ศุภชัย ใจสมุทร หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 และเรียกร้องให้รัฐบาลใช้จ่ายอย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนและประเทศชาติ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย พรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคฝ่ายค้านได้รับการจัดสรรเวลาในการที่จะมีการอภิปราย ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ในครั้งนี้เป็นเวลา ๒ ชั่วโมง กับ ๓๐ นาที อันที่จริงท่านที่จะเป็นผู้อภิปรายของพรรคภูมิใจไทยเป็นอันดับแรก จริง ๆ สิ่งที่จะต้องเป็นก็คือท่านประธานชัย ชิดชอบ ซึ่งท่านเองจะเป็นผู้มาอภิปราย ในภาพรวมทั้งหมด แต่เนื่องจากว่ามีความผิดพลาดในการตกลงกันในเรื่องของเวลาในเรื่อง ของการจัดคิว กระผมจึงจะขออนุญาตที่จะอภิปรายในนามของพรรคภูมิใจไทยตรงนี้ก่อน แล้วหลังจากนั้นนี่นะครับ ช่วงบ่าย ๆ เย็น ๆ ท่านประธานชัย ชิดชอบ ซึ่งถือได้ว่าเป็นปรมาจารย์แล้วก็เป็นกูรู (Guru) ในเรื่องของร่าง พ.ร.บ. งบประมาณนี่นะครับ ท่านจะได้มาแจกแจงแยกแยะให้รัฐบาลได้ทราบว่า ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายที่ท่านได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้มันมีข้อสังเกต มีข้อติติงที่จะควรนำไปพิจารณาเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนอย่างไร
นอกจากนี้ผมก็อยากจะขอเรียนว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคภูมิใจไทย ก็จะมีการอภิปรายกันทุกท่านนะครับ จะมีการเสนอแนะให้กับรัฐบาล ให้คณะกรรมาธิการวิสามัญ ที่จะมีการพิจารณาได้นำไปศึกษาแก้ให้มันเกิดประโยชน์สูงสุดในการที่ทำให้ประชาชน ได้อย่างที่ประชาชนต้องการ ท่านประธานที่เคารพครับ ในการจัดงบประมาณรายจ่าย ประจำปี ๒๕๕๗ ที่รัฐบาลได้เสนอมาเป็นการตั้งงบประมาณทั้งหมดไว้ที่ ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท แล้วมีการประมาณการรายรับอยู่ที่ ๒,๒๗๕,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการตั้งแบบขาดดุล ๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถ้าถามแล้ว ผมก็คิดว่าการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ ของรัฐบาลคราวนี้ ก็มีความสอดคล้องกับภาพรวมและทิศทางของเศรษฐกิจที่มีการพยากรณ์กันไว้ว่าจะมีการขยายตัว เศรษฐกิจของประเทศไทยว่าจะมีการขยายตัวประมาณร้อยละ ๔.๕ ในอัตราเงินเฟ้อ ประมาณร้อยละ ๓.๒ โดยมีปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวจากอุปสงค์ภายในประเทศ มีการบริโภค ที่ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงผลการใช้จ่ายเงินและการลงทุน ของภาครัฐ ในโครงการบริหารจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ท่านได้ทำสัญญาจะมีการขอกู้เงิน นอกจากนี้สิ่งที่ผมคิดว่ามันก็น่าจำเป็นก็คือว่าต้องยอมรับว่า ทิศทางเศรษฐกิจของโลกวันนี้ก็มีการฟื้นตัวแล้ว ท่านรัฐบาล ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ได้มีการชี้แจงในสื่อมวลชนกันอยู่พอสมควร การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจตรงนี้โดยเฉพาะ ในเอเชียที่มีประเทศจีนและประเทศญี่ปุ่นเป็นแกนนำอันสำคัญ รวมถึงในส่วนของอาเซียน ของเราเอง ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเราก็เชื่อว่ามีการเคลื่อนทุนกันมหาศาล และแน่นอน คงจะมีการเคลื่อนทุนเข้ามายังประเทศไทยของเราด้วย ท่านประธานครับ แต่ความจริง อันหนึ่งซึ่งผมคิดว่าเป็นที่ห่วงกังวลของหลายฝ่าย ก็คือคำถามว่าเศรษฐกิจของประเทศ จะมีการขยายตัวอย่างที่คาดการณ์จริงหรือไม่ ก็ต้องยอมรับว่าท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคือท่านกิตติรัตน์ ณ ระนอง เอง ก็ยังออกมาระบุว่า มีความเป็นห่วงในเศรษฐกิจของไทยในไตรมาสที่ ๒ และตลอดปี ๒๕๕๖ เพราะต้องยอมรับว่า แม้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี ๒๕๕๖ จะมีการขยายตัว ๕.๓ ตามที่สภาพัฒน์ หรือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประกาศไว้แล้ว แต่ถ้าเมื่อมีการไปเทียบกับปีที่แล้วในไตรมาสเดียวกัน เราจะพบว่ามันมีฐานที่ต่ำกว่า ทั้ง ๆ ที่ ตรงนั้นเกิดเพราะผลกระทบจากอุทกภัยหรือน้ำท่วมที่เกิดขึ้นที่เราทำท่าจะลืมกันแล้วนี่ครับ แต่เอาเข้าจริง ๆ เราก็คิดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจมันโตน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ก็ต้องชื่นชมว่า รัฐบาลเองก็มีการจัดทำงบประมาณปีนี้ในลักษณะขาดดุลที่ลดลงจากปี ๒๕๕๕ ที่มีขาดดุล สูงถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๖ ปีนี้ก็ขาดดุล ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่พอปีหน้าคือปี ๒๕๕๗ ก็ลดลง ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ แต่ความจริงที่มันมีอยู่ในประเทศไทยที่พวกเรา ยอมรับกันนะครับว่าในแผ่นดินนี้มันมีอยู่อย่างก็คือว่ารัฐบาลได้กู้เงินในจำนวนมากมายมหาศาล สูงสุดเป็นประวัติการณ์ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ มาจนถึงปี ๒๕๕๖ ท่านเตรียมที่จะกู้ กู้ รวมแล้วนี่ประมาณ ๒,๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ๓.๕ แสนล้านบาท และมาสร้างโครงสร้างพื้นฐานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่ท่านนั่งอยู่นะครับ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งตรงนี้ถ้าเรามารวมยอดทั้งหลายของงบประมาณปี ๒๕๕๗ เข้าใจว่าการขาดดุลงบประมาณ ในปี ๒๕๕๗ ก็จะมีจำนวนมากมายมหาศาลตามมาเหมือนกัน แน่นอนครับ สิ่งที่ท่านกำลัง คิดจะทำอยู่เพื่อเรียกร้องความมั่นคง ความมั่นใจในเรื่องของการพัฒนาการเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันมันเป็นสิ่งจำเป็นก็ตามแต่ในที่สุดแปลว่าเราต้องมีการลงทุนมากมาย ประเด็นมันอยู่ ตรงนี้ละครับ สิ่งที่มีคนตั้งข้อสงสัยว่าถ้าเราเป็นหนี้เป็นสินกันมากมายแล้วจะมีการควบคุม การขาดดุลงบประมาณในทุกปี ๆ ได้อย่างไรนี่คือสิ่งที่ผมว่าใคร ๆ ก็เป็นห่วงเพราะนี่คือ ประเทศของเรา สิ่งที่แน่นอนครับ ทุกปีซึ่งสภาแห่งนี้ก็แสดงความห่วงใยอยู่เสมอแล้วก็ได้ ฝากรัฐบาลทุกคราวว่าช่วยกันเถิดดำเนินการให้ดีเถิดก็คือการจะใช้งบประมาณให้เกิด ประสิทธิภาพสูงสุดมีได้อย่างไร ซึ่งตรงนี้ผมเชื่อว่าท่านประธานชัย ชิดชอบ ท่าน ส.ส. อาวุโส ของพรรคภูมิใจไทยและของสภาแห่งนี้ ก็คงจะต้องมาตั้งคำถามกับทางรัฐบาลเพราะท่านได้ ติดตามได้พบว่ามันมีเงินจำนวนมากมายมหาศาลที่มันยังค้างท่ออยู่มันไปไม่ถึงแล้วนี่แปลว่า มีการใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดอย่างไรกันนี่คือสิ่งที่จะต้องขอเรียน นั่นคือสิ่งที่ ผมอยากจะขอเรียนกับท่านประธานว่ามันเป็นภาพรวมของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ ที่กระผมอยากให้รัฐบาลใช้จ่ายอย่างรอบคอบระมัดระวังไม่ให้ตกหล่นเพื่อให้เกิดประโยชน์ อย่างสูงสุดกับประชาชนและประเทศชาติอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ท่านประธานครับ ปัญหา ที่สำคัญที่กระผมเห็นก็คืองบลงทุนของรัฐบาลเป็นปัญหาที่ผมอยากจะถามรัฐบาลก็คืองบลงทุน ของรัฐบาล ๔๕๗,๐๐๐ ล้านบาทที่มีจำนวนลดลง เมื่อสักครู่ท่านรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็บอกว่าลดก็อยากลดแบบมีประสิทธิภาพไม่ได้เสียหายอะไร งบลงทุนของรัฐบาลคราวนี้ลดลงจาก ๑๘.๗ เปอร์เซ็นต์ ลดเหลือ ๑๘.๑ เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ผมคิดเอา คิดแทนรัฐบาลเข้าใจเอาเองท่านก็คงจะต้องตอบผมก็คือว่า ผมเข้าใจว่ารัฐบาลคงหวังว่า ประเทศนี้จะต้องสามารถมีเศรษฐกิจที่ดีต่อไปได้โดยหวังเรื่องของการลงทุนภาครัฐที่ท่านกู้มา จำนวนมหาศาล ท่านหวังเรื่องอินเวสท์เมนท์ (Investment) ตรงนี้กัฟเวิร์นเมนท์ สเพนดิง (Government Spending) ตรงนี้ จากเงินกู้ ๓.๕ แสนล้านบาท จากเงินกู้เพื่อมาพัฒนา เรื่องระบบราง ระบบการคมนาคม ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งจริง ๆ แล้ววันนี้ถ้าเราได้ติดตามสิ่งที่ มันเกิดขึ้นก็จะพบว่าโครงการน้ำ ๓.๕ แสนล้านบาทอาจจะสะดุดหยุดลงก็ได้ เพราะตั้งแต่เวลานี้ การเบิกจ่ายงบประมาณยังสงสัยว่าท่านจะได้เบิกทันเดือนมิถุนายน ๒๕๕๖ ส่งผลให้ พ.ร.บ. เงินกู้มันหมดอายุไปแล้วตอนนี้จะทำอย่างไรต่อ เรื่องนี้ท่านจะต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่า ใช่หรือไม่ใช่อย่างไร มีหลายเรื่องที่มันเกิดขึ้น มีการร้องคัดค้าน มีการยื่นฟ้องต่อศาล ไปถึงศาล เรื่องราวมันก็ยังเป็นอยู่อย่างนี้ นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นซึ่งผมคิดว่ารัฐบาลจะต้องอธิบายและหาวิธีการ ในการที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น งบเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่พิจารณากันอยู่ในชั้น กรรมาธิการก็พบว่าบางโครงการก็บอกตามตรงว่ามีการท่านเอาแผนที่ประเทศไทยมาขีดกันก็เยอะ ยังไม่มีความชัดเจนเลยว่าจะดำเนินการในเรื่องไหน อย่างไร บางเรื่องจะต้องมีการศึกษา ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอ (EIA) พูดก็พูดว่าโครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทของท่าน ใน ๗ ปี ณ วันนี้มันยังเป็นวุ้นอยู่เลยครับ แล้วจะทันตามเศรษฐกิจสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างไร นี่คือความเป็นห่วงในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วันนี้ถ้าพูดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี (GDP) มันต้องใช้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ ๔ ตัวที่จะทำให้พยุงเศรษฐกิจหรือทำให้ เศรษฐกิจมันโตขึ้นก็คือเรื่องของการลงทุนของท่านเองก็คือกัฟเวิร์นเมนท์ สเพนดิง การลงทุนภาครัฐ การลงทุนของเอกชน หรืออินเวสท์เมนท์ คอนซัมพ์ชัน (Investment Consumption) หรือการบริโภคภายในประเทศและอิมพอร์ต (Import) เอกซ์พอร์ต (Export) การค้าขาย ระหว่างประเทศ ผมว่าตรงนี้มันก็เป็นหลักที่ท่านมีอยู่เสมอแล้วไม่ได้พิสดาร แต่วันนี้ท่านต้อง เข้าไปดูให้ใกล้ชิดว่าเครื่องยนต์ตัวไหนมันมีปัญหามันเป็นอุปสรรค การทำงานไม่สมบูรณ์ ก็มีผลทำให้ประเทศนี้มันไม่โต และผมกำลังเป็นห่วงจริง ๆ ก็คือห่วงเรื่องการลงทุนภาครัฐ ของท่านนั่นละครับ เพราะว่าในที่สุดแล้วถ้ามันไม่ได้อย่างที่เป็นมันจะขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจ มันโตได้อย่างไร โครงการทั้งหลายมันล่าช้ามันก็มาก่อให้เกิดผล สิ่งที่เป็นห่วงอีกอย่างหนึ่งก็คือท่านบอกว่า ท่านจะเอาเงินมาใช้ นำเงินมาใช้ท่านก็ต้องใช้วิธีการในการที่จะเก็บภาษี มีการตั้งข้อสงสัยว่า จริง ๆ แล้วหน่วยงานเก็บภาษีของท่านเขาแจ้งยอดว่าเข้าเป้า เข้าเป้าเก็บตามเป้าได้มันจริง หรือเท็จเป็นประการใด ผมค่อนข้างเป็นห่วง วันนี้ท่านลดภาษีนิติบุคคลลงมาเรื่อย ๆ ผลประกอบการเศรษฐกิจมันดีพอที่จะทำให้เก็บภาษีถึงหรือไม่ ผมเป็นห่วงว่าหน่วยงาน เก็บภาษีแจ้งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อให้เกิดความสบายใจว่าจะเข้าเป้า เพื่อไม่ให้มีปัญหาที่จะต้องตอบท่านบ่อย ๆ หรือต้องชี้แจงบ่อย ๆ ก็เลยเสนอสูงไปก่อน แต่ในที่สุดพอมันไม่ได้แล้วมันจะเป็นปัญหาแล้วบ้านเมืองก็จะมีผลกระทบอีกนี่คือด้วยความเป็นห่วง ท่านประธานที่เคารพครับ มีเรื่องราวในงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ ที่ทาง ส.ส. พรรคภูมิใจไทยจะมีการอภิปรายในแต่ละยุทธศาสตร์ของท่านที่นำเสนอ แล้วท่านประธานชัย ชิดชอบ ท่านก็จะพูดครอบคลุมในทุก ๆ เรื่องในเวลาที่ท่านไม่จำกัด แต่เฉพาะผมนี่นะครับจะขออนุญาต ฝากไปถึงท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินคราวนี้ก็คือ เรื่องงบประมาณเกี่ยวกับผู้สูงอายุ เรา ๆ ท่าน ๆ ทั้งหลายที่นี่วันหนึ่งจะต้องเป็นผู้สูงอายุ เพราะว่าเราสุขภาพแข็งแรง วันนี้ถือโอกาสบอกว่าผลการตรวจสุขภาพของผมสมบูรณ์ เพอร์เฟค (Perfect) มากครับ แนวโน้มว่ามันจะอยู่ถึง ๑๐๐ ปี ปัญหาคือมีเพื่อนที่จะอยู่กัน ๗๐ ปี ๘๐ ปี ๑๐๐ ปีกับผม ท่านประธานชัยของผมด้วยความเคารพนะครับ ท่านก็ยังแข็งแรง ท่านเป็นผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรง แต่นับจากนี้ไปประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุที่มีจำนวนมากขึ้น ๆ ปัญหาคือรัฐบาลมีแผนการอันใดในการที่จะมาดูแลพวกเรา ท่านประธานท่านอาจจะดู หนุ่มแน่นอยู่เสมอแต่ท่านก็จะต้องสูงอายุขึ้น เพื่อนท่านที่จังหวัดพะเยาที่ไม่มีฐานะอย่างท่าน รัฐต้องดูแล คำถามคือวันนี้รัฐบาลได้เตรียมอะไรกันสำหรับเรื่องนี้หรือยัง ผมคิดว่ารัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ไปประเทศญี่ปุ่นท่านบอกท่านสนใจเรื่องของการดูแลผู้สูงอายุ ไปศึกษาเรื่องสังคมผู้สูงอายุของประเทศญี่ปุ่น แต่ผมมาเห็นการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ไม่พบว่างบประมาณเกี่ยวกับเรื่องการจัดการสำหรับผู้สูงอายุมันเป็นอย่างที่ท่านพูด นี่คือ สิ่งที่ท่านจะต้องตอบให้ได้วันนี้พรรคภูมิใจไทยเองเราเป็นห่วงว่าปัญหาเรื่องผู้สูงอายุจะเป็น ปัญหาใหญ่ของประเทศเมื่อประเทศเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เรามีการจัดสัมมนาเสวนากันที่พรรค ได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนผู้สูงอายุจำนวนมากมายครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ ก็ต้องฝากรัฐบาลว่าท่านยังไม่ตระหนักเกี่ยวกับเรื่องนี้เพียงพอ เพราะอะไรรู้ไหมครับ ปีนี้การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๕๗ ในแผนงานดูแลไม่เฉพาะผู้สูงอายุนะครับ ผู้สูงอายุ เด็ก สตรี คนพิการ และผู้ด้อยโอกาสของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่กระจัดกระจายอยู่ในกรมแล้วก็สำนักต่าง ๆ อยู่ในสำนักงานปลัดกระทรวงก็มี วงเงินมันมีเพียง ๒,๓๔๑ ล้านบาทเอง แล้วกระจายไปตามหน่วยต่าง ๆ ด้วย การทำงานก็ไม่เป็นเอกภาพ และไม่ใช่เฉพาะเรื่องของผู้สูงอายุ แต่เงินนี้ต้องทำเพื่อเด็ก เพื่อสตรี เพื่อคนพิการ และผู้ด้อยโอกาสด้วย รวม ๆ แล้วทั้งปีท่านตั้งงบประมาณไว้สำหรับผู้สูงอายุราว ๆ ประมาณ ๒๐๐ กว่าล้านบาทเอง ทั้ง ๆ ที่วันนี้เรานับกันแบบว่ารวม ๆ จะมีผู้สูงอายุในปัจจุบันประเทศไทย มีอยู่ราว ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน ท่านจะให้ ๔๐๐ ล้านบาทไม่พอครับ แล้วผมจะบอก ท่านประธานที่เคารพว่ามีแนวโน้มนะครับว่าพวกเราทั้งหลายกำลังจะเข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุ และในอีก ๑๕ ปีข้างหน้าจะมีผู้สูงอายุอยู่ในประเทศไทย ด้วยความรวดเร็วประมาณ ๑๖ ล้านคน รัฐบาลบอกว่าจะมียุทธศาสตร์เกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ ผมดูตัวเลขจริง ๆ ท่านบอกว่า มีการตั้งงบประมาณไว้ ๗๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งความจริงตรงนี้ท่านรวมเรื่องของเบี้ยยังชีพเข้าไว้ ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่เป็นวิธีการในการคิดในการที่จะตั้งรับเรื่องของการที่ประเทศไทยจะเป็น สังคมผู้สูงอายุ วันนี้ท่านบอกว่าถ้าใครอายุ ๖๐ ปี ได้ ๖๐๐ บาท ๖๐๐ บาทจะทำอะไรได้ครับ ท่านมีเรื่องหลายเรื่องที่จะต้องทำเพื่อให้ผู้สูงอายุอยู่ในสังคมนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี วันนี้ผู้สูงอายุซึ่งแน่นอนว่าพวกเรามีโอกาสในการตรวจสุขภาพ รัฐบาลทราบไหมครับว่าผู้สูงอายุก็ต้องตรวจสุขภาพเพื่อจะทำให้สุขภาพของตัวเองแข็งแรง แต่วันนี้สิทธิของผู้สูงอายุในการไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลไม่มีเลย ท่านควรจะต้องไป คิดการว่าทำอย่างไรให้ไปตรวจโรคที่จำเป็น ตรวจเลือดโดยไม่คิดเงิน นี่คือสิ่งที่ท่านไม่ได้คิด ท่านบอกว่าท่านตระหนัก วันนี้การต้อนรับผู้สูงอายุไม่ใช่เพื่อที่ท่านจะไปสร้างเนอร์เซรี (Nursery) ให้ซีเนียร์ (Senior) ที่ประเทศอื่น ๆ เขาอยู่ หรือให้ผู้สูงวัยไปอยู่กัน แต่จะทำให้สังคมนี้ เป็นสังคมที่พร้อมที่จะรับผู้สูงอายุ ท่านบอกว่าถ้าใคร ๘๐ ปี จะให้ ๑,๐๐๐ บาท ถามผมนี่ ผมว่าไม่จูงใจเลย ให้ผมอยู่ ๘๐ ปีแล้วได้ ๑,๐๐๐ บาท ไม่จูงใจให้อยู่เลยครับ ท่านทำอย่างอื่นสิ ทำที่ให้มันเหมาะสม มีสถานพยาบาลที่เฉพาะให้กับผู้สูงอายุ มีการตรวจสุขภาพ มีที่พักอาศัย อันพอเหมาะ หลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ในภาพรวม เราทำเพื่อตัวของเราเอง อาจจะเป็นไปได้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านมีอายุอยู่ในวัยที่อีกนานกว่าจะสูงอายุท่านก็เลยไม่คิด แต่ฝากท่านทั้งหลายที่อยู่ในรัฐบาล ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ท่านควรจะต้องโดดเข้ามาเป็นแม่งานว่าปีหนึ่ง ๔๐๐ บาท เพื่อคนผู้สูงอายุมันไม่พอ ตรงนี้ต้องขอเรียนว่าพรรคภูมิใจไทยเราตระหนักว่าสังคมผู้สูงอายุ เป็นเรื่องใหญ่ที่ท่านทั้งหลายจะต้องร่วมกัน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องฝาก เป็นไปได้ไหมครับ ฝากท่านรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีว่าต่อไปนี้ท่านตั้งหน่วยงานระดับกรม เข้ามาดูแลผู้สูงอายุได้ไหม ทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุสามารถที่จะเป็นผู้สูงอายุที่มีชีวิตความเป็นอยู่ ที่ดีขึ้น ตั้งหน่วยงานหลักเข้ามาและจัดสรรงบประมาณไม่ใช่แบบ ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท หรือ ๔๐๐ ล้านบาทอย่างที่เห็น นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานว่า มันเป็นเรื่องที่อยากจะฝากคณะกรรมาธิการว่าทำอย่างไรให้มีการจัดงบประมาณให้มันมากขึ้นได้ไหม เพื่อประโยชน์ให้กับผู้สูงอายุในทั่วประเทศได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผมว่าวันนี้เริ่มคิดได้ ตระหนักได้ ณ บัดนี้ ผมได้ฟังว่าท่านได้เตรียมเรื่องสังคมผู้สูงอายุ แต่ฟังไปฟังมาปรากฏว่าท่านจะทำ เนอร์ซิง โฮม (Nursing home) สำหรับชาวต่างประเทศที่มีเงินมาอยู่นาน ๆ ผมบอกว่า ไม่ใช่วิธีการครับ วันนี้ท่านคิดถึงคนไทยเถอะครับ ผู้สูงอายุที่อยู่ในประเทศไทยที่ในอีก ไม่กี่ปีข้างหน้าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น ณ วันนี้จำนวนมากขึ้นนะครับ ดูแลเขา จัดระบบสวัสดิการ ให้กับผู้สูงอายุ จัดเงินให้เขา จัดโรงพยาบาลที่ดีให้เขา และผมคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นอานิสงส์ที่จะทำให้ สังคมเราเป็นสังคมที่อยู่เย็นเป็นสุข เพราะเราดูแลผู้สูงอายุ ผู้สูงวัย ไม่ใช่ว่าเดือนเมษายนทุกปีจัดให้ เป็นวันครอบครัวแล้วเอาผ้าขาวม้า เอาขันไปให้ท่านอย่างเดียวแล้วจบ รัฐบาลต้องให้มากกว่านั้นครับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ท่านรัฐมนตรีสันติต้องให้มากกว่านั้น นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะขอฝาก แล้วหลังจากนี้ก็จะมีสมาชิกของพรรคภูมิใจไทยจะอภิปราย ในเรื่องต่าง ๆ ให้พี่น้องเพื่อจะดูแลเงินทุกบาททุกสตางค์ที่เข้ามาจะได้เป็นประโยชน์สูงสุด ผมขออนุญาตกราบเรียนเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ