กิตติรัตน์ ณ ระนอง อธิบายที่มาของตัวเลขการขาดดุลงบประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และชี้แจงว่าหนี้สาธารณะ ๔.๔ ล้านล้านบาทเกิดจากการสะสมจากยุคก่อน รวมถึงยืนยันว่าการกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอนาคตเป็นไปตามกรอบวินัยการคลังและไม่ใช่การเลี่ยงงบประมาณประจำปีเหมือนกรณีโครงการไทยเข้มแข็งในอดีต
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขออนุญาตใช้โอกาสนี้ที่จะกราบเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผ่านท่านประธานนะครับ ความจริงตั้งใจจะได้กราบเรียนถึงประเด็นในเรื่องของการบริหารรายรับ ซึ่งได้มีคำถามจากท่านสมาชิกในช่วงของการอภิปรายระหว่างวันนะครับ จึงจะขออนุญาต ได้กราบเรียนว่าการประมาณการรายรับซึ่งใช้ในการคำนวณรวมกับนโยบายการคลังที่จะขาดดุล งบประมาณเพียง ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เป็นที่มั่นใจได้ว่าจะสามารถเป็นไปได้ตามเป้า เนื่องจากการคำนวณต่าง ๆ นั้นได้อิงถึง สมมุติฐานอย่างระมัดระวัง การจัดเก็บรายได้ของกรมที่เป็นเรื่องของการจัดเก็บภาษี ก็เต็มไปด้วยความรอบคอบ จึงขออนุญาตเรียนว่าที่มาของ ๒.๒๗๕ ล้านล้านบาทที่เป็นฐาน ในการคำนวณนั้นมีการคำนวณมาด้วยความระมัดระวังแล้วก็มีส่วนราชการต่าง ๆ ที่ได้ร่วม ยืนยันความเป็นไปได้ขั้นสูงของตัวเลขดังกล่าวนะครับ นอกจากนั้นการจัดให้มีงบประมาณ ในฐาน ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาทนั้นเป็นไปอย่างมียุทธศาสตร์อย่างที่ผมได้กราบเรียนไปเมื่อ วันแรกของการอภิปราย แล้วก็จะขออนุญาตได้เรียนว่าการที่ท่านสมาชิกบางท่านอาจจะ เข้าใจผิดว่าหนี้สาธารณะจำนวน ๔.๔ ล้านล้านบาทนั้นเป็นหนี้ที่สะสมมาเป็นเวลาเนิ่นนาน ความจริงก็มีข้อเท็จจริงบางส่วน เพราะว่าหนี้ดังกล่าวนั้นก็เกิดขึ้นจากยุคของรัฐบาลก่อน ๆ ซึ่งก็แน่นอนในช่วงเวลาที่บริหารราชการต่อเนื่องกันมาหลายรัฐบาลนั้นหนี้สาธารณะจำนวน ๔.๔ ล้านล้านบาทที่ท่านสมาชิกได้อ้างถึงก็เป็นเรื่องของการสะสมจริง ๆ เพียงแต่ผมเข้าใจว่า ท่านสมาชิกที่อภิปรายอาจจะไปเข้าใจว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในการจัดให้มีหนี้ที่เกิดขึ้น เพื่อชดเชยการขาดดุลเป็นยอดที่สูงจนน่าตกใจ ความจริงต้องขออนุญาตเรียนว่าจากรัฐบาล ก่อน ๆ นั้น ผมไม่ย้อนไปไกลดีกว่าครับ เอารัฐบาลก่อนอย่างเดียวก็แล้วกันนะครับ จากปีงบประมาณ ๒๕๕๓ ซึ่งมีการขาดดุลในปีนั้น ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทจากฐานของ งบประมาณเพียง ๑.๗ ล้านล้านบาท ฉะนั้นการขาดดุลในปีดังกล่าวมียอดสูงถึงร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณในปีดังกล่าว แล้วในปีถัดไปคือปี ๒๕๕๔ ภายใต้รัฐบาลเดียวกันก็ยังคง ขาดดุลอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในปีนั้น ซึ่งก็เป็นสัดส่วนที่สูงถึงร้อยละ ๑๘.๔ ของฐาน งบประมาณ ๒.๑๖๙ ล้านล้านบาท ในขณะที่การขาดดุลงบประมาณในปีนี้ที่เรากำลัง อภิปรายกันคือ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อเทียบกับ ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาทนั้นเป็นการขาดดุล เพียงร้อยละ ๙.๙ ของยอดงบประมาณรวม แล้วก็การที่ท่านอาจจะไขว้เขวแล้วก็นำไป บวกกับตัวเลข ซึ่งเป็นเรื่องของการออกกฎหมายเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไม่ว่าจะเป็น ระบบบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการนั้น ท่านก็อาจจะลืมไปว่าในรัฐบาลก่อนนั้นก็มี การดำเนินการออกพระราชกำหนดเพื่อกู้เงินในโครงการที่เข้าใจว่า เรียกว่า โครงการไทยเข้มแข็ง ยอด ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นในรัฐบาลก่อนเพียงช่วงระยะเวลา ๒ ปีหนี้สาธารณะ ที่เกิดขึ้นก็มีมูลค่าสูงถึง ๑.๑ ล้านล้านบาท คือ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทบวก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท คือ ๑.๑ ล้านล้านบาทที่เป็นองค์ประกอบของ ๔.๔ ล้านล้านบาท ที่ท่านสมาชิกได้หยิบยกขึ้นมา แต่ตัวเลขที่เรากำลังพูดถึงอนาคตโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเลข ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทตามร่างพระราชบัญญัติการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม ขนส่งนั้น ความจริงท่านผู้อภิปรายก็เป็นกรรมาธิการวิสามัญท่านหนึ่ง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ เป็นการเตรียมการลงทุนในระยะเวลา ๗ ปีข้างหน้า แล้วก็การที่จะมีการกู้นั้นจะต้องมี การดำเนินการเพื่อพิจารณาความคุ้มค่าของโครงการต่าง ๆ มีการกลั่นกรองจากส่วนราชการต่าง ๆ ถึงความเหมาะสมในการลงทุนมีการที่จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทุกประการจึงจะมีการกู้เงินได้มิใช่เป็นการกู้มาในคราวเดียว ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้น การที่หนี้สาธารณะจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นไปในช่วงระยะเวลา ๗ ปีข้างหน้าควบคู่ไปกับการที่จีดีพี ของประเทศจะเติบโตขึ้นก็จะทำให้ระดับหนี้สาธารณะที่เป็นยอดรวมอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ต่ำกว่าระดับเพดาน กรอบวินัยการคลัง ซึ่งได้ถูกกำหนดขึ้นมาในรัฐบาลก่อนหน้าที่รัฐบาลนี้ จะเข้ามาดำเนินการเสียอีก ดังนั้นยอดที่จะมีการกู้เงินนั้นจึงเป็นยอดที่อยู่ในวินัยการคลัง ไม่ว่า จะเทียบกับจีดีพีของประเทศ ไม่ว่าจะเทียบกับงบประมาณประจำปีที่จะมีการดำเนินการกัน และผมก็เชื่อสมาชิกที่มีความเข้าใจว่าการแยก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็นวิธีเลี่ยงงบประมาณ ประจำปีนั้นนะครับ ขอกราบเรียนว่าถ้าผมจะมองว่าเป็นการเลี่ยงผมเข้าใจว่าพระราชกำหนดกู้เงิน เพื่อโครงการไทยเข้มแข็งนั้นเป็นการเลี่ยงงบประมาณประจำปีอย่างชัดเจน เหตุผลเพราะว่า ไม่สามารถจะใส่เข้าไปในงบประมาณประจำปีครับ เพราะการกู้เงินตามงบประมาณประจำปีนั้น มีกำหนดสัดส่วนไว้ว่าจะต้องไม่เกินร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณประจำปี แต่ว่าในช่วงเวลา ดังกล่าวเอาเฉพาะการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณก็มีระดับสูงจนเกือบจะชนเพดาน สิ่งที่เราเรียกว่าวินัยในการดำเนินงบประมาณแล้ว ดังนั้นก็เข้าใจครับแล้วก็เห็นใจที่มีการออกเป็น ร่างพระราชกำหนดในลักษณะดังกล่าวเพราะว่าไม่สามารถจะเข้าไปอยู่ในงบประมาณประจำปีได้ แต่ส่วนที่รัฐบาลนี้ดำเนินการนะครับ ขออนุญาตยืนยันว่ามิได้มีเหตุผลในการเลี่ยงในยอด ดังกล่าวเลย ซึ่งท่านสมาชิกบางท่านก็ได้อภิปรายไปแล้วด้วยซ้ำไปว่ามันสามารถเข้าไปอยู่ใน พระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีก็ได้ เพราะว่ายอดหนี้ที่เกิดขึ้นนั้นยังอยู่ในระดับซึ่งไม่สูง ไปกว่าเจตนารมณ์ของการดำเนินตามร่างพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ แต่การที่รัฐบาลนี้ ต้องการจะแยกหนี้ออกมาให้เห็นเป็นต่างหากนั้นเพราะว่าโครงการที่ใช้การกู้เงินนั้นมีลักษณะ เป็นโครงสร้างพื้นฐานเฉพาะด้านอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการน้ำ อย่างบูรณาการ หรือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ดังนั้น ถ้าพิจารณาไปตามเจตนารมณ์ของการควบคุมระดับการกู้เงินตามร่างพระราชบัญญัติวิธีการ งบประมาณแล้วต้องถือว่าสิ่งที่รัฐบาลนี้ดำเนินการยังอยู่ภายใต้กรอบของสัดส่วนที่ เจตนารมณ์นั้นต้องการควบคุมไว้ทุกประการ แต่การที่แยกออกมานั้นจะสามารถทำให้เกิด ประโยชน์ที่ชัดเจนคือสามารถติดตามการดำเนินการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานนั้น ได้อย่างเป็นระบบ และนอกจากนั้นยังสามารถให้ความเชื่อมั่นได้อย่างต่อเนื่องว่าหากกฎหมาย ดังกล่าวผ่านกระบวนการในการพิจารณาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้วจะสามารถทำให้เกิด การลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถทำให้เกิดความมั่นใจได้ว่าตลอดระยะเวลาหลายปี เกือบ ๑ ทศวรรษ ระดับยอดหนี้สาธารณะโดยรวมจะถูกควบคุมไว้ในระดับที่ต่ำกว่าเพดาน วินัยการคลังได้เป็นอย่างดี ผมจึงขออนุญาตได้เรียนให้ท่านสมาชิกได้สบายใจนะครับว่า ตัวเลขที่ท่านบวกมาราวกับว่าจะมีการกู้เงินในทันทีโดยมีตัวเลข ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นตัวเลขหลักที่ท่านนำมาคำนวณนั้นเป็นสิ่งที่จะไม่เกิดขึ้นเพราะการดำเนินการในส่วนนี้ จะมีการดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป การกู้เงินนั้นจะทำเมื่อมีการอนุมัติโครงการนี้ อย่างถูกต้องและมีการสร้างงานต่าง ๆ ในลักษณะที่เป็นการส่งมอบงานจึงจะมีการกู้เงิน เพื่อมาชำระค่างวดงานต่าง ๆ ผมจึงขออนุญาตเรียนให้ท่านสมาชิกได้สบายใจนะครับว่า ยอดการกู้เงิน ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ นั้นมีสัดส่วนเพียงร้อยละ ๙.๙ ของงบประมาณรวม ไม่ได้มีลักษณะ ที่สูงถึงร้อยละ ๒๐ หรือเกือบร้อยละ ๒๐ อย่างเช่นที่เราได้เผชิญมาในช่วงปี ๒๕๕๓ และปี ๒๕๕๔ แล้วก็ยอดรวมของการที่จะมีหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นนั้นจะเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนแผนที่จะมีการดำเนินการให้มีความสามารถในการชำระหนี้ได้ในอนาคตก็จะสอดคล้อง กับจีดีพีที่เติบโตขึ้น รายได้ของรัฐที่จะเพิ่มขึ้นซึ่งก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเมื่อจีดีพีเติบโตขึ้น เราสามารถจัดเก็บภาษีได้ดีขึ้นภายใต้อัตราที่เป็นอย่างเดิม หรืออัตราที่ลดลงอย่างที่รัฐบาลนี้ ได้ดำเนินการมาในช่วงเกือบ ๒ ปีที่ผ่านมา แล้วก็การที่เราจะสามารถดำเนินการให้ หนี้สาธารณะนั้นมีการลดลง มีการวางแผนอย่างเป็นระบบภายใต้ข้อสมมุติของการชำระหนี้ คืนอย่างช้า ๆ ซึ่งถ้าหากว่าเรามีความประสงค์ที่จะชำระหนี้คืนเร็วกว่าอัตราที่ว่านั้นก็ทำได้ โดยง่าย ตัวเลขที่ท่านสมาชิกได้กล่าวถึงว่าในปีที่ ๑๑ จะมีการค่อย ๆ ชำระคืนเงินต้นนั้น ก็เป็นจริงนะครับเพราะว่าเราสมมุติไว้ว่าในปีที่ ๑๑ เราจะชำระเพียง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งท่านก็จะสามารถเห็นได้ว่าถ้าหากว่าต้องการจะคืนเร็วกว่านั้นการจะกำหนดยอดชำระคืน เงินต้นที่เร็วกว่ายอดดังกล่าวขึ้นบ้างเล็กน้อยจะทำให้ระยะเวลาในการใช้หนี้ให้เสร็จสิ้นนั้น รวดเร็วเป็นอันมาก รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยที่เราสมมุติขึ้นว่าจะมีการกู้อยู่ในอัตราร้อยละ ๕ นั้นก็เป็นข้อสมมุติ ซึ่งสมมุติขึ้นมาอย่างระมัดระวัง แล้วก็เชื่อมั่นว่าจะไม่มีดอกเบี้ยจริงที่สูงกว่าอัตราดังกล่าว ดังนั้นภายใต้ข้อสมมุตินี้ทุกประการ การที่จะสามารถชำระหนี้ดังกล่าวได้สำเร็จเสร็จสิ้น ในเวลาที่เร็วกว่าที่กำลังพูดกันนี้ก็จะมีความเป็นไปได้สูงนะครับ แล้วก็ขออนุญาตเรียนว่า กฎหมายกู้เงินในฉบับอื่น ๆ นั้นไม่ได้มีการคำนวณในเรื่องนี้ไว้ แล้วก็เราจะเห็นได้ว่าในอดีตนั้น มีการกู้เงินก้อนโตบางจำนวนซึ่งถูกทิ้งข้ามเป็นหลาย ๆ ทศวรรษ ดังนั้นในการดำเนินการ สิ่งที่รัฐบาลนี้ต้องการจะดำเนินการก็คือทำให้งบประมาณประจำปีมีความชัดเจนและยืนยัน กับประชาคมทั้งหมดได้ว่าเราไม่มีความจำเป็นจะต้องเป็นโรคขาดดุลงบประมาณอย่างเรื้อรัง การดำเนินการให้มีการขาดดุลลดลงทั้งในระดับที่เป็นจำนวน และทั้งระดับที่เป็นสัดส่วน เมื่อเทียบกับงบประมาณรวม หรือเทียบกับจีดีพีของประเทศนั้นเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาแล้ว ๒ ปีงบประมาณ และในปีนี้ก็จะเป็นปีที่ ๓ ของปีงบประมาณภายใต้รัฐบาลนี้ แตกต่างจาก ในอดีตซึ่งนอกจากจะไม่สามารถควบคุมให้ระดับนั้นคงที่ได้แล้วกลับเพิ่มขึ้นเสียด้วยซ้ำไป ดังนั้นผมจึงขออนุญาตเรียนให้ท่านสมาชิกได้สบายใจนะครับ ฐานรายรับมีการคำนวณ ด้วยความระมัดระวัง การดำเนินการเพื่อที่จะให้มีงบประมาณตามยอดดังกล่าวนั้นการกู้เงิน จะทำด้วยสัดส่วนที่ลดลง แล้วก็อยู่ภายใต้เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ รวมทั้งในส่วนที่เป็นเรื่องของการกู้เงินเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานนั้นจะมีการดำเนินการ อย่างระมัดระวัง แล้วก็เชื่อว่าการที่จะกู้เงินนั้นจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างระมัดระวังภายใต้ กรอบของวินัยการคลังที่มีความเข้มงวด กราบขอบพระคุณครับ