ประกอบ รัตนพันธ์ หารือเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยชี้ว่าควรใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ให้เงินไปใช้ในทางที่ไม่พึงประสงค์ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการประกาศกฎเกณฑ์เรื่องทรงผมของนักเรียนและเรื่องการซื้อคอมพิวเตอร์พกพาในโครงการ 1 คอมพิวเตอร์พกพา 1 นักเรียน โดยวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อและราคาที่เพิ่มขึ้น
ครับผม ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้ดูเอกสารสาระที่สำคัญของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ บนพื้นฐานของ ๘ ยุทธศาสตร์ ที่สำคัญของรัฐบาล ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานอภิปรายเพียง ๒ ยุทธศาสตร์ เพื่อเชื่อมโยงกับกระทรวงศึกษาธิการซึ่งเป็นกระทรวงหลัก กระทรวงที่เป็นหัวใจของชาติ เพราะเป็นกระทรวงสร้างคน เพื่อให้คนไปสร้างชาติ ในยุทธศาสตร์ที่ ๔ ครับท่านประธาน คือยุทธศาสตร์เรื่องการศึกษา คุณธรรมจริยธรรม คุณภาพชีวิต ความเท่าเทียมกันในสังคม ซึ่งรัฐบาลใช้งบประมาณในยุทธศาสตร์นี้ถึง ๘.๕ แสนล้านบาทโดยประมาณ แล้วก็ยุทธศาสตร์ที่ ๘ ก็คือยุทธศาสตร์การบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี ใช้งบประมาณประมาณ ๓.๕ แสนล้านบาท โดยประมาณ ท่านประธานครับ ผมได้เกริ่นตั้งแต่เบื้องต้นว่าผมต้องพูดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นหลัก เนื่องมาจากว่ากระทรวงศึกษาธิการนั้นเป็นกระทรวงสร้างคนเพื่อให้คนไปสร้างชาติ และเป็นกระทรวงที่เป็นความหวังของประเทศชาติ ถ้าเกิดกระทรวงศึกษาธิการไม่บริหารจัดการ จัดการศึกษาที่ดีพอแล้วมันก็เกิดความเสียหายนะครับ ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาให้ความสำคัญ กับกระทรวงศึกษาธิการอย่างมาก กระทรวงศึกษาธิการก็ได้รับงบประมาณในสัดส่วนที่สูงสุด เมื่อเทียบกับกระทรวงอื่น ๆ ในปีนี้เช่นเดียวกัน ได้รับงบประมาณประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ ลำดับ ๑ ของทุกกระทรวง แต่ว่าเงินมากไม่สำคัญท่านประธาน ถ้าเกิดการใช้เงินไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ตรงกับเป้าหมายหลักในการจัดการศึกษา ถ้าเกิดใช้เงินไป ในการส่อการทุจริตก็ไม่มีประโยชน์ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าในจำนวน ๔.๘ แสนล้านบาทนั้น เท่าที่วิเคราะห์ตัวเลข ฟังจากนักวิชาการที่เขาวิเคราะห์มานะครับ ท่านทราบไหมครับ เป็นงบประมาณในการพัฒนาจริง ๆ ประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ในยอดจำนวนนี้ซึ่งน้อยมากครับ น้อยอยู่แล้วท่านประธานครับ ยังเอาเงินจำนวนนี้ไปใช้จ่าย ในทางที่ไม่บังควรและไม่พึงประสงค์ตามยุทธศาสตร์ที่ ๔ และยุทธศาสตร์ที่ ๘ ของรัฐบาลนะครับ ตามที่ผมกราบเรียนมาแล้ว ผมขออนุญาตเพื่อที่จะพูดสัก ๒ เรื่องเท่านั้นเองครับ เพราะว่าหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลได้พูดไปบ้างแล้ว ไม่ว่าเรื่องของการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งเป็นการทำให้พี่น้องประชาชนเสียขวัญกำลังใจ เพราะว่าท่านรัฐมนตรีพูดเร็วไป แล้วก็พูดแล้วสร้างให้คนตกใจ ก็คือยุบโรงเรียนขนาดเล็ก ประมาณ ๖,๐๐๐ โรงเรียน เด็กที่ต่ำกว่า ๖๐ คนทันทีครั้งแรก ท่านบอกว่าทันที คนก็ตกใจ แต่ว่าตอนหลังนี่ขอบคุณท่านท่านกลับลำได้ เพราะว่าสังคมไม่ยอมรับ พี่น้องประชาชน ก็ตกใจว่าเอาเงินภาษีไปให้รัฐบาล รัฐบาลมายุบโรงเรียนของเขา เขาก็ตกใจมากครับ แต่ภายหลังท่านรัฐมนตรีก็กลับลำได้ ก็คิดว่าดีขึ้นครับ
เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องไม่เป็นเรื่องท่านทำให้เป็นเรื่อง แล้วเรื่องที่ดีอยู่แล้วครับ ก็คือเรื่องของการประกาศในเรื่องกฎเกณฑ์เรื่องทรงผมของนักเรียน ผมกราบเรียนเรื่องนี้ จริง ๆ โรงเรียนเขาจัดการดีอยู่แล้ว เจตนารมณ์ของกฎหมายการศึกษาแห่งชาติคือกระจายอำนาจ สู่โรงเรียน เพราะฉะนั้นเรื่องเล็ก ๆ อย่างนี้ท่านอย่าทำปล่อยให้โรงเรียนเขาทำ ท่านประกาศ คนเขาเข้าใจว่าเด็กสามารถไว้ผมยาวได้ สังคมปั่นป่วนหมดก็น่าเสียดาย แต่นั่นไม่เป็นอะไร แต่เรื่องสำคัญที่สุดที่ผมพูดทั้ง ๒ เรื่องก็คือ เรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการ
เรื่องแรก คือประเด็นความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อแท็บเล็ต ผมคงลงใน รายละเอียดลึก ๆ ไม่ได้ ท่านประธานครับ เพราะว่าเวลาผมมีเพียง ๘ นาที ผมขอพูดเฉพาะ หลักเกณฑ์ที่สำคัญ ท่านประธานครับ การซื้อคอมพิวเตอร์พกพา ซื้อตามนโยบาย ของรัฐบาลชุดนี้ครับ ตามโครงการ ๑ คอมพิวเตอร์พกพา ๑ นักเรียน ปีงบประมาณ ๒๕๕๕ ซื้อแจกเด็ก ป. ๑ ซึ่งสังคมก็วิพากษ์วิจารณ์มากแล้วครับ นโยบายครับ เขาบอกว่าเด็ก ป. ๑ นั้น จริง ๆ ครูต้องสอนให้เด็กมีทักษะในการอ่านในการเขียน แต่ทำไมกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งงบประมาณจำนวนมากมายประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้านบาทในปีแรกเพื่อไปซื้อคอมพิวเตอร์ ให้เด็กเล่น ผมบอกให้เด็กเล่น มันสวนทางกับนโยบายถูกไหมครับ นโยบายคือฝึกเด็ก อ่านออกเขียนได้ แต่ซื้อของเล่นไปให้เด็ก แล้วความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ ของเด็กจะทำอย่างไร นี่คือปัญหา แต่นั่นไม่สำคัญครับ สำคัญตรงที่ว่าเมื่อปี ๒๕๕๕ ทางรัฐบาลซื้อคอมพิวเตอร์พกพาในราคาประมาณ ๒,๔๐๐ บาทต่อเครื่อง ท่านประธานครับ ประมาณ ๒,๔๐๐ บาทต่อเครื่องโดยประมาณนะครับ แต่ในปี ๒๕๕๖ ขณะนี้กำลังจัดซื้อสำหรับ แจก ป. ๑ ในราคา ๒,๗๒๐ บาท แพงกว่าปีที่แล้วจำนวน ๒๐๐ บาทต่อเครื่อง ประมาณ ๓๐๐ บาท ต่อเครื่อง ของ ม. ๑ ก็ประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ เครื่อง ซื้อในราคา ๒,๙๒๐ บาท สิ่งที่แตกต่าง คืออะไรครับ คืองบประมาณปี ๒๕๕๕ ท่านจัดซื้อเครื่องละ ๒,๔๐๐ บาท ปี ๒๕๕๖ จัดซื้อในราคา ๒,๗๒๐ บาท ต่างกัน ๓๐๐ บาท จำนวนที่ต่างกันประมาณกี่เครื่องครับ ท่านประธานครับ ๑,๖๐๐,๐๐๐ เครื่อง ผมคำนวณยอดเงินในส่วนนี้ครับ ที่เกินความเป็นจริงไป ประมาณ ๓๒๐ ล้านบาท ถามว่า ๓๒๐ ล้านบาทนั้นจะตกอยู่ในกระเป๋าใคร แล้วที่สำคัญที่สุด แบ่งโซน ซื้อ ๔ โซน ผมก็ถามว่าทำไมซื้อ ๔ โซน ก็ได้รับทราบจากสังคมบอกว่าที่ ๔ โซนนั้น เพื่อแบ่งกัน ๔ กลุ่มให้ลงตัว แล้วก็ตกลงกันไม่ได้ครับ ที่จริงเรื่องนี้ควรจะซื้อนานแล้วแต่รัฐบาล ก็ไม่ซื้อครับ ควรจะซื้อแจกเด็กตั้งแต่เปิดเทอม แต่ขณะนี้เพิ่งประกาศขายซอง ประกาศในการจัดซื้อ เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคมที่ผ่านมานี้ แล้วท่านครับ จะได้เมื่อไรครับ ผมกราบเรียนว่า จะได้ก็เปิดเทอม ๒ แล้วเพราะว่าสมยอมกันไม่ลงตัว สังคมเขาประณามเรื่องนี้มาก เพราะฉะนั้นขอให้ท่านรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่านช่วยกรุณาได้ชี้แจงเรื่องนี้ด้วยว่าข้อเท็จจริงนั้น เป็นอย่างไร ขอบคุณมากครับ