เสริมศักดิ์ พงษ์พานิช ชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการจัดหารถรับส่งนักเรียนเพื่อแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก โดยชี้แจงข้อผิดพลาดทางเอกสารงบประมาณและนำเสนอโมเดลการควบรวมโรงเรียนร่วมกับรถรับ-ส่ง เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้เด็กในชนบทห่างไกล
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ต้องขออนุญาตเรียนชี้แจงในเรื่องของการจัดหารถยนต์เพื่อรับส่งเด็กนักเรียนในโรงเรียน ขนาดเล็กนะครับ ก็คงจะขออนุญาตเรียนที่มาที่ไปและเหตุผลของความจำเป็นของการที่จะต้อง มีรถเพื่อแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพของเด็กนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก ส่วนในเรื่องของ งบประมาณซึ่งมีท่านผู้มีเกียรติได้กรุณาบอกว่าราคาที่เสนอไปนั้นกับในข้อบัญญัติงบประมาณ ทำไมแตกต่างกันนั้น กราบเรียนท่านว่าเป็นเรื่องของการจัดพิมพ์ผิดพลาดนะครับ ซึ่งในปีนี้ มีผิดพลาดอยู่หลายช่วงด้วยกันทำให้ท่านได้รับข้อมูลไปที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเดี๋ยวจะขออนุญาต กราบเรียนในรายละเอียดต่อไปนะครับ สำหรับเรื่องการแก้ปัญหาในด้านคุณภาพของเด็กนักเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนในชนบทที่อยู่ห่างไกลนั้นเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ เพราะเรามุ่งที่จะให้เด็กนั้นมีคุณภาพในการศึกษา และขณะเดียวกันเด็กเหล่านี้ควรจะต้อง ให้โอกาสอย่างยิ่ง เพราะเป็นลูกหลานเราที่อยู่ในชนบทห่างไกล ดังนั้นก็เรียนท่านว่าขณะนี้ เรามีโรงเรียนขนาดเล็กที่มีเด็กนักเรียนไม่ถึง ๑๒๐ คน มีทั้งหมด ๑๕,๐๐๐ โรงเรียน ในจำนวน โรงเรียนที่มีอยู่ในสังกัดของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเรามีอยู่ ๓๑,๑๑๗ โรงเรียน ในจำนวนที่มีไม่ถึง ๑๒๐ คน ในนั้นอยากจะเรียนท่านว่ามีไม่ถึง ๒๐ คน มีทั้งหมด ๗๐๙ โรงเรียน ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ เป็นต้นมา เริ่มพบกับ ประเด็นปัญหานี้ก็มีวิธีคิดกันมาตลอดตั้งแต่ก่อนที่พรรคเพื่อไทยจะมาเป็นรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่อง นี้ด้วย ก็ได้ตั้งคณะทำงานหาวิธีการที่จะแก้ปัญหาในเรื่องคุณภาพการศึกษา ก็คิดกันไปว่า ในเมื่อมีโรงเรียนขนาดเล็กเกิดขึ้นแล้วสิ่งหนึ่งที่เขาคิดไปโดยธรรมชาติของคุณครู ครูบาอาจารย์ ที่มีความปรารถนาดีต่อลูกศิษย์ก็คือเอาเด็กนักเรียนมาเรียนคละกัน เพราะโรงเรียนเหล่านี้ ๘ ชั้นเรียนจะมีครู ๒ คน มีครูใหญ่อีก ๑ คนเป็น ๓ คน แต่มี ๘ ชั้นเรียน ท่านลองดูสิครับว่า ห้องหนึ่งคงจะมีไม่เกิน ๑๐ คนหรอกครับ คุณครูเหล่านั้นก็มาคิดดูว่าครู ๒ คนจะรับผิดชอบ เด็ก ๘ ห้องเรียนได้อย่างไร ก็จับมาคละกัน ป. ๑-ป. ๔ เอาไว้มาเป็น ๑ ชั้น ป. ๕-ป. ๖ ม. ๑-ม. ๒ อะไรก็ว่าไปนั่นอีก ๑ ชั้นก็จะทำให้ครูสอนได้ สอนไปแล้วคุณภาพก็คงดีขึ้นกว่าปล่อยให้ เด็ก ๘ ห้องเรียนมีครู ๒ คน อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราจะต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้ก็เลยมีการตั้ง คณะทำงานต่าง ๆ เข้ามามากมาย ขณะเดียวกันตรงนี้เองครูก็ดี ผู้ปกครองก็ดี เพราะคำว่า โรงเรียนในความหมายของกระทรวงศึกษาธิการนั้นเป็นโรงเรียนของเราหรือของพวกเรา เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นชุมชนก็ดี ต่างก็ร่วมกันคิดก็มีเป็นโมเดล (Model) ต่าง ๆ หลายอย่าง แต่โมเดลหนึ่งที่เขาใช้กันมาแล้วก็ได้รับการประเมินแล้วทำให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้นก็คือโมเดล ที่ทำที่จังหวัดเลย แก่งจันทร์โมเดล ที่อำเภอปากชม เขาเอาโรงเรียนขนาดเล็กในตำบลนั้น ซึ่งอาจจะมี ๔-๕ โรงเรียน จะควบรวมอย่างไร สิ่งหนึ่งก็คือให้โอกาสแรก คือโรงเรียนเล็ก ๆ เหล่านั้นถ้าหากลูกหลานจะไปเรียนที่โรงเรียนดีศรีตำบลนั้นเป็นสิ่งที่เราปรารถนา เพราะว่า กระทรวงศึกษาธิการนั้นในระดับตำบลเราก็มีโรงเรียนดีศรีตำบลเป็นโรงเรียนที่มุ่งเน้นคุณภาพ เพื่อไม่ให้เด็กออกนอกตำบล ส่วนระดับอำเภอเราก็มีโรงเรียนอำเภอในฝัน เพราะฉะนั้น สิ่งแรกก็คือผู้ปกครองก็คงอยากให้ลูกมาอยู่โรงเรียนดีศรีตำบล ตรงนี้เราก็ให้การสนับสนุน ซึ่งเดี๋ยวต่อไปก็จะเรียนว่ารถที่ซื้อส่วนหนึ่งนั้นเราไปสนับสนุนโรงเรียนดีศรีตำบลซึ่งมีอยู่แล้ว แล้วก็เคยจัดสรรงบประมาณจัดซื้อให้แล้ว ส่วนที่เหลือนั้นก็มาควบรวม คำว่า ควบรวม ก็คือเอาแต่ละห้องเรียนที่มีอยู่ในโรงเรียนต่าง ๆ นั้นมาไว้เป็นห้องเดียวกัน เพราะฉะนั้น โรงเรียนหนึ่งอาจจะมีแค่ ๒ ชั้นเรียน ก็จะเพียงพอต่อครูผู้สอน ๒ คน แล้วก็มีครูใหญ่อีก ๑ คน เมื่อเป็นอย่างนี้เราก็มาคิดกันว่าจะเพิ่มคุณภาพการศึกษาได้อย่างไรนั้นก็คิดกันหลายอย่าง คิดไปถึงเรื่องการที่จะให้มีเครื่องมืออุปกรณ์การสอนที่ทันสมัยมาช่วยอย่างไรได้บ้าง คิดถึงในกรณีควบรวมแล้วเด็กจะเดินทางไปเรียนได้อย่างไร ก็มีความคิดที่ว่าจัดหาจักรยาน พี่น้องในชุมชนนั้น และผู้ปกครองนักเรียนก็บริจาคเงินกันซื้อเป็นรถแล้วก็ปรับแต่งกัน แล้วก็หาคนขับกันเอง บริจาคเงินค่าน้ำมันกันเองต่าง ๆ ก็ทำกันมานะครับที่เห็น ก็คือระบบ ของควบรวมนี้น่าจะเป็นทางหนึ่งในหลาย ๆ ทาง อีกทางหนึ่งก็คือเรามานั่งดูว่ามีวิธีอื่นอีกไหม ในส่วนของ สพฐ. เองนั้นได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา เรามาดูว่าถ้าเราจะบรรจุคุณครูที่ขาด ใน ๑๔,๐๐๐ โรงเรียนนี้มีประมาณ ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ คน ปีหนึ่งถ้าเราจ้างครู บรรจุครู จะต้องใช้เงินปีหนึ่งเป็น ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งอันนี้ต้องใช้เงินงบประมาณมาก ก็เลยมาดูว่า น่าจะเป็นการควบรวม แล้วเราไปเน้นในเรื่องของการบูรณาการการทำงานในระดับตำบล ใช่ไหมครับ นั่นก็หมายความว่าโรงเรียนเมื่อควบรวมเสร็จแล้วห้องเรียนที่เหลือนั้นในกรณีของ อบต. จะตั้งศูนย์เด็กเล็กเราก็เอื้ออำนวยให้ ท่านมาใช้ที่โรงเรียนผมเถอะครับ หรือ กศน. จะมาพัฒนาส่งเสริมอาชีพ พี่น้องประชาชนก็มาใช้โรงเรียนของเราใช่ไหมครับหรือกรมพัฒนาชุมชน ที่จะไปฝึกอบรมใครก็ดี หรือจะไปส่งเสริมอาชีพอะไรนั้นก็มาใช้โรงเรียนของเรา จะทำให้ การใช้ประโยชน์ที่คุ้มค่าและเป็นการบูรณาการกัน คนในตำบลเพื่อให้เกิดเอกภาพ ให้เกิดการบูรณาการที่แน่นแฟ้นเพื่อจะมีผลส่งไปยังหมู่บ้านและชุมชนที่เข้มแข็ง โรงเรียน ที่เข้มแข็งต่อไปด้วย อันนี้ก็เป็นที่มาโดยกว้าง ๆ และนอกจากจะใช้รับเด็กนักเรียนแล้ว คุณครูที่เรามีการควบรวมกันนี่นะครับ ครูบางคนเก่งวิชาหนึ่งวิชาใดก็จะสอนอยู่ในกลุ่ม โรงเรียนเหล่านี้ก็คงต้องใช้รถยนต์ที่เราจะจัดหาเป็นพาหนะในการอำนวยความสะดวก ให้กับคุณครูอีกด้วย นอกจากนั้นกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียน เกี่ยวข้องกับ หน่วยงานในท้องถิ่นต่าง ๆ นั้นก็คงจะต้องใช้รถคันนี้เป็นรถอเนกประสงค์ใช้ร่วมกันนะครับ ก็เรียนท่านว่าในประเด็นตรงนี้ควบรวมโรงเรียนนั้นก็เป็นวิธีที่เราคิดกันอยู่ ก็กราบเรียนท่านว่าการยุบ การจัดตั้งโรงเรียนก็ดี การควบรวมโรงเรียนก็ดี หมายถึงการยุบ โรงเรียนก็ดี หรือย้ายโรงเรียนก็ตามนั้น กฎหมายทางกระทรวงศึกษาธิการได้เขียนไว้ชัดเจน เพราะว่าเป็นอำนาจของคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐานของเขตพื้นที่ต่าง ๆ ก็เรียนท่าน โดยสรุปว่ากระทรวงเองก็มีนโยบายในเรื่องคุณภาพการศึกษานะครับ จะควบรวมหรือไม่ อย่างไรนั้น สิ่งหนึ่งก็คงดูโรงเรียนเหล่านั้นอยู่ห่างไกลกันไหม ถ้าอยู่ในเกาะในแก่ง ในป่าในเขา ซึ่งไม่สามารถจะติดต่อเดินทางเข้ามาพื้นที่อื่นได้นั้น ผมว่าตรงนี้เราคำนึงถึงคุณภาพเราคงไม่ไป ควบรวมด้วย คงให้อยู่อย่างนั้นใช่ไหมครับ ดังนั้นสุดท้ายของการควบรวมหรือยุบอย่างไรนั้น ก็เป็นเรื่องที่กระทรวงเราพิจารณากันมาอย่างรอบคอบ ก็คงเป็นมาตรการสุดท้าย แต่ทั้งหมดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับคงไม่ใช่เอาระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการมาใช้โดยตรง แต่เราถือว่าโรงเรียนนี้ คือโรงเรียนของเรา เมื่อเป็นโรงเรียนของเราพี่น้องประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของโรงเรียนคงต้องถาม ความเห็น ความต้องการของโรงเรียนเป็นหลักนะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่หนึ่งผมขออนุญาตตอบ โดยคร่าว ๆ นะครับ
ส่วนการจัดซื้อรถยนต์ ซึ่งเป็นรถตู้เพื่อสนับสนุนให้กับโรงเรียนขนาดเล็ก ในระดับตำบลนั้น จำนวน ๑,๐๐๐ คัน กระทรวงศึกษาธิการได้ตั้งงบประมาณ ๑,๐๐๐ คัน ราคาคันละ ๑,๒๓๒,๔๐๐ บาท เพราะฉะนั้น ๑,๐๐๐ คัน ก็เป็นเงิน ๑,๒๓๒,๔๐๐ ล้านบาท ราคาต่อคันนั้นเป็นราคากลางของสำนักงบประมาณ และสเปก (Spec) กลางนั้นก็เป็นสเปก ของสำนักงบประมาณนะครับ ดังนั้นราคาตรงนี้ก็เป็นราคากลาง ซึ่งเราจะต้องจัดซื้อไม่เกินนี้อยู่แล้ว ในขั้นตอนของการจัดซื้อจัดจ้างก็เป็นอีกบริบทหนึ่งที่เรายังรักและหวงแหนในเรื่องงบประมาณ อยู่แล้ว แล้วคนกระทรวงศึกษาธิการของเราจริง ๆ นั้นเป็นคนต้นแบบคงไม่ทำอะไรที่เป็นเรื่อง ที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบมาพากลนะครับ ก็กราบเรียนท่านว่ารถจำนวน ๑,๐๐๐ คันนั้นเอาไป ที่ไหน มีที่มาอย่างไร นอกจากจะได้เห็นถึงความสำคัญจำเป็นต้องใช้แล้ว ทางเขตพื้นที่การศึกษา และโรงเรียนได้ทำแผนการใช้ส่งมาตั้งแต่กลางปี ๒๕๕๕ แล้วต่อปลายปี ๒๕๕๕ นี่นะครับว่า สิ่งที่ต้องการใช้นั้นก็คือจะสนับสนุนให้กับโรงเรียนดีศรีตำบล ๘๕๐ คัน ส่วนอีก ๑๕๐ คันนั้น จะสนับสนุนให้กับโรงเรียนขนาดเล็กที่มีการควบรวมกันเป็นโครงการนำร่องนะครับ ก็เลย กราบเรียนท่าน แล้วก็การใช้อย่างไรนั้นเมื่อสักครู่กระผมก็ได้กราบเรียนต่อท่านผู้มีเกียรติ ที่เคารพไว้แล้วก็เรียนกับท่านว่าการจัดซื้อครั้งนี้เป็นการจัดซื้อที่เป็นไปตามความต้องการของ โรงเรียน ซึ่งนั่นหมายถึงคงไปถึงชุมชนด้วย แล้วก็เป็นเหตุผลและความจำเป็นที่จัดให้มีขึ้น ส่วนการตั้งงบประมาณที่ผิดพลาดนั้นเป็นเรื่องการผิดพลาดทางเอกสาร ทั้งจำนวนราคานั้น ก็อยู่ในราคากลาง สเปกก็เป็นสเปกกลาง แล้วรถที่ใช้ในการรับนักเรียนนั้นเป็นหนังสือตาม ระเบียบกฎหมายของกรมการขนส่งทางบกว่ารถที่รับส่งเด็กนักเรียนนั้นจะต้องเป็นรถที่มี เปิดประตูข้าง ก็คือต้องเป็นรถตู้ แล้วก็มีสายคาดรัดเพื่อความปลอดภัย อันนี้ก็เป็นไปตาม กฎหมายของกรมการขนส่งทางบก ของกระทรวงคมนาคมอีกด้วย จึงเรียนว่าการดำเนินนั้น เป็นความจำเป็นโดยแท้จริงครับ ขอกราบขอบพระคุณมากครับ