สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖

นายอนุชา บูรพชัยศรี กรุงเทพมหานคร

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายอนุชา บูรพชัยศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้เรากำลังพิจารณาเรื่องของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งตั้งไว้ ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท ต้องเรียนท่านประธานว่าถ้าจะแจกแจงแล้ว รายจ่ายที่ตั้งไว้ทั้งหมดแบ่งเป็นรายจ่ายประจำ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นรายจ่ายลงทุน ๑๗.๕ เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ ๔๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ ๒ เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือเป็นรายจ่ายเพื่อชดเชยเงินคงคลังประมาณ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ นั่นก็หมายความว่าใน ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาทนี้เป็นงบประมาณที่ขาดดุลอยู่ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท นั้นก็หมายความว่ารัฐบาลต้องไปกู้อีกเช่นเดียวกัน ฟังดูอาจจะน้อย แต่จริง ๆ แล้วท่านสมาชิก หลายท่านก็ได้พูดไปแล้วว่าเป็นงบที่แอบแฝงสักเล็กน้อย เพราะว่ามีเงินกู้ที่มากกว่านี้อีกเยอะเลย ในปีนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่จะกู้ไปในเรื่องของโครงการน้ำอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือโครงการในการที่จะกู้ไปเพื่อที่จะทำเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานทางด้านคมนาคมอีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จริง ๆ แล้วที่ผมเรียนว่างบรายจ่ายลงทุน ๑๗.๕ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทสามารถที่จะเพิ่มได้มากกว่านี้อีกเกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ เพราะว่าเงินสูงสุดที่จะกู้ได้ตามร่าง พ.ร.บ. งบประมาณสามารถกู้ได้ถึง ๕๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นนั่นหมายความว่าร่าง พ.ร.บ. ที่กำลังพิจารณาอยู่ในส่วนของชั้นของกรรมาธิการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในเบื้องต้นสามารถที่จะมาใช้งบประมาณประจำได้อย่างชัดเจนอยู่แล้ว เพราะว่าในปี ๒๕๕๗ เท่าที่ผมได้ดูในฐานะที่ผมไปเป็นกรรมาธิการเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้ไม่ถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทหรอกครับ เพราะฉะนั้นน่าจะกลับเข้ามาในส่วนของงบประมาณ ประจำปี เพราะฉะนั้นมันทำให้มีความคิดว่าการที่จะออกร่าง พ.ร.บ. ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เพื่อที่จะหลีกหนีการที่จะใช้เงินในงบประมาณประจำที่มีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นมากกว่า ในส่วนของเงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็พบความซ้ำซ้อนในการตั้งงบประมาณด้วย ซึ่งจะไม่มาพูดวันนี้ แต่ที่ผมตกใจก็คือว่ามันก็มีงบประมาณบางส่วนมาโผล่อยู่ในงบประมาณ ประจำปี ๒๕๕๗ อีกเช่นกัน ถ้าจะไปดูในส่วนของการที่เราศึกษารถไฟความเร็วสูง สายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ก็จะเห็นว่ามีเงินที่ตั้งอยู่ในงบประมาณปี ๒๕๕๗ อีกถึง ๒๗๗ ล้านบาท แบ่งเป็นกรุงเทพฯ-พิษณุโลก ๕๕ ล้านบาท พิษณุโลก-เชียงใหม่ ๒๒๒ ล้านบาท มันเหมือนกับ เป็นการซ้ำซ้อนครับ เพราะว่าในที่ประชุมคณะกรรมาธิการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็บอกว่า มีงบประมาณที่เตรียมเอาไว้เพื่อศึกษาโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่อยู่แล้ว รวมกันทั้งหมดเกือบ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนั้นก็มีอยู่แล้วยังจะมาตั้งเพิ่มในปี ๒๕๕๗ อีก นอกเหนือจากนั้นโครงการอื่น ๆ อย่างเช่นกรุงเทพฯ ไปจังหวัดนครราชสีมาก็มีการตั้ง งบประมาณเพื่อจ้างที่ปรึกษาออกแบบรถไฟความเร็วสูงอีกเหมือนกันอีก ๔๖.๔๘ ล้านบาท นครราชสีมา-หนองคายอีกเกือบ ๔๐ ล้านบาท กรุงเทพฯ-หัวหิน รถไฟความเร็วสูงอีก เช่นเดียวกัน ๒๙ ล้านบาท รวมเบ็ดเสร็จแล้วทั้งหมดไปถึงระบบเชื่อมต่อที่จังหวัดพิษณุโลก ระบบเชื่อมต่อที่จังหวัดนครราชสีมาในระบบของรถไฟความเร็วสูงเบ็ดเสร็จแล้ว ๔๒๖ ล้านบาท ที่มาตั้งอยู่ในงบประมาณปี ๒๕๕๗ เหมือนกับเป็นการซ้ำซ้อนนะครับ แล้วถ้าเกิดผมไปดูมันจะ มีในเรื่องของการที่ตั้งงบประมาณตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ มาถึงปี ๒๕๕๖ หลายล้านบาทอีกทีเดียวละครับ อย่างที่เรียนผมอยู่ในคณะกรรมาธิการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่าเอกสารที่เราอยากจะ ได้ในการศึกษาต่าง ๆ เหล่านี้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ได้แค่ไม่กี่หน้าเท่านั้นละครับ ก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมได้ใช้งบประมาณมากมายขนาดนี้ในการศึกษาทั้ง ๆ ที่ยังไม่มี ข้อสรุปอะไรเลย นอกจากนั้นในเรื่องของการศึกษาก็ทำให้มีเรื่องกังขาอีกครับ เพราะว่า ผลตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจเมื่อสักครู่สมาชิกพูดไปแล้ว ผมเองก็มีความเคลือบแคลงสงสัยครับ เพราะไปเป็นกรรมาธิการแค่ประมาณเดือนกว่า ๆ ตัวเลขผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในส่วนของสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ คงที่ครับ อยู่ที่ประมาณ ๑๓.๕ เปอร์เซ็นต์ ประมาณนี้ แต่เส้นที่ไปกรุงเทพฯ-หนองคาย แค่ประมาณเดือนกว่า ๆ เข้าไปเริ่มต้นประมาณอาทิตย์แรกตัวเลขที่ได้มาอยู่ที่ประมาณ ๑๗.๗๖ เปอร์เซ็นต์ โดนตำหนิ โดนตรวจสอบไปเรื่อย ๆ ว่าทำไมไม่สร้างกรุงเทพฯ-หนองคาย ทำไมไปสร้าง ที่กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ตัวเลขปรากฏว่าค่อย ๆ ลดลงมาเรื่อย ๆ ๒ อาทิตย์ลดลงมาเหลือ ๑๔.๙ เปอร์เซ็นต์ อีก ๒ สัปดาห์ลดลงมาเหลือ ๑๒.๙ เปอร์เซ็นต์ คล้าย ๆ เหมือนกับว่า ได้รับใบสั่งมาจากใครว่าเอาตัวเลขในส่วนของสายกรุงเทพฯ-หนองคายให้มันต่ำลงให้มากที่สุด สุดท้ายแล้วกรุงเทพฯ-เชียงใหม่จะได้สูงขึ้นมันทำให้ผมเคลือบแคลงกับการที่จะมาเสนอ งบประมาณเพื่อที่จะศึกษามันมีความละเอียดมากน้อยแค่ไหน อันนี้ก็ต้องพูดกันอีกที ในคณะกรรมาธิการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อีกเรื่องหนึ่งที่ผมจะพูดไม่ได้เลยก็คือเรื่องของ เงินกองทุนที่ ณ วันนี้พี่น้องประชาชนรอคอยอยู่ นั่นก็คือกองทุนการออมแห่งชาติ ต้องบอกว่า กองทุนนี้ผู้ที่จะได้ประโยชน์ก็คือผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบของประกันสังคม หรือพูดง่าย ๆ ว่า ผู้ที่ไม่ใช่เป็นมนุษย์เงินเดือนครับ พ่อบ้าน แม่บ้าน ผู้ทำงานอาชีพอิสระ คนขับแท็กซี่ คนขับมอเตอร์ไซค์ คนที่ไม่ได้รับเงินเดือนประจำ เขามีโอกาสนะครับ รวมไปกระทั่ง ถึงนักเรียน นักศึกษาด้วย เพราะว่าคนที่อายุตั้งแต่ ๑๕ ปีบริบูรณ์ ไปจนกระทั่งถึง ๖๐ ปี บริบูรณ์จะได้เงินจากกองทุนนี้ แล้วก็จะมีการสมทบกัน เงินที่ใส่เข้าไปบัญชีเขาจะเรียกว่า เงินสะสม เงินที่รัฐบาลจะให้มาเรียกว่าเงินสมทบ ตั้งแต่อายุ ๑๕ ปี รัฐบาลสมทบให้ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินออม ไม่เกิน ๓๐ ปี ก็จะมีให้ ขอโทษนะครับ อายุ ๑๕-๓๐ ปี ให้ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินออม ถ้าอายุ ๓๐-๕๐ ปี รัฐบาลให้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของเงินสะสม ถ้ามากกว่า ๕๐ ปี รัฐบาลให้อีก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย เป็นสิ่งที่ดีเป็นการออมของประชาชนครับ แต่ ณ วันนี้เท่าที่ดูแล้วปรากฏว่างบประมาณในปี ๒๕๕๕ ได้มา ๒๒๕ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๖ ได้มา ๕๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่าในปี ๒๕๕๗ ผมเปิดด้วยความตั้งใจอยากจะดูว่าตั้งไว้เท่าไร ปรากฏว่าตั้งไว้ ๐ ครับ ไม่มีเลยสักบาทเดียว แล้วอย่างนี้ผมจะเชื่อท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง พูดออกมาได้อย่างไรครับว่าการจัดให้มีกองทุน เงินออมต้องทำให้รอบคอบ แม้จะช้าไปบ้างแต่ต้องทำให้รอบคอบจะได้ไม่เกิดปัญหา ในอนาคต การที่ท่านไม่ตั้งงบประมาณให้กับกองทุนการออมแห่งชาติครั้งนี้เลยเท่ากับว่า ท่านไม่ได้จริงใจเลยครับ ท่านจะแก้อะไรก็แล้วแต่ในเรื่องกฎระเบียบ จะเงินสมทบก็ดี จะในเรื่องของการที่ไปเกี่ยวข้องเกี่ยวดองกับ กบข. อย่างไร อะไรก็แล้วแต่ ต้องบอกว่า ไม่มีความจริงใจเลยครับ แล้วผมก็อยากจะเตือนท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร เอาไว้สักเล็กน้อยนะครับว่าท่านขอความกรุณาอย่าได้ลอยตัวเลย เพราะว่าเรื่องนี้มันผ่าน สภามาเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นท่านอย่าเผลอพูดไปเลยนะครับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของสภา เพราะว่ากฎหมายเรื่องของกองทุนการออมแห่งชาติผ่านสภาไปแล้วด้วยมติเห็นชอบ ๓๒๔ เสียงจากสภาในชุดที่แล้ว นั่นหมายความว่าทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านเห็นด้วยร่วมกัน ผ่านไปยังวุฒิสมาชิก วุฒิสมาชิกแก้ไขเล็กน้อยกลับมาใหม่ และสุดท้ายสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบด้วยประกาศเป็นราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้วเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๕ เพราะฉะนั้นตอนนี้ผ่านมาปีกว่า ๆ แล้วครับ คนที่เสียประโยชน์ทางด้านสำนักงานเศรษฐกิจ การคลังเขาเขียนไว้ครับ ในส่วนของปี ๒๕๕๕ จะมีสมาชิกจริง ๆ แล้วควรจะได้ ๓๐๐,๐๐๐ คน ในปี ๒๕๕๖ จะมีสมาชิก ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ณ วันนี้ปรากฏว่าไม่มีสักคนเดียวเลยครับ ที่เป็นสมาชิก เพราะฉะนั้นผมอยากจะฝากด้วยนะครับว่าถ้าท่านนายกรัฐมนตรีมีความจริงใจ ในการที่จะพูดถึงยุทธศาสตร์อะไรก็แล้วแต่ อย่างในเรื่องของการที่จะลดความเหลื่อมล้ำ เสริมสร้างเรื่องของรายได้และเรื่องของการออม ช่วยกรุณาเถอะครับ พิจารณาเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ให้ถี่ถ้วน เพราะฉะนั้นการพิจารณาในเอกสารจากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ผมไม่สามารถที่จะรับหลักการและไม่สามารถ ที่จะเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ขอบพระคุณครับ