สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖

ฮอชาลี ม่าเหร็ม อภิปรายเรื่องยุทธศาสตร์การสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราคายางพาราที่รัฐบาลใช้งบประมาณ 340,000 กว่าล้านบาท แต่ยังไม่สามารถสร้างความเสถียรภาพให้กับราคายางพาราได้

นายฮอชาลี ม่าเหร็ม สตูล

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายฮอชาลี ม่าเหร็ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขออภิปรายในประเด็น เรื่องยุทธศาสตร์ทางด้านการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ และยั่งยืน ซึ่งรัฐบาลได้ใช้งบประมาณในยุทธศาสตร์ตรงนี้ไป ๓๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ท่านประธาน ที่เคารพครับ ประเด็นที่ผมได้รับมอบหมายจากทางวิปของฝ่ายค้านนั้นก็คือให้อภิปราย ในเรื่องที่เกี่ยวกับพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง พืชเศรษฐกิจอย่างหนึ่งซึ่งได้ครอบคลุมในพื้นที่ของทาง ภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง และคาดว่ามาในตอนนี้กระจายไปยังทั่วทุกภูมิภาค ของประเทศไทย นั่นก็คือยางพารา ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ท่านเข้ามาบริหารประเทศ ในช่วงเวลา ๑๘ เดือนราคายางพารานับตั้งแต่วันที่เริ่มต้นในการบริหารประเทศและมาจนถึง ณ วันที่ ๒๙ เมษายนเดือนที่ผ่านมานั้น เท่าที่ผมไล่แล้วก็ดูสถิติราคาก็ยังคงเฉลี่ยอยู่ที่การซื้อ ขายในระดับท้องถิ่นที่ ๗๕ บาท หรือ ๗๖ บาท ราคาเอฟโอบี (FOB) ก็ยังคงอยู่ที่ประมาณ ๘๐ กว่าบาทต้น ๆ เป็นเวลาอย่างนี้ยืนระยะมาเป็นเวลา ๑๘ เดือนนั่นแสดงให้เห็นว่า มันไม่ใช่เวลาที่เราจะต้องมาชื่นชมหรือว่ามาให้ยาหอมกันในสภาแห่งนี้ แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาล จะต้องทบทวนว่าที่ท่านได้ใช้รัฐมนตรีมาทั้งหมด ๓ ท่านในการรับผิดชอบกำกับนโยบาย ดูแลบริหารเพื่อที่จะให้ราคายางพารามีเสถียรภาพและยั่งยืนนั้น มันมีความผิดปกติตรงไหน มันมีความผิดพลาดตรงไหน เพราะเมื่อเทียบกับในสมัยที่พวกเราเป็นรัฐบาลในยุคของ พรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็มีทีมเศรษฐกิจ มีผู้ที่บริหาร แล้วก็เข้าใจในเรื่องนี้นั้นเราก็เจอวิกฤติ เหมือนกันนั่นก็คือแฮมเบอร์เกอร์ เหมือนกับที่ท่านได้เข้ามาท่านก็บอกว่าเป็นวิกฤติของยุโรป แล้วก็มาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาท่านก็บอกว่าเป็นเรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งตัวขึ้นทุกคนต่างก็ เจอวิกฤติ แต่ทำไมในช่วงสมัยที่เราบริหารประเทศ พรรคประชาธิปัตย์บริหารประเทศ ทำไม ราคายางพาราจากเริ่มต้น ๖๐ บาท ๗๐ บาท ขยับมา ๘๐ บาท แล้วก็ขึ้นมายืนในระดับที่ ๑๒๐-๑๕๐ บาทเป็นเวลาเกือบ ๆ ๒ ปี ตรงนี้คือสิ่งที่ผมอยากจะขอเรียนกับท่านประธาน ผ่านไปยังรัฐมนตรีที่ใช้งบประมาณ เพราะท่านใช้งบประมาณในการเข้าไปดำเนินการ แทรกแซงราคายางพารา ๒๐๐,๐๐๐ กว่าตัน ใช้เงินไปประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้น ราคามันก็ยังยืนอยู่ที่ ๗๖ บาทอยู่เหมือนเดิม แสดงว่ามีความผิดปกติ เพราะฉะนั้นอยากจะ ขอนำเสนอว่าวิธีการที่พรรคประชาธิปัตย์ได้บริหารทำให้ราคายางพารามันได้ขยับสูงขึ้นนั้น มีข้อแตกต่างจากการใช้งบประมาณของท่านที่ทำมาในช่วง ๑๘ เดือนอย่างไร ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในช่วงที่เราบริหารในเรื่องของยางพารานั้น คุณกรณ์เป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายยางพาราแห่งชาติ สิ่งที่เราทำต่างจากรัฐบาลชุดนี้นั่นก็คือการใช้งบประมาณของแผ่นดินให้น้อยที่สุด แต่อาศัย ความร่วมมือและอาศัยกลไกของตลาดทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นองค์การสวนยาง พ่อค้า ผู้ประกอบการเรื่องยางพารา ผู้ส่งออก และประเทศผู้ผลิตยางซึ่งอยู่ในอาเซียน ทุกฝ่ายเดิน อยู่ในทิศทางเดียวกันนั่นก็คือมีแนวทางเดียวกัน นั่นก็คือการสร้างสต็อกขึ้นมาในประเทศ ถ้าหากว่าราคาไม่ดีขึ้นเราไม่ยอมขาย นั่นคือนโยบายหลัก แต่ในช่วงที่ท่านเข้ามาบริหารประเทศ ๓ เดือนท่านก็ไปเจรจาขายยางพาราในราคาที่ผู้ค้าอย่างประเทศจีนก็หัวเราะนั่นคือ ๑๐๔ บาท แล้วมาในเดือนเมษายน วันที่ ๑๑ เมษายน ท่านก็ลงเอ็มโอยูกับประเทศจีนอีกครั้งหนึ่งในราคา ๙๐ วัน แสดงให้เห็นว่าการพูดคุยหรือว่าการเจรจาทางการค้ากับผู้ค้ายางพารานั้นเราไม่มี การพัฒนาตรงนี้ เพราะฉะนั้นอยากจะขอฝากไปยังท่านประธานถึงรัฐมนตรีผู้ที่ดูแลเกี่ยวข้อง ในเรื่องนี้ว่าสิ่งที่จะต้องเน้นจะต้องย้ำนั่นก็คือทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายเดินในทิศทางเดียวกัน เพราะที่ผ่านมาการแทรกแซงนั้นมี ๒ มาตรฐาน มาตรฐานที่ ๑ ก็คือท่านแทรกแซงในวงเงิน ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทเฉพาะคนที่เป็นสมาชิก แต่อีกหลายส่วนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกแต่เป็น เกษตรกรรายย่อยที่ผลิตยางพารานั้นไม่มีโอกาสที่จะได้ขายในราคา ๑๐๑ บาทที่ท่านไป แทรกแซง เพราะฉะนั้นจึงเปิดโอกาสและเปิดช่องให้พ่อค้าหัวใสไปกว้านซื้อยางพารา จากคนที่ไม่ใช่สมาชิกในราคา ๗๕ บาทในพื้นที่มาขาย ๑๐๑ บาท กินส่วนต่างไปตันละ ประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าบาท ๑ คันรถสิบล้อก็ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ บาท นั่นคือกำไรที่เป็นโอกาสที่นโยบายมันเกิดความผิดพลาด แล้วยังมีบางส่วนก็ไปประมูล ยางพาราที่ตลาดยางพาราราคา ๘๐ บาท แล้วก็มาขายท่านในราคา ๑๐๑ บาท นั่นเป็น การเปิดโอกาส เพราะฉะนั้นในสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ของเราทำนั้นก็คือว่าพ่อค้าทุกบริษัท ซื้อเหมือนกันหมด ไม่มีมาตรฐาน ไม่แยกแยะระหว่างสมาชิกหรือไม่สมาชิก แล้วก็ทุกฝ่าย เดินในทิศทางเดียวกัน เราส่งสัญญาณไปยังประเทศจีนว่าราคาขึ้น ๘๐ บาท แต่เราก็ทำสต็อก เอาไว้ภายในประเทศ แล้วหลังจากนั้นเมื่อกระบวนการมันเดินไปได้มันก็จุดติดราคามันก็ไปถึง ๑๒๐ บาท ๑๕๐ บาท เป็นอยู่อย่างนี้เป็นเวลาเกือบ ๆ ๒ ปี นั่นคือประสบการณ์ในสมัยที่ พวกเราบริหาร เพราะฉะนั้นท่านเปลี่ยนรัฐมนตรีไป ๓ ท่านแล้ว ผมเองก็ได้ติดตามการทำงานแล้วก็มาล่าสุด ท่านก็พยายามที่จะไปเซ็นสัญญากับประเทศจีนเพื่อที่จะให้ราคายางพารามันยืนอยู่ที่ ๙๐ บาท ตรงนี้คือสิ่งที่อยากจะฝากกับรัฐบาลว่าการใช้งบประมาณนั้นจะต้องให้มีประสิทธิภาพอย่าให้ เกิดความล้มเหลวเหมือนที่ผ่านมานะครับท่านประธาน