สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖

ก่อแก้ว พิกุลทอง เสนอภาพรวมงบประมาณปีนี้ ที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และยืนยันผลการจัดลำดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยที่ได้ขยับจากลำดับที่ 30 เป็นลำดับที่ 27 ตามลำดับของไอเอ็มดี นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการจัดสรรงบประมาณและรายได้ภาษี โดยอ้างถึงข้อมูลที่เขาเช็กแล้วว่าหนี้สินและรายได้ไม่มีปัญหา และเห็นด้วยต่อการจัดทำร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2557

นายก่อแก้ว พิกุลทอง บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ก่อแก้ว พิกุลทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ภาพรวมของงบประมาณปีนี้โดยภาพรวมแล้วดีเหมือนกับปีก่อนหน้านี้ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลชุดนี้ สิ่งหนึ่งที่เป็นเครื่องยืนยันก็คือว่า เมื่อวานนี้ทางไอเอ็มดี (IMD) หรือว่าอินเตอร์เนชันนัล อินสทิทิวท์ ฟอร์ แมเนจเมนท์ ดีเวลอปเมนท์ (International Institute for Management Development) ซึ่งมีฐานที่มั่น อยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้จัดลำดับความสามารถในการแข่งขันล่าสุดนะครับ ปรากฏว่า ไอเอ็มดี คอมเพทิทีฟเนส แรงกิง (IMD Competitiveness Ranking) ของประเทศไทยนั้นได้ขยับจาก ลำดับที่ ๓๐ มาลำดับที่ ๒๗ เลื่อนขึ้นมา ๓ ลำดับ ซึ่งก็มีการจัดลำดับจากทั้งหมด ๖๐ ประเทศ สำคัญ ๆ ทั่วโลก ผลการจัดลำดับ ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ลำดับที่ ๑ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ลำดับที่ ๒ ประเทศสิงคโปร์ลำดับที่ ๕ ประเทศเยอรมนีลำดับที่ ๙ ประเทศมาเลเซีย ลำดับที่ ๑๕ ประเทศไทยลำดับที่ ๒๗ ปัจจัยสำคัญที่เขาได้เลื่อนลำดับของประเทศไทย จากลำดับที่ ๓๐ มาเป็นลำดับที่ ๒๗ นั้น ล้วนแต่เป็นผลพวงจากการวางแผนใช้เงิน ใช้งบประมาณเพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ ปัจจัยหลัก ๆ ที่เขายกขึ้นมากล่าวอ้างว่าทำไมเขาได้เลื่อนลำดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศครั้งนี้ก็ถือว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของภาครัฐ ประสิทธิภาพ ของภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งปัจจัยอื่น ๆ ที่ดีขึ้นในหลาย ๆ ด้าน ผมยกตัวอย่างนะครับ เขาบอกว่าการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยนั้นได้เลื่อนลำดับจากลำดับที่ ๑๕ มาเป็นลำดับที่ ๙ ใน ๖๐ ประเทศ ประสิทธิภาพของภาครัฐจากลำดับที่ ๒๘ มาเป็นลำดับที่ ๒๒ ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจได้เลื่อนลำดับจากลำดับที่ ๒๓ มาเป็นลำดับที่ ๑๘ แล้วก็ โครงสร้างพื้นฐานของประเทศได้เลื่อนลำดับจากลำดับที่ ๔๙ มาเป็นลำดับที่ ๔๘ ที่จริงประเด็นนี้ ถ้าโครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่มีการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทั่วประเทศ มันสำเร็จนะครับ ตรงนี้จะสร้างอานิสงส์ให้กับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างยิ่ง แล้วจะทำให้ลำดับขีดความสามารถของประเทศไทยที่จะลำดับโดยไอเอ็มดีสูงขึ้นด้วย เมื่อสักครู่ผมฟังเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านของฝ่ายค้านก็แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับโครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมเองก็เข้าใจ เพราะว่าถ้าคนไม่เข้าใจทางด้านวิศวกรรม ไม่เข้าใจ ทางด้านเศรษฐศาสตร์ ไม่เข้าใจทางด้านการเงิน ก็มองภาพใหญ่ไม่ออก มองวิสัยทัศน์ไม่ออก ว่าทำไมเราต้องทำอย่างนี้ ท่านประธานครับ ถ้าเราทำโครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเรียบร้อย จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจมากมาย จะเกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจเยอะแยะไปหมดนะครับ วันนี้เราใช้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ถ้าเรารออีก ๕ ปีข้างหน้าเราใช้เงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ารออีก ๑๐ ปีข้างหน้าเราต้องใช้เงิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าบางคนไม่เข้าใจเรื่องต้นทุน ก็จะไม่รู้เลยว่ามันเป็นอย่างนั้น แล้วถ้าเรารอไปเราก็จะไม่มีโอกาสได้ทำเลย ท่านประธานครับ งบประมาณของรัฐบาลครั้งนี้ถึงแม้ว่ามีการจัดงบประมาณแบบขาดดุล แต่ว่าโดยรวมแล้ว เป็นการขาดดุลที่ค่อนข้างน้อย ในปี ๒๕๕๒ เราเคยจัดงบขาดดุลถึง ๒๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ในปี ๒๕๕๔ เราเคยจัดขาดดุลถึง ๑๘.๔ เปอร์เซ็นต์ มาปีนี้เราจัดขาดดุลแค่ ๙.๙ เปอร์เซ็นต์ และภายในปี ๒๕๖๐ เราก็จัดงบประมาณแบบสมดุล ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ ซึ่งการที่จัดงบขาดดุลทุกคนก็เข้าใจว่าวันนี้เศรษฐกิจของโลกนั้น มันไม่ค่อยดี ประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็เพิ่งฟื้นตัว ประเทศยุโรปเองก็ยังอยู่ในการยอบแยบ หลายประเทศยังมีอาการหนักเจอวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศเขา บางประเทศก็ฟื้นตัวมาบ้าง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้กำลังซื้อของเขาต่ำ ประเทศยุโรปกำลังซื้อต่ำ ประเทศญี่ปุ่นเศรษฐกิจ ก็ทรง ๆ ประเทศจีนมีการขยายตัวแบบชะลอตัว ฉะนั้นปัจจัยภายนอกมันเลยส่งผลกระทบ ต่อปริมาณการส่งออกแล้วก็รายได้ทางด้านการส่งออกของประเทศ ท่านประธานครับ ตรงนี้ผมจึงเข้าใจว่ารัฐบาลเลยต้องใช้ มาตรการการลงทุนภาครัฐมาควบคู่กับการกระตุ้น การบริโภคของประชาชนภายในประเทศ ซึ่งรัฐบาลเองได้วางรากฐานโดยการเพิ่มรายได้ ให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทั่วทั้งประเทศมาในปีก่อนหน้านี้นะครับ ซึ่งมาสนับสนุนทำให้ คนเหล่านั้นมีกำลังซื้อมากมาย รวมทั้งเราเองคาดหวังการลงทุนจากภาคธุรกิจ ซึ่งเขาเอง ได้อานิสงส์จากการลดภาษีนิติบุคคลจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์เหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มาเหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ ตรงนี้จะทำให้มีการลงทุนของภาคเอกชน ปัจจัย ๓ ส่วนนี้จะเกื้อหนุน ทำให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตตามเป้าหมายที่รัฐบาลได้วางแผนไว้ นั่นคือประมาณการไว้ ๔-๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ โดยภาพรวมยุทธศาสตร์ของงบประมาณฉบับนี้ ผมขอกราบเรียนว่าผมเองเห็นด้วยอย่างยิ่งโดยเฉพาะในยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะ การยกระดับรายได้ของคนฐานรากของประเทศไทย ไม่ว่าเกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน ซึ่งคนเหล่านี้ มีจำนวนมากที่สุดของประเทศ แล้วเมื่อไรเขามีกำลังซื้อก็จะทำให้ประเทศไทยนั้นมีการค้าขายกัน มากมาย เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจหลายเท่าตัวและหมุนเวียนไปทุก ๆ มิตินะครับ ท่านประธานครับ ตรงนี้จะทำให้ประเทศไทยนั้นมีโอกาสที่ลดพึ่งพาการส่งออกมา แต่มาอาศัย การบริโภคภายในประเทศแทน

ส่วนทางด้านหนี้สินและรายได้ทางด้านภาษีนั้น ท่านประธานครับ ผมได้เช็ก ตัวเลขแล้วปรากฏว่าไม่มีอะไรน่าหวั่นวิตกตกใจนะครับ ในส่วนหนี้สินเองนั้นผมเองได้รวม หนี้สินทุกประเภทตั้งแต่งบปีนี้ ปีที่แล้ว ปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ รวมถึงงบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และโครงการแก้ไขน้ำท่วม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทุกตัวเมื่อเทียบกับจีดีพีในอีก ๗ ปีข้างหน้า ผมเชื่อว่าถึงตอนนั้นเราจะมีภาระหนี้ประมาณแค่ ๓๙.๘๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ตรงนี้จึงไม่มีอะไรน่าห่วงครับอยู่ในวินัยของการเงินและการคลัง ส่วนรายได้ก็ไม่มีปัญหาครับ ท่านประธาน ที่เราห่วงว่ารายได้เราจะไม่เพียงพอต่อที่เราประมาณการไว้นั้น ปรากฏว่า ในช่วง ๗ เดือนที่ผ่านมากระทรวงการคลังก็ได้ตอบแล้วครับว่าผลการจัดเก็บรายได้ภาษีนั้น เกินเป้าไปถึง ๖ เปอร์เซ็นต์ ทั้งที่เราลดภาษีรายได้นิติบุคคลจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ มาเหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นโดยปัจจัยภาพรวม ท่านประธานครับ ขอกราบเรียนว่า ด้านการจัดสรรงบประมาณก็สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ ด้านการจัดเก็บรายได้ก็ไม่มีปัญหา ด้านภาระหนี้สินก็ไม่มีอะไรน่าห่วง เพราะฉะนั้นโดยภาพรวมแล้วผมจึงเห็นด้วยต่อการจัดทำ ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี ๒๕๕๗ อย่างยิ่งยวดครับท่านประธาน ขอกราบเรียนมาตรงนี้ครับ ขอบคุณครับ