กรณี จาติกวณิช พูดถึงการบริหารงบประมาณของรัฐบาล โดยวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ใส่ใจดูแลประชาชน และแนะนำให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังควบตำแหน่งไม่ควรที่จะบริหารงบประมาณเพิ่มภาระภาษีกับประชาชน นอกจากนี้เขายังหารือเรื่องการจัดทำพรีเซนเทชันและกล่าวถึงการขาดดุลในงบประมาณ ซึ่งเขาระบุว่ารัฐบาลไม่ได้จัดสรรงบประมาณเพียงพอสำหรับโครงการที่รัฐบาลต้องการดำเนินการ และด้วยเหตุนี้จึงต้องออกกฎหมายพิเศษเพื่อกู้ยืมเงิน
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้เรามาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งผมได้อ่านเอกสารที่ทางรัฐบาลได้จัดให้กับพวกเราครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว ผมอยากจะสรุป กับท่านประธานว่าร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ นี้ สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้รับรู้หรือรู้สึกในความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในเรื่องของ ประเด็นปัญหาปากท้องหรือประเด็นปัญหาเศรษฐกิจของพี่น้องเลย สาเหตุที่ผมพูดเช่นนั้น เพราะรัฐบาลได้เน้นในเรื่องของประเด็นเกี่ยวกับการลดการขาดดุลจาก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลือ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำนองว่านี่คือผลงานในการบริหารงบประมาณโดยรัฐบาล แต่ตามข้อเท็จจริงท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเช้าก็ได้ชี้ให้เห็นแล้วนะครับว่า การลดการขาดดุลโดยรัฐบาลนั้นไม่ได้เป็นเรื่องของการใช้ฝีมือในการบริหารบ้านเมือง บริหารเศรษฐกิจ แต่มีการลดในเรื่องของการขาดดุลด้วยการผลักภาระไปให้กับพี่น้องประชาชนทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลิตรละ ๑ บาท ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรี ก็ได้ลุกขึ้นชี้แจงยืนยันว่าจะดำเนินการตามนั้นจริง หรือการเพิ่มราคาก๊าซหุงต้มกิโลกรัมละ ๑๐ บาทในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งก็ได้มีการยืนยันเช่นเดียวกันว่ามีแผนการดำเนินการ เช่นนั้นจริง ก่อนที่ผมจะอภิปรายเพิ่มเติมในประเด็นเหล่านี้ผมอยากที่จะกล่าวถึงคำชี้แจง ของท่านรัฐมนตรีนะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการได้พูดถึงเรื่องของแผนการปรับเพิ่มภาษีน้ำมันดีเซล ภาษีสรรพสามิตว่าวัตถุประสงค์จริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นเพื่อต้องการที่จะจัดเก็บรายได้เพิ่มเติม แต่ท่านบอกว่ามีแผนที่จะปรับภาษีสรรพสามิตเพิ่มเติมเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการเปลี่ยนพฤติกรรม ของผู้บริโภค ความหมายของท่านก็คือต้องการที่จะทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้น เพื่อพี่น้องประชาชน จะได้ปรับพฤติกรรมและใช้น้ำมันดีเซลลดลง ในหลักการความคิดผมไม่มีปัญหา แต่อันดับแรก ถ้าท่านรัฐมนตรีไม่ได้มีเจตนาที่จะเพิ่มรายได้จริง ผมก็แนะนำว่าที่ท่านเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน นั่นเป็นวิธีการที่เหมาะสมอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องหันกลับมาเก็บภาษีเพิ่มเติม เผื่อว่าราคาน้ำมัน ปรับเพิ่มขึ้นในอนาคตพี่น้องประชาชนจะได้ไม่เดือดร้อน ส่วนถ้าท่านจริงใจและมีเจตนาตั้งใจ ที่จะปรับพฤติกรรมให้คนใช้รถยนต์ใช้น้ำมันน้อยลง ผมก็ต้องตั้งคำถามกลับไปสู่ท่านว่าแล้วนโยบาย การคืนภาษีสรรพสามิตเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนซื้อรถคันแรกนั้นท่านทำเพื่ออะไร เหมือนกับหลอกกัน ล่อให้เขาซื้อรถยนต์ หลังจากนั้นท่านก็กลับมาปรับเพิ่มภาษีน้ำมัน เป็นภาระต่อพี่น้องประชาชน ที่เข้าร่วมโครงการมากขึ้นในอนาคต นอกจากนั้นเรื่องของราคาแก๊สที่ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปรายไปแล้ว ท่านก็ไม่ได้จัดสรรงบประมาณในเรื่องที่เป็นประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชน และนั่นก็คือสาเหตุที่ท่านสามารถเอามาแอบอ้างได้ว่าเป็นผลงาน ในการทำให้การขาดดุลงบประมาณนั้นลดลง ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ได้พูด ไปแล้วในเรื่องของการไม่ได้จัดสรรงบประมาณในส่วนของเงินสมทบเข้ากองทุนการออมแห่งชาติ ตามกฎหมาย ซึ่งท่านยังขาดเงินสมทบอยู่อีก ๕๐๐ ล้านบาท ในส่วนของตรงนี้ท่านรัฐมนตรี ก็ได้ชี้แจงอีก ท่านบอกว่าก่อนที่จะเดินเรื่องใหม่ เรื่องเก่าเราควรแก้ไขให้จบสิ้นก่อน ซึ่งท่านก็ได้ หยิบยกตัวอย่างเรื่องของประเด็นปัญหา กบข. ในส่วนของบำเหน็จบำนาญข้าราชการขึ้นมา ซึ่งเป็นประเด็นที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิทธิของพี่น้องประชาชนที่ไม่ได้มีหลักประกันเลย ณ ปัจจุบัน รอหลักประกันที่ได้รับผ่านกองทุนการออมแห่งชาติจากทางรัฐบาลอยู่ ผมก็อยากที่จะแนะนำ กับท่านรัฐมนตรีว่าภาระหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีมากมายหลายเรื่อง ท่านมีหน้าที่แก้ปัญหาให้ข้าราชการ ใช่ แต่ไม่ใช่หน้าที่ของท่านที่จะทำเรื่องเดียวนะครับ ถ้าท่านมีความรู้สึกว่าเรื่องเดียวทำให้ท่านไม่สามารถที่จะดูแลพี่น้องประชาชนตามภาระหน้าที่ ตามกฎหมายของท่านอีกหลาย ๆ เรื่องได้ ผมแนะนำว่าท่านอย่าควบตำแหน่งเลยครับ ท่านก็เลือกเอาว่าท่านจะเป็นรองนายกรัฐมนตรีหรือท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผื่อว่าท่านจะได้ทำภาระหน้าที่ของท่านให้ครบได้ในทุก ๆ เรื่อง เพราะหลาย ๆ เรื่อง เป็นเรื่องที่ประชาชนรอคอยอยู่ เพราะฉะนั้นที่ผมบอกว่าพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติ ปี ๒๕๕๗ นั้นเป็นพระราชบัญญัติที่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ใส่ใจในการดูแล พี่น้องประชาชนนั้น ผมก็อยากจะบอกนะครับว่าถ้าท่านต้องการที่จะบริหารให้เป็นงบสมดุล จริงหรือมีการขาดดุลที่ลดน้อยลง อย่าไปเพิ่มภาระภาษีกับพี่น้องประชาชน อย่าไปตัดสิทธิ งบประมาณที่พี่น้องประชาชนรอคอยอยู่และได้ประโยชน์ พวกเราแนะนำว่าท่านควรที่จะ กลับไปทบทวนพิจารณาโครงการต่าง ๆ ที่มีการกล่าวขานเรียกว่า เป็นโครงการประชานิยม และตัดลดค่าใช้จ่ายในโครงการเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องต่าง ๆ ที่ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ กันค่อนข้างมาก แต่เรื่องที่มีความสำคัญมากที่สุดที่เป็นภาระต่องบประมาณของรัฐบาล อย่างต่อเนื่องก็คือเรื่องภาระที่เกิดขึ้นจากโครงการจำนำข้าว ณ ปัจจุบันวงเงินสินเชื่อทั้งหมด เพื่อรองรับโครงการนี้อยู่ที่ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว และรัฐบาลได้เคยมีการยืนยันไว้ว่า จะไม่มีภาระสินเชื่อเกิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจากโครงการกล่าวคือจะมีแหล่งรายได้จากที่อื่น จากการระบายข้าวบ้าง อะไรบ้าง ซึ่ง ณ ปัจจุบันแผนการระบายข้าวของทางกระทรวงพาณิชย์ ก็ไม่ตรงตามเป้า ทำให้มีแนวโน้มสูงมากที่สุดท้ายแล้วจะต้องมีการปรับเพิ่มวงเงินสินเชื่อ ให้กับโครงการจำนำข้าวเกินกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่อยู่ในระดับปัจจุบัน ที่สำคัญก็คือ โครงการที่ได้ดำเนินการไปแล้วมีการปิดบัญชีในปีแรกของโครงการ พบว่ามีการขาดทุนถึง ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท เม็ดเงินนี้เป็นเม็ดเงินมหาศาล ซึ่งก็จะมีการขาดทุนซ้ำซากในทุก ๆ ปี ที่มีการดำเนินการโครงการ ปีนี้ก็ชัดเจนนะครับว่าจากเดิมทีที่พรรคเพื่อไทยได้เคยยืนยันว่า โครงการนี้จะไม่ทำให้ประเทศชาติต้องขาดทุน เพราะราคาข้าวของตลาดโลกจะถูกดึงขึ้นมา อยู่ในระดับเดียวกันกับราคาข้าวของรัฐบาลที่ซื้อจากพี่น้องประชาชนที่เป็นเกษตรกร แต่ปรากฏว่าราคาข้าวในตลาดโลกนั้นไม่ได้ปรับขึ้นตามที่คาด และในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เอง เราก็ยืนยันมาตลอดว่ารัฐบาลคิดผิด ไม่มีทางที่จะมีการปรับราคาข้าวของตลาดโลกขึ้นมา ในระดับของรัฐบาลได้ และจะส่งผลให้รัฐบาลต้องขาดทุนมหาศาลซึ่งก็เป็นไปตามนั้นจริง วันนี้ผมก็อยากที่จะให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านกิตติรัตน์ ณ ระนอง กรุณาชี้แจงจุดยืนของท่านในเรื่องนี้ ผมขออนุญาตที่จะเท้าความถึงบทสัมภาษณ์ของท่าน ที่ท่านได้ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๔ วันที่เราเริ่มต้นโครงการนี้ ท่านยืนยันครับ ต่อคำถามของสื่อมวลชนว่าโครงการนี้จะไม่ทำให้รัฐบาลไทยหรือประเทศไทยจะต้องขาดทุน มากกว่าเงินงบประมาณที่รัฐบาลก่อนหน้านี้ได้เคยใช้ในโครงการประกันรายได้ของพี่น้องเกษตรกร ซึ่งเม็ดเงินที่เราได้ใช้นั้นสรุปรวมเพียงปีละ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท และล้วนแล้วแต่เป็นเม็ดเงิน ที่มีการโอนโดยตรงเข้าถึงมือประชาชน ทุกบาททุกสตางค์ มาถึงวันนี้ปรากฏชัดเจนแล้ว ตามข้อมูลของกระทรวงของท่านเองว่าโครงการจำนำข้าวขาดทุนถึง ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมได้ตั้งคำถามผ่านสื่อมวลชนไปว่าที่ท่านเคยให้สัมภาษณ์ว่าถ้าขาดทุนมากกว่างบประมาณ ที่รัฐบาลประชาธิปัตย์เคยใช้ในโครงการประกันรายได้ไม่ต้องมาถามท่านว่าท่านจะรับผิดชอบ อย่างไร ท่านจะแสดงตนเอง มาถึงวันนี้ผมยังไม่เห็นการแสดงความรับผิดชอบแต่อย่างใด สื่อมวลชนไปถามท่านเมื่อวันก่อนครับว่าสุดท้ายแล้วท่านจะรับผิดชอบอย่างไร ท่านบอกว่า เรื่องนี้เอาไว้คุยกันในสภา วันนี้ผมยืนอยู่ตรงนี้ในสภาแล้วครับ ท่านรัฐมนตรีอยู่ที่ไหนครับ ท่านรัฐมนตรียังอยู่ในสภาแห่งนี้ขอให้กลับเข้ามาและตอบต่อสภาไปถึงพี่น้องประชาชนว่า ท่านจะแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร และถ้าท่านต้องการที่จะอ้างการขาดดุลในงบประมาณที่ลดลง ผมขอเสนอให้ท่านยกเลิกโครงการ ประเภทนี้ และพวกเราก็จะชื่นชมต่อผลงานของท่านไปด้วย ก็น่าเสียดายครับเวลาพวกเรา ได้อ่านรายละเอียดงบประมาณปี ๒๕๕๗ นึกถึงคะแนนเสียงข้างมากที่ท่านมีอยู่ว่าท่านได้ใช้ คะแนนเสียงข้างมากนั้นทำประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนอย่างไร การจัดทำงบประมาณ ถือว่าเป็นโอกาสที่สำคัญโอกาสหนึ่งของรัฐบาลที่จะตอบโจทย์แก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน แต่วันนี้ผมถามง่าย ๆ ครับ ขอถามง่าย ๆ ว่าด้วยอำนาจเสียงข้างมากที่ท่านมีอยู่นั้นวันนี้ประชาชน หายจนแล้วหรือยัง ท่านได้สามารถแก้ปัญหาความยากจนให้กับพี่น้องคนไทยหรือไม่ ท่านได้ สามารถที่จะประสานให้ภาระหนี้สินของพี่น้องประชาชนลดลงหรือไม่ ท่านได้เพิ่มโอกาส การออมของพี่น้องประชาชนเพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตของเขาหรือไม่ เรามาดูที่ตัวเลข เศรษฐกิจระดับมหภาคกันนะครับ ตรงนี้จะชี้ให้เห็นว่าท่านล้มเหลวในทุก ๆ เรื่องที่เกี่ยวข้อง กับประชาชน ตัวเลขล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ศสช. หรือที่เคยเรียกกันว่าสภาพัฒน์ ชี้ชัดนะครับว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ของประเทศเราที่เคยคาดไว้ ๔.๕-๕.๕ เปอร์เซ็นต์ และเป็นตัวเลขที่ท่านใช้เป็นสมมุติฐานหลัก ในการกำหนดงบประมาณปี ๒๕๕๗ ฉบับนี้ที่เรากำลังพิจารณาอยู่ ทางสภาพัฒน์ได้มีการปรับลด ประมาณการลงเหลือ ๔.๒-๕.๒ เปอร์เซ็นต์ ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดนะครับ สาเหตุหลัก ที่อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจนั้นชะลอตัวลงเป็นเพราะการขยายตัวในส่วนของการบริโภค ของพี่น้องประชาชนนั้นปรับลดลงต่ำกว่าเป้าอย่างมาก ในไตรมาสแรกของปีปฏิทิน ๒๕๕๖ พบว่าการบริโภคมีอัตราขยายตัวเพียง ๓.๙ เปอร์เซ็นต์ เทียบกับการขยายตัวทั้งปีในปี ๒๕๕๕ ที่ ๖.๘ เปอร์เซ็นต์ ลดลงครึ่งหนึ่ง นี่คือข้อเท็จจริงและสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วก็เป็นคำถาม กับทุกคนว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เพราะรัฐบาลพูดอยู่ทุกวันว่าเศรษฐกิจดี รัฐบาลอย่าไปโทษ เรื่องของการส่งออก อย่าไปโทษแบงก์ชาติหรือหน่วยงานเศรษฐกิจอื่น ๆ เพราะในไตรมาสเดียวกัน การส่งออกของประเทศไทยโดยรวมเพิ่มขึ้น ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าอัตราการขยายตัวภาคส่งออก ทั้งปี ปี ๒๕๕๕ ซึ่งมีการขยายตัวอยู่เพียงแค่ ๓.๒ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการส่งออกเทียบกันแล้วดีขึ้น แต่การบริโภคภายในประเทศกลับเป็นเรื่องที่มีการชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด และล่าสุดเดือนเมษายน ที่ผ่านมาตัวเลขการส่งออกก็ชี้ให้เห็นว่ามีการส่งออกเพิ่มขึ้นกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งการส่งออก ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมที่อ้างมาโดยตลอดว่าได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้น ก็มีอัตราการขยายตัวที่สูง และตัวถ่วงกลับกลายเป็นการส่งออกภาคการเกษตร ซึ่งก็มีผลโดยตรง จากนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะในเรื่องของการจำนำข้าวทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ณ วันนี้ หยุดทะเลาะกันได้แล้วกับหน่วยงานเศรษฐกิจอื่น ๆ ต่างคนต่างหน้าที่ ท่านเองก็ควรจะหันกลับมา ทำหน้าที่ของท่าน และที่ผมพูดอย่างนั้นก็เป็นเพราะการบริหารจัดการเรื่องของกำลังซื้อ ของพี่น้องประชาชน เรื่องของการบริโภคภายในประเทศนั้นเป็นหน้าที่โดยตรงของทางรัฐบาล นโยบายต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้ผลักดัน โดยเคยอ้างไว้ว่าเป็นนโยบายที่จะนำไปสู่การกระตุ้นกำลังซื้อ กระตุ้นเศรษฐกิจของพี่น้องประชาชนนั้นสรุปได้ว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเป็นเพราะอะไร ท่านต้องกลับไปทบทวน สุดท้ายแล้วเป็นเพราะ ๓๐๐ บาทที่เป็นค่าแรงขั้นต่ำที่ท่านเพิ่มให้กับ พี่น้องประชาชนนั้นเป็นการเพิ่มจริงหรือไม่ ผมเรียนตามตรงนะครับว่า ถ้าค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้น ๓๐๐ บาทจริง ซึ่งในบางจังหวัดหมายถึงการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำมากกว่าเท่าตัวกำลังซื้อ ของพี่น้องประชาชนต้องดีกว่านี้ อัตราการขยายตัวการบริโภคภายในประเทศต้องดีกว่า ๓.๙ เปอร์เซ็นต์แน่นอน ดังนั้นจึงเป็นคำถามครับว่าที่ผ่านมา ๓๐๐ บาทได้กันจริงหรือเปล่า หรือเป็นเพียงแค่ปรับมูลค่าสวัสดิการอื่น ๆ มาเหมารวมกันทำเป็นว่าจ่ายแล้ว ๓๐๐ บาท ตามกฎหมาย แต่สุดท้ายรายได้ของผู้ใช้แรงงานกลับไม่ได้เพิ่มขึ้นจริง หรือ ๑๕,๐๐๐ บาท ให้กับปริญญาตรีท่านทำแล้วหรือยังครับ ณ วันนี้มีพี่น้องประชาชนจบวุฒิปริญญาตรี ที่ยังมีเงินเดือนไม่ถึง ๑๕,๐๐๐ บาท จำนวนหลายแสนหลายล้านคนในประเทศ ๑๕,๐๐๐ บาท จำนวนหลายแสนหลายล้านคนในประเทศ แม้แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐเองครับ ก็ยังมีเจ้าหน้าที่อีกจำนวนมากที่จนถึงทุกวันนี้ยังไม่ได้รับการปรับเงินเดือนเป็น ๑๕,๐๐๐ บาท ตามนโยบายของรัฐบาล และนั่นคือสาเหตุที่ตัวเลขกำลังซื้อของพี่น้องประชาชนถึงไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้น ตามนโยบายของรัฐบาลหรือตามที่รัฐบาลเคยอ้างไว้ แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอน และไม่ได้เป็นเพียงแค่วาทกรรมทางการเมืองครับ ก็คือของแพงทั้งแผ่นดิน ค่าครองชีพ ของพี่น้องประชาชนเพิ่มขึ้นนี่เป็นคำอธิบายที่ชัดเจนที่สุดครับว่าทำไมอัตราการขยายตัว การบริโภคภายในประเทศถึงได้ปรับลดลงกว่าประมาณการของรัฐบาล ส่วนหนี้สินภาคประชาชน ก็เพิ่มขึ้นซึ่งก็เป็นตัวสะท้อนให้เราได้เห็นอีกว่าสุดท้ายแล้วรายได้ของพี่น้องประชาชนไม่เพียงพอ ที่จะรองรับค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากประวัติการณ์แพงทั้งแผ่นดินที่พี่น้องประชาชนต้องประสบ อยู่ทุกวันนี้ รายได้บุคคลในช่วงปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น ๗ เปอร์เซ็นต์ สินเชื่อบุคคลในระยะเวลา เดียวกันเพิ่มขึ้น ๒๑ เปอร์เซ็นต์ ไม่เคยปรากฏมาก่อนครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านรัฐมนตรีออกมา บอกว่าความจริงสัดส่วนหนี้สินภาคประชาชนเทียบกับรายได้ก็เพิ่มขึ้นมาทุกปี แต่สังเกตนะครับ ตัวเลขที่ท่านอ้างในสภาเมื่อสักครู่นี้สะท้อนให้เห็นชัดว่าช่วงที่มีการปรับเพิ่มขึ้นน้อยที่สุดก็คือ ช่วงของรัฐบาลที่แล้ว ท่านอ้างว่าก้าวกระโดดปี ๒๕๕๔ เป็นเพราะรัฐบาลนี้เข้ามาบริหารราชการ ช่วงท้ายปีเท่านั้น แต่จริง ๆ สาเหตุหลักที่หนี้สินภาคประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงปี ๒๕๕๔ ก็เพราะว่าการบริหารจัดการเรื่องน้ำท่วมที่ล้มเหลวของรัฐบาลนี้เองละครับ เพิ่มค่าใช้จ่าย แล้วก็ทำให้พี่น้องประชาชนจำนวนหลายแสนหลายล้านคนขาดรายได้ในช่วงนั้น จนมาถึงปี ๒๕๕๕ ก็ก้าวกระโดดขึ้นมาอีกจนทำให้หนี้สินภาคประชาชนสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉลี่ยสินเชื่อ ในระบบธนาคารเพิ่มขึ้นในช่วงระยะเวลาเดียวกันเพียงแค่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แต่สินเชื่อภาคประชาชน เพิ่มขึ้นเกือบ ๒๒ เปอร์เซ็นต์ และตามที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้ชี้แจง ไปแล้วเมื่อเช้านี้หลาย ๆ สาเหตุที่ทำให้สินเชื่อภาคประชาชนเพิ่มขึ้นนั้นก็เป็นเพราะนโยบาย ของรัฐบาลโดยตรง สินเชื่อยานยนต์เพิ่มขึ้นถึง ๓๔ เปอร์เซ็นต์ในช่วงที่ผ่านมาเป็นเพราะอะไรครับ ผมไม่ต้องพูด ทุกคนก็คงคิดได้ว่าสาเหตุก็มาจากโครงการรถคันแรกของรัฐบาลนั่นเอง เพราะฉะนั้นทุกวันนี้หนี้ส่วนบุคคลของคนไทยเฉลี่ยอยู่ที่ ๑๓๔,๙๐๐ บาท คิดเป็นสัดส่วนของจีดีพี ของประเทศนะครับ เพิ่มขึ้นจากสมัยปี ๒๕๕๒ ที่พวกผมเข้ามาเป็นรัฐบาลอยู่ที่ ๖๑ เปอร์เซ็นต์เป็นถึง ๗๗ เปอร์เซ็นต์ ณ สิ้นปี ๒๕๕๕ ไม่เคยมีการเพิ่มสัดส่วนการเป็นหนี้ของพี่น้องประชาชนมาก และรวดเร็วเท่านี้มาก่อน และเป็นสาเหตุที่ทำให้รัฐบาลจนถึงทุกวันนี้ยังหลงคิดว่าเศรษฐกิจนั้นดี ไม่มีใครมีปัญหาเพราะอะไรครับ เพราะรัฐบาลมองภาระหนี้สินของรัฐเอง มองว่าหนี้สาธารณะของรัฐ อยู่ที่ระดับเพียงแค่ ๔๔ เปอร์เซ็นต์ พูดแล้วพูดอีกว่ากู้ได้อีก ไม่มีผลต่อเสถียรภาพทางการคลัง ของประเทศแต่นั่นคือประเทศ ท่านลืมพี่น้องประชาชนไป ท่านลืมหันไปมองว่าในขณะที่ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของท่าน ของประเทศ ของรัฐอยู่ที่ ๔๔ เปอร์เซ็นต์นั้น สัดส่วนหนี้สิน ของประชาชนต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นมาเป็นเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว เกือบเท่าตัวเทียบกับสัดส่วนหนี้ ของรัฐเอง โดยรวม ณ วันนี้หนี้สินภาคประชาชนมีเม็ดเงินรวมเกือบ ๙,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทกว่า ๔๐๐,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือนและ ณ ปัจจุบันจากการสำรวจของสถาบันสถิติแห่งชาติพบว่า มีพี่น้องประชาชนเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของครัวเรือนทั้งประเทศคือ ๙,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ไม่มีรายได้เพียงพอที่จะออมเงินแม้แต่บาทเดียว และความมั่นคงในชีวิตของพี่น้อง ๙,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนนี้อยู่ที่ไหนครับ ดังนั้นตรงนี้จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมมีข้อกังวล ต่อผลของการจัดทำงบประมาณของท่านที่เรากำลังพิจารณาอยู่วันนี้อย่างมาก เพราะท่าน ยังหลงคิดว่าทุกอย่างยังดีอยู่ มาวรรคแรก หน้าแรกของเอกสารงบประมาณโดยสังเขป ก็ชัดแล้วครับ สมมุติฐานของท่านก็ยังอยู่ที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ๔.๕-๕.๕ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่หน่วยงานของรัฐ ได้ปรับลดส่วนนี้ลงมาแล้ว ท่านบอกว่าที่เศรษฐกิจยังจะมีอัตราขยายตัวที่ดีต่อไปนั้นเป็นเพราะ จะมาจากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์ที่ดี มาถึงวันนี้ เราทราบแล้วครับว่าไม่เป็นจริง อัตราการขยายตัวต่ำกว่าที่ท่านคาดไว้อย่างมาก ท่านบอก ผมขออนุญาตอ่านต่ออีกเล็กน้อยครับท่านประธาน ว่าตามรายได้ภาคครัวเรือนที่ปรับตัวดีขึ้น จากการฟื้นตัวของภาคการผลิตและการเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำ มันไม่ได้เป็นเช่นนั้นครับ กำลังซื้อของพี่น้องประชาชนไม่ได้ปรับขึ้นอย่างที่ท่านว่า เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมอยากที่จะบอกว่าในส่วนของการจัดทำงบประมาณส่วนนี้ยังมีสาเหตุที่ควรจะต้องพิจารณา ปรับปรุงอีกมาก ถามว่าที่เศรษฐกิจดีนั้น ณ ปัจจุบันอะไรดี หรือใครได้ประโยชน์ มันก็เป็น เรื่องที่แปลกนะครับ เพราะว่า ณ วันนี้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์เพิ่มสูงขึ้น สูงที่สุดเกือบจะเป็น ประวัติการณ์แล้ว อีกไม่กี่ร้อยจุดก็จะเท่ากับระดับก่อนวิกฤติเศรษฐกิจช่วงต้มยำกุ้ง ส่วนมูลค่า ของตลาดหลักทรัพย์ก็สูงที่สุดไปแล้วเมื่อเทียบกับทุกยุคทุกสมัยที่เคยมี ไตรมาสแรกที่ผ่านมา ผลประกอบการของบริษัทชั้นนำ ๓๐๐ กว่าบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้นเพิ่มขึ้น กว่า ๑๔ เปอร์เซ็นต์ มีอัตราการขยายตัวที่สูงกว่าจีดีพี อัตราขยายตัวที่สูงกว่าทุกหมวดในจีดีพี ในส่วนของภาคประชาชน ความหมายคืออะไรครับ ความหมายคือนายทุนบริษัทขนาดใหญ่ ล้วนแล้วแต่ได้ประโยชน์จากนโยบายของท่าน บริษัทขนาดใหญ่ล้วนแล้วแต่มีผลประกอบการ ที่สูงที่สุดที่เขาเคยมีมา ไม่น่าแปลกใจครับ ความจริงยอดขายเขาไม่ได้เพิ่มขึ้นมากขนาดนั้น ในไตรมาสแรกยอดขายเพิ่มขึ้นเพียงแค่ประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์ แต่กำไรเพิ่มขึ้นเยอะ เพราะท่านลดภาษีให้กับเขาครับ ถามว่าเมื่อบริษัทจดทะเบียนกำไรเพิ่มขึ้นขนาดนี้นะครับ ในขณะที่ผลผลิตมวลรวมของประเทศกลับปรับลดลง ความหมายคืออะไรครับ ก็อย่างที่ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้กล่าวไว้ครับ รวยกระจุก จนกระจาย นั่นคือสิ่งที่เรา กำลังเห็นชัดแล้วกำลังสัมผัสได้ด้วยตัวพวกเราเอง เพราะฉะนั้นรัฐบาลควรที่จะปรับปรุง และที่สำคัญเป็นประเด็นสุดท้ายของผมก็คือ รัฐบาลไม่ควรมุ่งแต่ที่จะกู้ยืมเงิน รัฐบาลตอนนี้ กำลังแสดงให้เห็นชัดเจนว่าให้ความสำคัญของงานน้อยกว่าให้ความสำคัญของเงิน ที่ผมพูด อย่างนั้นก็เพราะในส่วนของงบประมาณปี ๒๕๕๗ ท่านได้ปรับลดงบประมาณในส่วนของ การลงทุนลงเทียบกับงบประมาณปีที่แล้ว แล้วท่านก็คงลุกขึ้นอธิบายอ้างว่านั่นเป็นเพราะ ท่านไปกู้นอกระบบเอามาลงทุนแทนจึงไม่จำเป็นที่จะต้องกู้ในระบบตามระบบงบประมาณ และสาเหตุที่ทำเช่นนั้นท่านก็อธิบายมาโดยตลอดบอกว่าจำเป็นต้องทำเช่นนั้นเพราะงบการลงทุน ในงบประมาณไม่เพียงพอต่อการรองรับโครงการต่าง ๆ ที่ประเทศต้องการเรื่องของโครงการ พวกผมไม่เถียง การลงทุนเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะการลงทุนในระบบสาธารณูปโภค คมนาคม ถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องรีบเร่งดำเนินการ แต่การที่ท่านอ้างว่าต้องโยกไปกู้นอกระบบงบประมาณนั้น เพราะสาเหตุที่ท่านให้ว่างบการลงทุนในระบบงบประมาณไม่เพียงพอเป็นการหลอกลวงประชาชน สาเหตุที่งบลงทุนในงบประมาณต่ำกว่างบลงทุนในปีที่แล้วและไม่เพียงพอต่อการใช้ ตามคำอ้างของท่าน ก็เป็นเพราะมันต่ำกว่าตามนโยบายของท่านเอง ถามว่าท่านสามารถ ที่จะลงทุนในโครงการต่าง ๆ ในงบประมาณได้หรือไม่ ผมขออนุญาตที่จะฉายภาพที่เตรียมไว้ครับ ท่านประธาน และได้ขออนุญาตท่านประธานไว้แล้ว เชิญห้องโสตทัศนูปกรณ์ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ภาพนี้พวกเราอาจจะจำได้นะครับ ผมได้ปรับปรุงจากการอภิปรายที่เราเคยอภิปรายในวาระหลักการร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อให้ตรงต่อข้อเท็จจริง ณ ปัจจุบัน ภาพนี้แสดงให้เห็นชัดครับว่า ท่านสามารถที่จะจัดงบลงทุนเพิ่มเติมในงบประมาณได้ เพียงพอที่จะรองรับการใช้เงิน ในการลงทุนในทุกโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการในร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และโครงการในการลงทุนตาม พ.ร.ก. ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทด้วย แต่ท่านเลือกที่จะไม่ดำเนินการ ผมขออธิบายเร็ว ๆ นะครับ เส้นขีดดำคือเพดานหนี้สาธารณะตาม พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ กล่าวคือในแต่ละปีงบประมาณนั้นรัฐบาลห้ามขาดดุลเกินเส้นนั้น ส่วนตารางตามรายแท่งข้างล่างผมได้รวมการขาดดุลในงบประมาณคือสีส้มบวกกับแผนการเบิกจ่าย งบประมาณตามแผน พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท คือแท่งสีแดง ท่านก็จะเห็นอย่างเช่น ในปี ๒๕๕๗ ว่ายังมีช่องว่างทางการคลังก็คือช่องระหว่างเส้นสีดำที่เป็นเพดานกับความจำเป็น ในการกู้ยืมเพื่อชดใช้การขาดดุลบวกการกู้ยืมผ่านร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีช่องว่างเหลืออยู่กว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านเลือกที่จะไม่ใช้ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ แต่กลับไปอาศัยการกู้นอกระบบผ่านร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแทน ไล่ไปได้ทุกปีครับ ตามแผนการเบิกจ่ายร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านบอกว่าจะมีการเบิกจ่ายมากที่สุด คือปี ๒๕๕๙ เราก็พบว่าในเมื่อท่านมีแผนที่จะบริหารให้งบประมาณแผ่นดินเป็นงบสมดุล ภายในปี ๒๕๖๐ ดังนั้นไม่มีการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลในงบประมาณแล้วก็จะเหลือเพียงแค่ การกู้เพื่อรองรับร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และ พ.ร.ก. ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ยังมีช่องว่างทางการคลังหลายแสนล้านบาทให้ท่านสามารถใช้ได้ใน พ.ร.บ. งบประมาณ ของแต่ละปีทุก ๆ ปีเพียงแต่ท่านเลือกที่จะไม่ทำ เพราะฉะนั้นหยุดได้แล้วครับที่ท่านคอยชี้แจง กับพี่น้องประชาชนบอกว่าก็เงินในงบประมาณมันไม่พอจึงจำเป็นต้องไปออกกฎหมายพิเศษ มันไม่พอเพราะท่านไม่จัดสรรให้และท่านไม่จัดสรรให้เพราะวันนี้เราทราบแล้วครับ ผมเอง ก็ร่วมเป็นกรรมาธิการพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเช่นเดียวกัน ท่านไม่จัดสรร โครงการเหล่านั้นไว้ในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ เพราะโครงการเหล่านั้นไม่มีความพร้อมจาก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยรวมนักวิชาการเองได้ประเมินว่าโครงการที่มีความพร้อม ดำเนินการจริงมีมูลค่าโดยรวมไม่ถึง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พูดง่าย ๆ โครงการใหญ่ ๆ ที่เป็นข่าว วันนี้รถไฟความเร็วสูงแม้แต่รถไฟทางคู่เกือบกว่าครึ่งของโครงการที่ท่านนำเสนอ ถ้าท่านเอามาเสนอ ให้กับกรรมาธิการงบประมาณได้พิจารณาไม่มีทางผ่าน ไม่มีทางได้รับการจัดสรรงบประมาณ เพราะขาดความพร้อม หลายโครงการยังไม่ได้มีการศึกษาเรื่องของความเป็นไปได้หรือความคุ้มค่า ของโครงการเลยครับ และนั่นคือสาเหตุที่ท่านต้องออกไปกู้พิเศษเอาเงินมาไว้ก่อนโครงการ เอาไว้ทีหลัง ท่านเองต้องการที่จะหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ท่านหลีกเลี่ยงเรื่องของความโปร่งใส ผมจะเล่าให้พวกเราฟังสั้น ๆ นะครับว่าในคณะกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น กรรมาธิการเสียงข้างน้อยเราขอมีที่ปรึกษาที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาให้คำแนะนำเรา เราจะได้ปฏิบัติหน้าที่ของเราในฐานะกรรมาธิการได้ ปรากฏว่ากรรมาธิการเสียงข้างมากปฏิเสธ แม้แต่เราให้คำมั่นว่าผู้ที่จะมาเป็นที่ปรึกษาของเราเผื่อว่ารัฐบาลอาจจะกังวลว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ มาเห็นความจริงแล้วออกมาสัมภาษณ์ทำให้รัฐบาลเสียหาย เราให้คำมั่นด้วยซ้ำไปว่าใครก็แล้วแต่ ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาในส่วนของกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เราปิดปากเลยครับ ไม่ให้ออกไปสัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนและปิดปากแม้แต่จะพูดในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ เราก็ไม่ให้พูด เว้นแล้วแต่ว่าประธานในที่ประชุมจะชี้แล้วก็เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น ถึงขนาดนั้นกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ยังไม่ยอมให้เราแต่งตั้งที่ปรึกษาตามความต้องการ ของเรา เพราะฉะนั้นโอกาสในการตรวจสอบจึงไม่มีและหนึ่งในที่ปรึกษาที่เราเสนอเข้าไป ก็เป็นตัวแทนจากโครงการป้องกันคอร์รัปชันของภาคเอกชนที่รัฐบาลเคยอ้างว่าต้องการที่จะ ขอความร่วมมือจากเขาเพื่อมาตรวจสอบว่าโครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นบริสุทธิ์ผุดผ่อง โปร่งใสจริง นี่คือสะท้อนถึงเจตนาทั้งหมดของรัฐบาลและตราบใดที่ท่านไม่เอาโครงการเหล่านี้ มาบรรจุไว้ในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี ๒๕๕๗ ผมก็ไม่สามารถที่จะเห็นด้วยในหลักการ กับงบประมาณฉบับนี้ได้ และผมอยากจะบอกกับรัฐบาลผ่านท่านประธานไปครับว่า ที่ท่านทำอย่างนี้ท่านกำลังเสี่ยงกับการที่แผนการลงทุนของประเทศจะต้องสะดุด ผมบอกให้ครับว่า วิธีที่มั่นคงที่สุดในการที่จะยืนยันว่าโครงการเหล่านี้จะเดินหน้าต่อไปได้แน่นอนคือเอา โครงการเหล่านี้มาบรรจุไว้ในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ เมื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ เสร็จเรียบร้อยมีการจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณโครงการเหล่านี้เดินหน้าแน่นอน แต่การที่ท่านยกโครงการสำคัญ ๆ เหล่านี้ออกไปอยู่ใน พ.ร.บ. พิเศษ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.ก หรือ พ.ร.บ. ก็ตาม สุ่มเสี่ยงต่อการที่สุดท้ายแล้วจะไม่สามารถดำเนินการในโครงการเหล่านี้ได้เลย เพราะอะไรครับ พ.ร.ก. จะหมดอายุอยู่แล้ว สิ้นเดือนมิถุนายนนี้ท่านยังไม่ได้กู้เงินเลยนะครับ จะหมดอายุอยู่แล้ว สิ้นเดือนมิถุนายนนี้ถามว่าท่านจะสามารถใช้เงินได้ทันหรือไม่ ส่วนร่าง พ.ร.บ. ผมยังยืนยันครับขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเมื่อมีการพิจารณาต่อไปพวกผมก็จะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อได้วินิจฉัยในประเด็นนี้ และถ้าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเห็นตรงกับการตีความของเรา จะเกิดอะไรขึ้นกับโครงการเหล่านี้ครับ ต้องไปรอการบรรจุเข้างบประมาณปี ๒๕๕๘ ทั้ง ๆ ที่ ท่านสามารถที่จะขอเงินจากงบประมาณปี ๒๕๕๗ ได้เลยแต่ท่านไม่ทำ นี่คือการบริหารเอาเงิน เป็นที่ตั้งงานมาทีหลังและเป็นสาเหตุที่ผมคนหนึ่งคงไม่สามารถที่จะเห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายปี ๒๕๕๗ ของรัฐบาลนี้ได้ครับ ขอบคุณครับ