปัญหา เราไม่ได้เสียเฉพาะงบประมาณอย่างเดียวในการแก้ปัญหา ในภาคใต้วันนี้ ทรัพย์สินอื่น ๆ รวมทั้งชีวิตลูกหลานแล้วก็พี่น้องปวงชนชาวไทยเองนี่ก็มา ทิ้งชีวิตที่นี่เป็นจำนวนมาก รัฐบาลเองได้พูดอยู่สม่ำเสมอว่าได้เดินมาถูกทาง แต่สำหรับ คนใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้และผมเองซึ่งเป็นตัวแทนของคนที่นั่นนี่ผมกล้าบอกกับ ท่านประธานได้เลยครับโดยที่ไม่ต้องคิดเลยว่าท่านล้มเหลว แล้วก็มีโอกาสที่จะเสียหายรุนแรง จากการปฏิบัติหน้าที่หรือการเดินตามนโยบายของรัฐบาลนี้ เพราะอะไรครับ วันนี้ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ถ้าเราแยกแยะให้ชัดนะครับ เกิดจาก ๔ สาเหตุหลักครับ

ข้อที่ ๑ เกิดจากกลุ่มอุดมการณ์ ในกลุ่มอุดมการณ์นี้ก็มีอีกหลายกลุ่มครับ โดยที่หน่วยงานของทางรัฐเองเขาบอกว่าไม่น่าจะต่ำกว่า ๙ กลุ่ม บีอาร์เอ็น (BRN) อยู่ในกลุ่มนี้ด้วยครับ

ข้อที่ ๒ เกิดจากธุรกิจผิดกฎหมาย ๑ ในธุรกิจนี้คือยาเสพติดก็อยู่ในนี้ด้วยครับ วันนี้ธุรกิจยาเสพติดเบ่งบานมีดอกผลออกดอกออกผลเจริญรุ่งเรืองใน ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ครับ และมีเจ้าหน้าที่เข้าไปเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมากอยู่ในระบบนี้

ข้อที่ ๓ เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ความไม่เข้าใจหรือเกิดความแค้นในส่วนของการสูญเสียเพื่อนร่วมงาน หรือญาติพี่น้อง ซึ่งความแค้นส่วนตัวและการปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องต่าง ๆ ที่เหตุผลเรื่องของความไม่เข้าใจต่าง ๆ นี่ ก็ไปสร้างเงื่อนไขก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ซ้ำเติมในเรื่องของปัญหาใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้

ข้อที่ ๔ เกิดจากอาชญากรรมในพื้นที่ ไม่ว่าจะเกิดจากเศรษฐกิจปากท้อง ต้องยอมรับครับรัฐบาลนี้ท่านจะพูดอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ในบ้านผมสินค้าราคาเกษตรตกต่ำ ค่าครองชีพสูงขึ้น ชาวบ้านทำอาชีพสุจริตลำบากมากนะครับ เพราะฉะนั้นเหมือนกับ ทางรัฐบาลนี้ผลักไสให้เขาหาธุรกิจผิดกฎหมาย ท่านลองไปดูเด็ก ๆ เยาวชนวันนี้หลายคน เข้าอยู่ในวังวนของธุรกิจผิดกฎหมายตัวนี้ นี่ยังไม่นับรวมของความขัดแย้งที่เกิดจากการเมือง ในท้องที่ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งระดับไหนก็แล้วแต่ในท้องถิ่น อันนี้ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง แต่วันนี้ผมมองแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาลนะครับ เหมือนกับฝากความหวังไว้กับเรื่องของ การเจรจาเป็นหลักใหญ่ โดยที่ไม่ได้แยกแยะประเด็นว่ามูลเหตุของการเกิดปัญหา ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ๔ หัวข้อหลักนี้รัฐบาลเองมียุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาตรงนี้ อย่างไรบ้าง ในเรื่องของปากท้องท่านครับ ถ้าท่านไม่รีบแก้ก็เหมือนกับว่าท่านส่งเสริมเขา ทำธุรกิจผิดกฎหมาย เพราะทำอะไรไม่ได้ และสุดท้ายเขาต้องหากิน เขาต้องเอาข้าวเข้าปากเขา ลูกหลานเขาจะอยู่อย่างไร ไม่อย่างนั้นเขาก็ไปทำอาชญากรรมปล้น จี้ สุดท้ายท่านก็แยกแยะ ไม่ออกว่าปัญหาเกิดจากหลักใหญ่นี้คืออะไร ใน ๔ ประเด็นนี้รัฐบาลต้องแยกแยะให้ออกว่า หลักใหญ่ที่เกิดเหตุการณ์มาจากอะไร แต่การเจรจาวันนี้เห็นไหมครับออกมาแล้ว จากคลิปวิดีโอที่บีอาร์เอ็นออกมาท่านก็บอกว่าต่อไปนี้จะล้มโต๊ะในการเจรจา บีอาร์เอ็น ดูจะไม่ใช่แนวทางที่ท่านจะเลือกเจรจา ก็เราบอกท่านแล้วตั้งแต่แรกว่าที่ท่านเดินไปพูดอาจจะ ไม่ใช่ตัวจริง ท่านต้องมียุทธศาสตร์ว่าการเจรจาต้องเจรจากี่กลุ่ม จะทุกกลุ่มไหม เจรจาแล้ว ผลของการเจรจาจะเกิดอย่างไร เห็นไหมครับ ๖ ศพที่จังหวัดปัตตานี และเมื่อวานนี้เหตุการณ์ ที่ไม่เกิดขึ้นใน ๓ จังหวัดเป็นเวลามาช้านานแล้ว การปล้นแบงก์ก็เกิดขึ้นในจังหวัดปัตตานี คลิปที่ออกก็คือ ๖ ศพที่ยิงในจังหวัดปัตตานี ในเขตอำเภอเมือง ท่านประธานครับ แล้วเป็นอย่างไรครับ วันนี้ชาวบ้านที่อยู่ในเขตนั้นในเขตรูสะมิแลเขาต้องเกณฑ์ชาวบ้าน ด้วยกันเอง หา อส. หาญาติพี่น้อง แล้วก็ไปร้องเรียนกับทางผู้ว่าราชการจังหวัดบอกว่า ต่อไปใครจะมาดูแลที่นี่ เราขอดูเจ้าหน้าที่ทุกคนต้องมีรูปถ่ายให้ได้เห็นกับคณะกรรมการ หมู่บ้าน วันนี้เขาคิดปกป้องตัวเองด้วยตัวเขาเองแล้วครับ เขาไม่เชื่อมั่นในองค์กรของรัฐแล้ว แล้วอย่างนี้ผมเองจะสามารถให้ความไว้วางใจแล้วบอกว่ามอบหมายให้ท่าน หรือรับรอง งบประมาณอันนี้ไปได้อย่างไร ท่านประธานครับ ท่านลองดูนะครับ ถ้าเราดูว่าวันนี้ ปัญหาเศรษฐกิจสินค้าก็ราคาแพง หนี้สินการกู้ยืมของภาครัฐเพิ่มขึ้น ถ้าเป็นบริษัท เขาเปลี่ยนผู้บริหารใหม่เขาไม่เอาแล้วครับ นี่ก็ล้มเหลวครับ ปัญหาสังคมแตกแยก เห็นไหมครับ วันนี้แดง เหลือง หรือใครก็แล้วแต่ การเมืองท่านแก้ไขได้ไหม ก็ยังดูไม่มีแนวโน้มจะปรองดองกัน ได้ นี่ก็ล้มเหลวอีกเรื่องหนึ่ง การคอร์รัปชันเบ่งบาน ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ ลองดูสิครับนายหน้า วิ่งพล่านในเขต ๓ จังหวัด เพราะก่อนหน้านี้เพราะอะไรครับ สามารถจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษได้ วันนี้ก็ถือว่าอันนี้ท่านก็ไม่สามารถที่จะล้างภาพพจน์ในเรื่องของการคอร์รัปชันของผู้รับเหมา ในพื้นที่ได้ ยาเสพติดไม่ต้องพูดถึงครับ มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดเหตุเมื่อไรทางสะดวก ยาเสพติดผ่านไปได้โดยสะดวกไฟเขียวเลย เห็นไหมครับ ผมไม่อยากจะพูดว่ามีเจ้าหน้าที่ เข้าไปเกี่ยวข้องแล้วก็เข้าไปรับมีส่วนบุญอยู่ในนี้ด้วย

แล้วสุดท้ายก็คือเรื่องของการแก้ปัญหาความไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมว่าไม่มีแสงสว่างปลายอุโมงค์ให้เราได้เห็น ไม่สร้างความเชื่อถือ ความเชื่อมั่นกับ คนในพื้นที่ได้ เพราะฉะนั้นผมไม่สามารถที่จะรับหลักการในงบประมาณฉบับของปี ๒๕๕๗ นี้ได้ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านทนายณรงค์ ดูดิง ๘ นาทีครับ

นายณรงค์ ดูดิง ยะลา 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ กระผมอีกคนหนึ่งที่จะพูดเบื้องต้น เลยว่าไม่อาจจะที่จะรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ได้ ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลหลายประการที่เพื่อนสมาชิกโดยเฉพาะในซีกของฝ่ายค้านที่ได้พูดคุยไปแล้ว เมื่อ ๒ วันที่ผ่านมา ผมใคร่ที่จะขอเพิ่มเติมเหตุผลบางประการเพื่อจะให้ท่านประธาน และเพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะสมาชิกฝ่ายรัฐบาลที่อยู่ในสภาแห่งนี้ได้พินิจพิเคราะห์ ได้พิจารณาว่ามันเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน มันเป็นไปได้จริงตามที่หลาย ๆ ท่านได้กล่าวอ้าง ว่าเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของรัฐบาลชุดนี้ที่ว่ากล้าที่จะจัดงบประมาณ กล้าที่จะตัดสินใจกู้เงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ดี จากงบประมาณ ๒.๕ ล้านล้านบาทก็ดี ผมคิดว่าก็เป็นประวัติศาสตร์อีกแง่หนึ่งของรัฐบาลชุดนี้ว่าตราบที่ ประเทศไทยมีการจัดทำงบประมาณที่ผ่านมานั้น ไม่เคยมีรัฐบาลใดที่กล้ากู้จนประเทศ เป็นหนี้สินประชาชนต้องรับภาระอีกมากมาย เพราะฉะนั้นการจัดทำงบประมาณ ในครั้งนี้ก็จะสร้างหนี้ให้กับประชาชนจนถึงบุตรหลานในอนาคตอย่างแน่นอน สิ่งนี้ ผมถึงไม่อาจที่จะรับได้กับการจัดทำงบประมาณของรัฐบาลในครั้งนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่า งบประมาณที่ท่านได้เสนอมานี้มีหลายสิ่งหลายอย่าง เมื่อผมได้อ่านแล้วปรากฏว่า ค่อนข้างจะเป็นงบประมาณที่มีการสอดแทรกซ่อนในที่ต่าง ๆ ไม่ต่างอะไรกับงบประมาณ ปี ๒๕๕๖ ที่ผ่านมา เพียงแต่ว่าอาเจนดา (Agenda) หรือว่าแนวทาง หรือว่าวาระต่างกัน เท่านั้นเอง เมื่อปี ๒๕๕๖ นั้นหลายกลุ่ม หลายกอง หลายสถาบัน หลายรัฐวิสาหกิจ ได้อ้าง ได้ฉวยโอกาสในการสร้างงบประมาณจากการเจ็บปวดรวดร้าวของพี่น้องประชาชน จังหวัดภาคใต้ พี่น้องจังหวัดภาคใต้ผมก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเอ่ย ณ ที่นี้ว่าตกเป็นเหยื่อ ของความรุนแรงทั้งหลาย ตกเป็นเหยื่อของการทดลองนโยบายต่าง ๆ ทั้งหลายที่ผ่านมา จนพี่น้องของผม ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องประชาชน ข้าราชการตำรวจ ทหาร ไม่เว้นแม้กระทั่ง พระสงฆ์องค์เจ้า โต๊ะอิหม่าม อุสตาซ ทั้งหลายต้องสังเวยชีวิตกับการใช้งบประมาณที่ผ่านมา ก็เกือบจะพูดได้ว่าไม่ผิด ผมอยากจะให้สมญานามการใช้งบประมาณว่างบประมาณเป็นพิษครับ ท่านประธาน สำหรับปี ๒๕๕๗ ที่จะถึงนี้ผมอยากจะชี้อีกประเด็นหนึ่งต่อจากเรื่องที่แล้ว คือการอ้างงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ วันนี้ท่านเอาอีกแล้วครับ วันนี้ท่านอ้างว่างบประมาณปี ๒๕๕๗ นี้เป็นงบประมาณที่แผนงานสู่ประชาคมอาเซียน สิ่งนี้ละครับ ท่านประธาน ผมเห็นว่างบประมาณที่อ้างว่าแผนงานสู่ประชาคมอาเซียนนั้น ผมได้ตรวจพบแล้ว มีหลายหน่วยงาน หลายกองที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้งบประมาณส่วนนี้ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง กับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเลย แต่หน่วยงาน กระทรวง ทบวง กรม กองต่าง ๆ ก็ยังเอ่ย ยังฉวยโอกาสว่าเป็นแผนงานในการที่จะนำประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ผมไม่ปฏิเสธ ที่จะนำประเทศเข้าสู่ประชาคมอาเซียน แต่ผมปฏิเสธหน่วยงานและกระทรวง ทบวง กรม ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและไม่มีศักยภาพพอที่จะพูดถึงอาเซียนในวันนี้ต่างหาก ท่านประธานครับ เมื่อพูดถึงแผนงานเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแล้วกลับตาลปัตรนะครับ หน่วยงานบางหน่วยงาน กระทรวงบางกระทรวง แทนที่จะทำอย่างเต็มที่ แต่กลับไม่ทำ กระทรวงบางกระทรวงที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ผมพูดถึงกลับได้บรรจุแผนงานต่าง ๆ เหล่านี้ และวงเงินเป็นจำนวนมากอีกด้วยครับ ท่านประธานครับ อย่างเช่นสำนักนายกรัฐมนตรี ในงบประมาณปีนี้สำนักนายกรัฐมนตรีมีถึง ๖ หน่วยงาน ๖ หน่วยงานนี้ผมไม่เคยได้ยินเลยว่า บางหน่วยงานนี้ทำเคยทำอะไรเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนบ้าง และจะทำอะไรต่อไปนะครับ สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพหรือองค์การมหาชนใช้งบประมาณตั้ง ๒๗๐ กว่าล้านบาท กระทรวงกลาโหม กระทรวงกลาโหมมีการอ้างเรื่องเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนอยู่ตั้ง ๕ หน่วยงาน ๔ กองทัพ ๑ สำนักงานปลัดกระทรวง ๒ กองบัญชาการกองทัพไทย แล้วก็กองทัพอีกทั้ง ๓ กองทัพ บางหน่วยงานไม่น่าจะเกี่ยวข้อง สิ่งที่ผมพูดถึงว่าหน่วยงานหรือกรมที่น่าจะเกี่ยวข้องก็คือ กระทรวงการคลัง กระทรวงการคลังนั้นมีกรมศุลกากรน่าจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับแผนงาน เกี่ยวกับการสู่ประชาคมอาเซียน แต่ในนี้กรมศุลกากรมีแค่ ๑๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง ท่านกลับไปใช้ ผมไม่เถียง ท่านจะต้องตอบแน่นอนว่าเรากลับไปใช้เงินกู้ ผมถามว่าเหตุผลอะไร ต้องไปใช้เงินกู้ล่ะ ทำไมท่านไม่ใช้งบประมาณประจำปีที่ชัด ๆ อย่างนี้ไม่บรรจุเข้าไป แต่ท่านกลับไปใช้เงินกู้ นี่หมายความว่าอะไร ท่านมีวาระอะไรซ่อนเร้นอยู่ตรงนั้นหรือเปล่า กรมสรรพสามิตกลับใช้เยอะนะครับ ใช้ตั้ง ๑๒๕ ล้านบาท กรมสรรพากร ๓๗ ล้านบาท แต่กรมศุลกากรใช้นิดเดียว ๑๐ ล้านบาท สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น สิ่งที่ผมอยากจะกล่าว อีกกระทรวงหนึ่งที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องนะครับท่านประธาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นมีตั้ง ๑๐ หน่วยงาน โดยเฉพาะกรมการข้าว ผมถามว่า ท่านจะทำประชาคมอาเซียนอะไรกับข้าวล่ะ จะเอาข้าวเมืองไทยมันก็ขายอยู่มานานแล้ว กรมประมงท่านจะไปทำอาเซียนอะไรกับการประมงล่ะครับ กรมปศุสัตว์ กรมหม่อนไหม กรมป่าไม้ เหล่านี้เป็นต้น นี่ละคือความไม่สอดคล้องใช้งบประมาณเท่าไรครับท่านประธาน ใช้งบประมาณ ๗๕๐ กว่าล้านบาทในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมถือว่ายังมีหน่วยงานอื่น อีกเยอะ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงที่จะปูทางเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างหลัก ๆ กระทรวงคมนาคม กรมการขนส่งทางบกมีแค่ ๓๔ ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ถนนหนทางอีกมากมาย ที่จะต้องปรับปรุงเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะถนนหนทางที่ระหว่างจังหวัด ระหว่างจังหวัดสงขลาไปยังอำเภอสะเดา ระหว่างจังหวัดยะลาไปยังอำเภอเบตง ระหว่าง จังหวัดนราธิวาสไปยังสุไหงโก-ลก แว้ง หรือตากใบ เหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นผมถือว่า ท่านจัดงบประมาณที่ไม่สอดคล้อง ผลจากการจัดงบประมาณครั้งนี้ครับท่านประธาน ผมจะไปอย่างเร็วเลยนะครับ ผลจากการจัดงบประมาณในครั้งนี้มีทั้งหมด ๑๖๖ กระทรวง กรม กองทั้งหมด ผมนับแล้ว ๑๖๖ กองนะครับ ซึ่งถือว่าเป็นการจัดงบประมาณที่ไม่สอดคล้อง กับความเป็นจริงเท่าที่ควร ซึ่งต้องใช้งบประมาณ ๘,๙๒๑,๗๑๒,๐๐๐,๙๐๐ บาท เหล่านี้เป็นต้น ตั้ง ๘.๙ พันล้านบาท ซึ่งก็ถือว่าเป็นการจัดงบประมาณที่ไม่สอดคล้อง ด้วยเหตุนี้ท่านประธานครับผมถึงไม่อาจที่จะ เห็นด้วยกับการจัดงบประมาณในครั้งนี้เพราะว่าด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้ว นอกจากนั้นยังเป็น ปัญหาคาราคาซังที่ประชาชนไม่ได้รับจากการใช้งบประมาณของรัฐบาลเลย ประชาชน ยังเดือดร้อนไม่ว่าจะเป็นน้ำ ไฟต่าง ๆ เหล่านี้ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขเท่าที่ควร สาธารณูปโภค ขั้นพื้นฐานของประชาชน ในพื้นที่ของผมโดยเฉพาะอำเภอเบตงนั้นยังห่างไกล แล้วก็ยังได้รับ ความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถที่จะรับการใช้งบประมาณในครั้งนี้ได้ กระผมจึงไม่อาจ รับหลักการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ในครั้งนี้ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาครับ

นายสมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา 🔗

กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ทุกท่านครับ ก่อนอื่นต้องขอกราบขอบพระคุณหลายท่านที่ได้อภิปรายแสดงความห่วงใย ในเรื่องงบประมาณของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่ได้ถูกปรับลดงบประมาณลงไปนั้น แล้วก็ต้องกราบขออภัยในเรื่องของความล่าช้าในการปฏิบัติงานอันเนื่องมาจากเหตุเจ็บป่วย ของ ฯพณฯ ชุมพล ศิลปอาชา แล้วก็อาการถึงแก่อสัญกรรม ทำให้การดำเนินการของ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานั้นหยุดชะงักไปพอสมควร แต่เมื่อผม นายสมศักย์ ภูรีศรีศักดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามารับตำแหน่งสื่อมวลชนเขายังเรียกผมว่า รถเมล์ป้ายแดงก็ยังมีความประหม่าอยู่นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าผิดพลาดอะไรก็ขออภัยด้วย ในสิ่งที่อยากจะกราบเรียนชี้แจงต่อท่านผู้อภิปราย

ในประเด็นแรก ก็คือในเรื่องของอีลิท การ์ด ซึ่งผมก็ทราบข่าวหลังจากมารับ ตำแหน่งว่าจะมีแผนการตลาดที่จะขายพ่วงกับอสังหาริมทรัพย์นั้นก็ได้เรียนเชิญท่านผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมาสอบถามรายละเอียด ท่านก็ได้ชี้แจงว่าเป็นแนวคิดในเรื่อง ของการทำอย่างไรที่จะให้มีรายได้เท่ากับทางบริษัท ซึ่งผมก็เลยได้มอบนโยบายไปว่าอย่างไรก็ตาม ขอให้ตรวจสอบระเบียบ ข้อกฎหมาย พร้อมทั้งประเมินผลได้ผลเสียให้ชัดเจนก่อนที่จะนำมาใช้ ให้เกิดผลทางปฏิบัติอย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็ต้องรอให้ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เสนอมาอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นในเรื่องของแผนการบริหารนั้นก็ต้องขอเรียนว่าต้องให้ทางบอร์ด ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยพิจารณาอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้เกิดความชัดเจน

ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวนั้น จะขอเรียนว่าอันนี้ ก็เป็นข้อเท็จจริงว่าเมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากปัญหาในเรื่องอื่น ๆ ก็เกิดตามมา นับตั้งแต่ วันแรกที่ผมมารับตำแหน่งก็เลยให้นโยบายว่าสิ่งแรกที่ควรจะรีบดำเนินการที่สุดก็คือเรื่อง ของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว นี่ก็คือสิ่งที่ผมพยายามย้ำเน้น แล้วก็ติดตาม ก็ได้มีการดำเนินการ มีการเวิร์กชอปกับหน่วยงานต่าง ๆ เพราะว่า ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินนั้นก็ต้องเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ผมก็ได้เดินสาย ไปเจรจา ไปพูดคุยกับทางสำนักงานศาลยุติธรรมก็ดี สำนักงานอัยการสูงสุดก็ดี สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติก็ดี ทั้ง ๓ หน่วยงานได้มองแล้วก็ตระหนักว่าความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นในเรื่องของการพิจารณา คดีท่องเที่ยวแล้วก็เร่งรัดให้การดำเนินการนั้นเป็นไปโดยเร็วเป็นสิ่งที่ดำเนินการอันแรก ก็เลยเกิดประเด็นที่ว่าทางสื่อมวลชนเขาก็รับทราบว่าทำอย่างไรที่จะให้มีการจัดตั้ง แผนกคดีท่องเที่ยว หรือก้าวไปถึงขั้นที่ว่ามีการจัดตั้งศาลท่องเที่ยวขึ้นมา เพื่อที่จะอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวที่ประสบปัญหาในเรื่องของคดีต่าง ๆ นี่ก็คือ สิ่งที่ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้คำนึงในประเด็นนี้ อีกอย่างหนึ่งที่มีท่านผู้อภิปราย ได้เรียนในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติการกีฬาฉบับใหม่ในเรื่องของเงินกองทุนพัฒนาการกีฬา ที่จะไปสนับสนุนในเรื่องของทีมฟุตบอลอาชีพหรือดิวิชัน ๒ ที่เรียกว่า ลีก ๒ (League2) นั้น อันนี้ก็ขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติมว่าร่างพระราชบัญญัติการกีฬาฉบับใหม่ในครั้งนี้ได้มีการผ่าน กระบวนการแปรญัตติของคณะกรรมาธิการวิสามัญไปเรียบร้อยแล้ว เพื่อเข้าสู่สภาในวาระที่สอง วาระที่สามต่อไป เพราะฉะนั้นในเรื่องของการสนับสนุนเงินของทีมกีฬาฟุตบอลอาชีพนั้น ก็จะเข้าสู่คณะกรรมการของการกีฬาแห่งประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งว่าเมื่อได้รับเงินสนับสนุน จากซินแทกซ์ (Sin tax) หรือเรียกว่า ภาษีบาป เป็นเงินเท่าไรนั้นก็จะมาดูพิจารณา ในรายละเอียดอีกต่อไปครับ

ในอีกประเด็นหนึ่ง ที่มีผู้อภิปรายสอบถามว่าเงินกองทุนพัฒนาการท่องเที่ยวนั้น หายไปไหน มิได้หายครับ ยังคงอยู่ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้รับงบประมาณเพิ่มเติมในเงินส่วนนี้ก็ตาม คำขอของจังหวัดอุบลราชธานีก็ยังมีปรากฏอยู่นะครับ เพียงแต่มีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ ดำเนินการและต้องมีการแก้ไขแบบแปลน ขณะนี้ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กำลังขอรายละเอียดในส่วนนี้จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดของจังหวัดอุบลราชธานี ถ้าส่งมาเมื่อไรก็จะรีบพิจารณาดำเนินการต่อไป

สำหรับในประเด็นอื่น ๆ นั้น ผมก็ขอกราบขอบพระคุณในความห่วงใย ที่มีสมาชิกได้แสดงถึงว่าทำอย่างไรที่จะให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้มีงบประมาณ เพิ่มเติมนั้น ก็ถือว่าเป็นภาระหน้าที่ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาที่จะต้องดำเนินงาน ให้เป็นไปตามกรอบวงเงินที่ได้รับงบประมาณจากรัฐบาล แล้วก็แสดงความมั่นใจว่า จะพยายามปฏิบัติงานให้อย่างเต็มที่ครับ ขอขอบพระคุณกราบเรียนท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีพงศ์เทพ เทพกาญจนา ครับ

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลาย ๆ ท่านครับ ที่ได้ให้ความเห็น ให้ข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการและการงาน ของกระทรวงศึกษาธิการ ท่านประธานครับ กระผมเองมีประเด็นบางประเด็นที่ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติได้ตั้งคำถามไว้นะครับ และกระผมคิดว่าถึงแม้เมื่อวานกระผมจะได้ตอบไปแล้ว แต่ว่าเมื่อท่านถามอีกก็ต้องขออนุญาตครับที่จะใช้เวลาสั้น ๆ ในการอธิบายซ้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องที่เกี่ยวกับโรงเรียนขนาดเล็ก ท่านประธานครับ โรงเรียนขนาดเล็กซึ่งเราถือว่า หมายถึงโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า ๖๐ คน โรงเรียนเหล่านี้มีนักเรียนแตกต่างกัน บางโรงเรียนนักเรียนไม่ถึง ๒๐ คน ต่ำกว่า ๑๐ คนก็มี บางโรงเรียนก็อยู่ระหว่าง ๒๑-๔๐ คน บางโรงเรียนก็อยู่ระหว่าง ๔๑-๖๐ คน รวมทั้งหมดประมาณ ๕,๐๐๐ กว่าโรงเรียน แต่เฉพาะ ที่ต่ำกว่า ๒๐ คน ประมาณ ๗๐๐ โรงเรียนท่านประธานครับ โรงเรียนเหล่านี้สิ่งที่เราได้ติดตาม มาโดยตลอดก็คือมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่ามาตรฐานทั่วไป แล้วก็ครูที่สอนในโรงเรียน เหล่านี้ไม่มีครูสอนครบชั้น หลายโรงเรียนที่มีนักเรียน ๘ ชั้นเรียน แต่มีนักเรียนรวมทั้งหมด ๑๕ คน อย่างเก่งที่สุดมีครู ๒ คนครับ บางโรงเรียนมีครูคนเดียว ครู ๑ คน ต้องสอน ทั้ง ๔ ชั้นบ้าง ๘ ชั้นบ้าง หรืออย่างน้อยที่สุดก็ ๓ ชั้น ท่านประธานครับ ถามว่าสอนอย่างนี้ เราจะเห็นได้เลยครับว่าคุณภาพการศึกษาจะดีเท่ากับโรงเรียนที่มีครู ๑ คน สอนนักเรียน ๑ ชั้น เต็มชั่วโมงได้อย่างไร เราไม่โทษว่าครูที่อยู่ในโรงเรียนเล็ก ๆ เหล่านี้ไม่มีคุณภาพ ไม่ใช่หรอกครับ ท่านประธาน แต่ว่าโดยสภาพที่เขาต้องสอนอย่างนั้นและมันก็เหลือวิสัยที่จะทำให้เขาได้ทำ ให้ดีกว่านี้ มีความพยายามในการจะยกระดับคุณภาพการศึกษาหลายอย่างท่านประธานครับ ใช้เรื่อง ของการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมบ้าง ใช้โทรทัศน์ของ สพฐ. บ้าง แต่ก็ยังไม่สามารถ ยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ทัดเทียมกับโรงเรียนที่มีนักเรียนจำนวนมากพอสมควร กิจกรรมต่าง ๆ ก็แตกต่างกัน ท่านประธานครับ เพราะว่าโรงเรียนขนาดเล็ก ถามว่า เด็กชั้น ป. ๑ มี ๒ คน เล่นกีฬาจะไปเล่นอะไรกับใครครับท่านประธาน สิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการ ได้ทำมา ๒๐ ปีแล้วในการยกระดับคุณภาพการศึกษาของนักเรียน กระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้ทำโทษเด็กที่อยู่ในโรงเรียนเล็ก ๆ เหล่านี้ ไม่ใช่นะครับ แต่เราพยายามที่จะไม่ปล่อย ให้เขาต้องเรียนอยู่ในโรงเรียนที่ไม่มีคุณภาพ สิ่งที่ทำกันมาตลอดครับท่านประธานก็คือการควบรวม หลาย ๆ โรงเรียนมาควบรวมกัน จาก ๓ เหลือเป็น ๑ ก็มี จาก ๓ เหลือเป็น ๓ แต่แบ่ง ชั้นการสอนก็มี สิ่งที่เกิดขึ้นเห็นชัดครับท่านประธาน คุณภาพการศึกษาดีขึ้น เด็กพอใจ ผู้ปกครองพอใจ แล้วก็ไม่ได้ให้เขาต้องไปเรียนไกล ๆ ถึงขนาดเข้าเมืองนะครับท่านประธาน เขาก็จะอยู่ในโรงเรียนไม่ไกลจากบ้านเขาเท่าไร จากโรงเรียนเดิม ๑ กิโลเมตรบ้าง ๒ กิโลเมตรบ้าง ๓ กิโลเมตรบ้าง แล้วก็ไม่ให้เป็นภาระแก่ผู้ปกครองครับ จัดระบบในการที่จะเดินทางให้เขา ท่านประธานครับ สิ่งที่ท่านประธานทราบดี ท่านสมาชิกทราบดี สมาชิกหลายท่าน บอกผม เจอ ๓ โรงเรียน ๑๐๐ หลายท่านบอกผม ๓ โรงเรียน ๒๐ ๓ โรงเรียนมีนักเรียนแค่ ๒๐ คนก็มี ๓ โรงเรียนรวมกันนักเรียนแค่ ๑๐๐ คนก็มี สิ่งที่เราทำคืออย่างนี้ครับท่านประธาน โรงเรียนไหนไม่สามารถจะพัฒนาได้ด้วยการเรียนรวม เราไปพัฒนาเขาที่โรงเรียนนั้นเลย อยู่ไกล ๆ ไปเรียนรวมที่ไหนไม่ได้ก็จะพัฒนา แต่หลายแห่งครับท่านประธาน เขาสามารถพัฒนา ด้วยการเรียนรวมกันได้ หลายแห่งอยู่ห่างกัน ๑ กิโลเมตร เมื่อไปเรียนรวมแล้ว ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติได้ให้ข้อสังเกตให้คำแนะนำที่ดีครับว่าโรงเรียนเดิมเอาไปทำอะไรให้เป็นประโยชน์ได้ไหม เราทำครับท่านประธาน ทำทั้งเรื่องของเป็นสถาบันอาชีวศึกษา ทำทั้งเรื่องของการเป็น กศน. ทำมาแล้วครับ นอกจากนั้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังได้ขอไปใช้ประโยชน์ ทำในเรื่อง สำนักงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำเรื่องศูนย์ชุมชน ทำเรื่องของศูนย์โอทอป ตรงนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานก็เปิดโอกาสให้

ท่านประธานครับ อีกประเด็นหนึ่งท่านสมาชิกได้ตั้งข้อสังเกตคือเรื่องของ เครื่องคอมพิวเตอร์พกพาที่เรียกว่าแทบเลต โดยท่านตั้งข้อสังเกตครับว่าราคาที่ตั้งไว้ ในปีงบประมาณ ๒๕๕๖ ซึ่งผ่านการพิจารณาของสภาแห่งนี้เมื่อปีที่แล้ว ท่านถามว่า ทำไมราคาแพงกว่าแทบเลตที่จัดหาในปี ๒๕๕๕ ที่มันแตกต่างกันซึ่งพิจารณากันไป เมื่องบประมาณปีที่แล้วนั้น เพราะว่า ๑. หน่วยความจำแตกต่างกัน ของปี ๒๕๕๕ นั้น หน่วยความจำ ๕๑๒ เมกะไบต์ ส่วนปี ๒๕๕๖ ๑ กิกะไบต์ครับท่านประธาน ความเร็ว ของหน่วยประเมินผลก็ต่างกันครับท่านประธาน จาก ๑ กิกะเฮิรตซ์ เป็น ๑.๕ กิกะเฮิรตซ์ ความจุแบตเตอรี่ก็แตกต่างกันจาก ๓,๐๐๐ มิลลิแอมแปร์ เป็น ๓,๖๐๐ มิลลิแอมแปร์ หลายอย่างที่คุณภาพมันดีกว่า แล้วนอกจากนั้นราคาของปี ๒๕๕๖ ก็ยังเป็นราคาที่รวม ค่าจัดส่งและค่าฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เขตพื้นที่ไปด้วย ซึ่งของปี ๒๕๕๕ นั้น ค่าจัดส่ง ค่าอบรม เจ้าหน้าที่เขตพื้นที่ไม่มีครับ แล้วตรงนี้เป็นราคาที่สภาแห่งนี้ได้พิจารณาไปเมื่องบประมาณ ปีที่แล้วที่ผ่านมา การประมูลครับท่านประธาน กระทรวงศึกษาธิการเองจัดให้มีการประมูล แบบเปิดเผย แล้วผู้ค้าทั้งในและต่างประเทศสามารถเข้ามาแข่งขันได้ ราคาที่ตั้งไว้ตามที่ งบประมาณได้กำหนดไว้นั้นก็อาจจะได้ราคาที่ถูกกว่า แล้วเป็นการประมูลโดยเปิดเผย โปร่งใส ขณะนี้ยังไม่ได้ประมูลเลยครับท่านประธาน ยังไม่ได้ประมูลเลย ผมเองก็ยังแปลกใจ เพราะว่าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้พูดถึงราคา ราคานั้นเป็นราคาตั้งครับ ราคาตั้งที่ สำนักงบประมาณซึ่งสภาแห่งนี้ได้กำหนดไว้ว่าควรเป็นราคาประมาณเท่าไร แต่การซื้อจริง ๆ ยังไม่ได้ซื้อครับ เมื่อมีการแข่งขันราคากันเราก็เชื่อครับว่ามีการแข่งขันโดยเปิดเผย โปร่งใส ราคาที่ได้ก็น่าจะเป็นราคาที่ดีที่สุด ท่านประธานครับ กระผมเองต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติอีกครั้งหนึ่งที่ท่านให้คำแนะนำ ให้ข้อสังเกตต่าง ๆ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับการบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และกระผมจะขอรับข้อสังเกตต่าง ๆ ของท่าน ไปพัฒนางานของกระทรวงศึกษาธิการต่อไป ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านวิภูแถลง พัฒนภูมิไท อาจารย์ประกอบมีอะไรไหมครับ

นายประกอบ รัตนพันธ์ นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช ขออนุญาต สักนาทีเดียวครับ ผมกราบเรียนท่านรัฐมนตรีครับว่าราคาที่ตั้งนั้นมันเจตนา เพราะว่า ซื้อครั้งสุดท้าย ๒,๔๐๐ บาท ถูกไหมครับ ควรจะตั้ง ๒,๔๐๐ บาท ไม่ใช่ตั้งที่ ๒,๗๒๐ บาท แล้วก็สเปกท่านไปตรวจดูเขาลดสเปกด้วย สเปกเขาลด แล้วก็ราคาเขาสูงกว่าเดิม โดยปกติ การตั้งงบประมาณนั้นเขาจะดูราคาสุดท้าย ถ้าตั้งสูงแน่นอนที่สุดถ้าจะฮั้วกันก็จะได้ราคาที่สูง ผมเกรงว่าที่สูงไป ๔๐๐ กว่าล้านบาทมันเป็นช่องทางที่ทำให้คนที่เจตนาไม่บริสุทธิ์ ไปคิดทำมาหากินหรือไม่ ก็สงสัยตรงนั้นเพราะตั้งสูงเกินควร ขอบคุณมากครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ให้รัฐบาลรับไปนะครับ เชิญ

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านประธานครับ งบประมาณ ที่ใช้ในการจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพาของปี ๒๕๕๖ ตั้งมาก่อนที่พวกกระผมจะเข้า มารับหน้าที่ แล้วก็การที่ตั้งอย่างนั้นก็มีเหตุผลของเขา เพราะสเปกไม่ได้ลดลงจากปี ๒๕๕๕ แต่สเปกนั้นสูงขึ้นนะครับ อย่างที่ผมกราบเรียนหน่วยความจำก็สูงขึ้น ความเร็วในการประมวลผล ก็สูงขึ้น แบตเตอรี่ก็เก็บไฟได้ดีขึ้น ระบบปฏิบัติการก็ดีขึ้น แล้วยังมีกล้องด้วยครับ มีกล้อง ทั้งหน้าทั้งหลัง ซึ่งปี ๒๕๕๕ ไม่มี นอกจากนี้ยังรวมค่าจัดส่ง ค่าฝึกอบรมไว้ในงบประมาณ ของปี ๒๕๕๖ ครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมว่า ไม่ต้องไปโต้กันนะครับ สเปกเพิ่มขึ้น ให้ครึ่งนาทีนะครับ เชิญครับ

นายประกอบ รัตนพันธ์ นครศรีธรรมราช

เข้าใจตรงกันนะครับ ท่านประธานครับ ผม นายประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ นิดเดียวท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านรัฐมนตรีว่าสเปกที่สูงขึ้น ของ ม. ๑ ปี ๒๕๕๕ ม. ๑ ยังไม่จัด แต่ท่านไปดูสเปกของ ป. ๑ ว่าต่ำอย่างไรท่านไปดู รายละเอียดเลยผมมีอยู่ ผมไม่อยากให้เสียเวลาท่านครับ ผมมีรายละเอียดอยู่ท่านรัฐมนตรีครับ แต่ไม่อยากให้เสียเวลา ต่ำกว่านะครับ และเรื่องที่ ๒ ปี ๒๕๕๗ ท่านรัฐมนตรีครับ ปี ๒๕๕๗ ตั้งงบประมาณเท่ากับปี ๒๕๕๖ ก็คือ ป. ๑ ตั้งที่ ๒,๗๒๐ บาท และ ม. ๑ ตั้งที่ ๒,๙๒๐ บาท ซึ่งต่างจากปีงบประมาณ ๒๕๕๕ ถึง ๓๐๐ บาท ของ ป. ๑ นะครับ ป. ๑ เปรียบเทียบได้ เพราะว่า ม. ๑ ยังไม่จัดซื้อเปรียบเทียบไม่ได้ถูกไหมครับ และตรงนี้ผมสงสัย ๑. แพงกว่าเดิม ๒. สเปกต่ำกว่าเดิม แล้วก็ ๓. ราคาของคอมพิวเตอร์ยิ่งนานยิ่งลดไม่ใช่ยิ่งขึ้น มันตกรุ่น สเปกเดิมตกรุ่นนะครับ ขอบคุณมากครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาละครับ เชิญท่านวิภูแถลงครับ ท่านมีเอกสารส่งที่ท่านประธานไหมครับ ท่านอาจารย์ประกอบ เอกสารจะส่งไหมครับ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ไปเอาเอกสารมาให้ผมหน่อย เชิญท่านวิภูแถลงครับ

นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิภูแถลง พัฒนภูมิไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดพัทลุง ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมขอกราบเรียนต่อท่านประธานว่า ก่อนอื่นต้องมาทำความเข้าใจกันในเรื่องร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ เราต้องยอมรับความจริงว่างบประมาณที่รัฐบาลนี้จัดตั้งขึ้นมา ต้องตอบโจทย์ หลักคิด แนวทาง ปรัชญา นโยบาย และยุทธศาสตร์ของพรรคที่เป็นแกนนำ ในการจัดตั้งรัฐบาล ฉะนั้นจะอย่างไรก็ตามผมเชื่อของผมอย่างนี้ว่าเราไม่สามารถที่จะจัดทำ งบประมาณไปตอบโจทย์ความต้องการของพรรคฝ่ายค้านที่มีปรัชญาในการบริหาร มีแนวทาง นโยบาย หลักคิด และยุทธศาสตร์ที่แตกต่างกันได้ เพราะมันขึ้นอยู่กับหลัก ของอิทัปปัจจยตา นโยบายของรัฐบาลนี้เป็นอย่างนี้งบประมาณก็ต้องตอบโจทย์นโยบาย และภารกิจที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยผมเชื่อว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่มาจาก ประชาชน เป็นรัฐบาลของประชาชน ฉะนั้นภารกิจเดียวของรัฐบาลที่มีหลังพิงคือประชาชน นั่นคือต้องดูแลชีวิตและความสุขของประชาชน มาดูในประเด็นที่เพื่อนพรรคฝ่ายค้าน ได้วิตกได้ห่วงใยในเรื่องงบประมาณการพัฒนาการแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และบางอำเภอของจังหวัดสงขลา เพื่อนผู้ทรงเกียรติได้บอกว่าตั้งงบประมาณ ๒๕,๙๒๑.๑ ล้านบาท มากเกินไป ไม่มีงบส่วนไหนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเลย ผมได้นั่งพินิจพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ใคร่ครวญ ท่านประธานที่เคารพครับ ปรากฏชัดเจนว่าเงิน ๒๕,๙๒๑.๑ ล้านบาทนั้น ไปตอบโจทย์อะไรบ้างครับท่านประธาน มันเป็นการเหมาะสมเป็นการสมควร เพราะไปตอบโจทย์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน นี่ก็คือ ตอบโจทย์อีกขั้นตอนหนึ่งคือตอบโจทย์ของนโยบายรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แถลงไว้ต่อสภานี้อย่างชัดเจนว่าจะเร่งรัดดำเนินการในการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้น ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ต้องรีบดำเนินการทำครับ พูดแล้วเราต้องทำ ๒. เพื่อรักษา ความสงบเรียบร้อยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายว่ามีแต่งบดูแลความมั่นคงแต่ไม่มีงบในการพัฒนา ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานต่อสภาแห่งนี้ว่าในวงเงิน ๒๕,๙๒๑.๑ ล้านบาทนั้นมีเงินพัฒนาอยู่ด้วย และผมขอกราบเรียนว่าเกือบทุกกระทรวง ทบวง กรม มีงบที่เป็นแผนการแก้ปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และบางอำเภอของจังหวัดสงขลารวมกับการพัฒนา จังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกกระทรวง ทบวง กรม มีงบประมาณหมดครับ เพราะรัฐบาล พรรคเพื่อไทยต้องการทำงานอย่างบูรณาการต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำของ แต่ละหน่วยราชการคงจะไม่สามารถสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ ฉะนั้น จึงเป็นลักษณะบูรณาการผสมผสานร่วมไม้ร่วมมือแล้วก็ขับเคลื่อนไปด้วยกันครับ ท่านประธานที่เคารพ นั่นก็คือต้องดูแลในเรื่องควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบให้ลด ความรุนแรงลง ผมมีตัวเลขครับ วันนี้ท่านประธานที่เคารพ ผมจะพยายามทำปากของผม ให้เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลให้มากที่สุดครับ ผมจะไม่พูดอะไรด้วยความรู้สึก ๒. ให้ความช่วยเหลือ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ และ ๓. ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญมาก เพราะวันนี้บ้านเมืองไม่สงบเพราะไม่มีความยุติธรรมเพราะมนุษยชาติไม่สามารถจะอดทน ต่อความไม่ยุติธรรมได้ ฉะนั้นจะต้องอำนวยความยุติธรรมอย่างทั่วถึงเป็นธรรม และประการที่ ๔ ท่านประธานที่เคารพ นั่นก็คือต้องสนับสนุนความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ คนจะมีคุณธรรมได้ จะต้องมีข้าวอยู่ในยุ้งเสียก่อน ฉะนั้นการที่เพื่อนพรรคฝ่ายค้านได้อภิปรายว่ามีแต่งบดูแล ความมั่นคงหรือว่าพูดกันง่าย ๆ ก็เป็นงบในด้านการปราบปรามเสียมากกว่าไม่มีงบพัฒนา เศรษฐกิจ ผมขอกราบเรียนว่างบ ๒๕,๙๒๑.๑ ล้านบาทนั้นมันเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุน ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ด้วย เพิ่มรายได้ของครัวเรือนที่ยากจน เพิ่มผลผลิต ทางด้านการเกษตรกรรม เพิ่มมูลค่าทางด้านการค้าแล้วก็การลงทุน พัฒนาด้านสังคม ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเพิ่มโอกาสทางด้านการศึกษา และประการสำคัญครับ ท่านประธานที่เคารพ นั่นก็คือให้การบริการทางด้านสาธารณสุขเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตบนพื้นฐานของวิถีชีวิต ประชาชนทั้งศาสนาและวัฒนธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานว่าผมตั้งใจที่จะพูดเพื่ออธิบายความโดยมีฐานข้อมูลมาเชื่อมโยง วันนี้เราต้องพูดกัน ด้วยวิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์ไม่สามารถจะใช้องค์ความรู้สึกมาทดแทนองค์ความรู้ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ เราดูตัวเลขจะเห็นชัดเจนว่าจะปรากฏอยู่ในงบประมาณที่ว่าด้วย แผนงานแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีทั้งส่วนที่รักษาความสงบ และส่วนที่ดูแลเศรษฐกิจและพัฒนาจังหวัดเหล่านั้นอยู่ด้วย จะปรากฏอยู่ในงบของสำนักงาน ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมพลศึกษา กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เกือบทุกกระทรวงครับ แม้แต่สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ก็ยังมีครับ เพราะวันนี้ต้องยอมรับความจริง การวิจัยก็คือการใช้วิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์ เพื่อค้นหาความจริงและไปตอบโจทย์นั้น รัฐบาลก็เลยให้ความสำคัญจัดงบวิจัยเพื่อจะหา ความเป็นจริงที่เป็นวิทยาศาสตร์ของความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมก็ไม่สามารถ ที่จะมาอธิบายรายละเอียดได้ทั้งหมดเพราะเวลามีจำกัด ท่านประธานครับ แต่ถามว่าบ้านเมือง สงบไหม รัฐบาลนี้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลแล้วใช้เงินคุ้มค่าหรือเปล่า ท่านประธานครับ ดูตัวเลขครับ ผมกราบเรียนตั้งแต่ต้นอภิปรายแล้วว่าจะพูดให้มันเชื่อมโยงกับฐานข้อมูล ดูตัวเลขครับ จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดสงขลา ปี ๒๕๕๐ พรรคเพื่อไทย ยังไม่ได้เป็นรัฐบาล การเสียชีวิตมีตัวเลขอยู่ที่ ๒๒๐ ชีวิตต่อปี ปี ๒๕๕๑ ๙๑ ชีวิต ปี ๒๕๕๒ ๘๒ ชีวิต ปี ๒๕๕๓ ๖๙ ชีวิต ปี ๒๕๕๔ ๗๐ ชีวิต ปี ๒๕๕๕ ๖๒ ชีวิต ปี ๒๕๕๖ ๓ ชีวิต ปี ๒๕๕๖ ต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ ๙ ชีวิต เดือนมีนาคม ๕ ชีวิต เดือนเมษายน ๙ ชีวิต นี่คือ ตัวเลขที่อธิบายความครับ ดูฟุตบอลต้องดูสกอร์ (Score) ครับ ลดลงมาตามลำดับ อธิบายว่า อย่างไรครับ อธิบายว่าเงินงบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรไปเพื่อแก้ปัญหาใน ๓ จังหวัดภาคใต้ และพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นตอบโจทย์สร้างสันติสุขจริง ๆ ครับ ดูในจังหวัดยะลาครับ ผมขออธิบายความอีกนิดหน่อย จังหวัดนราธิวาสก็เช่นเดียวกัน ปี ๒๕๕๐ สูญเสียชีวิต ๑๙ ชีวิต พอปี ๒๕๕๑ ๘๐ ชีวิต พอปี ๒๕๕๒ ๙๗ ชีวิต พอปี ๒๕๕๓ ๗๕ ชีวิต ปี ๒๕๕๔ ๙๘ ชีวิต ปี ๒๕๕๕ ๗๗ ชีวิต หลังจากนั้นลดลงมาตามลำดับครับการสูญเสียชีวิต เดือนมกราคม ปี ๒๕๕๖ เหลือ ๙ ชีวิต เดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๖ เหลือ ๐ ครับ เดือนมีนาคม ปี ๒๕๕๖ เหลือ ๙ ชีวิต พอมาเดือนเมษายนเหลือ ๐ ครับ จังหวัดปัตตานี จังหวัดสงขลาก็อยู่ในตัวเลขดังกล่าว เช่นเดียวกัน ฉะนั้นผมจึงกราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่าตัวเลขเหล่านี้ละครับเป็นวิทยาศาสตร์ อธิบายได้ว่างบ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ศอ.บต. ก็ ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท อยู่ในกระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ ก็รวมแล้วเป็น ๒๕,๙๐๐ กว่าล้านบาท ก็ได้ไปตอบโจทย์สันติสุข ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สามารถจะดูตัวเลขได้ และที่สำคัญที่สุดผมขอกราบเรียนจริง ๆ ท่านประธานที่เคารพว่ามิใช่มีแต่เพียงงบเพื่อที่จะนำไปใช้ในเรื่องของการดูแลความสงบเรียบร้อย ในเรื่องของด้านการปราบปรามอย่างเดียว มันรวมถึงงบในการดูแลการพัฒนาเศรษฐกิจชีวิต ของผู้คนด้วย และผมเชื่อว่ารัฐบาลนี้ไม่มีวันที่จะทรยศต่อประชาชน เพราะรัฐบาลนี้ เป็นรัฐบาลที่มาจากประชาชนและเป็นรัฐบาลของประชาชน ฉะนั้นทุก ๆ ปฏิบัติการ ทุก ๆ นโยบาย ทุก ๆ บรรทัดของงบประมาณ มุ่งไปตอบโจทย์การดูแลชีวิตและความสุข ของประชาชนเท่านั้น สวัสดีครับท่านประธาน

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสนองครับ ๕ นาที

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ บุรีรัมย์

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้มีเกียรติ กระผม สนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ในช่วงเวลาที่จำกัดนี้ก็จะขออนุญาตที่จะนำเสนอ ความห่วงใยต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งรัฐบาลได้นำเสนอต่อสภา ท่านประธานครับ คงเป็นที่ทราบกันดีว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลได้เสนอร่างพระราชบัญญัติเงินกู้มา ๒ ครั้งใหญ่ ๆ จัดการน้ำ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท โครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมอีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในวันที่แถลงร่างพระราชบัญญัติเงินกู้เพื่อขออนุมัติต่อสภานั้นก็บอกว่า เป็นโครงการขนาดใหญ่ต้องใช้เงินงบประมาณมากต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จะใช้งบประจำปี ก็เกรงว่าจะไม่พอ ไม่ทันการณ์ เมื่อทำโครงการใหญ่ ๆ ด้วยเงินกู้แล้ว ในงบประมาณประจำปีนั้น สามารถที่จะนำเงินงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ซึ่งเป็นภาษีอากรของพี่น้องประชาชน มาพัฒนาประเทศแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้านได้มากขึ้น นั่นคือคำมั่นสัญญาที่รัฐบาล ให้กับสภาแห่งนี้ ผมมาดูครับท่านประธาน ปัญหาวันนี้ต้องยอมรับในความเป็นจริงคือ ปัญหาเรื่องภัยแล้ง โดยเฉพาะอีสานบ้านผมแล้งซ้ำซาก เวลาท่วมก็ท่วมจนมิด เวลาแล้ง ก็จะหาน้ำแม้กระทั่งน้ำดื่ม น้ำใช้ น้ำจะให้วัวควายได้กินก็ยังจะไม่มี ดูในแผนงานของ สำนักงานชลประทานครับท่านประธาน ปีงบประมาณ ๒๕๕๖ ได้รับเงินงบประมาณ ๑๒,๔๐๐ กว่าล้านบาท แต่งบประมาณปี ๒๕๕๗ ได้รับเงินงบประมาณ ๑๑,๕๙๕ ล้านบาทเศษ งบประมาณลดลง งบประมาณลดลงรัฐบาลอาจจะไปบอกว่าถ้าอย่างนั้นที่ลดลงเพราะว่า แหล่งน้ำส่วนหนึ่งมาจาก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็ไปตรวจดูว่า ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท คนอีสานได้อะไร ได้น้อยเต็มทีครับ เห็นมีเป็นข่าวมีอยู่แห่งเดียวในจังหวัดชัยภูมิ เอาแค่ เป็นข่าวชลประทานออกไปสำรวจเตรียมจะทำแหล่งน้ำ อ่างเก็บน้ำก็ปรากฏว่ามีหมู่บ้านผี เตรียมไปเรียกเงินชดเชยจากรัฐบาลแล้ว ตรงนี้ผมฝากท่านนายกรัฐมนตรีได้กำชับดูแล เงินมันมีน้อย ขอให้เม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์นั้นไปถึงพี่น้องประชาชนให้คุ้มค่า

ประการต่อมา อีกโครงการหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่ ๑ แผนงานดูแลผู้สูงอายุ เด็ก สตรี คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส ท่านประธานที่เคารพครับ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมได้ไปร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่ง ไปทำไมครับ เขามีการจ่ายเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุ เขาเชิญไปร่วมเป็นสักขีพยาน ไปร่วมมอบเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุด้วย ผมได้รับ การร้องเรียนมาจากผู้สูงอายุครับ วันนี้รัฐบาลมีมาตรการ ๖๐ ปีให้ได้ ๖๐๐ บาท ๗๐ ปี ได้ ๗๐๐ บาท คนจะได้ ๑,๐๐๐ บาทต้องเกินกว่า ๘๐ ปีขึ้นไปครับ ท่านประธานครับ ผมไปเช็กดูบอกใครได้ ๖๐๐ บาทยกมือขึ้น ยกมือหนาแน่นหน่อย ใครได้ ๗๐๐ บาท วันนี้ ก็ยกมือพอจะมี แต่บอกว่าพอใครได้ ๑,๐๐๐ บาท เหลือน้อยเต็มทีครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ เศรษฐกิจ สินค้าทุกอย่างแพง ท่านประธานครับ เขาฝากมาบอกท่านนายกรัฐมนตรี ฝากมาบอก รัฐบาลว่าไหน ๆ จะทำบุญกับคนสูงอายุคนแก่นี่ ขอเถอะไม่ต้องไป ๖๐๐ บาท ๗๐๐ บาท จะ ๑,๐๐๐ บาท ก็ ๑,๐๐๐ บาทครั้งเดียวเลย อย่างน้อย ๆ คน ๖๐-๗๐ ปียังพอเดินไปไหน อยากกินอะไรพอไปซื้อกินได้ พอ ๘๐ ปีขึ้นจะหาคนที่มีสุขภาพ มีบุญเหมือนคุณพ่อชัย ของผมนี่หาได้ยาก ในชนบทพี่น้องไปดูเถอะ ท่านประธานก็เห็น ผมเชื่อแน่ได้ว่าคน ๘๐ ปี ในชนบทบางคนนั้นเวลานี้นั่งอยู่กับบ้านลุกไปไหนไม่ได้ อยากจะกินอะไรก็ไม่ได้กินนะครับ เพราะฉะนั้นในวันนี้ผมฝากปัญหานี้ไปให้รัฐบาลได้ลองปรับปรุงแก้ไขทำบุญกับคนแก่ครับ ทำบุญกับผู้สูงอายุให้ได้เท่ากันเสีย ๑,๐๐๐ บาท เขาอยากจะกินอะไรอยากจะใช้อะไร ก็จะได้ใช้ อยากจะกินอะไรก็ได้กินตามที่หิวตามที่ต้องการ

และประการสุดท้าย เรียกร้องมาหลายครั้งจากพี่น้อง อปพร. ตำรวจบ้าน อสม. ได้แล้ว แต่ อปพร. ตำรวจบ้านค่าตอบแทนยังไม่มี ฝากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้พิจารณางบประมาณให้เงินชดเชย ให้ค่าตอบแทนแก่องค์กรดังกล่าวด้วย ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านบุญฐิน ๕ นาที เชิญครับ

นายบุญฐิน ประทุมลี มุกดาหาร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม บุญฐิน ประทุมลี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมุกดาหาร เขต ๒ พรรคเพื่อไทย กระผมขออภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ท่านประธานที่เคารพ การจัดทำพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือแม้แต่รัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ ของประชาชนในการที่จะทำงบประมาณเพื่อให้สภาเห็นชอบก่อนที่จะนำไปใช้ในการบริหารประเทศ ในภารกิจตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ท่านประธานที่เคารพ ในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ นั้นกระผมขออภิปรายโครงการ เอสเอ็มแอล ซึ่งเป็นโครงการหนึ่งที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผลในการใช้จ่ายงบประมาณ ที่เป็นธรรมและกระจายทุกหมู่บ้าน จากที่ผ่านมาโครงการนี้เป็นช่วงที่คาบเกี่ยวกับโครงการ อยู่ดีมีสุข ประชาชนอาจจะไม่เข้าใจในวิธีการ บางครั้งทำให้มีปัญหาในการเบิกจ่าย ในการดำเนินการไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ เช่น ในการประชาคมบ้าง แล้วก็มีการเปิดบัญชี หลายบัญชี ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องไปทำความเข้าใจให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา และเป็นช่องว่างให้เหลือบ ริ้นหากินในเม็ดเงินส่วนนี้ สำหรับโครงการเอสเอ็มแอล ผมขอจำกัดความให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจง่าย ๆ ว่าหลักการและเหตุผลนั้นผมคิดว่า โครงการนี้เป็นการจัดซื้อจัดจ้างของประชาชนโดยประชาชนและเพื่อประชาชนจริง ๆ เพราะว่าเป้าหมายก็คือเพื่อกระจายเม็ดเงินสู่หมู่บ้านขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ๔๐๐,๐๐๐ บาท ๕๐๐,๐๐๐ บาท วัตถุประสงค์นะครับ วัตถุประสงค์ ก็เพื่อกระจายเม็ดเงินสู่หมู่บ้านโดยตรงเพื่อให้พี่น้องได้สามารถจัดซื้อจัดจ้างด้วยตนเอง เพื่อหลีกเลี่ยงการจัดซื้อในระบบราชการที่ก่อให้เกิดปัญหาในการทุจริตคอร์รัปชันในราคากลางบ้าง จากนายหน้าหรือข้าราชการที่กล่าวหากันอยู่ในปัจจุบันนะครับ ในส่วนนี้พี่น้องก็จะจัดทำ ประชาคม แล้วก็ดำเนินการตามความต้องการของพี่น้องในชุมชนและจัดซื้ออย่างมีประสิทธิภาพ ให้ถูกที่สุดนะครับ จากการจัดงบประมาณ ผมคิดว่ารัฐบาลที่จากการเลือกตั้งนั้นเราสามารถ ที่ฟังด้วยหูดูด้วยตาและสามารถที่จะอภิปรายเสนอแนะงบประมาณในการจัดทำ หรือการดำเนินการได้ มันแตกต่างกับการจัดทำงบประมาณของรัฐบาลที่ยึดอำนาจประชาชน เราฟังด้วยหูดูด้วยตา แต่ไม่สามารถที่จะเสนอแนะได้ ผมจึงอยากจะใช้เวลาส่วนนี้เสนอแนะ ในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ และเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ณ โอกาสนี้ ขอบคุณมากครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านศันสนีย์ เชิญครับ ขอชี้แจงเชิญครับ ๕ นาที

นางสาวศันสนีย์ นาคพงศ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันขออนุญาตที่จะชี้แจงกับท่านสมาชิกซึ่งได้อภิปรายถึงกองทุน พัฒนาบทบาทสตรี ดิฉัน รัฐมนตรีศันสนีย์ นาคพงศ์ ขอประทานโทษค่ะ นาน ๆ จะได้ขึ้นพูด ที่นี่สักที ก็เพื่อจะให้เป็นการสร้างความเข้าใจผ่านท่านสมาชิกรัฐสภาไปยังพี่น้องประชาชน ในข้อสงสัยที่ท่านได้กล่าวว่ารัฐบาลไม่สนับสนุนกองทุนอื่น แต่สนับสนุนกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ซึ่งกองทุนดังกล่าวเป็นกองทุนที่ก่อให้เกิดหนี้ภาคประชาชน ดิฉันเองก็เป็นส่วนหนึ่งในการที่ ได้เป็นคณะกรรมการกำกับดูแลในส่วนของนโยบายของกองทุนนี้และได้ติดตามอย่างใกล้ชิด มาโดยตลอด มาถึงบัดนี้กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีนั้นได้สามารถให้สมาชิกของกองทุน ใช้ประโยชน์จากกองทุนนี้เป็นจำนวนมากแล้ว ซึ่งดิฉันก็มีตัวเลขที่จะชี้แจงให้กับท่านทั้งหลายว่า เมื่อนับมาถึงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖ ๗๖ จังหวัดของประเทศไทยมีการอนุมัติเงินกองทุน ไปแล้วสำหรับประเภทเงินหมุนเวียนนี้ที่ให้สมาชิกได้นำเอาไปใช้ แล้วก็ใช้อย่างมีความรับผิดชอบ เพราะว่าเมื่อได้รับการอนุมัติให้ใช้เงินในโครงการก็จะมี การทำสัญญากันอย่างรัดกุมว่าท่านจะต้องมีระยะเวลาในการที่จะส่งคืนเงินหมุนเวียนนี้ จำนวนเท่าไร อย่างไร ปัจจุบันนี้ก็มีการอนุมัติไปแล้วจำนวนทั้งสิ้น ๙,๘๐๕ โครงการ ในวงเงิน ๗๘๘ ล้านบาทเศษ ให้กับสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ ๙๕,๖๖๒ ราย และจะมีสมาชิกที่ได้รับ ประโยชน์จากเงินหมุนเวียนนี้ ๑๒๒,๓๕๓ ราย สำหรับการอนุมัติโครงการนี้เกิดประโยชน์ กับโครงการที่ไปดำเนินการของสมาชิกทั้งทางด้านของการเกษตร ทางด้านอุตสาหกรรม ทางด้านพาณิชย์ ทางด้านคหกรรม ทางด้านหัตถกรรม และศิลปกรรม ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่เป็นส่วนใหญ่ของเงินกองทุน อีกส่วนหนึ่งเป็นเงินประเภทเงินอุดหนุนที่มีอยู่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ได้อุดหนุนไปให้กับสมาชิกใน ๔๘ จังหวัด จำนวน ๑,๙๓๘ โครงการ ในยอดเงิน ๗๑ ล้านบาทเศษ สมาชิกที่ร่วมในโครงการส่วนนี้มี ๑๕๖,๐๐๐ กว่าราย แล้วก็มีสมาชิกที่ร่วมรับประโยชน์ จำนวน ๑๙๕,๐๐๐ กว่าราย ดิฉันอยากจะกราบเรียนทุกท่านว่าเงินในกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี โดยเฉพาะในส่วนของกองทุนหมุนเวียนที่เปิดโอกาสให้สตรีได้นำเอาไปสร้างอาชีพ สร้างรายได้นั้น เป็นเงินที่สำคัญมากนะคะ เพราะว่าจะทำให้เราเปิดโอกาสให้สตรีที่เขามีความต้องการที่จะ ให้มีความมั่นคงเข้มแข็งทางด้านของเศรษฐกิจเพื่อจะได้ไปเป็นพลังในการที่จะพัฒนาด้านอื่น ๆ ต่อไปได้มีโอกาสนั้น และถ้าหากว่าท่านทั้งหลายได้ไปรับรู้รับทราบ ซึ่งก่อนหน้าที่ดิฉันจะมา สภาแห่งนี้ได้ไปฟังการสะท้อนความคิดเห็นของกองทุนนี้จากบรรดาสตรีต่าง ๆ จากทั่วประเทศ ก็เห็นความตื่นตัวแล้วก็เห็นความยินดีที่รัฐบาลได้จัดสรรเงินกองทุนจำนวนนี้ให้ พร้อมกันนั้น อยากจะกราบเรียนให้ทราบว่าในส่วนของแต่ละจังหวัดเรามีคณะกรรมการติดตาม และสนับสนุนกองทุน ซึ่งคณะกรรมการเหล่านี้ก็จะทำหน้าที่อีกส่วนหนึ่งในการที่จะช่วยทำให้ การใช้เงินในกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ยังไม่รวมถึงการส่งเสริม สนับสนุนทางด้านอื่น ๆ ด้วย แล้วส่วนความเป็นห่วงเป็นใยที่ว่าจะส่งเสริมให้แต่เฉพาะนำเอา เงินไปใช้แต่เพียงเท่านั้นหรือไม่ จริง ๆ แล้วกองทุนนี้เรามีอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญที่เรียกว่า เงินอุดหนุนนะคะ จะส่งเสริมให้สตรีตลอดจนมูลนิธิองค์กรที่เขาทำงานเพื่อสตรีมีบทบาทเพื่อ สตรีอย่างชัดเจนได้มีส่วนในการใช้เงินจำนวนนี้เพื่อไปช่วยพัฒนาศักยภาพสตรีของเราในทุก มิติด้วย ดิฉันจึงขอยืนยันในเวลาสั้น ๆ แต่เพียงเท่านี้ว่ากองทุนนี้จึงเป็นกองทุนที่ไม่ได้ส่งเสริม ให้สตรีมีหนี้ แต่เป็นกองทุนที่เพิ่มโอกาสในการที่จะให้สตรีสามารถที่จะพัฒนาศักยภาพของ ตัวเองเพื่อสร้างสรรค์พลังสตรีให้เป็นพลังสำคัญที่พัฒนาสังคมต่อไป ดิฉันขออนุญาตใช้เวลาเพียง เท่านี้นะคะ กราบขอบพระคุณค่ะ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านนันทนาครับ ๕ นาที แล้วกลับไปท่านพิเชษฐ

นางนันทนา ทิมสุวรรณ เลย 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นันทนา ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ก่อนอื่นดิฉันต้องบอกว่าดิฉันเห็นด้วย แล้วก็สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ที่รัฐบาลได้จัดไว้เป็นจำนวน ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท ภายใต้ ๘ ยุทธศาสตร์ ๕๒ แผนงาน ต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่รัฐบาลนั้นได้ให้ความสำคัญ ในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ซึ่งจะเห็นได้จากการจัดสรร งบประมาณผ่านยุทธศาสตร์ใหญ่ ๆ ๒ ยุทธศาสตร์ ก็คือยุทธศาสตร์ที่ ๔ และยุทธศาสตร์ที่ ๑ ในแผนการดำเนินงานที่ ๑.๕ ซึ่งรวมทั้ง ๒ ยุทธศาสตร์นี้รัฐบาลได้จัดงบประมาณไว้ถึงเกือบ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมดของประเทศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลนี้ที่นำโดย ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ท่านได้ให้ความสำคัญของกลุ่มคนพิการ ซึ่งที่ผ่านมาหลาย ๆ รัฐบาลดิฉันไม่เคยเห็นว่าคนพิการจะได้รับความสนับสนุนและได้รับ ความสำคัญเท่ากับรัฐบาลนี้ค่ะ เห็นได้ชัดเจนค่ะท่านประธาน เพราะว่ารัฐบาลนี้มีนโยบาย ที่ชัดเจน เริ่มต้นเลยจากการที่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการ ซึ่งได้มีการยกฐานะให้หน่วยงานที่ดูแลในเรื่องคนพิการได้ยกฐานะ จากสำนักงานขึ้นเป็นกรม ซึ่งจะมีความเป็นอิสระและสามารถที่จะเสนอของบประมาณ ของตัวเองมีการทำงานได้คล่องตัวขึ้น และในปีนี้สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต คนพิการซึ่งได้ยกฐานะเป็นกรมแล้วก็ได้รับงบประมาณไปถึง ๓๐๐ ล้านบาท ซึ่งเพิ่มจากปีที่แล้ว ถึง ๑๐๐ ล้านบาท นอกจากนั้นในส่วนของกระทรวงคมนาคมเอง ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมท่านก็ให้ความสำคัญค่ะ ท่านมีโครงการคมนาคมยุคใหม่ใส่ใจคนพิการ ได้มีการให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่สังกัดในกระทรวงคมนาคมได้จัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับ คนพิการไม่ว่าจะเป็นทางลาดหรือห้องน้ำสำหรับคนพิการ เพื่อที่จะให้คนพิการเหล่านี้ ได้สามารถที่จะเดินทางไปมาหาสู่หรือว่าไปทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางบก ทางน้ำ แล้วก็ทางอากาศ นอกจากนั้นค่ะท่านประธาน ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการเอง ก็เช่นเดียวกันได้เพิ่มโอกาสในการศึกษาของคนพิการ ทั้งในส่วนของการที่ให้คนพิการนั้น ได้ไปเรียนร่วมกับเด็กปกติในโรงเรียนของรัฐแล้วก็ของเอกชน รวมทั้งได้มีการจัดห้องเรียน คู่ขนานสำหรับเด็กพิการออทิสติก เขาสามารถอยู่ในโรงเรียนเดียวกับเด็กปกติทั่วไป แต่แยกห้องเรียนกันเวลาที่จะมาทำกิจกรรมก็สามารถที่จะมาทำกิจกรรมร่วมกันได้ ให้เด็กออทิสติกเหล่านี้สามารถที่จะใช้ชีวิตร่วมกับเด็กปกติทั่ว ๆ ไป และในส่วนของรัฐบาลเอง เมื่อเร็ว ๆ นี้วันที่ ๑๔-๑๕ พฤษภาคมที่ผ่านมารัฐบาลก็ได้มีโครงการที่เรียกว่าสร้างสังคมดี ปราศจากอุปสรรคเตรียมรับประชาคมอาเซียน ซึ่งได้จัดเปิดตัวโครงการนี้ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยท่านนายกรัฐมนตรีของเราท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ได้ไปเป็นประธานและได้มี การเซ็นเอ็มโอยูลงนามบันทึกข้อตกลงของ ๒๑ หน่วยงานราชการ ๑๙ กระทรวง ในการที่จะทำงานแบบบูรณาการร่วมกันในการที่จะดูแลแล้วก็จัดสิ่งอำนวยความสะดวก ให้คนพิการภายใต้แนวความคิดที่ว่า คนพิการไม่ใช่ภาระแต่เป็นพลังที่มีประสิทธิภาพ เหมือนคนปกติทั่วไป เห็นไหมว่ารัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์นั้นได้ให้ความสำคัญ กับคนกลุ่มนี้ซึ่งไม่เคยได้รับความสนใจเท่าที่ควรมาก่อน แต่มีอีกนิดหนึ่งค่ะ ท่านประธานคะ อยากจะฝากถึงกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาซึ่งหลาย ๆ ท่านคงจะทราบนะคะว่านักกีฬา คนพิการนั้นได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศของเราไม่ว่าจะเป็นในระดับประเทศหรือในเวทีโลกก็ตาม นักกีฬาคนพิการของเรานั้นมีฝีมือไม่ได้ด้อยกว่านักกีฬาปกติทั่วไป อยากจะฝากถึงกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬาโดยเฉพาะกรมพลศึกษา ได้ให้ความสำคัญแล้วก็ได้จัดงบประมาณ สนับสนุนในส่วนที่จะไปช่วยส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันของนักกีฬาคนพิการ หรือรวมทั้งการที่จะสนับสนุนในส่วนขององค์กรหรือสมาคมที่ได้มีส่วนในการที่จะได้พานักกีฬา ไปแข่งขันหรือการจัดการแข่งขันในประเทศของเรา ไม่ว่าจะเป็นระดับชาติหรือระดับนานาชาติก็ตาม อยากจะให้ท่านนั้นได้ช่วยสนับสนุนองค์กรหรือสมาคมเหล่านี้ด้วยนะคะ ท่านประธานคะ ขอเน้นย้ำว่าคนพิการเป็นคนที่มีศักยภาพหากเขาได้รับการดูแลได้รับการส่งเสริมให้ได้รับโอกาส เขาก็จะอยู่ในสังคมได้อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ไม่เป็นภาระของครอบครัว แล้วก็ ไม่เป็นภาระของสังคม ท่านประธานคะ จากเหตุผลที่ดิฉันได้กล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งแล้วก็มีอีก หลาย ๆ ส่วนที่ทางรัฐบาลนั้นได้จัดงบประมาณไปเพื่อพัฒนาประเทศของเรา ดิฉันจึงขอสนับสนุน รัฐบาลที่จะจัดสรรร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ขอบพระคุณค่ะ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ๑๕ นาทีครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดกระบี่ ผมคงเป็นผู้พูดคนสุดท้ายของฝ่ายค้าน ในวันนี้นะครับ ท่านประธาน ฝ่ายค้านเหลือเวลา ๒๕ นาที ก็ขอความกรุณาว่าผมจะใช้เวลา ๒๐ นาที แล้วก็เว้นไว้ให้ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรอีก ๕ นาที ทำความเข้าใจกับ ท่านประธานก่อนครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คืออย่างนี้ ท่านพิเชษฐครับ วิปมาขอให้ท่าน ๑๕ นาที แล้วเขาจะกันไว้ ๑๐ นาที วิปฝ่ายค้านเองนะครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่ 🔗

ท่านประธานครับ เที่ยวไปปัดเศษ ท่านประธาน อย่าเพิ่งนับเวลาผม ท่านเลขาธิการกรุณาลบก่อนนะครับ ท่านไปปัดเศษ เฉพาะฝ่ายค้านไม่ถูกครับ อย่างไร ๆ มาถึงตอนนี้แล้วขอผมสัก ๒๐ นาที ผมจะได้เหลือ ๒๕ นาที เหลือไว้ให้ท่านอภิสิทธิ์ ๕ นาที เราจะจบอยู่แล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ จากอยู่ในคิวแรก ผมก็เลื่อนมาจนกลายเป็นวันสุดท้ายในคิวสุดท้าย ผมจะใช้เวลา ๒๐ นาทีนี้ เพื่อประโยชน์แก่สภาเรามากที่สุด ผมจะไม่เจาะไปในรายละเอียดงบประมาณหรอกครับ เพราะท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนสมาชิก เพื่อน ๆ ผมก็ได้อภิปราย ในรายละเอียดแต่ละอย่างไปมากแล้ว ผมเพียงแต่อยากถือโอกาสนี้พูดให้เป็นประโยชน์ที่สุด แก่สภาและประชาชน ท่านประธานครับ หน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สำคัญนอกจาก ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติแล้ว เรามีหน้าที่ขณะที่เป็นฝ่ายค้านก็คือควบคุมดูแลการทำงาน ของรัฐบาล แต่หน้าที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งก็คือเราต้องเป็นผู้อนุมัติงบประมาณแผ่นดิน ให้ฝ่ายบริหารไปใช้ ผมขอขอบพระคุณคุณวิทยา บุรณศิริ ขออนุญาตเอ่ยชื่อท่าน ที่ท่านอภิปราย แล้วก็บอกว่าผมขอพูดในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ วันนี้ในสภานี้เราจะมีฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ๒ ฝ่ายก็ตาม แต่ทุกคนเราทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะฉะนั้นผมถึงขอติติงฝ่ายรัฐบาล ท่านหนึ่งที่มาพูดเป็นคนสุดท้ายเมื่อสักครู่นี้ว่าการทำงบประมาณการพิจารณาเราทั้งหมด จะต้องไม่ตอบโจทย์ฝ่ายค้าน แต่ต้องตอบโจทย์ฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น ผมเรียนพวกเราได้โปรด สำนึกว่าเราต้องไม่ทำงบประมาณในลักษณะที่ตอบโจทย์ฝ่ายค้านหรือตอบโจทย์ฝ่ายรัฐบาล แต่เราต้องตอบโจทย์แผ่นดินต้องให้งบประมาณนี้ออกไปในลักษณะที่เป็นประโยชน์สูงสุด แก่แผ่นดิน ในฐานะที่ประชาชนเลือกเรามาทำหน้าที่ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ท่านประธานครับ ผมเคยทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ทำงบประมาณในช่วงที่เป็นรัฐมนตรี ผู้ใช้งบประมาณ ในช่วงเป็นรัฐบาล หน้าที่เป็นผู้พิจารณางบประมาณ ๑๗ สมัยในฐานะกรรมาธิการพิจารณา งบประมาณ ๑๕ ปีและ ๒ กลางปี ท่านประธานครับ ผมถึงสำนึกถึงหน้าที่และผมตระหนัก ในคำว่าวินัยงบประมาณมากเหลือเกินว่าสภาเราจะต้องรักษาวินัยการงบประมาณ นอกเหนือจาก วินัยการคลังที่เราพูดกันมาถึงตลอด เมื่อวานนี้มีท่านรองนายกรัฐมนตรีพูดถึงว่าเรื่องของ การออกกฎหมายกู้เงินมาใช้นี้เคยทำมาตั้งแต่รัฐบาลก่อนและรัฐบาลก่อน ๆ ผมกราบเรียนว่า รัฐบาลก่อน ๆ ในช่วงยุคนั้นมันก็มีรัฐบาลสมัยชวน หลีกภัย ๒ และรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในสมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย ๒ เรามีวิกฤติต้มยำกุ้ง เราเกิดวิกฤติอย่างรุนแรงแทบเท่ากับ ประเทศล้มละลาย เรากู้เงินนอกงบประมาณมาจริงออกกฎหมาย แต่เราออกมาเพื่อชำระหนี้ กองทุนฟื้นฟู ทำได้ถ้าออกกู้เงินมาเพื่อการใดการหนึ่งที่มันจบในตัวของมันเอง ไม่ใช่มาใช้ เป็นงบประมาณคู่ขนานกับพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี สิ่งเหล่านี้เราทำไม่ได้ แต่ระยะหลัง ๆ มีการทำกัน เมื่อมีการทำกันรัฐบาลท่านก็ถือโอกาสทำงบ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อ้างสารพัด แต่จนกระทั่งบัดนี้ท่านยังใช้ไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทเลย นี่คือวินัยงบประมาณ เสียหายยับเยิน ขณะเดียวกันท่านก็ถือโอกาสที่จะกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำโครงการ อะไรก็ตามที่จะใช้คู่กับงบประมาณประจำปี ท่านประธาน สิ่งเหล่านี้ทำไม่ได้หรอกครับ เราไม่เคยปฏิบัติเช่นนี้ในประเทศไทย และมันจะทำความเสียหาย ต่างประเทศใครก็ตามจะดู สถานะเราก็ดูจากงบประมาณประจำปีว่าเรามีงบรายได้เท่าไร จากทางไหนบ้าง รายจ่ายเท่าไร เราไปทำอะไรบ้าง แต่เขาไม่ดูหรอกครับว่ามีการซ่อนเร้นทำงบนอกงบประมาณเอาไว้ที่ไหน อย่างไร ตรงนี้เป็นวินัยการคลังที่น่ารังเกียจอย่างยิ่งเลยครับ ท่านประธานครับ ท่านกู้เงิน ท่านบอกว่าไม่เกินเพดานหนี้เอาไปทำรถไฟความเร็วสูงจนยันเพดานหนี้ แต่ท่านประธาน แล้วข้างหน้าล่ะครับถ้าเกิดอะไรขึ้น การศึกษานะครับ เวลานี้โรงเรียนเราตกลำดับเกือบสุดท้าย ลำดับต่ำลงมาเรื่อย ๆ การสาธารณสุขล่ะครับ โรงพยาบาลตามต่างจังหวัดเราที่แทบจะเป็น โรงฆ่าสัตว์ โรงพยาบาลใหญ่ ๆ โรงพยาบาลศูนย์บางทีคนไข้ต้องมาตั้งแต่ตีสาม ตีสี่ เอารองเท้า มาวางรอคิวรอจนกระทั่งสว่างจนเที่ยงจะได้เจอแพทย์สัก ๕ นาที แล้วเอาที่ตรวจมาจิ้ม ๆ หน้าอกกี่ทีแล้วก็ไล่กลับบ้านไป เราไม่ต้องพัฒนาหรือครับ วินัยในการทำงบประมาณสำคัญที่สุด ก็คือต้องจัดลำดับความสำคัญของงานที่จะต้องทำ ไม่อยากใช้คำว่าไพรออริตี (Priority) ลำดับความสำคัญของประเทศไทยไม่ใช่ไปทำในสิ่งที่มีช่องทางทุจริตคอร์รัปชันสูงสุด และไปทำเพดานกีดกันอย่างอื่นทั้งหมดที่เป็นเชิงสังคม อย่างนี้ไม่ใช่วินัยงบประมาณ ท่านประธานครับ เมื่อปี ๒๕๔๙ ท่านบุญชู โรจนเสถียร ที่พวกเรารุ่นเก่า ๆ รู้จักกันดี ท่านเรียกผมไปพบที่ชีวาศรม หัวหิน ท่านบอกว่าท่านกำลังจะตาย ก่อนตายขอฝากให้ผมยืน เป็นหลักบ้านเมืองไว้ด้วยต่อไปในวันข้างหน้า ท่านบอกเลยว่าวินัยงบประมาณบ้านเมือง เดี๋ยวนี้มันไม่มี เพราะประทานโทษเถอะครับ ผมขอใช้คำพูดของท่าน ท่านบอกว่า อ้ายพวกนักการเมืองฉิบหายทั้งหลายเอาแต่จะสร้างประชานิยม เอาจากผลการเมือง โดยไม่คำนึงถึงว่าสิ่งที่ทำมันจะทำให้บ้านเมืองล่มจมในวันข้างหน้าอย่างไร ท่านประธานครับ ท่านบอกว่าดูอ้ายพวกอียูฟังผมไว้ มันจะทยอยล้มละลายฉิบหายกันไปตามลำดับ ไม่ว่าประเทศกรีซ ไม่ว่าประเทศไอร์แลนด์ ไม่ว่าประเทศโปรตุเกส ไม่ว่าประเทศโครเอเชีย แม้กระทั่งมหาอำนาจ อย่างประเทศสเปน ขอให้ผมยืนหยัดในสิ่งที่เป็นวินัยงบประมาณเอาไว้ รักษาไว้เพื่อคนรุ่นต่อ ๆ ไป นี่คือเราทำงบประมาณเพื่อตอบแผ่นดินไม่ใช่เพื่อตอบโจทย์ฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล แต่ท่านประธานครับ อ้ายคำว่านักการเมืองฉิบหายทั้งหลายนี่ละครับ มันทำความเสียหาย ให้กับประเทศไทยเยอะ เป็นหนี้สาธารณะที่มันเกิดอะไรขึ้นมาเยอะ ๕ ปีผ่านมาสิ่งที่ท่านบุญชู พูดเอาไว้ปรากฏแก่เราตามลำดับ เราก็จะเห็นว่ามันหายนะไปทีละประเทศ เพราะหนี้สาธารณะ และโครงการประชานิยมที่ไร้ขอบเขต ประเทศไทยเรากำลังจะเดินตามรอยเช่นนั้นหรือครับ และเรากำลังทำอย่างรุนแรง และใครกำลังจะทำตัวอย่างที่ท่านบุญชูเรียกว่า อ้ายพวก นักการเมืองฉิบหาย ที่ไม่คำนึงถึงประเทศชาติและลูกหลานต่อไปในวันข้างหน้ากันนั้นหรือครับ นี่คือส่วนหนึ่งที่กระผมจำเป็นจะต้องพูด ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องงบประมาณตามกฎหมาย ตามวินัยทุกอย่างมันจะต้องมีงบประมาณรายจ่ายประจำปีเท่านั้น เราจะไม่มีโอกาส ที่จะทำกฎหมายพระราชบัญญัติกู้เงินนอกงบประมาณมาใช้คู่ขนานไปกับงบประมาณประจำปี ๒ ปีที่ผ่านมาผมทำงานในคณะกรรมาธิการด้วยความยากลำบากเหลือเกิน เราพิจารณา งบประมาณตามงบประมาณเจอว่ามันมีอยู่ในงบประมาณ และมันมีอยู่ใน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท และมันก็ยังมีอยู่ใน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทซ้ำซ้อนเหมือนปีนี้ที่มีเพื่อนสมาชิกพูด คุณตั้งงบประมาณ เรื่องรถไฟที่จะต้องใช้ถึงประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่คุณก็ยังมีโครงการที่อยู่ในงบประมาณประจำปีอีกจำนวนหนึ่งไม่ใช่น้อย ท่านประธานครับ นี่ละครับคือความยับเยิน ยูโรเมื่อหายนะ เขาตัดออกขาย เขาตัดแผ่นดินขาย เขาขายโบราณวัตถุ เขาขายเมืองโบราณ เขาขายทางรถไฟ ประเทศไทยรอว่ากำลังจะให้นักการเมืองฉิบหาย เหล่านี้ทำให้วันหนึ่งเราต้องขายกำแพงเพชร เราต้องขายภูเขาทอง เราต้องขายกรุงศรีอยุธยา หรือเราต้องขายกรุงสุโขทัยกันนั้นหรือครับท่านประธาน นี่คือสำนึกที่ผมคิดว่าจำเป็นจะต้องมี ท่านประธานที่เคารพ ผมพูดแล้วว่าคำนั้นคำหยาบผมไม่ถอน แต่ผมพูดว่าท่านบุญชูพูดไว้ เช่นนี้และผมขออนุญาตถ่ายทอดคำพูดท่านอย่างนี้ไม่ใช่คำพูดหยาบอะไรของผมเอง ท่านชัย ชิดชอบ ประทานโทษเมื่อวานท่านพูดถึงเรื่อง ครม. สัญจร ครม. จะสัญจรทั่วและไปบอกเขา หาเสียงว่าอนุมัติงบเขาตรงนี้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ผ่านไปจนกระทั่ง เดี๋ยวนี้ไม่ได้ทำให้เขาหรือครับ มีแค่จังหวัดที่รับปากท่านบางแห่งก็ได้แค่สัก ๑๐๐-๒๐๐ ล้านบาท อย่างมาก แต่ท่านทำอย่างไรล่ะครับ ท่านไปโยกงบปกติที่มีอยู่ในงบประมาณล้มเลิกโครงการ เขาเปลี่ยนแปลงงบประมาณเหล่านี้มาทำโครงการใหม่ตามที่ ครม. สัญจร แล้ววินัย การงบประมาณของประเทศชาติเราอยู่ที่ไหนล่ะครับ ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ ผมคิดว่ามันจะมีประโยชน์มากกว่าถ้าเราจะพูดถึงในสิ่งเหล่านี้ในช่วง ๑๐ นาทีสุดท้ายที่ผมมีอยู่ ด้วยความตระหนักในความสำคัญเช่นนั้น รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จึงได้เขียนไว้ในมาตรา ๑๖๙ ท่านประธานครับ ชัดเจนครับ การจ่ายเงินแผ่นดินจะกระทำได้ก็เฉพาะที่อนุญาตไว้ในกฎหมาย ว่าด้วยงบประมาณรายจ่าย กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ กฎหมายเกี่ยวด้วยการโอน งบประมาณ หรือกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง แน่นอนครับ กรณีที่งบประมาณประจำปี ออกไม่ทันให้ใช้งบปีที่แล้วไปก่อน และกรณีที่เงินไม่พอใช้เงินคงคลังไปก่อน แต่ต้องปฏิบัติ ตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังไม่มีทางเลือกอย่างอื่น ยิ่งกว่านั้นกฎหมาย ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๙ อย่างชัดเจน แต่ที่ยังไม่ถึงศาลเพราะว่าท่านไปตั้งคณะกรรมาธิการ กำลังพิจารณาอยู่ นี่เป็นอีกประการหนึ่งที่ผมจะต้องพูดถึง รวมทั้งที่ท่านชัย ชิดชอบ พูดเมื่อสักครู่ ทำไมวันนี้เราทำงบประมาณหลอก ๆ หลอกลวงประชาชนกันไปวัน ๆ ท่านประธาน เรามีหนี้สาธารณะ ๕,๐๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และขณะเดียวกันซุกหนี้สาธารณะ เอาไว้ในที่ต่าง ๆ จำนำข้าวที่ทีดีอาร์ไอบอกว่าเป็นโคตรอะไรสักอย่างเมื่อวานนี้จากผู้ใหญ่ ในทีดีอาร์ไอ โคตรบรรลัยหรือโคตรอะไรนี่ครับ ท่านไม่ได้ตั้งในหนี้สาธารณะหรอก มันไปซุกไว้ที่ ธ.ก.ส. เราเป็นหนี้ ธ.ก.ส. เท่าไร เราต้องตั้งงบประมาณแผ่นดินใช้เขาในวันข้างหน้า เรามีลักษณะเช่นนี้อยู่ที่ธนาคารออมสินเท่าไรครับ เรามีหนี้สาธารณะอย่างนี้อยู่ที่ธนาคาร อิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ อยู่ที่หน่วยงานของรัฐ เรายังค้างเงิน ที่ส่งกองทุนประกันสังคมในส่วนที่รัฐต้องส่งอีกกี่หมื่นล้านบาท ท่านประธาน นี่เป็นหนี้สาธารณะ หรือเปล่า ท่านประธานครับ ผมเป็นคนตั้งสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะครับ เมื่อปี ๒๕๔๒ คนต้น ๆ ที่ผมเอามาดู คุณสุภา ปิยะจิตติ ต่อมาจนกระทั่งคุณอารีพงศ์ จนถึงคุณพรรณี เราตั้งกันมาเพื่อที่จะรักษาวินัยการงบประมาณตรงนี้ไว้ให้ได้ หนี้สาธารณะขณะนั้นเนื่องจาก วิกฤติต้มยำกุ้ง เราพุ่งขึ้นไปเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เราจึงได้ออกประกาศกระทรวงการคลัง ตั้งกฎบังคับตัวเราเองว่าหนี้สาธารณะประเทศไทยจะต้องไม่เกินร้อยละ ๕๐ ของจีดีพีที่จะต้อง ปฏิบัติ แต่ต่อมาเมื่อพวกผมพ้นมา ท่านไปดัดแปลงบางอย่างทำจีดีพีหลอก ๆ จีดีพีที่บวกด้วย อัตราเงินเฟ้อว่ามันจะมีปีหนึ่งถึง ๘ เปอร์เซ็นต์ ๙ เปอร์เซ็นต์ ๑๑ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ ไม่เคยถึง และมันก็หลอกต่อมาตามลำดับจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ วันนี้ ว่ากันว่าจีดีพีถึง ๑๓ ล้านบาทหรือ ๑๖ ล้านบาท มันไม่ใช่หรอกครับ ถ้าหนี้สาธารณะทางการ แล้วก็หนี้สาธารณะนอกงบประมาณที่ซุกไว้ ถ้าท่านไปรวมอีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รวม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ยังไม่ได้กู้ รวมอะไรต่ออะไรสารพัดจะซุกไว้ หนี้สาธารณะ เกือบ ๑๐ ล้านล้านบาทนะครับขณะนี้ ลูกหลานเรานะครับต้องใช้ในวันข้างหน้า นี่คือเราทำ งบประมาณหลอกกันในสภาตลอดเวลา และถือว่านั่นคือการหลอกลวงประชาชนด้วย ซึ่งอันนี้ ไม่ควรพึงบังเกิด และวิญญาณอาจารย์บุญชูนอนตายตาไม่หลับหรอกครับ บุญชู โรจนเสถียร ไม่เคยเป็นนักเรียนนอก จบธรรมศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จบประกาศนียบัตร วิชาการบัญชีที่เท่ากับชั้นปริญญาโท แต่ท่านเป็นคนที่คุณชิน โสภณพนิช สั่งไว้ว่าตราบใดที่มี แบงก์กรุงเทพต้องไม่ทิ้งนายบุญชู โรจนเสถียร จนท่านตายไป ท่านฝากแผ่นดินกับผมไว้เยี่ยงนี้ ท่านรู้ว่าต่อไปนี้จะมีนักการเมืองฉิบหายที่เอาประเทศชาติไปหาเสียง ไปเล่นกันโดยไม่คำนึงถึง อนาคตของบุตรหลานและประเทศชาติข้างหน้า ท่านประธานครับ เวลาที่ผมใช้ไปทั้งหมด คิดว่ามันมีอะไรอีกหลายอย่าง งบประมาณเราต้องพิจารณา ๒ อย่าง ๑. งบรายรับ ๒. งบรายจ่าย งบรายรับเรามีไม่กี่ทาง ๑. ภาษี ๒. รายได้รัฐวิสาหกิจหรือรัฐพาณิชย์ ๓. เงินบริจาคนิดหน่อย รวมแล้วไม่มาก แต่ว่าระยะหลังเราเอารายได้จากเงินกู้ครับ เงินกู้ใครก็ตามที่เอาเงินกู้ ไปใช้จ่ายเราต้องคำนึงถึงว่าค่าใช้จ่ายอย่างนี้มันสมควรสมประโยชน์กับที่เราไปกู้มาหรือเปล่า วันนี้ประเทศไทยถ้าเราดูว่าอย่างเรามีหนี้สาธารณะเท่าไร เรามีงบลงทุนเท่าไร และเราขาดดุล เท่าไร ท่านประธานครับ เรากำลังต้องใช้เงินกู้จ่ายเงินเดือนครับ และเราจะปล่อยให้ประเทศไทย เป็นอย่างนั้นไปหรือครับ นี่คือเรื่องน่ากลัวที่กระผมจะขออนุญาตว่าเมื่อมีโอกาสพูดในสภา อีกสักครั้งหนึ่งผมก็จะพูดไว้เช่นนี้ ท่านประธานที่เคารพ ปัญหาบ้านเมืองมันเยอะครับ ปัญหา สาธารณสุข ปัญหาสังคม ปัญหาการศึกษา สารพัด มันไม่ใช่อยู่ที่เรื่องคมนาคม มันไม่ใช่อยู่ที่ รถไฟทางด่วนความเร็วสูงอะไรนั่นเพียงแค่อย่างเดียว ทำไมเราต้องเอาเปรียบครับ ประชาชน ๖๐ กว่าล้านคน เรามีคนได้ใช้รถไฟความเร็วสูงถึงล้านคนไหมครับ แต่ทำไมต้องผลักภาระ ภาษีให้แก่อีก ๖๐ ล้านคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรถไฟเหล่านี้เลย นี่คือความเห็นแก่ตัวของ นักการเมืองที่ท่านบุญชูเรียกว่าอ้ายพวกนักการเมืองฉิบหาย ท่านประธานครับ วันนี้เรามี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เราหวังว่าท่านจะเป็นหลัก เพราะท่านอยู่ในภาคเอกชนมาก่อน เคยดูแลครูบาอาจารย์ แต่ประทานโทษเถอะครับ ดูบทบาทของท่าน ท่านคนนี้ใช่ไหมครับ ในขณะที่คดีซุกหุ้น ขณะที่ท่านเป็นกรรมการตลาดหลักทรัพย์ คดีซุกหุ้น คดีทุจริต คดีบิดเบือน ในตลาดหลักทรัพย์ ท่านคนนี้เป็นคนบอกว่าเป็นเรื่องติ๊กผิด และจากติ๊กผิดวันนี้กลายเป็นไว้ลาย จากไว้ลายกลายเป็นพิมพ์ผิด ท่านประธานครับ สภาเราเป็นที่ที่บ่อเกิดของความทุจริต คอร์รัปชันทุกประการอย่างนั้นหรือครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ เฉพาะที่จำกัดเช่นนี้ครับ ท่านประธาน เวลาที่เหลือก็กรุณาให้ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้ใช้ต่อไปจากนี้ครับ ผมขอกราบเรียนสุดท้ายว่าตั้งแต่เช้าตื่นนอนขึ้นมาผมตั้งปณิธานว่าจงเตือนเขา แต่อย่าด่าเขา อะไรที่ผมพูดผมเตือนนะครับ ผมไม่ได้ด่าใคร และในขณะเดียวกันปณิธานที่ผมตั้งไว้ทั้งหมด เพื่อสภาในวันนี้ ผมคิดว่าผมสูงอายุเกินกว่าที่จะไปก่อศัตรูอะไรกับใคร เพราะไม่เหลือเวลา ที่จะให้ผมทำอโหสิกรรมกับใครแล้ว แต่เรียนว่าเราพูดกันว่ากู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเท่ากับงบประมาณแผ่นดิน ๑ ปี ไม่ใช่ครับ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เป็นงบลงทุน งบลงทุนเรามีเพียงแค่ปีละ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทคืองบประมาณแผ่นดิน ๕ ปีครับท่านประธาน เรากำลงจะเอาไปผลาญเพื่อเตรียมทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อนสมาชิกที่มีหน้าที่มาทำหน้าที่ นิติบัญญัติแทนประชาชนท่านต้องตอบโจทย์แผ่นดิน ต้องตอบโจทย์ประชาชน ไม่ใช่ตอบโจทย์ อ้ายฉิบหายที่กำลังจะเตรียมกินบ้านกินเมืองครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านรัฐมนตรีครับ

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดมหาสารคาม ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมขออนุญาต ท่านประธานได้ใช้เวลาไม่นานนักเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจ เพราะเมื่อเช้าได้มีสมาชิก ผู้ทรงเกียรติจากจังหวัดตรังได้พูดเรื่องเกี่ยวกับยางพารา ผมก็จำเป็นที่ต้องชี้แจงในฐานะ รัฐมนตรีที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องยางพารา ผมต้องเรียนอย่างนี้นะครับว่าเกี่ยวกับ งานอาเซียน รับเบอร์ เดย์ที่จังหวัดภูเก็ต เป็นการดำเนินงานของสำนักงานกองทุนสงเคราะห์ การทำสวนยางร่วมกับสมาคมยางพาราไทยซึ่งเป็นภาคเอกชน แล้วก็สมาคมน้ำยางข้นไทย ซึ่งก็เป็นภาคเอกชนในการร่วมมือกัน แล้วในงานก็ได้มีการเซ็นสัญญาซื้อขายกันทั้งหมด ๘๐๐,๐๐๐ ตัน ก็เป็นเรื่องของเอกชนที่เขาซื้อขายกัน โดยผู้ซื้อรายใหญ่ก็มาจากรับเบอร์วัลเลย์ เมืองชิงเต่า ประเทศจีน แล้วก็มีมาจากประเทศไต้หวัน แล้วก็เป็นรัฐวิสาหกิจของประเทศจีน อีกหลายแห่งในประเทศจีน ซึ่งเป็นเรื่องของเอกชน แต่ขณะเดียวกันที่บอกว่าโครงการ แทรกแซงราคายางพาราของรัฐบาลที่ใช้เงินไป ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ไม่เกี่ยวกันครับ เพราะว่า ยางพาราของรัฐบาลยังไม่ได้มีการขาย ยางพาราของรัฐบาลก็ยังมีอยู่ครบ ผมต้อง ทำความเข้าใจนะครับ เพราะว่าสมาชิกที่พูดอาจจะไม่รู้เรื่องหรือไม่ทราบเรื่องดีพอ ถึงเอาข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงมาชี้แจงมาอภิปรายในสภา แล้วผมก็เรียนด้วยครับว่า คนที่จะมาพูดเรื่องความโปร่งใสก็ควรจะเป็นคนที่ตัวเองจะต้องมีความโปร่งใส เพราะสมาชิก ท่านนี้ท่านประธานครับ เคยมาขอทาง สกย. ให้ไปดูงานเรื่องยางพารา ระหว่างวันที่ ๑๐-๑๒ มีนาคม ที่ประเทศมาเลเซียและประเทศสิงคโปร์ ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลย ไม่ได้เป็นบอร์ด สกย. แล้วก็ไม่ได้เป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. .... ก็มาขอเขาไป แล้วผมก็ต้องถือโอกาสนี้เรียนท่านประธานว่าไปก็ไปแค่ครึ่งทาง ดูงานยังไม่ทันเสร็จ ก็หนี อย่างนี้เขาเรียกว่าฉ้อราษฎร์หรือบังหลวงหรือเปล่าครับ และขณะเดียวกันผมก็อยากจะ ขอฝากด้วยนะครับว่าถ้าท่านอยากจะตรวจสอบ ช่วยตรวจสอบโครงการไทยเข้มแข็งครุภัณฑ์ อาชีวศึกษา แล้วก็สร้างโรงพัก ๔๙๖ แห่ง ช่วยตรวจสอบด้วย แล้วเรื่องยางพารา ผมก็ท้า ให้ท่านตรวจสอบด้วย แล้วมีหลักฐานเอามาเลย แล้วผมก็เรียนว่าสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลก็เคยมีการทำโครงการยางพารามา ๕ ระยะด้วยกันแล้วก็ขาดทุนไป ๑๙,๘๐๐ ล้านบาท ซึ่งเมื่อวานก็ได้มีการอภิปรายแล้วเอาหลักฐานมาแสดงกันไปแล้ว แล้วก็ต้องเรียนย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ราคายางพาราในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ราคาแพงกว่าสมัยรัฐบาลชวนมากครับ ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมบูรณ์ ใช้สิทธิพาดพิงหรือครับ ท่านสมบูรณ์ครับ ท่านใช้สิทธิพาดพิงหรือครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ตรัง

ครับ ท่านประธานครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญเอาเฉพาะที่ท่านเสียหายนะครับ พาดพิงอะไรผมฟังอยู่

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ที่ผมต้องขึ้นชี้แจง โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีที่ตอบเรื่องยางพารา ท่านประธานก็คงทราบว่า เรื่องการกำหนดว่ายางพารา ๑๒๐ บาทต่อกิโลกรัม ไม่ใช่ชาวบ้านเขาประกาศนะครับ รัฐบาลท่านครับประกาศว่าจะซื้อยางพาราในราคา ๑๒๐ บาท แต่ผลปรากฏว่าท่านเอา เงินภาษีของพี่น้องประชาชนมาหลายหมื่นล้านบาทครับ แต่ผลปรากฏว่าทำไม่ได้ ผมก็สอบถามท่านว่าวันนี้ยางพารามันยังอยู่ในโกดังครับ ๒๑๑,๐๐๐ ตัน ผมรู้ครับ ถามว่า ผมไปรู้ได้อย่างไร ผมก็เลยเรียนว่าวันนี้ท่านรัฐบาล

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสมบูรณ์ครับ ด้วยความเคารพท่านเอาเฉพาะประเด็นที่ท่านเสียหาย อภิปรายซ้ำไม่ได้ ท่านรู้ดีอยู่แล้ว

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ตรัง

ผมเสียหายไหมครับ บอกว่าผมไม่รู้ นี่เอกสาร ผมถามว่าผมเอาเอกสารจากใครครับ นี่ก็คือองค์การสวนยางเขาบอกแล้วว่า ยางพารายังอยู่ในโกดัง ผมเลยบอกว่ายางพาราอยู่ในโกดังมันจะเสื่อมสภาพและท่านไม่ต้อง โม้ว่าตอนนี้ขายได้ ๘๐๐,๐๐๐ ตัน ท่านขายโครงการยางพาราของเราและทำราคายางพารา ให้ขึ้นสัก ๑๐๐ บาทก็พอแล้ว แล้วผมก็พูดว่าวันยางพาราซึ่งท่านประกาศเองเอาเงินของบอร์ด ไป ๕๐-๖๐ ล้านบาทไปทำอะไร ท่านก็บอกว่าเราจะไปสร้างเมืองยางพารา เราจะไปลาดยาง ด้วยน้ำยางพาราผสมแอสฟัลท์ (Asphalt) ทำแล้วหรือยัง ท่านบอกท่านขายยางพาราได้ ๘๐๐,๐๐๐ ตัน ท่านโม้อย่างเดียว แล้ววันนี้

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านเอาเฉพาะ ประเด็นท่านเสียหาย เรื่องโม้เดี๋ยวก็จะตอบโต้กันอีกเวลามันจะหมด เวลามันดีแล้วครับ ตั้งแต่วันนี้ทั้งวัน

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ตรัง

ท่านประธานเคยอ่านข่าวไหมครับ ท่านประธานมีสวนยางพารา แต่ผมบอกให้ฟังว่าวันที่ ๑๐ เขาประชุมที่จังหวัดภูเก็ต วันที่ ๑๑ รัฐมนตรีแถลงข่าวเลยว่าวันนี้ขายยางพาราได้ ๘๐๐,๐๐๐ ตัน ไหนล่ะครับ สุดท้าย มาบอกว่าเอกชนเขาขายกันเอง เราอุตส่าห์ดีใจว่ารัฐบาลกำลังขายยางพาราที่แทรกแซงไว้ ราคายางพาราจะได้ขึ้น วันนี้ขึ้นที่ไหนครับ แล้วเงิน ๕๐-๖๐ ล้านบาทเอาไปใช้ทำอะไร ละเลงกันเลยครับ ผมเรียนนะครับว่าบอร์ด สกย. เขาเกรงใจรัฐมนตรีเพราะรัฐมนตรี ไปทุบโต๊ะว่าต้องเอาสตางค์มาให้ได้ แล้วเรื่องที่ผมไปดูงานที่ต่างประเทศ เนื่องจาก ผมเป็นคนแปรญัตติในร่าง พ.ร.บ. เขาก็เชิญให้ผมไป แต่ท่านรัฐมนตรีพาใครไปบ้างก็ไม่รู้ ดูให้ดี สตง. ควรจะไปตรวจ ป.ป.ช. ควรจะไปตรวจครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

พอแล้วครับ ไม่ตอบโต้กันแล้วครับ ท่านชินวรณ์ท่านไม่ได้เสียหาย ท่านไปด้วยหรือครับ ท่านชินวรณ์ท่านไม่ได้ไปด้วยกระมังครับ เชิญครับ เอาประเด็นที่ท่านเสียหายนะครับ ไม่อย่างนั้นไม่อนุญาตจะไม่ทันเวลาตามที่ตกลงครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ นครศรีธรรมราช

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีประเด็น ที่รัฐมนตรีได้พูดถึงว่าสมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลได้มีการแทรกแซงยางพารา แล้วมีการขาดทุนไป ๕ สมัย ผมอยากจะกราบเรียนเพื่อให้ท่านรัฐมนตรีได้เข้าใจ อีกครั้งหนึ่งนะครับว่าในการเข้าไปแทรกแซงหรือเข้าไปจำนำ มันเป็นการเข้าไปเพื่อสนับสนุน ราคาสินค้าการเกษตรเพื่อยกระดับราคาให้สูงขึ้น แต่ในสมัยพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ผมได้เรียนตัวเลขไปแล้วเมื่อวานนี้ว่าถึงแม้ว่าจะมีการขาดทุนที่ท่านใช้คำว่าขาดทุน คือความจริงไปสนับสนุนราคาเพื่อยกระดับราคาให้สูงขึ้นจากกิโลกรัมละ ๑๗ บาท ขึ้นมาถึง กิโลกรัมละ ๔๐ บาท พี่น้องประชาชนได้ผลประโยชน์จากราคายางพาราที่สูงขึ้น ๓๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในสมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้เข้าไปดำเนินการ ในโครงการแทรกแซงใช้งบประมาณไป ๘,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าราคายางพาราขึ้นมาถึง กิโลกรัมละ ๑๗๐ บาท ท่านรัฐมนตรีจำได้ไหม ๑๗๐ บาท เงินรายได้จากการขายยางพารา ในปีนั้นได้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ที่พี่น้องเกษตรกรได้รับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านชินวรณ์ครับ เอาประเด็นที่ท่านเสียหาย ประเด็นนี้เมื่อวานท่านอาคมชี้แจงได้ชัดเจนแล้วผมนั่งฟังอยู่ครับ ท่านต้องสรุปเลยครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ นครศรีธรรมราช

จะสรุปแล้วครับ แต่ว่า รัฐบาลนี้ทำโครงการแทรกแซงใช้เงินไปทั้งหมด ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท จากราคายางพารา กิโลกรัมละ ๑๒๐ บาท ที่รัฐบาลประกาศราคาเป้าหมายนำ วันนี้เหลือกิโลกรัมละ ๗๐ กว่าบาท นี่คือเกษตรกรไม่ได้รับผลประโยชน์ และผมเสนอแนะว่าต้องไปปรับปรุง โครงการแทรกแซง ต้องไปดำเนินการในเรื่อง ๓ ประเทศหลักที่ท่านพูดถึง บริษัทร่วมทุน ยางพารา แต่ท่านไม่ตอบ ต้องไปดำเนินการในการส่งเสริมให้พ่อค้าได้มีการแข่งขันโดยเสรี ประเด็นที่เสียหายประเด็นสำคัญก็คือว่าท่านจะพูดท้าอยู่เสมอว่ามี ป.ป.ช. มาสอบ หรือมีการทุจริตในโครงการต่าง ๆ มีการทุจริตในโครงการต่าง ๆ ก็มีการตรวจสอบครับ ผมเองเป็นคนส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ให้มีการตรวจสอบในรายการของกระทรวงศึกษาธิการ และวันนี้ดีเอสไอก็ไม่ได้ตั้งข้อกล่าวหาผม และผมยืนยันว่ารัฐมนตรียุทธพงศ์ท่านไม่ต้องท้าว่า ของท่านยังไม่มี ป.ป.ช. ตรวจสอบ เริ่มจากอีเวนท์ที่ท่านไปจัดที่จังหวัดภูเก็ต วันนี้ท่านเบิกเงิน ได้หรือยัง ๕๐ ล้านบาท วันไหนท่านขายยางเดี๋ยว ป.ป.ช. จะเจอกับท่านนะครับ ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คืออย่างนี้ ทางฝั่งซีกฝ่ายค้านเหลืออีก ๕ นาที ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรจะใช้เวลาไหมครับ เชิญครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ที่จริงแล้ว กราบเรียนท่านประธานไว้ตั้งแต่เมื่อวานนี้ว่า ช่วงที่ท่านนายกรัฐมนตรีเข้ามาในห้องประชุม เป็นช่วงที่ผมออกไปพบกับผู้ชุมนุมซึ่งผมจำเป็นต้องออกไปตอนนั้น เพราะว่ากราบเรียน ท่านประธานนะครับ ห้องผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนี่ไม่ทราบโชคดีหรือโชคร้ายนะครับ ใครมาชุมนุมเราจะได้ยินเสียงเขาพูดชัดเจนเลยครับ เครื่องกระจายเสียงของเขานี่ลำโพง จะหันเข้ามาที่ห้องผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แล้วผมก็ได้ยินว่าจะมีการเอาผู้ชุมนุม เข้ามาถ้าหากว่าคนนั้นคนนี้ไม่ออกไปพบ ผมก็ด้วยความเป็นห่วง จริง ๆ ก็ทราบว่า พี่น้องก็คงไม่ได้ทำอย่างนั้นหรอกครับ แต่ก็ด้วยความเป็นห่วงไม่อยากให้เกิดความรู้สึก แล้วก็มีเพื่อน ส.ส. หลายคนทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลไป แต่เขารอตัวแทนรัฐบาล เดิมจะนัด กับผมช่วงบ่าย แต่ผมดูแล้วคงจะเป็นเรื่องยากนะครับ ผมก็เลยเดินออกไป ก็เป็นช่วงที่ ท่านนายกรัฐมนตรีเข้ามาพอดี แล้วก็กล่าวว่าผมไม่อยู่ที่นี่ เสียดาย และผมก็กราบเรียน ท่านประธานว่าผมก็จะขอแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่ท่านพูด แล้วก็คิดว่าท่านจะกลับมานะครับ ผมก็รออยู่จนถึงตีหนึ่งเมื่อวานนี้ ปรากฏว่าท่านไม่กลับมาแล้วก็ทราบว่าวันนี้ท่านเดินทาง ไปต่างประเทศ ฝ่ายค้านเหลือ ๕ นาทีครับ ผมก็จะขอทำความเข้าใจครับ ผมได้รับหนังสือ ที่รัฐบาลส่งมาให้ที่บอกว่าเป็นยุทธศาสตร์ประเทศ ผมเกรงว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะเข้าใจผิดนะครับ ผมอภิปรายวันนั้นผมไม่ได้บอกว่ารัฐบาลหรือท่านนายกรัฐมนตรีไม่มีเอกสารทำนองนี้ครับ ผมเพียงแต่บอกว่าที่อยู่ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มันไม่ได้สะท้อนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน และมันก็ ไม่ตรงกับยุทธศาสตร์ที่ประกาศไว้ ๔ ข้อ ตรงนี้ก็เป็น ๘ ด้าน บวกกับอีก ๑ ด้าน ก็ไม่เป็นไรครับ แต่ผมอยากจะกราบเรียนทำความเข้าใจกับหลาย ๆ เรื่องที่อาจจะทำให้เกิดความไขว้เขว เพราะว่าพาดพิงถึงรัฐบาลเก่าบ้างอะไรบ้าง ใช้เวลาสั้น ๆ ครับ

ข้อแรก พวกกระผมไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลประเมินว่าขณะนี้การขาดดุล ลดลง เพราะท่านกำลังกู้เงินนอกระบบงบประมาณ ๒,๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท พวกกระผม ไม่ได้บอกว่าการกู้เป็นสิ่งที่ผิด เราทราบดีว่าประเทศกำลังพัฒนากู้เงินได้ แต่เราไม่อยากให้ รัฐบาลประมาท แล้วเราคิดว่ารัฐบาลตั้งอยู่บนความประมาท ถ้ารัฐบาลจะดูเฉพาะการขาดดุล ในงบประมาณในการประเมินสถานะทางการคลัง ที่สำคัญเงินที่จะเอาไปใช้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งจะมีโอกาสพูดกันต่อไปมันก็ไม่ได้ไปทำอย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูด อย่างเช่นง่าย ๆ ที่บอกว่ากำลังทำเรื่องคอนเนคทิวิตี เพราะรถไฟซึ่งเคยจะไปเชื่อมที่จังหวัดหนองคาย ที่ชายแดนไทย-มาเลเซีย มันก็ไปหยุดอยู่แค่โคราชกับหัวหิน นี่ก็คือประเด็นที่กระผม อยากจะกราบเรียน ทีนี้ในประเด็นที่เกี่ยวข้องว่าในที่สุดแล้วขณะนี้เอายุทธศาสตร์ของท่านนี่ งบประมาณนี้ตอบโจทย์จริงหรือไม่ ผมก็ได้กราบเรียนครับ เพื่อนสมาชิกมาพูดเรื่องจำนำข้าว ผมสรุปสั้น ๆ ท่านรัฐมนตรีมาบอกที่บอกขาดทุนปิดบัญชี ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ มันเป็นเรื่องตั้ง ๑๗ โครงการ ไม่รู้กี่ปี ทำไมท่านไม่อ่านล่ะครับว่าแต่ละปีขาดทุนเท่าไร เอาทุกปีที่ไม่ใช่ ๒ ปีในรัฐบาลนี้มารวมกันครับ ผมรับรองได้ครับว่าไม่มีทางได้ครึ่งหนึ่ง หรือ ๑ ใน ๓ ของการขาดทุนที่กำลังเกิดขึ้น แล้วก็ไม่ใช่อย่างที่เพื่อนสมาชิกกำลังสร้าง ความเข้าใจนะครับว่า ไม่เป็นไรเราเป็นมหาอำนาจเพราะเรามีข้าวเก็บไว้ในสต็อก ไม่ใช่นะครับ พูดกันเมื่อเช้าด้วยซ้ำบอกว่ามีแผนกหาเงิน แผนกใช้เงิน ข้าวนี่เคยเป็นแผนกหาเงินของเรา รายได้จากตรงนี้กำลังลดลง และที่สำคัญผมก็ให้ตัวเลขท่านประธานดูว่าธนาคารแห่งประเทศไทย เขาบอกว่ากำลังซื้อรายได้จากภาคการเกษตร ๔ ไตรมาสที่ผ่านมาติดลบ ผมจึงกราบเรียนว่า ตรงนี้ครับที่รัฐบาลต้องทบทวน ต่อมาก็อยากจะกราบเรียนว่าในแง่ความเหลื่อมล้ำ ก็กลุ่มประชาชนที่มาเมื่อวานนี้อย่างไรครับ เขามาเรื่องโครงสร้างเกี่ยวกับเรื่องที่ดิน เรื่องสวัสดิการ เรื่องเงินออม ท่านก็ไม่จัดงบประมาณเหล่านี้ไว้เพื่อรองรับความท้าทาย ในอนาคต และผมก็ได้บอกครับว่าน้ำมันก็เก็บเพิ่ม ๑.๕๐ บาท ก๊าซก็กำลังจะเก็บขึ้นกิโลกรัมละ ๑๐ บาท เป็นการซ้ำเติมพี่น้องประชาชนแล้วหลายเรื่องครับ ท่านถึงเวลาแล้วที่จะต้องดูโครงสร้าง ไข่ไก่นี่ครับที่ท่านพยายามจะโยนบาปว่าเป็นการเปิดนำเข้าเสรี ทำให้เกิดการขาดทุนตอนนี้ ต้องมาเอากำไร ตัวเลขรัฐบาลสับสนมากนะครับ ตอนนี้บอกไก่ล้นแต่ไข่ขาด บอกว่าต้นทุน อยู่ที่ ๒.๘๐ บาท แต่จริง ๆ แล้วเกษตรกรเพิ่งทำหนังสือมาถึงผมว่าต้นทุนอยู่ที่ ๒.๖๐ บาท วันที่มาขอเงิน ๑๓๑ ล้านบาท บอกว่าไข่ล้นตลาดมี ๓๖ ล้านฟองต่อวัน บริโภค ๓๒ ล้านฟอง เมื่อวานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แถลงบอกตอนนี้ที่ราคาขึ้นเพราะว่าไก่ไข่น้อยเหลือ ๓๒ ล้านฟอง ความจริง ๓๒ ล้านฟอง ก็ตรงกับความต้องการตอนที่แถลง ตอนที่มาขอเงิน ๑๓๑ ล้านบาท ผมจึงกราบเรียนว่าทั้งหลายทั้งปวงที่พวกเราทักท้วงเป็นเรื่องโครงสร้าง เงินวิจัยครับ ผมตรวจสอบไปอีกครั้งครับ ยืนครับ ผ่านระบบ ๖ส ๑ว งานวิจัยลดลง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าผมเข้าใจครับ มีคำมั่นสัญญาทางการเมือง อะไรก็แล้วแต่ แต่สุดท้ายขอให้คำนึงถึงความเป็นจริง อนาคต โครงสร้าง

สุดท้ายครับท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีพยายามมายืนยันว่า ที่ทำมาทั้งหมดนี่ขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศดีขึ้นแล้วผมกราบเรียนครับ ตัวเลข ขีดความสามารถการแข่งขันที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูดทุกด้านไม่มีด้านใดเลยอยู่ในอันดับ ที่ดีกว่าปี ๒๕๕๓ ผมจบตรงนี้ละครับ ศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยท่านบอกขึ้นมาที่ ๒๗ ปี ๒๕๕๓ อยู่ที่ ๒๖ ด้านเศรษฐกิจปีนี้อยู่ที่อันดับ ๙ ปี ๒๕๕๓ อยู่อันดับ ๖ เสถียรภาพรัฐบาล ปีนี้ ๒๒ ปี ๒๕๕๓ อยู่ดันดับที่ ๑๘ ด้านธุรกิจปีนี้ลำดับที่ ๒๘ ปี ๒๕๕๓ อยู่ลำดับที่ ๒๓ โครงสร้างพื้นฐานปีนี้ ๔๘ ปี ๒๕๕๓ อยู่ที่ ๔๖ ครับ เพราะฉะนั้นท่านอ้างตัวเลขนี้ คงไม่ใช่คำยืนยันว่าทิศทางมาถูกละครับ ยังกลับไปไม่ถึงเมื่อปี ๒๕๕๓ เลย ผมกราบเรียน ฝากความห่วงใยเหล่านี้ไว้ให้กับทุก ๆ ท่านครับ แล้วก็ยืนยันว่าพวกเราไม่สามารถรับหลักการ ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คณะรัฐมนตรีจะอภิปรายสรุปอีกครั้งไหมครับ

นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จริง ๆ แล้วอยากจะเรียนท่านประธานว่าในตลอด ๒ วันเศษที่ผ่านมาก็มีการให้เหตุผลแล้วก็ มุมมองที่แตกต่างกัน แล้วก็เรื่องของการบริหารจัดการเรื่องเวลานะครับ จะมีส่วน ครม. ที่จะพูดอีกหลาย ท่านแต่เราได้ตกลงกันแล้วว่าจะเหลือกับผม ท่านรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และใช้เวลาให้สั้นที่สุดเพื่อที่จะเหลือเวลาไว้สำหรับ การลงมติก่อนที่จะเปิดโอกาสให้มีการประชุมวุฒิสภาในเวลา ๑๔.๐๐ นาฬิกา ซึ่งจริง ๆ แล้ว เวลาในส่วนของรัฐบาลหรือ ครม. นี้ยังเหลืออีกพอสมควรนะครับ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับ ในส่วนของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี คงจะทราบว่าท่านมีภารกิจเมื่อวานตอนช่วงค่ำ ท่านก็รับท่านนายกรัฐมนตรีจากประเทศอินเดีย แล้ววันนี้ท่านก็อยู่ที่ประเทศศรีลังกา ก็อยากจะเรียนว่าท่านให้ความสำคัญกับการดำเนินการพิจารณาของสภา แต่เนื่องจาก การนัดหมายกับแขกต่างประเทศบางครั้งเราก็ต้องให้สอดคล้องกับเวลาของต่างประเทศด้วยนะครับ อย่างไรก็ตามผมอยากจะเรียนในส่วนที่ผมเกี่ยวข้องในเรื่องของงบประมาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือในส่วนของสำนักงบประมาณ และก็คงจะต้องไปทำหน้าที่ในฐานะเป็นกรรมาธิการในชั้น การพิจารณาวาระที่สองด้วย การอภิปราย ๒ วันที่ผ่านมาผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า คงจะมีประเด็นทั้งหลักการและรายละเอียด ในหลักการที่ผมอยากจะใช้เวลาสั้น ๆ ตรงนี้ก็คือว่าการมองเรื่องของการจัดทำงบประมาณปีนี้ที่แตกต่างกันระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วยจะมีเรื่องใหญ่ ๆ ก็คือเรื่องของยุทธศาสตร์ ผมคิดว่าเรื่องนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรี อาจจะเป็นผู้ชี้แจงต่อไป แต่เรื่องที่ผมอยากจะเรียนเรื่องหลักการของการจัดทำงบประมาณ มุมมองหนึ่งซึ่งหลายคนอภิปรายว่างบประมาณที่รัฐบาลจัดให้ปีนี้น้อยลง บางเรื่องเปรียบเทียบว่า การจัดงบประมาณปีที่แล้วและปีนี้ทำไมน้อยลงไป ถ้าพูดโดยไม่ดูรายละเอียดผมคิดว่า อาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ เพราะว่างบประมาณในแต่ละปีจะต้องเป็นไปตามภารกิจ ที่เป็นหน้าที่ของหน่วยงานเป็นสำคัญแล้วก็เป็นงานที่เกิดขึ้นในแต่ละปีด้วย ยกตัวอย่างเช่นในปีที่แล้วหน่วยงานที่งบประมาณมาก แล้วปีนี้อาจหายไปเลยประมาณ ๑๐๐ ล้านบาท ๒๐๐ ล้านบาท หรือ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่าเราจะบอกว่ารัฐบาล จัดงบประมาณให้น้อยลงอย่างนั้นพูดได้แต่ตัวเลขครับ แต่ถ้าไปดูแล้วรายละเอียดต้องถามว่า ที่น้อยลงนั้นเพราะอะไร เพราะภารกิจในปีที่ผ่านมามันจบเสร็จสิ้นแล้วใช่หรือไม่ ผมยกตัวอย่างในเรื่องของการจัดงบประมาณให้กับ ธ.ก.ส. เพื่อไปดำเนินการเกี่ยวกับ เรื่องการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมให้กับชาวนา เมื่อเสร็จสิ้นไปแล้วงบประมาณในปีนี้ ก็ไม่จัดให้ แต่ถ้าเราไม่ดูในรายละเอียดเราบอกว่าจัดให้เกษตรกรน้อยลง อย่างนี้ก็ทำให้เกิด ความเข้าใจผิดได้ เพราะฉะนั้นจึงมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาดูแทนเรา วาระที่หนึ่งที่เรากำลังพิจารณาอยู่ขณะนี้ผมคิดว่าเขาเรียกว่าวาระรับหลักการ แน่นอน อาจจะมีรายละเอียดด้วย แต่ว่าเราไม่สามารถดูได้ทั้งหมดหรอกครับ เราจะต้องไปพูดกัน ในชั้นกรรมาธิการวิสามัญอีกเป็นเวลา ๕-๖ สัปดาห์ ๒๐๐-๓๐๐ ชั่วโมง กรรมาธิการ ๕๐-๖๐ ท่านจะต้องไปดูในรายละเอียด ผมอยากจะเรียนนะครับว่ารัฐบาลนี้ตั้งงบประมาณ ไม่ได้มีการแก้กฎหมายที่จะเสนองบประมาณเป็นพิเศษอย่างใดทั้งสิ้น กติกาในการที่กำหนดไว้ ตามกฎหมาย ไม่ว่ากฎหมายวิธีพิจารณาการงบประมาณ หรือกฎหมายรัฐธรรมนูญ รัฐบาลนี้แก้ไม่ได้ครับ และอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าข้าราชการไม่ได้เปลี่ยนนะครับ รัฐบาลนี้ ไม่ได้เปลี่ยนข้าราชการทั้งหมด ข้าราชการบางส่วนผมเชื่อว่ายังเป็นคนที่รัฐบาลที่แล้วตั้งไว้ ด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นรัฐบาลนี้ไม่สามารถไปหมกเม็ด ปิดบัง เบียดบัง อย่างที่หลายท่าน บอกว่ารัฐบาลนี้เบียดบังเอางบประมาณในส่วนอื่นเอาไปใส่ในงบประมาณของรัฐบาล ทำไม่ได้แน่นอนครับ ทำไม่ได้ประการที่ ๑ คือเราต้องทำตามกฎหมาย แล้วหลักฐาน ในการทำงบประมาณมันทิ้งไว้เป็นเอกสารครับ ไปทำอย่างอื่นผมคิดว่าอาจจะมี ทางหลบเลี่ยงได้ แต่ไปทำเอกสารงบประมาณตัวเลขมันลบไม่ได้นะครับ ขึ้นโรงขึ้นศาล ผมเชื่อมั่นว่าเอกสารยังอยู่ และการตรวจสอบนี่นะครับ วันนี้เราพูดกันการตรวจสอบชั้นแรก ตรวจสอบการตั้งงบประมาณ การใช้งบประมาณยังมีการตรวจสอบอีกหลายขั้นตอน ขั้นตอนตามมาวันที่คณะกรรมาธิการพิจารณาจะดูในเรื่องของความคุ้มค่าในเรื่องของราคา แล้วสุดท้ายเวลาใช้ต้องไปดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง เราพูดกันบอกว่าตั้งงบประมาณเกินไป ๒,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าไม่เห็นก็จะสามารถได้รับงบประมาณไป ไม่มีใครได้ไปหรอกครับ มันยังเพียงเป็นตัวเลขในเอกสารตอนชั้นที่มีการประมูลจัดซื้อจัดจ้างนั่นละครับ แล้วคนประมูล จัดซื้อจัดจ้างท่านก็พูดเองนี่ครับว่า ป.ป.ช. จะตามไปดู กระบวนการตรวจสอบยังมีอยู่ ในขั้นตอนนั้น ส่วนในเรื่องที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชน มีเรื่องหนึ่ง ประทานโทษ เพราะว่ายังไม่มีใครได้ตอบท่านประธานชัยเลยนะครับ เดี๋ยวท่านจะทวงถามผมก็เลยจะตอบท่าน อาจจะไม่หมดทุกข้อนะครับ

ข้อ ๑ ซึ่งตรงกับผู้อภิปรายล่าสุดไปก็คือเรื่องของการพิจารณางบประมาณ ให้กับ ครม. นอกสถานที่

(นายชัย ชิดชอบ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านรัฐมนตรีครับ ท่านชัยประท้วงครับ เชิญครับ

นายชัย ชิดชอบ บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ คือกระผมไม่อยากจะให้ กินเวลา คือถ้าเอาประธานชัยมาอ้างเรื่อย ๆ มันไม่ค่อยดีครับ ผมว่าให้สรุปเพราะว่า เดี๋ยววุฒิสภาเขาจะมาประชุมแล้ว ทางรัฐบาลควรสรุปแล้วก็พิจารณาตามที่ท่านรัฐมนตรี ท่านพูดว่าไปพิจารณาในวาระที่สองในคณะกรรมาธิการ ฉะนั้นผมว่าพอได้แล้วครับ ผมอยากจะเสนอท่านประธานปิดการอภิปรายได้แล้วครับ

นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานครับ อย่างที่ผมเรียนว่าเราจะใช้เวลาแล้วก็ให้เสร็จสิ้นก่อนแน่นอน ก็เรียนว่า เรื่องของการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่มีผู้อภิปรายว่าจำนวน ๙ ครั้งใน ๒ ปีที่ผ่านมา ไปรับปากแล้วก็ไม่ได้รับงบประมาณผมว่าอาจจะทำให้พี่น้องประชาชนเข้าใจแล้วก็เกิด ความเสียหายได้ ผมเรียนอย่างนี้นะครับ คณะรัฐมนตรีไปประชุม ๙ ครั้ง มีการอนุมัติ กรอบวงเงินทั้งสิ้น ๑,๖๑๓ โครงการ เป็นเงินประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่า อนุมัติกรอบนี้ก็คือเวลาเราไปเจอความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเราไม่สามารถทำให้ได้ ทั้งหมด เพราะฉะนั้นก็ต้องมีการจัดลำดับความสำคัญ เมื่อจัดลำดับความสำคัญแล้ว ขณะนี้ มีการอนุมัติไปแล้ว ๓๐๒ โครงการ เป็นเงิน ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท และได้มีการอนุมัติจัดสรรเงินไปแล้ว ๒๘๕ โครงการ เป็นเงิน ๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ประมาณ ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์แล้วครับ ส่วนที่เหลือนั้นก็คือ อนุมัติในกรอบซึ่งจะต้องไปให้ส่วนราชการเขาไปตรวจสอบความถูกต้อง จึงอยากจะเรียน ยืนยันว่าไม่ได้ไปโกหก ไม่ได้ไปหลอกลวง งบประมาณจะจัดสรรไปตามที่ ครม. อนุมัติ อย่างแน่นอน ขอบพระคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านกิตติรัตน์เชิญครับ มีเวลาสัก ๕ นาที

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมจะขออนุญาตใช้เวลาเพียง ๒-๓ นาทีที่จะได้ใช้ โอกาสนี้ในนามของคณะรัฐบาลที่จะกราบขอบพระคุณท่านประธานและท่านสมาชิก ที่ได้ใช้เวลาอันมีคุณค่าในการดำเนินการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ในชั้นรับหลักการเป็นการพิจารณาที่มีความหมายนะครับ ซึ่งจะได้มีโอกาสอภิปรายในวงกว้างโดยทั่วไป สำหรับงบประมาณในปีนี้ซึ่งมียอด งบประมาณรายจ่าย ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท โดยมีเป้าหมายรายรับอยู่ที่ ๒.๒๗๕ ล้านล้านบาท การขาดดุลงบประมาณก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีจะมีระดับเพียง ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทซึ่งลดลง จากระดับประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แล้วก็การขาดดุลงบประมาณ ซึ่งเคยอยู่สูงใกล้เคียงร้อยละ ๒๐ ของยอดงบประมาณรวมนั้นในปีนี้การขาดดุลจะลงมาต่ำกว่า ร้อยละ ๑๐ ซึ่งทำให้เป็นที่มั่นใจได้ว่าจะมีการดำเนินการเพื่อวินัยการคลังอย่างเข้มแข็งนะครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าการจัดทำร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ดำเนินการให้เป็นไปตาม ยุทธศาสตร์ประเทศที่รัฐบาลได้กำหนดขึ้นเพื่อยกระดับมาตรฐานและการพัฒนาในระยะยาว ทุก ๆ ด้านของประเทศ สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาให้เกิด ผลการปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาเป็นการส่งเสริมการพัฒนา ระบบเศรษฐกิจให้มีการขยายตัว และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้มีมาตรฐานที่สูงขึ้นเพื่อกระจาย ผลประโยชน์สู่ประชาชนทั้งโดยตรงโดยอ้อมอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง สร้างความเข้มแข็ง ให้กับองค์กรต่าง ๆ ทุกภาคส่วน โดยมุ่งหวังให้เกิดความยั่งยืน และโดยเน้นการบูรณาการ ภารกิจระหว่างกระทรวง หน่วยงาน และพื้นที่เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรของประเทศ ได้อย่างคุ้มค่า ผมจึงกราบขอความกรุณาท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ได้โปรดให้ความกรุณารับหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ และผมเชื่อว่าความเห็น และข้อสังเกตต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกได้กรุณาอภิปรายในช่วง ๓ วันที่ผ่านมาจะได้ถูกนำไป พิจารณาในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งสภาแห่งนี้กำลังจะมอบหมายให้มีการพิจารณา อย่างรอบคอบต่อไป กระบวนการดังกล่าวก็จะช่วยให้การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ เป็นไปโดยความรอบคอบ รวมทั้ง เกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนตามที่ได้กำหนดไว้ทุกประการ ผมถือโอกาสนี้ที่จะกราบ ขอบพระคุณท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติอีกครั้งหนึ่ง กราบขอบพระคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมเข้าห้องประชุมเพื่อจะขอมติครับ ที่เข้ามาแล้ว เสียบบัตรแสดงตนด้วยนะครับ

(นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

ท่านที่เข้ามาแล้วเสียบบัตรแสดงตนขอตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ท่านสมาชิกที่อยู่ ตามตึกต่าง ๆ เชิญเข้าห้องประชุมเพื่อจะขอมตินะครับ ขอเชิญสมาชิกทุกท่านนั่งประจำที่ เสียบบัตรแสดงตน ขอตรวจสอบองค์ประชุม เจ้าหน้าที่ช่วยกันดูแลบัตรสมาชิกด้วยนะครับ ท่านที่นั่งประจำที่แล้วก็เสียบบัตรแสดงตน เลยนะครับ ท่านยืนอยู่ภายนอกเชิญเข้าห้องประชุมหาที่นั่งเสียบบัตรแสดงตนนะครับ ท่านเทพไทนั่งข้างหน้านี่ครับว่าง เชิญครับ เชิญนั่งประจำที่เสียบบัตรแสดงตนนะครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ส่งผลครับ ท่านใดยังไม่ได้เสียบบัตรแสดงตนครับ ถ้าเรียบร้อยส่งผลคะแนนนะครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๓๗๐ ท่านนะครับ

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ฉบับนี้หรือไม่ เชิญท่านสมาชิก ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ ท่านใดเห็นควรรับหลักการโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย นะครับ ท่านใดไม่เห็นควรรับหลักการโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านใดเห็นควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงคะแนนครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ยังมีท่านใด ยังไม่ได้ใช้สิทธิครับ ถ้าเรียบร้อยแล้วส่งผลนะครับ ส่งผลคะแนนด้วยครับ จำนวนผู้เข้า ประชุม ๔๗๘ ท่าน เห็นด้วย ๒๙๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๕๕ ท่าน งดออกเสียง ๒๗ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๔ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ครับ

ต่อไปเป็นการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณา ขอเชิญรัฐมนตรี กำหนดจำนวนสมาชิก กรรมาธิการจะมีกี่ท่านครับ

นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

กราบเรียน ประธานสภาที่เคารพ กระผม วราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขอเสนอ ๖๓ ท่านครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

๖๓ ท่าน เป็นคณะรัฐมนตรี ๑๕ ท่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๘ ท่าน เชิญเสนอรายชื่อ ของคณะรัฐมนตรีครับ ท่านวัชระมีอะไรครับ

นายวัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ตามที่ท่านประธานได้กล่าวว่าสัดส่วนของคณะรัฐมนตรีในปีนี้จะมีจำนวน ๑๕ ท่าน แต่ทว่า ในปีที่แล้วสัดส่วนของคณะรัฐมนตรีมี ๑๔ ท่าน ท่านประธานครับ เมื่อปีที่แล้วสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์มีทั้งสิ้น ๑๕๙ ท่าน ในปีนี้ ณ วันนี้มีจำนวน ๑๖๐ ท่าน ไม่รวมวันที่ ๑๖ มิถุนายนที่จะถึงนี้เป็น ๑๖๑ ท่านประธานครับ สัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ควรจะได้ กรรมาธิการ ๑๖ ท่านเท่าเทียมกับปีที่แล้วครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านวัชระครับ เขาตกลงกันแล้วท่านนั่งลงครับ เขาตกลงกันแล้ววิปคุยกันแล้วครับ ท่านนั่งลง เชิญท่านรัฐมนตรีเสนอสัดส่วนของรัฐมนตรีครับ เขาตกลงกันแล้วครับ วิปเขาคุยกันแล้วประชุมกันไปเรียบร้อยแล้วครับ ท่านวัชระพอแล้วครับ

นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสัดส่วนของคณะรัฐมนตรีที่จะเป็นกรรมาธิการวิสามัญมีดังต่อไปนี้ ๑. นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ๒. นายวราเทพ รัตนากร ๓. นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ๔. นายชลน่าน ศรีแก้ว ๕. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ๖. นายจาตุรนต์ ฉายแสง ๗. นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ ๘. นายอุดมเดช รัตนเสถียร ๙. นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ ๑๐.นายยุคล ลิ้มแหลมทอง ๑๑. นายพันธุ์ศักดิ์ เกตุวัตถา ๑๒. นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล ๑๓. นายวรวิทย์ จำปีรัตน์ ๑๔. นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ และ ๑๕. นายวีระยุทธ ปั้นน่วม ครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

พรรคเพื่อไทย เชิญครับ จำนวน ๒๕ ท่าน

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช ขอนแก่น

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดขอนแก่น ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช ๒๕๕๗ ในสัดส่วนของ พรรคเพื่อไทย จำนวน ๒๕ ท่าน ดังต่อไปนี้ ๑. นายอำนวย คลังผา ๒. นายสมชัย อัศวชัยโสภณ ๓. นางวราภรณ์ ตั้งภากรณ์ ๔. นายนิยม ช่างพินิจ ๕. นายก่อเกียรติ สิริยะเสถียร ๖. นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ๗. นายธานี ยี่สาร ๘. นางนันทนา สงฆ์ประชา ๙. นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ๑๐. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ๑๑. นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ๑๒. นายสงวน พงษ์มณี ๑๓. นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ ๑๔. นายอนันต์ ผลอำนวย ๑๕. ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช ๑๖. นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ ๑๗. นายสุทธิชัย จรูญเนตร ๑๘. ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย ๑๙. นางอนุรักษ์ บุญศล ๒๑. นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ๒๑. นายขจิตร ชัยนิคม ๒๒. นายไพจิต ศรีวรขาน ๒๓. นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ๒๔. นางบุญรื่น ศรีธเรศ ๒๕. นายวิทยา บุรณศิริ ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรองถูกต้องครับ เชิญสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ เชิญครับ

นายภิรพล ลาภาโรจน์กิจ สงขลา

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ภิรพล ลาภาโรจน์กิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอรายชื่อ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน ๑๕ ท่าน ๑. นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ๒. นายวิฑูรย์ นามบุตร ๓. นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ ๔. นายวัชระ เพชรทอง ๕. นายกนก วงษ์ตระหง่าน ๖. นางสาวบุณย์ธิดา สมชัย ๗. นายแพทย์เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ ๘. นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน ๙. พันตำรวจเอก นายแพทย์สามารถ ม่วงศิริ ๑๐. นายอรรถพร พลบุตร ๑๑. นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ๑๒. นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ๑๓. นายชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว ๑๔. นางสาวสุพัชรี ธรรมเพชร ๑๕. นายกูอาเซ็ม กูจินามิง ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรองถูกต้องครับ เชิญพรรคภูมิใจไทย จำนวน ๓ ท่านครับ

นายมนต์ไชย ชาติวัฒนศิริ บุรีรัมย์

ท่านประธานที่เคารพ กระผม มนต์ไชย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ขอเสนอกรรมาธิการ ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ๓ ท่าน ๑. นายชัย ชิดชอบ ๒. นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ๓. นางสาวเรวดี รัศมิทัต ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปพรรคชาติไทยพัฒนา จำนวน ๒ ท่าน เชิญครับ

นายภราดร ปริศนานันทกุล อ่างทอง

ท่านประธานที่เคารพ ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา ขอเสนอ รายชื่อกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา ๒ ท่าน คือ ๑. นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ๒. นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ขอผู้รับรองครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรองถูกต้องครับ เชิญพรรคชาติพัฒนา จำนวน ๑ ท่านครับ

นายวัชรพล โตมรศักดิ์ นครราชสีมา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายวัชรพล โตมรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคชาติพัฒนา ขอเสนอรายชื่อรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณประจำปี พุทธศักราช ๒๕๕๗ ในสัดส่วนของพรรคชาติพัฒนา จำนวน ๑ ท่านคือ นายประสาท ตันประเสริฐ ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรองถูกต้องครับ เชิญพรรคพลังชล ๑ ท่านครับ

นายพันธุ์ศักดิ์ เกตุวัตถา ชลบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายพันธุ์ศักดิ์ เกตุวัตถา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี เขต ๕ พรรคพลังชล ขอเสนอกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ในสัดส่วนของพรรคพลังชล คือนายสุชาติ ชมกลิ่น ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรองถูกต้องครับ ต่อไปพรรครักประเทศไทย พรรคมาตุภูมิ พรรครักษ์สันติ พรรคประชาธิปไตยใหม่ และพรรคมหาชน จำนวน ๑ ท่าน เชิญเสนอครับ

จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตำรวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ขอเสนอกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ในนามของพรรคมหาชน พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคมาตุภูมิ พรรครักประเทศไทย และพรรครักษ์สันติ ร้อยตำรวจเอก ดอกเตอร์ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ขอผู้รับรองครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรอง ถูกต้องครับ

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านบุญยอด มีอะไรครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมว่ามันแปลก ๆ นะครับท่านประธาน ผมประท้วงครับว่าขณะนี้เป็นการเสนอชื่อ ของพรรคเล็ก ๆ ที่รวมกันหลายพรรคแต่เสนอโดยสมาชิกพรรคเพื่อไทย นี่กรณีที่ ๑ นะครับ ท่านต้องพิจารณาให้ชัดเจนว่าเสนอแบบนี้ได้หรือไม่ กรณีที่ ๒ ครับท่านประธาน ที่ผ่านไปแล้ว พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อ ส.ส. นันทนา สงฆ์ประชา จากพรรคภูมิใจไทย เป็น ๑ ในจำนวน ๒๕ คนด้วย คำถามคือต่อไปนี้เป็นบรรทัดฐานใช่ไหมครับว่าพรรคไหนเสนอชื่อใคร พรรคอื่นก็ได้ แล้วจะนับจำนวนตามโควตาอย่างไรหรือสัดส่วนอย่างไร พรรคภูมิใจไทย เท่ากับได้ ๔ คนอย่างนั้นใช่ไหมครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านนั่งลง เดี๋ยวผมจะบอกให้ มีการตกลงเมื่อเช้าแล้วครับ มีการประชุมร่วมกันตกลงแล้วครับ เชิญท่านเลขาธิการอ่านรายชื่อเลยครับ มีการตกลง มีการคุยกัน ปรึกษาหารือ เชิญท่านเลขาธิการอ่านรายชื่อเลยครับ พรรคเล็กเขาคุยกัน เขาตกลงกันนี่ครับ เชิญท่านศุภชัย ท่านบุญยอดพอแล้วครับ

นายศุภชัย ใจสมุทร บัญชีรายชื่อ

กระผมขออนุญาต ท่านประธานครับ ผม ศุภชัย ใจสมุทร เพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าถ้าท่านประธานบอกว่าเป็นการประชุม ประชุม เรื่องพรรคเล็กใช่ไหมครับ ไม่เกี่ยวกับพรรคภูมิใจไทยนะครับ เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่ได้มี การประชุมด้วยเลยในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นก็คือท่านประธานต้องบันทึกไว้ในที่ประชุมว่า การประชุมที่ว่าไม่ใช่เรื่องกรณีของสมาชิกพรรคภูมิใจไทยที่ไปเป็นกรรมาธิการในส่วนของ รัฐบาล แต่เป็นเรื่องของพรรคเล็กก็ว่าไปนะครับ ให้ชัดเจน ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

พรรคเล็กครับ เชิญเลขาธิการอ่านครับ ก็ตกลงกันแล้วครับ เชิญเลยครับท่านเลขาธิการ ไม่เอาแล้ว ท่านบุญยอด เชิญท่านเลขาธิการอ่านรายชื่อ ผมไม่อนุญาตแล้วครับ ไม่เป็นไรครับ ผมรับผิดชอบ ฟ้องผมครับ เชิญเลขาธิการอ่านรายชื่อครับ

นายธงชัย ดุลยสุข ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร

รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ จำนวน ๖๓ ท่าน ประกอบด้วย ๑. นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ๒. นายวราเทพ รัตนากร ๓. นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย ๔. นายชลน่าน ศรีแก้ว ๕. นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ๖. นายจาตุรนต์ ฉายแสง ๗. นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ ๘. นายอุดมเดช รัตนเสถียร ๙. นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ ๑๐. นายยุคล ลิ้มแหลมทอง ๑๑. นายพันธุ์ศักดิ์ เกตุวัตถา ๑๒. นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล ๑๓. นายวรวิทย์ จำปีรัตน์ ๑๔. นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ๑๕. นายวีระยุทธ ปั้นน่วม ๑๖. นายอำนวย คลังผา ๑๗. นายสมชัย อัศวชัยโสภณ ๑๘. นางวราภรณ์ ตั้งภากรณ์ ๑๙. นายนิยม ช่างพินิจ ๒๐. นายก่อเกียรติ สิริยะเสถียร ๒๑. นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ๒๒. นายธานี ยี่สาร ๒๓. นางนันทนา สงฆ์ประชา ๒๔. นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ๒๕. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ๒๖. นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ๒๗. นายสงวน พงษ์มณี ๒๘. นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์ ๒๙. นายอนันต์ ผลอำนวย ๓๐. ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช ๓๑. นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ ๓๒. นายสุทธิชัย จรูญเนตร ๓๓. ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย ๓๔. นางอนุรักษ์ บุญศล ๓๕. นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ๓๖. นายขจิตร ชัยนิคม ๓๗. นายไพจิต ศรีวรขาน ๓๘. นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ๓๙. นางบุญรื่น ศรีธเรศ ๔๐. นายวิทยา บุรณศิริ ๔๑. นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ๔๒. นายวิฑูรย์ นามบุตร ๔๓. นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ ๔๔. นายวัชระ เพชรทอง ๔๕. นายกนก วงษ์ตระหง่าน ๔๖. นางสาวบุณย์ธิดา สมชัย ๔๗. นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ ๔๘. นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน ๔๙. พันตำรวจเอก สามารถ ม่วงศิริ ๕๐. นายอรรถพร พลบุตร ๕๑. นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ๕๒. นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ๕๓. นายชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว ๕๔. นางสาวสุพัชรี ธรรมเพชร ๕๕. นายกูอาเซ็ม กูจินามิง ๕๖. นายชัย ชิดชอบ ๕๗. นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ๕๘. นางสาวเรวดี รัศมิทัต ๕๙. นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ๖๐. นายเกื้อกูล ด่านชัยวิจิตร ๖๑. นายประสาท ตันประเสริฐ ๖๒. นายสุชาติ ชมกลิ่น และ ๖๓. ร้อยตำรวจเอก ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ระยะเวลาการแปรญัตติครับ เชิญเสนอครับ

(นางสาวรังสิมา รอดรัศมี ได้ยืนและยกมือขึ้น)

เชิญครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมุทรสงคราม

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ก่อนที่จะเป็นคิวต่อไป ดิฉันขอประท้วงท่านประธานก่อนนะคะ ตามข้อบังคับ ข้อ ๘ การปฏิบัติหน้าที่ของท่านประธาน เมื่อสักครู่ท่านประธาน ดิฉันอยู่ ข้างนอกดิฉันวิ่งมา ท่านประธานบอกว่าตกลงกันแล้วครับ ๆ ประชาชนโทรศัพท์มาถามดิฉัน ว่าท่านไปตกลงอะไรกับใคร ที่ไหน อย่างไร แล้วท่านรู้อยู่คนเดียวแต่คนอื่นไม่รู้ ดิฉันถาม ทุกท่านเลยว่าท่านวิทยาท่านรู้ไหม ไม่รู้ อาจารย์ประกอบรู้ไหม ไม่รู้ เพราะฉะนั้นท่านต้อง บอกกับประชาชนที่เขาดูการถ่ายทอดว่าท่านไปตกลงกับใคร อะไร อย่างไร และดิฉันก็ดูนะคะว่า ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๕ เกี่ยวกับสัดส่วนของกรรมาธิการ ท่านบอกว่าเดี๋ยวถ้า มีอะไรท่านจะรับผิดชอบเอง ถ้ามันผิดรัฐธรรมนูญนี่ท่านจะรับผิดชอบลาออกไหม ท่านต้อง ตอบด้วย เพราะว่าเมื่อสักครู่ดิฉันฟังท่านบุญยอดแล้ว

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านนั่งลง ผมจะบอกท่าน ท่านนั่งลง พอแล้วครับ คืออย่างนี้ ผมก็ถามแล้วว่าพรรคเล็กนี่ เขาไปประชุมกันมาแล้ว โดยเฉพาะพรรคเล็กที่ตกลงให้พรรคเพื่อไทยเสนอนี่เขาไปตกลงกัน มาแล้ว แล้วมาบอกผมอย่างนั้นไม่ใช่ผมไปประชุม ท่านก็ทราบครับ ผมมาทำหน้าที่ตั้งแต่ ๐๘.๓๐ นาฬิกาจนขณะนี้ครับ ผมได้รับทราบว่าเขาไปประชุมกันมาแล้วและตกลงให้ พรรคเพื่อไทยเสนอ ก็เป็นแค่นั้นเองครับ ไม่มีอะไรนี่ครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมุทรสงคราม

ท่านประธานคะ ดิฉัน นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ประเด็นที่ดิฉันถามนี่คือสัดส่วนของพรรคการเมือง อ้ายนั่นใครจะเสนอดิฉันไม่สนใจ เพราะพรรคเล็กเขาไม่ใส่ใจของเขาก็เรื่องของเขา แต่ดิฉันสนใจว่าเมื่อพรรคภูมิใจไทยไปอยู่ ในโควตาของพรรคเพื่อไทยมันได้หรือไม่ ท่านต้องตอบอันนี้ให้เป็นบรรทัดฐาน ไม่อย่างนั้น ต่อไปพรรคเพื่อไทยก็มาอยู่ในโควตาพรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาธิปัตย์ไปอยู่โควตา พรรคชาติไทย ก็มั่วไปหมดนะสิ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญนั่งครับ เชิญวิปรัฐบาลที่ไปประชุมมาว่าอย่างไร เชิญครับท่านปรีชาพล

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช ขอนแก่น

กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ในส่วนของโควตานี่นะครับ ท่านประธานครับ สภาเขาก็มีเรคอร์ด (Record) อยู่ว่าพรรคไหนมีจำนวนเท่าไร อย่างไร ก็หารออกมาเป็นคณิตศาสตร์ไม่ได้ยากอะไรเลยนะครับ ไม่น่าจะมีความสับสนใด ๆ ทั้งสิ้น ในส่วนของการเสนอชื่อนี่นะครับ มันก็มีการปฏิบัติมาโดยตลอดครับว่าจะเสนอชื่อ ส.ส. หรือแม้กระทั่งเสนอชื่อบุคคลภายนอกมาในสัดส่วนของพรรคใดก็ถือว่าเป็นอำนาจของ พรรคนั้นนะครับท่านประธาน ในสัดส่วนของพรรคนั้น ฉะนั้นถ้าพรรคเพื่อไทยจะเสนอ คุณนันทนาเข้ามาก็ไม่ได้ทำให้ผิดข้อบังคับแต่อย่างใดครับท่านประธาน ก็ขออนุญาต ให้ท่านประธานได้ดำเนินการต่อครับ มันเสียเวลาครับท่านประธาน

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ระยะเวลาในการแปรญัตติ

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช ขอนแก่น

การแปรญัตติขอเสนอ ๓๐ วัน ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มีผู้รับรองถูกต้อง เชิญครับ อีกท่านเดียวนะประเด็นอื่นนะครับ ประเด็นนี้ถือว่า ผมวินิจฉัยแล้ว

นายธนิตพล ไชยนันทน์ ตาก

ท่านประธานครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ ส.ส. จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ครับ ในนามของวิปฝ่ายค้านนะครับ กระผมขออนุญาต เรียนท่านประธานย้อนกลับไปนิดหนึ่งก่อนก็คือว่าในการตกลงเรื่องเวลาของการอภิปราย ในทุก ๆ นี่ครับ พรรคเล็กจะเป็นเวลาที่ถูกจัดมาเบียดอยู่ในเวลาของพรรคประชาธิปัตย์กับ พรรคฝ่ายค้าน สิ่งที่ผมอยากจะนำเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ มีประเด็นสั้น ๆ นิดเดียว คือวันนี้พรรคเพื่อไทยได้แสดงให้เห็นแล้วครับว่าพรรคเพื่อไทยได้เสนอรายชื่อของพรรคเล็ก และทางพรรคเล็กเองก็ไม่ได้คัดค้าน นั่นหมายถึงว่าวันนี้พรรคเล็กจะไปรวมอยู่กับ พรรครัฐบาลพวกผมไม่ติดใจหรอกครับจะรวมอยู่กับรัฐบาลก็ได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือ ในคราวหน้าการคำนวณเวลาของฝ่ายค้านนี่ไม่ควรนำพรรคเล็ก พรรคอื่นที่ไม่ได้แสดงตนว่า เป็นพรรคฝ่ายค้านนี่ครับมารวมกับเวลาการอภิปรายของพรรคประชาธิปัตย์ ประเด็นผมมีอยู่ เท่านี้ครับท่านประธาน ฝากบันทึกไว้ในรายงานการประชุมด้วยว่าวันหลังหากมีการที่จะ อภิปรายกันนี่ พรรคอื่น ๆ ที่ประสงค์จะยืนอยู่ฝั่งของรัฐบาล ก็ควรจะนับเวลาในการ อภิปรายของรัฐบาลครับ ขอบพระคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านปรีชาพลครับ

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช ขอนแก่น

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก จังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในส่วนของเวลาคุณนันทนานั้นก็หักจากทางรัฐบาล เพราะว่าเป็นคิวที่พวกเราให้เขา ถ้าท่านธนิตพลทางฝั่งโน้นคิดว่าจะมาคิดทางนี้ ไม่มีปัญหา ถ้าการอภิปรายต่อไปหารเฉลี่ยกันตามจำนวนสมาชิกเลยก็ได้ครับ เพราะปัจจุบันนี้ อย่างการอภิปรายครั้งนี้ท่านขอครึ่งหนึ่ง ทั้งที่ท่านมี ๒๐๐ พวกเรามี ๓๐๐ ฉะนั้นก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่าเรื่องนี้ไม่มีปัญหาครับถ้าจะหารตามจำนวน สมาชิกขอให้ประธานได้เร่งรัดดำเนินการด้วยครับ วุฒิสภากำลังรออยู่ครับท่านประธาน

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

นัดประชุมวันที่ ๓ มิถุนายน เวลา ๑๑.๐๐ นาฬิกา ห้องประชุมงบประมาณ ชั้น ๓ อาคาร ๓ ครับ เรื่องอะไรครับ กำหนดอะไรครับ ท่านจะแปรญัตติใช่ไหมครับ เชิญท่านบุณย์ธิดา ทีละท่าน ทั้งหมดไม่ได้

นางสาวบุณย์ธิดา สมชัย อุบลราชธานี

ท่านประธานที่เคารพคะ บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

นั่งก่อนนะครับ สมาชิกรัฐบาลนั่งก่อน

นางสาวบุณย์ธิดา สมชัย อุบลราชธานี

ท่านประธานคะ เมื่อสักครู่ที่ทาง ฝ่ายรัฐบาลเสนอระยะเวลาในการแปรญัตติเป็นทั้งหมดระยะเวลา ๓๐ วัน ทางพรรคฝ่ายค้านเอง เห็นว่าขณะนี้เรากำลังพิจารณาในร่างของพระราชบัญญัติงบประมาณของแผ่นดินทั้งหมดนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าระยะเวลา ๓๐ วันอาจจะไม่พอ และเนื่องด้วยสภาของเราจะเปิดอีก ครั้งหนึ่งในเดือนสิงหาคม เกรงว่าเพื่อน ๆ สมาชิกหลาย ๆ ท่านจะไม่สามารถส่งร่าง คำแปรญัตติได้ทันนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันขอเสนอระยะเวลา ๔๕ วัน ขอผู้รับรองด้วยค่ะ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ตกลงกัน ได้ไหมท่านปรีชาพล ลองคุยกันดูสิ

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช ขอนแก่น

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดขอนแก่น ๓๐ วัน ขออนุญาตยืนตามที่ได้ขอเสนอเมื่อสักครู่ครับ ท่านประธานครับ เหมาะสมแล้วครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

อย่างนั้น ต้องขอมตินะครับ เชิญท่านสมาชิกเสียบบัตรแสดงตน ท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้อง ขอกลับเข้าห้องประชุมครับ เสียบบัตรแสดงตนครับ

(นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

ท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมกลับเข้าห้องประชุมครับ เสียบบัตรแสดงตนด้วยนะครับ เดี๋ยวผมขอดำเนินการเรื่องนี้ก่อนนะครับ เอาทีละเรื่องสิครับ ท่านอย่าแทรกตลอดไม่ได้ ต้องให้โอกาสผมได้ทำงานด้วย ท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมกลับเข้าห้องประชุมครับ เสียบบัตรแสดงตนด้วยครับ ท่านที่มาแล้วนั่งประจำที่เสียบบัตรแสดงตนด้วยครับ กรุณานั่งประจำที่เสียบบัตรแสดงตนเรียบร้อยแล้วส่งผลให้ผมทราบด้วยครับ เดี๋ยวผม ขอดำเนินการเรื่องนี้ก่อนทีละเรื่อง มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๒๙๗ ท่าน

ท่านใดเห็นด้วยกับรัฐบาล ๓๐ วัน โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านใดเห็นด้วย กับฝ่ายค้าน ๔๕ วัน โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย เรียบร้อยส่งผลคะแนนครับ ผู้เข้าประชุม ๓๖๖ ท่าน เห็นด้วย ๒๘๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๗๙ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นด้วยให้มีการแปรญัตติ ๓๐ วัน

โปรดยืนขึ้นรับพระบรมราชโองการครับ

นายธงชัย ดุลยสุข ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร

“พระราชกฤษฎีกา

ปิดประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา

พ.ศ. ๒๕๕๖

(พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖

เป็นปีที่ ๖๘ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่ทรงพระราชดำริว่า ตามที่ได้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุม สมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๖ ตั้งแต่วันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ นั้น บัดนี้ สมควรจะปิดประชุมได้แล้ว

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๒๘ และมาตรา ๑๘๗ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาปิดประชุม สมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๖ ตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๖ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี”

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ปิดประชุมครับ ขอบคุณครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๔.๑๙ นาฬิกา