คณวัฒน์ วศินสังวร หารือเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ จำนวน ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท และยังหารือเรื่องนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของประเทศไทย
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม คณวัฒน์ วศินสังวร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผมขอ อภิปรายสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ จำนวน ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบประมาณขาดดุล ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการขาดดุลงบประมาณประมาณ ๑.๙ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพีนะครับ ประเด็นที่จะขอทำความเข้าใจและอภิปรายนะครับ ก็จะมีเรื่องที่ทาง สมาชิกหลายท่านที่อาจจะนำเสนอและเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ารัฐบาลจัดทำงบประมาณโดยไม่มี หลักคิดนะครับ งบประมาณไม่สะท้อนทิศทางที่ชัดเจนและไม่แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำนะครับ ถ้าท่านประธานและท่านสมาชิกจะได้ไปดูในเอกสารที่เกี่ยวข้องในการจัดทำงบประมาณก็จะ เห็นได้ชัดเจนว่าการจัดทำงบประมาณนี่นโยบายงบประมาณของรัฐบาลให้ความสำคัญกับ การดำเนินยุทธศาสตร์ของประเทศนะครับ ยุทธศาสตร์ของประเทศเขาก็พูดเอาไว้ ๔ ด้าน ทางด้านความสามารถ ทางด้านการแข่งขัน การลดความเหลื่อมล้ำ การเติบโตที่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อมและเรื่องการปรับระบบราชการ ยุทธศาสตร์การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี ๒๕๕๘ ตลอดจนนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ๑๖ ข้อ ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย โดยเป้าหมายเพื่อจะลดรายจ่าย สร้างและเพิ่มรายได้และขยายโอกาส ถ้าไปดูในบริบท เหล่านี้ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ จะเห็นว่ารัฐบาลมีการ วิเคราะห์สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในโลกในขณะนี้ รัฐบาลพูดถึงความล่มสลายของค่ายตะวันตกที่เกิดขึ้นกับประเทศอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาก็ดี ประเทศญี่ปุ่นก็ดี หรืออียู (EU) ก็ดี กับมาตรการคิวอี (QE) มาตรการนโยบายการผ่อนคลาย ทางการเงินด้วยการอัดฉีดสภาพคล่อง พิมพ์แบงก์ออกมาซื้อหลักทรัพย์และสินทรัพย์เหล่านี้ก็ดี ทำให้เงินทุนเหล่านี้ไหลเข้ามาในเอเชีย โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยก็เป็น ประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากเงินทุนไหลเข้า ปัญหาเรื่องการส่งออกไม่ได้เพิ่งเกิดในวันนี้ ปัญหาเรื่องการส่งออกเกิดมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ในคราวที่เกิดเขาเรียกว่า แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส ช่วงนั้นเองก็กระทบมาตลอด เพราะช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าในโลกตะวันออกเป็นผู้ผลิต เพื่อจะป้อนสินค้าให้โลกตะวันตก โลกตะวันตกทั้งโลกก็บริโภคสินค้าจากโลกตะวันออกด้วย การแบกหนี้ ปัญหาของโลกตะวันตกในวันนี้ก็คือหนี้สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่นก็ดี อียูหลายประเทศก็ดี แม้กระทั่งประเทศสหรัฐอเมริกา หนี้สาธารณะเฉียดร้อยกับเกินร้อย ทั้งหมด นี่คือสาเหตุที่นำไปสู่ภาวะที่เศรษฐกิจโลกหยุดชะลอตัวทั้งหมด เหตุการณ์แบบนี้ ก็เกิดขึ้นและดำรงมาตลอด รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เห็นถึงปัญหานี้ชัดเจน ท่านเขียนเอาไว้ในคำแถลงนโยบายไว้ว่าโลกกำลังเปลี่ยน ปัญหาที่เกิดกับโลกตะวันตกไม่รู้ว่า จะแก้ได้เมื่อไร ในขณะที่ศูนย์กลางของเศรษฐกิจโลกกำลังหมุนมา กำลังเปลี่ยนมาที่ประเทศ ในเอเชีย โดยเฉพาะประเทศจีน และภูมิภาคในอาเซียน บริบทของประเทศไทยก็คือว่า เศรษฐกิจของประเทศไทย ถ้าท่านคุ้นกับโครงสร้างของจีดีพีหรือเขาเรียกว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวม ภายในประเทศ ซึ่งจะประกอบด้วยตัว ซี (C) คือการบริโภคภาคเอกชน ตัว ไอ (I) คือ อินเวสท์เมนท์ นี่นะครับ คือการลงทุนของภาคเอกชน แล้วก็ตัว จี (G) กัฟเวิร์นเมนท์ สเปนดิง คือการใช้จ่าย งบประมาณของรัฐบาลที่เราพิจารณากันอยู่ทุกวันนี้นะครับ กับอีกส่วนหนึ่งคือส่วนของ ตัวเอ็กซ์ (X) เอ็กซ์ปอร์ต บวกกับทางด้านภาคบริการและการท่องเที่ยว ลบกับตัวเอ็ม (M) คือ อิมพอร์ต ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีพึ่งพิงการส่งออก นี่คือโครงสร้างเศรษฐกิจ และคือปัญหา ทางโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไทย รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เองก็ตระหนัก ถึงปัญหานี้ดีนะครับ ก็ได้พูดเอาไว้ชัดเจนในการประกาศนโยบายที่แถลงต่อสภาก่อนที่จะ ปฏิบัติหน้าที่ว่าเราจะต้องเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจ ภายในประเทศ ด้วยการสร้างอุปสงค์จากการบริโภคแล้วก็การลงทุนภายในประเทศ ลดการพึ่งพิง การส่งออกลง นี่คือหัวใจ นี่คือยุทธศาสตร์ของรัฐบาลชุดนี้ที่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก นี่คือยุทธศาสตร์ของการจัดทำงบประมาณตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ และต่อเนื่องมาปี ๒๕๕๗ ประเทศไทยนะครับ มีปัญหาความยากจน ยุทธศาสตร์ตัวนี้จะต้องปรับเปลี่ยนให้ได้ รัฐบาล มียุทธศาสตร์ที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจากการที่พึ่งพิงการส่งออกเพียงอย่างเดียว เป็นการที่จะมาสร้างอุปสงค์ภายในประเทศด้วยการบริโภคและการลงทุน ในช่วงเริ่มต้น แน่นอนที่สุดครับ การที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อสภา ในข้อ ๓ เขียนชัดเจนครับ ท่านไปเปิดดูได้ รัฐบาลนี้เรียกว่าตรงไปตรงมานะครับจะทำอะไร ก็เขียนไว้ชัดเจน พูดเอาไว้ชัดเจนว่านโยบายเศรษฐกิจมหภาคจะเน้นที่จะสร้างการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจในระดับสูงอย่างมีเสถียรภาพ เวลาพูดถึงระดับสูงบางทีน่ากลัว เพราะว่า เศรษฐกิจระดับสูงอาจจะตามมาด้วยหลายสิ่งหลายอย่าง แต่รัฐบาลก็เน้นเอาไว้ว่ามุ่งเน้นให้ เศรษฐกิจโตอย่างมีเสถียรภาพ แล้วรวมทั้งการกระจายรายได้ด้วย สิ่งเหล่านี้นำไปสู่ทิศทาง ในการจัดทำงบประมาณขาดดุลในช่วง ๒ ปี ที่ผ่านมา รวมถึงปีนี้ด้วย ที่ระดับ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จุดประสงค์ก็ต้องการที่จะสร้างอุปสงค์ภายในประเทศ นี่คือทิศทางของนโยบายของรัฐบาล และทิศทางการจัดทำงบประมาณของรัฐบาล เพื่ออะไรครับ เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาที่ถ้าเศรษฐกิจไม่โตมันแก้ไม่ได้ ฉะนั้นรัฐบาลก็มุ่งเน้นที่จะ ทำให้เศรษฐกิจโต แล้วทำอย่างไรที่จะทำให้รายได้เหล่านี้มีการกระจายตัวเข้าไปให้กับ พี่น้องประชาชนในทุกภาคส่วน ฉะนั้นจะเห็นว่าการจัดทำงบประมาณของรัฐบาลสะท้อน ให้เห็นถึงยุทธศาสตร์รัฐบาลที่กำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนในการแถลงนโยบาย แล้วก็เห็นได้ ชัดเจนว่ารัฐบาลประสบความสำเร็จ อันนี้จะเป็นตัวเลขสักนิดหน่อย ผมก็ใช้ข้อมูลเดียวกับเพื่อนสมาชิกคือใช้ข้อมูลจากสภาพัฒน์ เป็นตัวเลขจีดีพีในปี ๒๕๕๕ ซึ่งจีดีพีเติบโตที่ระดับ ๖.๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าประมาณการ ที่มีการปรับแล้ว เดิมประมาณการที่มีการปรับแล้วอยู่ที่ประมาณ ๕.๗-๕.๙ เปอร์เซ็นต์ ปรากฏว่าในปี ๒๕๕๕ จากแนวทางที่รัฐบาลกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศทำให้เศรษฐกิจโต เกินกว่าเป้าหมายที่มีการปรับประมาณการแล้วคือโตถึง ๖.๕ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้มีความเข้าใจ คลาดเคลื่อนจากเพื่อนสมาชิกที่ได้อภิปรายจบไปนะครับว่าเศรษฐกิจในไตรมาสหนึ่งของ ปี ๒๕๕๖ เศรษฐกิจไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จนทำให้สภาพัฒน์เองต้องปรับตัวเลขจีดีพีลดลง มาจาก ๔.๕-๕.๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอยู่ในหนังสืองบประมาณโดยสังเขป ซึ่งหนังสืองบประมาณ คงจะพิมพ์ก่อนที่จะมีการปรับประมาณการ แต่การที่สภาพัฒน์ปรับตัวเลขเศรษฐกิจลดลงมา อยู่ที่ ๔.๒-๕.๒ เปอร์เซ็นต์ สาเหตุสำคัญไม่ได้มาจากการบริโภคภาคครัวเรือนชะลอตัวลง อันนี้ไม่จริง ก็ถือข้อมูลตัวเดียวกัน การวิเคราะห์ของสภาพัฒน์พูดถึงว่าเป็นผลจากการส่งออก การส่งออกสินค้าขยายตัวช้ากว่าคาดการณ์เพราะว่าเศรษฐกิจโลกเติบโตช้ากว่าหรือฟื้นตัว ช้ากว่าที่เขาคาดการณ์เอาไว้ แล้วก็มีการปรับตัวเลขทางเศรษฐกิจโลกลง ไม่ว่าจะเป็นประเทศ ในกลุ่มอเมริกาก็ดี ในกลุ่มอียูก็ดี และประเทศญี่ปุ่นก็ดี ในไตรมาสหนึ่งจีดีพีโตเพียง ๕.๓ เปอร์เซ็นต์ และเมื่อปรับฤดูกาลแล้วปรากฏว่าจีดีพีติดลบ ๒.๒ เปอร์เซ็นต์ นี่คือสาเหตุสำคัญทำให้สภาพัฒน์ ปรับประมาณการทั้งปีจากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจในปี ๒๕๕๖ จะโตที่ ๔.๕-๕.๕ เปอร์เซ็นต์ ลงมาอยู่ที่ ๔.๒-๕.๒ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าสินค้าส่งออกขยายตัวกว่าที่คาดการณ์ แต่การใช้ จ่ายครัวเรือนยังขยายตัวตามการขยายตัวของหมวดสินค้าคงทนและหมวดอื่น ๆ ที่สำคัญคือ การลงทุนภาครัฐ การลงทุนภาครัฐกับการลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวได้ดีโดยการลงทุน ภาครัฐขยายตัวได้ดีกว่านิดหน่อยที่ ๑๘.๘ เปอร์เซ็นต์ นี่คือสาเหตุที่สภาพัฒน์บอกว่าเศรษฐกิจ ในไตรมาสหนึ่งได้รับผลกระทบจากการส่งออก ซึ่งผลการวิเคราะห์ก็คือเป็นผลมาจากค่าเงินบาท ที่แข็งตัวขึ้น ประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นที่ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าถ้าเราไม่ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ แล้วปล่อยให้เศรษฐกิจยังคงพึ่งพิงกับการส่งออกเพียงอย่างเดียวก็จะทำให้เกิดปัญหาในทุก ๆ ครั้ง ที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว การสร้างสมดุลให้กับระบบเศรษฐกิจไม่น่าแปลกใจนะครับ ถ้าท่านคุ้นเคย กับเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจถ้าพูดถึงจีดีพี สัดส่วน อัตราส่วนของการบริโภคคือตัวซี มีสัดส่วน ๕๒ เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ในขณะที่อินเวสท์เมนท์ หรือตัวการลงทุนของภาคเอกชนมีสัดส่วนประมาณ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ๒ ตัวนี้เข้าไป ๖๙ เปอร์เซ็นต์ เกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว ฉะนั้นเวลา ๒ ตัวนี้ลดลงก็จะกระทบ ถ้า ๒ ตัวนี้ลดลงจากอะไรครับ ลดลงจากการส่งออกที่ชะลอตัวซึ่งมีมูลค่าประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี พอลดลงก็ไปส่งผล กระทบกับการบริโภคและการลงทุน ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ก็คือการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ โดยเริ่มต้นด้วยการกระตุ้นอุปสงค์ของการใช้จ่ายภาคเอกชน ช่วงต่อไปท่านก็จะเห็นว่ารัฐบาล จะให้ความสัมพันธ์ทางด้านการที่จะทำให้เครื่องยนต์อีกเครื่องยนต์หนึ่งมีส่วนสำคัญในการที่จะ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ สร้างอุปสงค์ภายในประเทศในระยะยาวนั่นคือทางด้าน การลงทุน การลงทุนจะเป็นหัวใจสำคัญ จะเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจอีกเครื่องหนึ่ง ถ้าท่าน ไปถามนักเศรษฐศาสตร์เขาจะพูดบอกว่าวันนี้ที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยพอส่งออกชะลอตัว นิดหนึ่งผันผวนก็เพราะว่าเศรษฐกิจทั้งระบบทั้งโครงสร้างถูกขับเคลื่อนด้วยการส่งออก วันนี้ รัฐบาลกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศด้วยการกระตุ้นการบริโภค เสร็จแล้วก็จะกระตุ้น การลงทุน การลงทุนตัวนี้อย่างโครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน อันนี้ก็จะเป็น โครงการที่สร้างอุปสงค์ภายในประเทศระยะยาว ในเมื่อรัฐบาลลงทุนปุ๊บก็จะไปกระตุ้นให้เอกชนลงทุนต่อก็จะทำให้ภาคเอกชนบริโภคต่อ เศรษฐกิจก็จะเติบโตนะครับ แล้วก็เหตุผลของการที่รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องออกเป็น ร่างพระราชบัญญัติก็ชัดเจน ในการที่แถลงหลักการและเหตุผลก็พูดไว้ชัดเจนว่าเพื่อความมั่นคง เพื่อความแน่นอนของแหล่งเงินทุน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เอกชน วันนี้ถ้าเอกชนมีความเชื่อมั่นว่า กฎหมายฉบับนี้ผ่านไปแล้วเม็ดเงินประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เฉลี่ยแล้วปีหนึ่ง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจะวิ่งเข้าสู่ระบบ เขาก็จะเดินหน้าในการที่จะลงทุนเพิ่มเติมตัวไอ ในภาคเอกชนก็จะเพิ่มขึ้นมา เสร็จปุ๊บก็ไปส่งผลให้การบริโภคภาคเอกชนคือตัวซีเดินหน้าไปด้วย โครงสร้างเศรษฐกิจแบบนี้จะเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจที่รัฐบาลเรียกว่าการปรับสมดุลครับ ฉะนั้นผมขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติรายจ่ายงบประมาณประจำปี ๒๕๕๗ ด้วยเหตุผลว่าเป็น งบประมาณรายจ่ายที่มียุทธศาสตร์ตอบสนองต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สร้างความสมดุล ให้กับระบบเศรษฐกิจไทย ต่อไปนี้เราจะได้รับผลกระทบจากการส่งออกก็จะน้อยลง ขอบพระคุณครับ