สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พูดถึงปัญหาการขายข้าวในโครงการรับจำนำของรัฐบาล โดยเฉพาะกรณีศึกษาเกี่ยวกับการขายข้าวในโกดังของโรงสีทรัพย์ยืนยงและโรงสีโชควรลักษณ์ และเรียกร้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบโครงการนี้ นอกจากนี้เขายังหารือเรื่องราคาคลุกคลานของไข่ไก่และผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ โดยเรียกร้องให้ภาครัฐช่วยเหลือและปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกร

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขออนุญาตที่จะ ใช้เวลาของสภาตรงนี้ในการชี้แจงกับท่านสมาชิกตลอดจนพี่น้องประชาชน ในประเด็นที่ เพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งได้หยิบยกการดำเนินการในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลแล้วก็ขยายความ ซึ่งผมเห็นว่าหลายประเด็นเป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง แล้วก็สร้างความเสียหายอย่างยิ่ง กับตัวโครงการแล้วก็ความน่าเชื่อถือของรัฐบาล กรณีของโครงการรับจำนำข้าวประเด็นที่มี การวิพากษ์วิจารณ์ก็มีอยู่ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ ครับ ก็คือ ๑. เรื่องกระบวนการขั้นตอนในการรับจำนำ แล้วก็ ๒. กระบวนการขั้นตอนแล้วก็วิธีการในการระบายข้าวจากโกดังของรัฐบาล ในที่นี้ ผมจะพูดจำเพาะที่เรื่องของการระบายข้าว โดยหยิบยกเอากรณีของเพื่อนสมาชิกจากจังหวัดพิษณุโลก ผู้อภิปรายที่ขยายความเป็นตัวเลขว่าเมื่อเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๔ ภายใต้การบริหารงาน ของรัฐบาลชุดนี้ได้มีการขายข้าวจากโกดังของรัฐบาลให้เอกชนรายหนึ่ง ๕,๗๐๐ บาทต่อตัน รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งเอกชนรายนั้นขายให้กับอีกราย ๑๒,๐๐๐ บาทต่อตัน ก็กลายเป็นตัวเลขผลต่าง มหาศาล เสร็จแล้วท่านก็ขยายความเสร็จสรรพเทียบบัญญัติไตรยางศ์ว่าถ้าอัตราส่วนต่าง ๑ : ๑ แบบนี้ แสดงว่าจะต้องมีเม็ดเงินจากโครงการรับจำนำข้าวเข้ากระเป๋าใครก็ไม่ทราบในรัฐบาล หรือกลุ่มทุนที่ท่านว่ามหาศาลไปแล้วเช่นกัน ผมก็ไปตรวจสอบกรณีนี้ แล้วก็อยากกราบเรียน ผ่านพี่น้องประชาชนนะครับว่าข้อเท็จจริงมิได้เป็นเช่นนั้น ท่านอธิบายว่าท่านมีหลักฐาน ผมก็ยืนยันว่าผมมีหลักฐาน แล้วผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่เกินความสามารถกระบวนการตรวจสอบ ทั้งหลายครับ กรณีเกิดที่จังหวัดกำแพงเพชร มีโกดังเก็บข้าวของรัฐบาลซึ่งเช่าเอกชนรายหนึ่ง ใช้ชื่อโกดังของบริษัท ทรัพย์ยืนยง บริษัท ทรัพย์ยืนยงเก็บข้าวในโกดังของรัฐบาลไว้ ประมาณ ๓,๕๐๐ ตัน ในประมาณ ๓,๕๐๐ ตันนั้นก็เป็นข้าวค้างเก่า ไม่ใช่ข้าวในโครงการรับจำนำ ของรัฐบาลชุดนี้แต่อย่างใด ท่านสมาชิก ท่านประธานคงจำได้ว่าในปลายปี ๒๕๕๔ เกิดมหาอุทกภัย น้ำท่วมใหญ่กินพื้นที่หลายจังหวัดทั่วประเทศ จังหวัดกำแพงเพชร ก็เป็น ๑ ในจังหวัดเหล่านั้น ปรากฏว่าเกิดเหตุน้ำท่วมโกดังของบริษัท ทรัพย์ยืนยง น้ำก็ท่วม ข้าวเกิดความเสียหาย หลังน้ำลดที่ประชุมของคณะอนุกรรมการด้านการระบายข้าวก็ได้มีมติ ที่จะจัดการระบายข้าวที่เกิดความเสียหายจากอุทกภัย จากวาตภัย หรือจากภัยธรรมชาติ อื่น ๆ ทั่วประเทศในคราวเดียวกัน จากมติของที่ประชุมดังกล่าวมีการระบายข้าวรวมทั้งสิ้นทั่วประเทศประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ตัน ใน ๒๐๐,๐๐๐ ตัน ๓,๕๐๐ ตัน อยู่ในโกดังของโรงสีทรัพย์ยืนยงที่จังหวัดกำแพงเพชร มีการประกาศ ประชาสัมพันธ์ตามขั้นตอนวิธีการของราชการปกติแล้วในที่สุดก็มีการเปิดให้ยื่นซองเสนอราคา ในวันที่ ๒๒-๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ท่านประธานครับ ถ้าเป็นการประมูลเป็นการยื่นซอง ประกวดราคานี่ก็ถือว่าทำโดยเปิดเผย แล้วเอกชนใดก็ตามมีคุณสมบัติก็สามารถเป็นผู้ยื่นประมูลได้ ผลการประมูลออกมาบอกว่าบริษัทผู้ได้รับการประมูลหรือผู้ชนะการประมูลก็เป็นอย่างที่ ท่านสมาชิกจากจังหวัดพิษณุโลกพูดคือโรงสีโชควรลักษณ์รุ่งเรืองกิจ ประมูลได้ไปในราคา เสนอซื้อ ๕,๗๐๐ บาทต่อตัน ๕,๗๐๐ บาทต่อตัน ซื้อข้าวทั้งสิ้น ๓,๕๐๐ ตัน ตัวเลขกลม ๆ ก็อยู่ที่ประมาณ ๒๐ ล้านบาท ปัญหามันมีอยู่ว่าเมื่อซื้อข้าวจากโกดังรัฐบาลตันละ ๕,๗๐๐ บาท แล้วขายวันรุ่งขึ้นได้ตันละ ๑๒,๐๐๐ บาทท่านก็เลยมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ ข้อเท็จจริงมีอย่างนี้ อย่างที่ผมเรียนว่าโรงสีทรัพย์ยืนยงเขาเป็นเจ้าของโกดัง แล้วข้าวจำนวนนี้อยู่ในโกดังของ โรงสีทรัพย์ยืนยง เขาเลยทราบดีว่าข้าวจำนวนดังกล่าว ๓,๕๐๐ ตัน ส่วนไหนบ้างถูกน้ำท่วมเสียหาย ส่วนไหนบ้างยังมีคุณภาพพอที่จะซื้อต่อหรือจัดการทำธุรกิจได้ โรงสีทรัพย์ยืนยงก็ติดต่อขอซื้อข้าว ในส่วนที่คุณภาพยังใช้ได้จากโรงสีโชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจ โรงสีโชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจเห็นว่า เงื่อนไขดีแล้วก็ไม่ต้องขนย้ายสินค้า เพราะอยู่ในโกดังของผู้ซื้อก็ตกลงขายที่ ๑๒,๐๐๐ บาทต่อตัน ท่านประธานครับ ในวันที่ขายกัน ๑๒,๐๐๐ บาทต่อตันราคาข้าวในตลาดตกตันละ ๑๖,๐๐๐ บาท ดังนั้นโรงสีทรัพย์ยืนยงก็พอใจซื้อเพราะซื้อได้ราคาต่ำกว่าตลาด โรงสีโชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจ ก็พอใจขายเพราะขายได้สูงกว่าราคาประมูล ปัญหามันเกิดอย่างนี้ด้วยว่าเมื่อโรงสี โชควรลักษณ์ รุ่งเรืองกิจ ในฐานะผู้ประมูลได้เข้าไปจะรับสินค้า ซึ่งคือผลผลิตข้าวในโกดังของ โรงสีทรัพย์ยืนยง ปรากฏว่ามีเฉพาะข้าวคุณภาพดีอยู่ ๘๐๐ ตันเท่านั้นนะครับ ที่เหลืออีก ประมาณ ๒,๗๐๐ ตันปรากฏว่าข้าวถูกเปลี่ยนไปแล้วกลายเป็นกระสอบบรรจุแกลบบ้าง บรรจุ วัตถุแปลกปลอมใด ๆ ซึ่งไม่สามารถรับมอบเป็นผลผลิตข้าวได้ เรื่องนี้เจ้าหน้าที่ขององค์การ คลังสินค้า ชื่อนายสมชาย กลีบปทุม เป็นผู้ได้รับแจ้งแล้วก็ลงพื้นที่ไปตรวจสอบ เมื่อพบ ข้อเท็จจริงเช่นนั้นก็หมายความว่ามีคนย้ายข้าวจำนวนนั้นออกไปจากโกดัง แล้วถ้าจะมี คนย้ายข้าวออกจากโกดังได้ผู้ต้องสงสัยรายแรกก็คือโรงสีทรัพย์ยืนยงซึ่งเป็นเจ้าของโกดัง นายสมชาย กลีบปทุม เจ้าหน้าที่ อคส. ก็เลยไปแจ้งความดำเนินคดีกับโรงสีทรัพย์ยืนยง ขณะนี้คดีความอยู่ในกระบวนการของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จังหวัดกำแพงเพชร ข้อเท็จจริง มันเป็นไปเป็นมาอย่างนี้ครับ แล้วทั้งประเทศเวลานั้นมีการประมูลกัน ๒๐๐,๐๐๐ ตัน บางพื้นที่ บางจังหวัดก็ประมูลได้ตันละ ๕,๐๐๐ บาท บางพื้นที่บางจังหวัดประมูลได้ ๑๑,๗๐๐ บาท ก็ลดหลั่นกันไปตามสภาพของข้าว ซึ่งรอดมาจากการถูกน้ำท่วมใหญ่

ประเด็นต่อมาที่ผมอยากจะขยายความผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิก และพี่น้องประชาชนก็คือว่าแล้วการมาเทียบบัญญัติไตรยางค์บอกว่าถ้าซื้อ ๕,๗๐๐ บาท ขาย ๑๒,๐๐๐ บาท ก็แสดงว่ารัฐบาลระบายข้าวแต่ละครั้งจะต้องมีผู้ได้ประโยชน์ ๑ เท่าตัว ของราคาขายจึงไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง แล้ววิธีขายตลอดจนข้าวที่ขายก็เป็นคนละส่วนคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง ไปเปรียบเทียบ อย่างนั้นไม่ได้ ดังนั้นตัวเลขที่เพื่อนสมาชิกจากจังหวัดพิษณุโลกยกมาจึงเป็นตัวเลขที่ยกเมฆทั้งสิ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนท่านประธานต่อไปนะครับว่าที่ท่านอธิบายกันว่า การระบายข้าวของรัฐบาลชุดนี้ในโครงการรับจำนำมีลับลมคมในปิดลับตรวจสอบไม่ได้ ไม่เป็นความจริงครับ รูปแบบวิธีการในการระบายข้าวของโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลนั้น มีอยู่ ๕ วิธีการ วิธีการอื่น ๆ ก็ทำโดยเปิดเผยแต่มีอยู่วิธีการเดียวที่ทำโดยปิดรับเป็นการภายใน ก็คือการระบายแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี จีทูจีที่ทำกันเป็นการภายในไม่ได้ทำเฉพาะรัฐบาลชุดนี้ รัฐบาลชุดที่แล้วเวลาระบายข้าวแบบจีทูจีก็กระทำกันโดยปิดลับ บุคคลสำคัญของรัฐบาลไม่ว่า จะเป็นรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องก็ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่าระบายแบบ จีทูจีเปิดเผยข้อมูลไม่ได้เป็นผลประโยชน์ร่วมกันของ ๒ ประเทศ แล้วในที่สุดก็มีการตรวจสอบ การระบายข้าวบางช่วงของรัฐบาลชุดก่อน ขณะนี้เป็นคดีความอยู่ที่ดีเอสไอ (DSI) ถ้าท่านบอกว่า การระบายข้าวของรัฐบาลชุดนี้ขณะนี้เรื่องก็มีคนยื่น ป.ป.ช. ก็นั่นละครับเป็นหน้าที่ของ ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายก็จะได้ชี้แจงกับองค์กรตรวจสอบด้วยหลักฐานแล้วด้วยข้อเท็จจริงต่อไป ผมเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนนะครับว่ารัฐบาลมีความมุ่งมั่น อย่างแท้จริงที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนาให้ชาวนามีเงินมากขึ้น มีขีดความสามารถ ในการดำรงชีวิตมากขึ้น เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากฐานรากขับเคลื่อนปิรามิดจากด้านล่างสุด ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ แล้วรัฐบาลก็จะเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวต่อไป แล้วถ้าหากพี่น้อง เกษตรกร ชาวนาเห็นว่าโครงการนี้เกิดประโยชน์กับส่วนใหญ่ก็ขอได้โปรดให้การสนับสนุน เพราะถ้าหากพรรคฝ่ายค้านแสดงความเห็นมาเช่นที่ว่านั่นก็หมายความว่าถ้าท่านเข้าสู่ อำนาจบริหารโครงการรับจำนำข้าวก็จะหายไปจากวงจรชีวิตของชาวนา ท่านประธานครับ ผมมีข้อมูลอยากจะเพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อยว่าในรัฐบาลชุดก่อนก็มีครับการระบายข้าวคุณภาพต่ำ บางคราวระบุวัตถุประสงค์กันชัด รัฐบาลชุดนี้ก็เคยระบายแบบนั้น รัฐบาลชุดก่อนก็เคยบอกว่า เป็นการระบายเพื่อเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ ราคาของรัฐบาลชุดก่อนก็เคยระบายกัน ๕,๔๐๐ บาท ต่อตันนะครับ แต่ว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ใครจะมาแข่งกันว่าใครจะระบายได้มากกว่า ใครจะระบาย ได้น้อยกว่า เป็นแต่เพียงความเป็นจริงมันเป็นอย่างนี้ ผมก็เลยกราบเรียนให้พี่น้องประชาชน ได้รับทราบ

อีกเรื่องหนึ่งซึ่งเพื่อนสมาชิกได้ตั้งข้อสังเกตห่วงใยและผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ ประชาชนกำลังให้ความสนใจก็คือเรื่องสถานการณ์ราคาไข่ไก่ ณ ปัจจุบัน ผมเรียนท่านสมาชิกว่า สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการผมยืนยันว่าดำเนินการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภค อย่างแท้จริง แต่ในขณะที่เรากำลังปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคก็มีความจำเป็นที่จะต้อง ประคับประคองสถานการณ์ของผู้ผลิตไม่ให้ประสบภาวะวิกฤติจากระดับราคาที่อาจจะลดต่ำลงไป เหมือนกระทรวงพาณิชย์ยืนอยู่ตรงกลางแล้วเราถือเชือก ๒ เส้นนะครับท่านประธาน เส้นหนึ่ง เป็นเชือกของผู้บริโภค เส้นหนึ่งเป็นเชือกของผู้ผลิตก็ต้องบริหารจัดการไม่ให้ตึงจนเกินไปหรือขาด เพราะถ้าเชือกขาดฝ่ายที่ถือปลายเชือกก็จะล้มลงก็เป็นหน้าที่รัฐบาลที่จะต้องเข้าไปดูแก้ปัญหาอยู่ดี สิ่งที่มันเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่เขาบอกผมครับ บอกว่าราคามันเพิ่งขยับเลย ๓ บาทมาได้ไม่นาน ขอให้เขาได้สูดดมอากาศแห่งกำไรจากการ เป็นคนเลี้ยงไก่ไข่สักหน่อยเถิด เหตุผลก็เพราะว่าในช่วงก่อนหน้านี้ราคาไข่ไก่ ไม่ว่าจะเป็น ไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม ไข่ไก่ค้าปลีกตกต่ำลง ผู้บริโภคอาจชอบใจครับ แต่เกษตรกรคนเลี้ยงไก่ไข่ แทบจะยืนอยู่ไม่รอด ผมก็ถามไปว่าแล้วไปอย่างไรมาอย่างไร ราคาไข่ไก่จึงตกต่ำลงถึงเพียงนั้น กลุ่มผู้ประกอบการเขาบอกอย่างนี้มันมีข้อมูลมันมีหลักฐานครับว่า เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม ปี ๒๕๕๓ รัฐบาลชุดที่แล้วได้ออกมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้มีการเปิดเสรีนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ เรื่องนี้ผมตรวจสอบบรรยากาศในที่ประชุม ครม. ณ วันนั้นทราบว่ากรรมการนโยบายไก่ไข่ หรือเอ้กบอร์ด (Egg Board) ก็ไม่ได้เสนอประเด็นนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ไม่ได้เป็นมติ ของเอ้กบอร์ดเสนอเข้าไป แล้วเมื่อมีการถกกันเรื่องนี้ผู้รับผิดชอบ เช่น รัฐมนตรีจาก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ตั้งข้อสังเกต ว่าถ้าเปิดนำเข้าเสรีแม่พันธุ์ไก่ไข่ก็อาจจะมีผล ทำให้ผลผลิตไข่ไก่ล้นตลาด แล้วเกิดผลกระทบด้านราคาในที่สุด แต่โดยความเป็นจริงก็มี การออกมติเช่นนั้นมา ท่านประธานที่เคารพครับ ผลปรากฏว่าตัวเลขที่ผมถืออยู่ในมือนี้ เป็นตัวเลขจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบ เขาบอกว่าในปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ การนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ อยู่ที่ประมาณ ๔๑๐,๐๐๐ ตัวต่อปีเท่านั้น พอมีมติ ครม. ออกให้นำเข้าเสรี ปี ๒๕๕๔ ได้เรื่องครับ ขยับจาก ๔๑๐,๐๐๐ ตัว เป็น ๗๑๐,๐๐๐ ตัวต่อปีโดยประมาณ ปี ๒๕๕๕ ก็เป็น ๗๐๐,๐๐๐ เกือบ ๆ ๒๐,๐๐๐ ตัวโดยประมาณ แน่นอนที่สุดท่านประธานครับ แม่พันธุ์ไก่ไข่เข้ามาเพิ่ม เกือบ ๑ เท่าตัว ผลก็คือผลผลิตไข่ไก่ออกมาล้นตลาด เหตุที่ปลายปี ๒๕๕๔ ยังไม่เกิดผล กระทบรุนแรงเพราะขณะนั้นเกิดน้ำท่วมใหญ่ ความต้องการไข่ไก่มีสูง คนเขาหาซื้อเก็บกักตุน เอาไว้ มันทำให้มีการดูดซัพพลายไข่ไก่ในตลาดออกไปไว้ที่ตัวผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว ราคาเลยยังมีเสถียรภาพอยู่ได้ แต่หลังน้ำท่วมใหญ่ท่านประธานครับ ปริมาณไข่ไก่ก็ยังคง ออกมามากมายล้นตลาดอยู่ดี แล้วคราวนี้ผู้บริโภคไม่ได้บริโภคด้วยความตื่นตระหนกอีกต่อไป ไข่ไก่ก็ล้นออกมาเรื่อย ๆ ราคาก็ตกลง ตกลง ตกลง ตกลงจนราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอยู่ที่ ๒ บาทเศษ เท่านั้น เกษตรกรเขายืนยันว่าเวลานั้นขายไข่ไก่ขาดทุนประมาณฟองละ ๓๐ สตางค์เป็นอย่างน้อย เหตุการณ์นั้นต่อเนื่องมาหลายเดือนครับ จนรัฐบาลชุดนี้ออกมติคณะรัฐมนตรีอนุมัติเงิน ๑๓๑ ล้านบาท เพื่อที่จะเข้าพยุงราคาไข่ไก่ ซื้อจากในประเทศเพื่อการส่งออก ใช้เงินไปได้ ไม่ทันหมดครับ ปรากฏว่าราคาก็ขยับขึ้นมาอยู่ในระดับที่ผู้บริโภครับได้ ผู้ประกอบการยืนไว้ การดำเนินโครงการจากเม็ดเงิน ๑๓๑ ล้านบาทจึงยุติลง เหตุการณ์เดินเรื่อยมาจนถึงช่วงกลางปีนี้ เกิดสภาวะอากาศร้อนจัด ร้อนผิดปกติ อย่าว่าแต่แม่พันธุ์ไข่ไก่เลยครับ อากาศร้อนที่ผ่านมา คนก็เสียชีวิตหลายรายที่ปรากฏเป็นข่าว ปรากฏว่าแม่พันธุ์ไข่ไก่ประสบปัญหาอากาศร้อนจัด ให้ผลผลิตน้อยกว่าที่ควรจะเป็น วันนี้เขาประชุมกันในเอ้กบอร์ดล่าสุดท่านประธานครับว่า แม่ไก่ยืนกรงขณะนี้ทั่วประเทศมีประมาณ ๔๖ ล้านตัว ความต้องการไข่ไก่ในประเทศวันนี้ สรุปตรงกันในเอ้กบอร์ดทุกฝ่ายบอกว่าประมาณ ๓๖ ล้านฟองต่อวัน แต่กำลังการผลิตขณะนี้ อยู่ที่ประมาณ ๓๒ ล้านฟองต่อวัน มันทำให้สภาพราคาถีบตัวสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตเดิม สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรร่วมกับผู้ประกอบการเกี่ยวข้องทั้งหลายยอมรับตัวเลขตรงกัน ที่ฟองละ ๒ บาท ๖๕ สตางค์ แต่นั่นเป็นการยอมรับตัวเลขเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันคุยกันแล้ว หารือกันแล้ว เอาตัวเลขบวกลบคูณหารกันละเอียดรอบด้าน บอกว่าต้นทุน ณ สถานการณ์ปัจจุบันซึ่งเป็นสถานการณ์ไม่ปกติอยู่ที่ ๒.๘๕ บาท สถานการณ์ จึงสะท้อนออกมาเป็นราคาไข่ไก่อย่างที่เห็นในปัจจุบันครับท่านประธาน ผมเลยกราบเรียน ท่านประธานว่าขณะนี้สิ่งที่กำลังดำเนินการ คือเราขอความร่วมมือผู้ประกอบการทั้งหลาย ตรึงราคาไข่ไก่ต่อไปอีกระยะหนึ่งเพื่อดูสถานการณ์ กรมปศุสัตว์บอกว่าน่าจะในราวเดือนมิถุนายน หรือเดือนกรกฎาคมนี้ผลผลิตไข่ไก่เมื่อผลกระทบจากอากาศร้อนจัดลดลงน่าจะออกมาเพิ่มขึ้น แล้วระดับราคาน่าจะไหลลงไปจากนี้อยู่ในจุดที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้ ผู้ประกอบการค้าปลีก รายใหญ่โมเดิร์น เทรด (Modern trade) ทั้งหลายเขาก็ให้ความร่วมมือ กรมการค้าภายใน ก็เอาไข่ไก่ธงฟ้าเบอร์ ๓ ราคาฟองละ ๓ บาท ออกจำหน่ายทั่วประเทศ วันนี้ผมสั่งกรมการค้าภายใน ตรวจสอบห้องเย็นของผู้ผลิต ผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั่วประเทศ ไปพบว่าบางแห่งยังมีการเอาไข่ไก่ ขนาดเล็กเบอร์ ๔ เบอร์ ๕ เก็บไว้ ไม่ได้มีเจตนาทุจริตอะไรละครับ แต่เก็บไว้เพราะเห็นว่า ใบเล็ก ก็ไปขอความร่วมมือให้เอาออกมาขายเพิ่มซัพพลายในตลาดเปิดทางเลือกให้กับผู้บริโภค เพื่อพยุงสภาพราคา นี่คือสิ่งที่ดำเนินการ แล้วผมเรียนว่าเราดำเนินการด้วยข้อเท็จจริง และด้วยเหตุด้วยผล จึงอยากจะเรียนให้เพื่อนสมาชิกโปรดได้เข้าใจข้อเท็จจริงตามนี้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ