สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖

สงวน พงษ์มณี พูดถึงการอภิปรายงบประมาณ พูดว่าการอภิปรายงบประมาณควรจะมีแบบเดียว เช่น แบบที่ท่านชัย เสนอ และเห็นภาพได้ชัดเจน โดยการอภิปรายงบประมาณจะบอกและถามรัฐบาลว่าปีนี้จะใช้เงินอย่างไร และพวกเขาจะได้อะไรบ้าง นอกจากนี้ยังพูดถึงนโยบายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล เช่น การประกันรายได้ โดยการจ้างผลิต และวิธีคิดแบบนี้จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศอยู่ได้ และไม่ทรุด

นายสงวน พงษ์มณี ลำพูน

ท่านประธานที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำพูน พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ การอภิปรายงบประมาณ มันเป็นการอภิปรายวิธีคิดและวิธีทำงานของรัฐบาลในการใช้เงินหลวงในแต่ละปี เพราะฉะนั้น พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ขณะนี้จะได้เห็นว่าฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้เงินก็จะตำหนิต่าง ๆ เช่นบอกว่าไม่มีหลักคิดในการจัดงบประมาณ ไม่สะท้อนการแก้ปัญหา ไม่ตอบสนองความต้องการ ของประชาชน และไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาล ท่านประธานครับ ผมคิดว่าในเวลาสั้น ๆ ผมจะชี้ให้เห็นว่าการอภิปรายงบประมาณจริง ๆ แล้วมันควรจะมีแบบเดียว ผมคิดว่าแบบท่านชัย ต้องขออนุญาตเอ่ยชื่อท่าน ผมว่านั่นละเป็นการอภิปรายงบประมาณอย่างรอบด้านที่สุด และเห็นภาพได้ชัดเจน คนฟังก็รู้เรื่อง เพราะการอภิปรายกฎหมายฉบับนี้เป็นการบอกและถามรัฐบาลว่าปีนี้จะใช้เงินอย่างไร และพวกฉันจะได้อะไรบ้าง มันพูดแค่นี้เองท่านประธานครับ ผมคิดว่าจะพูดเรื่องนโยบายก่อน ท่านให้เวลาผมน้อยมาก นโยบายที่ไม่เห็นด้วยกันนี่ การประกันรายได้ โดยความหมาย ของการคิดของพวกผมคือการจ้างผลิต ท่านประธานครับ ๑ ตันให้ ๑,๔๐๐ บาท ข้าวของ คุณเอาไปขายให้พ่อค้ากดราคา ได้คนหนึ่งตันหนึ่ง ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง รวมแล้ว ก็ไม่ถึง ๑๐,๐๐๐ บาท อันนี้ดูดข้าวไป ข้าวเปียก ข้าวชื้น ข้าวเศษอะไรต่าง ๆ เราไม่ได้ปัดไม่ได้วี อะไรเลย หักสิ่งเจือปนไปก็ยังขายได้ ๑๐,๐๐๐ กว่าบาทอยู่ดี ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทของรัฐบาลนี้ ใช้ไปทั้งหมด เงิน ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทก็ไปอยู่ในมือของชาวบ้าน อยู่ในมือของชาวนา จุลภาคของแต่ละครอบครัวได้เงินครับ แต่มหภาคของประเทศทั้งประเทศ กำลังซื้อของชาวนา ทำให้เศรษฐกิจของประเทศอยู่ได้ วันนี้มันไม่ล้ม ด่าอย่างไรมันก็ไม่ทรุด เพราะอะไร การบริโภค ภายในโดยชาวนามหาชน ชาวนามหาศาลที่ได้เงินไป ๖๐๐,๐๐๐-๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำทุกอย่างดูได้หมดเลย วิธีคิดแบบนี้เราไว้ใจประชาชน เราเชื่อว่าประชาชนช่วยเหลือตัวเองได้ โครงการไหน ๆ ก็ใช้เงินหลวงทั้งสิ้น ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในกรณีเช่นนี้ มันต้องชัดเจนว่าเรายืนอยู่จุดไหนในการมองเรื่องปัญหางบประมาณ ท่านประธานครับ ของท่านชัยเมื่อเช้าท่านบอกว่า ๔ เลนจะสร้างไหม ทางหลวงชนบทจะสร้างไหม ผมก็อ่านทันทีเลย ท่านครับ ท่านได้กรุณาอภิปรายในยุทธศาสตร์ที่ ๓ ครับ ยุทธศาสตร์ที่ ๓ คืออะไร ยุทธศาสตร์การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน ข้อไหนครับ ข้อ ๓.๑๐ ท่านพูดว่า ๓.๑๐ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจะทำอะไรบ้าง ระบบราง ถนน ทำทุกอย่างทั้งท่าน้ำ ทั้งทางเรือ แต่เงินปีนี้ให้ไปเท่าไร ๒๐๒,๐๐๐ ล้านบาท ไม่พอครับ ในนี้เขียนหมดว่าจะต้องพัฒนาระบบรางอย่างไร อะไรอย่างไร จะกู้อีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธาน มันต่อเนื่องมาอย่างนี้ เห็นไหมท่านชัยพูดปุ๊บเห็นภาพเลย ท่านประธานครับ พอมาดูว่าท่านประธานชัยถามต่อว่าแล้วอย่างอื่นล่ะ ก็ที่เขาอภิปรายตลอดเวลามีตรงไหนบ้าง ก็ ๓.๓ อย่างไรครับ ส่งเสริมประสิทธิภาพราคาสินค้าเกษตร ๓.๓ เขียนชัดเจน และในนี้ ก็บอกว่าจะใช้วิธีการจำนำครับ จำนำคือการยกระดับราคา ใครซื้อต่ำเอามาจำนำตรงนี้ ชาวบ้านได้เงิน ชาวบ้านรู้ คุณไม่ต้องไปบอกว่าเงินไม่ถึงชาวบ้าน ชาวบ้านที่เขาเป็นชาวนา เขารู้เองของเขา เขาเข้าใจโดยสามัญสำนึกของเขา ปีก่อนเขาได้เงินจากพรรคประชาธิปัตย์ โดยการประกันราคาทุกคน แต่ข้าวของเขาเผชิญยถากรรมกับใครครับ กับพ่อค้าไปกดราคา กดซื้อของจนกระทั่งว่าราคาเหลือ ๔,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐ บาท ๖,๐๐๐ บาท รวมแล้วก็ ๘,๐๐๐ กว่าบาท คราวนี้หักอย่างไรก็ ๑๐,๐๐๐ กว่าบาททุกเกวียนครับ ท่านประธานที่เคารพ เวลาอันสั้นอย่างนี้ผมชี้ให้เห็นว่าท่านครับ เราได้ประโยชน์จากการฟังครับท่านประธานว่า วิธีคิดของรัฐบาลที่ผ่านมา และท่านกำลังอภิปรายไม่เห็นด้วยกับงบประมาณฉบับนี้ท่านมี วิธีคิดอย่างไร จะให้เห็นว่า ๓๐๐ บาทดีคงไม่ใช่ ๑๕,๐๐๐ บาทดี ก็คงไม่เป็นอย่างนั้น แต่ว่า สิ่งเหล่านี้ชาวบ้านเขาสัมผัสได้ เขาเข้าใจได้ว่าทั้งหมดนี้มันคืองบประมาณฉบับนี้ ฉบับนี้ดีเยี่ยม อย่างไรอ่านให้ชัด กำหนดยุทธศาสตร์การใช้เงินแต่ละยุทธศาสตร์มีรายละเอียดมากมายว่า กระทรวงใด จะรับผิดชอบตรงไหน ผมขออีก ๑ นาทีท่านประธานครับ ขอวิปอีก ๑ นาที จะชี้ให้เห็นว่าอย่างนี้ท่านประธานครับ ภาคใต้เรื่องยุทธศาสตร์ว่าด้วยความมั่นคงนะครับ หลายท่านไปวิพากษ์วิจารณ์ว่าทหารใช้เงินเยอะ คุณไม่เข้าใจในรายละเอียด ไปอ่านดูสิครับ ภาคใต้ใช้งบประมาณเยอะเราควรจะไปดูตรงไหน ทั้งสภาต้องดูอย่างนี้ครับ ของทหารนี่ คน ๖๐,๐๐๐-๗๐,๐๐๐ คนอยู่ตรงนั้น เบี้ยเลี้ยงให้เขาขนาดนั้นก้อนเงินมันโตยังน้อยไป แต่สิ่งที่ควรจะพูดนั้นองค์กรท้องถิ่นภาคใต้ทุกองค์กร คุณต้องใช้กระบวนการจัดการงบประมาณ แบบทั่วไปคือมีการประมูลบ้าง อ้ายนี่วางงบประมาณมาแล้วจ้างตรงหมด อ้ายตรงนี้ต้องตำหนิ เพราะคุณไม่ได้เสี่ยงภัย แต่ทหารเขาเสี่ยงภัย องค์กรที่เสี่ยงภัยก็ให้เขาจ้างตรงไปครับ อ้ายนี่ ไม่จ้างตรงกันทั้งระบบ อ้ายตรงนี้ต้องเรียนท่านประธานว่าสำนักงบประมาณต้องแก้ไขในปีนี้ ไม่ใช่ให้ไปทั้งหมด ให้เฉพาะส่วนที่เขามีการเสี่ยงภัย มันถึงจะเกิดความเป็นธรรมในการใช้งบประมาณ เราดูรายละเอียดทหารยังได้น้อย คน ๖๐,๐๐๐ กว่าคนก้อนเงินเฉพาะการมีเป็นเบี้ยเลี้ยง นี่มันก็มหาศาลแล้ว ตำหนิอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าจะป้องกันไม่ใช่ว่าก้อนโตหรือไม่โต ต้องดูอย่างนี้ กฎหมายความมั่นคงต้องดูว่าจำเป็นมากน้อยไหม ถ้าจำเป็นให้อีก ถ้าไม่จำเป็นชะลอไว้ได้ไหม พูดได้แค่นี้เอง พูดทั้งหมดนี่มันให้เห็นว่าวิธีคิดของคนที่จัดการงบประมาณเป็นอย่างไรครับ วิธีทำงานมันหมายถึงกระบวนการจัดการ อย่างเช่นจำนำข้าว มันมีกระบวนจัดการ มีปัญหา อันนี้กระบวนการทำงาน ไม่ใช่ตัวนโยบาย ตัวที่จะสู้กับสิ่งที่เรียกว่านโยบายประกันรายได้คือ กระบวนการยกระดับราคาที่ต่างกันครับ จังหวัดพิษณุโลกเขาบอกว่าตอนจำนำข้าวเนื้อที่ การจำนำมีเท่าไร ตอนประกันรายได้มีเท่าไร ผมคิดว่า ส.ส. พิษณุโลกรู้ดีครับ ผมพูดตรงนี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่าทั้งวันเราได้ประโยชน์จากการฟังครับ แต่ผมเรียนท่านประธานนะครับ กฎหมายวิธีการงบประมาณก็อย่างหนึ่ง กฎหมายรัฐธรรมนูญก็สำคัญ ท่านประธานครับ ผมจบลงตรงนี้นะท่านประธานผมพูดกล่าวโทษท่านรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีจะแก้แค้น จะฟ้องผมไม่ได้ท่านประธาน แต่ถ้าผมกล่าวโทษคนภายนอกเขาฟ้องผมได้ แต่รัฐธรรมนูญ เขียนไว้ชัดท่านประธาน เขียนไว้ว่าอย่างนี้ ผมกล่าวโทษท่านได้ถ้าเป็นทุจริตต้องแจ้ง ป.ป.ช. ต้องยื่นถอดถอน เพราะอะไรครับ ผมรับผิดชอบคำพูดผม โดยการแจ้ง ถ้าผมพูดเท็จ แจ้งเท็จ ถ้าผมถอดถอนเท็จ ผมเจอถอนถอนเท็จครับ นี่คือการรับผิดชอบทางกฎหมายมหาชนครับ ไม่ใช่ว่าด่าแล้วท้าฟ้อง ฟ้องได้ที่ไหนท่านรัฐมนตรี กฎหมายรัฐธรรมนูญมันห้ามไว้ เหตุผลอย่างนี้ ท่านต้องคุมให้ดี ผมจบแค่นี้ท่านประธานครับ ไม่รบกวนเวลามากแล้วครับ ขอบคุณครับ