ยุคล ลิ้มแหลมทอง ชี้แจงนโยบายการปรับโครงสร้างภาคเกษตรกรรมโดยเน้นการจัดสรรงบประมาณตามยุทธศาสตร์ประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมนำเสนอโครงการสมาร์ทฟาร์เมอร์ 446 ล้านบาท เพื่อพัฒนาเกษตรกร 180,000 ราย ให้มีรายได้เทียบเท่าแรงงานผ่านการใช้เทคโนโลยีและการเชื่อมโยงข้อมูลบัตรประชาชนกับ ธ.ก.ส. รวมถึงการประกาศโซนนิ่งเกษตรตามหลักวิชาการ และหารือมาตรการดูแลสารเคมีและปุ๋ยราคาสูงโดยเสนอโครงการเกษตรสีเขียวในจังหวัดนำร่อง ตลอดจนขอตั้งงบประมาณปี ๒๕๕๗ เพื่อเปลี่ยนวิธีการใช้รถในสำนักงานจากซื้อเป็นเช่า เนื่องจากมีตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการเพิ่มขึ้น
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม นายยุคล ลิ้มแหลมทอง ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขออนุญาตชี้แจงประเด็น ที่เกี่ยวข้องกับทางส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่รับผิดชอบอยู่นะครับ เมื่อวาน ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณาให้ความสำคัญกับงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อย่างมาก แล้วก็ได้เป็นห่วงว่ากระบวนการในการปรับโครงสร้างทางด้านการเกษตรนั้น ได้มีการดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง แล้วก็มีการวางมาตรฐาน มีการวางมาตรการ ในการของบประมาณอย่างไร ผมขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับว่างบประมาณของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปีนั้น ก็ต้องกราบเรียนว่าได้มีการดำเนินการตามแนวทาง ที่ทางท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณานำเรียนในเรื่องของคันทรี สแทรทิจี (Country strategy) หรือว่ายุทธศาสตร์ประเทศ โดยเน้นน้ำหนักไปอยู่ที่เรื่องของการที่จะเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขัน
ในส่วนของโครงสร้างทางด้านการเกษตรที่ทางท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้กรุณาเน้นในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสมาร์ท ฟาร์เมอร์ ต้องการาบเรียนว่าอันนี้ เป็นเรื่องหนึ่งที่ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการในลักษณะที่ต้องการจะ ปรับเปลี่ยนแนวความคิดของพี่น้องเกษตรกร แล้วก็สร้างศักยภาพของพี่น้องเกษตรกร ให้มีขีดความสามารถในการที่จะแข่งขันได้ โดยการเน้นในการที่จะให้เกษตรกรเองนั้น มีความรู้ที่เกี่ยวข้องกับทางด้านการเกษตรที่ตัวเองประกอบอาชีพนั้นอยู่ มีความคิด ในการที่จะวางแผนให้เป็น ว่าวางแผนในการผลิตนั้นจะต้องมีการผลิตที่สอดคล้องกับ การตลาดรองรับ แล้วก็ต้องเป็นผู้ที่มีความเข้าใจถึงเรื่องการผลิตที่จะต้องผลิตสินค้า ที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และในขณะเดียวกันต้องสามารถที่จะคำนึงถึง ความปลอดภัยของสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นด้วย เพราะว่าในปัจจุบันนี้ในเรื่องของทางด้าน สิ่งแวดล้อมนั้นเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ซึ่งอันนี้ก็เป็นนโยบายที่ทางท่านนายกรัฐมนตรี ได้ให้ไว้ในเรื่องของยุทธศาสตร์ประเทศ แล้วทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ได้มีการตั้ง งบประมาณในการที่ดำเนินการในส่วนของสมาร์ท ฟาร์เมอร์เอาไว้ ในปีนี้อยู่ที่ประมาณ ๔๔๖ ล้านบาท ซึ่งใน ๔๔๖ ล้านบาทนั้นทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองได้เน้น ในการที่จะพัฒนาเกษตรกรที่จะเข้าสู่ในระบบสมาร์ท ฟาร์เมอร์ที่ประมาณ ๑๘๐,๐๐๐ ราย ที่จะเข้ามาในส่วนของที่ทำให้มีรายได้สูงขึ้นโดยที่ตั้งเป้าของรายได้เอาไว้โดยเฉลี่ยต่อปี ต่อครอบครัวนั้นต้องเท่า ๆ กับแรงงานที่ประมาณ ๓๐๐ บาทต่อวัน นั่นก็คือประมาณ ๑๘๖,๐๐๐ รายต่อวัน แล้วก็เป็นงบประมาณที่ใช้ในการที่จะให้ตัวเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์เข้าไปหาตัวเกษตรกรโดยการแก้ไขปัญหาเป็นลักษณะของการทำงานเป็นเฉพาะราย แบบเดียวกับเป็นหมอเข้าไปหาตัวเกษตรกรรักษาเป็นรายนะครับ ไม่ใช่เป็นการรักษาลักษณะที่เป็นหว่านแหหรือว่าจัดหลักสูตรฝึกอบรมโดยที่เกษตรกรเข้ามา แล้วไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาโดยตรงกับเขานะครับ อันนี้ก็เป็นการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของ ตัวเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ในขณะเดียวกันนั้นก็เน้นในการที่จะให้ องค์ความรู้กับตัวพี่น้องเกษตรกรให้มีการพัฒนาตัวเอง โดยมีงบประมาณในการที่จะทำ ทีวี (TV) เกษตรนะครับ แล้วก็ตั้งศูนย์สารสนเทศในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อที่จะ รวบรวมองค์ความรู้ต่าง ๆ จากหน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มี การศึกษาค้นคว้า วิจัย รวมทั้งข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เพื่อที่จะให้ความรู้เหล่านี้กระจายออกไปกับของตัวพี่น้องเกษตรกรโดยผ่านทางการเชื่อมโยง ระหว่างหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง กับทางด้านศูนย์เทคโนโลยีชุมชน ของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งมีการที่จะกระจายองค์ความรู้ออกไปให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้โดยได้เน้นในการที่เกษตรกรเองนั้นสามารถที่จะเข้าถึงได้ในข้อมูลข่าวสาร โดยที่ผ่านทางสื่อ ทางทีวี ผ่านทางสื่อของทางอินเทอร์เน็ต (Internet) ผ่านทางเจ้าหน้าที่ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง แล้วก็มีการรวบรวมข้อมูลของนักวิชาการของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่าใครเชี่ยวชาญในเรื่องอะไร แล้วก็จะให้ข้อมูลเหล่านั้นลงไป ในอินเทอร์เน็ตที่จะทำให้เกษตรกรสามารถที่จะหาข้อมูลผ่านทางอินเทอร์เน็ตชุมชน หรือว่า ทางอินเทอร์เน็ตของตำบลต่าง ๆ ได้ โดยที่ได้มีการทำเอ็มโอยู (MOU) ร่วมกันระหว่าง กระทรวงต่าง ๆ ของรัฐบาล ในกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ ใน ธ.ก.ส. ในการที่จะ ถ่ายโอนข้อมูลตัวบัตรเกษตรกร บัญชีเกษตรกรทั้งหมดไปลงในบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งตรงนี้เองนี้นั้นก็จะทำให้ข้อมูลเกษตรกรมีความชัดเจนยิ่งขึ้น ในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในการวางแผนการพัฒนาต่าง ๆ นั้นก็จะมีความชัดเจนยิ่งขึ้น ในการที่ดำเนินการร่วมกับทาง ธ.ก.ส. ซึ่งมีบัตรเครดิตเกษตรกรก็สามารถที่จะใช้ร่วมกัน ในกระบวนการตรงนี้นะครับ อันนี้ก็เป็นกระบวนการในการที่ดำเนินการที่จะพัฒนาสมาร์ท ฟาร์เมอร์ โดยที่ทั้งหมดนี้นั้นก็จะมีกระบวนการในการจัดทำเรื่องของโครงสร้างใหญ่ ก็คือ เรื่องของโซนนิ่งเกษตร อย่างที่ได้กราบเรียนไปแล้วเมื่อคืนว่าได้มีการประกาศโซนนิ่งเกษตร ทั้งในเรื่องพืช ประมง และปศุสัตว์ไปเรียบร้อยแล้ว เป็นการประกาศโดยใช้หลักวิชาการว่า พื้นที่มีความเหมาะสมกับพืช สัตว์ ประมงชนิดไหนนะครับ อันนี้เป็นข้อมูลทางวิชาการ ซึ่งจะมีปัญหาในการที่ถ้าพี่น้องเกษตรกรไม่เข้าใจก็อาจจะบอกว่าทำไมตัวเองอยู่นอกเขต พื้นที่ปลูกอยู่แล้ว เลี้ยงอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ประกาศให้เป็นเขต เป็นโซนนิ่ง ก็ต้องกราบเรียนว่า อันนี้คือข้อมูลทางวิชาการที่จะบอกให้รู้ว่าผลผลิตเกษตรที่อยู่ในพื้นที่ตรงนั้น โดยอุณหภูมิ ขนาดนั้น ดินอย่างนั้น ความร้อน ความชื้นตลอดทั้งปีเป็นอย่างไร ตอนนี้มีความเหมาะสมอย่างไร อันนี้ถ้าไม่เข้าในหลักการทางวิชาการแล้วนี่เราก็จะไม่ประกาศแนะนำ เป็นการประกาศแนะนำ พื้นที่ซึ่งผูกโยงกันระหว่างตัวสินค้ากับตัวความเหมาะสมของศักยภาพทางด้านกายภาพ ทั้งดิน ทั้งน้ำ ทั้งอากาศ และในพื้นที่ตรงนั้น วันนี้การบริหารจัดการในพื้นที่ตรงนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ได้มอบหมายให้ทางท่านผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะที่เป็นเจ้าของพื้นที่ในแต่ละจังหวัดนั้น เป็นประธานในการบริหารจัดการเรื่องของโซนนิ่ง เป็นการกระบวนการในการแก้ไขปัญหา จากล่างขึ้นบน ไม่ใช่เป็นการท็อป-ดาวน์ (Top-down) จากบนลงล่างนะครับ เพราะว่า กระบวนการในการที่สั่งการจากข้างบนลงไปข้างล่างนั้นในแต่ละจังหวัด ในแต่ละพื้นที่ เกษตรกรเองอาจจะไม่ได้ต้องการอย่างนั้น หรือว่าพื้นที่แต่ละพื้นที่นั้นมีความต้องการ ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้เองก็คือส่วนที่ทำให้กระบวนการในการแก้ไขปัญหาสินค้า เกษตรต่าง ๆ จะจัดระบบจากล่างขึ้นบน แล้วก็แก้ปัญหาในพื้นที่ แล้วก็มีการเชื่อมโยง อย่างที่กราบเรียนเมื่อคืนว่าได้มีการตั้งคณะกรรมการที่ดูแลสินค้าเกษตร ๑๑ กลุ่มใหญ่ ข้อมูลจากโซนนิ่งเกษตร ข้อมูลจากผลผลิตทางการเกษตรในแต่ละปีจะมีการตรวจสอบ ปริมาณการผลิตต่าง ๆ จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เรามีข้อมูลครอพ เยียร์ (Crop Year) หมายถึงว่าในแต่ละปีตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนธันวาคมมีผลผลิตเกษตรอะไรบ้าง ออกที่ไหน เมื่อโซนนิ่งเกษตรชัดเจนเรียบร้อยแล้วนี่จะรู้ว่าผลผลิตในแต่ละพื้นที่มีจำนวนเท่าไร ตลาด ที่เป็นตลาดปกติเป็นใคร แล้วก็ปีนี้ผลผลิตจะออกมาเกินหรือว่าน้อยอย่างไร จะมีการจัดการ ตลาดตั้งแต่เริ่มต้นโดยผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วก็ตัวคณะกรรมการระดับจังหวัดซึ่งมีเกษตรกร แล้วก็ผู้ประกอบการต่าง ๆ อยู่ในพื้นที่ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดการตั้งแต่ในพื้นที่ ถ้ามันเหลือมากเกินกว่าจัดการในพื้นที่ได้ก็จะส่งมาที่ส่วนกลาง ซึ่งในส่วนกลางเองนั้นในคณะกรรมการแต่ละชุดสินค้าจะมีการประชุมแล้วก็มีการเตรียมการ ล่วงหน้า แล้วก็มีเงิน คชก. เป็นเงินที่ทางด้านการผลิตและทางด้านการตลาดรองรับในการที่จะแก้ไข ปัญหาซึ่งอันนี้เป็นการวางระบบในการที่จะจัดการเรื่องของพืชผลทางการเกษตร แล้วก็ เรื่องของการจัดโซนนิ่งและระบบของสมาร์ท ฟาร์เมอร์ ในการพัฒนาบุคลากรของประเทศนะครับ อันนี้เองก็จะเป็นตัวเชื่อมโยงไปถึงเรื่องที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้พูดถึงเรื่องการแก้ไข ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรซึ่งแกว่งอยู่ตลอดเวลา ก็กราบเรียนว่าถ้ายังไม่ทราบปริมาณ การผลิตที่แท้จริง ไม่ทราบปัญหาที่แท้จริงในตลาดพื้นที่เราก็จะแก้ไขปัญหาตรงนี้ไม่ได้ ในขณะเดียวกันนั้นเองการพัฒนาเกษตรกรให้รับรู้ว่า เมื่อผลิตแล้วจะต้องมีตลาดรองรับ รับรู้ว่าผลิตแล้วก็ขายมีคุณภาพ ก็จะทำให้เกษตรกรเองจะต้องตื่นตัวก่อนก่อนที่จะมีการดูแล เรื่องการผลิตแล้วก็การตลาดในแต่ละปีที่จะเกิดขึ้น ตัวเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เอง ก็จะสามารถเข้าไปแนะนำแล้วก็ชี้แจงบอกได้ว่าจะต้องมีการเตรียมการอย่างไร เพราะว่า ผลผลิตทางการเกษตรนั้นยกตัวอย่างปีนี้ผลผลิตทางการเกษตรทางด้านผลไม้ช้าไปประมาณ เดือนครึ่งอย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณาพูดไว้นะครับ แต่การที่ผลผลิตทางการเกษตร ช้าไปเดือนครึ่งนั้นผลผลิตจะออกมาก หรือน้อยทางเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะรู้ล่วงหน้าว่าดอกออกเมื่อไร ผลิตผลดกหรือไม่ ติดผลหรือไม่ ซึ่งตรงนี้จะเป็นการประเมิน แล้วก็จะทราบสถานการณ์ทางด้านการเกษตร แล้วก็จะบอกได้ว่าราคานั้นได้เชื่อมโยงกับ การตลาดซึ่งเป็นการเชื่อมโยงทั้งในประเทศและต่างประเทศ สินค้าหลายตัวต้องกราบเรียนว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถ้าพูดไปแล้วอย่างยางพารา ปาล์มน้ำมัน อะไรต่าง ๆ นั้น วันนี้เราสามารถที่จะผลิตได้เกินกว่าความต้องการบริโภคภายในประเทศ เพราะฉะนั้น เมื่อเกินกว่าความต้องการบริโภคในประเทศก็จะต้องพึ่งตลาดต่างประเทศ ความผันผวนของ ตลาดต่างประเทศหรือผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกจะมีผลกระทบกับเรื่องของราคาสินค้า ภายในประเทศด้วย อันนี้ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่เราต้องมองภาพว่าการตลาดนั้นไม่ใช่เป็นตลาด ภายในประเทศอย่างเดียว มันเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศ แล้วก็ต้องมีการดูความสมดุล ตรงจุดนี้ อย่างไรก็ตามในฐานะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับผิดชอบเกษตรกรอยู่นั้น ก็จะพยายามทำให้เห็นว่า ทำอย่างไรที่จะให้เกษตรกรสามารถจะผลิตสินค้าเกษตรได้ ในต้นทุนที่ต่ำที่สุด ให้ประสิทธิภาพสูงสุด วันนี้ปัญหาที่คุยกันอยู่แล้วแก้ไม่จบส่วนหนึ่ง ที่เกิดขึ้นก็คือว่าต้นทุนของสินค้าเกษตรนั้นไม่มีความชัดเจนนะครับ หลาย ๆ ท่านก็ต้องการ ต้นทุนราคาที่สูงขึ้น แต่ว่าต้นทุนเกษตรที่มีปัญหาอยู่ยกตัวอย่างเช่นปาล์มน้ำมัน วันนี้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรชี้ยืนยันว่าต้นทุนของเกษตรควรจะอยู่ที่ไม่เกิน ๓.๑๐ บาท บวกค่าขนส่งแล้ว ราคาปาล์มน้ำมันไม่ควรจะเกิน ๔ บาท ซึ่งทาง กนป. คณะกรรมการ นโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติก็ให้มีการซื้อที่ ๔ บาท แต่มีเงื่อนไขว่าต้องซื้อจากเกษตรกร ที่มีพื้นที่น้อยกว่า ๕๐ ไร่ นั่นก็คือการเน้นไปที่การช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรรายย่อยนะครับ ตรงนี้เองที่เป็นปัญหาว่าทางพี่น้องเกษตรกรขอให้ทางเราซื้อจากเกษตรกรทุกราย ซึ่งตรงนี้เองทุกราย แล้วก็เป็นรายที่ถึงแม้ว่าจะมีรายใหญ่ก็ต้องซื้อภายใน ๕๐ ไร่ด้วย ซึ่งตรงนี้เองก็เป็นประเด็นปัญหา เพราะว่าข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตรยืนยันว่า ๒๒๐,๐๐๐ รายที่เป็นเกษตรกรนั้น ๙๐ เปอร์เซ็นต์เป็นเกษตรกรที่มีปาล์มน้ำมันต่ำกว่า ๕๐ ไร่ อันนี้ก็จะเป็นประเด็น ที่ต้องทำความเข้าใจในรายละเอียดกันนะครับ ส่วนเรื่องของยางพารานั้นคงจะขอให้ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการได้กรุณาชี้แจงนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะขออนุญาตกราบเรียนก็คือว่าท่านผู้มีเกียรติได้พูด ถึงเรื่องของการดูแลเกี่ยวกับสารเคมี เรื่องของปุ๋ยเคมีต่าง ๆ ซึ่งราคาสูงขึ้น แล้วก็มีมาตรการ ที่จะดำเนินการตรงนี้อย่างไรนั้น ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ตั้งงบประมาณไว้ ในเรื่องของโครงการที่ทำเรื่องของอาหารปลอดภัย ซึ่งในโครงการอาหารปลอดภัยนั้นจะเน้น ในเรื่องของการที่ดูแลเรื่องเคมีภัณฑ์ทั้งหมดที่ใช้ในการเกษตร ปัจจัยการผลิตทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพืช ประมง ปศุสัตว์ จะต้องขึ้นทะเบียนกับทางหน่วยงานของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์หรือหน่วยงานของทางราชการ ปุ๋ยเคมีก็ต้องขึ้นทะเบียนเช่นเดียวกัน สารเคมี ทุก ๆ อย่างจะต้องมีการขึ้นทะเบียน กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีเป็นพระราชบัญญัติ วัตถุอันตรายของกระทรวงที่ดูแลร่วมกัน ๓ กระทรวง คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข แล้วก็กระทรวงอุตสาหกรรม ตรงนี้มีการขึ้นทะเบียน แล้วก็มี การตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนั้นกระบวนการในการดูแลเรื่องความปลอดภัยอาหารนั้นเราถือว่า เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง แล้วก็เป็นตัวหนึ่งที่ทำให้เราสามารถส่งสินค้าออกไป ต่างประเทศได้เป็นระดับต้น ๆ ของโลกนะครับ ในขณะเดียวกันทางกระทรวงเกษตร และสหกรณ์เองก็มีการเน้นในการที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรนั้นลดการใช้สารเคมีต่าง ๆ โดยเน้น ในโครงการเกษตรอินทรีย์ เป็นการส่งเสริมทำเกษตรอินทรีย์ แล้วก็เริ่มต้นในปีนี้มีโครงการ ที่จะทำเรื่องของการเกษตรสีเขียวใน ๕ จังหวัด คือจังหวัดจันทบุรี จังหวัดพัทลุง จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดราชบุรี เน้นในการที่จะปลูกสินค้าเกษตร ผลิตสินค้าเกษตร ที่มีความปลอดภัยหรือเกษตรอินทรีย์แล้วก็เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีความปลอดภัย หรือเกษตรอินทรีย์แล้วก็เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งอันนี้เป็นนโยบายที่ดำเนินการในการที่จะ เข้าสู่เรื่องของการเกษตรสีเขียว เราได้มีการนำร่องในการที่จะดำเนินการปีนี้ใน ๕ จังหวัด ซึ่งต้องกราบเรียนว่าอันนี้เป็นทิศทางที่ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีการจัดเตรียม ตั้งงบประมาณเอาไว้
ในประเด็นสุดท้าย ที่อยากจะใคร่กราบเรียนก็คือเรื่องของรถยนต์ครับ รถยนต์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หมดสัญญาเช่าเดือนตุลาคมนี้ ก็เลยต้องขออนุญาตตั้งงบประมาณต่อในปี ๒๕๕๗ เพื่อที่จะเช่ารถ ไม่มีรถใช้ครับ แล้วก็รถยนต์ทั้งหมดของรัฐมนตรีช่วยว่าการ เดิมมีรัฐมนตรีช่วยว่าการคนเดียว ตอนนี้ มีรัฐมนตรีช่วยว่าการ ๒ คน แล้วก็เป็นรถของในสำนักงานก็ใช้วิธีการเช่าแทนที่จะซื้อ ก็ต้อง ขออนุญาตกราบเรียนครับอันนี้เป็นไปตามระเบียบนะครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ