วรงค์ เดชกิจวิกรม หารือเรื่องการปราบทุจริตในกระทรวงพาณิชย์ และเรียกร้องให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติตรวจสอบและดำเนินการ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก อย่างที่ผมกราบเรียน ท่านประธานนะครับว่า วันนี้รัฐบาลมาขอเงินจากสภาเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว ที่ท่านไปปู้ยี่ปู้ยำและขายข้าวเจ๊งแล้วเจ๊งอีก แล้วทำให้ชาวนาได้เงินช้าอีก ผมต้องการ จะชี้ให้เห็นว่าเพราะอย่างนี้เราจะปล่อยให้โครงการนี้ดำเนินการต่อไปได้อย่างไร แล้วยิ่งมาเจอ ยุทธศาสตร์ที่ ๘ ท่านขอใช้เงินประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ ๆ ในการปราบทุจริต ผมก็จะชี้ให้พวกเราช่วยกันในการปราบทุจริต เพราะว่าท่านบริหารกระทรวงพาณิชย์ แต่ไป ๆ มา ๆ ปล่อยให้คนที่ไม่ได้มีอำนาจเต็มเข้าไปจัดการแทนรัฐมนตรีอย่างนี้ท่านจะยอมหรือ พวกเราเป็นตัวแทนประชาชน แต่ปล่อยให้คนที่ไม่ได้เป็นตัวแทนประชาชนไปมีอำนาจเต็ม ในการสั่งการเราจะยอมหรือ อย่างนี้มันเป็นการปิดหูปิดตาประชาชนท่านประธาน แล้วผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกถ้าใช้สติ ตั้งใจฟังแบบผม ที่ผมกำลังจะชี้โน้มน้าวทุกท่านว่าเราต้องมาคว่ำร่าง พ.ร.บ. ตัวนี้ เพราะว่า ประเทศชาติจะเสียหาย ผมต้องการจะชี้ให้เห็นตรงนี้ครับ แล้วผมเชื่อว่าเหตุผลต่าง ๆ ที่ผมโน้มน้าวมาแล้ว คนที่มีความเป็นธรรมจะเห็นด้วยกับผม เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับ งบประมาณทั้งหมด เมื่อสักครู่ผมแปลกใจว่าทำไมยุคคุณบุญทรงก็มีการทุจริตเกิดขึ้น ตอนนั้นผมได้เอกสารมาผมก็เข้าใจว่าเป็นยุคคุณบุญทรง ปรากฏว่าวันที่ ๒๑ ธันวาคมตอนนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ชื่อว่า กิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เคยท้าทายในสภาไว้หลายเรื่องว่าถ้าขาดทุนเกิน ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทเขาต้องรับผิดชอบ แล้วบอกข้าวที่ยังไม่ขายถือว่ายังไม่ขาดทุน วันนี้ขายไปแล้วขาดทุนไปแล้ว ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท คำถามที่ผมคาใจด้วยสามัญสำนึกของประชาชนที่เป็นตัวแทนประชาชน ผมแปลกใจ เอ๊ะ ทำไมยุคกิตติรัตน์ และยุคบุญทรงยังมีการทุจริตเหมือนกัน แสดงว่ามันต้องเกิดจอมบงการ ขึ้นในกระทรวงพาณิชย์ อันนี้เป็นสามัญสำนึกครับ คือผมคิดด้วยความบริสุทธิ์ใจจริง ๆ และเป็นความคิดผมดั้งเดิมว่ามันต้องมีจอมบงการเกิดขึ้นในกระทรวงพาณิชย์ มันจึงเป็นที่มา ที่ผมได้แถลงข่าวกับพี่น้องสื่อมวลชนว่าเราจะยอมหรือที่ให้กระทรวงพาณิชย์มีจอมบงการ เกิดขึ้นภายใต้นโยบายที่ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ ผมรู้แล้วว่าคนเป็นรัฐมนตรีไม่ค่อยมีอำนาจ แต่คนที่มีอำนาจไม่ได้เป็นรัฐมนตรี แล้วผมเตือนท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานว่าคนติดคุก คือรัฐมนตรีครับ เพราะเวลาเซ็นคือรัฐมนตรีเซ็น เขาชงอะไรให้เซ็นท่านก็ต้องเซ็น คนติดคุก คือท่าน แต่คนที่เป็นคนบงการไม่ติดคุก เพราะว่าไม่ต้องเซ็นใด ๆ ทั้งสิ้น โจทย์ที่คาใจผมว่า แล้วจอมบงการในกระทรวงพาณิชย์คนนั้นเป็นใครล่ะ ผมเริ่มตรวจสอบและต้องขอขอบคุณ เพื่อนข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ที่ชี้แนะข้อมูลหลักฐานให้เราเยอะมาก อันนี้เป็นเอกสาร ราชการครับท่านประธาน เอกสารคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ ๑๕๓/๒๕๕๔ เรื่องแต่งตั้ง คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ในยุคที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ชื่อว่ากิตติรัตน์ ณ ระนอง ยุคนั้นท่านมีรัฐมนตรีช่วยว่าการชื่อว่าภูมิ สาระผล ปรากฏว่าผมดูแล้วผมตกใจ ผมพยายามหาชื่อ เพราะผมมองว่าคนที่จะเข้ามาบงการการขายข้าวในกระทรวงพาณิชย์ อย่างน้อยตำแหน่งสำคัญเกี่ยวกับเรื่องข้าว คนคนนี้จะต้องเข้ามามีตำแหน่ง ปรากฏดูในยุค ของท่านกิตติรัตน์ ณ ระนอง ก็ปรากฏว่าคนคนนี้เป็นทั้งตำแหน่งคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ เป็นอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าวซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งสำคัญมาก ปรากฏว่า ณ ขณะนั้น เขาเป็นผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หลังจากที่ท่านกิตติรัตน์มีการปรับ ครม. วันที่ ๑๗ เดือนมกราคม ปี ๒๕๕๕ ท่านบุญทรง เตริยาภิรมย์ เข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ปรากฏว่าท่านประธานเชื่อไหมครับว่าคนคนนี้ก็มาเป็นเลขานุการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตำแหน่งสำคัญที่เกี่ยวข้องกับข้าว ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการ นโยบายข้าวแห่งชาติ เป็นคณะกรรมการพิจารณานโยบายข้าว เป็นอนุกรรมการกำกับดูแล การรับจำนำข้าว ตลอดจนเป็นอนุกรรมการตรวจสอบติดตามการรับจำนำข้าว เป็นทุกตำแหน่งเลย ท่านประธาน ผมยังแปลกใจว่าทำไมท่านณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ถึงไม่ได้เป็นแม้แต่ตำแหน่งเดียว แสดงว่าคนคนนี้ต้องมีความสำคัญมาก และสำคัญมากกว่าท่านณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เพราะณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ แต่ไม่ได้มีตำแหน่งใด ๆ เลย แล้วปรากฏว่า คนคนนี้ขณะนี้เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ครับ คุณหมอวีระวุฒิ วัจนะพุกกะ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และข้อมูลที่ผมได้รับ