เกียรติ สิทธีอมร อภิปรายเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 โดยกล่าวห่วงปัญหาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงและเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงแนวทางแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ยังวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรับจำนำสินค้าเกษตรที่ทำร้ายประเทศและผลกระทบต่อการส่งออก
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอร่วมอภิปราย งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ ผมจะขอเข้าประเด็นเลยนะครับ
ประการแรก ที่ผมเป็นห่วงมาก ๆ เกี่ยวกับงบประมาณฉบับนี้ก็คือว่า วันที่เราเริ่มพิจารณานั้นข้อมูลต่าง ๆ ที่อยู่ในเอกสารที่ส่งให้สมาชิกได้พิจารณาก็ไม่ตรง ความเป็นจริงแล้ว ที่ผมบอกว่าไม่ตรงความเป็นจริงก็เพราะว่าเพิ่งเมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ที่ผ่านมาสภาพัฒน์แถลงเปลี่ยนประมาณการไปหมดแล้ว เปลี่ยนประมาณการไปไม่ตรงกับ เอกสารที่เขียนไว้ในนี้ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง เดิมประมาณไว้ ๔.๕-๕.๕ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้เหลือ ๔.๒-๕.๒ เปอร์เซ็นต์ เราทำเป็นเรื่องเล่น ๆ ไม่ได้ทุกอย่างกระทบหมด รายรับ ของรัฐบาลเองก็กระทบ การขาดดุลงบประมาณก็จะกระทบ เพราะฉะนั้นเอกสารที่เราใช้ พิจารณาตรงหน้านี่ไม่ตรงกับความเป็นจริง และในความเป็นจริงก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ ตรงนี้ ผมคิดว่ามันมีประเด็นที่รัฐบาลต้องชี้แจงให้ชัดเจนครับว่าสิ่งที่นำเสนอเข้ามาแล้วมีการแถลง อย่างเป็นทางการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เป็นหลักในการประเมินทางเศรษฐกิจนั้น ที่เขาเปลี่ยนแปลงไปแล้ว รัฐบาลกลับไม่บอกสภาแห่งนี้เลยครับว่าจะมีแนวทางอย่างไร ที่จะแก้ไขปัญหาจากการถดถอยลงของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประเมินไว้เดิม ผมต้องการคำตอบนะครับ เพราะไม่เช่นนั้นกระทบทุกภาค งบประมาณทั้งหมดกระทบหมด รายรับกระทบหมดครับ ตรงนี้ตั้งแต่เช้าทุกท่านไม่เคยมีใครชี้แจงประเด็นนี้เลย เมื่อการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือภาคการค้าระหว่างประเทศ ภาคการส่งออก กระทบเหมือนกัน ปรับประมาณการเหมือนกันครับ จากที่คาดว่าปีนี้จะส่งออกเติบโต ๑๑ เปอร์เซ็นต์ ปรับลดลงเหลือ ๗.๖ เปอร์เซ็นต์ แล้วที่น่าเป็นห่วงก็คือว่า ๔ เดือนผ่านไป เติบโตจริง ๆ แค่ ๑.๖ เปอร์เซ็นต์ภาคส่งออก การค้าในภาพรวมอาจจะโต ๓ เปอร์เซ็นต์กว่า แต่ภาคการส่งออกโตแค่ ๑.๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองครับ แล้วจะเป็นไปได้หรือที่จะเติบโตได้ถึง ๑๑ เปอร์เซ็นต์ตามสมมุติฐานของรัฐบาลที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้คือผมเป็นห่วง ท่านประธานครับ ประเทศไทยอาจจะเกิดโกหกสีขาวขึ้นได้ครั้งเดียวครับและมันผ่านไปแล้ว แต่โกหกสีขาว เกิดขึ้นครั้งที่ ๒ ประเทศไทยหมดความน่าเชื่อถือ เรื่องนี้เรื่องใหญ่ครับ แล้วยิ่งไปกว่านั้น ที่ผมเป็นห่วงมาก ๆ เลยคือวิธีการทำงานของรัฐบาลเองในภาคเศรษฐกิจ คือสภาพของ การที่เกิดปัญหาเกาเหลากับทางธนาคารแห่งประเทศไทย ทางทฤษฎีผมว่าท่านไปโต้กันในห้อง ต้องปิดดีกว่า ไม่ใช่โต้กันไปโต้กันมาผ่านสื่อ ผมว่าธนาคารแห่งประเทศไทยเขาเงียบที่สุดแล้ว แต่รัฐบาลเองโต้ผ่านสื่อ แล้วผลที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องว่าใครผิดใครถูกหรือผมสนับสนุนใคร เป็นพิเศษนะครับ แต่ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการอย่างนั้น การทำงานอย่างนั้นเขามองว่า ไม่เป็นมืออาชีพ แล้วมันกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทยในภาพรวมทั้งหมด เพราะฉะนั้น ขอให้รัฐบาลช่วยไปปรับปรุงวิธีการทำงาน อย่าเป็นตัวที่ฉุดความเชื่อมั่นของประเทศไทยลงไปด้วยวิธีการทำงาน ผมไม่โต้แย้งเรื่องหลัก ทฤษฎีครับ ในเมื่อจีดีพีไม่ได้ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้ ภาคส่งออกถดถอยลดลง ประมาณการลดลง ผมกำลังจะบอกว่านโยบายที่ปรากฏในเอกสารงบประมาณครั้งนี้ ก็ยังสร้างปัญหาต่อภาคการส่งออกอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ภาคการส่งออกที่มันถดถอย อย่าโทษภาวะเศรษฐกิจภาพรวมครับ จริง ๆ ควรจะไปได้ดีกว่านี้ครับ ที่ผมจะพูดในประเด็น ที่ผมคิดว่าเป็นนโยบายที่ล้มเหลว และยังคงทำอยู่ในปีงบประมาณปีนี้ก็คือโครงการรับจำนำ สินค้าเกษตรทุกรายการ ปีที่แล้วจำนำข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ข้าวนี่ปกติ เราส่งออกได้เดือนละประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ปี ๒๕๕๔ เราส่งออกได้ ๑๐.๗ ล้านตัน ปีที่แล้วเหลือ ๖.๗๓ ล้านตัน อย่าไปโทษคนอื่นครับ ตอนนี้นโยบายล้วน ๆ เลยครับ นโยบาย จำนำที่ล้มเหลว ผมเรียนไปแล้วว่าจะจำนำผมไม่ว่าเลยครับ แต่จำนำด้วยวิธีที่กำลังทำอยู่ และจะดำเนินการต่อไปประเทศไทยพังครับ ส่งออกถดถอย และรายได้จากการส่งออกลดลง แน่นอนครับ ตอนนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นคือส่งออกปี ๒๕๕๕ ลดลงไปแล้วเกือบ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ สต็อกข้าวตอนนี้ล้นประเทศครับ ๑๕-๑๖ ล้านตัน ไม่มีใครรู้ตัวเลขแน่นอนครับ แต่ทุกคนประเมินในตลาดว่า ๑๕-๑๖ ล้านตันแน่นอน ๔ เดือนที่ผ่านมาในปีนี้ เดือนมกราคม ถึงเดือนเมษายนส่งออกได้ ๑.๙ ล้านตันเท่านั้นเองครับ เท่าปีที่แล้วเลยครับ ปีที่แล้วถอยไป แค่ไหน ปีนี้ก็ถอยแค่นั้นละครับ แล้วถามว่าสต็อกข้าวที่มีอยู่ ๑๐ กว่าล้านตันนี่จะกระจายกัน อย่างไรครับ จนถึงวันนี้เริ่มพยายามที่จะขายต่างประเทศตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๔ ครับ จนถึงวันนี้ท่านยังไม่ได้แสดงให้เห็นเลยว่าท่านทำได้ และผลงานก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ท่านทำไม่ได้ แล้วนี่ครับคือเหตุผลที่รายได้ประเทศลดลงอย่างไม่ควรจะเป็น และจีดีพี หรือการเจริญเติบโตของประเทศลดลงอย่างที่ไม่ควรจะเป็น เพราะรัฐบาลใช้นโยบาย ที่ทำร้ายตัวเอง มันสำปะหลังอันนี้สนุกมากเลยครับ ใช้เงินไปทั้งหมด ๕๓,๐๐๐ ล้านบาท ปีที่แล้วครับ ๕๓,๐๐๐ ล้านบาท สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของมันสำปะหลังเลยนะครับ แต่ถามว่าเกษตรกรได้เท่าไร ไปถามเลยครับท่านประธานครับ ๑.๒๐ บาท เกษตรกรได้ ๑.๒๐ บาท ราคาจำนำ ๒.๘๐ บาท แต่คนที่ได้เพราะอะไรถึงได้ ๑.๒๐ บาท เพราะวันที่ ประกาศว่าจะรับจำนำใน ๒.๘๐ บาทนั้นพื้นที่ที่จะรับจำนำมีแค่ ๔ แห่งในประเทศไทย แต่ประกาศไว้แล้วครับ เกษตรกรก็รีบขุด ขุดมาแล้วต้องขายครับ ไปถึงลานมัน ไปถึงโรงมัน ไม่มีใครซื้อในราคาจำนำครับ เกษตรกรขายได้ ๑.๒๐ บาท แล้ว ๕๓,๐๐๐ ล้านบาทไปอยู่ ในมือใครครับ สุดท้ายลานมัน โรงมันเป็นคนเอา ๒.๘๐ บาทไปครับ ท่านประธานครับ เงินงบประมาณแผ่นดินภาษีประชาชนใช้กันอย่างนี้หรือครับ แล้วท่านประธานทราบไหมครับ ปีที่แล้วมันส่งออกเป็นปริมาณเท่าไร มันส่งออกเท่าปีก่อนหน้าเลยครับ ไม่ได้กระทบเลยครับ ภาคการส่งออกดีมากเลยครับ แต่เกษตรกรไม่ได้ ลานมัน โรงมันรวยครับ มีการสวมสิทธิเพิ่มขึ้น ปริมาณเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้านั้นกว่า ๑๐ ล้านตัน อธิบายหน่อยครับว่าโครงการอย่างนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จได้อย่างไร โครงการอย่างนี้ถือว่าช่วยเกษตรกรได้อย่างไร ไม่ได้ช่วย เลยนะครับ ยางพาราราคาตก ผมไม่พูดถึง ๑๘๐ บาท เหลือ ๖๐-๘๐ บาทตลอดเลยครับ ปาล์มน้ำมันจากที่เคยอยู่ที่ ๗ บาท ตอนที่ท่านเดินเข้ามาเป็นรัฐบาล ราคาเมื่อวานนี้เปิดใน เว็บไซต์ (Web Site) ได้เลยครับ ๓.๑๔ บาท นี่หรือครับประสบความสำเร็จในการดำเนินนโยบาย นี่หรือครับช่วยเกษตรกร อันนี้ไม่ใช่ครับ มันมาจากนโยบายและการดำเนินการของรัฐบาลทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวข้องกับตลาดโลกเลย ไม่เกี่ยวข้องกับอุปสงค์ อุปทานในตลาดทั้งสิ้น ตอนนี้ถกเถียง กันมากครับว่าใช้เงินในการจำนำข้าวไปเท่าไร ผมมีเอกสารอยู่ในมือครับท่านประธาน เป็นเอกสารของ ธ.ก.ส. ครับ เงินที่ใช้ในการจำนำทั้งหมด มันสำปะหลัง ข้าว ยางพารา ปีที่แล้ว ๖๗๑,๐๐๐ ล้านบาท เป็นตัวเลขที่ยังไม่เคยมีใครเปิดเผย ที่เปิดเผยกันมาอยู่ในระดับ ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๔๐๐,๐๐๐ บาท ๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่ตัวเลขจริง ๆ ๖๗๑,๒๕๑ ล้านบาท และเป็นเงินที่ใช้ในการจำนำข้าวอย่างเดียว ๕๙๑,๙๙๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านนายกรัฐมนตรีพูดเองครับว่าใช้เงินไป ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านนายกรัฐมนตรีก็ให้ตัวเลขไม่ตรงครับ ถามกันจริง ๆ ข้าวอย่างเดียว ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ นี่ตัวเลขที่เป็นข้อสรุปของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ใช้เงินไปขนาดนั้น ผมมีข้อเป็นห่วงนะครับ ประเทศไทยเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกครับ การเป็นสมาชิก เราผูกพันนะครับ ปี ๒๕๓๗ เราลงนามระหว่างประเทศไว้แล้วว่าการจำนำของประเทศไทยนั้น ทั้งหมดต้องไม่เกิน ณ วันนี้ ๑๙,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้นครับ พืชทุกตัว ๑๙,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านทำ ๖๗๑,๐๐๐ ล้านบาท ใครรับผิดชอบครับ ท่านก็บอกว่านโยบายท่านดีช่วยเกษตรกร เกษตรกรไม่ได้ ท่านไม่ได้ทำตามกติกาที่ท่านลงนามผูกพันประเทศไทยไว้ และความเสียหาย ที่เกิดขึ้นใครรับผิดชอบครับ ท่านต้องตอบให้ได้ครับ ท่านต้องชี้แจงนะครับในสภาแห่งนี้ จะอนุมัติงบประมาณว่าท่านจะเดินต่อทั้ง ๆ ที่รู้ว่าผิดกติกา ผิดข้อผูกพันเกษตรกรไม่ได้ ท่านก็บอกว่าข้าพเจ้าจะทำต่อ มันต้องมีคนได้ครับ ถ้าอย่างนั้นต้องมีคนได้ครับ เป็นใครอันนี้ ต้องว่ากันให้ชัดนะครับ ในเรื่องข้าวในเมื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจกันไว้เยอะแล้ว แต่ที่ผมผิดหวัง ก็คือว่าวันนี้ท่านไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลยครับ รู้อยู่แล้วว่ามีปัญหาเอกสารทางการมีครบนะครับ หนังสือจากสภาพัฒน์ยื่นให้ ครม. มีชัดเจนเลยว่าใช้เงินเท่าไร จำนำเท่าไร ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ต่อปีทุกปี หนังสือกระทรวงการคลังก็มีถึง ครม. เหมือนกันครับ เสียหายแน่นอน ๒๒๕,๐๐๐ ล้านบาททุกปีครับ แต่ก็ยังดื้อดึงยังทำอยู่ครับแล้วไม่ได้อธิบายให้สภาแห่งนี้รับทราบเลยว่า ท่านจะเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานในโครงการรับจำนำอย่างไรบ้าง และท่านจะให้พวกเรา อนุมัติให้ท่านครับ งบประมาณเอาภาษีประชาชนไปละเลงกันเกษตรกรไม่ได้ ที่ผมบอกเกษตรกรไม่ได้คืออะไรครับ