ขัตติยา สวัสดิผล สนับสนุนนโยบายบูรณาการ 3 กองทุน (ประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยเน้นการรักษาฉุกเฉินที่ทั่วถึงและขอให้เร่งประชาสัมพันธ์นิยาม "เจ็บป่วยฉุกเฉิน" แก่โรงพยาบาลและผู้รับบริการเพื่อแก้ปัญหาการปฏิเสธการรักษา
ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยค่ะ ดิฉันขอใช้โอกาสนี้อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ทั้งในหลักการแล้วก็เหตุผล เพื่อที่ว่างบประมาณดังกล่าวจะได้นำไปขับเคลื่อนยุทธศาสตร์แล้วก็นโยบายต่าง ๆ ตามที่ รัฐบาลภายใต้การนำของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แถลงไว้ ต่อสภาแห่งนี้ โดยในปี ๒๕๕๗ นี้รัฐบาลได้กำหนดเป็นวงเงินงบประมาณรายจ่ายไว้เพื่อที่จะนำไป ขับเคลื่อนในนโยบายต่าง ๆ เอาไว้ที่ ๒.๕๒๕ ล้านบาท โดยประมาณการรายรับเอาไว้ที่ ๒.๒๗๕ ล้านบาท นั่นหมายถึงว่าจะต้องมีการกำหนดวงเงินการกู้เพื่อนำมาชดเชยงบประมาณขาดดุล ไว้ที่ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งวงเงินการขาดดุลนี้เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้วคือปี ๒๕๕๖ ก็จะเห็นได้ว่าน้อยกว่าปีที่แล้ว นั่นหมายความว่าเรากำลังจะเข้าสู่สภาวะการเงินที่สมดุล เพื่อให้ประเทศไทยนั้นอยู่ภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคลังค่ะท่านประธาน จากเอกสาร ที่สำนักงบประมาณได้จัดจ่ายให้ ดิฉันก็จะขอโอกาสนี้อภิปรายเพื่อสนับสนุนนโยบายทางด้าน การสาธารณสุขของรัฐบาล โดยรัฐบาลชุดนี้ในปีนี้ก็ได้ตั้งงบประมาณเอาไว้สำหรับการสาธารณสุข เป็นจำนวนเงิน ๒๕๖,๕๓๔.๘ ล้านบาท และโดยกระทรวงสาธารณสุขเองก็ได้รับ การจัดสรรงบประมาณเพื่อนำไปขับเคลื่อนนโยบายเอาไว้เป็นจำนวน ๑๐๖,๔๓๖.๓ ล้านบาท ซึ่งจากจำนวนงบประมาณดังกล่าวดิฉันเห็นด้วย แล้วก็คิดว่ามันน้อยไปด้วยซ้ำเมื่อเทียบกับ นโยบายต่าง ๆ ที่ทางกระทรวงสาธารณสุขจะนำไปดำเนินการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในประเทศให้มีคุณภาพกว่านี้ ซึ่งงบประมาณต่าง ๆ ทางรัฐบาลก็จะนำไปพัฒนาทางด้านการแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงโครงการผลิตแพทย์ เพื่อชาวชนบท ซึ่งนโยบายต่าง ๆ เหล่านี้แน่นอนผู้ที่รับผลประโยชน์ก็คือประชาชนนั่นเอง ดิฉันจะขอพูดถึงนโยบายหลัก ๆ ที่ทางรัฐบาลจะได้นำงบประมาณไปสนับสนุน โดยดิฉัน เริ่มจากการนำเงินไปดำเนินโครงการเพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางบริการสุขภาพ ในอาเซียนหรือเมดิคัล ฮับ (Medical Hub) ซึ่งในส่วนนี้รัฐบาลก็จะนำงบประมาณไปพัฒนา ศักยภาพของสถานบริการสุขภาพของประเทศไทยเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน หรือเออีซีนั่นเอง เพื่อให้มาตรฐานการดูแลรักษาคนไข้ของประเทศไทยนั้นเป็นที่ยอมรับ สู่นานาประเทศ แล้วก็จะนำงบประมาณนั้นไปพัฒนาโรงพยาบาลขนาดใหญ่ให้โรงพยาบาล ของประเทศไทยนั้นเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน แล้วเราจะนำไปต่อยอดเพื่อพัฒนา บริการการรักษาพยาบาล หรือให้ประเทศไทยของเรานั้นเป็นเซอร์วิส ฮับ (Service Hub) โดยการเน้นพัฒนาทางด้านการแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย รวมถึงแพทย์ทางเลือก จากนั้นก็จะไปต่อยอดที่การพัฒนาบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพ หรือที่เราเรียกกันว่าเวลล์เนส ฮับ (Wellness Hub) เช่น ส่งเสริมการให้ทำที่พักแบบลอง สเตย์ (Long stay) การทำสปา (Spa) เพื่อที่จะเรียกนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย แล้วก็เป็นการส่งเสริมรายได้ ให้กับประเทศเราเองด้วย และส่วนที่ ๓ ก็คือเราต้องการจะทำให้ประเทศไทยเรานั้น เป็นอะคาเดมิค ฮับ (Academic Hub) หรือว่าเป็นการจัดทำศูนย์ฝึกอบรมทางการแพทย์ และสุดท้าย ก็เพื่อเป็นการส่งเสริมการผลิตผลิตภัณฑ์สุขภาพเช่นยาหรือสมุนไพร โดยให้ ประเทศไทยเรานั้นเป็นโปรดักท์ ฮับ (Product Hub) ซึ่งจากนโยบายเมดิคัล ฮับอันนี้ ดิฉันคิดว่า ถ้าได้รับการจัดสรรงบประมาณเข้าไปอย่างเพียงพอก็จะทำให้ประเทศไทยของเรานั้น ได้ขึ้นเป็นผู้นำทางด้านบริการสุขภาพระดับโลกได้โดยเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ แล้วก็จะเป็นการจูงใจให้ชาวต่างชาติเข้ามาใช้บริการในประเทศไทยด้วย แล้วก็เป็นการเพิ่มรายได้ สู่ประเทศเราค่ะท่านประธาน ดิฉันก็อยากใช้โอกาสนี้ฝากว่าให้รัฐบาลใช้งบประมาณในส่วนนี้ อย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพเพื่อที่จะพัฒนาขีดความสามารถของประเทศไทยในด้านการบริการสุขภาพ แต่ทั้งนี้จะต้องไม่กระทบต่อการบริการสุขภาพหลักของประเทศเราเองด้วย แล้วก็จะต้อง ป้องกันการจูงใจที่จะให้แพทย์นั้นไปทำงานในโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งเราควรจะต้องมีสิ่งจูงใจแพทย์ ว่าทำอย่างไรจะให้แพทย์นั้นทำงานอยู่กับโรงพยาบาลรัฐบาลเพื่อที่จะให้บริการกับประชาชน ในราคาแบบรัฐบาลด้วยค่ะ ซึ่งนโยบายทางเลือกเมดิคัล ฮับนี้ก็คงจะต้องอาศัยความร่วมมือ แบบบูรณาการจากหลาย ๆ กระทรวงด้วยกัน
ส่วนที่ ๒ ที่ดิฉันคิดว่าควรจะต้องมีการนำงบประมาณไปสนับสนุนนโยบาย ก็คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของสตรีและเด็ก เช่นในเรื่องของอนามัยเจริญพันธุ์ โดยทางรัฐบาลได้มีการคิดแผนงานการดูแลหญิงตั้งครรภ์อย่างมีคุณภาพ ซึ่งสังคมเราทุกวันนี้ ท่านประธานคะ ก็มีผู้หญิงที่บางทีมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรแล้วก็เกิดปัญหาตามมา เช่น การท้องก่อนวัยอันควร ซึ่งรัฐบาลก็คงจะรณรงค์ให้ผู้หญิงที่มีการตั้งครรภ์ได้ฝากครรภ์เร็ว ก็คือทราบว่าตัวเองตั้งครรภ์ที่ไหนก็สามารถฝากท้องได้ที่นั่นเลยในระหว่างที่อายุครรภ์ ๑๒ สัปดาห์ ซึ่งก็จะได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพเพื่อแก้ไขปัญหาการฝากครรภ์ช้า ซึ่งการฝากครรภ์ช้า ปัญหาตามมาก็คงจะเป็นปัญหาของครอบครัว อย่างเช่น อาจจะทำให้ทารกแรกเกิดมีน้ำหนักตัวน้อย หรือว่าลดภาวะการขาดออกซิเจนในเด็กแรกเกิด ลดการตายของแม่เด็ก ป้องกันแล้วก็ ควบคุมโรคที่ติดต่อทางพันธุกรรม อย่างเช่น ธาลัสซีเมียหรือเอชไอวี (HIV) ซึ่งนโยบายที่จะดูแล หญิงตั้งครรภ์ก็คงจะไปลดปัญหาในส่วนนี้ได้ค่ะ ซึ่งงบประมาณที่จะนำไปขับเคลื่อนนโยบาย ในการพัฒนาคุณภาพแล้วก็บริการของสถานบริการสาธารณสุขนี้ก็คือเพื่อที่จะทำให้เรานั้น มีความพร้อมที่จะให้บริการกับประชาชน
และอีกนโยบายหนึ่งที่ดิฉันขอสนับสนุนในการนำงบประมาณไปจัดสรรให้แก่ กระทรวงสาธารณสุขก็คือการดำเนินนโยบาย ๓ กองทุนแบบบูรณาการ นั่นก็คือ กองทุน ประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนประกันสังคม แล้วก็กองทุนสวัสดิการข้าราชการ โดยที่เรา จะเน้นการรักษาที่เป็นการเจ็บป่วยฉุกเฉิน รักษาทุกที่แล้วก็ทั่วถึงทุกคน เพื่อที่จะลดความเหลื่อมล้ำ ในการประกันสุขภาพ เมื่อมีการบูรณาการ ๓ กองทุนนี้ นั่นหมายความว่าไม่ว่าท่านจะมีสิทธิ ในกองทุนใดก็ตาม หากท่านมีการเจ็บป่วยท่านสามารถเข้าไปที่โรงพยาบาลไหนก็ได้ โรงพยาบาลรักษาก่อนแล้วค่อยมีการตรวจสอบถึงสิทธิในการรักษาทีหลัง โดยในส่วนนี้ เราจะมีหน่วยงานคือ สปสช. ทำหน้าที่เป็นเคลียริ่ง เฮาส์ (Clearing house) หรือเป็นผู้จัดการ เรื่องค่าใช้จ่ายแทนคนไข้ไปก่อน ซึ่งดิฉันก็ขอให้กำลังใจทาง สปสช. ว่าให้ทำงานให้มีประสิทธิภาพ แล้วก็เป็นกำลังใจให้ เพราะแน่นอนว่าสิ่งที่ท่านทำนั้นคนที่ได้รับประโยชน์สูงสุดนั่นก็คือ ประชาชนของเรานั่นเองค่ะ และในส่วนนี้ในการบูรณาการของ ๓ กองทุนนี้หากมี การเปลี่ยนแปลงสิทธิในการรักษา เช่นก่อนหน้านั้นท่านอยู่ในสิทธิประกันสังคม หลังจาก ที่ท่านออกจากงานแล้วท่านอาจจะไปเข้าอยู่ในกองทุนประกันสุขภาพก็สามารถแจ้ง การเปลี่ยนแปลงสิทธิได้เลยโดยสะดวก ซึ่งแน่นอนคนที่ได้ผลประโยชน์ก็คือประชาชนนั่นเอง การรักษาก็จะเป็นการรักษาอย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างก็จะเป็นมาตรฐานเดียวกันค่ะท่านประธาน แต่นโยบายนี้ปัญหาที่ผ่านมาก็คือโรงพยาบาลมักจะปฏิเสธที่จะให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วย เพราะโรงพยาบาลและคนไข้เข้าใจแตกต่างกันว่าคำว่าเจ็บป่วยฉุกเฉินคืออะไร เพราะฉะนั้น หลังจากที่ทางรัฐบาลได้รับงบประมาณในส่วนนี้ไปแล้ว ดิฉันอยากให้มีการเร่งประชาสัมพันธ์ ทำความเข้าใจกับทั้งทางโรงพยาบาลแล้วก็คนไข้ว่านิยามของคำว่าเจ็บป่วยฉุกเฉินมีลักษณะ อย่างไรบ้าง เพื่อที่จะไม่ให้เกิดปัญหาในการปฏิเสธคนไข้ของโรงพยาบาลอีก
แล้วอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือโรงพยาบาลมักจะปฏิเสธสิทธิในการรักษาคนไข้ โดยที่อ้างกับคนไข้ว่าคนไข้ไม่มีสิทธิที่โรงพยาบาลนี้อาจจะต้องไปอยู่อีกโรงพยาบาลหนึ่ง ที่ไกลออกไป การบูรณาการของ ๓ กองทุนนี้ค่ะท่านประธานก็จะแก้ปัญหาในส่วนนี้ เพราะรัฐบาลก็จะมีงบประมาณไปสนับสนุน สปสช. ให้ช่วยแก้ปัญหาในส่วนนี้ก่อนแล้วค่ะ ดิฉันก็อยากจะฝากโอกาสนี้ไปยังกองทุนค่ะว่าเมื่อท่านได้รับงบประมาณไปแล้วก็ควรจะ ประเมินว่าแต่ละกองทุนมีผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร สามารถอำนวยความสะดวก ให้ประชาชนได้มากน้อยแค่ไหนเพื่อให้ใช้งบประมาณของรัฐบาลให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อประชาชน แต่ที่ผ่านมาดิฉันก็ต้องยอมรับค่ะว่าการนำเงินงบประมาณไปลงกับนโยบายนี้ ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากว่าจากสถิติแล้วอัตราการเสียชีวิตจากคนไข้ที่มี การเจ็บป่วยฉุกเฉินนั้นลดลงเป็นอย่างมาก และดิฉันเชื่อว่าถ้ามีงบประมาณไปสนับสนุน ในส่วนนี้ต่อไปเรื่อย ๆ แน่นอนค่ะอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคฉุกเฉินนั้นก็จะลดลงไปอีก
อีกเรื่องหนึ่งก็คือการสนับสนุนนโยบาย ๓๐ บาทพลัส (Plus) ซึ่งมีพรรคการเมือง บางพรรคเคยพูดเอาไว้ว่า ๓๐ บาทตายทุกโรค ซึ่งดิฉันขอบอกเลยนะคะว่าไม่จริง เนื่องจากว่า โครงการ ๓๐ บาทรักษาทุกโรคนี้ตอนนี้เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ จนนานาประเทศ จะต้องมาดูงานของโครงการนี้ในประเทศไทยเรา การที่รัฐบาลจะเพิ่มสิทธิประโยชน์ เป็น ๓๐ บาทพลัส หรือ ๓๐ บาทยุคใหม่ นั่นหมายความว่าท่านจ่ายเพียง ๓๐ บาท แล้วอาจจะเพิ่มอีก ๑๐ บาท หรือ ๒๐ บาท เพื่อได้รับการบริการทางด้านสุขภาพที่ดีขึ้น จ่ายอย่างนี้ ได้รับการรักษาอย่างนี้ แน่นอนค่ะดีกว่าอยู่แบบอนาถา เพราะฉะนั้นเพื่อเป็น การลบคำสบประมาท ดิฉันจึงขอสนับสนุนให้ทางกระทรวงสาธารณสุขจัดสรรงบประมาณ เพื่อไปช่วยประชาชนในส่วนนี้ค่ะ แล้วก็นำงบประมาณไปขยายโรงพยาบาล แก้ไขความแออัด ของโรงพยาบาล รวมถึงอาจจะให้มีการรักษาคนไข้ในช่วงบ่ายด้วยเพื่อเป็นการกระจายคนไข้ จากตอนเช้าไปสู่ตอนบ่ายนะคะ และที่สำคัญที่สุดและดิฉันขอพูดเป็นอย่างสุดท้ายนั้นก็คือ ดิฉันสนับสนุนค่ะ การทำนโยบายเทเลเมดิซีน (Telemedicine) หรือว่าโทรเวชกรรม โดยผู้ที่ได้รับประโยชน์ก็คือประชาชนที่อยู่ในชนบทหรือห่างไกล ต่อไปนี้ถ้ามีการเจ็บป่วย ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปไกลถึงโรงพยาบาลแล้วท่านสามารถไปที่สถานีอนามัยใกล้ ๆ บ้าน แล้วก็อาจจะใช้วิธีเป็นวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ (Video Conference) ในการที่จะรับคำปรึกษา รับการรักษาจากแพทย์นะคะ ซึ่งดิฉันก็คิดว่ากระทรวงไอซีทีก็น่าจะมีส่วนร่วมในนโยบาย ของเรื่องเกี่ยวกับเทเลเมดิซีนนี้ด้วยค่ะ จากเหตุผลที่ดิฉันกล่าวมาข้างต้นทั้งหมดดิฉันก็ขอ ใช้โอกาสนี้สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ เพื่อที่จะให้ประเทศไทยของเรานั้นดำเนินก้าวหน้าแล้วก็พัฒนาต่อไปเพื่อเป็นการพัฒนา คุณภาพชีวิตของประชาชนนะคะ ส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับงบประมาณรายจ่ายประจำปีนี้ ดิฉันก็คิดว่าอาจจะเป็นพวกที่ไม่อยากเห็นประเทศที่จะก้าวหน้าหรือเดินหน้าไปกว่านี้ แต่อยากให้ประเทศย่ำอยู่กับที่ค่ะ ขอบคุณค่ะท่านประธาน