สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖

ชนินทร์ รุ่งแสง อภิปรายเรื่องร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ โดยไม่เชื่อมั่นและไว้ใจในงบประมาณของรัฐบาล เนื่องจากความล้มเหลวในการบริหารงานและผลาญงบประมาณ โดยเฉพาะโครงการร้านค้าถูกใจ ซึ่งได้ผลาญงบประมาณ 1,320 ล้านบาท แต่ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องวิกฤติเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น 6% ที่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและภาคการผลิต โดยเฉพาะภาคการเกษตร และการขนส่ง

นายชนินทร์ รุ่งแสง กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชนินทร์ รุ่งแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ จะขออภิปราย ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งผมเองไม่สามารถ ที่จะรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ ด้วยเหตุผลที่ผมไม่มีความเชื่อมั่นและไว้ใจ ในการนำงบประมาณไปใช้ของรัฐบาล เนื่องจากความล้มเหลวที่ผ่านมาของรัฐบาลในการ บริหารงาน ผลาญงบประมาณ สร้างภาพ ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับ พี่น้องประชาชนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องของเศรษฐกิจปากท้องของพี่น้องประชาชน ข้าวของแพงอย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่พูดกันอย่างติดปากว่าแพงทั้งแผ่นดิน ท่านประธานที่เคารพครับ ยุทธศาสตร์ที่จะพูดถึงก็คือยุทธศาสตร์เรื่องของการสร้าง ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน งบประมาณ ๓๔๓,๗๔๖ ล้านบาท โดยเฉพาะในมาตรา ๑๖ ซึ่งรัฐบาลได้มีพันธกิจที่จะดูแลราคา ปริมาณสินค้าและบริการ ภาระค่าครองชีพ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาเรื่องของค่าครองชีพ ข้าวของแพงนั้นผมคิดว่าเป็นปัญหาที่อยู่ในความสนใจแล้วก็ เป็นปัญหาที่พี่น้องประชาชนคนไทยเดือดร้อนมากเป็นอันดับแรก ๆ สะท้อนได้จากโพลล์ ต่าง ๆ ชัดเจนที่สุดไม่ต้องพูดถึงนะครับ ทุกครั้งที่มีการสำรวจก็จะบอกว่าเป็นปัญหา ที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลแก้ไขโดยเร่งด่วนที่สุด แล้วก็เป็นปัญหาที่เรียกว่ารัฐบาล ได้คะแนนน้อยที่สุดจากการสำรวจทุก ๆ ครั้ง มันสะท้อนจากพี่น้องประชาชนจริง ๆ แล้วก็ มันสวนทางกับสิ่งที่รัฐบาลได้เคยประกาศไว้ว่าจะเข้ามาดูแลในการที่จะลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นผมเองคิดว่ามันสะท้อนออกมาจากการทำงานที่ผ่านมาของรัฐบาลในหลาย ๆ เรื่อง เป็นนโยบายที่ทำในลักษณะของการลูบหน้าปะจมูก ผักชีโรยหน้า สร้างภาพผลาญงบประมาณ โดยทั้งสิ้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่เรื่องของไข่ที่กำลังสูงขึ้นเกือบ ๔ บาท รัฐบาลก็มีคำตอบที่ชัดเจนที่สุดก็คือว่าเดี๋ยวจะไปขายไข่ในโครงการธงฟ้าให้ แนวทางการแก้ไขปัญหา ที่ยั่งยืนก็ยังไม่มีความชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพี่น้องประชาชนที่เพิ่งเปิดเทอมพ่อแม่ ผู้ปกครองก็ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาที่รัฐบาลไม่ได้มีการเตรียมการ จากการสำรวจ ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ค่าอุปกรณ์การเรียนเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วกว่า ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ จาก ๑,๒๒๖ บาทมาเป็น ๑,๗๒๑ บาท ค่าหนังสือจาก ๑,๐๙๕ บาทมาเป็น ๑,๓๗๑ บาท รัฐบาลก็มีแนวทางอย่างเดียวก็คือเปิดร้านขายของหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งพ่อแม่ ผู้ปกครองเขาก็บอกว่าที่เขาเดือดร้อนเขาเดือดร้อนทั้งประเทศ แต่ว่าวิธีการแก้ไขปัญหา ของรัฐบาลลูบหน้าปะจมูก ผักชีโรยหน้า ก็เช่นเคยเปิดร้านขายของถูกให้แค่อาทิตย์ไม่เกิน ๒ อาทิตย์ ตรงนี้มันสะท้อนให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลนั้นไม่มีการเตรียมตัวแล้วก็ ไม่ได้มีการคิดถึงการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ซึ่งพวกผมเองได้เรียกร้องตลอดเวลาว่าการแก้ไข ปัญหาเรื่องของปัญหาปากท้องนั้นไม่ใช่เป็นปัญหาที่จะมาสร้างภาพกันฉาบฉวย เพราะว่า เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาตลอด

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นโครงการที่ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านอภิรักษ์ได้พูดถึง แต่อยากจะตอกย้ำว่าเป็นโครงการที่ล้มเหลวจริง ๆ ก็คือโครงการร้านค้าถูกใจ ผมเองในฐานะ ที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจได้ศึกษาและติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด ก็อยากจะย้ำเตือนว่าเป็นโครงการที่ผลาญงบประมาณแล้วก็สร้างภาพ ไม่มีประโยชน์โดยสิ้นเชิง เพราะว่าได้ตั้งเป้าไว้ในการที่จะมีการเปิดร้านค้าถึง ๑๐,๐๐๐ ร้าน มีการติดป้ายโฆษณากัน โจ่งครึ่มในช่วงของการเริ่มต้นโครงการว่าจะได้ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับถึง ๕-๑๐ ล้านคน สามารถที่จะลดค่าใช้จ่ายของประชาชนได้ถึง ๓๖,๐๐๐ ล้านบาทตลอดโครงการ จะเปิดร้าน ถึง ๑๐,๐๐๐ ร้านทั่วประเทศ และที่สำคัญก็คือจะมีสินค้า ๒๐ ประเภท ถูก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ให้กับประชาชน แต่ก็ปรากฏว่าทั้งตลอดโครงการตอนนี้ปิดโครงการไปเรียบร้อยแล้วด้วย เหตุผลก็คือว่าเป็นโครงการที่ล้มเหลวไม่สามารถที่จะทำได้ตามวัตถุประสงค์ แน่นอนที่สุดว่า งบประมาณหายไป ๑,๓๒๐ ล้านบาท แล้วก็มีภาพของนายกรัฐมนตรีแล้วก็รัฐมนตรีติดให้ ประชาชนดูต่างหน้า มีของบางส่วนไม่ถึง ๕ รายการด้วยซ้ำไป จาก ๒๐ รายการกับชั้นวางของเก่า ๆ ร้านค้าถูกใจ ๗,๐๐๐ กว่าร้านเป็นที่ระลึกกับความล้มเหลวของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา ปากท้องของพี่น้องประชาชน ตรงนี้เป็นเรื่องของความล้มเหลวแล้วก็เป็นการผลาญงบประมาณ สร้างภาพอย่างชัดเจน แล้วก็จะกลายเป็นโครงการใหม่ซึ่งได้ข่าวรัฐมนตรีก็มาเป็นพรีเซนเตอร์ (Presenter) โครงการโชว์สวยก็ต้องติดตามต่อไปว่ามันจะสวยขนาดไหน อย่างไร

ท่านประธานที่เคารพครับ อีกประการหนึ่งที่ผมเห็นว่ารัฐบาลบกพร่องล้มเหลว ในการดูแลปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนก็คือการไม่สามารถที่จะพลิกวิกฤติ ให้เป็นโอกาสหรือไม่สามารถที่จะใช้โอกาสที่ดีที่เกิดขึ้นให้กับพี่น้องประชาชนผู้บริโภคได้ ท่านประธานครับ วิกฤติที่เกิดขึ้นก็คือวิกฤติค่าเงินบาทที่แข็งตัวขึ้น แน่นอนที่สุดครับ ไม่ปฏิเสธครับว่าการแข็งค่าของค่าเงินถึง ๖ เปอร์เซ็นต์ตลอด ๓-๔ เดือนที่ผ่านมานั้นมีผลเสีย ภาคการส่งออกมีปัญหา ก็ต้องยอมรับว่าภาคการส่งออกมีปัญหานั้นเราเป็นประเทศที่ต้อง พึ่งพาการส่งออกถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นเรื่องที่ชอบธรรมว่าจะต้องมีการดำเนินการ ช่วยเหลืออย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ว่าท่านประธานที่เคารพครับ อย่าลืมครับว่ามันมี ๒ ด้าน ด้านที่ได้ประโยชน์ก็มี แต่รัฐบาลไม่ได้มองเห็น แล้วผมคิดว่าด้านที่ได้ประโยชน์นั้นมันจะ ส่งผลกระทบกับพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ ผู้บริโภค เกษตรกร ผู้ใช้รถ ใช้ถนนเป็นส่วนใหญ่ ท่านประธานที่เคารพครับ ตลอด ๓-๔ เดือนที่ผ่านมานั้น ค่าเงินบาทได้แข็งขึ้น ๖ เปอร์เซ็นต์ ผมอยากจะพูดถึงเรื่องของต้นทุนการผลิตที่มีการนำเข้า น่าจะส่งผลดีกับภาคการผลิต ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของน้ำมัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตและภาคขนส่ง ท่านประธานที่เคารพครับ เงินบาทแข็งขึ้น ๖ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ราคาน้ำมันตลาดโลกนั้นในช่วง ๓-๔ เดือนที่ผ่านมาลดลง ๘.๖ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานที่เคารพครับ เราใช้น้ำมันนำเข้าเดือนละ ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทต่อเดือน ท่านประธานที่เคารพครับ ตัวเลขลอง ไปบวกลบคูณหาร ง่าย ๆ นะครับ จริง ๆ แล้วราคาน้ำมัน ที่เป็นต้นทุนภาคการขนส่งซึ่งภาคการขนส่งนั้นเป็นส่วนสำคัญในภาคการผลิต ปีหนึ่งเราเสีย ต้นทุนการขนส่งจากภาคการผลิตนั้น ๘๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ ทำไมรัฐบาลไม่เห็นความสำคัญตรงนี้ พยายามที่จะลดต้นทุนตรงนี้ ลดต้นทุนเรื่องของการขนส่ง ก็คือเชื้อเพลิง ตลอด ๔ เดือนที่ผ่านมา ไปดูนะครับราคาน้ำมันลดลงเพียง ๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ซึ่งมันสวนทางกับความเป็นจริงครับ ตรงนี้หรือครับที่บอกว่าจะมีพันธกิจในการที่จะสร้าง ความเป็นธรรม สร้างความเหมาะสมกับราคาสินค้า บริการ และค่าครองชีพให้เหมาะสม เป็นธรรม ทำไมรัฐบาลไม่สนใจตรงนี้ ตรงนี้ก็ต้องย้ำเตือนไปว่ารัฐบาลล้มเหลวแล้วละเลย ผู้ที่จะได้ผลประโยชน์ตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต พี่น้องประชาชนที่ขนส่ง พี่น้องประชาชน ที่โดยสารรถและใช้ถนนต่าง ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ อีกส่วนหนึ่งที่พูดถึงและจะได้ ผลประโยชน์จากการแข็งค่าเงินบาทตรงนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยครับก็คือภาคการเกษตร ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานทราบไหมล่ะครับว่าปี ๆ หนึ่งเรานำเข้าเรื่องของ ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรก็คือปุ๋ยและยาปีหนึ่งเท่าไร ท่านประธานครับ ๔ เดือนที่ผ่านมา เรานำเข้าปุ๋ยและยา ๓๔,๘๐๕ ล้านบาท ท่านประธานครับ ตรงนี้เป็นตัวเลขที่สูง และตรงนี้ ถ้าหากท่านคำนวณว่ามันบวกลบคูณหารกับค่าเงินบาทที่มีการแข็งตัวขึ้น ๖ เปอร์เซ็นต์ มันควรจะมีช่องว่างเท่าไรที่จะทำให้ราคาปุ๋ยและยาซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตของ ภาคเกษตรกรรมลดลง ผมคำนวณนะครับ ๓๔,๐๐๐ ล้านบาท ๔ เดือน ถ้าหากลดลงไป เป็นเงินคร่าว ๆ ก็ประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่าตรงนี้ตกอยู่กับใครครับ ทำไมคนในรัฐบาล ไม่เรียกร้องครับ พ่อค้าที่ค้าขายปุ๋ย ค้าขายยา ทำไมราคายังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยังมีแต่ราคา ที่จะสูงขึ้น สูงขึ้น สูงขึ้น ท่านประธานครับ รัฐบาลเรียกร้องเพื่อผู้ส่งออก ผมไม่ปฏิเสธครับ ผู้ส่งออกมีความสำคัญ เช้าก็จะปลดผู้ว่าการแบงก์ชาติ มีความพยายามไปแทรกแซงผู้ว่าแบงก์ชาติ เพื่อให้ลดดอกเบี้ย เพื่อให้ค่าเงินบาทแข็ง คนในรัฐบาลแม้แต่คนทางไกลในต่างประเทศที่มีอำนาจ ไหนบอกว่าจะช่วยคนจน ส่งโพสต์ (Post) ข้อความมาก็เพื่อที่จะช่วยดูแลผู้ส่งออกเท่านั้นเอง ทำไมมองข้ามผู้ที่เป็นผู้บริโภค ผู้ที่เป็นเกษตรกร ผู้ที่เป็นประชาชนส่วนใหญ่ที่สามารถ จะได้ประโยชน์จากการแข็งค่าของค่าเงินบาทตรงนี้ ท่านประธานลองคำนวณนะครับว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาทที่พ่อค้าไม่ได้ลดราคาเรื่องของปุ๋ย เรื่องของยาตรงนี้ ถ้าหากลดราคาลงมาแล้ว จะทำให้เกษตรกรได้รายได้เพิ่มเท่าไร แน่นอนที่สุดก็จะส่งผลกับผู้บริโภคก็คือพวกเรานะครับ พืชผลทางการเกษตรที่เราบริโภค มันก็จะลดลงครับ ท่านประธานครับ ตรงนี้มันสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลขาดการตื่นตัว ต่อเหตุการณ์ รัฐบาลมองข้ามไม่ได้มองรอบด้านในการแก้ไขปัญหา ดูแลปัญหาเศรษฐกิจ มองด้านเดียวครับ มีความสำคัญครับผู้ส่งออก แต่ว่ามันต้องมองรอบด้าน ผู้ที่ได้รับผลกระทบ ประชาชนทั่วไป ผู้บริโภคที่ประสบกับภาวะของแพงอยู่ขณะนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ทั้งหมด ทั้งหลาย ทั้งปวงมันสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลว ละเลย แล้วก็การใช้งบประมาณ ที่เป็นการผลาญงบประมาณ เป็นการสร้างภาพอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นผมเองไม่สามารถที่จะ เห็นชอบในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ฉบับนี้ได้ ขอบคุณมากครับ