สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖

สุชีน เอ่งฉ้วน เสนอการแก้ไขปัญหาการปลูกปาล์มน้ำมัน โดยเน้นย้ำว่าปัญหาคือราคาปาล์มน้ำมันที่ตกต่ำ ทำให้เกษตรกรไม่สามารถรับรายได้ที่เหมาะสมได้ และเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือเกษตรกร สุชีน เอ่งฉ้วน ยังหารือเกี่ยวกับการผลิตและใช้น้ำมันไบโอดีเซลและผลิตกระแสไฟฟ้าจากน้ำมันปาล์ม เพื่อส่งเสริมการผลิตและใช้น้ำมันไบโอดีเซลที่มีคุณภาพสูงขึ้นและเพิ่มผลประโยชน์ให้กับเกษตรกรและแรงงานที่เกี่ยวข้อง

นายสุชีน เอ่งฉ้วน กระบี่

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุชีน เอ่งฉ้วน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ กระผม ได้เสนอตัดลดงบประมาณฉบับนี้ไว้ ๕ เปอร์เซ็นต์ เนื่องมาจากว่าไม่ได้สะท้อนในการแก้ปัญหา พืชผลทางการเกษตรทั้งยางพาราและโดยเฉพาะปาล์มน้ำมัน ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน ประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐-๔,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ มีเกษตรกรที่อยู่ในภาคการปลูกปาล์มหลายแสน ครัวเรือน โดยราคาปาล์มน้ำมันที่จังหวัดกระบี่วันนี้ ผมขอพูดราคาปาล์มน้ำมันที่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ณ โรงสกัด ราคาอยู่ที่ ๓.๔๐ บาทนะครับ อยากจะบอกท่านประธานว่าราคาปาล์มนี่เราจะเห็นว่า มันมีหลายตัวขึ้นอยู่กับเปอร์เซ็นต์น้ำมันนะครับ มี ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็มี ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ที่ผมเอาราคา ๑๕ เปอร์เซ็นต์มาพูดก็เพราะว่าเป็นราคาส่วนใหญ่ที่เกษตรกร ขายจริงนะครับ ท่านประธานลองดูราคาเฉลี่ยปี ๒๕๕๖ เป็นราคาที่เกษตรกรได้ขายปาล์มน้ำมัน ในรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ครับ มกราคม ๓.๓๑ บาท กุมภาพันธ์ ๓.๔๐ บาท มีนาคม ๓.๓๕ บาท เมษายน ๒.๙๕ บาท แล้วลองมาย้อนดูปี ๒๕๕๔ นะครับ ปี ๒๕๕๔ สมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์โดยท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้กำกับดูแล คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ มกราคม ๖.๗๐ บาท กุมภาพันธ์ ๙.๕๐ บาท มีนาคม ๖ บาท เมษายน ๕.๒๐ บาท เมื่อดู ๒ ปีเปรียบเทียบกันแล้วท่านประธานก็จะเห็นว่า มีความแตกต่างกันอยู่ถึงเกือบครึ่งหนึ่งหรือว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ นั่นก็หมายความว่าเกษตรกรพี่น้องชาวสวนปาล์มที่เคยขายปาล์มได้ ๓๐,๐๐๐ บาทในสมัย รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ พอมาถึงสมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็จะเหลือเพียงแค่ ๑๕,๐๐๐ บาท พูดง่าย ๆ ว่ารายรับลดลงเพียงแต่รายจ่ายยังคงเท่าเดิม ค่าเทอม ค่าแรง หรือว่าค่าใช้จ่ายในการซื้อของอุปโภคบริโภคก็ยังมีราคาสูงขึ้นด้วยซ้ำไป นี่ก็เป็นความเดือดร้อน ของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนปาล์มนะครับ ทำไมผมถึงเห็นว่านโยบายฉบับนี้ถึงไม่แก้ปัญหา ของพี่น้องชาวสวนปาล์ม ปัญหาของชาวสวนปาล์มมีอยู่คือ ๑. คณะกรรมการนโยบาย ปาล์มน้ำมันแห่งชาติหรือ กนป. โดยมีท่านรองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นประธาน มีการประชุมกันน้อยมากนะครับ เนื่องจากมีการประชุมกันน้อยมากจึงส่งผลในข้อที่ ๒ ที่ทำให้เกิดปัญหาก็คือได้มีการอนุมัตินำเข้าปาล์มน้ำมันมา ๔๐,๐๐๐ ตัน ในวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๕๕ เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีก็จะลุกขึ้นมาชี้แจงนะครับว่าวันนั้นที่อนุมัติเพราะว่า สต็อกปาล์มมันขาด สต็อกปาล์มในประเทศไทยควรจะมีอยู่ ๒๐๐,๐๐๐ ตัน เดือนเมษายน อยู่ประมาณ ๑๘๐,๐๐๐-๑๙๐,๐๐๐ ตัน แต่อย่าลืมนะครับท่านประธานเดือนเมษายนนี่คือ หน้าแล้ง หน้าแล้งนี่ปาล์มมันจะออกน้อยนะครับ ท่านอนุมัติในหน้าแล้งแต่กว่าท่านจะนำ เข้ามาเสร็จมันก็ไปชนกับหน้าฝน หน้าฝนนี่ปาล์มก็ออกเยอะนะครับเป็นธรรมดาของพืชนะครับว่า น้ำมากผลผลิตก็มาก น้ำน้อยผลผลิตก็น้อย ไม่มีน้ำก็ไม่มีผลผลิต หลังจากที่เกิดปัญหา ๒ ข้อ มาแล้วนะครับว่าท่านนำเข้ามา ๔๐,๐๐๐ ตันน้ำมัน ๔๐,๐๐๐ ตันน้ำมันถ้ามาทอนเป็นทะลาย ต้องคูณ ๖ นะครับท่านประธาน เพราะว่าน้ำมัน ๑ ลิตร ผลิตมาจากปาล์ม ๖ กิโลกรัม เท่ากับว่าท่านนำเข้ามา ๔๐,๐๐๐ ลิตร คูณ ๖ ก็จะได้ถึง ๒๔๐,๐๐๐ ตัน นั่นคือท่านไปซื้อ ปาล์มมาจากเมืองนอก ๒๔๐,๐๐๐ ตัน มันถึงส่งผลมาถึงข้อ ๓ ข้อ ๓ ก็คือทำให้สต็อก ปาล์มน้ำมันในประเทศไทยเกิน ในวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๖ สต็อกปาล์มน้ำมันของประเทศไทย เป็นอย่างไรครับ มีสูงถึง ๓๘๖,๔๖๑ ตัน นั่นก็คือว่ามีเกินอยู่ถึง ๑๘๐,๐๐๐ ตัน ประเทศไทยนี้ ควรจะมีสต็อกน้ำมันอยู่ที่ ๒๐๐,๐๐๐ ตัน แต่เนื่องจากท่านประชุมน้อยแล้วท่านไปนำเข้ามา มันก็มาเจอกับฤดูฝนปาล์มออกเยอะสต็อกก็เลยทะลุขึ้นไปถึง ๓๘๐,๐๐๐ ตัน หมายความว่า อย่างไรครับท่านประธานสต็อกเกินไป สินค้าทุกชนิดในเมื่อเกินความต้องการของตลาด มีมากกว่าความจำเป็นราคามันก็ตก ฉะนั้นพี่น้องเกษตรกรชาวสวนปาล์มจึงขายปาล์มได้ ในราคา ๒-๓ บาท อันนี้คือผลที่เกิดขึ้นมา ๓ ข้อ ข้อที่ ๔ พอเราไปเรียกร้องให้รัฐบาลมาให้ ความช่วยเหลือท่านก็ส่งเงินมาผ่านองค์การคลังสินค้าหรือ อคส. มาใช้แทรกแซง ท่านให้มา ๒ ลอต ลอตละ ๕๐,๐๐๐ บาท แต่ทั้ง ๒ ลอตที่ท่านให้มามันไม่ถึงเกษตรกรโดยตรงหรือว่า ไม่ทั่วถึง โรงงานสกัดทั้งประเทศไทยมีทั้งหมด ๔๙ โรงงาน แต่ว่ามีแค่ ๕ โรงงานเท่านั้น ที่เข้าร่วมโครงการกับท่าน และ ๕ โรงงานที่เข้าร่วมโครงการกับท่าน ๔ โรงงานอยู่ใน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ๑ โรงงานอยู่ในจังหวัดปัตตานี นั่นก็หมายความว่าพี่น้องเกษตรกร ยกตัวอย่างเช่นเกษตรกรชาวสวนปาล์มในจังหวัดกระบี่อยากไปขายปาล์มในราคาแทรกแซง ต้องทุบปาล์มจากจังหวัดกระบี่ไปขายที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันทำไม่ได้ หรือว่าไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ฉะนั้นก็หมายถึงการที่ท่านให้เงินแทรกแซงมาไม่ถึงมือพี่น้อง ชาวเกษตรกร แนวทางการแก้ไขนะครับ เราเสนอปัญหาให้กับรัฐบาลแล้วเราก็เสนอแนวทาง การแก้ไขให้ท่านด้วยนะครับ ท่านลองรับฟังไปพิจารณาดู ตอนนี้สต็อกในมือท่านเกินอยู่ ๑๘๐,๐๐๐ ตัน ท่านจะต้องทำหน้าที่อย่างไร ท่านก็จะต้องเร่งระบายสต็อกในประเทศ วิธีที่ ๑ ท่านก็อาจจะประกาศเลยก็ได้ทำน้ำมันปาล์มธงฟ้า ๕๐,๐๐๐ ลิตร หรือ ๑๐๐,๐๐๐ ลิตร แล้วแต่ว่านโยบายของท่านประกาศทำน้ำมันธงฟ้าราคาถูกขึ้นมาประชาชนก็จะได้ซื้อสินค้า อุปโภคบริโภคในราคาถูกลง เกษตรกรชาวสวนปาล์มของผมก็จะได้ขายปาล์มในราคาดีขึ้นด้วย อันนี้วิธีที่ ๑

วิธีที่ ๒ ก็คือเร่งส่งเสริมไบโอดีเซลปัจจุบันนี้เราใช้น้ำมันไบโอดีเซลอยู่ที่บี ๓ (B3) กับบี ๕ (B5) รัฐบาลควรจะไปเร่งส่งเสริมให้มีการผลิตหรือมีการใช้บี ๗ (B7) บี ๑๐ (B10) หรือบี ๒๐ (B20) บี ๗ ก็คือในน้ำมัน ๑๐๐ ลิตร ผสมน้ำมันปาล์มไป ๗ ลิตร บี ๑๐ ก็ผสม ๑๐ ลิตร บี ๒๐ ก็ผสม ๒๐ ลิตร แล้วทุกครั้งที่ผมพูดถึงเรื่องของไบโอดีเซลเกษตรกรชาวสวนปาล์มของเรา ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างสูงนะครับ เพราะว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา เป็นคนแรกที่ผลิตบี ๑๐๐ (B100) แล้วก็นำมาใช้แล้วในโครงการพระราชดำริในสวนจิตรลดา ถ้าเข้าไปแล้วเห็นรถติดสติกเกอร์ (Sticker) ว่ารถคันนี้ใช้น้ำมันปาล์ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ นี่คือ บี ๑๐๐ มีนักวิชาการคำนวณให้ผมว่าถ้านำผลผลิตปาล์มจากชาวบ้านกิโลกรัมละ ๕-๖ บาท มาผลิตเป็นบี ๑๐๐ จะตกอยู่ที่ประมาณลิตรละ ๓๕-๔๐ บาท แต่ท่านประธานลองคิดดูนะครับว่า เติมน้ำมันดีเซลธรรมดา ๓๐ บาท เงินตราจะต้องออกไปต่างประเทศ เราจะต้องไปนำเข้าน้ำมัน มาจากตะวันออกกลาง แต่ถ้าเกิดมาเติมบี ๑๐๐ ที่เป็นน้ำมันปาล์ม ๓๕ บาท หรือ ๔๐ บาท แต่ทุกบาททุกสตางค์ตกอยู่ในเมืองไทยทั้งหมด ผลประโยชน์ก็จะได้ตั้งแต่เกษตรกรที่ปลูกปาล์ม ผลประโยชน์ก็จะได้กับแรงงานที่อยู่ในโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม เงินทุกบาททุกสตางค์จะตก อยู่ในประเทศไทยนะครับ อันนี้เรื่องของไบโอดีเซล

การแก้ปัญหาในแนวทางที่ ๓ นะครับ ปัจจุบันที่จังหวัดกระบี่ของผมมี โรงงานไฟฟ้ากำลังผลิต ๓๔๐ เมกะวัตต์อยู่ ถ้าเดินเครื่องเต็มที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จะใช้ น้ำมันเตาวันละ ๑,๗๐๐,๐๐๐ ลิตรต่อวัน ตอนนี้อยู่ในขั้นทดลองนะครับ ผสมน้ำมันปาล์ม ไปแล้วประมาณเกือบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าผสมไป ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็จะใช้น้ำมันปาล์มประมาณ ๑๗๐,๐๐๐ ลิตรต่อวัน ๑๗๐,๐๐๐ ลิตรต่อวัน ๑ เดือนก็เท่ากับว่าใช้น้ำมันปาล์มไปประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ลิตร หรือ ๕,๐๐๐ ตัน อันนี้ตัวเลขปัจจุบันคือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ใช้ ๕,๐๐๐ ตัน แต่ถ้าเกิดได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลเพิ่มการผสมน้ำมันปาล์ม ลงไปในการผลิตกำลังไฟฟ้า สมมุติเพิ่มเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ก็จะใช้น้ำมันปาล์ม ๑๐,๐๐๐ ตัน ต่อเดือน ถ้าเพิ่มไปได้ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ก็จะใช้น้ำมันปาล์มถึง ๒๕,๐๐๐ ตันต่อเดือน และถ้าเกิดประเทศไทยสามารถนำน้ำมันปาล์มไปผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ จะใช้น้ำมันปาล์มถึง ๕๐,๐๐๐ ตันต่อเดือน ท่านประธานลองฟังดูนะครับ เมื่อสักครู่ข้อ ๒ ที่ผมบอกว่าสต็อกประเทศไทยเกินอยู่ ๑๘๐,๐๐๐ ถ้าเราสามารถใช้ได้ถึง ๕๐,๐๐๐ ตันต่อเดือน ๔ เดือนก็หมดแล้วครับ ๑๘๐,๐๐๐ และแถมทีนี้จะไม่พอด้วยซ้ำไป แนวทางการแก้ไข ที่กระผมได้นำเสนอต่อรัฐบาลสรุปได้ ๓ อย่างนะครับ ๑. ก็เอามากินทำเป็นน้ำมันพืช ๒. เอามาเติมรถยนต์ แล้วก็ ๓. เอามาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่สามารถทำให้ประเทศไทยอยู่อย่างยั่งยืนได้นะครับ เขาบอกว่าในอีก ๕๐ ปีข้างหน้าน้ำมันที่มาจากการทับถมของฟอสซิล (Fossil) กำลังจะหมดนะครับ ถ้าเรา วางแผนไว้ดี ๆ ปลูกปาล์ม กินก็ได้ เติมรถยนต์ก็ได้ ผลิตกระแสไฟฟ้าก็ได้ จะเป็นความยั่งยืน ของประเทศไทยนะครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน