สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖

อภิรักษ์ โกษะโยธิน อภิปรายงบประมาณประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๗ ที่เสนอมา โดยมีปัญหาที่ขาดดุล ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และมีความต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และการพัฒนาสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร และเรียกร้องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ข้าวของแพง ค่าครองชีพ หนี้สิน และอื่น ๆ และยังพูดถึงความล้มเหลวของนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท การปรับขึ้นเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี และนโยบายรถคันแรก ซึ่งทำให้เกิดปัญหาต้นทุนและราคาสินค้า นอกจากนี้ยังพูดถึงการปรับตัวของค่าครองชีพและรายจ่ายที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสาน และเรียกร้องการส่งเสริมขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมและเอสเอ็มอี รวมถึงการส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวและบริการ

นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม อภิรักษ์ โกษะโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจากพรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะอภิปรายงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๗ ของรัฐบาล ที่เสนอมาเป็นจำนวนเงิน ๒,๕๒๕,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งปีนี้ก็ถือว่าเป็นงบประมาณที่ขาดดุล ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งในข้อเท็จจริงไม่ได้นับรวมเงินกู้ที่ทางรัฐบาลได้จัดสรรไว้ทั้งในเรื่อง ของร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ในเรื่องของโครงสร้างทางด้านน้ำ แล้วก็อีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับในเรื่องของการลงทุนในเรื่องของระบบขนส่งมวลชน และการคมนาคมต่าง ๆ ผมมีประเด็นที่อยากจะขอท่านประธานอภิปรายใน ๒ ยุทธศาสตร์ จาก ๘ ยุทธศาสตร์ในการเสนองบประมาณของรัฐบาล

ยุทธศาสตร์ที่ ๑ ก็คือยุทธศาสตร์ในเรื่องของการเร่งรัดการพัฒนาประเทศ และการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนเป็นจำนวนเงิน ๑๔๕,๐๐๖.๙ ล้านบาท ซึ่งในเรื่องนี้รัฐบาลมีความต้องการที่จะผลักดันในเรื่องของการเพิ่มขีดความสามารถ ทางการแข่งขันของประเทศ การเตรียมความพร้อมการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เพิ่มศักยภาพ ของผู้ประกอบการ แรงงาน ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม แล้วที่สำคัญก็คือ การพัฒนาสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือในเรื่องของยุทธศาสตร์การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน จำนวน ๓๔๓,๗๔๖.๗ ล้านบาท ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ข้าวของแพง ค่าครองชีพ แล้วที่สำคัญในวันนี้ก็คือ ปัญหาในเรื่องของหนี้สินครัวเรือน หนี้สินทางด้านอุปโภคบริโภค รวมถึงในเรื่องของการที่รัฐบาล มียุทธศาสตร์ในการที่จะส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาค การส่งเสริมทางด้านขนส่งโลจิสติกส์ และที่สำคัญก็คือในเรื่องของการลงทุนทางด้านระบบขนส่งมวลชน และโครงสร้างราคาพลังงานให้เหมาะสมกับค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ถ้าทางท่านประธาน ได้มีโอกาสที่จะได้ดูผลการสำรวจของสถาบันการศึกษาอย่างน้อย ๓ แห่ง ที่ล่าสุดได้มีการสำรวจ โดยมหาวิทยาลัยกรุงเทพที่เราเรียกว่ากรุงเทพโพลล์ได้มีการสำรวจพบว่าพี่น้องประชาชน มีความเห็นว่าในวันนี้แม้ว่ารัฐบาลจะมีแนวนโยบายในการที่จะเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แต่ว่า ค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชนเพิ่มขึ้นเป็นค่าใช้จ่ายทางด้านค่าครองชีพสูงถึง ๗๒ เปอร์เซ็นต์ แล้วที่สำคัญเป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องของชีวิตประจำวันที่พี่น้องประชาชนต้องใช้จ่ายในการซื้อของ ถึง ๘๔.๘ เปอร์เซ็นต์ ผลการสำรวจที่ ๒ โดยมหาวิทยาลัยหาดใหญ่หรือที่เรียกกันว่า หาดใหญ่โพลล์ พบว่าพี่น้องประชาชนมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนครัวเรือนละประมาณ ๒๐,๗๑๐ บาท โดยมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นถึงเดือนละประมาณ ๑,๙๓๘ บาทต่อเดือน ซึ่งพบว่า สูงขึ้นถึงเกือบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ต่อรายได้ในช่วงแต่ละเดือน แล้วที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือ ปัญหาค่าครองชีพ เป็นปัญหาที่พี่น้องประชาชนประสบโดยราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้น ถึง ๖๘.๒ เปอร์เซ็นต์ และราคาน้ำมันแพง ๒๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็น ๒ เรื่องที่มีผลกระทบ กับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน สถาบันที่ ๓ ก็คือสถาบันอัสสัมชัญที่เรียกกันว่า เอแบคโพลล์ ได้มีการสำรวจในเรื่องของค่าใช้จ่ายครัวเรือนของพี่น้องประชาชนพบว่า ๖๗ เปอร์เซ็นต์เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐบาลในเรื่องของการดูแลแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องข้าวของแพง ประกอบไปด้วยค่าอาหาร ๓๒ เปอร์เซ็นต์ ค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง ๒๓ เปอร์เซ็นต์ ค่าใช้จ่ายทางด้านค่าไฟฟ้า สาธารณูปโภค ๘ เปอร์เซ็นต์ และสินค้าทางด้านอุปโภคอีก ๔ เปอร์เซ็นต์ พรรคประชาธิปัตย์ได้มีการสำรวจดัชนีอาหาร ที่เรียกกันว่าดัชนีข้าวแกงและดัชนีตลาดสด ซึ่งจะไปสำรวจราคาสินค้าที่พี่น้องประชาชน จำเป็นต้องซื้อหาในชีวิตประจำวันทั่วทุกภูมิภาค พบว่าราคาสินค้าหลักที่พี่น้องประชาชน ต้องอาศัยใช้ในชีวิตประจำวันที่สำคัญก็คือในเรื่องของราคาข้าวแกงแล้วก็อาหารตามสั่ง วันนี้ ราคาข้าวแกงและอาหารตามสั่งเฉลี่ยทั่วประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานคร และเมืองใหญ่จะอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ ๓๕-๔๐ บาท บางพื้นที่สูงถึง ๔๕ บาท ราคาหมูเนื้อแดง ซึ่งรัฐบาลเคยประกาศย้อนไปในช่วงปีที่แล้ว ที่บอกว่าจะพยายามควบคุมราคาให้อยู่ที่ ประมาณ ๑๑๐ บาทต่อกิโลกรัม วันนี้สูงถึงประมาณ ๑๓๐-๑๔๐ บาทต่อกิโลกรัม ราคาไก่สดทั้งตัวสูงขึ้นถึงประมาณ ๖๐-๗๐ บาทต่อกิโลกรัม ไม่นับราคาไข่ไก่ ซึ่งวันนี้ เป็นปัญหาโต้เถียงกันระหว่างเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่กับพี่น้องประชาชนว่าตกลงแล้วราคา ที่เหมาะสมที่เกษตรกรจะอยู่ได้และพี่น้องประชาชนจะอยู่ได้ควรจะเป็นเท่าไร แต่ล่าสุดพบว่า ราคาไข่ไก่ที่พี่น้องประชาชนบริโภคประจำโดยเฉพาะอย่างยิ่งไข่ไก่เบอร์ ๓ ซึ่งปกติอาจจะอยู่ที่ ประมาณไม่ถึง ๓ บาท หรือ ๓ บาทต้น ๆ วันนี้ขยับขึ้นจาก ๓.๕๐ บาท ขึ้นมาเป็น ๓.๗๐ บาท คือพูดง่าย ๆ ถาดละประมาณ ๑๐๕ บาท ขึ้นไปถึง ๑๑๐ บาท ถ้าเป็นราคาไข่เบอร์ ๑ ๓๐ ฟอง ๑ ถาด ก็จะปรับขึ้นจากเฉลี่ย ๑๑๕ บาท ขึ้นไป ๑๒๐ บาท ทำให้ราคาเฉลี่ย จาก ๓.๘๐ บาท ขึ้นไปถึง ๔ บาท แล้วที่สำคัญอีกดัชนีหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ของผู้บริโภคหรือพี่น้องประชาชนก็คือราคามะนาว เมื่อปีที่แล้วราคามะนาวเคยสูงขึ้น จากที่ลูกละประมาณ ๓-๔ บาท ขึ้นไปถึงประมาณ ๗-๘ บาท วันนี้ก็เป็นราคาที่สูงขึ้น แล้วก็เป็นดัชนีที่มีความสำคัญที่เกี่ยวข้องกับราคาสินค้าที่พี่น้องประชาชนซื้อหา ในชีวิตประจำวัน

ส่วนที่ ๒ ก็คือในเรื่องของราคาสินค้าเกษตร ซึ่งเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อวาน แต่ผมเองอยากจะเท้าความให้เห็นว่าตลอดระยะเวลา ที่รัฐบาลได้เข้ามาดำเนินการ ทางพรรคประชาธิปัตย์เองก็ได้มีการดำเนินเก็บข้อมูลย้อนไปตั้งแต่ช่วงปลายปี ๒๕๕๔ จนกระทั่งถึงวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นราคายางพารา ราคาปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพด ไม่นับพืช ผัก ผลไม้ ซึ่งถือว่าเป็นสินค้าเกษตรที่มีความสำคัญกับพี่น้องเกษตรกร ซึ่งก็ถือว่า เป็นพี่น้องกลุ่มใหญ่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาราคาค่าครองชีพที่มีอยู่ถึงในปัจจุบัน ประเด็นที่ผมอยากอภิปรายต่อเนื่องก็คือความล้มเหลวของนโยบายรัฐบาลที่ได้ดำเนินการ ต่อเนื่องในช่วงระยะเวลากว่า ๒ ปี แล้วที่สำคัญก็คือการจัดสรรงบประมาณในปี ๒๕๕๗ ที่จะถึงนี้ว่าเหมาะสมเพียงใด

ประการแรก ก็คือนโยบายในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ข้าวของแพง ที่ทางรัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์ได้ริเริ่มดำเนินการ โครงการที่ ๑ ที่เป็นโครงการ ที่มีปัญหาต่อเนื่องมาโดยตลอดก็คือโครงการร้านถูกใจ เป็นโครงการที่กระทรวงพาณิชย์ ได้ประกาศที่จะเริ่มโครงการเมื่อปีที่แล้วในช่วงประมาณเดือนเมษายน มีเป้าหมายที่จะ ขายสินค้าอุปโภคบริโภคให้กับพี่น้องประชาชนให้มีราคาถูกลงเฉลี่ยประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มีเป้าหมายที่จะเปิดร้านค้าให้ได้ครบ ๑๐,๐๐๐ ร้าน แต่ว่าระยะเวลาผ่านไป ๑ ปีประสบปัญหา มากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในเรื่องของการหาร้านค้าที่จะเป็นจุดที่พี่น้องประชาชนจะได้รับ ความสะดวก คือพูดง่าย ๆ ถ้าเปรียบเทียบจำนวนร้านค้าถูกใจที่มีเป้าหมาย ๑๐,๐๐๐ ร้าน เทียบกับร้านโชห่วยที่วันนี้มีกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคประมาณเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ ร้าน ก็จะพบว่าประชาชนไม่สามารถที่จะหาร้านค้าถูกใจได้ หรือถ้าหาได้ก็จะพบว่าราคาสินค้า ที่ขายไม่ได้ถูกกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วสินค้าหลายรายการที่ประกาศไว้ว่าจะมีขายก็หาไม่เจอ ไม่เท่านั้น แนวทางที่ตั้งใจจะทำโดยการให้บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เป็นบริษัทที่จะกระจายสินค้า ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ ต้องไปให้บริษัทเอกชนเข้ามาดำเนินการ แล้วก็ยังพบว่าจนกระทั่ง ถึงวันนี้ก็ไม่สามารถที่จะเปิดได้ ๑๐,๐๐๐ ร้าน เหลืออยู่แค่เพียง ๖,๘๐๐ ร้าน แต่ว่าโครงการนี้ ใช้เงินไปทั้งหมด ๑,๓๒๐ ล้านบาท ก็เป็นโครงการที่มีความล้มเหลวและไม่สามารถที่จะแก้ไข ปัญหาราคาสินค้าให้กับพี่น้องประชาชนตามที่ผมได้เรียนให้ท่านประธานทราบ

นโยบายที่ ๒ ก็คือนโยบายในเรื่องของการตรึงราคาอาหารตามสั่ง คือพูดง่าย ๆ เป็นอาหารประจำวันที่พี่น้องประชาชนรับประทาน ไม่ว่าจะเป็นข้าวไข่เจียว กะเพราไก่ไข่ดาว ผัดไทย ผัดซีอิ๊ว ข้าวมันไก่ หรืออาหารตามสั่งต่าง ๆ ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ

ประการที่ ๓ ก็คือนโยบายที่เกี่ยวข้องโดยตรงในเรื่องของพลังงานซึ่งเกี่ยวข้อง กับค่าครองชีพโดยตรงของพี่น้องประชาชนที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา รัฐบาลมีปัญหาในเรื่องของการจัดเก็บ ในเรื่องของกองทุนน้ำมัน ในเรื่องของการปรับราคา ก๊าซเอ็นจีวี (NGV) แอลพีจี ทำให้มีผลกระทบในเรื่องของอัตราค่าโดยสารที่ทยอยปรับขึ้น ย้อนไปตั้งแต่เมื่อปี ๒๕๕๕ ซึ่งถ้าท่านประธานจะได้จำได้ก็คือพบว่าในช่วงเดือนมีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคมได้มีการปรับขึ้นราคารถโดยสาร รถสองแถวปรับขึ้นไป ๔๕.๕ เปอร์เซ็นต์ รถจักรยานยนต์รับจ้างปรับขึ้นไปถึง ๔๒.๙ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ไม่นับรวมรถเมล์ ขสมก. แท็กซี่ รถร่วมบริการ เรือด่วนเจ้าพระยา อันนี้ก็ทำให้พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากนโยบาย ที่ล้มเหลวในเรื่องของนโยบายพลังงาน รวมไปถึงล่าสุดก็คือนโยบายในเรื่องของการปรับขึ้น ราคาก๊าซหุงต้มแอลพีจี ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวันของพี่น้องประชาชน ทุกครัวเรือนรวมไปถึงร้านค้าผู้ประกอบอาหารขนาดเล็ก ๆ ร้านอาหารตามสั่งที่มีแนวโน้ม ที่จะปรับราคาขึ้นไปอีก โดยวันนี้พี่น้องประชาชนต้องจ่ายในส่วนของค่าก๊าซหุงต้มที่รัฐบาล มีแนวนโยบายที่จะปรับขึ้น ซึ่งตอนแรกบอกว่าจะปรับขึ้นในเดือนมิถุนายน วันนี้ก็เลื่อนไปอีก ๑ เดือน ก็คือวันนี้พี่น้องประชาชนต้องจ่ายก๊าซหุงต้มแอลพีจีอยู่ที่กิโลกรัมละ ๑๘.๑๓ บาท รัฐบาลบอกว่าจะปรับขึ้นทุกเดือนเดือนละ ๑ บาท จนกระทั่งถึงสิ้นปี ๒๕๕๖ ราคาก็จะขึ้น ไปถึง ๒๔.๑๓ บาท ทำให้พี่น้องประชาชนต้องจ่ายเพิ่มอีกกิโลกรัมละ ๖ บาท ถ้าก๊าซหุงต้ม ขนาด ๑๕ กิโลกรัม ก็จะแพงขึ้นอีก ๙๐ บาทต่อถัง อันนี้ก็เป็นปัญหาในเรื่องของความล้มเหลว ของการดำเนินการนโยบายในเรื่องของพลังงาน รวมไปถึงในเรื่องของการแก้ไขโครงสร้าง ในเรื่องของต้นทุนปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญที่วันนี้รัฐบาลไม่เข้าไปดูแล ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาต้นทุนปัจจัยการผลิต ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของราคาอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงถึงประมาณ ๕๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ของต้นทุนในเรื่องของการเลี้ยงไก่ แล้วก็เลี้ยงสุกร รวมไปถึงในเรื่องต้นทุนของปุ๋ยและยาอีกประมาณ ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็เป็นต้นทุนหลักของพี่น้องเกษตรกรในเรื่องของการปลูกข้าว ในเรื่องของการปลูกพืช เกษตรต่าง ๆ รวมไปถึงการส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตต่อไร่

สุดท้ายก็คือความล้มเหลวในเรื่องของนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาท การปรับขึ้นเงินเดือนผู้จบปริญญาตรี รวมไปถึงนโยบายในเรื่องของรถคันแรก ซึ่งก่อให้เกิดปัญหา ในเรื่องของต้นทุนของการผลิตแล้วก็ทำให้เกิดการขึ้นราคาสินค้า รวมไปถึงในเรื่องของรายจ่าย ของพี่น้องประชาชนที่สูงขึ้นตามค่าครองชีพของการปรับตัวขึ้นของค่าโดยสาร ของการปรับตัวขึ้น ของค่าสินค้าต่าง ๆ ที่ไม่สอดคล้องกับการปรับรายได้ของเงินเดือน คือพูดง่าย ๆ วันนี้ รายจ่ายเฉลี่ยสูงขึ้นประมาณ ๑๕.๙ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่รายได้เฉลี่ยสูงขึ้นเพียงแค่ ๑๐.๔ เปอร์เซ็นต์สำหรับพี่น้องประชาชนทั่วทั้งประเทศไม่นับหนี้ครัวเรือนซึ่งวันนี้มีหนี้เสีย จากการสำรวจของหนี้อุปโภคบริโภคถึง ๖๐,๒๐๐ กว่าล้านบาท รวมไปถึงหนี้สาธารณะ ที่เป็นหนี้ครัวเรือนจากการกู้เงินในเรื่องของที่อยู่อาศัยรถยนต์แล้วก็บัตรเครดิต

สุดท้ายก็คือในเรื่องของยุทธศาสตร์ที่การเตรียมความพร้อมในเรื่องของ การเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่ารัฐบาลไม่ได้มีความชัดเจน นอกเหนือไปจากนโยบายในเรื่องของการกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะลงทุนในเรื่อง ของระบบคมนาคมขนส่งโลจิสติกส์ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นนโยบายที่มีการกู้เงินอย่างมากมาย แล้วก็รัฐบาลบอกว่าจะเชื่อมโยงภูมิภาคในประชาคมอาเซียน แต่ว่าเส้นทางก็ไม่เชื่อมต่อ เข้าไปสู่เส้นทางของประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสานก็ถึงแค่โคราชไม่ได้ขึ้น ไปถึงจังหวัดอุดรธานี จังหวัดขอนแก่น แล้วก็จังหวัดหนองคาย ที่จะเชื่อมกับสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาวและเชื่อมกับประเทศจีนตอนใต้ รวมไปถึงแนวนโยบายในเรื่อง ของการเตรียมความพร้อม ซึ่งผมมีแนวทางที่อยากจะเสนอแนะให้กับรัฐบาล ๕ เรื่องด้วยกัน ซึ่งยังไม่เห็นในช่วงปีกว่าที่รัฐบาลจะได้มีนโยบายในการดำเนินการอย่างจริงจัง

ประการที่ ๑ ก็คือมาตรการรองรับผลกระทบของสินค้าเกษตรที่จะเกิดขึ้น ในการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน วันนี้เรายังเห็นปัญหาของราคายางพาราตกต่ำ ยังเห็น ปัญหาของราคาปาล์มน้ำมัน แต่เรายังไม่เห็นแนวนโยบายในการส่งเสริมการวิจัยพัฒนา ผลิตภัณฑ์พืชผลทางด้านการเกษตร ยังไม่เห็นแนวนโยบายในเรื่องของการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ยังไม่เห็นแนวนโยบายในเรื่องของการกำหนดมาตรฐานคุณภาพสินค้าเกษตร และที่สำคัญ แนวนโยบายที่สำคัญในเรื่องของการตลาดและการสร้างตราสินค้าให้กับสินค้าเกษตรไทย และอุตสาหกรรมทางด้านการเกษตรหรืออุตสาหกรรมอาหาร

ประการที่ ๒ ก็คือแนวนโยบายในเรื่องของการส่งเสริมขีดความสามารถ ของภาคอุตสาหกรรมและเอสเอ็มอีรวมถึงในเรื่องของฝีมือแรงงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ในเรื่องที่จะส่งเสริมในเรื่องของการสร้างมูลค่าเพิ่มในเรื่องของผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในเซกเตอร์ (Sector) ต่าง ๆ การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีทางด้านการผลิต การส่งเสริมในเรื่องของ การก้าวเข้าถึงแหล่งทุนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และที่สำคัญก็คือการลดต้นทุน ทางด้านโลจิสติกส์

ประการที่ ๓ ก็คือแนวนโยบายในเรื่องของการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวและภาคบริการซึ่งถือว่ามีความสำคัญในฐานะที่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง ทางด้านการท่องเที่ยวในเอเชียและของโลก รวมไปถึงในเรื่องของแนวนโยบายการส่งเสริม ทางด้านภาษาทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาอาเซียน ทั้งในเรื่องของการส่งเสริมวิชาชีพต่าง ๆ

ประการที่ ๔ ก็คือแนวนโยบายในเรื่องของการส่งเสริมวิชาชีพ ๗ สาขา ก็คือ แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ วิศวกร สถาปนิก นักสำรวจ และนักบัญชี

สุดท้ายก็คือแนวนโยบายในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลจะมี แนวนโยบายในการกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในการสร้างรถไฟความเร็วสูงในเรื่องของ ระบบราง ในเรื่องของโลจิสติกส์ แต่ว่าไม่ได้มีนโยบายแบบเชื่อมโยงบูรณาการกับแนวนโยบาย ในเรื่องของการส่งเสริมทั้งเรื่องการค้าชายแดน และการส่งเสริมในเรื่องของเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจ ในภูมิภาค ที่สำคัญก็คือผลจากการศึกษาวิจัยทั้งในส่วนของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่ทำร่วมกับคณะกรรมาธิการพัฒนาเศรษฐกิจสภาผู้แทนราษฎร ได้ศึกษาในการที่จะเสนอให้เปิดส่งเสริมศูนย์เศรษฐกิจภูมิภาคทางเหนือในจังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดเชียงใหม่ ในภาคอีสานที่จังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดขอนแก่น ในภาคกลาง ที่จังหวัดชลบุรีและจังหวัดกาญจนบุรี และสุดท้ายในภาคใต้ที่อำเภอหาดใหญ่และจังหวัดภูเก็ต อันนี้ก็เป็นแนวทางที่ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานถึงรัฐบาลในการที่จะได้ตอบข้อซักถามและชี้แจงในประเด็นยุทธศาสตร์ ๒ เรื่อง ก็คือยุทธศาสตร์ในเรื่องของการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และยุทธศาสตร์ ทางด้านเศรษฐกิจที่จะดูแลเศรษฐกิจปากท้องข้าวของแพงให้กับพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้น ผมไม่สามารถที่จะรับหลักการในส่วนของแนวนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ได้ กราบขอบพระคุณท่านประธาน อีกครั้งหนึ่งครับ