อรรถกร อภิปรายหนุนงบปี 57 เน้นยุทธศาสตร์ 8 ข้อ ยันบริหารดีสร้างประโยชน์มหาศาล

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖

อรรถกร ศิริลัทธยากร อภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ โดยเน้นย้ำถึงการจัดสรรงบประมาณตามหลักยุทธศาสตร์ ๘ ข้อและนโยบายเร่งด่วนเพื่อสร้างอนาคตของชาติ พร้อมทั้งยกย่องประสิทธิภาพการบริหารจัดการงบประมาณของกระทรวงพลังงานที่แม้จะได้รับงบเพียงเล็กน้อยแต่สามารถสร้างประโยชน์มหาศาลต่อเศรษฐกิจไทยได้

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร บัญชีรายชื่อ

ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอรรถกร ศิริลัทยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดฉะเชิงเทรา วันนี้ขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ โดยทางรัฐบาลนั้นได้ตั้งงบไว้ที่ ๒.๕๒ ล้านล้านบาท โดยการจัดสรรงบประมาณลงไปในแต่ละกระทรวงนั้น แน่นอนครับ ผมก็ดูเอกสารครับ การจัดสรรนั้นอ้างอิงไปกับหลักยุทธศาสตร์ ๘ ข้อที่รัฐบาลได้ตั้งไว้ และแน่นอนครับมันก็จะไปเชื่อมโยงกับอีก ๑๖ นโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลนั้นได้ประกาศไว้ว่า จะทำเพื่อพี่น้องประชาชน จากที่ผมได้ศึกษาเอกสารครับ ตรงนี้คนอื่นอาจจะเห็นต่างนะครับ แต่ว่าผมเห็นว่ารัฐบาลนั้นตั้งใจที่จะลงทุนแล้วก็ใช้งบประมาณจำนวน ๒.๕๒ ล้านล้านบาท เพื่อสร้างอนาคตของประเทศไทยครับ ถ้าเราไปบวกรวมกับอีก ๓.๕ แสนล้านบาทที่จะนำมา บริหารน้ำอีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เราจะมาพัฒนาระบบโลจิสติกส์ (Logistics) ยิ่งทำให้ เห็นอนาคตเห็นภาพประเทศไทยในอีก ๕ ปี ๑๐ ปีหรือ ๒๐ ปีข้างหน้าได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น หนึ่งในยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญที่ผมจะต้องนำเรียนในที่ประชุมในวันนี้ก็คือว่ายุทธศาสตร์ ที่ประเทศไทยนั้นจะเข้ามาเป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ ที่ประเทศไทยนั้นโดยเฉพาะรัฐบาลไม่สามารถละเลยได้ อีกยุทธศาสตร์หนึ่งที่มีความสำคัญ ไม่แพ้กันนะครับ และมันก็จะเดินหน้าควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์แรก นั่นก็คือยุทธศาสตร์ ของการสร้างความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน แน่นอนครับ ทำไมผมถึงมีความมั่นใจในการใช้เงินงบประมาณของรัฐบาลในครั้งนี้ ผมมีตัวเลข ๒-๓ อย่างในการนำเสนอนะครับ ตัวเลขจากสภาพัฒน์ก็ได้มีการประมาณการ ไว้ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวอย่างน้อย ๔.๒-๕.๒ เปอร์เซ็นต์นะครับ หรือว่าจะเป็นรายได้ ต่อหัวของพี่น้องชาวไทยที่จะเพิ่มขึ้นในปีนี้อยู่ที่ ๑๖๗,๑๓๗ บาท ซึ่งได้ประมาณการว่าปีหน้า จะเป็น ๑๗๘,๕๑๓ บาท รายได้เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจก็โตขึ้น ถ้าสด ๆ ร้อน ๆ เลย เมื่อสักครู่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีก็ได้นำเรียนในที่ประชุมไป เมื่อคืนนี้มีการจัดลำดับว่าประเทศไทยนั้น มีศักยภาพเพิ่มขึ้นครับ จากลำดับที่ ๓๐ เป็นลำดับที่ ๒๗ แล้วการลงทุนในครั้งนี้ก็จะเพิ่มจาก ลำดับ ๒๗ ผมว่าอาจจะมาอยู่ลำดับที่ ๒๐ หรือว่าลำดับที่ ๑๐ ต้น ๆ ก็ได้นะครับ ใครจะไปรู้ อย่างที่ผมได้นำเรียนครับ ผมคงจะเน้นเรื่องความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจนะครับ ซึ่งรัฐบาลนั้นได้จัดสรรงบประมาณไว้ประมาณ ๑๓.๖ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมด แต่การที่ประเทศไทยนั้นจะมีเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและมั่นคง มันก็มีปัจจัยอื่น ๆ หลายปัจจัยครับ ปัจจัยเรื่องพลังงานเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญ และความต้องการของพลังงานนั้นมันก็จะ เพิ่มมากขึ้น ล้อไปกับเศรษฐกิจที่กำลังจะขยายตัวมากยิ่งขึ้น ดังนั้นแน่นอนครับท่านประธาน ผมคงจะต้องอภิปรายในเรื่องของงบประมาณจากกระทรวงพลังงาน ซึ่งในปี ๒๕๕๗ นั้น กระทรวงพลังงานจะได้รับงบประมาณจากรัฐบาลจำนวนทั้งสิ้น ๒,๐๙๘ ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น จากปี ๒๕๕๖ เพียงแค่ร้อยละ ๐.๑ เท่านั้น งบของกระทรวงพลังงานมีไม่เยอะครับท่านประธานครับ แต่ว่าถ้าเราลองเปรียบเทียบกับผลงานหรือว่าสิ่งต่าง ๆ ผลประโยชน์ หรือว่าการลงทุนต่าง ๆ ที่นำผลประโยชน์เข้ามาสู่ประเทศไทย หรือว่าการลงทุนในประเทศ แล้วมันก็เกิดประโยชน์ ผลลัพธ์ต่าง ๆ มันมากมายมหาศาล สำหรับผมผมมองอย่างนี้ครับว่ารัฐบาลใช้เงินกับ กระทรวงพลังงานไม่มาก แต่ว่าผลตอบรับนั้นมากมายมหาศาล ดังนั้นสำหรับผม ผมก็เลย มองว่าการจัดสรรงบประมาณลงไปที่กระทรวงพลังงานด้วยงบประมาณระดับนี้มีความเหมาะสม และกระทรวงก็สามารถจัดการบริหารการใช้งบประมาณได้อย่างมีศักยภาพ ผมก็คงจะใช้เวลา ไม่มากครับ คือถ้าดูจากเอกสารตามเล่มของงบประมาณกระทรวงพลังงานนี่ งบประมาณ ก็จะจัดสรรลงไปยังกรมต่าง ๆ ส่วนใหญ่ก็จะใช้ไปเรื่องของบุคลากร หรือว่าเป็นเรื่องของ งบดำเนินการ หรือว่าการจัดซื้อครุภัณฑ์ต่าง ๆ หรือว่างบวิจัยศึกษาพลังงานในอนาคต แค่นี้ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทก็แทบจะหมดแล้วครับ ดังนั้นผมก็เลยย้ำอีกทีครับว่าผมมองเห็นว่า กระทรวงพลังงานเป็นหนึ่งในกระทรวงที่สามารถบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ และผมอยากจะขอนำข้อมูลที่เป็นข้อมูลที่บอกว่าทำไมเราถึงจะต้องให้ความสำคัญ กับด้านพลังงานแล้วกันนะครับ ก็คงจะเป็นข้อมูลที่เข้าใจง่าย ๆ ก็ยกตัวอย่างตัวเลขเลยว่า ทุก ๆ ปีสถิติการใช้พลังงานในประเทศไทยนั้นจะเพิ่มขึ้นประมาณปีละ ๔ เปอร์เซ็นต์ แน่นอนครับการลงทุนที่เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจขยายตัว ปีหน้า ๔ เปอร์เซ็นต์อาจจะไม่เพียงพอ อาจจะเป็น ๕ เปอร์เซ็นต์ ๖ เปอร์เซ็นต์ ๗ เปอร์เซ็นต์ หรือว่ามันก็จะขึ้นอยู่กับอัตรา การเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ ความต้องการทางด้านพลังงานมาจากหลายภาคส่วนครับ ไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม ๓๖.๗ เปอร์เซ็นต์นะครับ ภาคการขนส่ง ๓๕.๘ เปอร์เซ็นต์ ภาคของที่อยู่อาศัย ๑๕.๑ เปอร์เซ็นต์ ภาคธุรกิจหรือว่าภาคเกษตรก็มีความต้องการ ในการใช้พลังงานทั้งหมดทั้งสิ้น แน่นอนครับนอกจากเรื่องพลังงานแล้วก็มีเรื่องของความต้องการ ในการใช้ไฟฟ้า ซึ่งมีความจำเป็น แล้ววันนี้ถือว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานที่ ๕ ของคนทั่วโลกเหมือนกัน ทางรัฐบาลก็ดี ทางกระทรวงพลังงานก็ดีก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของการที่จะ พยายามที่จะหาไฟฟ้าหรือว่าผลิตไฟฟ้าให้มีความเพียงพอต่อความต้องการของพี่น้องชาวไทย ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งในประมาณอีก ๑๕-๒๐ ปีข้างหน้านี่มีการประเมินกันไว้ครับว่า พลังงานไฟฟ้าจะต้องมีมากขึ้นเป็น ๒ เท่า ดังนั้นในอีก ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปีข้างหน้าเราอาจจะต้อง มีความสามารถในการผลิตไฟฟ้าให้ได้ประมาณ ๖๐,๐๐-๗๐,๐๐๐ เมกะวัตต์ต่อวันครับ ตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญครับ อันนี้ก็คือเหตุผลหลัก ๆ ต่าง ๆ ที่ผมจะบอกว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ผมได้พูดมานี่เป็นความจำเป็น แล้วรัฐบาลนั้นก็ได้ให้ความสำคัญในการจัดงบประมาณ สนับสนุนกระทรวงพลังงาน ไหน ๆ ผมมีโอกาสได้ขึ้นมาอภิปรายแล้วก็ขออนุญาตเรียกว่า อาจจะพูดถึงเรื่องประเด็นที่พี่น้องประชาชนให้ความสนใจนิดหนึ่ง ประเด็นแรก ก็คือเป็นประเด็นเรื่องวิกฤติพลังงานในช่วงต้นปีที่ผ่านมาแล้วก็วิกฤติที่เกิดไฟฟ้าดับ ในช่วงจังหวัดภาคใต้ ในช่วงเดือนมีนาคมที่ประเทศพม่าหยุดส่งแก๊สเข้าประเทศไทยทำให้ช่วงนั้น เศรษฐกิจชะลอตัว ถึงแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาไม่นานแต่ประเทศไทยก็เสียหายหลายล้านบาท ผมไม่แน่ใจตัวเลขตรง ๆ ดังนั้นสำหรับผมผมมองว่าประเทศไทยนั้นเราพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน จากประเทศอื่นมากเกินไป แต่ว่าสิ่งที่ผมสามารถพอจะอุ่นใจก็คือว่าดูจากการทำงาน ของรัฐบาลก็ดี ดูจากการทำงานของทางท่านรัฐมนตรีก็ดี ก็พยายามที่จะสร้างสรรค์แนวทาง ต่าง ๆ ที่จะทำให้พลังงานในประเทศไทยนั้นมีความมั่นคงและยั่งยืนมากขึ้น ส่วนเรื่องที่ไฟดับ ในภาคใต้ผมไม่อยากให้โทษว่าเรื่องนี้ใครถูกใครผิดเพราะว่าจริง ๆ แล้วคงจะไม่มีใครอยากให้ มันเกิดขึ้น แต่ผมมองว่าเราโชคดีที่มันเกิดขึ้นในระยะเวลาที่ไม่นานนักแล้วทางกระทรวงพลังงาน ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้โดยเร็ว อยากจะให้มองว่าตรงนี้คือช่องโหว่ความเปราะบาง ของพลังงานของประเทศไทย แล้วก็อย่างน้อยอีกเรื่องที่ผมอุ่นใจก็คือว่าเรื่องที่ไฟดับนี่ครับ ทางกระทรวงก็ได้มีคำสั่งให้ดำเนินการขยายสายส่งซึ่งจะแก้ไขปัญหาได้ในระดับหนึ่ง ทั้งในภาคใต้ ภาคอีสาน แล้วก็เขตพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ส่วนอีกประเด็นหนึ่งผมขอย้ำให้ พี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ที่บ้านก็แล้วกันนะครับ ก็เป็นเรื่องประเด็นของแอลพีจี เมื่อวานท่านรัฐมนตรีก็ได้ตอบคำถามในสภาแห่งนี้ไปเรียบร้อยแล้วนะครับ แต่ว่าผมอยากจะ ย้ำอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทุกวันนี้รัฐบาลนั้นจะต้องนำเงินจากกองทุนน้ำมันมาซับซิไดซ์ แอลพีจี จำนวนมากแล้วมันเป็นการบิดเบือนราคาจนมากเกินไป สุดท้ายทางกระทรวงพลังงานร่วมกับ หน่วยงานอื่น ๆ ในการสำรวจกลุ่มผู้มีรายได้น้อยโดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าขั้นต่ำไม่เกิน ๙๐ หน่วย ซึ่งสรุปตัวเลขคร่าว ๆ ก็ประมาณ ๗.๖ ล้านครัวเรือน หรือประมาณ ๑๕-๒๐ ล้านคน ทั่วประเทศไทยเป็นผู้ที่มีรายได้น้อยหรือเป็นผู้ที่ใช้พลังงานน้อย ซึ่งตามนโยบายของรัฐบาล ลดความเหลื่อมล้ำ ช่วยเหลือแล้วก็ลดภาระค่าใช้จ่าย เช่นกันครับนโยบายนี้ก็คือเป็น เรื่องของการช่วยลดค่าใช้จ่ายในเรื่องของค่าไฟฟ้าให้กับพี่น้องประชาชนที่มีรายได้น้อยจริง ๆ ก็ยังมีอีกหลายประเด็นครับท่านประธาน แต่ว่าเวลาค่อนข้างจำกัดผมก็เลยอยากจะ ขออนุญาตอภิปรายไว้เพียงแค่นี้ แต่สิ่งที่ผมบ่งชี้ไปเราก็เล็งเห็นแล้วว่ากระทรวงพลังงานนั้น ทำงานได้อย่างคุ้มค่าในส่วนของงบประมาณที่รัฐบาลได้จัดไว้ให้ ส่วนในเรื่องของกระทรวงอื่น ๆ ที่ได้งบประมาณจากรัฐบาลไปเท่าที่ผมดูจากเอกสารก็อ้างอิงจากหลักยุทธศาสตร์ แล้วก็นโยบายแทบจะทุกกระทรวง ดังนั้นส่วนตัวผมมีความเห็นด้วยแล้วก็จะสนับสนุน ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ในครั้งนี้ เพราะว่าผมนั้น อยากเห็นประเทศไทยมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน อยากจะเห็นอนาคตของ ประเทศไทยเป็นอนาคตที่จับต้องได้แล้วก็อยากจะเห็นพลังงานอยู่เคียงคู่กับประเทศไทย ตลอดไป ขอกราบขอบคุณครับ