กิตติรัตน์ ณ ระนอง อภิปรายภาพรวมเศรษฐกิจไทยในภาวะโลกผันผวนเพื่อชี้แจงความเหมาะสมของงบประมาณปี ๒๕๕๗ โดยยืนยันว่าทุกปีงบประมาณสูงกว่าปีก่อนตามธรรมชาติ และอธิบายยุทธศาสตร์ ๔ ประการที่รัฐบาลมุ่งเน้นพร้อมโต้แย้งข้อกล่าวหาเรื่องงบประมาณสูงผิดปกติโดยอ้างเป้าหมายรายรับและจีดีพีของประเทศ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ความจริงมีความตั้งใจไว้ว่าจะขออนุญาตใช้เวลา ในที่ประชุมแห่งนี้ในช่วงต้นนะครับ ที่จะได้กราบเรียนภาพรวมภาวะเศรษฐกิจที่ประเทศไทย กำลังเผชิญอยู่ในภาวะความผันผวนของเศรษฐกิจโลกเพื่อที่จะได้กราบเรียนต่อท่านสมาชิก ให้เห็นภาพว่างบประมาณประจำปี ๒๕๕๗ ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติกำลังจะพิจารณา ในชั้นรับหลักการ จะมีส่วนสำคัญประการใดเมื่อรวมกันกับแนวทางในการรักษาเสถียรภาพ ทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเป็นแนวทางที่คณะรัฐมนตรีได้มีการพิจารณาร่วมกัน กับส่วนราชการต่าง ๆ ที่ทำงานทั้งโดยตรงโดยอ้อมในเรื่องของประเด็นทางเศรษฐกิจนะครับ กระผมกราบขออนุญาตท่านประธานที่จะได้เรียนแง่มุมบางแง่มุมซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจาก การอภิปรายของท่านผู้นำพรรคฝ่ายค้าน เพื่อที่จะได้กราบเรียนให้เห็นภาพในส่วนที่เป็น ประเด็นสำคัญ ประการแรกก็รู้สึกเสียใจเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนเท่าที่ได้ฟังคำอภิปรายของท่าน ผู้นำพรรคฝ่ายค้านมาแล้วก็จดประเด็นต่าง ๆ มากมายเกือบจะทุกประเด็นดูเหมือนยังไม่มี ประเด็นไหนถูกอกถูกใจท่านผู้นำพรรคฝ่ายค้านเลยสักประเด็นเดียว แต่ก็พอเข้าใจนะครับ ผมคิดว่าประเด็นที่มีการหยิบยกขึ้นมานั้นถ้าหากว่าผมเข้าใจถูกต้องก็หมายถึงว่าแนวคิด ที่รัฐบาลปัจจุบันกำลังดำเนินอยู่นั้นไม่ตรงกับแนวคิดของรัฐบาลเดิมซึ่งก็ขออนุญาตยอมรับว่า เป็นความจริง แล้วก็แนวคิดที่เราทำงานกันมาครั้งนี้เป็นงบประมาณฉบับที่ ๓ ที่รัฐบาลนี้ กำลังเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ความจริงต้องเรียนว่าแม้ว่าพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ๒ ฉบับที่ผ่านมานั้นมีการดำเนินงานในช่วงที่เป็นภาวะจำเป็นอย่างที่ ท่านผู้นำพรรคฝ่ายค้านได้กล่าวถึงเมื่อสักครู่นี้ แต่ผมเองมั่นใจว่ารัฐบาลนี้เข้ามารับหน้าที่ ในช่วงประมาณเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๔ แม้ว่ามีเวลาที่คลาดเคลื่อนไปจากปฏิทินงบประมาณ ไปแล้วก็ตาม แต่ว่าการทำงานอย่างทุ่มเทมุ่งมั่นของคณะรัฐมนตรีและส่วนราชการต่าง ๆ เพื่อที่จะให้งบประมาณประจำปีฉบับแรกนั้นมีความสอดคล้องกับงบประมาณที่รัฐบาล มีความตั้งใจและตรงกับแนวทางที่ได้แถลงต่อรัฐสภารวมทั้งเป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่ได้ กำหนดขึ้น ผมจึงขออนุญาตได้กราบเรียนย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าในยุทธศาสตร์ที่เราได้กำหนดขึ้นนั้น มีความสำคัญ ๔ ประการ ยุทธศาสตร์เรื่องแรกก็คือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ก็คือลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ที่มีรายได้มากและผู้มีรายได้น้อย ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ก็คือการเจริญเติบโตโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และยุทธศาสตร์ที่ ๔ ก็คือการทำงานโดยกลไก ของภาครัฐอย่างมีบูรณาการและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนด้วย ดังนั้นการดำเนินการ ที่ดูเหมือนในการอภิปรายจะยังคงจับประเด็นได้ชัดเจนนั้น ความจริงเมื่อสักครู่ในถ้อยแถลงของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีก็ได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์ ๔ ประการนี้ ย้ำอีกครั้งหนึ่ง นอกเหนือจาก เมื่อ ๒ ครั้งที่ได้เคยย้ำไว้แล้วเมื่อมีการเสนอร่างพระราชบัญญัติ อย่างไรก็ตามผมขออนุญาต เรียนว่าคำบางคำคงจะเป็นความจริง แต่หวังว่าท่านสมาชิกรวมทั้งพี่น้องประชาชนที่รับฟัง อยู่คงไม่แปลความหมายนั้นไปในลักษณะที่เข้าใจผิด ยกตัวอย่างเช่นงบประมาณประจำปีที่เรากำลังพิจารณานั้นเป็นงบที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ก็เรียนว่างบประมาณประจำปีสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ทุกปีครับ เพราะสูงจากปีก่อน ๆ แน่นอน รวมทั้งในช่วงของรัฐบาลก่อน ๆ ที่มีการพิจารณานะครับงบประมาณก็สูงขึ้นจากปีก่อน เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่มีการพิจารณางบประมาณก็จะเป็นงบประมาณที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ดังนั้นทั้งรัฐบาลและท่านพี่น้องประชาชนที่ติดตามการพิจารณาตรงนี้ก็คงจะได้เข้าใจ ในประเด็นนี้ว่ามิได้เป็นความประสงค์ของรัฐบาลที่จะไปทำให้เกิดงบประมาณที่สูงผิดปกติ และความจริงในปีที่แล้วซึ่งผมก็จำได้ว่ามีถ้อยคำในลักษณะนี้ว่าสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ความจริงก็เป็นการเพิ่มขึ้นเป็นอย่างยิ่งเพราะว่าเพิ่มจาก ๒.๓๘ ล้านล้านบาทในงบประมาณ ประจำปี ๒๕๕๕ มาสู่ ๒.๔๐ ล้านล้านบาทในปี ๒๕๕๖ เพราะฉะนั้นการเพิ่มขึ้นเพียง ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญ ในปีนี้การที่เรามีความเชื่อมั่นว่า เราควรจะเพิ่มงบประมาณรายจ่ายในระดับที่กำลังเสนออยู่ขณะนี้ คือจาก ๒.๔๔ ล้านล้านบาท เป็น ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาทนั้นเป็นเรื่องที่มีความเหมาะสมและสามารถทำได้ ความสามารถ ในการจัดเก็บรายได้ของรัฐมีความสอดคล้องกันกับเป้าหมายในการดำเนินการที่จะมีเป้าหมาย รายรับที่ ๒.๒๗๕ ล้านล้านบาท และมีลักษณะที่มีความสอดคล้องกับจีดีพี (GDP) ของประเทศ ในส่วนที่การดำเนินการลดการขาดดุลลงนะครับ ผมเชื่อว่าความเข้าใจในเรื่องของการบริหาร งบประมาณขาดดุลให้ลดลงนั้นรัฐบาลนี้ได้แสดงให้เห็นแล้ว แล้วได้ทำงานมาให้เห็นแล้ว เพราะจากระดับการขาดดุล ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่จีดีพีของประเทศอยู่ในระดับ เพียงประมาณ ๑๑ ล้านล้านบาทนั้น เราได้ดำเนินการให้มีการลดการขาดดุลลงเหลือ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในปีงบประมาณที่แล้ว และกำลังจะลดลงเป็น ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปีงบประมาณนี้ ในขณะที่จีดีพีของประเทศก็เติบโตขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นสัดส่วนการขาดดุล ต่อจีดีพีนอกจากจำนวนจะลดลงแล้วสัดส่วนก็ลดลง โดยเราจะเป็นประเทศเพียงไม่กี่ประเทศ ในโลกที่มีการขาดดุลงบประมาณอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าร้อยละ ๒ ของจีดีพี แม้ว่าผมจะมีความตั้งใจ ที่จะใช้เวลากับงบประมาณประจำปีให้มากที่สุดเพื่อที่จะได้กราบเรียนต่อท่านสมาชิกนะครับ แต่ผมเองก็เข้าใจครับว่าคงจะมีการอภิปรายกล่าวถึงเรื่องของร่างพระราชบัญญัติเงินกู้นะครับ ซึ่งผมก็ขออนุญาตเรียนว่าการออกกฎหมายเงินกู้นั้นไม่ใช่เป็นเรื่องเฉพาะตัวที่รัฐบาลนี้ ริเริ่มทำเท่านั้น การออกกฎหมายกู้เงินก็เคยทำในรัฐบาลก่อน ๆ รวมถึงรัฐบาลก่อนด้วย ส่วนรัฐบาลนี้การออกกฎหมายกู้เงินจะเห็นได้ว่าฉบับที่กำลังดำเนินการอยู่นั้นผมได้กราบเรียนไป เมื่อชั้นที่มีการอภิปรายในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน จำนวนไม่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อลงทุนในระบบพัฒนาคมนาคมขนส่งของประเทศ ไปแล้วว่าความละเอียดรัดกุมของกฎหมายฉบับนั้นมีสถานะที่มีมาตรฐานสูง และในขณะนี้ เมื่อมีการผ่านชั้นรับหลักการไปแล้วได้อยู่ในชั้นของกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งในการดำเนินการนั้น ก็ดำเนินการด้วยความรอบคอบแล้วก็ใช้เวลากันอย่างมากที่สุด ซึ่งที่จริงแล้วก่อนหน้านี้ เคยมีคนคาดหวังกันไว้ว่าเป็นไปได้ว่าชั้นกรรมาธิการนั้นอาจจะสำเร็จเสร็จสิ้นลงเร็ว เสียจนกระทั่งสามารถที่จะนำมาอยู่ในชั้นวาระที่สองและวาระที่สามได้ในช่วงวิสามัญด้วย แต่ผมไม่คิดว่ามีความพยายามของฝ่ายใดที่จะพยายามผลักดันให้มีการดำเนินการด้วย ความไม่รอบคอบ ดังนั้นเมื่ออ่านกฎหมายฉบับนั้นที่อยู่ในชั้นกรรมาธิการวิสามัญท่านจะเห็นถึง ความรัดกุมของกฎหมายฉบับนั้น ซึ่งผมเองได้เรียนว่าตัวกฎหมายนั้นมีความรัดกุมเพิ่ม ขั้นตอนสูงที่แตกต่างไปจากพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีในหลายลักษณะเสียด้วยซ้ำ นอกจากนั้นการจะกู้เงินก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะต้องกู้กันมาทันทีได้ จะต้องมีการผ่านขั้นตอน ต่าง ๆ มีการกลั่นกรอง มีการพิจารณาถึงความคุ้มค่า มีการดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วน ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุก ๆ ประการ จึงจะสามารถเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ในอนาคตและนำไปสู่การกู้เงินเพื่อโครงการนั้น ๆ ได้ ยอดรวมของโครงการรวมจะต้องไม่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะเราต้องการที่จะมีวินัยการคลังที่เข้มแข็งที่ระดับหนี้สาธารณะไม่เกินร้อยละ ๕๐ ของจีดีพี ผมต้องขออนุญาตเรียนไม่เห็นด้วยกับคำอภิปรายว่าแนวทางในการดำเนินการ ของรัฐบาลนี้สนใจที่จะเพิ่มหนี้สาธารณะ เพราะที่จริงต้องขออนุญาตเรียนว่าก่อนหน้านี้ หนี้สาธารณะก็มีลักษณะที่เพิ่มขึ้นนะครับ แล้วดูเหมือนช่วงเวลาก่อนที่รัฐบาลนี้จะเข้ามานี้ ก็ดูจะเป็นจริงนะครับที่หนี้สาธารณะมีการทรงตัวอยู่ แต่ในขณะนั้นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังในเวลานั้นของรัฐบาลก่อนก็เป็นผู้ที่พิจารณาในการปรับเพดานวินัยการคลัง ซึ่งเคยกำหนดไว้ที่ร้อยละ ๕๐ ขึ้นไปเป็นร้อยละ ๖๐ ผมก็ไม่แน่ใจว่าการปรับเตรียมตรงนั้น มีความตั้งใจที่จะดำเนินการในอนาคตที่จะต้องกู้เพิ่มขึ้นหรือเปล่านะครับ แต่ถ้าจำเป็น ผมก็ไม่ทักท้วงนะครับ ผมคิดว่าระดับหนี้สาธารณะร้อยละ ๖๐ นั้นก็ไม่ใช่ระดับหนี้ที่สูงอะไร เพียงแต่ว่าถ้าหากรัฐบาลก่อน ๆ นั้นไม่ได้มีความเข้าใจที่จะต้องไปเพิ่มหนี้สาธารณะ จะไปปรับเพดานหนี้ขึ้นไปทำไมก็ไม่ทราบ ผมเองขออนุญาตเรียนว่าในชั้นที่ไม่แน่ใจว่า ปรับขึ้นไปทำไมนั้น ผมก็จะไม่ปรับมันลดลงไป แต่ว่าในการทำงานที่จะดูแลระดับหนี้สาธารณะ ทั้งการกู้เพื่อชดเชยงบประมาณขาดดุล ซึ่งกำลังมีแนวโน้มลดลงจนมีเป้าที่จะเป็นสมดุล ในอีกไม่กี่ปีงบประมาณข้างหน้านี้นะครับ และรวมทั้งการที่จะต้องกู้เงินในโครงการที่รัฐบาลนี้ เห็นว่ามีความจำเป็นเราก็จะดำเนินการควบคุมดูแลหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบร้อยละ ๕๐ ของจีดีพี แม้ว่าตัวเลขเพดานที่เป็นทางการนั้นได้ถูกปรับขึ้นไปเป็นร้อยละ ๖๐ ก่อนหน้าที่ รัฐบาลนี้จะเข้ามาแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตามในการดำเนินการตรงนี้ขอกราบเรียนอีกครั้งหนึ่งว่า กฎหมายกู้เงินของรัฐบาลนี้จะเห็นชัดเจนว่าเป็นการกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบบริหารจัดการน้ำ ซึ่งท่านคงตระหนักดีถึงมหาอุทกภัย เมื่อปี ๒๕๕๔ ว่ามีความร้ายแรงรุนแรงเพียงใด แล้วเราได้ดำเนินการจนกระทั่งได้มีการเตรียมการ มีความคืบหน้าไปถึงชั้นนี้นะครับ แล้วก็สามารถรักษาความมั่นใจของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ซึ่งในเวลานั้นยามหน้าสิ่วหน้าขวานหลายฝ่ายอาจจะบอกว่าไม่กล้าอยู่เมืองไทยแล้ว เพราะว่า เกิดน้ำท่วมขนาดนั้น แต่ที่ผ่านมาก็สามารถดำเนินการได้อย่างมีผลนะครับ ต้องกราบขอบพระคุณ สภาแห่งนี้ที่ได้กรุณาเห็นชอบพระราชกำหนดฉบับนั้นเมื่อมีการนำเสนอต่อสภา การดำเนินการ ตรงนั้นสามารถส่งผลเป็นข้อบวกนะครับ ในขณะเดียวกันร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจ กระทรวงการคลังกู้เงินจำนวนไม่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อลงทุนในระบบคมนาคมขนส่งของประเทศ ก็เป็นการกู้เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว สิ่งเหล่านี้จะอยู่กับประเทศไปอีกยาวนาน หลายศตวรรษ ในขณะที่ยอดหนี้ที่จะเกิดขึ้นนั้นถ้ามีก็จะมีการวางแผนที่จะลดเงินต้นลงไป โดยลำดับ ดังนั้นแนวทางที่รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญก็คือว่าเราก็คงจะไม่ได้มีความตั้งใจ ที่จะออกกฎหมายกู้เงินเพื่อเอามาลงทุนโครงการอะไรก็ได้เป็นจำนวนกระจัดกระจาย แล้วก็ไม่สามารถที่จะเห็นชัดได้ว่าผลของการกู้เงินนั้นได้ส่งประโยชน์กับประเทศในระยะยาวอะไร แล้วก็ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะแกล้งมองข้ามว่าหนี้ที่เกิดขึ้นไม่ต้องคำนวณว่าจะถูกชำระคืน ในกี่ปีก็ได้อย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีตนะครับ ดังนั้นผมขออนุญาตเรียนว่าในส่วนนี้รัฐบาล ก็ให้ความสำคัญ ในเรื่องที่เป็นประเด็นของที่มาที่ไปของรายได้นะครับ ขออนุญาตกราบเรียนว่า แนวทางที่อาจจะถูกเข้าใจไปว่าวิธีการเพิ่มรายได้ของเราจำนวนประมาณ ๑๗๕,๐๐๐ ล้านบาทนั้น จะมาจากการเพิ่มภาษีนั่นนี่นะครับ ที่จริงผมเองได้เคยอธิบายไปแล้วต่อสื่อมวลชนในหลายโอกาสว่า ไม่มีความประสงค์ที่จะทำให้มีรายได้ขึ้นมาจากการไปปรับอัตราอะไรเพิ่ม ยกเว้นการปรับ สิ่งเหล่านั้นจะเป็นประโยชน์ต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค ดังนั้นในอดีตเราเคยปรับภาษีสรรพสามิต ที่เป็นเรื่องของการบริโภคสินค้าบางชนิด เพราะเราเห็นว่าการดำเนินการอย่างนั้นจะช่วยทำให้ ผู้บริโภคมีความจูงใจในการบริโภคสินค้าบางชนิดลดลง มิได้มีความประสงค์ที่อยากจะทำให้ มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามถ้าหากเราพูดถึงเรื่องของน้ำมันดีเซลนะครับ ก็ต้องกราบเรียนว่า ในช่วงที่ผ่านมาเราก็ได้ดำเนินการดูแลให้ราคาน้ำมันขายปลีกดีเซลมีเสถียรภาพ เป็นอย่างดีนะครับ แล้วผู้ประกอบการภาคขนส่งที่ใช้น้ำมันดีเซลก็สามารถที่จะมีความมั่นใจจนกำหนดอัตรา ค่าบริการต่าง ๆ ในลักษณะที่มีเสถียรภาพที่ดีได้ การดำเนินการในส่วนนี้นะครับเราได้ดูแล ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสามารถที่จะอยู่ในภาวะที่มีเสถียรภาพที่ดี แน่นอนครับในยามที่ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งทะยานสูงขึ้นนั้นถ้ารัฐบาลนี้จะปล่อยอะไรให้เป็นไปตามกลไก อย่างที่บางท่านอาจจะคิดว่าเป็นวิธีที่ถูกเสมอราคามันก็อาจจะทะยานขึ้นไป ซึ่งผมก็เชื่อว่า รัฐบาลที่แล้วก็เห็นว่าการที่จะช่วยกันดูแลไม่ให้ราคาน้ำมันขายปลีกสินค้าน้ำมันบางชนิด ขยับขึ้นไปก็เป็นวิธีการ ดังนั้นการดำเนินการตรงนี้ก็มีการดำเนินการที่ต่อเนื่องนะครับ มิใช่จะไปยกเลิกแนวคิดเสียทุกเรื่อง เพียงแต่วิธีการที่เราดำเนินการในส่วนที่เป็นเรื่องของ แก๊สหุงต้มนั้น เมื่อสักครู่นี้ดูเหมือนจะมีถ้อยคำบางอันซึ่งผมเข้าใจไปเองหรือเปล่าไม่ทราบนะครับว่า ท่านบอกว่าต้นทุนของแก๊สหุงต้มนั้นที่จริงมันต่ำและเราพยายามจะทำให้ราคามันสูงขึ้น ก็ขออนุญาตเรียนว่าแท้ที่จริงแล้วมันต่างกันนะครับ ต้นทุนของแก๊สหุงต้มที่จริงแล้วสูงกว่า ราคาขายปลีกที่ดำเนินการอยู่เป็นอันมากเทียบเคียงกับหลาย ๆ ประเทศที่กำลังบริโภค แก๊สหุงต้มอยู่ สิ่งที่รัฐบาลนี้มีหน้าที่ต้องคิดก็คือว่าการบริโภคอะไรที่มีลักษณะเป็นราคาถูก จนเกินไปนั้นอาจจะนำมาซึ่งการไม่ประหยัด อาจจะนำมาซึ่งการไม่ระมัดระวัง ดังนั้น ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลเมื่อเข้ารับหน้าที่จึงได้พูดถึงประเด็นในเรื่องของการลด การอุดหนุน พูดถึงประเด็นในเรื่องของการที่จะทำให้ผู้บริโภคได้ตระหนักถึงต้นทุนของ การบริโภคเหล่านั้นการที่จะได้ใช้ไฟฟ้าฟรีความจริงก็เป็นความประสงค์ของพวกเรานะครับ ที่อยากเห็นผู้มีรายได้น้อยได้มีโอกาสที่จะลดค่าใช้จ่ายลง แต่ว่าโดยข้อเท็จจริงแล้วเราพบว่า การที่กำหนดให้ใช้ฟรีมากเกินจำนวนหนึ่งไปกลายเป็นว่าผู้บริโภคก็ไม่ได้มีความระมัดระวัง ที่จะช่วยกันประหยัด ดังนั้นแนวทางที่ดำเนินการไม่ได้มีเจตนาที่จะไปให้ร้ายผู้บริโภคที่เป็น ผู้มีรายได้น้อย แต่ในทางกลับกันเรากำลังเตรียมการให้พี่น้องประชาชนซึ่งอาจจะเป็น ผู้มีรายได้น้อยต้องตระหนักระดับหนึ่งครับว่าการที่จะต้องเผชิญกับภาวะราคาภาวะต้นทุนต่าง ๆ แล้วก็พฤติกรรมในการที่จะปรับเปลี่ยนการบริโภคเป็นอย่างไร แนวทางที่รัฐบาลทำงาน ควบคู่ไปด้วยก็คือการเพิ่มรายได้ให้ผู้มีรายได้น้อยเหล่านั้น ในอดีตเราอาจจะเน้นในเรื่องของ ต้นทุนค่าครองชีพ แต่ไม่มีใครใส่ใจมากนะครับว่าเขามีรายได้ที่เพียงพอหรือเปล่า ราคาข้าว ที่อาจจะแพงขึ้นไปตามภาวะเงินเฟ้อซึ่งทั้งโลกเผชิญอยู่ หน่วยงานต่าง ๆ ก็รายงานตัวเลขครับ การเปลี่ยนแปลงราคาเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นเป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงของต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้นจริงครับ แต่ว่าในขณะที่รายได้ของผู้ที่มีรายได้น้อยนั้นสูงขึ้นมากกว่าในส่วนที่จะเป็นต้นทุนของค่าครองชีพ ที่อาจจะจำเป็นต้องเพิ่มขึ้นไปตามภาวะทั่ว ๆ ไป ในส่วนที่ดูเหมือนจะเป็นต้นทุนชนิดหนึ่งนะครับ ที่ท่านผู้อภิปรายจะเป็นห่วงว่าเป็นต้นทุนของภาคธุรกิจนั้นโดยเฉพาะเรื่องค่าแรงที่เพิ่มขึ้น มันเป็นดาบสองคมครับ เห็นด้วยครับ ความจริงก็เป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแต่ขออนุญาตเรียนว่า ภาคธุรกิจเขาก็พร้อมรับ แล้วก็พร้อมรับไปในช่วงเวลาที่รัฐบาลช่วยดูแลลดภาระในเรื่องของ ต้นทุนในการดำเนินธุรกิจอื่น ๆ ให้เขา แต่ในขณะเดียวกันมันได้กลายเป็นรายได้ของประชาชน มันได้กลายเป็นรายได้ของผู้ที่มีรายได้น้อย ค่าจ้างขั้นต่ำซึ่งเคยอยู่ในระดับเพียง ๒๑๕ บาท ในเมืองหลวงเมืองใหญ่ถูกปรับขึ้นไปเป็น ๓๐๐ บาท การปรับมีนัยสำคัญครับ แต่เงิน จำนวนดังกล่าวนั้นสามารถสร้างคุณภาพชีวิตให้กับพี่น้องประชาชนจำนวนมาก และแท้ที่จริง ก็อาจจะกลับไปเป็นรายรับของภาคธุรกิจซึ่งผลิตสินค้าที่มีประโยชน์ต่อการดำรงชีพของ พี่น้องประชาชนด้วย ผมจึงขออนุญาตได้ใช้เวลานี้ได้กราบเรียนในแง่มุมต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อที่จะให้ท่านสมาชิกได้เห็นประเด็นนะครับว่าการดำเนินการทางเศรษฐกิจนั้นเป็นแนวคิด เชิงองค์รวม การดำเนินการในเชิงเศรษฐกิจมหภาคจริงครับต้องมีการสอดคล้องกัน กับเรื่องของเศรษฐกิจในระดับจุลภาคแต่การดำเนินการในส่วนต่าง ๆ นั้นท่านอาจจะ มีความเข้าใจไปว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้สนใจแนวคิดที่ดูแลพี่น้องประชาชนยกตัวอย่างเช่นประเด็น ที่ท่านได้เอ่ยถึงผมขออนุญาตได้กราบเรียนโดยตรงนะครับเพราะว่าเป็นผู้รับผิดชอบ แล้วก็ทราบดีว่ามีท่านสมาชิกจำนวนหนึ่งไม่เข้าใจแล้วก็อาจจะดำเนินการตามกฎหมาย บางประการ ผมเองก็น้อมรับถ้าหากว่าท่านจะดำเนินการตามสิทธินั้น ประเด็นเช่นเรื่องของ กองทุนการออมแห่งชาติ เจตนาก็คือการจะชวนให้ผู้ที่มีอาชีพอิสระมิได้เป็นลูกจ้าง ขององค์กรใดที่มีระบบการออมภาคสนับสนุนอยู่แล้วได้สามารถใช้สิทธิในการออม แล้วรัฐ เป็นผู้ที่สนับสนุนโดยการสมทบเงินให้ การดำเนินการแบบนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลนี้ก็ให้ความสนใจ เป็นอย่างยิ่งแล้วก็ให้ความสำคัญครับ แต่ขออนุญาตเรียนว่าก่อนที่จะเริ่มเดินเรื่องใหม่ เรื่องเก่าที่เคยเป็นประเด็นอยู่เราแก้ไขกันจบหรือยัง ยกตัวอย่างเช่น มีข้าราชการของ ประเทศเราจำนวนหนึ่งบอกว่าการที่ชวนเขาเข้าไปในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ในลักษณะที่เขาก็ออมรัฐก็สมทบแล้วก็มีความไม่พึงพอใจ เพราะมีการให้ข้อมูลว่าผลตอบแทน จะดีกว่านั้น ประเด็นเหล่านี้ครับถูกทิ้งค้างไว้ข้ามรัฐบาลมา รัฐบาลนี้ให้ความสนใจเพราะว่า ถ้าหากไม่แก้ไขให้เขาก็จะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ฉะนั้นการดำเนินการในส่วนที่ก่อนจะเริ่มเรื่องใหม่ เรื่องเก่าต้องแก้ไขให้ถูกต้องเสียก่อน แล้วก็การแก้ไขเรื่องเก่านั้นก็เป็นภาระของประเทศ เป็นภาระของรัฐบาล นอกจากนั้นผมเชื่อว่าหลายท่านที่เคยบริหารงานในส่วนนี้ของรัฐบาล ก่อนที่ผมจะมารับหน้าที่ที่กระทรวงการคลังนะครับก็คงจะพอทราบว่าในส่วนของ การเตรียมการที่จะรองรับการดูแลข้าราชการซึ่งก็เป็นผู้ที่ปฏิบัติงานให้รัฐบาลโดยตรงนี่ครับ ที่จะมีสิทธิได้รับบำนาญในอนาคตนั้นนี่มีการเตรียมการไว้หรือไม่ว่างบประมาณที่จะต้อง จัดไว้สำหรับข้าราชการเหล่านั้นจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างไร ในการดำเนินการคำนวณ จะพบว่าขณะนี้การดูแลข้าราชการเหล่านั้นยังอยู่ในภาวะที่รัฐบาลในปัจจุบันหรือรัฐบาล ในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้ายังพอรับไหวนะครับ แต่ถ้าข้ามทศวรรษไปต้นทุนที่งบประมาณ จะต้องจัดมาดูแลในเรื่องของการจ่ายเงินบำนาญข้าราชการเหล่านั้นจะทะยานเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นก่อนที่เริ่มเรื่องใหม่เรื่องเก่าแก้ไขไว้หรือยัง ผมคิดว่าประเด็นที่ท่านมองข้ามไปว่า เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องระยะยาวนั้นไม่จริง เพราะว่าในงบประมาณฉบับนี้ครับ มีการเสนอที่จะตั้งงบประมาณเพื่อที่จะทำเป็นเงินสะสมสำหรับจะดูแลข้าราชการในอนาคต และถ้าหากว่าเรายอมที่จะกันเงินเหล่านี้ซึ่งเมื่อตั้งไปแล้วก็จะเป็นการเตรียมการสำหรับ อนาคตเราจะเกิดความแน่ใจว่าเราสามารถดูแลข้าราชการที่จะเกษียณอายุและจะเป็น ผู้รับบำนาญในอนาคตได้เป็นอย่างดี แต่ว่าไม่ได้เป็นการละเลยตัวกฎหมาย กอช. แต่อย่างใด เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามารับหน้าที่เราได้มีการทบทวนว่าขณะนี้ทั้งระบบแล้วนี่มีกฎหมายฉบับอื่น หรือไม่ที่มีการเตรียมการเพื่อที่จะพยายามดูแลผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้ที่ไม่ได้เป็นลูกจ้าง ของหน่วยงานใด ผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือกองทุนภาคสมทบอื่นใด ปรากฏเราพบว่ามีกฎหมายฉบับหนึ่งที่มีเจตนารมณ์ในการดูแลเรื่องนี้อยู่ คือพระราชบัญญัติ กองทุนประกันสังคม ในมาตรา ๔๐ กำหนดไว้ให้มีการดูแลผู้ประกอบอาชีพอิสระมีลักษณะ ของทางเลือกที่จะให้ผู้ที่มีอาชีพอิสระเหล่านั้นมีการออม มีลักษณะของการที่จะให้รัฐบาล ให้การสมทบเมื่อผู้มีอาชีพอิสระตัดสินใจเป็นสมาชิกของกองทุนประกันสังคมตามมาตรา ๔๐ การดำเนินการในส่วนนี้มีความคืบหน้าน้อย มีสมาชิกอยู่เพียงจำนวน ๑,๒๐๐,๐๐๐ คน การดำเนินการในส่วนนี้ไม่สามารถทำให้ผู้ที่มีอาชีพอิสระสนใจที่จะออมโดยรับการสมทบ จากภาครัฐ ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลนี้ดำเนินการโดยกระทรวงการคลังเข้าใจดีครับว่าพระราชบัญญัติ กองทุนการออมแห่งชาติได้กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้รักษาการ ตามกฎหมาย กระผมได้หารือกับกระทรวงแรงงาน ได้หารือกับระบบประกันสังคมว่า เราจะมีวิธีการในการดำเนินการอย่างไรให้การออมที่จะชักชวนให้ผู้มีอาชีพอิสระเหล่านี้ ได้เกิดการออมจริง ๆ ไม่ใช่เป็นเพียงแต่ทำให้เกิดเป็นรูปแบบเท่านั้น ขณะนี้การพิจารณาอยู่ในชั้นที่เตรียมจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี มีการกลั่นกรอง มีการขอความเห็น จากกฤษฎีกา มีการทบทวนว่าประเด็นของการเป็นผู้มีอาชีพอิสระถ้าหากว่าตอนมา เป็นสมาชิกเขาอิสระอยู่แล้วเกิดกลายเป็นพนักงานลูกจ้างขององค์กรอื่น ระหว่างนั้นยังเป็น ผู้มีอาชีพอิสระอยู่หรือไม่ และระหว่างนั้นจะสามารถรับสิทธิคู่ขนานมากกว่า ๑ หน่วยงาน ได้หรือไม่ การดำเนินการเหล่านี้ผมขออนุญาตเรียนด้วยความเคารพว่าในอดีตนั้น ไม่ได้มีการดำเนินการให้เกิดความชัดเจนเอาไว้ ผมเองมีความเชื่อว่าประเทศไทย จะเดินไป ข้างหน้าได้ต้องแก้ไขปัญหาเดิมที่มีอยู่และต้องไม่สร้างปัญหาใหม่ ก่อนที่จะเริ่มดำเนินการอะไร ที่จะเป็นประโยชน์ในโอกาสใหม่นั้นต้องมีการพิจารณาให้เกิดความรอบคอบก็ด้วยความเข้าใจ ของผมนะครับ มีกฎหมายในอดีตระดับพระราชบัญญัติและระดับต่าง ๆ ที่ได้กำหนดว่า จะต้องดำเนินการอย่างนั้นอย่างนี้ไว้ แต่มีจำนวนมากที่ยังไม่ได้ดำเนินการ แล้วก็มีจำนวนมาก ที่ยังไม่ได้ดำเนินการ ผมเชื่อว่าท่านสมาชิกหลายท่านก็เห็นด้วยว่าการที่ยังไม่ได้ดำเนินการนั้น แล้วมีการพิจารณาด้วยความรอบคอบว่าการจะดำเนินการนั้นจะมีความถูกต้องรัดกุม และเป็นประโยชน์ในระยะยาวกับประเทศ โดยประเทศสามารถรับผิดชอบในเรื่องของ งบประมาณในอนาคตได้ดีเพียงใดน่าจะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ดังนั้นสิ่งที่ได้ดำเนินการ ท่านสมาชิกอาจจะบอกว่าคิดนานก็มีคนเสียประโยชน์ ในหลักการที่กำลังพิจารณาอยู่ขณะนี้ ก็ได้กำลังเสนอหลักการว่าความจริงถ้าหากว่ากฎหมาย กอช. ไม่ได้มีประเด็นที่ทำให้กังวล แบบเมื่อสักครู่นี้ แล้วอาจจะเริ่มมาได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๕ นั้น ถ้าหากเรา จะดำเนินการในลักษณะที่ให้เกิดความถูกต้องรัดกุม แต่ใครก็ตามที่อยากจะย้อนไปใช้สิทธิ ราวกับว่าตนเองได้มีโอกาสออมมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๕ นั้นก็ควรจะเป็นสิ่งที่เรา ให้สิทธิได้ การออมมากหน่อยในครั้งแรกเพราะว่าสามารถคำนวณใช้สิทธิย้อนหลังได้ ผมว่าถ้าหากผู้ออมเขามีความพร้อมก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ ซึ่งผมก็ใช้โอกาสนี้ในการที่จะ กราบเรียนว่าแม้การดำเนินการในชั้นอนุมัติต่าง ๆ ยังไม่ชัดเจนเรียบร้อยก็ตาม ผมก็อยาก ชวนท่านผู้ประกอบอาชีพอิสระได้กรุณาเก็บหอมรอมริบเอาไว้ ถ้าหากว่ามีความพร้อมเมื่อไร ท่านก็สามารถดำเนินการได้ ในส่วนนี้อาจจะมีโอกาสที่จะต้อง มาขอความกรุณาจาก สภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภาในการพิจารณาแก้ไขบางประเด็น ซึ่งผมเชื่อว่าในชั้นนั้นก็จะมี การอภิปรายกันอย่างรอบคอบอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งถ้าหากว่าการอภิปรายก่อนที่จะมีการอนุมัติการแก้ไข อะไรนำไปสู่ความรอบคอบที่มากขึ้น แล้วก็นำไปสู่การที่เราสามารถชวนให้ผู้ที่มีอาชีพอิสระ สามารถเข้ามาออมกันได้อย่างมากมาย แทนที่จะเป็นเพียงจำนวน ๑,๒๐๐,๐๐๐ คน อย่างเช่นที่มาตรา ๔๐ ของกองทุนประกันสังคมมีเจตจำนงเอาไว้แต่ไม่สามารถทำให้เกิดผลนั้น ผมเชื่อว่าท่านสมาชิกคงจะมีความพึงพอใจ
ในส่วนของประเด็นเรื่องการเก็บภาษีที่ดินสิ่งปลูกสร้างนะครับ คำอภิปราย ราวกับว่าผมเองจะพยายามประวิงเรื่องนี้ไว้เพื่อดูแลผู้ที่เป็นนายทุนที่มีทรัพย์สิน มีจำนวน ที่ดินมหาศาลนั้น ก็ขออนุญาตเรียนว่านโยบายในเรื่องของการลดช่องว่างเป็นยุทธศาสตร์ สำคัญของประเทศ เพราะฉะนั้นรัฐบาลนี้ไม่มีความประสงค์อย่างนั้นแน่นอน แต่ในแนวทาง เรื่องของการที่จะเก็บภาษีจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีมาแต่อดีตนั้นมีความชัดเจนนะครับ ต้องขอเรียนว่าใครก็ตามที่มีที่ดินสิ่งปลูกสร้างหากนำไปดำเนินการให้เกิดค่าเช่า ท่านมีหน้าที่ จะต้องจ่ายภาษีโรงเรือนในอัตราร้อยละ ๑๒.๕ จากค่าเช่าหรือเงินรายปีที่ท่านได้ เพราะฉะนั้น กระบวนการนั้นเกิด แต่ถ้าหากว่าผู้ที่เป็นเจ้าของนั้นอยู่อาศัยไม่มีโอกาสไปให้ใครเช่า การจะไปเก็บภาษีเขาต้องตอบให้ชัดนะครับว่าถ้าหากเขาไม่มีรายได้ที่จะนำส่วนแบ่ง จากรายได้นั้นมาจ่ายเป็นภาษีเราจะทำอย่างไร ถ้าไม่จ่ายค่าไฟเราคงตัดไฟ ถ้าไม่จ่ายค่าน้ำ เราคงตัดน้ำ ถ้าไม่จ่ายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินที่อยู่อาศัยเอง จำนวนหนึ่งเราจะทำอย่างไรกับเขา เราแน่ใจไหมครับว่าคนจำนวนนับหลายล้านคน บางทีบ้านอาจจะติดอยู่กับห้องแถวอีกห้องหนึ่ง ซึ่งก็นำไปทำให้เกิดค่าเช่าในระบบ ร้านสะดวกซื้อหรืออะไรก็ตามจนมีรายได้ แต่ว่าหลังติดกันนั้นมูลค่าทรัพย์สินควรจะถูกประเมิน ในระดับเดียวกัน แต่ความสามารถในการมีรายได้เพื่อมาจ่ายภาษีไม่เหมือนกัน ดังนั้นการดำเนินการในส่วนนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องมี การพิจารณาให้รอบคอบ แล้วก็ ไม่เกิดเป็นภาระกับผู้ที่เป็นครัวเรือน ผู้อยู่อาศัย ผู้ที่มีทรัพย์สินเป็นของตนเอง ในเรื่องของ การดำเนินการที่รัฐบาลนี้ชักชวนให้พี่น้องประชาชนได้อยากมีบ้านหลังแรก มีรถคันแรก แล้วก็ถูกอภิปรายไปในทางลักษณะที่เป็นประชานิยมสร้างความฟุ้งเฟ้อให้กับผู้ที่มาเป็น ผู้ลงทุนในบ้านในรถนี้นะครับ ผมเองได้มีโอกาสอภิปรายชี้แจงไปหลายครั้ง แล้วความจริง ตัวเลขที่ท่านผู้นำพรรคฝ่ายค้านได้หยิบยกว่าหนี้สาธารณะหรือหนี้ครัวเรือนต่อรายได้เพิ่มจาก ๐.๗๔ เป็น ๐.๘๒ นั้นก็ขออนุญาตเรียนว่าเป็นจริงนะครับ แต่ผมขออนุญาตมองย้อนไปได้ไหมครับ ตอนปี ๒๕๕๑ หนี้สินที่มีอยู่ต่อรายได้อยู่ที่ ๐.๕๘ แล้วปี ๒๕๕๒ ขึ้นไปเป็น ๐.๖๕ แล้วปี ๒๕๕๓ ขึ้นไปเป็น ๐.๖๗ และปี ๒๕๕๔ ขึ้นไปเป็น ๐.๗๔ รัฐบาลนี้มารับหน้าที่ ช่วงปลาย ๆ ปี ๒๕๕๔ นะครับ ไม่สามารถที่จะไปชวนให้มีหนี้ต่อครัวเรือนได้เร็วถึงขนาดนั้น แต่ว่าในส่วนนี้ก็ขออนุญาตเรียนว่าสิ่งที่แตกต่างกันก็คือการเพิ่มหนี้ครัวเรือนครั้งนี้ผู้ที่เป็นหนี้ มีทรัพย์สินที่สำคัญของชีวิตคือบ้านและรถ ทรัพย์สินสำคัญของชีวิตนี้จะสามารถทำให้เขา มีรายได้ที่ดีขึ้นในอนาคต ส่วนในเรื่องของกองทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของรัฐ ผมขออนุญาต เรียนว่าท่านสมาชิกคงเห็นว่าทรัพย์สินของรัฐมีจำนวนมากที่ถูกทิ้งร้างถูกทิ้งไว้อย่างไม่มีการพัฒนา ถ้าหากว่าเราดำเนินการให้ทรัพย์สินของรัฐบางแปลงให้สามารถกลายเป็นสวนสาธารณะได้ สักส่วนหนึ่ง ให้สามารถกลายเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ได้ส่วนหนึ่ง เพื่อที่จะนำรายได้นั้นมาดูแล ส่วนของสวนสาธารณะ เพื่อที่จะนำรายได้นั้นกลายมาเป็นเงินที่หมุนกลับมาในทุนหมุนเวียน ที่เริ่มต้นที่กำลังจะเตรียมขอไว้ ๑,๕๐๐ ล้านบาทนี้ให้มีขนาดที่เพิ่มขึ้นและสามารถที่จะ หมุนไปดำเนินการกับที่ที่ถูกทิ้งร้างว่างเปล่าไว้จำนวนมากมายจะเกิดอะไรขึ้นกับประโยชน์ ของประเทศ ผมก็ขออนุญาตเรียนว่าในการดำเนินการตรงนี้ไม่มีความประสงค์ที่จะไป เอื้อรายใหญ่นายทุนอะไร กฎหมายในเรื่องของการร่วมลงทุนภาครัฐ ภาคเอกชน ที่ผ่าน การพิจารณาของสภาแห่งนี้ไปแล้วด้วยความเห็นชอบของท่านสมาชิกก็จะถูกนำมาใช้ ถ้าหากมีการดำเนินงานกับภาคเอกชนจะไม่มีรายใหญ่อะไรที่มีสิทธิพิเศษเหนือใคร ดังนั้น การดำเนินการตามกฎหมายก็จะอยู่ในสายตาของสาธารณชนด้วย ผมจึงขออนุญาตได้ใช้โอกาสนี้ กราบเรียนเพียงบางประเด็นนะครับ มิฉะนั้นก็จะใช้เวลาของท่านสมาชิกมากเกินไป แต่จะขออนุญาต ท่านประธานสภาที่จะนำเสนอแผ่นฉายสักจำนวนหนึ่งเพื่อที่จะได้กราบเรียนว่าสิ่งที่เรากำลัง ดำเนินการกันในงบประมาณประจำปีขณะนี้เป็นส่วนสำคัญของการดำเนินนโยบาย ตามกรอบเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งผมได้ขออนุญาตต่อท่านประธานสภาที่เคารพไว้แล้วว่า จะขออนุญาตได้ฉายแผ่นฉายนั้นให้สมาชิกได้เห็น ขออนุญาตเจ้าหน้าที่ได้ขึ้นแผ่นฉายเลย ได้ไหมครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ขออนุญาตไปที่ชาร์ท (Chart) แผ่นแรกถัดไปเลยนะครับ ท่านจะเห็นได้ว่า ขณะนี้เกิดปัญหาเศรษฐกิจในระดับโลกประเทศสำคัญ ๆ ของโลกไม่ว่าจะเป็นยุโรป ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศญี่ปุ่น ได้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของตัว โดยใช้นโยบายทางการเงิน อัตราดอกเบี้ยของประเทศเหล่านั้นอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ปริมาณเงินถูกจัดพิมพ์เพิ่มเติมขึ้นมาในระบบ เมื่อครั้งที่เป็นวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจาก ประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วเราใช้คำว่า แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส (Hamburger crisis) นั้นนะครับ ปริมาณการเพิ่มจำนวนเงินเข้าสู่ระบบนั้นอยู่ระดับประมาณ ๑.๘๕ ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่ในครั้งนี้ต้องขออนุญาตเรียนว่าจากจำนวนที่กำลังมีการดำเนินการอยู่นั้น มีขนาดที่มากกว่าครั้งนั้นถึงประมาณ ๓ เท่า ขอภาพฉายถัดไปเลยนะครับ ในการดำเนินการ รอบก่อนนั้นในกราฟอันนี้ผมเรียนว่าท่านจะเห็นเป็นข้อมูลรายไตรมาส ๓ แท่งแรก ๆ ที่อยู่ทางซ้ายมือของท่านเป็นช่วงเวลาไตรมาสที่ ๑ ของปี ๒๕๕๓ ไตรมาสที่ ๒ ของปี ๒๕๕๓ ไตรมาสที่ ๓ ของปี ๒๕๕๓ ซึ่งท่านจะเห็นได้ว่าการเพิ่มปริมาณเงินในครั้งนั้นทำให้มีเงินทุนไหลเข้ามาในประเทศไทย อย่างมากมาย เส้นที่เป็นกราฟเส้นที่อยู่ข้างล่างนั้นก็คืออัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้น จากที่เคยอยู่สูงถึง ๓๕ บาทต่อ ๑ เหรียญสหรัฐเมื่อปี ๒๕๕๒ แข็งค่าพรวดพราดลงไปทีเดียว เหลือ ๓๐ เลย การดำเนินการตรงนั้นก็มีการแก้ไขด้วยกรรมวิธีทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ซึ่งผมเองคงไม่ใช้เวลาตรงนี้ที่จะเรียนว่าผมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับวิธีการในเวลานั้น แต่ว่าเมื่อรัฐบาลนี้เข้ามาเราก็ได้ดำเนินการจนกระทั่งท่านจะเห็นได้ว่าไม่เกิดภาวะเงินทุนไหล เข้าพรวดพราดแบบนั้น อัตราแลกเปลี่ยนมีเสถียรภาพมากขึ้น อยู่ในระดับประมาณ ๓๑-๓๒ บาท และผมเองได้เคยแสดงความเห็นด้วยความกังวลไว้แล้วเมื่อปีที่แล้วตั้งแต่ตอนที่ค่าเงินอยู่ใน ระดับที่อ่อนกว่า ๓๑ บาทว่าสิ่งที่ต้องดำเนินการก็คือเตรียมการป้องกันการไหลเข้าของเงิน ซึ่งแน่นอนครับ ผมให้ความเห็นในเรื่องของอัตราดอกเบี้ย เพราะผมเชื่อว่าตรงนั้นเป็น นโยบายการเงินที่สำคัญ และถ้าหากว่ามีการเตรียมการกันไว้ก่อนก็จะไม่เกิดเป็นปัญหา อย่างไรก็ตามสิ่งที่ได้เกิดขึ้นนะครับ เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีหน้าที่เพียงกำกับดูแลทั่วไป ไม่สามารถสั่งการใด ๆ กับคณะกรรมการนโยบายการเงิน ซึ่งเป็นคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติของธนาคารแห่งประเทศไทยได้ ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น มีเงินทุนไหลเข้ามาเป็นกราฟแท่ง ๆ อีก ๓ แท่งที่อยู่ทางริมขวาสุดของท่าน ก็คือไตรมาสละ ประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าล้านเหรียญสหรัฐ ก็เป็นเหตุที่ทำให้กราฟเส้นนั้นกระตุกลงต่ำไป ข้างล่างอีกครั้งหนึ่งจนกลายเป็นประเด็น ดังนั้นต้องขออนุญาตเรียนว่าสิ่งนี้รัฐบาลจะพยายาม ทำงานภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้อย่างสุดความสามารถ เพื่อที่จะทำให้ อัตราแลกเปลี่ยนนั้นไม่กลายเป็นประเด็นที่ทำให้การส่งออกเกิดปัญหาและทำให้การขยายตัว ทางเศรษฐกิจกลายเป็นปัญหาไป ในแผ่นฉายถัดไป ผมเพียงแต่ต้องการเรียนว่าการดำเนินการดูแล ในภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ นั้นมีความสำคัญ มีความจำเป็น ปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังต่าง ๆ มีอยู่นะครับ