อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องงบประมาณปี 2557 ที่รัฐบาลตั้งไว้ 2.525 ล้านล้านบาท โดยมีความกังวลว่างบประมาณที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ จะเป็นภาระให้ประชาชนต้องแบกรับมากขึ้น และมีความสงสัยว่าประชาชนมีประโยชน์อะไรจากงบประมาณนี้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องรัฐบาลตั้งยุทธศาสตร์ความมั่นคงของรัฐ แต่ไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะทำได้ เนื่องจากพฤติกรรมของรัฐบาลไม่สนับสนุนการสมานฉันท์และไม่ต้องการฟื้นฟูประชาธิปไตย และยังวิพากษ์วิจารณ์การใช้งบประมาณที่จัดสรรโดยรัฐบาล โดยเฉพาะงบประมาณที่ใช้โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่าอาจใช้เพื่อการเมืองมากกว่าความเป็นธรรม
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ งบประมาณปี ๒๕๕๗ ที่รัฐบาลตั้งไว้ ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาทนั้น ผมก็มีความกังวลใจเช่นเดียวกับเพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศว่า ตัวเลขงบประมาณแต่ละปีที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เช่นนี้มีลักษณะที่เป็นก้าวกระโดดเช่นนี้ จะเป็นภาระให้พี่น้องประชาชนจะต้องแบกรับมากขึ้นเรื่อย ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ คำถามที่ต้องการคำตอบอย่างจริงจังจากการตั้งงบประมาณในครั้งนี้ก็คือประชาชนได้อะไร ประชาชนได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยจากเงิน ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาทนั้นหรือไม่ซึ่งนับวันเราก็จะหาคำตอบ ที่ตั้งคำถามกันอย่างจริงจังนี้ได้ยากขึ้นทุกที ท่านประธานที่เคารพครับ ในงบประมาณรายจ่าย ปี ๒๕๕๗ นี้กระผมขออนุญาตที่จะแสดงความคิดเห็นใน ๒ ประเด็นสำคัญ
ในเรื่องแรก ก็คือรัฐบาลได้ตั้งยุทธศาสตร์ความมั่นคงของรัฐมีอยู่แผนงานหนึ่ง ก็คือแผนงานสร้างความปรองดองสมานฉันท์และฟื้นฟูประชาธิปไตย จำนวน ๔๒๑.๘ ล้านบาท เป็นตัวเลขที่ไม่มากครับในวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีในปีนี้ รัฐบาลต้องการ จะเสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติและฟื้นฟูประชาธิปไตยโดยรณรงค์ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ปลูกฝังจิตสำนึก ความรักความสามัคคี ความปรองดอง สมานฉันท์และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนในชาติภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมบอกกับท่านประธาน ด้วยความจริงใจว่าผมไม่มั่นใจและไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะทำได้ ไม่เชื่อมั่นว่า ๔๒๑,๘๐๐๐,๐๐๐ บาท ที่วางไว้ในแผนงานนี้จะเกิดผลสำเร็จเพราะพฤติกรรมของรัฐบาลเองไม่สนับสนุน การสมานฉันท์ ไม่สนับสนุนการปรองดอง และไม่ต้องการฟื้นฟูประชาธิปไตยอย่างที่พูด อย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้นอกจากสังคมไทยเราถูกทำให้แตกแยก ด้วยผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มบางพวกแล้วเรายังถูกปล่อยปละละเลยในเรื่องของ การสร้างจิตสำนึกประชาธิปไตยที่ถูกต้องอย่างมาก วันนี้ใครจะแสดงออกอย่างไรไม่มีใครว่า อะไรใครครับ วันนี้ใครจะไปละเมิดสิทธิเหนือคนอื่นอย่างไรไม่มีใครว่าอะไรครับ นายกรัฐมนตรีก็เฉย รัฐมนตรีก็แทบจะให้ท้ายไปด้วยเราจึงเห็นภาพการแสดงออก อย่างสุดขั้วในสังคมไทยเกิดขึ้น มีม็อบไปกดดันองค์กรอิสระ มีม็อบไปต่อต้านการทำงาน ของบางหน่วยงาน มีม็อบไปกดดันต่อศาลสถิตยุติธรรม รวมทั้งศาลองค์กรอื่น ๆ ที่เป็นฝ่ายตุลาการ ลักษณะเช่นนี้ เกิดขึ้นโดยที่รัฐบาลไม่ได้มีการเอาจริงเอาจังในการที่จะไประงับยับยั้งหรือไปบอกไปเตือน หน่วยงานที่มีหน้าที่รักษากฎหมายอย่างตำรวจก็ไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ในการดูแลอย่างมี ประสิทธิภาพได้ กติกาของประชาธิปไตยจึงกลายเป็นเรื่องของพวกมากลากไป ใครคิดจะทำ อะไรก็ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ เราเคยมีบทเรียนครั้งสำคัญและรันทดหดหู่มาแล้ว เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ผลจากการใช้สิทธิทางประชาธิปไตยอย่างเกินขอบเขต อย่างละเมิดกฎหมายเราสูญเสียงบประมาณแผ่นดินไปจำนวนมหาศาลครับ มีเหตุการณ์ เผาศาลากลาง ๔ แห่งเกิดขึ้นในวันเดียวกัน ที่จังหวัดอุดรธานีค่าเสียหาย ๒๐๓ ล้านบาท ที่จังหวัดอุบลราชธานีเสียหาย ๙๒ ล้านบาท จังหวัดมุกดาหารเสียหาย ๘๕ ล้านบาท จังหวัดขอนแก่นศาลากลางเสียหาย ๑๓๕ ล้านบาท สถานีโทรทัศน์เสียหายไป ๒๒๕ ล้านบาท ผมยกเรื่องนี้ขึ้นมาทำไมครับ ผมยกเรื่องนี้ขึ้นมาก็เนื่องจากว่าในปีงบประมาณ ๒๕๕๗ นี้ รัฐบาลยังต้องตั้งงบประมาณในการก่อสร้างศาลากลางจังหวัดทั้ง ๔ แห่งขึ้นอยู่ จังหวัดอุดรธานี ปีนี้ต้องใช้เงินงบประมาณไปอีก ๗๐.๗ ล้านบาท จังหวัดอุบลราชธานี ๑๐๓.๑ ล้านบาท จังหวัดมุกดาหาร ๔๒.๑ ล้านบาท และจังหวัดขอนแก่น ๕๘.๘ ล้านบาท รวมแล้วปีนี้ ภาษีอากรของประชาชนต้องชดใช้ไปกับการใช้สิทธิที่เกินขอบเขต เกินกฎหมายกำหนดถึง ๑๘๔ ล้านบาท คำถามว่าการไม่เคารพกฎหมายในลักษณะเช่นนี้เราได้บทเรียนอะไรบ้างครับ ผมยังเชื่อเหลือเกินว่าถ้าสังคมเราไม่สร้างสำนึกประชาธิปไตยที่ถูกต้อง ไม่เคารพสิทธิของคนอื่น ไม่เคารพกฎหมายอย่างที่เป็นอยู่เช่นทุกวันนี้ เผาศาลากลางก็อาจจะเกิดขึ้นอีก สร้างเสร็จแล้ว ก็อาจจะเผากันใหม่ได้อีก เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องให้บทเรียนในเรื่องนี้กับพี่น้องประชาชน กับสังคม แต่น่าเสียดายครับ การสร้างสำนึกในการใช้สิทธิที่ถูกต้องให้กับสังคมผมไม่เห็น สัญญาณนี้จากรัฐบาล นอกจากรัฐบาลไม่ตระหนักกับเรื่องเหล่านี้แล้ว แถมท้ายยังมี ความพยายามที่จะยกโทษไม่เอาความผิดกับคนเหล่านั้นด้วยการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ให้ด้วย นี่เป็นเรื่องที่น่ากังวล ท่านประธานครับ
เรื่องที่ ๒ มีการจัดงบประมาณที่อาจจะนำไปสู่การใช้อำนาจโดยมิชอบ เกิดขึ้นได้ งบราชการลับครับ ยังไม่มีเพื่อนสมาชิกคนไหนได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา พูดในที่ประชุมแห่งนี้มีการตั้งงบประมาณที่เรียกว่าเงินราชการลับนั้นกระจายอยู่ ในหลายหน่วยงาน อยู่ในกองทัพ อยู่ในกระทรวงกลาโหม อยู่ใน กอ.รมน. อยู่ในหน่วยงาน ความมั่นคงต่าง ๆ ในหลายปีที่ผ่านมานี้งบราชการลับส่วนหนึ่งถูกโยกมารวมไว้ที่ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ท่านประธานที่เคารพครับ ปี ๒๕๕๕ งบที่โยกมาอยู่ใน ส่วนของงบประมาณสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีทั้งหมด ๓๗๗ ล้านบาท ปี ๒๕๕๖ เพิ่มขึ้นเป็น ๓๙๗ ล้านบาท ปี ๒๕๕๗ กระโดดพรวดไปเป็น ๔๕๐ ล้านบาท ท่านประธาน ที่เคารพครับ ที่น่าสังเกตก็คือว่าสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพิ่มจาก ๒๐ ล้านบาท เป็น ๖๐ ล้านบาท ก้าวกระโดดไปทีเดียว ๔๐ ล้านบาท คำถามก็คือว่าเอาเงินส่วนนี้ ไปทำอะไร จริงอยู่ครับ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้งบประมาณเงินราชการลับ พ.ศ. ๒๕๔๗ ระบุชัดว่าจะใช้อะไรได้บ้าง ในโอกาสไหน และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ในส่วนนั้น แต่ท่านประธานครับ เงินราชการลับไม่สามารถที่จะเปิดเผยให้สาธารณชน ได้รับรู้ทั่วไปได้หรอกครับ มีการใช้กันในหน่วยงานเป็นไปตามภารกิจของตัวเอง บอกว่า ภารกิจทางด้านความมั่นคงและการป้องกันราชอาณาจักร การป้องกันปราบปรามยาเสพติด ด้านการข่าว หรือภารกิจอื่นที่มีลักษณะปกปิดเพื่อประโยชน์ ด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือสภาพแห่งเทคโนโลยี อันนี้เป็นสิทธิในการใช้เงินราชการลับโดยแท้ มีหน่วยงานหนึ่งที่อยากจะตั้งข้อสังเกตในที่นี้ก็คือกรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ไม่ได้ถูกจัดงบประมาณไว้อยู่ในส่วนของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเหมือนกับหน่วยงานอื่น ของกระทรวงยุติธรรมที่โยกเอางบส่วนนี้มาอยู่ในสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปีนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษจัดงบไว้ ๓๕ ล้านบาท ถามว่ามีความจำเป็นอะไรมากมาย กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ (DSI) มีงบอื่นที่ใช้ในภารกิจที่เป็นภารกิจลับอยู่แล้ว จำนวนมาก อาทิเช่น ค่าใช้จ่ายในการคุ้มครองพยาน ๑๕ ล้านบาท โครงการจัดตั้งแหล่งข่าว บุคคลระดับพื้นที่ ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท ค่าใช้จ่ายในการเสริมสร้างและพัฒนาเครือข่าย ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท นี่มีอยู่แล้ว คำถามก็คือว่าเพิ่มอีก ๓๕ ล้านบาทเป็นงบราชการลับ ไปเพื่ออะไร ท่านประธานครับ บทบาทของกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอปัจจุบันนี้ ท่านก็ทราบอยู่แล้ว ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมรุนแรงมากว่ารับใช้อำนาจทางการเมือง เพื่อทำลายคู่แข่งขันทางการเมืองโดยแท้ วันนี้ได้เงินส่วนนี้ไปทำอะไร ที่ผ่านมาทำทุกวิถีทาง โดยที่ไม่คำนึงถึงหลักนิติรัฐ นิติธรรม ผมก็ไว้วางใจการใช้งบก้อนนี้ไม่ได้ ท่านประธานครับ ภารกิจของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ป้องกัน ปราบปราม สืบสวน สอบสวน การดำเนินคดี พิเศษอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความเป็นธรรม วันนี้ทำด้วยความเป็นธรรมไหมครับ ไปเที่ยวไล่สอบสวน ไปเที่ยวไล่รื้อคดี ไปเที่ยวไล่กลั่นแกล้งผู้คนเขาอีกจำนวนมาก ท่านประธานที่เคารพ ผมไม่สามารถที่จะไว้วางใจให้กรมสอบสวนคดีพิเศษต้องใช้งบก้อนนี้ ไปได้ และเป็นเหตุให้ผมและเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมดไม่สามารถที่จะให้ ความเห็นชอบกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๗ ที่รัฐบาลได้นำเสนอในวันนี้ได้ ขอบคุณครับ