ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เสนอแผนยุทธศาสตร์ประเทศ 4 ด้าน โดยเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การลดความเหลื่อมล้ำ การเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการปรับสมดุลการบริหารจัดการภายใน พร้อมเสนอการลงทุน 2,000,000,000 บาท ในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างรายได้กลับเข้าสู่ภาครัฐ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ขออนุญาตท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติในที่นี้ ใช้เวลาเล็กน้อยในการชี้แจงข้อมูลเบื้องต้นนะคะ จากคำถามท่านสมาชิกหลายท่านในเรื่องของ แนวทางในการจัดทำงบประมาณนั้นว่ารัฐบาลไม่มียุทธศาสตร์ในการจัดทำ หรือว่ายุทธศาสตร์ต่าง ๆ ที่ไม่ชัดเจน ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านสมาชิกว่าจริง ๆ แล้วในส่วนของรัฐบาลเรามี การพูดคุยกันในเรื่องของยุทธศาสตร์ประเทศมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว แล้วก็ได้นำเอา ยุทธศาสตร์นี้มาปรับในการทำงบประมาณนะคะ ก็เสียดายท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรไม่อยู่ ในที่นี้ด้วยนะคะ ก็จะขอใช้เวลาเล็กน้อยในการสรุปให้ที่ประชุมแล้วก็ขออนุญาตนำส่ง ยุทธศาสตร์ประเทศมอบผ่านท่านประธานค่ะ
เรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ในส่วนของการจัดทำยุทธศาสตร์ แล้วก็การปรับปรุงงบประมาณนั้นเราก็ได้มีการระดมสมองจากทางด้านของปลัดกระทรวง แล้วก็หน่วยราชการที่เทียบเท่า ก็ได้สรุปรวมโดยการตั้งจากปัญหาที่สำคัญของประเทศว่า วันนี้ประเทศเรามีปัญหาอะไร เราจะต้องปรับปรุง แล้วยุทธศาสตร์นั้นจะต้องสอดคล้อง กับปัญหาที่เกิดขึ้น
ก็เรียนว่าเรื่องแรกคงเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าขีดความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศลดลงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศในอาเซียนอื่น ๆ ด้วย เราขาดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมาเป็นเวลานานแล้วก็ต่อเนื่อง
อันที่ ๒ ก็คือความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่เราจะเห็นว่าช่องว่างของรายได้ ของผู้มีรายได้น้อยกับผู้ที่มีรายได้มากนั้นสูงขึ้นและยังไม่มีอัตราที่แคบลง ก็ตรงนี้ แล้วก็โดยเฉพาะ การกระจายความเจริญไปยังภูมิภาคอื่น ๆ แล้วอีกส่วนหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือว่าวันนี้เกิดขึ้นแล้ว ก็คือความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ ก็ต้องเรียนว่าคำว่า ไม่สมดุลนี้ อย่างแรกก็คือว่ารายได้ ของประเทศนั้นพึ่งพาการส่งออกถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ วันนี้ก็จะเห็นชัดว่าได้สะท้อนความไม่สมดุลนี้ จากความผันผวนของเศรษฐกิจ จะเห็นว่าในส่วนของเงินบาท ค่าเงินบาทที่แข็งค่านั้น ก็มีผลกระทบต่อผู้ส่งออก แน่นอนก็กลับมาสะท้อนถึงจีดีพีภาพรวมของประเทศ เราจึงต้อง มาร่วมกันในการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศให้มากขึ้น ซึ่งในส่วนของ รัฐบาลเองก็ได้มีการเน้นในเรื่องของนโยบายต่าง ๆ ที่ต้องการสร้างความเจริญ แล้วก็ โดยเฉพาะการกระจายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ
อันสุดท้าย ปัญหาที่เราพบกันอยู่ก็คือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก ก็ขาดความสมดุลเช่นกัน เมื่อปี ๒๕๕๔ เราพูดกันถึงเรื่องของภาวะน้ำท่วม ปีนี้เราพูดถึงภาวะแล้ง ซึ่งตรงนี้เองก็คือเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำอย่างไรในการบริหาร แล้วก็การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน แล้วก็การดูแลการใช้น้ำอย่างเต็มประสิทธิภาพ ป้องกันน้ำท่วม แล้วก็รวมถึงการที่จะทำอย่างไร ให้น้ำนั้นสามารถที่จะใช้เพื่อการบริโภค แล้วก็เพื่อภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอย่างทั่วถึง
จากที่เราได้มีการสรุปปัญหาทั้งหมดก็มาเป็นที่มาของยุทธศาสตร์ประเทศค่ะ ยุทธศาสตร์ประเทศนั้นก็ได้แบ่งเป็น ๔ ด้านด้วยกัน ด้านแรก ก็คือการเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขัน ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราต้องพัฒนากันอย่างต่อเนื่อง ยุทธศาสตร์นี้ก็เพื่อให้ประเทศไทย มีความสามารถที่จะแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในทุก ๆ มิติ ก็ขออนุญาตเรียนว่าในส่วนนี้ ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ก็คือการลดความเหลื่อมล้ำ ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ก็คือการเติบโตที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม แล้วสุดท้ายก็คือการปรับสมดุลแล้วก็การปรับรูปแบบระบบการบริหารจัดการภายใน ของภาครัฐเพื่อที่จะได้สะท้อนและตอบโจทย์ในเรื่องของการพัฒนาประเทศต่อไป เดี๋ยวดิฉัน คงจะมีเรียนในรายละเอียดต่อไปค่ะ
จากการทำงบประมาณเราก็มีการบูรณาการจาก ๒ ส่วนด้วยกัน ก็คือการที่เรา พิจารณาคำขอในพื้นที่ ก็คือหมายความว่าคำขอจากส่วนราชการทุกจังหวัด ทุกพื้นที่ เพื่อให้ ได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน ซึ่งเรามองการที่เราต้องทำงานในส่วนของงบประมาณนั้นแบ่งเป็น ๒ ส่วน ก็คืองบประมาณทางด้านของการที่เราต้องตอบโจทย์การให้บริการพื้นฐานตาม แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนะคะว่าจะต้องมีการเติมเต็มในส่วนของสวัสดิการต่าง ๆ พื้นฐานต่าง ๆ ของพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง แล้วอีกส่วนหนึ่งก็คือการที่เราบูรณาการยุทธศาสตร์ชาติ ตามที่ได้เรียนมา ๔ ข้อข้างต้นนั้น และรวมถึงนโยบายของรัฐบาลที่มีการแถลงไว้ต่อรัฐสภา ก็บูรณาการทั้ง ๒ ส่วนนี้เข้ามาด้วยกัน กลายเป็นยุทธศาสตร์ในการจัดสรรงบประมาณ อันนี้ก็ขออนุญาตเรียนว่าเราได้สะท้อนในส่วนนี้ ฉะนั้นก็ขออนุญาตใช้เวลาอีกเล็กน้อย ในการชี้แจงในส่วนของยุทธศาสตร์ประเทศว่าถ้าเรามามองอีกมุมหนึ่งของงบประมาณว่า ถ้าแบ่งงบประมาณในส่วนของยุทธศาสตร์ ๔ ด้านนั้นเราจัดสรรงบประมาณอย่างไร อันนี้ ต้องเรียนว่าเป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณที่เราจัดสรรเพื่อยุทธศาสตร์ประเทศ และเราก็ยังมี ในส่วนของทั่วไปก็คือตามพื้นฐานแห่งรัฐเช่นกัน ในส่วนนี้ถ้าดูจากกราฟก็จะเห็นว่าเราให้ความสำคัญ ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อย่างเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ก็เป็นการดู ในเรื่องของการเชื่อมโยงของร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้แน่ใจว่าเมื่อเรา มีการลงทุนแล้วก็ต้องเชื่อมโยงไปยังชุมชนอย่างแท้จริง แล้วก็เชื่อมโยงโดยเฉพาะจากต้นน้ำ กลางน้ำ ไปยังปลายน้ำด้วย แล้วก็เรื่องของการพัฒนาอุตสาหกรรมภาคการเกษตร แล้วก็ ในส่วนของงบวิจัยค่ะ อันนี้เป็นภาพรวมของงบวิจัย ก็เรียนยันว่ารัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับงานวิจัย แล้วที่สำคัญ เราอยากเห็นงานวิจัยที่อยู่ในนักวิจัยทั้งหลายที่มีความสามารถของเรานั้นได้นำเอาไปสู่ภาคเอกชน ได้นำเอาไปสู่ภาครัฐเพื่อได้ใช้งานวิจัยนี้อย่างเต็มขีดความสามารถ เราจะทำทั้ง ๒ ส่วน ปีนี้งบวิจัยเทียบงบประมาณจากปี ๒๕๕๖ นั้นเราเพิ่มขึ้นถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วนอกจากนั้น เรามีการบูรณาการในส่วนงานของวิจัยทั้งหมดของภาครัฐเพื่อบูรณาการไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อน มีการประชุม ๒-๓ ครั้งแล้ว แล้วก็รวมถึงมีการประชุมร่วมกับภาคเอกชนด้วย ซึ่งโดยเฉพาะ ภาคเอกชนกลุ่มเอสเอ็มอีที่ต้องการความช่วยเหลือในเรื่องของการใช้งานวิจัยนี้ เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์แล้วก็ภาคอุตสาหกรรมด้วย
ในส่วนที่ ๒ ยุทธศาสตร์เรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำ ลดความเหลื่อมล้ำนี้ เป็นปัญหาและปัจจัยหลัก เราก็มีการจัดสรรงบประมาณในส่วนของการลดความเหลื่อมล้ำนั้น ในเรื่องของการยกระดับคุณภาพชีวิต เราเองเน้นในเรื่องของการที่จะทำอย่างไรให้พี่น้องประชาชนนั้น ได้เข้าถึงสวัสดิการของภาครัฐอย่างเท่าเทียมกัน แล้วการกระจายลงไปในส่วนจังหวัดต่าง ๆ ในภูมิภาคก็ต้องเรียกว่าเราเน้นในการกระจายอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน นี่ก็คือสิ่งหนึ่ง ที่ได้มีการจัดสรรงบประมาณนี้ แล้วก็ยังเป็นงบประมาณในการจัดสรร การจัดสวัสดิการ และรวมถึงการสร้างโอกาสให้กับชุมชนด้วย และหลาย ๆ ส่วนเราก็ได้มีการบูรณาการ การบริหารจัดการในการดูแลให้เข้าถึง แล้วก็การช่วยเหลือเด็ก สตรี ผู้สูงอายุและผู้ด้อยโอกาสด้วย โครงการทางด้านของศูนย์ช่วยเหลือสังคมโอเอสซีซี (OSCC) ซึ่งตรงนี้เราก็มีการบูรณาการ ของภาครัฐร่วมกัน ที่นอกเหนือจากงบประมาณปกติก็จะมีการจัดการในเรื่องของการบริหารจัดการ เช่นกันค่ะ
ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ก็คือยุทธศาสตร์เรื่องของการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็ต้องเรียนทางด้านท่านสมาชิกทุกท่านว่าวันนี้เรามีการพัฒนาเศรษฐกิจแล้วก็อุตสาหกรรม เป็นอย่างมากโดยเฉพาะในเมืองความเจริญ แต่ขณะเดียวกันนั้นผู้ที่อยู่ในสังคมเมืองหรือใกล้ อุตสาหกรรมก็ต้องการสิ่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและต้องการที่จะมีภาวะต่าง ๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดี เราจึงต้องทำงานสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ควบคู่กันไป แล้วก็มีการจัดสรรในเรื่องของการดูแล ด้านการเพิ่มของการจัดการทรัพยากรป่าไม้ การบริหารจัดการน้ำ แล้วก็บริหารทรัพยากรธรรมชาติ ที่บูรณาการกับการบริหารการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งในส่วนนี้ก็จะแก้ปัญหาทั้งเรื่องของ ภัยแล้งแล้วก็น้ำท่วมไปในคราวเดียวกันด้วย
ยุทธศาสตร์ที่ ๔ ก็คือการบริหารราชการแผ่นดิน ก็ต้องเรียนว่าเป็นสิ่งสำคัญ ที่เราต้องมาร่วมกันในการปรับปรุง ส่วนตรงนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณสูงแต่จะเป็นการบูรณาการ การทำงานของภาครัฐ วันนี้จะเห็นว่าการทำงานนั้นมีหลายกระทรวงมาก แต่วันนี้รัฐบาลนี้ ได้ร่วมกันในการบูรณาการหลาย ๆ โครงการ อย่างเช่นเรื่องของสังคม เรามองสังคมอย่างเช่น เรื่องของการศึกษาเราเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เราเน้นช่วงอายุตั้งแต่เด็กแรกเกิดหรือว่า อยู่ในครรภ์มารดาไปจนถึงตลอดช่วงชีวิต แล้วให้กระทรวงต่าง ๆ นั้นบูรณาการเราก็จะทำงาน แบบนี้มากขึ้นเพื่อที่จะได้มองในช่วงมิติของคนอย่างครบวงจร แล้วในส่วนนี้งบประมาณ ในการจัดสรรเราก็ยังได้มีการเพิ่มงบประมาณในการจัดสรรเพิ่มจากปี ๒๕๕๖ ในส่วนของ ปัญหาความมั่นคงทางชายแดนภาคใต้ก็สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ๒๓ เปอร์เซ็นต์ เป็นเม็ดเงิน ประมาณ ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งก็จะเน้นในเรื่องของการบูรณาการทั้งเรื่องของการรักษาความสงบ ตามกรอบนโยบายความมั่นคงแห่งชาติที่ได้มีการนำเสนอไว้ต่อรัฐสภา แล้วก็รวมถึงงานพัฒนาต่าง ๆ แล้วก็การร่วมกันในการเสริมสร้างเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
กล่าวโดยสรุปในส่วนของงบประมาณในการจำแนกตามยุทธศาสตร์ประเทศ ถ้าดูตรงนี้ในส่วนของยุทธศาสตร์ประเทศนั้นเราก็จะให้น้ำหนักในส่วนของการลดความเหลื่อมล้ำค่ะ นั่นแปลว่าที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรบอกว่ารวยกระจุกจนกระจาย ก็ต้องเรียนว่า นโยบายในส่วนนี้เราเน้นเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำนั่นคือการกระจายแล้วก็ให้โอกาส อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน
แล้วก็มีอีกเรื่องหนึ่ง ขออนุญาตเรียนว่าเพิ่งได้รับการรายงานอย่างเป็นทางการ เมื่อวานนี้จากไอเอ็มดี เวิลด์ คอมเพทิทีฟเนส เยียร์บุ๊ค (IMD World Competitiveness Yearbook) รายงานมาเมื่อวานนี้เองว่าศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในภาพรวมเทียบกับปี ๒๕๕๕ นั้นดีขึ้นค่ะ จะเห็นว่าเรามีปัญหาเรื่องของอุทกภัย ความสามารถในการแข่งขันของเราตกจากอันดับที่ ๒๗ มันเป็นอันดับที่ ๓๐ วันนี้เรียนว่าผลนี้ออกมาเป็นทางการเมื่อคืนนี้ก็กลับมาอยู่ที่อันดับที่ ๒๗ ถามว่าการปรับปรุงนี้อันดับที่ ๒๗ จากทั้งหมด ๖๐ ประเทศมีอะไรบ้างในส่วนที่เราปรับปรุงขึ้นนะคะ อันแรกก็คือผลงานด้านเศรษฐกิจก็ปรับปรุงจากอันดับที่ ๑๕ เป็นอันดับที่ ๙ ก็ดีขึ้นจากอันดับที่ ๑๕ ขึ้นมาเป็นอันดับที่ ๙ ในส่วนนี้อย่างที่เรียนว่าพื้นฐานของประเทศเรามีความแข็งแกร่ง ถ้าเรา ช่วยกันบูรณาการอย่างเต็มที่ก็เชื่อว่าเราจะได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเติบโตไปได้ ในส่วนประสิทธิภาพ ของรัฐบาลจากอันดับที่ ๒๖ ก็เป็นอันดับที่ ๒๒ ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจก็ดีขึ้นเช่นกันค่ะ ในส่วนของภาคธุรกิจนั้นเพิ่มขึ้นมาจากอันดับที่ ๒๓ ไปเป็นอันดับที่ ๑๘ นะคะ แต่ยังมีในอีกส่วนหนึ่ง ที่ปรับปรุงเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยก็คือสถานะทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน ก็เปลี่ยนจากอันดับที่ ๔๙ มาเป็นอันดับที่ ๔๘ ซึ่งตรงละค่ะพื้นฐานแล้วก็รวมถึงงานวิจัยด้วย ก็ตรงกับงบประมาณที่เรา ได้เน้นในส่วนของการเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแล้วก็งานวิจัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขัน
สุดท้ายนี้เรียนว่า ดิฉันได้ยินหลายท่านที่อาจจะยังมีข้อสงสัยว่าในส่วนของ การกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นการลงทุน ที่เสียเปล่า เป็นการกู้เงิน ดิฉันก็ขออนุญาตเรียนว่า ๑. ก็เพื่อตอบโจทย์ในการเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขัน และที่สำคัญการลงทุนใช้เม็ดเงินนี้ไม่ได้สูญเปล่าค่ะ เป็นการลงทุนเพื่อก่อให้เกิด รายได้กลับเข้าสู่ภาครัฐทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้นการลงทุนนี้เราต้องการลงทุนเพื่อให้เกิด รายได้ ถ้าการที่เราใช้เงินลงทุนแล้วถูกเอาไปเป็นค่าใช้จ่าย อันนี้แน่นอนจะไม่กลับสะท้อน ถึงรายได้ของประเทศในระยะยาว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานนี้ก็เหมือนการลงทุนที่จะเป็น สมบัติกลับคืนสู่ภาครัฐ มีโครงสร้างพื้นฐาน มีรถไฟความเร็วสูง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ให้กับคน ในประเทศแล้วก็ให้ลูกหลานของเราได้ใช้ต่อไป ถ้าถามว่าประโยชน์จากการลงทุนนี้ก็คือ การลงทุนที่มีผลตอบแทนทางตรงก็คือการที่เรามีคมนาคมขนส่งที่จะเพิ่มขีดความสามารถ เราจะเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน เชื่อมคอนเนกทิวิตี (Connectivity) นี้เพื่อให้เกิดรายได้ใหม่ เราประหยัดต้นทุนการขนส่ง และยังไม่รวมในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่จะได้รายได้จากค่าโดยสาร แล้วก็ค่าขนส่งสินค้านะคะ แต่สำหรับผลตอบแทนทางอ้อมก็คือคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนดีขึ้น โดยเฉพาะในต่างจังหวัดสามารถที่จะอาศัยอยู่ในต่างจังหวัดแล้วกลับเข้ามาทำงานในเมืองกรุงได้ อันนี้ก็จะทำให้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ครอบครัวมีโอกาสมีเวลาที่จะได้เจอกันมากขึ้นเพราะว่า ระยะเวลาในการเดินทางนั้นร่นลง แล้วค่าใช้จ่ายต่าง ๆ นั้นก็สามารถที่จะรองรับได้ในบางพื้นที่ แล้วก็เกิดความเจริญทางด้านเศรษฐกิจโดยรอบชุมชนนะคะ ยกตัวอย่างก็จะเห็นว่าที่จะเห็น หลาย ๆ ครั้งอย่างเช่นในกรุงเทพมหานครมีรถไฟฟ้าเกิดขึ้นที่ไหนท่านก็จะเห็นว่าจะมีร้านค้าต่าง ๆ แล้วมีความเจริญของชุมชนเกิดขึ้นที่นั่น เราอยากเห็นอย่างนี้กระจายทั่วประเทศค่ะ ก็ขออนุญาตเรียนสรุปกับท่านสมาชิกที่เคารพเพียงเท่านี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ