อภิสิทธิ์ หารืองบปี ๒๕๕๗ เรียกร้องตรวจสอบความโปร่งใสกฎหมายกู้เงิน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องการพิจารณางบประมาณปี ๒๕๕๗ โดยเรียกร้องให้ตรวจสอบความโปร่งใสของกฎหมายให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ละเลยการจัดสรรงบประมาณให้กองทุนการออมแห่งชาติ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมสำหรับสังคมผู้สูงอายุ และเรียกร้องให้รัฐสนับสนุนระบบสวัสดิการและการออมของประชาชนอย่างจริงจังเพื่อสร้างความมั่นคงในระยะยาว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร วันนี้สภาแห่งนี้ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งก็เป็นกฎหมายที่จะใช้เงินภาษีอากรของ พี่น้องประชาชนทุกบาททุกสตางค์ตั้งแต่เดือนตุลาคมปีนี้จนถึงเดือนกันยายนในปี ๒๕๕๗ ท่านประธานทราบดีว่าโอกาสของการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีถือเป็นวาระ สำคัญของผู้แทนของประชาชน ผู้แทนปวงชนชาวไทยที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีหน้าที่ ในการที่จะมาตรวจสอบ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คืออนุมัติเงินที่เก็บจากประชาชนทั้งหมด ในการใช้จ่ายว่าจะไปใช้จ่ายอย่างไร เกิดประโยชน์มากน้อยเพียงไร เพื่อที่จะให้การใช้จ่ายเงินนั้น มีประสิทธิภาพและมีความโปร่งใส ผมเริ่มต้นอย่างนี้ด้วยเหตุผล ๒ ประการครับท่านประธาน

ประการแรก อยากจะกราบเรียนไปยังพี่น้องประชาชนว่างบประมาณปีนี้ ซึ่งเป็นยอดเงิน ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ดูไปแล้วก็เป็นงบประมาณที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ และแน่นอนเราพิจารณางบประมาณกันเฉพาะวาระแรกก็ได้มีการตกลงกันว่าจะใช้เวลา ๓ วัน คือวันนี้ วันพฤหัสบดี และวันศุกร์ จากนั้นเราก็จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญไปพิจารณา ในวาระที่สอง ซึ่งท่านประธานและเพื่อนสมาชิกก็ทราบดี เช่นเดียวกันว่ามีรายละเอียดมากมายที่จะต้อง นำไปสู่การตรวจสอบ ขณะเดียวกันที่ผมอยากจะกราบเรียนเปรียบเทียบก็คือว่าในปีนี้ เช่นเดียวกันนะครับ ถ้าสภาแห่งนี้ผ่านกฎหมายให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ซึ่งเป็น ยอดเงินสูงถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เกือบจะเท่างบประมาณทั้งปี น้อยกว่าที่เก็บภาษี จากพี่น้องประชาชนทั้งปีนิดเดียวครับ ท่านประธานทราบดีว่ากฎหมายฉบับนั้น เอกสารที่ให้ พวกเราสามารถตรวจสอบได้เล่มเดียวครับ เทียบกับ ๑ ลังที่เราจะต้องใช้เวลากัน ๓ วัน บวกกับอีกประมาณ ๓ เดือนในการพิจารณางบประมาณนี้ ผมจึงกราบเรียนยืนยันว่า ทางพรรคฝ่ายค้านยังเรียกร้องครับว่ามาตรฐานในการใช้เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สมควรที่จะต้องมาผ่านกระบวนการของการพิจารณาอย่างเข้มข้นและการตรวจสอบของสภา อย่างเข้มข้นเหมือนกับเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เรากำลังพิจารณาในขณะนี้ และสิ่งที่ กระผมได้กราบเรียนยืนยันไปก่อนหน้านี้ในการพิจารณากฎหมายเงินกู้ฉบับนั้น กระผม ก็ยืนยันครับว่าความจริงเงินที่รัฐบาลต้องการจะใช้ในโครงการในเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สามารถมาอยู่ในระบบงบประมาณให้เราตรวจสอบได้อย่างสบาย ๆ เฉพาะปีนี้ที่ตั้งใจจะใช้จริง ประมาณ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ แต่สมมุติว่าเฉลี่ย ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้เวลา ๗ ปี ที่รัฐบาลตั้งใจจะกู้แล้วก็ต้องให้พี่น้องประชาชนมาใช้หนี้ถึง ๕๐ ปี เฉลี่ยแล้วก็เพิ่มขึ้น ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ แต่ถ้าท่านประธานดูในเอกสารงบประมาณโดยสังเขป หน้า ๕๑ นะครับ จะทราบครับว่าจริง ๆ แล้วรัฐบาลสามารถที่จะกู้เงินตาม พ.ร.บ. วิธีการ งบประมาณได้ถึง ๕๔๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ที่เสนอมาในวันนี้ขาดดุลแล้วก็จะกู้ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็หมายความว่าโดยข้อเท็จจริงแล้วเงินทั้งหมดที่จะใช้โดยเฉลี่ย ในการใช้โครงการเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทสามารถที่จะเอาเข้ามาอยู่ภายใต้เพดาน ของการจัดทำงบประมาณได้ทั้งสิ้น จึงต้องขอกราบเรียนท้วงติงไว้ในเบื้องต้นอีกครั้งนะครับว่า เรายังเรียกร้องว่ากระบวนการการตรวจสอบอย่างนี้สมควรที่จะต้องได้ดำเนินการกับกรณี ของเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และการที่รัฐบาลยังเดินหน้าต่อจึงมีความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่ง ต่อการขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ให้กระบวนการแบบนี้เป็นกระบวนการการตรวจสอบ เงินซึ่งในที่สุดแล้วก็ต้องมาจากพี่น้องประชาชนจากการจัดเก็บภาษีอากร

ประการที่ ๒ ที่กระผมกราบเรียนในเบื้องต้นก็เพราะว่าพอมีข่าวว่าทาง สมาชิกฝ่ายค้านจะอภิปรายงบประมาณ ก็มีการตอบโต้มาจากทางรัฐบาลทันทีเลยครับว่า อย่าอภิปราย ๑ ๒ ๓ ก็เลยอยากจะซักซ้อมกับทางท่านประธานแล้วก็ทางรัฐบาลนะครับว่า ประเด็นที่พวกกระผมจะอภิปรายนี่เกี่ยวข้องกับการพิจารณางบประมาณทั้งสิ้นครับ ๓ ข้อ ที่ห้ามเช่น

๑. บอกห้ามอภิปรายถึงท่านนายกรัฐมนตรี ผมก็กราบเรียนนะครับว่าคนที่ รักษาการตามกฎหมายฉบับนี้ก็คือนายกรัฐมนตรี และมีงบประมาณจำนวนไม่น้อยเลยครับ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะมีบทบาทสำคัญในการจัดสรรในการบริหารต่อไป

ประการที่ ๒ บอกว่าอย่าอภิปรายเรื่องจำนำข้าว ผมก็กราบเรียนว่าจำนำข้าว กำลังจะใช้เงินของพี่น้องประชาชนจากงบประมาณอีกประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามที่ปรากฏในเอกสาร ไม่นับที่จะต้องไปใช้เงินจากองค์กรอย่าง ธ.ก.ส. ให้เขาออกไปก่อน แล้วก็ต้องไปชำระ ไล่ตามชำระกันภายหลัง ก็เป็นสิ่งที่พวกเรามีสิทธิ และมีความชอบธรรม และมีความจำเป็น และควรจะเป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะพิจารณาเช่นเดียวกัน แล้วเมื่อสักครู่ ที่กระผมกราบเรียนไปนะครับ แม้กระทั่งกรณีของเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หากมี การตั้งงบประมาณเอาไว้ในลักษณะที่มีความซ้ำซ้อนก็ย่อมเป็นความชอบธรรมที่พวกเราจะสามารถ อภิปรายได้ กระผมกราบเรียนครับว่ากรอบการอภิปรายของฝ่ายค้านได้ประกาศเอาไว้ชัดเจนนะครับ เราจะมีการพูดถึงความล้มเหลวของการบริหารงานของรัฐบาล ซึ่งก็ต้องเป็นเกณฑ์ละครับ ในการที่จะมาใช้พิจารณาว่าจะอนุมัติให้มีการไปใช้จ่ายอย่างไร ทุกองค์กรก็ต้องทำอย่างนี้ครับ รัฐบาลก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เราก็ต้องมาดูครับว่า โครงการใด กระทรวงใดบริหารงานไปแล้ว ใช้เงินงบประมาณจากปีก่อน ๆ ไปแล้วล้มเหลวก็สมควรจะต้องมีการทบทวนว่าจะจัดสรร งบประมาณให้เพิ่มเติมหรือไม่

ประการที่ ๒ เช่นเดียวกันครับ การใช้จ่ายเงินที่ผ่านมาในโครงการเดียวกัน หรือโครงการทำนองเดียวกันแล้วเกิดการทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) ก็เป็นหน้าที่ ของพวกเราที่จะรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน แล้วก็บอกว่าเราจึงไม่อยากจะเห็น การจัดงบประมาณในโครงการที่พิจารณาแล้วเห็นได้ชัดว่าน่าจะสุ่มเสี่ยงหรือเอื้อให้เกิด การทุจริตได้เช่นเดียวกัน

และประการที่ ๓ ที่ทางคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้านได้กำหนด เป็นกรอบไว้ก็คือการใช้งบประมาณซึ่งนำมาสู่การใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งรายละเอียดในเรื่อง ต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อนสมาชิกก็จะได้อภิปราย รวมทั้งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหา เพราะบางเรื่องการแก้ปัญหาจะสำเร็จหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่เรื่องของงบประมาณเพียงแต่ อย่างเดียว ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือปัญหาที่เกิดขึ้นในสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้ปัญหาไม่ได้เกิดจากว่าเงินน้อย เงินมาก แต่เกิดจากแนวคิดวิธีการของ การบริหารจัดการ ก็เป็นสิ่งที่พวกกระผมในฐานะตัวแทนของประชาชนจำเป็นจะต้อง อภิปราย แต่สำหรับตัวกระผมนั้นท่านประธานครับ จะขออภิปรายเบื้องต้นเฉพาะภาพรวม ที่ผมเห็นว่าเหตุใดพรรคร่วมฝ่ายค้านจึงไม่สามารถที่จะรับหลักการร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ได้ แล้วที่ไม่สามารถรับหลักการได้ เพราะเราคิดว่าหลักคิดของรัฐบาลผิด ปีนี้เป็นปีที่ ๓ นะครับที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เสนอ งบประมาณต่อสภาแห่งนี้ แต่ผมถือว่าปีนี้เป็นปีที่พิเศษในแง่ที่ว่าเป็นปีที่รัฐบาลมีโอกาส จริง ๆ ในการที่จะใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือในการบริหารประเทศ ขับเคลื่อนประเทศ เพราะผมเข้าใจดีว่าครั้งแรกที่ท่านนายกรัฐมนตรีต้องมายืนเสนองบประมาณนั้น กรอบปฏิทิน งบประมาณมันไม่เป็นไปตามปกติเพราะเรามีการเลือกตั้ง กว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาล การจัดทำงบปี ๒๕๕๕ จึงไม่สามารถทำได้ในภาวะปกติ ก็เข้าใจ ปี ๒๕๕๖ กระผมก็เข้าใจครับว่า เราเพิ่งผ่านเหตุการณ์ภัยธรรมชาติ ภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งใหญ่ เพราะฉะนั้นการจัดสรร งบประมาณต่าง ๆ ก็จำเป็นที่จะต้องมุ่งไปสู่การที่จะฟื้นฟูบูรณะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ นะครับ ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ได้ขออำนาจสภาแห่งนี้ไปกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ปีนี้ภาระ เรื่องปัญหาปฏิทินงบประมาณไม่มี ภัยพิบัติไม่มี ยิ่งไปกว่านั้นครับ โครงการใหญ่ ๆ ที่จำเป็น จะต้องลงทุนรัฐบาลก็ยังเสนอกฎหมายกู้เงินนอกงบประมาณไปแล้วถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ผมจึงถือว่าเป็นปีที่เป็นโอกาสทองของรัฐบาลนี้ที่จะใช้เครื่องมืองบประมาณในการที่จะ ขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคตอย่างแท้จริง แต่กระผมผิดหวังครับว่าเมื่อดูจากงบประมาณ ที่จัดมาไม่ได้สามารถดำเนินการในการกำหนดยุทธศาสตร์หรือจัดสรรงบประมาณ หรือปรับปรุงโครงสร้างของงบประมาณ เพื่อรองรับกับปัญหาของประชาชนและอนาคต ของประเทศ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพนะครับ ก็เห็นใจท่านนายกรัฐมนตรี ต้องอ่าน เอกสารรายละเอียดเพื่อชี้แจงงบประมาณกับพวกเรา ก็ใช้เวลาร่วมชั่วโมงนะครับ ตัวเลขเยอะมาก แต่ผมก็กล้าที่จะท้าท่านประธานนะครับว่า ถ้าท่านประธานมาถามสมาชิกแต่ละคนว่า ฟังท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว ยุทธศาสตร์ของประเทศที่ท่านบอกว่างบประมาณกำลังขับเคลื่อนไป คืออะไร ทิศทางที่กำลังนำพาประเทศไปทางไหนจุดเน้นอยู่ตรงไหน ท่านประธานลองถามสมาชิกทุกคนสิครับ ผมเชื่อว่าได้เป็น ๑๐๐ คำตอบเพราะงบประมาณที่จัดมาครั้งนี้ทั้ง ๆ ที่กระผมกราบเรียนว่า เป็นโอกาสทองไม่มีเงื่อนไขอื่น ๆ เลยไม่สามารถสะท้อนการมีทิศทางพัฒนาที่ชัดเจน ที่สำคัญที่สุด ที่กระผมจะได้กราบเรียนต่อไปก็คือว่าเป็นการจัดงบประมาณที่ไม่รับผิดชอบต่ออนาคต ของประเทศ ต่อปัญหาพื้นฐานที่เป็นความท้าทายที่กำลังจะเกิดขึ้นกับประเทศของเราในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นจากการที่เราจะต้องเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ในการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอาเซียนหรือการแข่งขันในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไข ปัญหาพื้นฐานในเรื่องความเหลื่อมล้ำในเรื่องรายได้ทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็น การสร้างระบบธรรมาภิบาล ไม่ว่าจะเป็นการรองรับสังคมผู้สูงอายุที่เรากำลังจะกลายเป็น สังคมผู้สูงอายุในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้สะท้อนออกมาเลย และการบริหาร เศรษฐกิจบนหลักคิดในปัจจุบันของรัฐบาลกำลังเป็นการบริหารที่ทำให้เศรษฐกิจเรา ขาดประสิทธิภาพ มีความเหลื่อมล้ำมากขึ้น และมีหลายอย่างที่เป็นการซ้ำเติมคนจน เพราะหลักคิดทั้งหมดที่รองรับแนวคิดในการจัดงบประมาณในครั้งนี้ยังเป็นหลักคิดเดิม ๆ ซึ่งผมจะกราบเรียนต่อไปว่าเป็นแนวคิดที่ผิดไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน ผมคงต้องเริ่มต้นก่อนครับว่าทำไมผมจึงเห็นว่างบประมาณครั้งนี้ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง อะไรเลย ถ้าท่านประธานดูโครงสร้างงบประมาณ เอกสารงบประมาณโดยสังเขปหน้าที่ ๕ กับหน้าที่ ๓๑ ท่านจะพบว่าทั้ง ๆ ที่มีการกู้เงินไว้ต่างหากอีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่การจัดงบประมาณ โครงสร้างงบประมาณทั้งหมดไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงครับ ร้อยละ ๘๐ เป็นรายจ่ายประจำ ร้อยละ ๑๗ ไม่ถึงร้อยละ ๒๐ เป็นรายจ่ายลงทุน แล้วก็ร้อยละ ๒ ชำระคืนต้นเงินกู้ ถ้าดูการจัดสรรตามงบรายจ่ายนะครับ งบบุคลากร ร้อยละ ๒๔ เหมือนเดิม งบดำเนินงาน ร้อยละ ๙ เหมือนเดิม งบลงทุน ร้อยละ ๑๒ เหมือนเดิม งบเงินอุดหนุน เพิ่มมา จากร้อยละ ๒๗ เป็นร้อยละ ๒๘ แล้วก็ไปลดงบรายจ่ายอื่น จากร้อยละ ๒๗ เป็นร้อยละ ๒๖ ยังไม่มีความพยายามในการที่จะไปปฏิรูปเปลี่ยนแปลงระบบงบประมาณเพื่อที่จะรับกับ สิ่งที่เป็นปัญหาหรือความท้าทายที่มีความชัดเจนต่ออนาคตของประเทศและต่อสภาพปัญหา ของประชาชนในปัจจุบัน ท่านประธานจะเห็นนะครับว่าถ้ารัฐบาลจะบอกว่าปีนี้อย่างน้อย ที่สุดการขาดดุลงบประมาณลดลงแล้ว ปีที่แล้วขาดดุล ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ขาดดุล ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามคำมั่นสัญญาที่ท่านให้ไว้ในวันที่มากู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็บอกว่าจะลดไปอย่างนี้เรื่อย ๆ จนกระทั่งปี ๒๕๖๐ ก็จะเข้าสู่ภาวะสมดุล ผมไม่ติดใจนะครับ ที่รัฐบาลยังขาดดุลงบประมาณ เพราะว่าความจำเป็นในการที่จะใช้เครื่องมืองบประมาณ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ยังมี แล้วถ้าท่านประธานฟังท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อสักครู่นะครับ ตัวเลขภาวะเศรษฐกิจที่ท่านนายกรัฐมนตรีแถลงจะมีการปรับไปจากที่อยู่ในงบประมาณ โดยสังเขป ก็คือแนวโน้มที่ท่านแถลงเมื่อสักครู่อัตราการขยายตัวจะต่ำกว่าที่ปรากฏอยู่ในนี้ แล้วที่น่ากลัวก็คือปีหน้าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะลดลงแต่เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น นี่ก็เป็นตัวบ่งบอกนะครับว่าการบริหารจัดการทั้งในเรื่องของนโยบายการคลัง การเงินมันยังมี ประเด็นที่จะต้องไปพิจารณากันอย่างละเอียดรอบคอบต่อไป แต่ประเด็นที่ท่านบอกว่า ท่านขาดดุลลดลง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ข้อแรกที่ผมกราบเรียนไปแล้ว โดยข้อเท็จจริงปีนี้ เหมือนกับขาดดุลอยู่นอกงบประมาณโดยเฉลี่ยก็คือ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ภาวะตรงนี้ ยังไม่ได้มีการแก้ไขเลยครับ และหนี้สาธารณะซึ่งเริ่มลดลงแล้วในปลายรัฐบาลที่แล้ว ถ้าคิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้ประชาชาติก็กำลังเพิ่มสูงขึ้น ตอนนี้ก็น่าจะแตะอยู่ที่ประมาณ ร้อยละ ๔๕ ของผลิตภัณฑ์มวลรวม แล้วไม่ช้าไม่นานก็คาดกันการณ์ละครับว่าจะไปถึงร้อยละ ๕๐ ถ้ารัฐบาลยังคงดำเนินการจัดสรร งบประมาณแบบนี้ ที่สำคัญที่สุดที่ลดลง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมลองไปดูว่ามันจะลดลง อย่างไร เพราะงบประมาณค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ก็เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนที่ประเมินรายได้ ผมไปพบ ความเป็นจริงครับว่า ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่รัฐบาลสามารถมาโฆษณาว่าขาดดุลลดลงได้ปีนี้ กำลังจะเป็นภาระของพี่น้องประชาชนทั้งสิ้น และจะเป็นสิ่งที่ซ้ำเติมความเป็นอยู่ของ พี่น้องประชาชน ฐานะของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก สวนทางกับสิ่งที่รัฐบาลเคยแถลง สวนทางกับสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีเคยหาเสียงเอาไว้ครับ ผมดูง่าย ๆ ๒ ตัวครับ ท่านประธาน คงจำได้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีหาเสียงเอาไว้นะครับว่าจะกระชากค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนลง แล้วหัวใจสำคัญของมาตรการที่ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าจะใช้ก็คือยกเลิกกองทุนน้ำมัน วันนี้เวลาผ่านไปเกือบ ๒ ปี คำว่า แพงทั้งแผ่นดิน ติดหูติดปากพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ และไม่ต้องอะไรครับเดี๋ยวเที่ยงนี้คนที่พักจากการทำงานไปรับประทานอาหาร ผมก็กล้าท้า ได้เลยครับว่าข้าวที่จะไปซื้อมื้อกลางวันนี้ก็แพงกว่าเมื่อ ๒ ปีที่แล้วจานละประมาณ ๕ บาท ๑๐ บาทเป็นอย่างน้อย แต่ของขวัญที่พี่น้องประชาชนจะได้รับจากการลดการขาดดุล ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ชิ้นแรกคืออะไรครับ จะมีการปรับเพิ่มหรือยกเลิกการยกเว้นการจัดเก็บ ภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ในเอกสารงบประมาณหลายคนมัวแต่อ่านเล่มรายจ่าย ไม่ได้อ่านเล่มรายรับ เขียนเอาไว้ชัดเจนครับว่าจะมีการกลับมาจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล หลังจากที่ยกเว้นมาเป็นเวลานานเพื่อที่จะมาแบ่งเบาภาระของประชาชน โดยจะเริ่มต้น ในเดือนตุลาคมก็คือปีงบประมาณครับ จะเก็บลิตรละ ๑.๕๐ บาท นี่ของขวัญชิ้นแรกที่มากับ งบประมาณฉบับนี้ นั่นหมายความว่าพี่น้องประชาชนที่ใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นลิตรละ ๑.๕๐ บาท และสิ่งที่ตามมาเหมือนกับช่วงแรกที่รัฐบาลบริหารประเทศ คือพอปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซล สูงขึ้นไปเกิน ๓๐ บาทในช่วงแรก ผู้ประกอบการด้านการขนส่งก็ขอขึ้นราคารัฐบาลก็ต้องยอมตาม ข้าวของก็ขึ้นไปครับเพราะต้นทุนมันขึ้น นี่ยังไม่พูดถึงนโยบายที่เป็นการเพิ่มต้นทุนเรื่องอื่น ๆ เช่นค่าแรงนะครับ เพราะฉะนั้นพอ ๑.๕๐ บาทไปเพิ่มที่น้ำมันดีเซล ก็จะมีการเพิ่มต้นทุน เพิ่มราคาสินค้ากันอีกรอบ ผมกราบเรียนนะครับ ๑.๕๐ บาทผมก็คำนวณคร่าว ๆ เราใช้ น้ำมันดีเซลปีหนึ่งประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านลิตร เพราะฉะนั้นนี่คือ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ลดการขาดดุลไปด้วยการให้ประชาชนจ่ายค่าน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นลิตรละ ๑.๕๐ บาท บวกกับ ต้นทุนสินค้า ราคาอาหาร และสารพัดที่จะเพิ่มขึ้น

ของขวัญชิ้นที่ ๒ ที่รัฐบาลมอบให้เพื่อประหยัดเงินของรัฐบาลนะครับ คือสิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานประกาศมาหลายรอบแล้วครับ คือเตรียมขึ้นราคา แก๊สหุงต้มในครัวเรือน ที่จริงประกาศจ้องทำมาก็ตั้งแต่ต้นปี แต่จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ เลื่อนกันมาโดยลำดับ ซึ่งพวกกระผมก็ยืนยันมาตั้งแต่ต้นว่าแก๊สหุงต้มเป็นสิ่งที่เป็น ความจำเป็นในชีวิต และพี่น้องประชาชนที่ใช้แก๊สหุงต้มในครัวเรือนใช้ปริมาณแก๊สไม่ได้มากไปกว่า ปริมาณแก๊สที่เราเอาขึ้นมาจากทรัพยากรที่เป็นของเรา ผมเห็นว่าพี่น้องประชาชนก็ควรจะ ได้ใช้แก๊สในราคาที่เป็นต้นทุนครับ ไม่จำเป็นต้องใช้แก๊สในราคาที่เราขายให้คนอื่น แล้วเราก็ยึดถือเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่ขณะนี้ รัฐบาลประกาศว่าแก๊สกิโลกรัมละประมาณ ๑๘ บาทนี้จะต้องมีการปรับขึ้นไปให้เท่ากับภาคขนส่ง ๒๐ กว่าบาท แล้วพอเท่ากันแล้วก็จะปรับทั้ง ๒ ภาคนี้ให้เท่ากับภาคอุตสาหกรรมประมาณ ๓๐ บาทต่อกิโลกรัม จะทยอยขึ้นเดือนละ ๕๐ สตางค์ หรือ ๑ บาทต่อกิโลกรัมก็แล้วแต่ แต่ผมเอาคร่าว ๆ โดยเฉลี่ยก็หมายความว่าปีหน้า ปีงบประมาณนี้ เพื่อเป็นการประหยัดเงิน ให้รัฐบาลประชาชนจะต้องจ่ายเงินค่าแก๊สแพงขึ้น ๑๐ บาทต่อกิโลกรัมโดยประมาณ ไปดูสิครับว่า พี่น้องประชาชนใช้แก๊สแอลพีจี (LPG) ในการหุงต้มปีละเท่าไร ก็ประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านกิโลกรัม เสร็จสรรพก็ออกมาเป็นเงินประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท นี่อย่างไรครับวิธีการลดการขาดดุล งบประมาณของรัฐบาลที่ลดไป ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้เอาจากประชาชนที่เป็นเรื่องของน้ำมัน ที่จะต้องแพงขึ้น แก๊สหุงต้มที่จะแพงขึ้น ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ผมจึงกราบเรียนว่าในเบื้องต้น เฉพาะตรงนี้ก็เห็นได้ชัดแล้วว่าแนวทางการบริหารจัดการด้านการคลัง ด้านงบประมาณ ของรัฐบาลนี้ไม่ได้ผูกติดเอาใจใส่อยู่กับปัญหาที่เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน อย่างแท้จริง หลักคิดของรัฐบาลในการจัดงบประมาณยังเหมือนเดิมครับ รัฐบาลนี้เชื่อว่า วิธีการบริหารเศรษฐกิจยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนทำอะไรบ้าง

๑. เอาเงินไปให้พี่น้องประชาชนกู้ กองทุนสารพัดกองทุนเน้นการให้ พี่น้องประชาชนกู้เงินแล้วเป็นหนี้ แม้แต่กองทุนอย่างเช่นกองทุนพัฒนาสตรีที่เริ่มต้นขึ้นมาใหม่ ให้ไป ๑๐๐ บาท ไปปล่อยกู้ประมาณ ๘๐ บาทเป็นอย่างน้อย ที่ให้เปล่าที่ให้ไปพัฒนาสตรี จริง ๆ ไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ครับ นี่คือหลักคิดของรัฐบาลข้อแรก

หลักคิดข้อที่ ๒ เน้นการลงทุนในสิ่งที่เราเรียกว่าโครงการขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) แล้วก็คิดว่าตัวนี้จะเป็นตัวที่สร้างความเจริญนำไปสู่ ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชนทั่วไป

หลักคิดข้อที่ ๓ ก็คือมีนโยบายประชานิยมเข้าไปแทรกแซง และเป็น การแทรกแซงในลักษณะที่ฝืนตลาด ไม่ว่าจะเป็นโครงการจำนำข้าว ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย ค่าแรง ซึ่งสุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้กลับมาก็คือเศรษฐกิจจะไม่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน และความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ ความกินดีอยู่ดีจะกระจุกครับ เป็นลักษณะรวยกระจุก จนกระจาย นั่นคือเหตุผลว่าทำไมหลักคิดนี้จึงใช้ไม่ได้ ผมมีเหตุผลอะไรที่เชื่อว่าการบริหาร บนหลักคิดนี้กำลังไปในทิศทางนี้ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนแล้วนะครับว่าข้อแรก ภาวะเศรษฐกิจที่ท่านนายกรัฐมนตรีแถลงไปเมื่อสักครู่ก็ยอมรับว่า ๑ ปีข้างหน้านี้แนวโน้ม ก็คือการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง แต่เงินเฟ้อคือของแพงเพิ่มสูงขึ้น ปัจจัยมาจากอะไรบ้าง การที่เศรษฐกิจจะเติบโตก็ต้องมาจากการส่งออก การบริโภค การลงทุน ก็มีอยู่เท่านี้ครับ การส่งออกในขณะนี้ผ่านมา ๑ ไตรมาส ตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทยก็คือโตขึ้น ประมาณร้อยละ ๔.๕ ปีที่แล้วโตร้อยละ ๓.๒ ซึ่งสำหรับเศรษฐกิจเปิดอย่างเศรษฐกิจไทย เป็นการขยายตัวที่ต่ำมาก และมันก็เป็นตัวสะท้อนครับ มันไม่ใช่เรื่องค่าเงินอย่างเดียว หรอกครับ แต่มันเป็นตัวสะท้อนว่ามีต้นทุนหลายอย่างซึ่งรัฐบาลผลักไปให้กับผู้ประกอบการ และรัฐบาลไม่ได้ดำเนินการจริงจังในการที่จะเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ เพราะฉะนั้นการส่งออกจึงไม่สามารถเป็นตัวจักรที่นำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ แต่ที่น่าตกใจไปกว่านั้นครับ ผมว่าปัญหาการส่งออกยังเบากว่าปัญหาในเรื่องกำลังซื้อ ของประชาชน และแนวโน้มการลงทุน กำลังซื้อของประชาชนผมดู ๒ กลุ่มหลักครับ ๑. คือเกษตรกร ๒. ก็คือผู้ใช้แรงงาน ถ้าท่านประธาน ดูตัวเลขรายได้ที่เกิดขึ้นในภาคการเกษตรในรอบ ๑ ปีที่ผ่านมา จะพบความจริงว่าไตรมาสที่ ๓ ปีที่แล้วรายได้ทางภาคการเกษตรลดลง ๔.๒ ปลายปีไตรมาสที่ ๔ ลดลง ๐.๖ ไตรมาสแรกปีนี้ ลดลง ๒.๒ ถ้าเอาเดือนต่อเดือน เดือนกุมภาพันธ์ -๔ เดือนมีนาคม -๔.๖ นี่คือคนส่วนใหญ่ ของประเทศ รายได้ภาคการเกษตรลดลงเพราะความล้มเหลวของรัฐบาลในการบริหารจัดการ เรื่องพืชผลทางการเกษตร พวกผมไม่เรียกร้องให้ท่านใช้เงินเพิ่มขึ้นนะครับ ท่านใช้เงินเยอะมาก กับโครงการจำนำผลผลิตทางการเกษตร แต่ผมเรียกร้องให้ท่านใช้เงินแล้วเงินไปถึงมือเกษตรกรครับ เพราะตัวเลขที่ผมคำนวณออกมาจากเอกสารของรัฐบาลเองเฉพาะเรื่องจำนำข้าว ย้ำแล้วย้ำอีก ก็คือขาดทุนประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ผมพูดได้นะครับผมไม่ใช่ข้าราชการ ข้าราชการพูดถูกย้ายไปแล้ว ๒๐๐,๐๐ กว่าล้านบาท ใน ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ประมาณ ครึ่งหนึ่งเท่านั้นละครับที่ไปถึงเกษตรกรในรูปของคนที่เข้าโครงการจำนำ หรือผมคำนวณเพิ่ม ให้ด้วยก็คือคนที่ไม่ได้เข้าโครงการจำนำแต่ได้ประโยชน์จากการที่ราคาในตลาดขยับสูงขึ้นบ้าง เราใช้เงินไปอย่างนี้เรื่อย ๆ ไม่ได้ละครับ ขาดทุนปีละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ๒๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าทั้งหมดไปถึงมือเกษตรกรรายได้ภาคการเกษตรเพิ่มขึ้นจริงผมจะไม่ว่า แต่นี่เงินก็ใช้ไป รายได้เกษตรกรก็ลดลง และผมจะชี้ให้เห็นครับว่าพอเราไปดูงบที่ทำงานเรื่องการเกษตร เราจะเห็นชัดครับ ธ.ก.ส. ปีนี้ได้เงินเพิ่มจาก ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็น ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ประเด็นจะอยู่ที่ตรงนี้ครับ เงินทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดของ ธ.ก.ส. จะไปดูแลเรื่องของ การจำนำผลผลิตอย่างเดียว แต่งานอื่นของ ธ.ก.ส. นี่ครับ เช่น งานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ การดูแลหนี้สินเกษตรกร การยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในชนบททั้งหลายนี่นะครับ ลดลงเกือบทั้งสิ้นครับ ถ้าดูในหมวดที่เกี่ยวข้องกับจำนำนะครับ เพิ่มจาก ๓๓,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๗๓,๐๐๐ ล้านบาท แต่ถ้าไปดูงานที่เคยทำเรื่องการบรรเทาภาระการเงินให้แก่เกษตรกร จาก ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เหลือเพียง ๕,๐๐๐ ล้านบาท นี่คือสิ่งที่ผมบอกว่าหลักคิด ที่รองรับการจัดงบประมาณการบริหารอย่างนี้พวกกระผมถึงไม่สนับสนุน ไปดูยางนะครับ องค์การสวนยางก็เงินน้อยลง สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางก็น้อยลงครับ แล้วที่น้อยลงก็ล้วนแล้วแต่เป็นโครงการซึ่งเคยเตรียมไว้ในแง่ของการที่จะเพิ่มศักยภาพ ในการผลิตเพื่อการแข่งขันของเกษตรกรทั้งสิ้นครับ ถ้าจะมีเงินเพิ่มตอนนี้ผมไปเห็น มีอย่างเดียวครับที่ได้เพิ่มขึ้นมาคือต้องสร้างโกดังเพิ่มเก็บสต็อก (Stock) ยาง นี่อยู่ในเอกสาร งบประมาณ ผมไม่เห็นด้วยครับ เกษตรกรจะกินดีอยู่ดีได้เราต้องไปช่วยให้เขายืนบนลำแข้ง ของตัวเองแข่งขันได้ วันนี้ระบบที่ฝืนตลาดทำลายอนาคตของพืชผลทางการเกษตรไทย ข้าว มันสำปะหลัง ยาง ปาล์ม เดือดร้อนกันถ้วนหน้าครับ แล้วรัฐบาลต้องมาแก้ปัญหา ให้ตัวเองมากกว่าแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร สร้างโกดังเพิ่ม หาที่เก็บเพิ่ม กลัวการทุจริต อาจจะต้องไปติดตั้งซีซีทีวี (CCTV) เราเคยปลูกข้าวไว้กิน ปลูกข้าวไว้ขาย ตอนนี้เราจะ ปลูกข้าวไว้เก็บ ปลูกไว้ดูครับ เพราะแนวทางของการบริหารจัดการตรงนี้ผิดพลาด แล้วทำให้ คนส่วนใหญ่ของประเทศรายได้ไม่ดีขึ้น นี่คือกลุ่มเกษตรกรนะครับ กลุ่มแรก

กลุ่มที่ ๒ แน่นอนที่สุดครับ ผู้ใช้แรงงาน นโยบายของรัฐบาลโดยเฉพาะ เรื่องค่าแรง ๓๐๐ บาท ผมก็เคยเข้าใจว่าอย่างน้อยที่สุดแม้จะสร้างปัญหาให้กับผู้ประกอบการ ในการประกอบกิจการ น่าจะส่งผลให้กำลังซื้อ รายได้ของประชาชนดีขึ้น แต่เอาเข้าจริง ๆ นโยบายที่ฝืนตลาดอย่างรุนแรงอย่างนี้มันไม่ได้ผลอย่างนั้นละครับ เพราะผู้ประกอบการ เขาก็ต้องมีวิธีการในการที่จะอยู่รอด เพราะบางคนต้องเจอกับค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้น ถึงเกือบเท่าตัวภายในระยะเวลา ๒ ปี ผลที่ตามมาคืออะไรครับ

ข้อแรก ก็ต้องย้ำอีกนะครับ นอกจากเรื่องปัญหาน้ำมัน เรื่องแก๊สแล้ว ก็คือ สินค้าค่าครองชีพแพงขึ้น อะไรที่ผู้ประกอบการนายจ้างเคยให้เป็นลักษณะสวัสดิการ สิทธิประโยชน์ เช่น ดูแล มีอาหารกลางวันขายถูก ๆ มีรถขนส่งให้มาทำงาน ก็เลิกหรือว่า มานับรวมเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างเพื่อให้มันถึง ๓๐๐ บาท แล้วก็นี่ครับ ล่าสุดทางสำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็ไปสำรวจมา ก็คือว่าชั่วโมงการทำงานลดลง เพราะผู้ประกอบการไม่สามารถที่จะแบกรับต้นทุนนี้ได้ เพราะฉะนั้นชั่วโมงการทำงานของ ภาคเอกชนลดลงร้อยละ ๑.๓ มาอยู่ที่สัปดาห์ละ ๔๖.๒ ชั่วโมง ภาคเอกชนที่เคยทำงาน สัปดาห์ละ ๕๐ ชั่วโมงขึ้นไปตอนนี้มีจำนวนลดลงถึงร้อยละ ๘.๒ และผู้ที่ทำงานเขาใช้คำว่า ผู้ที่ทำงานต่ำกว่าระดับการศึกษา คือไม่ถึงกับว่างงาน ไม่ถูกปลดออกจากงานหรอกครับ แต่ได้งานไม่สมกับวุฒิของตัวเองหรือศักยภาพของตัวเอง เพิ่มขึ้นร้อยละ ๑๒.๑ หรือ ๓๘๐,๐๐๐ คนครับ และปัญหาก็คือมาตรการ ๓๐๐ บาทก็ดี ๑๕,๐๐๐ บาทก็ดี ไม่สามารถไปถึง ครัวเรือนของผู้ประกอบอาชีพอิสระซึ่งมีอยู่กว่า ๑.๖ ล้านครัวเรือน หรือ ๗.๘ เปอร์เซ็นต์ ของครัวเรือนทั้งหมดครับ แต่คนเหล่านี้แบกรับค่าครองชีพที่สูงขึ้น เห็นไหมครับ รัฐบาลประหยัด งบประมาณด้วยวิธีการอะไรครับ ค่าไฟฟรี คนเคยใช้อยู่ ๙๐ หน่วย ตัดเหลือ ๕๐ หน่วย คนที่ต้องจ่ายไฟเพิ่ม ๔,๐๐๐,๐๐๐ กว่าครัวเรือน น้ำมันจะขึ้น แก๊สจะขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น พยายามไปฝืนตลาด แต่สุดท้ายผู้ประกอบการเขาก็ต้องมีวิธีการในการที่จะทำให้ตัวอยู่รอด

สุดท้าย บรรทัดสุดท้ายก็คือว่าประชาชนมีหนี้สินเพิ่มขึ้น ตัวเลข ณ เดือนมีนาคม ที่ผ่านมาหนี้ครัวเรือนนั้นได้สูงขึ้น ถ้าเอาปี ๒๕๕๕ เทียบกับปีก่อน หนี้ที่คิดเป็นสัดส่วน ต่อรายได้นะครับ เพราะว่าเวลาพวกผมบอกว่าท่านทำให้ประชาชนมีหนี้เพิ่มขึ้น ท่านมักจะพูดว่า รายได้ก็เพิ่มขึ้น เอาสัดส่วนหนี้ต่อรายได้บัดนี้เพิ่มจาก ๐.๗๔ มาเป็น ๐.๘๒ คือหนี้ก็เพิ่ม และคิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้ก็เพิ่มครับ เพราะปี ๒๕๕๕ รายได้ขยายตัวร้อยละ ๗.๓ แต่สินเชื่อหรือหนี้สินขยายตัวร้อยละ ๒๑.๖ ตัวที่พุ่งสูงขึ้นที่สุดก็มาจากนโยบายของรัฐบาลครับ รถคันแรก ซึ่งปีนี้ตั้งงบประมาณไว้ถึง ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่นับที่ใช้จ่ายไปแล้ว สำรองจ่ายไป แล้วก็ปีหน้าท่านต้องมาจ่ายชดเชยเงินคงคลัง แล้วข่าวที่ออกมาในขณะนี้ก็คือว่าหนี้เสีย ที่จะเกิดขึ้นจากโครงการรถคันแรกมีไม่น้อยเลยนะครับ บริษัทเขาก็ให้ข่าว ทั้งบริษัทรถยนต์ ทั้งบริษัทไฟแนนซ์ (Finance) ซึ่งทั้งหมดก็เป็นคำตอบครับว่าในที่สุดแล้วยุทธศาสตร์ของรัฐบาล หรือกลยุทธ์ของรัฐบาล หลักคิดของรัฐบาลในการบริหารเศรษฐกิจและยังสะท้อนอยู่ใน งบประมาณฉบับนี้มันไม่ได้ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนดีขึ้น แม้แต่การลงทุนเอง ในภาวะซึ่งค่าเงินบาทแข็ง ท่านไปดูตัวเลขการลงทุนของภาคเอกชนนะครับ โดยเฉพาะก็คือการนำเข้าเครื่องจักร ก็จะพบความเป็นจริงครับว่าลดลงในเดือนกุมภาพันธ์ ร้อยละ ๘ ลดลงในเดือนมีนาคม ถึงร้อยละ ๑๒.๒ นี่คือความล้มเหลวของการบริหารงานในแง่ของสถานการณ์ปัจจุบัน ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม ทีนี้ก็มาดูต่อครับว่า ที่ผมกราบเรียนว่านอกจากความล้มเหลวตรงนี้แล้วทำไมผมถึงได้กราบเรียนต่อไปว่า โจทย์สำคัญ ๆ ของประเทศรัฐบาลไม่ให้คำตอบ อนาคตของประเทศถ้าเราอยากจะลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สิ่งแรกที่ผมนึกถึงก็คือการศึกษากับการวิจัยพัฒนา ท่านนายกรัฐมนตรีก็อาจจะบอกผมว่าเมื่อสักครู่ก็เพิ่งอ่านไปว่าสัดส่วนงบประมาณ ด้านการศึกษาสูงที่สุด ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทหรืออะไรก็แล้วแต่ว่ากันไป แต่ว่า ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ถ้าไปดูลึก ๆ จริง ๆ ผมเอาง่าย ๆ คือกรณีของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นงบการศึกษาก้อนใหญ่ที่สุด ๔๘๑,๓๓๗ ล้านบาท ผมไม่ทราบว่าท่านประธาน และท่านนายกรัฐมนตรีทราบไหมว่าเป็นงบลงทุนเท่าไร จากเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบลงทุนอยู่ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท พูดง่าย ๆ ตัวเลขที่ดูใหญ่โตมโหฬารแค่ร้อยละ ๗ หรือ ๗ เปอร์เซ็นต์ของเงินก้อนนั้นที่เรากำลังเป็นงบลงทุนเพื่อการศึกษา เดี๋ยวเพื่อนสมาชิก จะอภิปรายกันต่อนะครับว่าการจัดงบประมาณทางด้านการศึกษาซึ่งความจริงหลักตอนนี้ ต้องสนับสนุนอาชีวศึกษาเพิ่มขึ้น สนับสนุนภาคเอกชน อปท. มากขึ้น ยังไม่ได้สะท้อน การปรับเปลี่ยนโครงสร้างตรงนั้นเลย งบเรียนฟรีก็จัดไว้ไม่พอหรือว่ามีปัญหาในการบริหาร จัดการ พี่น้องประชาชนเปิดเทอมที่ผ่านนี้ก็เดือดร้อนกันมาก เรามีปัญหาระบบการศึกษา เยอะมากครับ ไม่เพียงเฉพาะเรื่องโอกาสซึ่งเด็กยังตกหล่นออกนอกระบบ เขาคำนวณออกมา เด็ก ๑๐ คน เข้าประถมศึกษาที่จบปริญญาออกมามีงานทำตรงตามสายวิชาที่เรียน ๑ คน เท่านั้น ๑ ใน ๑๐ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาก็ยังมีปัญหา เดี๋ยวเพื่อนสมาชิกอภิปรายกันต่อ ก็กราบเรียนว่าผมไม่เห็นความชัดเจน ความจริงจังในการที่จะปรับปรุงระบบการศึกษาตรงนี้ ผมก็อุตส่าห์ไปดูว่าในเชิงคุณภาพจะมีอะไรบ้าง ก็เห็นว่ามีงบประมาณในโครงการพัฒนา คุณภาพโรงเรียนสู่มาตรฐาน ไปดูในรายละเอียดแล้วจะทราบว่าทำอะไรครับ ซื้อรถโดยสาร ขนาด ๑๒ ที่นั่งดีเซล ๑,๐๐๐ คัน รถตู้ ๑,๐๐๐ คันที่จะมากับการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก นี่คือวิธีคิดในการปรับปรุงคุณภาพการศึกษา ซึ่งประเดี๋ยวจะมีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายว่า เราเข้าใจว่าโรงเรียนขนาดเล็กมีค่าใช้จ่ายสูง แต่หลายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เป็นความจำเป็น ด้วยเหตุผลทางภูมิศาสตร์ ปัญหาการคมนาคม และวิธีการที่จะปรับปรุง เขาเคยวางแนวทางกันไว้ เรียบร้อยแล้วว่าเราสร้างโรงเรียนที่ใกล้เคียงพัฒนาคุณภาพขึ้นมาเพื่อให้ผู้ปกครองยอมรับว่า การที่ลูกจะไปไกลบ้านมากขึ้น แต่ได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น มีการประสานงานเรื่องของการขนส่ง คมนาคม ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงพฤติกรรม การยุบรวมโรงเรียนจะเกิดขึ้นโดยปริยาย ไม่ใช่ไปตั้งเป้าว่าปีนี้ต้องยุบเท่านี้แล้วซื้อรถตู้ให้ครับ ผมกราบเรียนว่านี่ก็เป็นเรื่องที่ ๑ ที่เกี่ยวกับอนาคตที่ผมบอกว่ารัฐบาลไม่ได้จัดงบประมาณหรือมีการปรับเปลี่ยนให้มันสอดคล้อง กับสภาพความเป็นจริงของปัญหาที่ต้องการ

ประการที่ ๒ เรื่องการวิจัยและพัฒนา น่าเสียดายครับ ๒ ปีที่ผ่านมา ของรัฐบาลนี้ลดงบวิจัยไปประมาณร้อยละ ๒๐ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้เราอภิปรายในสภาทีไรทุกคนก็จะพูดครับว่าเรายังวิจัยน้อยเกินไป พัฒนา น้อยเกินไป รัฐบาลที่แล้วก็พยายามดำเนินการนะครับ มีโครงการสำคัญก็คือการบูรณาการ เรื่องการวิจัย และพยายามตอบโจทย์ด้วยว่าการวิจัยที่เราต่อว่าว่าที่มีอยู่ก็มักจะวางไว้บนหิ้ง ไม่ได้เอาไปใช้ ไม่ได้ไปประยุกต์ใช้จริง เราก็ทำอะไรครับ เราก็ให้หน่วยงานวิจัยต่าง ๆ เขาเสนอแผนวิจัยเพื่อของบประมาณร่วมกันแล้วก็มีการจัดลำดับความสำคัญ ผมก็ไม่ทราบว่า ตอนนี้ยังทำหรือไม่นะครับ แต่ว่าหน่วยงานวิจัยหลายหน่วยได้งบประมาณน้อยลง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลดไปจาก ๓,๓๐๐ ล้านบาท เหลือ ๒,๔๐๐ ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ๑,๘๐๐ ล้านบาท เหลือ ๑,๗๐๐ ล้านบาท อย่างนี้เป็นต้น กลายเป็นว่าเป็นการลดงบประมาณ ทางด้านการวิจัยลงเกือบทั้งสิ้นครับ กราบเรียนต่อไปครับว่าโครงการสำคัญโครงการหนึ่ง หลังจากที่เราไปดูว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศเราลงทุนเรื่องการวิจัยพัฒนามากขึ้น นอกจาก บูรณาการหน่วยงานทำงานด้านวิจัย ก็คือการไปสำรวจดูว่านักวิจัยของเราอยู่ที่ไหน ได้คำตอบว่า นักวิจัยของเราส่วนใหญ่ก็คืออยู่ในมหาวิทยาลัยแล้วก็อยู่ในมหาวิทยาลัยของรัฐครับ งานวิจัย ประมาณ ๓ ใน ๔ เกิดขึ้นโดยนักวิจัยที่อยู่ในมหาวิทยาลัยของรัฐชั้นนำ ๙ แห่งจึงมีการผลักดัน โครงการที่เรียกว่า โครงการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติเกิดขึ้นครับ จะมีการจัดงบประมาณ ให้ไปทำวิจัยในสัดส่วน ๓๐ : ๗๐ ๓๐ เชิงวิชาการ ๗๐ เอาไปประยุกต์ใช้ได้ แบ่งมหาวิทยาลัยเป็น ๒ กลุ่ม ๙ มหาวิทยาลัยที่ผมกราบเรียนแล้วได้รับการสนับสนุนให้บูรณาการงานวิจัย ที่เขาทำเป็นหลักอยู่แล้ว และอีก ๗๐ แห่งได้งบประมาณเพิ่มขึ้น ในแง่ของการวิจัยทั่วไป หรือการส่งเสริมบุคลากรด้านการวิจัย ที่จริงเขาขอเงิน ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่รัฐบาลที่แล้ว เราก็สามารถจัดให้ได้เพียง ๕,๐๐๐ ล้านบาท แต่ว่าพอเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ๒,๐๐๐ ล้านบาท แรกรัฐบาลที่แล้วจัดให้ไปแล้ว จบ พอมา ๒,๐๐๐ ล้านบาทที่ ๒ รัฐบาลนี้บอกว่าน้ำท่วม ขอลดเหลือ ๘๐๐ กว่าล้านบาท ก็เท่ากับว่าเขาหายไป ๑,๒๐๐ กว่าล้านบาท ปีต่อมาเขาต้องได้ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ลดเขาเหลือ ๕๐๐ ล้านบาท หายไปอีก ๕๐๐ ล้านบาท เสร็จสรรพหายไปแล้ว ๑,๖๐๐ ล้านบาท ปีนี้ให้ประมาณ ๕๐๐-๖๐๐ ล้านบาท ขาดไปอีก ๑,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็ ทราบมาว่าแนวคิดก็คือก้อนที่จะให้ปีนี้ก็สุดท้ายแล้วด้วยครับ เป็นการสูญเสียโอกาสครั้งใหญ่ ในการที่จะปรับปรุงเรื่องของความสามารถของประเทศโดยการใช้กลไกของการวิจัยและพัฒนา ผมเห็นรัฐบาลตั้งความหวังสูงอยากจะให้ประเทศเป็นฮับ (Hub) หรือศูนย์กลางเรื่องนั้นเรื่องนี้ ด้านสาธารณสุขบ้าง ด้านการศึกษาบ้าง อะไรบ้าง ท่านทำไม่ได้หรอกครับถ้าท่านไม่จัดงบวิจัย และพัฒนาเพิ่มเติมขึ้น เงินวิจัยเหล่านี้ที่ถูกตัดไปผมยังไม่ทราบข้อเท็จจริงนะครับ ขอเวลา ตรวจสอบว่ามันหายไปไหน ได้ข่าวว่าอาจจะไปวิจัยเฉพาะเรื่องการต้มสุราหรือเปล่าครับ ท่านรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ หวังว่าไม่เป็นอย่างนั้นนะครับ แต่ขณะนี้หน่วยงานวิจัย หลายหน่วยงานมีปัญหาอยู่ในหน่วยงานรีบไปแก้ไขเถอะครับ แล้วเราจะได้มาดูว่าเราจะ วางรากฐานในเรื่องของการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ได้อย่างไร งานอย่างนี้ครับคืองานที่รัฐบาลต้องทำ งานอย่างนี้ครับคืองานที่รัฐบาลต้องลงทุน เพื่อให้คนของเรา ประเทศของเรามีความพร้อมในการแข่งขันเศรษฐกิจถึงจะโตแบบยั่งยืนได้

เรื่องถัดมาที่ผมกราบเรียนว่าทำไมรัฐบาลนี้ไม่จัดสรรงบประมาณให้สอดคล้อง กับอนาคตก็คือ ผมกราบเรียนแล้วว่าวันข้างหน้าเราจะเป็นสังคมผู้สูงอายุและมาเร็วมาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องทำคือพัฒนาระบบสวัสดิการควบคู่ไปกับส่งเสริมให้คน ออมเงิน สิ่งที่น่าตกใจก็คือว่างานทางด้านนี้ถูกละเลยโดยรัฐบาลโดยสิ้นเชิงเลยครับ ทำไมกราบเรียน อย่างนั้นนะครับ ผมเริ่มต้นก่อนว่ารัฐบาลที่แล้วเรามองไปข้างหน้าแล้วเราเห็นครับว่าแทนที่รัฐบาล จะไปสนับสนุนให้คนเป็นหนี้ เราควรจะหาทางส่งเสริมให้คนออม แล้วคนของเราในประเทศ ๖๐ กว่าล้านคนที่มีสวัสดิการบำเหน็จบำนาญ เป็นข้าราชการก็อาจจะ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ถ้านับครอบครัวด้วย บวกกับที่อยู่ในประกันสังคมอีก ๑๐ ล้านคน แล้วที่เหลือล่ะครับ เราก็อุตส่าห์ผลักดันกฎหมายพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งประกาศใช้มา ตั้งแต่วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๔ กฎหมายฉบับนี้คือเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนที่เคยใฝ่ฝัน มานานว่าเป็นชาวบ้านก็มีบำนาญได้ จะได้มีโอกาสสักที ก็ตั้งกองทุนขึ้นมา ถ้าพี่น้องประชาชน ออมเงินเข้าไปในบัญชีของตัวเอง รัฐบาลก็จ่ายเงินสมทบให้ อายุ ๖๐ ปี เป็นชาวบ้านก็เกษียณ แล้วก็รับบำนาญ กฎหมายก็เขียนเอาไว้ในบทเฉพาะกาลชัดเจนนะครับว่าในวาระเริ่มแรก ให้รัฐบาลจัดสรรเงินเข้าบัญชีเงินกองกลางตามมาตรา ๔๖ (๓) เป็นจำนวน ๑,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของกองทุน ปีที่แล้วก็มีการจัดงบ ๕๐๐ ล้านบาท เข้าสู่กองทุนการออมแห่งชาติ ปีนี้ท่านประธานอย่าไปเสียเวลาหานะครับว่าเงินที่จะเข้า กองทุนการออมแห่งชาติปีนี้เป็นเงินเท่าไร ท่านไปดูทั้งลังครับ ไม่มีแม้แต่บาทเดียว ผมก็ ไม่ทราบจริง ๆ ครับว่าที่รัฐบาลตัดสินใจอย่างนี้ พูดง่าย ๆ คือไม่เดินโครงการนี้เพราะอะไรครับ ไม่อยากให้ประชาชนมีโอกาสออมเงิน ไม่อยากให้ประชาชนมีบำเหน็จบำนาญเหมือนกับคนอื่น หรือเพราะว่ามันเป็นโครงการรัฐบาลที่แล้วทำไว้รัฐบาลนี้เลยทำต่อไม่ได้ ผมกราบเรียน ท่านประธานนะครับ นี่โครงการแรกที่ผมจะพูดนะครับว่าเป็นโครงการที่ทำไว้มันไม่ใช่เรื่อง ของพรรคหนึ่งพรรคใด รัฐบาลหนึ่งรัฐบาลใด มันเรื่องอนาคตของประเทศ แต่ทำไมรัฐบาลนี้ ตัดสินใจไม่สานต่อ นี่ของจริงครับที่บอกว่าการเมืองไม่สานต่อโครงการดี ๆ ไม่ใช่เหมือนที่ ท่านนายกรัฐมนตรีไปพูดที่ประเทศมองโกเลียครับ เพราะกองทุนหมู่บ้านก็ยังอยู่ หลักประกันสุขภาพ ก็ยังอยู่ ปฏิวัติแล้ว เปลี่ยนรัฐบาลมา ๓ ครั้ง ๔ ครั้ง ยังอยู่ครับ แต่ที่การเมืองมาเปลี่ยนแบบนี้ครับ กองทุนการออมแห่งชาติ ผมไม่ทราบว่าท่านรัฐมนตรีจะชี้แจงหรือไม่ ชี้แจงอย่างไร แต่กราบเรียนท่านว่า ณ ขณะนี้ท่านทำให้พี่น้องประชาชนจำนวนหนึ่งเขาเสียสิทธิไปแล้ว เพราะว่าในบทเฉพาะกาลเราต้องเปิดโอกาสให้คนซึ่งเขาอายุเกิน ๕๐ ปี เนื่องจากว่า ในกองทุนนี้พอถึงอายุ ๖๐ ปีเขาจะหมดจากสมาชิกภาพของกองทุน แต่เราเปิดโอกาสว่า ในวาระเริ่มแรกพอกฎหมายออกมา ใครอายุเกิน ๕๐ ปีภายใน ๑ ปีหลังจากที่กฎหมาย ใช้บังคับซึ่งเลยมาแล้วนะครับ ถ้าเขาสมัครเป็นสมาชิกเขาจะเป็นสมาชิกต่อได้ ๑๐ ปี เป็นการเปิดโอกาสให้เขาทั้งออมและได้รับเงินสมทบจากรัฐบาล แต่เมื่อท่านไม่เดินเรื่องนี้ วันนี้คนเหล่านี้เขาหมดสิทธิไปแล้วที่จะได้เป็นต่อ ๑๐ ปีครับ เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ผมถือว่าจงใจ แล้วก็เป็นเหตุผลให้เพื่อนสมาชิกขณะนี้จึงดำเนินการยื่นเรื่องถอดถอน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ แต่จริง ๆ ผมไม่ติดใจหรอกครับ ท่านจะอยู่ในตำแหน่งหรือท่านจะถูกถอดถอน แต่ผมอยากได้บำนาญของประชาชนคืนมา เพราะวันข้างหน้าผมเชื่อครับว่ามีพี่น้องประชาชน จำนวนมากที่จะต้องการและมีความจำเป็นที่จะได้รับเงินเมื่อเขาอายุ ๖๐ ปีขึ้นไปแล้ว นี่ก็ตัวอย่างหนึ่งนะครับ เรื่องทำนองเดียวกันเลยครับ โครงการของรัฐบาลที่แล้วที่จะต้อง ถูกตัดก็คือสวัสดิการของชุมชน อันนี้ไม่ใช่รัฐบาลออกกฎหมายนะครับ ชาวบ้านเขาอุตส่าห์ เริ่มต้นเอาไว้เอง พวกกองทุนออมวันละบาทนี่ครับ ที่จริงต้องกล่าวถึงท่านนะครับ เพิ่งเสียชีวิตไป ครูชบนะครับ ท่านก็เริ่มต้นไว้ที่จังหวัดสงขลาอย่างดี ขยายตัวอย่างมาก รัฐบาลที่แล้วก็จริงจังครับ ส่งเสริม สนับสนุนเรื่องนี้ บอกว่าถ้าชาวบ้านออมวันละบาท ดูแลกันเองได้เป็นกองในชุมชน ได้เท่าไรรัฐบาลสมทบให้อีกบาท ไปขอท้องถิ่นสมทบอีกบาท รัฐบาลนี้ก็ตัดงบประมาณอีกครับ ถ้าจะลุกขึ้นมาชี้แจงบอกว่าที่ตัดเพราะว่ายังมีเงินเหลือ เงินมันเหลือสิครับเพราะท่านไม่ยอมทำงานเรื่องนี้ ไปสอบถามคนทำงานเขาสิครับ ทำไม ไม่ผลักดันให้จริงจัง ทำไมไม่พยายามปลูกฝังให้เกิดค่านิยมในเรื่องการออมสำหรับอนาคต นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างที่ผมกราบเรียนว่าทำไมเราจึงไม่พยายามมาแก้ไขปัญหาที่โครงสร้าง ที่พื้นฐานต่าง ๆ มาดูต่อนะครับ นอกจากปัญหาที่ท่านกำลังซ้ำเติมเรื่องค่าครองชีพ นอกจาก ปัญหาว่าท่านกำลังทำลายขีดความสามารถการแข่งขัน ไม่เตรียมการเพื่ออนาคต ความเหลื่อมล้ำ ท่านก็ไม่แก้ ที่เหลื่อมล้ำมากที่สุดที่ดินครับ เป็นที่ทราบกันดี ที่ดินมีโฉนดทั้งหมดในประเทศ ร้อยละ ๙๐ อยู่ในคนหยิบมือเดียว คิดเป็นสัดส่วนแล้วอาจจะ ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่ จะช่วยแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบเรื่องที่ดิน รัฐบาลที่แล้วก็เริ่มต้นไว้ กฎหมายภาษีทรัพย์สิน และที่ดิน ท่านก็ตัดสินใจว่าไม่ทำต่อ นี่ถ้าวันนี้ท่านมาลดการขาดดุลบอกว่าจะเก็บภาษีทรัพย์สิน พวกผมจะไม่ว่าเลยครับ เก็บจากเศรษฐีที่ดิน เก็บจากเศรษฐีที่สะสมทรัพย์สินไว้มากมาย มาเก็บทำไมกับคนใช้แก๊สหุงต้ม มาเก็บทำไมกับคนใช้น้ำมันดีเซล ภาษีทรัพย์สินที่ดินไม่ทำ โฉนดชุมชนก็ยังเป็นปัญหาอยู่ครับ ยื้อกันไปยื้อกันมาจนมาชุมนุมเรียกร้องกันอีกรอบ รัฐมนตรีก็เปลี่ยนไปหลายท่านแล้ว ธนาคารที่ดินท่านครับ ๓ เรื่องนี้ที่จะช่วยแก้ปัญหาโครงสร้าง ภาษีทรัพย์สินที่ดิน โฉนดชุมชน ธนาคารที่ดิน ปรากฏว่างบธนาคารที่ดินก็ถูกตัดอีก มีน้อยมากครับ ท่านจัดไว้ให้น้อยมากหลัก ๑๐ ล้านบาทครับ สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินปีที่แล้ว ๔๘ ล้านบาท ปีนี้ ๑๗ ล้านบาท จะไปทำธนาคารที่ดินอย่างไรครับ ถามว่าที่รัฐบาลจัดเงิน ให้ไม่ได้เพราะไม่มีเงินหรือเปล่า ผมไม่เชื่อครับ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านให้คนที่ซื้อรถคันแรกได้ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ท่านให้ไปสร้างเขื่อนในนิคมอุตสาหกรรมนะครับ ทรัพย์สินที่เกิดขึ้นในที่ดิน ของเอกชนท่านให้ได้เพื่อป้องกันน้ำท่วม ความจริงดูจะเป็นสิ่งที่เป็นสิ่งก่อสร้างรูปธรรมอย่างเดียว ที่ตอนนี้ภาคเอกชนสัมผัสอยู่ เพราะอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นท่านรองนายกรัฐมนตรี ปลอดประสพยังสนุกของท่านอยู่นะครับ เงินมีครับ และที่ผมรู้ว่าเงินมีคืออะไรครับ วันนี้ มีรายการหนึ่งโผล่ขึ้นมาในหมวดกองทุนนะครับ จะมีการตั้งกองทุนใหม่ ซึ่งปกติตอนหลัง เขาจะไม่ทำนะครับ รัฐบาลหลัง ๆ บอกว่าไม่อยากให้มีการตั้งกองทุนขึ้นมาเรื่อย ๆ ถ้าจะตั้ง กองทุนอะไรไปออกกฎหมายก่อน สภาจะได้ดู เราจะได้รู้ มีการรายงานเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่นึกอยากตั้งกองทุนอะไรขึ้นมาก็เอามาใส่ไว้ในกฎหมายงบประมาณและเกิดกองทุนขึ้น กองทุนที่ว่าคือกองทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของรัฐ ปีนี้จัดเอาไว้ ๑,๕๐๐ ล้านบาทครับ ถามว่าตั้งขึ้นมาทำไม วัตถุประสงค์เขียนเอาไว้นะครับ เดี๋ยวกรุณาชี้แจงนะครับ แล้วผมจะดูว่าชี้แจงตรงกับที่เจ้าหน้าที่ชี้แจงวิป (Whip) ฝ่ายค้านหรือเปล่า เพราะผมฟังคำชี้แจงแล้วผมคิดว่าไม่ใช่ วัตถุประสงค์บอกเป็นการจัดตั้งกองทุนในลักษณะ เงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนาที่ราชพัสดุในเชิงสังคมและพาณิชย์ เพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ทางเศรษฐกิจและนำส่งเงินได้จากการจัดประโยชน์ส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ผมไปดูรายละเอียด จำนวนแปลงที่ราชพัสดุที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพ ๑ แปลง ๑,๕๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ๑,๕๐๐ ล้านบาทพัฒนาที่ของรัฐ ๑ แปลง ๗๐ ล้านบาททำธนาคารที่ดินให้กับคนทั้งประเทศ ไหนล่ะครับรัฐบาลของคนจน ไหนละครับรัฐบาลที่พูดเรื่องความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ มากมาย ในสังคม และผมก็ไม่ทราบว่า ๑,๕๐๐ ล้านบาท ๑ แปลง แปลงที่ว่าอยู่ที่ไหนนะครับ เจ้าหน้าที่ที่มาชี้แจงยังบอกว่ายังไม่รู้ครับว่าแปลงไหน ในหรือต่างประเทศยังไม่รู้เลยครับ ๑,๕๐๐ ล้านบาท ผมกราบเรียนว่าพวกกระผมจึงรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณบนหลักคิดการบริหารเศรษฐกิจแบบนี้ไม่ได้ ถ้าท่านดูการบริหารสินค้าเกษตร การบริหารพลังงาน การบริหารที่ดิน การบริหารเรื่องการศึกษา การวิจัย ท่านจะเห็นว่า คนจนกำลังต้องแบกรับอะไร กำลังเสียโอกาสอย่างไร คนทั่วไปกำลังขาดโอกาสในการพัฒนา ศักยภาพอย่างไร แต่ถามว่าใครรวยครับ พลังงานวันนี้ใครรวยครับ ปตท. รวย รัฐบาลก็เป็นเจ้าของ ปตท. แค่ครึ่งเดียวนะครับ ปตท. รวย แล้วก็ความร่ำรวยนั้นใช้กันอย่างไรเดี๋ยวมีเพื่อนสมาชิก อภิปราย ธุรกิจขนาดใหญ่ที่หากินกับรัฐบาลหรือธุรกิจขนาดเล็กถ้าหากินกับรัฐบาลรวยครับ ผมรู้มีคนรวยจากจำนำข้าวครับ แต่ไม่ใช่ชาวนารวยครับ แล้วก็เมกะโปรเจกต์ บวกกับที่ท่าน กำลังทำเรื่องอสังหาริมทรัพย์ทั้งหลายก็กำลังสร้างคนรวยกลุ่มเล็ก ๆ ขึ้นมาอีกกลุ่มหนึ่ง หรือที่รวยแล้วก็รวยมากขึ้น อสังหาริมทรัพย์สำหรับรัฐบาลนี้ก็เหมือนกับโทรคมนาคม สำหรับรัฐบาลของพี่ชายท่านนายกรัฐมนตรีครับ มาสูตรเดียวกัน รวยกระจุก จนกระจาย ประเทศขาดทิศทางอนาคตไม่มีการเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขัน ไม่มีการเตรียม ความพร้อมสำหรับโครงสร้างประชากร ไม่มีการเตรียมความพร้อมให้คนของเรามีขีด ความสามารถสูงขึ้น ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นที่อยากจะกราบเรียนเพิ่มเติมอีกเพียง ๒ ประเด็นนะครับที่เป็นงบประมาณ

ประเด็นแรก ก็ต้องการที่จะพูดให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะว่า เขาก็มาเรียกร้องนะครับ แล้วก็เช่นเดียวกันครับผมก็เชื่อในเรื่องของการกระจาย รวมทั้ง การกระจายอำนาจ แต่ว่างบของท้องถิ่นปีนี้สัดส่วนเพิ่มขึ้นน้อยมากครับ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ และที่สำคัญเคยมีข้อตกลงไว้กับเขาครับว่างบประมาณที่รัฐบาลพูดง่าย ๆ ก็ไปจ่ายผ่านเขาครับ เขาไม่ได้ตัดสินเอง เป็นนโยบายของรัฐบาลแท้ ๆ แต่ไปนับเป็นเงินของท้องถิ่น ปลายรัฐบาล ที่แล้วทำข้อตกลงไว้แล้วครับว่าเราจะค่อย ๆ ปรับลด ไม่นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของท้องถิ่น ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวบอกว่ามี ๒๖ ๒๗ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ แต่จริง ๆ ในนั้น ๓-๔ เปอร์เซ็นต์แล้วครับ เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่เงินที่ท้องถิ่นเขาตัดสินใจได้เอง แต่ว่าพอเปลี่ยนรัฐบาลก็ไปเลิกล้มแผนนั้น และวันนี้งบที่เพิ่มขึ้นน้อยแต่งานฝากเพิ่มขึ้นเยอะ ก็หมายความว่าเรากำลังเดินถอยหลังแล้ว ก็ถดถอยเรื่องการกระจายอำนาจ ก็อยากจะทิ้งประเด็นนี้ไว้ครับ

ส่วนประเด็นสุดท้ายที่อยากจะกราบเรียนก็คือว่า คือต้องพูดเรื่องการเมืองบ้าง นะครับ เดี๋ยวท่านรองนายกรัฐมนตรีเฉลิมจะเหงา คือท่านมีการจัดงบประมาณเอาไว้ เรื่องของ ความปรองดอง ๔๒๑.๘ ล้านบาท แล้วก็ยังมีเรื่องของธรรมาภิบาล ที่ท่านบอกว่า เป็นยุทธศาสตร์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี รวมตัวเลขไว้ตั้ง ๓๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะครับ ปฏิรูปกฎหมาย ผมก็เพิ่งรู้นะครับว่าการปฏิรูปกฎหมายนี่แพงมาก ๘๑,๗๒๓ ล้านบาท ถ้าอยากจะปรองดอง ถ้าอยากจะปฏิรูปกฎหมายนี่ครับ ความจริงเรามาทำให้กฎหมาย ศักดิ์สิทธิ์กันก่อน จะเป็นใครฝ่ายไหนก็ตามครับ เรายอมรับความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย แล้วหลักการให้อภัยจะไปใช้กันเมื่อไรว่ากันเป็นเรื่องของอนาคตจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ไปถามพี่น้องประชาชนเถอะครับวันนี้เขาคิดไหมล่ะครับว่าวันนี้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์เท่าเทียมกัน ชาวบ้านทำผิดกฎหมายมีโอกาสหนีไปอยู่ต่างประเทศไหมครับ มีโอกาสเรียกร้องให้นิรโทษกรรม ตัวเองไหมครับ เรามาทำความเท่าเทียมกันให้เกิดขึ้นก่อน ผมทราบว่ารัฐบาลมีโครงการ เรื่องปรองดอง จะมารองรับกฎหมายของใครต่อไปอย่างไรก็เป็นที่ทราบกันอยู่ แต่โครงการ ขณะนี้ดำเนินการแล้ว ความจริงรัฐบาลขอสถาบันพระปกเกล้าให้ช่วยจัดทำคู่มือให้ครับ แต่ว่าไม่ได้ใช้ครับ โครงการที่รัฐบาลไปทำตอนนี้ซึ่งก็จะเกี่ยวพันกับงบปรองดองที่ว่านี่คือ โครงการที่พูดว่าเป็นการพูดจาหาทางออกประเทศไทย ตอนนี้อบรมวิทยากรไปแล้วครับ ที่ผมติดใจคืออะไรครับท่านประธาน แม้แต่ท่านไปอบรมวิทยากรนี่สวนดุสิตซึ่งเขารับผิดชอบ งานด้านนี้ด้วยเขาก็ไปสำรวจมาว่าปัญหาจริง ๆ มันคืออะไรบ้าง เขาสำรวจมา รุ่นที่ ๑ รุ่นที่ ๒ วิทยากรชุมชนนะครับ สำรวจรุ่นที่ ๑ ดูจะสำรวจ ๒ รอบ แล้วก็มารวมกับรุ่นที่ ๒ นี่ครับ เขาก็พูดว่าปัญหาหลัก ๆ นะครับ

๑. ปัญหาอยู่ที่พวกเรานักการเมือง ๒๓-๒๔ เปอร์เซ็นต์ ที่บอกว่านักการเมือง ขัดแย้งกันเป็นปัญหา นักการเมืองขาดคุณธรรมจริยธรรม ๑๔ เปอร์เซ็นต์ เศรษฐกิจปากท้อง ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ทุจริตคอร์รัปชัน แต่ท่านไปดูสิครับ โครงการสรุปพูดจาหาทางออกประเทศไทยนี่ เขาบอกประเด็นปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยเขาสรุปมา ๙ ประเด็น ไม่พูดถึงนักการเมือง ไม่พูดถึงคุณธรรมจริยธรรม ไม่พูดถึงทุจริตคอร์รัปชัน พูดถึงอะไรครับ พูดถึงความเคลือบแคลง ในหลักนิติธรรมของประเทศไทย การตัดสินคดีของศาล พูดถึงตุลาการภิวัฒน์ การแทรกแซง องค์กรอิสระ พูดถึงการรัฐประหาร บทบาทของทหารในการจัดการความขัดแย้ง นี่โจทย์รัฐบาลมอบให้ แม้แต่วิทยากรที่เอามาอบรม เขาสำรวจมาเขาก็ไม่ได้เห็นตามนี้ครับ แล้วมีเรื่องหนึ่งนะครับ เขียนถึงการพูดถึงว่าต้นตอ ความขัดแย้งมาจากการกล่าวอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง โดยบอกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในความขัดแย้งไม่ต้องการสูญเสีย อำนาจผลประโยชน์ พยายามรักษาสถานภาพของตนโดยการอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ดึงพระมหากษัตริย์มาเป็นประเด็นทางการเมือง ไม่พูดเลยหรือครับว่ามีกระบวนการที่จาบจ้วง บ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์เกิดขึ้นถ้าไม่มีจะได้ตัดงบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั้งหมด ออกไปครับ แต่เวลาท่านไปปรองดองท่านไปตั้งโจทย์ว่าไม่ใช่ มีแต่เรื่องคนมากล่าวหาว่า มีการจาบจ้วง ท่านไม่ยอมรับหรือครับว่ามีการจาบจ้วง ท่านไม่ยอมรับหรือครับว่าปัญหา เกิดจากคนไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลมากกว่าว่าศาลตัดสิน ท่านไม่ยอมรับความขัดแย้ง ปัญหาของพวกเรากันเองหรือครับ แต่พยายามที่จะปูทางไปสู่การเพิ่มอำนาจให้กับตัวเอง แล้วลดทอนอำนาจขององค์กรอิสระและศาลครับ ยากครับที่จะนำไปสู่การปรองดอง ๔๐๐ กว่าล้านบาทอย่าเสียเลยครับ มานั่งคุยกัน ตรงไปตรงมาดีกว่าว่าบ้านเมืองควรจะเดินหน้าอย่างไร ท่านประธานครับ ด้วยเหตุผล ทั้งหลายทั้งปวงที่กระผมได้กราบเรียนมาผมจึงย้ำว่าพวกกระผมไม่ต้องการเห็นประเทศ เดินไปในทิศทางที่ผิด ขับเคลื่อนโดยงบประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทด้วยวิธีการ และหลักคิดแบบนี้ต่อไป จึงไม่สามารถรับหลักการของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฉบับนี้ได้ ขอบพระคุณครับ