ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับรถไฟความเร็วสูง โดยอธิบายว่าได้เปรียบในระยะทาง 350-700 กิโลเมตร เพราะสามารถเข้าถึงกลางเมืองได้สะดวกกว่าเครื่องบิน และมีจุดแข็งในเรื่องของการใช้พลังงานที่ประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์ และขอให้ไม่สร้างความสับสนระหว่างการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลกับการลงทุนในโครงการที่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ สัก ๑๐ นาทีครับ จะชี้แจงประเด็นข้อสังเกต ความเห็นของ ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านเกี่ยวกับเรื่องโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แต่ว่า เพื่อความเข้าใจครับ ที่เราพิจารณากันวันนี้เป็นร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี ๒๕๕๗ เรื่องรถไฟ ความเร็วสูงจะอยู่ในร่าง พ.ร.บ. ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะมีอยู่ใน ร่าง พ.ร.บ. ปี ๒๕๕๗ ก็แค่ค่าที่ปรึกษาที่ตั้งต่อเนื่องกันมา แต่ว่าในเมื่อมีประเด็นผมก็ถือ โอกาสนี้ชี้แจงเพื่อจะได้ให้ทุกคนเข้าใจตรงกันในบางประเด็น ก่อนอื่นก็ต้องดีใจครับ เรื่องรถไฟความเร็วสูงที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง อันนี้คือสิ่งที่เราต้องการให้มี การถกเถียงกันว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม เพราะฉะนั้นหลาย ๆ ท่านที่กล่าวว่ารัฐบาลหมกเม็ด เอาโครงการพวกนี้ไปเข้าร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ที่คุยกันอยู่นี่ก็คือการตรวจสอบครับ ที่ท่านมาถกเถียงประเด็นต่าง ๆ ตัวเลขต่าง ๆ การศึกษา ผลการศึกษา ผมเชื่อว่าในสภาแห่งนี้น้อยครั้งที่เราได้มาถกโครงการเมกะโปรเจกต์รายละเอียด กันในสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นการที่เรามีร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ชัดเจนว่า เราโปร่งใสเราก็ให้ดูทุกโครงการครับ ตัวเลขเป็นอย่างไรก็มาถกเถียงกัน ผมขอกราบเรียน เอารถไฟความเร็วสูงก่อนแล้วกันครับ เพราะว่าเป็นที่ถกเถียงกันค่อนข้างมาก ขอทำความเข้าใจ ในเบื้องต้นก่อนครับว่าการศึกษาทางวิศวกรรมมันจะมีขั้นตอน เริ่มเลยนี่เป็นแผนแม่บท ซึ่งเป็นการศึกษาที่หยาบที่สุด คร่าว ๆ เป็นไปได้ไหม จากนั้นก็จะเป็นที่เขาเรียกพรี-ฟีซิบิลิตี (Pre-feasibility) ก่อนความเป็นไปได้ เป็นการศึกษาฟีซิบิลิตี (Feasibility) ความเป็นไปได้ ลงรายละเอียดอีไอเอเอชไอเอ (HIA) แอพพรูฟ (Approve) โครงการดำเนินการก่อสร้าง มันจะมีความเป็นมาตามลำดับ กรณีรถไฟความเร็วสูงนี่ครับ เริ่มศึกษาตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ ๒๐ กว่าปีแล้วครับ โดยสภาพัฒน์ เรามาเริ่มทำละเอียดเข้มข้นปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ เราทำ ในระดับแผนแม่บทซึ่งเป็นระดับที่หยาบ ในระดับคร่าว ๆ แผนแม่บท จากนั้นพอมาปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ เรามีทางประเทศจีนกับทางประเทศญี่ปุ่นมาทำละเอียดขึ้นเรียกว่าพรี-ฟีซิบิลิตี จากนั้นปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ เช่นกัน รัฐบาลตั้งงบประมาณทำศึกษาละเอียดเข้มข้นขึ้นครับ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าการศึกษารถไฟความเร็วสูงมีลำดับขั้นตอนต่อเนื่องมา แล้วก็มี ความละเอียดเพิ่มขั้นตามความเข้มข้นของการศึกษานะครับ เพราะฉะนั้นคงจะเห็นได้ว่า ตัวเลขบางอย่างที่เปลี่ยนไปเพราะว่าเรามีการศึกษาที่ละเอียดเพิ่มขึ้นนะครับ ผมจะขอกราบเรียน ชี้แจงคำถามหรือประเด็นข้อสงสัยใน ๗ ประเด็นครับ
ประเด็นแรก มีข้อสงสัยว่าทำไมรถไฟความเร็วสูงถึงระยะทางสั้นลงจากแผนแม่บท ปี ๒๕๕๓ ต้องกราบเรียนว่าไม่สั้นลงครับ ในแนวการคิดก็คือต้องกรุงเทพฯ ไปถึงจังหวัดเชียงใหม่ กรุงเทพฯ-หนองคาย กรุงเทพฯ-ระยอง กรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ ตามแผนแม่บททั้งหมด แต่ในกรอบร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เรามีกรอบเวลาทำ ๗ ปี เพราะฉะนั้น ในการลงทุน ๗ ปีเราทำในระยะทางที่เราทำได้จริง แผนแม่บทกำหนดไว้ว่าระยะเวลาทำ ๒๐ ปี เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่ามันก็ต้องมีทำต่อเนื่องไปครับ ๗ ปี แล้วก็ขยายต่อไปตามระยะ เพราะฉะนั้นไม่ได้ลดลงจากที่ศึกษาในแผนแม่บท แต่เราถูกจำกัดด้วยกรอบเวลาแล้วก็ ตัวกรอบงบประมาณ
ประเด็นที่ ๒ ถามว่าทำไม สนข. หรือว่าสำนักนโยบายและแผนการขนส่ง และจราจรของกระทรวงคมนาคมใช้เงินถึง ๑,๓๐๐ ล้านบาทออกแบบรถไฟความเร็วสูง ก็อย่างที่เรียนนะครับว่าเรามีการทำมาเป็นขั้นตอน ทำแผนแม่บท เห็นว่าพอเป็นไปได้ ทำพรี-ฟีซิบิลิตี พอถึงมั่นใจว่าเป็นนโยบายรัฐบาลทำได้เราก็ต้องลงรายละเอียดครับ แล้วโครงการมูลค่า ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้เงินที่ปรึกษา ๑,๓๐๐ ล้านบาท หรือประมาณ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เยอะครับ อยู่ในเหตุผลที่มีหลักการ โครงการเป็นแสนล้านบาทมันก็ต้องมี การทำศึกษาที่เข้มข้น ทำอีไอเอ ดูรายละเอียด ผมคิดว่าก็เป็นตัวเลขที่เหมาะสมแล้วก็มี การพิจารณาตามหลักการมาครบถ้วน แล้วก็ไม่ได้เป็นการด่วนตัดสินใจครับ เพราะว่ามีการทำ เป็นขั้นตอนตามลำดับต่อเนื่องครับ
ประเด็นที่ ๓ มีเพื่อนสมาชิกเป็นห่วงครับว่ามีการตั้งที่ปรึกษาซ้ำซ้อนไหม ในงบประมาณ ในร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ก็ต้องกราบเรียนว่าไม่ซ้ำซ้อนครับ อันนี้ยืนยันจาก ทั้งสำนักงบประมาณที่ดูแลอยู่ แต่บางทีเราต้องค่าที่ปรึกษาอยู่ในอีกงบประมาณ เพราะว่า เราต้องศึกษาล่วงหน้าก่อน บางอันเป็นค่าที่ปรึกษาที่ผูกพันมาจากปีที่แล้ว บางอันเป็น การศึกษาต่อยอด เช่นในเมืองโคราชจะต่อยอดจากรถไฟความเร็วสูงอย่างไร การขนส่งนะครับ แล้วก็อย่างที่เรียนว่าขอยืนยันว่าไม่มีการซ้ำซ้อน เป็นการศึกษาตามขั้นตอน ตามลำดับ
คำถามที่ ๔ ที่มีการกล่าวอ้างว่ามีการตกแต่งตัวเลขอีไออาร์อาร์ ผมยืนยันว่า อันนี้เราไม่ทำครับ ก็เป็นตามหลักวิชาการ ที่กล่าวว่ามีการแก้ไขตัวเลข มีการปรับปรุงตัวเลข ก็ต้องกราบเรียนว่ามันเป็นหลักวิทยาศาสตร์ มันไปโกหกใครไม่ได้ครับ แต่ตัวเลขที่เปลี่ยนไป อย่างที่เรียนนะครับว่าการศึกษามีขั้นตอน แผนแม่บทมันหยาบ พอเราลงรายละเอียดเพิ่มขึ้น มันมีข้อเท็จจริงเพิ่มขึ้น ตัวเลขมันก็ปรับเปลี่ยนไป อย่างการออกแบบในแผนแม่บท รถไฟไปสายอีสาน สายเชียงใหม่ออกแบบบนพื้นดินทั้งหมดเป็นแอกเกรด (Aggrade) ทำเป็นคันดินขึ้นมา แต่พอลงรายละเอียดจริง ๆ บางที่เป็นที่ลุ่ม บางที่ต้องทำเป็นไวอะดัคท์ (Viaduct) เป็นสะพาน บางจุดทำเป็นอุโมงค์ มันก็ต้องมีการปรับข้อมูลให้สอดคล้องกับความ เป็นจริง เพราะฉะนั้นผมว่าเราไม่ได้มีอะไรที่หมกเม็ด หรือว่าที่ทุจริต หรือว่าโกหก ไม่มีครับ ยืนยันว่าเราไม่ทำครับ แล้วทุกอย่างมันเป็นวิทยาศาสตร์ เพราะสุดท้ายแล้วมันก็ต้อง มีการตรวจสอบโดยผู้เกี่ยวข้อง ก็ต้องขอยืนยันว่าอันนี้เป็นตามหลักวิชาการนะครับ แต่อย่างที่เรียนแล้วว่าพอข้อมูลที่มันเพิ่มขึ้น ศึกษาละเอียดเพิ่มขึ้น ตัวเลขมันต้องเปลี่ยนไปครับ
คำถามที่ ๕ ถามว่าทำไมค่าเวนคืนจึงสูงกว่าของรัฐบาลที่แล้ว ๕ เท่า ก็ต้อง เรียนว่ารัฐบาลที่แล้วใช้แค่มาสเตอร์ แพลน (Master plan) ลงรายละเอียดไปลงพื้นที่ มันมี รายละเอียดที่เพิ่มขึ้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรเราก็ต้องว่าอย่างนั้น มันก็เป็นข้อเท็จจริงที่ ที่ปรึกษาแล้วก็ทางข้าราชการได้ดูรายละเอียดมานะครับ
คำถามที่ ๖ ถามว่ารถไฟความเร็วสูง ถ้าราคาสูงกว่าโลว์ คอสท์ แอร์ไลน์ (Low cost airline) แล้วจะแข่งเขาได้อย่างไรทั่วโลกครับ รถไฟความเร็วสูงจะได้เปรียบ ในระยะทาง ๓๕๐-๗๐๐ กิโลเมตร จะแข่งกับโลว์ คอสท์ แอร์ไลน์ได้ ค่าโดยสารอาจจะ ไม่ต่างกันมากอาจจะใกล้เคียงกัน แต่ความสะดวกต่างกันเพราะรถไฟความเร็วสูงจะเข้าถึงกลางเมือง เราไม่ต้องไปรอล่วงหน้าก่อนขึ้นเครื่อง ๑ ชั่วโมงครึ่งเหมือนเครื่องบิน เราไม่ต้องออกจากเมือง ไป ๒๐ กว่ากิโลเมตรไปที่แอร์พอร์ต (Airport) สถานีรถไฟความเร็วสูงจะอยู่ในกลางเมือง อย่างอยู่ที่บางซื่อ ตามเมืองใหญ่ ๆ ก็อยู่ใกล้ตัวเมืองก็จะสะดวกกว่า ในบางสถานที่เครื่องบิน ไปไม่ได้ กรุงเทพฯ-นครสวรรค์ถามว่าจะมีเครื่องบินโลว์ คอสท์ แอร์ไลน์วิ่งไหมครับ เป็นไป ไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นมิติมันต่างกันครับ เราคงจะมาเปรียบเทียบง่าย ๆ คล้าย ๆ กับตั๋ว กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ แล้วก็บอกว่ารถไฟความเร็วสูงไม่มีคนขึ้น อันนั้นผมว่าอาจจะไม่ละเอียดพอ มันก็มีจุดแข็งของมัน และในอนาคตถ้าน้ำมันราคาสูงกว่านี้อีกเป็น ๒๐๐ เหรียญต่อบาร์เรล เชื่อว่าค่าตั๋วเครื่องบินก็ต้องสูงกว่านี้ เพราะว่ารถไฟความเร็วสูงใช้ระบบไฟฟ้าซึ่งเป็นการใช้ ระบบพลังงานที่ประหยัดที่สุด ถ้าเราเทียบการขนส่งทั้งหมดแล้วรถไฟฟ้าความเร็วสูงกับ รถไฟจะเป็นตัวที่ใช้พลังงานต่ำที่สุดแล้วก็เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด และในอนาคต ก็เป็นเรื่องของการตลาดที่ต้องมาแข่งขันกันด้วย ก็เป็นข้อกังวลที่เราต้องรับไปพิจารณาครับ
ข้อที่ ๗ ถามว่าถ้าโครงการนี้ล้มเหลวเหมือนกับแอร์พอร์ต ลิงค์ หรือโฮปเวลล์ ใครจะรับผิดชอบ อันนี้ต้องดูข้อเท็จจริงให้ดีครับ แอร์พอร์ต ลิงค์ที่ว่าล้มเหลว ถามว่า ล้มเหลวจริงไหม ก็อาจจะมีบางส่วนที่การออกแบบเรามีปัญหาเรื่องความเชื่อมโยง เช่นสถานีมักกะสันที่เชื่อมโยงไปรถไฟฟ้าใต้ดินไม่ได้เราปรับปรุงอยู่ ต้องกราบเรียนว่าซิตี้ ไลน์ (City line) ปัจจุบันนี้ของแอร์พอร์ต ลิงค์ผู้โดยสาร ๕๐,๐๐๐ คนต่อวัน ตอนเช้าเข้าไม่ได้ แน่นครับ ปัญหาจะมีเอ็กซเพรส ไลน์ (Express line) เพราะว่าขบวนรถเราไม่พอ เอ็กซเพรส ไลน์ เรามี ๒ ขบวน เฮดเวย์ (Headway) เราต้องการ ๔๐ นาทีหรือระยะเวลาระหว่างขบวนทำให้ คนยังไม่นิยมไปใช้มาก ก็เป็นข้อจำกัดเรื่องจำนวนรถที่ยังไม่พอซึ่งตอนนี้เรากำลังเร่งปรับปรุงอยู่ ส่วนกรณีโฮปเวลล์ต้องขอความกรุณาอย่าเอามาสับสนกันครับ โฮปเวลล์เป็นความล้มเหลว เนื่องจากว่าเป็นการเก็งกำไรทางธุรกิจที่ผิดพลาด เป็นการให้สัมปทานเอกชนแล้วก็เอา โครงการไปหาผลประโยชน์ทางธุรกิจ เมื่อมันไม่เป็นไปตามนั้นมันก็ทำต่อไม่ได้ ซึ่งอันนี้ ตรงกันข้ามกับโครงการที่เราทำเพราะว่าโครงการที่เราทำอยู่นี้มันเป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเรามองว่าเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องรับผิดชอบ ผลประโยชน์ที่ตอบแทนเป็นผลประโยชน์ ทางเศรษฐกิจร่วมกับผลประโยชน์ทางรายได้โดยตรงเช่นค่าตั๋ว ซึ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เอกชนเขาไม่ได้ เพราะฉะนั้นโครงการอย่างรถไฟความเร็วสูงถ้าเราให้เอกชนไปลงทุน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยก็อาจจะเหมือนโฮปเวลล์ได้ ทำไปสักช่วงหนึ่งเขามองว่าผลประโยชน์ ทางธุรกิจเขาได้ไม่ครบเขาก็ทิ้งงาน เพราะฉะนั้นตัวอย่างโฮปเวลล์เป็นคนละเรื่องกับการลงทุน โครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล แต่ประสบการณ์บางอย่างเราอาจจะมาประยุกต์ใช้กันได้ แต่ผมต้องกราบเรียนว่าเราต้องอย่าสร้างความสับสนให้ประชาชนเพราะว่ามันเป็นคนละอันกัน การที่รัฐลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้วยเงินเราเอง ด้วยตัวเราเอง เพราะเราเห็นว่ามันเป็นสิ่งสำคัญ ต่อเศรษฐกิจ ต่ออนาคตประเทศ ผมก็กราบเรียนว่าคงได้ถกกันอีกเยอะ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะว่าคงต้องเข้าวาระที่สองแล้วก็คงต้องมีรายละเอียดที่เราชี้แจง แต่ผมคิดว่าก็ขอชี้แจง เบื้องต้นก่อนแล้วพอถึงเวลานั้นในร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็คงได้คุยรายละเอียด เพิ่มเติมครับ ขอบพระคุณครับ