สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช แสดงความไม่พอใจต่อการบริหารจัดการงบประมาณของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยกล่าวว่าผู้บริหารกระทรวงได้ตัดทอนกำลังใจและความรู้ความสามารถของนักวิจัยที่มีความรู้ความสามารถและผลงานดี และเรียกร้องให้แปรญัตติเพื่อเพิ่มงบประมาณให้กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ค่ะ ท่านประธานคะ ก่อนที่จะอภิปรายทั้งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ดิฉันอยากจะขอยืนยันว่าสิ่งที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ได้พูดไปแล้วนั้นไม่เป็นความจริงค่ะ ในฐานะที่ดิฉันเคยอยู่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาก่อนดิฉันทราบนะคะว่านักวิทยาศาสตร์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะที่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติมีนักวิทยาศาสตร์ถึง ๔๐๐-๕๐๐ คน ที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกมาทำงานอยู่ที่นี่หลายปี แล้วก็มันตรงกันข้ามกับที่ ท่านรัฐมนตรีพูดนะคะว่าเรามีเงินให้เยอะก็ไม่มีคนทำ ไม่จริงค่ะ มันตรงกันข้าม เรามีคนที่มี ความรู้ความสามารถจำนวน ๕๐๐-๖๐๐ คนที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกสามารถ ทำการวิจัย พัฒนา ซึ่งดิฉันจะได้อภิปรายต่อไปว่าเขาได้ทำผลงานอะไรให้กับประเทศบ้าง เขามีคนทำ เขามีความรู้ความสามารถ และมีผลงาน แต่ไปตัดเงินเขามากกว่าค่ะ มันผิดฝาผิดตัว แล้วกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภายในไม่ถึง ๒ ปี เปลี่ยนรัฐมนตรีถึง ๒ คน คนหนึ่ง ก็ไปสนใจเรื่อง ๓.๕ แสนล้านบาท อีกคนหนึ่งก็พยายามที่จะเอางบประมาณจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อที่จะลงไปทำโครงการของตนเองในจังหวัดของตัวเอง อย่างนี้แล้วจะมา บอกว่าส่งเสริมสนับสนุนการทำงาน การพัฒนา วิจัยวิทยาศาสตร์ได้อย่างไร ดิฉันยืนยันว่า สิ่งที่ท่านพูดไม่เป็นความจริง แล้วท่านก็ไม่ทราบว่าการที่พานักวิทยาศาสตร์ พาอาจารย์มหาวิทยาลัย ไปดูงานแล้วมันจะได้ผลงานทันที การทำวิจัยทุกครั้ง พัฒนาทุกครั้ง มันใช้เวลา ๕-๗ ปีค่ะ หวังว่าท่านคงจะอยู่ถึงนะคะ พาไปดูประเทศรัสเซีย ที่นั่น ที่นี่ มันคงไม่ได้เกิดประโยชน์ทันที จากการที่จัดงบประมาณอย่างนี้มันผิดฝาผิดตัว เขาทำงานอยู่ดี ๆ คนที่มีความรู้ความสามารถ และมีผลงานก็ยังไปตัดกำลังใจ ตัดทอนความรู้ความสามารถของเขา แล้วต่อไปเราจะดึงดูด ให้เยาวชนมาร่วมวงการในการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ซึ่งท่านประธาน และดิฉันเอง และทุก ๆ คน ในประเทศก็คงเห็นพ้องต้องกันว่าวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม หรือแม้กระทั่งการเมืองก็ตาม เราจะต้องใช้ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีพัฒนาการทำงานให้มีประสิทธิภาพ รัฐบาลนี้เคยโม้เคยอวดไว้ว่าจะมี นโยบายที่จะพัฒนาส่งเสริมวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีให้ถึง ๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี แต่ท่านประธานทราบไหมคะว่าปีเศษที่ผ่านมาจากที่เรามีงบประมาณที่พัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย พัฒนา ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี จากที่รัฐบาลคุยว่าจะทำให้ถึง ๒ เปอร์เซ็นต์นั้น ขณะนี้เหลือเพียง ๐.๒๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี แล้วยังจะคุยได้อย่างไรคะว่าสนับสนุนและส่งเสริม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอย่างมากเพื่อที่จะพัฒนาประเทศ แล้วโดยเฉพาะประเทศเราเป็นประเทศ เกษตรกรรม ท่านประธานคงทราบนะคะว่าการวิจัยจะต้องใช้เวลา ๕-๗ ปี แล้วนักวิจัยของ เราก็มีความรู้ความสามารถมาก แล้วไม่มีองค์กรไหนในประเทศที่มีนักวิจัยมากเท่ากับ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือสำนักงานที่เขาเรียกว่า สวทช. แล้วก็ยังมีมหาวิทยาลัย อีกจำนวนหนึ่งนักเรียนทุนของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จบมาแล้ว ๒,๐๐๐ คน ก็อยู่กระจัดกระจายในมหาวิทยาลัย แล้วก็อยู่ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เช่นเดียวกัน และยังมีอีก ๑,๓๐๐ คนซึ่งกำลังจะสำเร็จกลับมาช่วยประเทศชาติ แต่ว่า ท่านแทนที่จะส่งเสริมให้กำลังใจกับผู้ที่ทำงานกลับไปตัดทอนและบั่นทอนความรู้สึกของ คนทำงานในกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ท่านประธานและดิฉันเองคงทราบว่า วิทยาศาสตร์ ๓๐ กว่าปีไม่เคยมีครั้งไหนในประวัติศาสตร์ไทยที่ผู้บริหารกระทรวง ผู้บริหาร นักวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีทำให้คนปัญญาชนจำนวนมหาศาลอดรนทนไม่ไหวแล้วค่ะที่จะต้อง แต่งดำมาประท้วงผู้บริหารที่บอกว่าจะพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีให้ก้าวหน้าเพื่อประโยชน์ ของประเทศ ดิฉันเศร้าใจ เสียดาย และเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารและรัฐบาลปากว่า ให้ความสำคัญ อย่าว่าแต่ ๒ เปอร์เซ็นต์เลย ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์เท่าเดิมยังไม่ได้เลย ดิฉันจึง อยากจะเรียกร้องว่าอย่างน้อยที่สุดคงจะต้องแปรญัตติเอางบประมาณอย่างน้อยเท่าเดิม กลับคืนมาให้กับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือให้กับ สวทช. ซึ่งเคยได้รับ งบประมาณ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านบาท ขณะนี้เหลือ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วอย่างนี้จะถือว่า สนับสนุนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเข้าใจการพัฒนาประเทศได้อย่างไร ดิฉันจะยกตัวอย่างที่ ท่านรัฐมนตรีบอกว่าทำแล้วเข้าหิ้งไม่มีประโยชน์ แล้วท่านพาไปดูแล้วจะทำประโยชน์มาใช้ ประยุกต์กับการพัฒนาประเทศ เพียงพูดแค่นี้เราก็ทราบแล้วว่าท่านไม่เข้าใจเลยว่าการวิจัย พัฒนาเป็นอย่างไร ไม่ต้องพูดถึงว่าเป็นนักวิจัยวิเศษวิโสที่ไหนดิฉันจะไม่ท้าว่าท่านมีผลงาน อะไรบ้างนะคะ ดิฉันอยากจะพูดถึงผลงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ท่านบอกว่า ไม่มีผลงานเข้าหิ้ง จริง ๆ แล้วประเทศเราเป็นประเทศเกษตรกรรม มีเกษตรกรค่อนประเทศ ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ของประชาชน ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ทำเรื่องวิจัย พัฒนาและประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์จริง ๆ จัง ๆ แล้วเรื่องข้าวที่เราคุยกันอยู่นี่ คนมักจะ ลืมว่าพันธุ์ข้าวมีความจำเป็นมาก การพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ทนน้ำและทนแล้งได้ มันใช้เวลาหลายปีค่ะ แล้วเราก็มาทำปู้ยี่ปู้ยำจำนำข้าวจนทำให้พันธุ์ข้าวที่ดีไม่มีคนสนใจ เพราะว่าปลูกให้เร็วเพื่อจะมา จำนำ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อตัน อย่างนี้เป็นต้น ยางพาราก็เช่นเดียวกัน ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง กุ้งกุลาดำ ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ใช้เวลาหลายปีนับสิบปีที่จะพัฒนายาง ให้สามารถรมควันได้ ใช้พลังงานน้อย แล้วก็ไม่เกิดอันตราย แล้วท่านประธานทราบไหมคะว่า น้ำยางที่ออกมาจากการที่ทำแผ่นยางนักวิทยาศาสตร์เขาสามารถเอาน้ำที่ทิ้งไป เศษของน้ำยางไปวิจัย ไปพัฒนา ไปกลั่นกรองมาเป็นเครื่องสำอางกิโลกรัมละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แล้วก็กำลังทำต่อไปเพื่อจะเป็นยาที่จะรักษามะเร็งกิโลกรัมละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท อย่างนี้เป็นต้น หรือแม้กระทั่งการทำหมอนรางรถไฟโดยใช้ยางพาราก็จำเป็นจะต้องมีวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี จะต้องวิจัย พัฒนาให้มันแข็งแรงที่จะใช้ได้อย่างนี้เป็นต้น จะบอกว่าไม่มีงานเพื่อพัฒนาประเทศนั้นคงไม่จริง แล้วก็เรื่องมันสำปะหลังก็สามารถที่จะ แปรรูปเพิ่มคุณภาพที่เขาเรียกว่าซาวแป้ง คือไม่ใช่แป้งเลยทีเดียว แต่แป้งอันนี้สามารถที่จะมา ทำเป็นอาหารและมีคุณค่าเพิ่มขึ้นกว่าเดิม อย่างนี้ก็จะเพิ่มคุณค่าของมันสำปะหลังให้กับ เกษตรกรไทยได้ กว่าจะมาถึงตรงนี้ กว่าจะมาเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรนี้ ใช้เวลานับสิบปีค่ะท่านรัฐมนตรีและท่านประธานคะ เราจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมสนับสนุน ให้คนที่เขาทำดีอยู่แล้วให้มีความเจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งเห็นพูดถึง ว่าจะต้องส่งเสริมให้เอกชนมาทำการวิจัยมากยิ่งขึ้น คนของเราเอง ของรัฐบาลเอง ยังไม่ส่งเสริมแล้วจะไปส่งเสริมเอกชน ซึ่งเอกชนขณะนี้เขาคุยเลยนะคะ ทางบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เขาคุยว่าเขามีงบประมาณการวิจัยมากกว่าของ สวทช. ด้วยซ้ำไปซึ่งก็ไม่ได้ ว่าอะไรนะคะ เพราะฉะนั้นคนที่จบมาจากทุนของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เขาก็ไม่สามารถที่จะมาทำงานที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพราะรัฐบาลไม่เห็น ความสำคัญและไม่ได้ให้กำลังใจกับผู้ที่ทำงานดีให้กับประเทศค่ะ สัดส่วนของการวิจัยร่วมกับ เกษตรกรน่าจะเป็นหัวใจอย่างเช่นไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) ต่อจากนี้ไปทุก ๆ อย่าง ก็จะเป็นไบโอ (Bio) ไบโอแมส (Biomass) ไบโอเอนจิเนีย (Bioengineer) ไบโอเมดิซิน (Biomedicine) ไบโออะไร ประเทศไทยเราได้เปรียบเพราะเราเป็นประเทศเกษตรกรรม ก็อยากจะขอเรียนให้รัฐบาลทราบว่าท่านจัดงบประมาณที่ผิดฝาผิดตัว และยังจะมาคุยว่า สนับสนุนวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอย่างนี้ไม่ถูกต้อง ดิฉันไม่สามารถ ที่จะรับรองงบประมาณปี ๒๕๕๗ ได้เพราะพูดไม่จริงค่ะ แล้วก็จากตัวเลขที่เห็นมันฟ้องอยู่แล้วว่า ท่านไม่ได้สนับสนุนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอย่างจริงจังค่ะ ขอบพระคุณ