วิสุทธิ์ ไชยณรุณ เรียกร้องความรับผิดชอบจากหัวหน้าทีมเศรษฐกิจและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับการขายข้าวของรัฐบาลที่ขาดทุนเกิน 60,000 ล้านบาท และพาดพิงถึงโครงการรับจำนำข้าวที่ชาวนาไม่ได้รับผลประโยชน์จริง
ท่านยุพราชตรงนี้ไม่เสียหายนะครับ เอาละครับเชิญหมอวรงค์ พอแล้วครับท่านยุพราช พอสมควรแล้ว เชิญครับ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจซึ่งท่านไม่อยู่ เพราะว่าการอภิปรายในวันนี้ผมจะพาดพิงถึงท่านด้วยครับ ผมจำได้ว่าท่านเคยพูดถึงถ้าโครงการรับจำนำข้าวขาดทุนเกิน ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท เทียบกับ โครงการประกันรายได้ นอกจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะอยู่ลำบากแล้วหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ต้องรับผิดชอบด้วย และสื่อมวลชนเอาคำถามนี้ไปถามท่านที่กระทรวงการคลัง ท่านบอกว่า เรื่องนี้ให้มาพูดในสภา เมื่อเช้าตั้งแต่คุณกรณ์ คุณเกียรติ และผมถามย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าวันนี้ ขาดทุนเกิน ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะหัวหน้า ทีมเศรษฐกิจท่านจะรับผิดชอบอย่างไร แล้วยิ่งที่ท่านเคยบอกว่าข้าวถ้ายังไม่ขายถือว่า ยังไม่ขาดทุนครับ ซึ่งวันนี้ได้พิสูจน์แล้วนะครับว่าโครงการรับจำนำปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ ท่านรองปลัดสุภา ปิยะจิตติ ได้มีการปิดบัญชีเรียบร้อยวันนี้ขาดทุนอย่างมโหฬารครับ ท่านประธาน ขาดทุนในภาพรวมถึง ๒๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านหัวหน้าทีมเศรษฐกิจย้ำนะครับว่า ท่านจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร ผมจึงเรียกร้องนะครับว่า จากนี้ไปผมจะพาดพิงถึง ท่านกิตติรัตน์ตั้งแต่ท่านเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอยากจะเชิญชวนท่านบุญทรง เตริยาภิรมย์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านมาอยู่ในห้องด้วยครับ ผมอยากฟังคำตอบจากท่านครับ เราเอาหลักฐานมาคุยกัน เพราะคำพูดผมทุกอย่างผมจะมีหลักฐานหมดครับ เราจะไม่มีการพูดเลื่อนลอยครับ เพราะคำพูดเลื่อนลอยมันพิสูจน์ยาก ผมจะเรียนกับท่านประธานขอเท้าความว่ารัฐบาลชุดนี้ ทำโครงการรับจำนำข้าวอ้างช่วยเหลือชาวนา แต่เราพูดมาเป็นปีแล้วครับ เกือบ ๒ ปีแล้วว่า ชาวนาไม่ได้จริงตามนั้นครับ เรียนท่านรัฐมนตรีณัฐวุฒิด้วยครับ สิ่งที่ท่านพูดว่าชาวนามีจำนวน ไม่น้อยที่ได้ ๑๕,๐๐๐ บาทนั้นมันไม่จริง เพราะชาวนาถูกเอาเปรียบถูกโกงมาตลอด เพียงแต่ว่า เขาเป็นคนด้อยโอกาสในการที่จะให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ เพราะสื่อก็จะไปสัมภาษณ์นักการเมือง ซีกรัฐบาลเสียมากกว่า ชาวนาได้ไม่จริงเต็มที่ตามที่มีการกล่าวกัน แล้วสุดท้ายคนที่รวยคือ นายทุนโรงสีครับ คนที่รวยมากที่สุดน่าจะเป็นนายทุนผูกขาดด้านข้าวร่วมกับนักการเมือง ซีกรัฐบาล และวิธีการรวยที่ง่ายที่สุดก็คือการระบายข้าวครับท่านประธาน เนื่องจากว่า รัฐบาลรับข้าวมาทั้งหมดอยู่ในมือรัฐบาลหมด เมื่อข้าวอยู่ในมือรัฐบาล รัฐบาลมีวิธีการระบาย ข้าวโดยอ้างเป็นความลับ การที่บอกว่าเป็นความลับนั้นจึงเป็นช่องทางตุกติกและหาเงินใส่ กระเป๋าพวกตัวเองได้ง่ายดายมาก ผมทวนมติคณะกรรมการนโยบายข้าวนะครับ เขามีวิธีการ ระบายข้าวทั้งหมด ๕ วิธี ๑. คือจีทูจี (G to G) หรือรัฐต่อรัฐ ๒. ขายผ่านผู้ประกอบการ ๓. ขายให้องค์กรหรือหน่วยงาน อ้ายตรงนี้คือไปทำข้าวถุงครับ ที่เอาข้าวเน่าข้าวเสื่อมสภาพมา ๔. ขายผ่านตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าหรือเอเฟต (AFET) และ ๕. บริจาค บริจาคก็คือ ในช่วงภัยพิบัติน้ำท่วมทำข้าวถุงแจกชาวบ้านและเจอข้าวเสื่อมสภาพในหลาย ๆ จังหวัด อยากจะให้พี่น้องประชาชนเข้าใจและจำว่านี่คือกระบวนการในการระบายข้าวของทางรัฐบาล แบบที่ ๔ ขายผ่านเอเฟตไม่เกิดขึ้นจริง เพราะ ๒ ปีที่ผ่านมายังไม่มีการขายผ่านตลาดสินค้า เกษตรล่วงหน้า แบบที่ ๕ ทำข้าวถุงช่วยคนจนหรือแจกฟรีคนจน อันนี้ปัญหาตุกติกมีบ้าง แต่เอาข้าวเน่าไปแจกชาวบ้าน แต่จุดที่ต้องให้พี่น้องประชาชนจำเลยครับ ท่องขึ้นไว้ในใจเลยว่า รัฐบาลมีวิธีการระบายข้าว ๓ อย่างที่โกงทุกแบบครับ ก็คือ ๑. จีทูจี ๒. ขายผ่าน ผู้ประกอบการ และ ๓. ขายให้กับองค์กรหรือหน่วยงานรัฐ นี่คือ ๓ รูปแบบนี้ และถือโอกาสนี้ ทำความเข้าใจกับท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนว่าขณะนี้ข้าวในประเทศเราที่รัฐบาล ดูแลจะมีอยู่ ๒ กอง กองที่ ๑ ภาษาในวงการข้าวเรียกว่า ข้าวเก่า ข้าวเก่าคือข้าวค้างเก่า ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ เขาเรียกว่าข้าวเก่า และกองที่ ๒ เป็นข้าวใหม่ ก็คือข้าวในโครงการรับจำนำของรัฐบาลชุดนี้ตั้งแต่โครงการปี ๒๕๕๔/๒๕๕๕ และปี ๒๕๕๕/๒๕๕๖ รูปแบบวิธีการขายของรัฐบาลก็คือตามมติ กขช. ที่พูดมา ผมขออนุญาตเท้าความเดิมนิดหนึ่งครับ ท่านประธาน ความเดิมเมื่อตอนที่แล้วได้มีการพาดพิงถึงเรื่องการขายข้าวแบบจีทูจี ซึ่งวันนั้น ภาพที่ผมจบไปก็คือภาพของเสี่ยเปี๋ยงแห่งสยามอินดิก้า ไปเจอคนแดนไกลที่ฮ่องกง ที่ย่านจิมซาจุ่ย โรงแรมเพนนินซูล่า ผมต้องตอกย้ำว่าการเจอกันครั้งนี้เป็นการเจอกันเฉพาะคนใกล้ชิด สื่อต่างประเทศรายงานว่าในงานเลี้ยงที่บริเวณสระน้ำโรงแรมเพนนินซูล่า มีคนเข้าร่วมงาน ประมาณ ๒๐-๓๐ คน ดังนั้นการเจอของเสี่ยเปี๋ยงกับคนแดนไกลมันจึงไม่ปกติครับ ไม่ใช่เป็น งานวันเกิดที่คนไปร้อย ๆ คนอย่างนั้นผมไม่ว่าอะไร แต่อันนี้เฉพาะคนแค่ไม่กี่สิบคน ท่านจำภาพนี้ไว้นะครับ ชี้ให้เห็นถึงความผูกพันความสัมพันธ์ระหว่างเสี่ยเปี๋ยง สยามอินดิก้า กับคนแดนไกลที่อยู่ต่างประเทศ และประโยคที่ผมจำขึ้นใจว่าคนแดนไกล ไปที่ประเทศมาเลเซียและบอกว่าถ้าตัวแทนรัฐบาลประเทศมาเลเซียต้องการข้าว ของประเทศไทยให้ติดต่อเสียเปี๋ยงคนเดียว ทำให้ผมจำขึ้นใจว่าชื่อนี้คือเจ้าพ่อในวงการข้าว ของประเทศไทยเรา ตอนสมัยอภิปรายเรื่องจีทูจีการขายข้าว เราก็เห็นฤทธิ์เดชของเสี่ยเปี๋ยง ไปแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นอ้างบริษัท จีเอสเอสจี แล้วก็มีตัวละครชื่อรัฐนิธ ซึ่งเป็นผู้ช่วย ส.ส. ของคุณระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และมีตัวละครชื่อนายโจ หรือนายนิมล รักดี