วิทยา บุรณศิริ พูดเรื่องงบประมาณประจำปี 2557 ที่มีวงเงิน 2,525,000 ล้านบาท และร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ที่มีวงเงิน 2,525,000 ล้านบาท และร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ที่มีวงเงิน 2,525,000 ล้านบาท
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม วิทยา บุรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขตเลือกตั้งที่ ๔ ขออนุญาตทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ วันนี้เป็นวันที่ ๒ ที่เราได้มีโอกาสพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๕๗ วงเงิน ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ผมได้รับฟังเพื่อนสมาชิกได้อภิปราย หลายคนวิตกกังวลต่อการจัดทำงบประมาณโดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ ซึ่งดูเสมือนว่าท่านสมาชิกมีการอภิปรายต่อความห่วงใย ท่านสมาชิกบางท่านบอกว่าเป็นการจัดทำงบประมาณที่มโหฬารที่สุด ท่านประธานครับ ผมคิดว่าในส่วนหนึ่งที่ผมอยากแสดงความคิดเห็นต่าง เวลานี้สิ่งที่สำคัญที่สุดที่รัฐบาล มารับภาระโดยเฉพาะการจัดทำงบประมาณที่ต้องระมัดระวังเรื่องของหนี้สาธารณะ เป็นเรื่องธรรมดาครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นวินัยทางการเงิน การคลัง ผมยืนยันครับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร และคณะรัฐมนตรีนั้นรักษาในส่วนนี้ไว้ ได้ดูในรายละเอียดเพื่อนที่สมาชิกได้มีการอภิปราย เราจะเห็นได้ชัดว่าถูกจ่ายเป็นงบประจำ มากกว่า ๒,๐๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานจะเห็นได้ชัดนะครับว่าตัวเลข ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท หักค่าใช้จ่ายประจำไปแล้วเหลือเงินพัฒนาในหมวดของการลงทุน เท่าไรครับท่านประธาน ผมยังดีใจนะครับว่ายังมีร่างพระราชบัญญัติกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และร่างพระราชบัญญัติ ที่กำลังพิจารณาในชั้นกรรมาธิการอยู่เรื่องการกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นกลับเป็นมุมมอง ที่ผมคิดว่าเป็นตัวช่วยที่รัฐบาลสามารถพยุงในภาวะเศรษฐกิจซึ่งนานาประเทศเวลานี้กำลังลำบาก และสำคัญที่สุดก็คือประเทศไทยจะต้องยกระดับการพัฒนาเร่งรัดให้เป็นประเทศเตรียมความพร้อม สู่ประชาคมอาเซียน ท่านประธานครับ เปรียบเทียบเม็ดเงินในการลงทุนที่ในกลุ่มประเทศอาเซียน เราเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ท่านประธานจะเห็นได้ชัดนะครับ ผมได้เอาตัวเลขมาดู ในกลุ่มที่มีการลงทุนโดยเฉพาะประเทศอาเซียนเช่นประเทศสิงคโปร์ มีการไปลงทุนของ ประเทศต่าง ๆ มากมายเป็นเงินงบประมาณมากกว่า หรือร่วม ๕๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ถ้าประมาณการเสียว่า ๓๐ บาทคูณเข้าไปก็มากกว่า ๑,๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านล้านบาทปรากฏว่า ๑ ใน ๕ ของการกรุ๊ปปิง (Grouping) การจัดกลุ่มเราจะเห็นได้ชัดนะครับท่านประธานว่า ประเทศไทยเป็นอันดับที่เท่าไรครับ อันดับ ๔ ของการเลือกการลงทุน ท่านประธาน อันดับ ๒ คือประเทศมาเลเซียเพื่อนบ้านเรา ๒๘,๐๐๐ กว่าล้านเหรียญคูณ ๓๐ ประมาณการ ตัวเลขของนักลงทุนที่ไปลงประเทศอินโดนีเซีย ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านเหรียญ ประเทศไทยเราอยู่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านเหรียญ ท่านประธาน ถามว่าวันนี้ตัวเลขในการลงทุนที่รัฐบาลจัดสรรลงไปในเรื่องของการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน หักรายจ่ายประจำออกไปแล้วครับท่านประธาน เหลือเงิน ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธานครับ ลองคิดดูว่าเงิน ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่รัฐบาลเอาลงไปเป็นตัวขับเคลื่อน ส่วนใหญ่ก็เป็นงบของกระทรวง ทบวง กรม ที่มีภารกิจที่จะต้องต่อเนื่อง ผมเรียนท่านประธานครับ วันนี้ถ้าเราได้ดูในรายละเอียดแล้วเพื่อนสมาชิกได้มีการอภิปราย ซึ่งผมเห็นต่างมากบอกว่า เป็นการก่อหนี้ เป็นการกู้ เป็นการสร้างภาระหนี้ให้กับพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ ผมคิดง่าย ๆ ผมคิดว่ารัฐบาลผมได้ไล่ให้ดูแล้ววันนี้หลายคนเป็นห่วงเรื่องหนี้ครัวเรือน มีการรองรับในภารกิจต่าง ๆ ของรัฐบาล ซึ่งผมไม่ได้ห่วงเราคิดแตกต่างกัน ท่านสมาชิก อภิปรายถึงขนาดว่าประชาชนเป็นหนี้สินครัวเรือนมีการกู้ รัฐบาลกู้ ประชาชนกู้ ท่านประธานครับ เราดูว่าเศรษฐกิจในแต่ละประเทศหรือในโลกนี่เราดู วิธีการดูง่าย ๆ หลายท่านเคยผ่าน ประสบการณ์การเป็นรัฐมนตรี โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง เวลาเขาดูเศรษฐกิจ ท่านประธานครับ เขาดูที่อะไรบ้าง อสังหาริมทรัพย์ประชาชนมีการขยายตัวเรื่องการลงทุน มีการกู้เงิน สร้างบ้านเรือนไหมครับ รถขายได้ไหมครับ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นฐานในการประมาณการ คือดูคร่าว ๆ บัดนี้ประเทศไทยมีโครงการต่าง ๆ มากมาย เช่น บ้านเอื้ออาทร ประชาชน ชั้นรากหญ้า พ่อค้าแม่ขายสามารถซื้อบ้านอยู่อาศัยได้ รัฐบาลมีโครงการ แน่นอนครับ การให้สินเชื่อสถาบันการเงินก็มีวิธีของสถาบันการเงินนั้น ๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นแบงก์รัฐอย่างเดียว เขามีเครดิตบูโร มีการตรวจสอบ มีการให้สินเชื่อ ต้องมีรายได้เท่าไร มีเช็กประวัติมากมาย ในปัจจุบัน มันแตกต่างกับในอดีตครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมยังเห็นว่าถ้าประชาชน มีกำลังซื้อบิลทุกใบมีเงินจ่ายนั่นละครับคือศักยภาพ ท่านประธานลองคิดสิครับ ซื้อบ้าน ๑ หลัง มีตู้เย็น มีหม้อหุงข้าว พริก กะปิ น้ำปลา มันขับเคลื่อนไปหมดครับ แล้วมันก็กลับมาเป็นรายได้อีกทางหนึ่งของรัฐบาล ถ้าเราไม่ขับเคลื่อน แบบนี้จะทำอย่างไรครับ เอาเงินไปฝากธนาคารอย่างเดียวไหม หลายท่านวิพากษ์วิจารณ์ บอกว่าอยากให้ประชาชนมีเงินออม ออมอย่างเดียว ดอกเบี้ยเอาที่ไหนจ่ายล่ะครับ นี่ดี ฯพณฯ รัฐมนตรีมีนโยบายว่าจะให้ลดดอกเบี้ย เห็นด้วยครับมันจะได้เกิดการขับเคลื่อน และเกิดการใช้จ่าย ผมบอกไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ครับว่าเพื่อนบ้านนั้นเขามาลงทุน ประเทศสิงคโปร์ เขาเป็นคู่แข่งเราในอาเซียน ประเทศมาเลเซียก็เป็นคู่แข่ง เรายังมีอีกหลายประเทศที่กำลังเนื้อหอม เช่น ประเทศพม่า ประเทศกัมพูชา ประเทศเวียดนาม สปป.ลาว ประเทศเหล่านี้เราเหมือน นิวเคลียส (Nucleus) เราเหมือนไข่แดงที่มีฐานการผลิตที่อยู่มากมาย เดชะบุญที่ผ่านมา วิกฤติมหาอุทกภัยเกิดขึ้นการดีดกลับมาฟื้นตัวของเศรษฐกิจของเมืองไทยทำให้ผมเชื่อมั่นว่า รัฐบาลมีการลงทุนที่ต่อเนื่อง ต้องขอชื่นชม ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เพราะว่า กล้าตัดสินใจ เพราะสิ่งหนึ่งถ้าเราได้นำงบประมาณหรือหลายท่านได้มีการอภิปรายว่า ให้เอาเงินกู้เอามาใส่ในงบปกติ ท่านประธานครับ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ๗ ปีนะครับ ถ้าเอามาใส่ในงบปกติท่านลองคิดดูความไม่ต่อเนื่องของโครงการ ความไม่เชื่อมั่นเกิดขึ้นแน่ครับ เพราะวันนี้เราจะเห็นได้ชัดว่าเราแยกกันออกอย่างสิ้นเชิงว่าในส่วนที่จะกู้ใน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่เกิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในส่วนของ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทเป็นเรื่องของความเชื่อมั่น ซึ่งศักยภาพของเราที่ผ่านมาในอดีตประเทศไทยภูมิศาสตร์มันเห็นได้ชัดว่าถ้าภัยพิบัติจะเกิดขึ้น รัฐบาลก็ต้องมีแผนรองรับ แต่นี่เป็นส่วนหนึ่งว่าถ้างบการลงทุนนั้นเป็นงบที่รัฐบาลใส่เข้ามา ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้นเป็นการต่อเนื่องของโครงการ ท่านประธานตามผม ผมจะ ยกตัวอย่างหน่วยงานราชการหน่วยหนึ่งว่าถ้าเป็นท่าน เป็นนิติบุคคลจะอยู่อย่างไร ผมไม่ยกตัวอย่างกระทรวงของพรรคเพื่อไทยหรอก เพราะเดี๋ยวจะหาว่าเอามาเพื่อเรียกร้อง งบประมาณหรือเปล่า ก็ขอประทานโทษนะครับว่ายกตัวอย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในหน้าที่ ๓๕ เป็นบัญชีงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ กรมส่งเสริมการเกษตรขอมา ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ขอสนับสนุนเพื่อให้สภาผ่านความเห็นชอบ ท่านประธานรู้ไหมว่า กรมนี้งบประมาณที่เป็นค่าบุคลากรอย่างเดียวเท่าไร ดูเล่มขาวคาดแดงได้ครับ ประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท เหลือเงินลงทุนอยู่ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธาน เปรียบเทียบว่า ประมาณ ๖๗ เปอร์เซ็นต์งบบุคลากร ๓๓ เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องของงบลงทุน ถ้าท่านประธาน เป็นเจ้าของบริษัทมีงบบุคลากรขนาดนี้ มีงบลงทุนอยู่ ๓๓ เปอร์เซ็นต์ มันน่าจะกลับข้างกันนะ ท่านประธาน นี่ขนาดจัดสรรที่หลายคนได้อภิปรายบอกว่าจัดงบประมาณแบบมโหฬาร นี่ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ แค่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีบทบาทกับพี่น้องเกษตรกรอย่างมาก กรมส่งเสริมการเกษตรผมถือว่าเป็นหัวใจในการขับเคลื่อน ที่ผมไม่ยกของกระทรวง ในนามของพรรคเพื่อไทยก็กลัวว่าหลายท่านจะวิพากษ์วิจารณ์ว่าอันนี้มีเลศนัยอะไรหรือเปล่า แต่ผมกำลังพูดว่าเห็นได้ชัดว่าขนาดเพื่อนสมาชิกมีความเห็นว่าจัดงบประมาณมโหฬาร ท่านลองคิดดู แล้วเราต้องจ่ายค่าใช้จ่ายประจำ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาททำอย่างไร ผมยังมองว่า เป็นการลงทุนที่น้อยมาก ถ้าเปรียบเทียบกับภาคเอกชน ผมขออนุญาตยกตัวเลขและข้อมูล ในส่วนการลงทุนของภาคเอกชนว่าไตรมาสที่ ๑ ของปี ๒๕๕๖ มีเงินลงทุนอยู่ประมาณ ๖๘๙,๑๘๘ ล้านบาทนี่ภาคเอกชน ท่านประธานครับ ถามว่ารัฐลงทุน ๔๐๐,๐๐๐ กว่าบาท งบลงทุนที่เป็น โครงการต่อเนื่องและต้องทำตามภารกิจและยุทธศาสตร์ ผมเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพว่าภาคเอกชนเขาลงกันเองเกิดการขับเคลื่อนที่ไตรมาสเดียว ถ้าผม ยกตัวอย่างภาพรวมว่าในปีที่ผ่านมาปี ๒๕๕๕ มีการลงทุนทั้งหมด ๒,๕๙๔,๙๑๗ ล้านบาท เห็นชัดเลยว่าภาคเอกชนลงเท่าไร มากกว่างบประมาณของรัฐบาล แน่นอนครับ หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่างบประมาณขาดดุล ผมเรียนตามตรงนะครับ ผมยืนยันแล้วก็มั่นใจว่า จีดีพีของประเทศในการจัดสรรงบประมาณภายใต้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ และ ครม. จากนี้ไปมันจะมีผลในเชิงบวกไม่เกิน ๓ ปี ผมเรียนท่านประธานว่าวิกฤติมหาอุทกภัยนั้น ทีแรกใจหายครับ โดยเฉพาะจังหวัดพระนครศรีอยุธยาผม บอกผมกะว่าไม่ฟื้น แต่ปัจจุบันนั้น ความเชื่อมั่นมีการลงทุนเพิ่มขึ้น สิ่งเหล่านี้ผมกล้าพูดว่างบประมาณที่ไป ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในการแก้ปัญหาให้ภาคเอกชนดังที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านหนึ่งได้อภิปราย ผมว่าสิ่งนั้น เป็นการสร้างความเชื่อมั่นครับ บัดนี้งานแล้วเสร็จ ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ และผมกำลังนำเรียน ต่อที่ประชุมแห่งนี้ว่าผมเห็นด้วยที่รัฐบาลได้จัดทำงบประมาณแล้วก็น่าที่จะอนุมัติให้ดำเนินการ แต่มีสิ่งหนึ่งที่นำเรียนว่าในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บางหน่วยงานคงจะต้อง มีการปรับองค์กรนิดหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องของหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผมดูในรายละเอียดแล้ว ก็มีการพูดคุยทราบว่าทางคณะรัฐมนตรีกำลังพิจารณาตามคำเรียกร้องของหน่วยงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สิ่งหนึ่งที่ผมจึงอยากกราบเรียนไว้ว่าการจัดเก็บรายได้ ในส่วนที่เขาจะต้องตราพระราชบัญญัติหรืออกฎหมายท้องถิ่นเองสามารถกระทำได้หลายอย่าง หันไปเห็นท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมนั่งอยู่ ท่านเองก็มีนโยบาย ในส่วนหนึ่งที่จะนำเข้า ครม. โดยเฉพาะเงิน เขาเรียก เงินอนุรักษ์น้ำ ส่วนนั้นก็สามารถ เพิ่มไปได้ ยังมีอีกบางหน่วยงานที่ยังไม่ได้กระจายอำนาจหรือจัดสรรให้เขาในเรื่องของ การจัดเก็บ ภาษีโรงแรมเขาก็ทำได้ครับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาษีล้อเลื่อน การไม่ต่อทะเบียนรถยนต์ยังมีอีกเยอะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ถ้าทำให้ดีผมว่า รัฐบาลสามารถช่วยยังมีจำนวนเปอร์เซ็นต์อีกหลายเปอร์เซ็นต์ที่สามารถมาเป็นรายได้ แต่ว่าในอดีตมีการตัดสินใจลดภาษีการจัดเก็บภาษีที่ดิน แต่เราไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นครับ เราอยากให้กลไกของการตลาดมันขับเคลื่อนมีรายได้มีการลงทุนในภาคธุรกิจและเกิดรายรับมา นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลทุกรัฐบาลปรารถนาโดยเฉพาะรัฐบาลในชุดนี้ เพราะฉะนั้นผมจึง มีความเห็นว่าส่วนตัวผมเองและผมคิดว่าสมาชิกส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยว่าการจัดสรร งบประมาณในครั้งนี้ยังน้อยไปครับท่านประธาน ขออนุญาตอภิปรายไว้แค่นี้เนื่องจาก มีเวลาจำกัดครับท่านประธาน ขอบคุณครับ