สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖

พงศ์เทพ เทพกาญจนา หารือเรื่องการปฏิรูปหลักสูตร และการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ

ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านได้อภิปราย ให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณภาพการศึกษา ท่านประธานครับ แม้แต่ผู้นำฝ่ายค้านท่านก็ได้ เปิดประเด็นเรื่องนี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นกระผมก็เลยถือโอกาสที่ว่าเมื่อท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้ตั้งประเด็นก็ต้องขออนุญาตท่านประธานที่จะต้องชี้แจงว่าได้ทำอะไรไปบ้าง ท่านประธานครับ เรื่องของการปฏิรูปหลักสูตรนั้นนอกจากมาดูกันว่าเด็กไทยเราควรจะเรียนในห้องเรียนเท่าไร แล้วเขาจะเรียนอะไร เขาจะเรียนอย่างไร ซึ่งก็จะคลุมไปถึงกับว่าครูที่สอนนะครับจะต้องกระตุ้นให้เด็กรู้จักใช้ความคิดวิเคราะห์อย่างไร เมื่อเราไปเผชิญปัญหาถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยเรียนมาก่อน ไม่เคยท่องจำมาก่อนเขาจะแก้ไข ปัญหานั้นได้อย่างไร นั่นคือสิ่งที่ทำซึ่งจะเป็นส่วนที่ไปสู่ของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาครับ ท่านประธาน อีกส่วนหนึ่ง ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ก็ได้กรุณายก ประเด็นในเรื่องของโรงเรียนขนาดเล็กแล้วท่านก็ถามครับว่าไปตั้งเป้าหรือเปล่า จะยุบเท่านั้น เท่านี้หรือเปล่า ท่านประธานครับ ขออนุญาตกราบเรียนโรงเรียนขนาดเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ผมพูดว่าขนาดเล็กก็คือที่มีนักเรียนต่ำกว่าโรงเรียนแห่งละ ๖๐ คน ที่ต่ำกว่า ๒๐ คนนะครับ นักเรียน ๒๐ คนต่อโรงเรียน มีประมาณ ๗๐๐ แห่งครับท่านประธาน ระหว่าง ๒๑-๔๐ คน ๒,๐๐๐ แห่ง ๔๑-๖๐ คน ๓,๐๐๐ แห่ง โรงเรียนเหล่านี้ถามว่ามีปัญหาคุณภาพการศึกษา มากไหมเมื่อเทียบกับโรงเรียนที่มีนักเรียนเยอะ ๆ กว่าก็ต้องยอมรับครับท่านประธานว่า ในโรงเรียนเล็ก ๆ เหล่านี้โดยปกติโดยเฉลี่ยมีปัญหาด้วยเรื่องคุณภาพการศึกษา ถามว่าที่เขา ทำได้ดีมีบ้างไหม มีบ้างครับท่านประธานผมไม่ได้ปฏิเสธ ซึ่งโรงเรียนที่ทำได้ดีมีบ้างส่วนใหญ่ ก็ต้องมีนักเรียนประมาณ ๕๐ คนขึ้นไปแล้วได้รับความร่วมมืออย่างดีจากชุมชน ผู้ปกครอง ทั้งหลายมาช่วยกันสอน มีการสนับสนุนเงินจากชุมชนเข้ามา อย่างนั้นเราก็จะเร่งสนับสนุน เขาให้พัฒนาต่อไป แต่ก็มีโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนไม่น้อยนะครับท่านประธาน ที่นักเรียน ต่ำกว่า ๒๐ คน แบ่งออกเป็น ๒ ประเภทครับท่านประธาน ประเภทแรกอยู่ห่างไกลมาก ๆ เลย โดดเดี่ยว จะเดินทางไปโรงเรียนอื่น ๓๐ กิโลเมตร ๔๐ กิโลเมตร อย่างนี้จะพัฒนาเขาอย่างไร เราทำอย่างนี้ครับท่านประธาน เรามีสถานีโทรทัศน์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน เราติดตั้งระบบรับส่งสัญญาณมีจอทีวีให้แล้วก็มีครูดี ๆ ตรงสาขาวิชาให้เด็ก สามารถจะเปิดโทรทัศน์รับชมได้ นอกจากนี้ก็มีสถานีโทรทัศน์ของไกลกังวลที่ได้จัดครู จัดหลักสูตรนะครับ ซึ่งโรงเรียนขณะนี้ก็รับเข้าไปเปิดให้เด็กดู ครูในโรงเรียนเล็ก ๆ เหล่านี้ ท่านประธานครับ ที่มีนักเรียนไม่เกิน ๒๐ คน บางทีมีครูได้แค่คนเดียวครับท่านประธาน ๘ ชั้นมีครูคนเดียว อย่างเก่งก็ ๒ คน นั่นหมายความว่าอะไรท่านประธานครับ ครูคนหนึ่ง ต้องสอนเด็กเฉลี่ยแล้ว ๔ ชั้นเรียน ๑ ชั่วโมงสอนชั้นละอย่างเก่งก็ ๑๕ นาที แทนที่จะสอน เต็มชั่วโมง คุณภาพการศึกษาก็เลยมีปัญหา แน่นอนครับว่าถ้าเราไม่มีทางเลือกทางอื่นก็ต้อง พยายามพัฒนาเขาโดด ๆ อย่างนั้นละ แต่ว่าที่ผ่านมาก็มีการทำกันมาครับ พัฒนาอย่างไร ก็คือการควบรวมครับท่านประธาน ทั้งควบรวมหลายโรงเรียน ๓ โรงเรียนเข้าด้วยกัน ๒ โรงเรียนเข้าด้วยกัน ทำกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ ๒๐ ปีแล้วครับทำมาตลอดครับท่านประธาน สิ่งที่ทำนั้นผมไปเยี่ยมโรงเรียนหลายโรงเรียนที่มีการควบรวมกัน จัดการศึกษาร่วมกัน ทั้งที่ ๒-๓ โรงเรียนไปรวมแห่งเดียว หรือว่า ๒-๓ โรงเรียนจัดการเรียนการสอนร่วมกัน ถ้าเป็น ๒-๓ โรงเรียนไปอยู่แห่งเดียวทั้งหมดเขาย้ายไปเรียนที่เดียวครับท่านประธาน ไปถามเด็กว่าเป็นอย่างไรบ้างจากแต่เดิมคุณเรียนกันห้องหนึ่ง ๒ คน ๓ คน ป. ๑ พอไปอยู่ เรียนรวมกันแล้วกับโรงเรียนอื่นซึ่งใหญ่กว่าห้องละ ๒๐ คน ๓๐ คน เด็กพอใจครับ ผู้ปกครองพอใจครับ ผลการเรียนดีขึ้นครับท่านประธาน อีกแบบหนึ่งอยู่ทั้ง ๓ โรงเรียน เหมือนเดิมละครับแต่ว่าคละชั้นกัน โรงเรียนหนึ่งก็สอนเฉพาะ ๒ ชั้น เด็กทั้ง ๓ โรงเรียน ในชั้น ป. ๑ ป. ๒ ไปเรียนที่เดียวกัน ป. ๑ ของเขาก็แทนที่มีเรียนกัน ๒ คน ๓ คน ก็มี ๑๕ คน ๑๖ คน ก็ได้ความรู้มากขึ้น กิจกรรมต่าง ๆ ก็ดีขึ้นครับ ท่านประธานครับ กิจกรรมนอกหลักสูตร บางโรงเรียนมีนักเรียน ๕ คน ถามว่าจะเล่นฟุตบอลกันอย่างไร แต่พอเรียนรวมกันไปอยู่ โรงเรียนใหญ่ ๆ ขึ้น เขาเล่นฟุตบอลได้ เขาเล่นบาสเกตบอลได้ สนามกีฬาต่าง ๆ ก็มีดีขึ้น ท่านประธานครับ กระผมขออนุญาตกราบเรียนเลยนะครับ กระทรวงศึกษาธิการฟังความเห็น ของผู้ปกครอง นักเรียน และชุมชน เมื่อเขาเห็นด้วยถึงจัดการควบรวมหรือจัดการสอนคละชั้น หรือจะไปรวมที่เดียวกันเป็นเรื่อง ของเขา ที่ไหนที่เขาคิดว่าเขาอยากจะพัฒนาตัวเองเราช่วยสนับสนุนครับท่านประธาน อีกส่วนหนึ่งครับท่านประธาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องอาชีวศึกษา ว่าสนับสนุนอาชีวศึกษาหรือไม่ อย่างไร รัฐบาลชุดนี้เห็นความสำคัญของอาชีวศึกษา เพราะเราทราบดีครับท่านประธานว่าความต้องการบุคลากรในสายอาชีวศึกษานั้นมีมาก เราได้ตั้งเป้าว่าต่อไปการเรียนสายอาชีวศึกษาซึ่งปัจจุบันมีประมาณ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ของนักเรียน ที่ไปเข้าสายอาชีวศึกษา เราพยายามจะยกให้เป็น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เท่ากับสายสามัญ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ขณะนี้ทำอะไรท่านประธานครับ สายอาชีวศึกษาซึ่งแต่เดิมเรียนได้สูงสุดแค่ ปวส. เดี๋ยวนี้ จะเปิดเป็นระดับปริญญาตรีครับท่านประธาน แต่เป็นปริญญาตรีในสายอาชีวศึกษา อาศัย การปฏิบัติ อาศัยความชำนาญ ซึ่งจะเริ่มในปีนี้ แล้วได้มีการดำเนินการกับภาคเอกชนครับ ท่านประธาน สำรวจว่าความต้องการภาคเอกชนเป็นอย่างไร ต้องการบุคลากรประเภทไหน มีการจัดระบบการศึกษาที่เรียกว่าทวิภาคี เรียนในสถาบันการศึกษาช่วงหนึ่ง ไปฝึกปฏิบัติงาน ในสถานประกอบการอีกช่วงหนึ่ง ซึ่งนักเรียน นักศึกษาเหล่านี้ท่านประธานครับ เมื่อเขาไป ฝึกงานอย่างนั้นโอกาสที่เขาจะได้รับเข้าทำงานมีมากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ เราได้ตกลงกับ ทางสถานทูตเยอรมันลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงร่วมกันว่าจะส่งนักศึกษาของเราไป ปฏิบัติงานกับบริษัทที่เขาสนใจจะมาร่วมโครงการ ยกตัวอย่างบริษัทใหญ่ ๆ ที่มาอย่างเช่น บริษัทบีเอ็มดับเบิลยู บริษัทบ๊อช บริษัทบีกริม และบริษัทเยอรมันบางบริษัทก็เข้ามาทำกับเรา โดยยังไม่ได้ลงนามด้วยซ้ำไป อย่างเช่นบริษัทซีเมนต์ก็เข้ามา ซึ่งตรงนี้ท่านประธานครับ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะมีการพัฒนานักเรียน นักศึกษาในสายอาชีวศึกษา อีกส่วนหนึ่งท่านประธานครับ ที่ขออนุญาตกราบเรียนก็คือเรื่องของงานวิจัย รัฐบาลเองขออนุญาตกราบเรียนยืนยันครับว่า ในส่วนของงบทั้งหลายที่จะสนับสนุนเรื่องของมหาวิทยาลัยวิจัยนั้นสุดท้ายต้องได้เต็มตามที่ ท่านได้ตั้งเป้าไว้ ผมจำได้คือ ๕,๐๐๐ ล้านบาท สุดท้ายได้เต็มหมดแน่นอนท่านประธานครับ ไม่ใช่ว่ารัฐบาลชุดนี้จะตัดออกไปในปีหน้า ไม่มีตัดครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ