สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ กล่าวถึงผลงานของรัฐบาลที่ลดการขาดดุลและดำเนินการปราบปรามการทุจริต โดยมีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับระบบประกันสุขภาพ และลดความเหลื่อมล้ำระหว่าง 3 กองทุนประกันสุขภาพ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย กระผมได้ติดตามการอภิปรายของทั้ง ๒ ฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้ให้รายละเอียดของงบประมาณอย่างครบถ้วนและสมบูรณ์ ท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ณ ระนอง ก็สามารถที่จะให้พวกเราสบายใจจากที่เราฟังผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้อภิปราย จะเห็นได้ว่าแนวคิดแตกต่างกันมากในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณ ระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล แต่อย่างไรก็ตามครับ เมื่อได้ฟังท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ณ ระนอง ได้อภิปรายแล้วจะเห็นได้ชัดเจนว่าแต่ละเรื่องมีเหตุมีผล ผมได้ติดตามในเรื่อง งบประมาณพบว่าเป็นงบประมาณที่มีระบบการจัดสรรงบประมาณที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ในปัจจุบัน คือเป็นระบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ เป็นการจัดสรรงบประมาณตามระบบที่มีประสิทธิภาพประสิทธิผลที่ทั่วโลกยอมรับมากที่สุด ในปัจจุบันคือระบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ ท่านประธานที่เคารพครับ ระบบดังกล่าวนี้ จะเป็นระบบที่จัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงานหรือองค์กรที่มีศักยภาพและเป็นหน่วยงาน องค์กรที่มีระบบการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งจะทำให้ผลการปฏิบัติงานออกมาตามเป้าหมาย ซึ่งเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นมาตรฐานในการจัด มีระบบการติดตาม การตรวจสอบ การวัดผล มีตัวชี้วัดต่าง ๆ ซึ่งมีการติดตามทั้งในระดับในรัฐบาลเอง ในระดับกระทรวง ในระดับกรม และหน่วยงาน ซึ่งถือว่าเป็นระบบที่ชัดเจน ท่านประธานที่เคารพครับ ที่สำคัญงบประมาณปี ๒๕๕๗ ที่รัฐบาลได้นำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้จากการศึกษาพบว่าเป็นการจัดงบประมาณ ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันทางด้านเศรษฐกิจ สถานการณ์ด้านสังคม และเป็นการสอดคล้อง ทั้งภาวการณ์ในประเทศและต่างประเทศ ผมกราบเรียนว่าในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจทั่วโลก ชะลอตัวตามที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้นำเสนอไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประเทศสำคัญ ๆ ในสหรัฐอเมริกา ในยุโรป หรือแม้แต่ในเอเชียของเราก็ตามมีเศรษฐกิจชะลอตัว และขณะนี้ ประเทศไทยของเราเองก็ได้รับผลกระทบดังกล่าวด้วย ซ้ำร้ายประเทศไทยยังพบกับมหาอุทกภัย ในปี ๒๕๕๔ ทำให้รัฐบาลต้องมาทุ่มเททั้งงบประมาณและโครงการต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหา ดังกล่าวด้วย แต่อย่างไรก็ตามการจัดสรรงบประมาณในครั้งนี้เห็นชัดเจนว่ารัฐบาลต้องการ ให้เศรษฐกิจของเรามีการขยายตัวในปี ๒๕๕๗ ตามเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีจะขยายตัวประมาณ ๔-๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเป็นการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง นับจากที่มีปัญหาอุทกภัยในปี ๒๕๕๕ เศรษฐกิจขยายตัวประมาณ ๖.๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่า จากที่เป็น ๐ ขึ้นมาก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่เหมาะสม พอมาปี ๒๕๕๖ การขยายตัวของจีดีพี อยู่ที่ ๔.๒-๕.๒ เปอร์เซ็นต์ และปี ๒๕๕๗ เมื่อรัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีเสถียรภาพและยั่งยืน ซึ่งเป็นเป้าหมายของรัฐบาลก็จะทำให้เศรษฐกิจอยู่ระดับที่ ๔-๕ การที่รัฐบาลตั้งเป้าเช่นนั้นก็ได้จัดสรรงบประมาณต่าง ๆ ลงไปหน่วยงาน องค์กร กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ซึ่งงบประมาณในปีนี้ก็เห็นชัดเจนครับว่าเป็นงบประมาณแบบขาดดุล งบประมาณแบบขาดดุล ก็หมายความว่ารายจ่ายที่ตั้งไว้จะน้อยกว่ารายรับ โดยรายจ่าย ที่รัฐบาลตั้งไว้ในงบประมาณปี ๒๕๕๗ นั้น เท่ากับ ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูง มีการขาดดุลอยู่ในปี ๒๕๕๗ จะต้องมีการกู้เงินเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดดุลนี้เป็นจำนวน ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเรามาดูตัวเลข ถ้าประเทศใดต้องการ ให้เศรษฐกิจขยายตัวก็จะมีการจัดสรรงบประมาณแบบขาดดุลดังเช่นรัฐบาลชุดนี้ได้ดำเนินการ อยู่ในขณะนี้ และถ้ามาเทียบย้อนหลังตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ งบประมาณปี ๒๕๕๖ งบประมาณ ปี ๒๕๕๗ จะเห็นได้ว่ารัฐบาลได้พยายามที่จะให้มีการขาดดุลน้อยลง แต่การขยายตัว ทางเศรษฐกิจก็เป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ การขาดดุลน้อยลงคือในปี ๒๕๕๕ ขาดดุลอยู่ทั้งหมด ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๖ ขาดดุล ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พอปี ๒๕๕๗ ก็ขาดดุลลดลงเหลือ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท การที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะรัฐบาล ได้แสดงชัดเจนว่าในอนาคตอันใกล้รัฐบาลจะจัดงบประมาณแบบสมดุลได้ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อถึงจุดนั้นงบประมาณรายจ่ายกับรายได้ก็จะเท่ากัน สำหรับในการจัดสรรงบประมาณดังกล่าวนั้น กระผมกราบเรียนว่าถ้ามองในอีกด้านหนึ่งครับ ในด้านของกฎเกณฑ์ ระเบียบต่าง ๆ จะเห็นได้ว่า งบประมาณปี ๒๕๕๗ ของรัฐบาลนั้นสอดคล้องกับแผนการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งรัฐบาล เข้ามาบริหารราชการตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ ได้จัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดินได้ประกาศมา เมื่อวันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๔ เป็นแผนต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ถึงปี ๒๕๕๘ หน่วยงานทุกหน่วยงาน กระทรวงทุกกระทรวงจะต้องดำเนินการตามแผนบริหารราชการแผ่นดินที่ได้ทำร่วมกัน ไม่ใช่รัฐบาลทำฝ่ายเดียว ทุกหน่วยงาน ทุกองค์กรมาร่วมกันทำแผนบริหารราชการแผ่นดิน แผนบริหารราชการแผ่นดินนี้ก็เป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี ๒๕๕๐ ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๗๖ และพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๑๓ และมาตรา ๑๔ ซึ่งกำหนดชัดเจนว่าคณะรัฐมนตรีต้องจัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดิน ให้สอดคล้องกับนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ งบประมาณที่จัดในปีนี้ เป็นงบประมาณที่จัดตามแผนบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งโดยทั้งหมดแล้วก็จะสอดคล้อง กับทั้งแผนบริหารราชการแผ่นดินและสอดคล้องกับนโยบายขอบรัฐบาลที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๒๓ เดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๔ ท่านประธานที่เคารพครับ ในการดำเนินการที่จัดการ สอดคล้องกับแผนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็น สอดคล้องกับแผนบริหารราชการแผ่นดิน สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา นโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาในครั้งนั้นมีนโยบายเร่งด่วนซึ่งทำเสร็จในปีเดียวอยู่ ๑๖ ข้อ และขณะเดียวกันก็มีนโยบายสำคัญอีก ๘ ข้อ นโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลทำในช่วงนั้นก็สามารถ ดำเนินการไปได้ถือว่าประสบความสำเร็จเรียบร้อย แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีสิ่งที่จะต้องดำเนินการ อย่างต่อเนื่องรัฐบาลก็จัดสรรงบประมาณในปีนี้ ปี ๒๕๕๗ เข้าไปเพิ่มเติมเพื่อให้ปัญหาต่าง ๆ ที่มีอยู่ในขณะนั้นจะได้ตลอดรอดฝั่งแล้วก็สามารถพัฒนาแก้ปัญหาของประเทศได้ ยกตัวอย่าง ผมคงไม่ยกตัวอย่างทั้งหมดทั้ง ๑๖ ข้อ แต่ยกตัวอย่างบางข้อที่ถือว่าประสบความสำเร็จมาก พอสมควร เช่นการแก้ไขป้องกันปัญหายาเสพติด ซึ่งต้องยอมรับว่าปัญหายาเสพติดนั้น เป็นปัญหาที่ประเทศไทยของเราประสบปัญหามาอย่างมาก และการแก้ไขที่ประสบผลดีที่สุด ก็คือการแก้ไขในช่วงที่ ฯพณฯ ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นที่ยอมรับกันไปทั่วโลก ยอมรับทั้งคนไทย ทุกคนพูดถึงท่านตลอดว่าท่านมีฝีมือ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการแก้ไข ปัญหายาเสพติด และหลังจากนั้นหลังจากที่มีการปฏิวัติรัฐประหาร การดูแลแก้ไขเรื่องปัญหา ยาเสพติดดูเบาบาง ดูความสำคัญน้อยลงทำให้ปัญหายาเสพติดกลับมามีปัญหามากขึ้น จนกระทั่ง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้กลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศ จึงได้ ประกาศปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาเป็นวาระแห่งชาติที่จะต้องดำเนินการอย่างจริงจัง งบประมาณในปีนี้จึงจัดเพิ่มเติมเข้าไปอีก ๑๐,๑๔๗ ล้านบาท เป็นงบประมาณที่เกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องของการป้องกัน การรักษา แล้วก็การที่จะไม่ให้ยาเสพติดได้กลับมาอีก ท่านประธาน ที่เคารพครับ เป็นการแก้ทั้งระดับต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ทำอย่าไรยาเสพติดจึงจะไม่เข้ามา ในประเทศไทย และขณะเดียวกันก็เรียนว่าในเรื่องของการที่จะช่วยพี่น้องประชาชนที่ติดยาเสพติดเราก็มีวิธีการ ซึ่งสมัยก่อนผู้ติดยาเสพติดคืออาชญากรรมต้องถูกลงโทษ แต่รัฐบาลชุดนี้ต้องยอมรับว่า เป็นกลยุทธ์ที่ดีมาก ผู้ติดยาเสพติดคือผู้ต้องการยาเสพติดเหล่านี้ถ้ามีน้อยลง เมื่อใด ผู้ขายยาเสพติดก็จะไม่มีที่ขาย ความต้องการน้อย ดีมานด์ (Demand) น้อย ซัพพลาย (Supply) ก็น้อยตาม เราก็เอาผู้ติดยาเสพติดมาทำการรักษา ไม่ใช่อาชญากร ซึ่งเป็นการร่วมมือร่วมใจ กันในทุก ๆ ฝ่าย ทำให้ประสบความสำเร็จมากพอสมควร ในปีที่แล้วเราได้บริการผู้ติดยาเสพติด เอาไปรักษา เอาไปบำบัด ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ราย ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก สูงเกิน เป้าหมาย และนอกจากนี้การปราบปรามยาเสพติดรัฐบาลได้มอบหมายนโยบายสำคัญให้กับ หน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ร้อยตำรวจเอก เฉลิม อยู่บำรุง ก็ได้เอาอย่างจริงจังร่วมกับทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวง ทบวง กรม จนสามารถจะจับกุมผู้กระทำความผิดและมีการติดตามถึงขั้นที่ว่าสาวไปถึงรายใหญ่ รายเล็กต่าง ๆ จนทำให้ยาเสพติดในขณะนี้มีข่าวคราวการดำเนินการตลอดมา งบประมาณ ๑๐,๑๔๑ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๗ ผมจึงเชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหาเรื่องยาเสพติดได้ดีมาก
ท่านประธานที่เคารพครับ อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากกราบเรียน รัฐบาลชุดนี้ ตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศได้ประกาศสงครามกับการทุจริตคอร์รัปชันต่าง ๆ จนถึงกับที่ว่า ได้ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ซึ่งจะทำให้ชัดเจนว่าพี่น้องประชาชนจะสบายใจที่รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับปัญหาการทุจริต คอร์รัปชัน ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันนั้นเป็นเรื่องที่เป็นมาตั้งชั่วกาลนานเราไม่สามารถปฏิเสธได้ แม้แต่ช่วงปฏิวัติรัฐประหารเมื่อจบสมัยไปแล้วผู้ที่ทำปฏิวัติรัฐประหารยังถูกยึดทรัพย์ต่าง ๆ ซึ่งเห็นกันอยู่ แต่รัฐบาลชุดนี้เมื่อเข้ามาบริหารประเทศได้ดำเนินการโครงการประกาศยุทธศาสตร์ ปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นเรื่องที่จะทำให้การใช้งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัด ของประเทศเกิดประสิทธิผลมาก ท่านประธานที่เคารพครับ มีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้าน การทุจริตคอร์รัปชันขึ้นเพื่อรองรับการร้องเรียนผ่านสายด่วนต่าง ๆ เช่น สายด่วนของ ป.ป.ท. ๑๒๐๖ เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลได้นำเสนอมาโดยตลอด
ท่านประธานที่เคารพครับ ในอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการพัฒนาระบบประกันสุขภาพ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณนี้เป็นการต่อเนื่องจากนโยบายเร่งด่วน ในปี ๒๕๕๗ ได้จัดงบประมาณ เพิ่มเติมเข้าไปอีก ๒๗๐,๙๑๖ ล้านบาท ในการพัฒนาระบบประกันสุขภาพนั้นรัฐบาลจะดูแล พี่น้องประชาชน ๔๖,๒๕๐,๐๐๐ คน อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะมีกองทุนด้านสุขภาพอยู่ถึง ๓ กองทุน เช่น กองทุนประกันสังคม กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และอีกอันหนึ่ง ก็คือเงินที่ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจได้ใช้จ่าย เรื่องสุขภาพอนามัยผ่านกรมบัญชีกลาง ๓ กองทุนนี้เดิมทีเดียวมีความเหลื่อมล้ำแตกต่างกันอยู่มากพอสมควร รัฐบาลชุดนี้เข้ามา ก็ได้เข้ามาที่จะทำให้ลดความเหลื่อมล้ำของ ๓ กองทุน ให้คนไทยดูว่าเราเป็นคนไทยด้วยกัน น่าจะไม่มีอะไรแตกต่างกัน แม้แต่เรื่องของการรักษาพยาบาล สำหรับสิ่งที่เราได้เริ่มทำ ตอนแรกก็คือเรื่องอุบัติเหตุฉุกเฉิน ที่พูดคุยกันมากว่าโครงการบริการผู้เจ็บป่วยฉุกเฉิน ของรัฐบาลที่ทำให้ ๓ กองทุน ไม่ว่าท่านจะอยู่ในกองทุนใด ท่านจะเป็นราชการ ท่านจะเป็น บัตรทอง ท่านจะเป็นผู้ประกันสังคม เมื่อเจ็บป่วยฉุกเฉินสามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาล ที่ใกล้ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสถานพยาบาลของรัฐ สถานพยาบาลเอกชน จนมีคำขวัญที่ติดปาก ประชาชนในขณะนี้ว่า เจ็บป่วยฉุกเฉินจะไม่ถูกถามสิทธิ ใกล้ที่ไหนไปที่นั่นนะครับ กราบเรียนว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่สำคัญ ท่านประธานที่เคารพครับ ก็มีอีกหลายโครงการ ที่กระผมคงจะไม่ได้พูดถึง แต่จะมีเพื่อนสมาชิกได้เข้ามาให้ข้อมูลต่อไป แต่ผมสรุปว่า การจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลครั้งนี้เป็นการจัดสรรงบประมาณที่สามารถที่จะทำให้ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ แก้ปัญหาด้านสังคม แก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ได้ตามปัญหาที่เกิดขึ้น ในปัจจุบันและเพื่อการพัฒนาประเทศในอนาคตตามเป้าหมาย ขอบคุณครับ