พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล กราบเรียนท่านประธานสภาและสมาชิกสภา แจ้งสถานะตนเองว่าเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยชี้แจงสาเหตุไฟฟ้าดับภาคใต้เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ว่าเกิดจากฟ้าผ่าทำให้สายส่งขาดและหม้อแปลงตัดออก ส่งผลให้ต้องสั่งซื้อไฟเพิ่มจากมาเลเซียซึ่งถูกตัดกลับ ทำให้ระบบความถี่ผิดปกติจนโรงไฟฟ้าหลายแห่งต้องตัดออก และหารือเรื่องขึ้นราคาแก๊สแอลพีจี โดยชี้แจงกลไกการเก็บเงินจากผู้ใช้พลังงานอื่นเพื่อสนับสนุนผู้มีรายได้น้อย พร้อมยืนยันว่าจะตรึงราคาเดิมสำหรับกลุ่มเป้าหมายก่อนปรับราคาตามกลไกตลาด
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
เรื่องแรก ที่จะชี้แจงเรื่องเกี่ยวกับไฟฟ้าดับภาคใต้เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ก็เป็นความจริงอย่างที่ท่าน ส.ส. ว่ามีการซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าประมาณ ๔ โรง ก็มีโรงไฟฟ้า ความร้อนที่จังหวัดกระบี่หยุดซ่อมกำลังการผลิตนั้นหายไป ๓๑๕ เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้ากังหัน จังหวัดสุราษฎร์ธานีหายไป ๑๑๔ เมกะวัตต์ หมายความว่าไม่ได้ปิดหมดนะครับ ที่โรงไฟฟ้าขนอม มีทั้งหมด ๖๗๘ เมกะวัตต์ ซ่อมเพียง ๑ เครื่องก็ประมาณ ๑๖๕ เมกะวัตต์เท่านั้นเอง แต่ว่ากำลัง การผลิตวันนั้นวันที่ ๒๑ ยังมีคงอยู่ที่ประมาณ ๑,๗๐๐ เมกะวัตต์ สิ่งที่ไฟฟ้าภาคใต้ใช้ทั้งหมดนั้น ๒,๑๐๐ เมกะวัตต์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ ๒๑ พฤษภาคม เมื่อเวลา ๑๗.๒๙ นาฬิกา ก็เกิดมี สายฟ้าผ่าที่ต้นเสาไฟฟ้าแรงสูงที่ ๒๐๐/๓ ห่างจากอำเภอจอมบึง ๗๔ กิโลเมตร ทำให้สายส่ง วงจรที่ ๑ ที่ ๕๐๐ เควี (KV) เกิดที่ลูกถ้วยซึ่งกราวด์ (Ground) แล้วก็ไปกระทำให้ตัวหม้อแปลงตัดออก ปลดจากระบบทำให้การจ่ายไฟ ๕๐๐ เควีไม่ได้ จึงไปจ่ายไฟผ่าน ๒๓๐ เควี สิ่งแรกที่อธิบาย ก่อนในเรื่องหนึ่งที่ทุกคนสงสัยถามก็คือว่าเหตุการณ์ฟ้าผ่าจะทำให้ไฟดับเลยหรือไม่ นี่เป็นประเด็นใหญ่ ผมเองก็ได้สอบถามการไฟฟ้าฝ่ายผลิต สิ่งสำคัญที่สุดฟ้าผ่าเกิดขึ้นเป็นประจำ ไฟก็ไม่จำเป็นต้องดับครับ สิ่งที่เกิดฟ้าผ่าขึ้นมาสายไฟฟ้าแรงส่งสายแรงสูงเขาจะมีสาย ป้องกันฟ้าผ่าอยู่เส้นบนสุด เขาเรียกเส้นกราวด์ เมื่อฟ้าผ่าแล้วกระแสไฟฟ้าจะวิ่งจาก เส้นบนสุดลงสู่เสาลงดิน เสร็จแล้วกระแสไฟฟ้าจะตัดโดยการที่กระแสไฟฟ้าไปสั่งเบรกเกอร์ (Breaker) ตัด พอตัดแล้วการไฟฟ้าก็จะสั่งให้เบรกเกอร์ตรงนี้ปรับขึ้นอัตโนมัติภายใน ประมาณ ๕-๑๐ นาทีเขาจะปรับขึ้นอัตโนมัติ เดี๋ยวจะอธิบายว่าทำไมตรงนี้ที่โรงไฟฟ้า บางสะพานไม่เกิดขึ้นนะครับ ที่โรงไฟฟ้าจอมบึงมีสายไฟฟ้า ๕๐๐ เควี อยู่ ๒ เส้นส่งไปที่โรงไฟฟ้า บางสะพาน เส้นหนึ่งซ่อมบำรุงอยู่ ในการวางแผนซ่อมบำรุงนั้นเขาจะดูว่าความเสี่ยงในการที่จะ เกิดไฟดับมีความเสี่ยงขนาดไหน จากการดูแล้วนี่ไฟฟ้าที่ซ่อมบำรุงอยู่จำนวนหนึ่งเหลือ ๑,๗๐๐ เมกะวัตต์ที่ภาคใต้ แล้วกำลังไฟฟ้าที่กรุงเทพฯ ส่วนกลางส่งไปเสริมเพียงพอต่อ ความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้จึงไม่มีปัญหา เพราะมีการส่งทั้งสาย ๕๐๐ เควี ทั้ง ๒๓๐ เควี ขณะที่เมื่อฟ้าผ่าเกิดขึ้นขณะเดียวกันทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็พยายามที่จะส่งกระแส เปิดสวิตช์ตัว ๕๐๐ เควีใหม่เพื่อส่งไฟไปยังโรงไฟฟ้าบางสะพาน หม้อแปลงสเตชัน (Station) ที่โรงไฟฟ้าบางสะพานเนื่องจากเมื่อฟ้าผ่าแล้วไฟดับไปอาการที่ใช้ไฟเกิดการสวิง (Swing) อย่างแรง เขาเรียกว่าสวิงอย่างแรง เมื่อส่งไฟฟ้าผ่าน ๕๐๐ เควีไปมันไม่สามารถที่จะไป ซินโครไนซ์ (Synchronize) กันได้ก็คือว่าวิธีการที่จะเชื่อมต่อระหว่าง ๒๓๐ เควี กับ ๕๐๐ เควี คลื่นไฟฟ้ามันหมือนกับเวฟ (Wave) เป็นลูกคลื่น ภาษาทางอิเล็กทรอนิกส์เขาเรียก ไซน์ เวฟ (Sine Wave) ไซน์ เวฟ ไตรแองเกิล (Sine wave triangle) มันเกิน ๔๐ องศา ถ้าเกิดว่าไปปุ๊บระบบมันก็ตัด คุณภาพไฟฟ้าไม่สามารถจะเข้าเคิร์ฟ (Curve) กันได้มันก็เด้งออก ถ้าเกิดเข้าไปได้ ถ้าไม่มีระบบป้องกัน หม้อแปลงหรือสเตชันที่โรงไฟฟ้าบางสะพานก็ต้องระเบิด มันจึงตัดออก พอตัดออกนี่การใช้ไฟภาคใต้ ทางการไฟฟ้าผู้ควบคุมนี่ครับรู้ว่าไฟฟ้าไม่พอ ไม่พอนะครับ ก็มีวิธีการทำอยู่ ๒ อย่าง เขาเลือกใช้อย่างแรกก็คือสั่งซื้อไฟจากประเทศมาเลเซีย ซึ่งเดิมแล้วใช้ไฟอยู่ ๓๐ เมกะวัตต์ ก็สั่งซื้อไฟเพิ่มอีก ๓๕๐ เมกะวัตต์ การใช้ไฟเพิ่มอีก ๓๕๐ เมกะวัตต์มาจากประเทศมาเลเซียนี่ ประเทศมาเลเซียก็จ่ายไฟเมื่อเวลา ๑๘.๔๕ นาฬิกานะครับ พอจ่ายไฟมา ๓๘๐ เมกะวัตต์ จ่ายเพียง ๑.๓ วินาทีครับ ก็ไม่ทราบเกิดปัญหาอะไรที่ ประเทศมาเลเซียครับ กระแสไฟถูกทริป (Trip) ตัดออก พอตัดออกกระแสไฟตรงนี้ ๓๘๐ โวลต์ มันตีกลับครับ พอตีกลับกระแสไฟก็คลื่น ทำให้ฟรีเควนซี (Frequency) ปกติประเทศไทย จะใช้ ๕๐ ฟรีเควนซี ฟรีเควนซีหมายความว่าอย่างนี้ครับ ไซน์ เคิร์ฟ (Sine curve) ที่เป็นลูพ (Loop) คลื่น ๆ ขึ้นลงนี่นะครับ ๕๐ รอบต่อวินาทีเขาเรียก ๕๐ ฟรีเควนซี ฟรีเควนซีตกลง ตกลงหมายความว่าโรงไฟฟ้าทุกโรงก็ต้องมีระบบป้องกัน เมื่อฟรีเควนซีตกลงกระแสโหลด (Load) ก็จะดึงจากโรงไฟฟ้า โรงไฟฟ้าทุกโรงที่มีกำลังผลิตถ้าไม่ดึงออกโรงไฟฟ้าก็ต้องระเบิด เขาก็ใช้ระบบป้องกันตัดความเสี่ยงภัยตรงนั้น ไฟฟ้าทุกโรงก็เริ่มตัดทีละโรง มันก็เริ่มตัดไปเอง เพราะถูกดึงโหลดออกไปใช้ สิ่งนี้ครับมันเคยเกิดขึ้น ไม่ใช่เป็นครั้งแรกประเทศไทย แต่เคย เกิดขึ้นประเทศใหญ่ ๆ มาแล้ว อย่างเช่น ประเทศอเมริกาที่เกิดแบลคเอาท์ (Blackout) ทั่วประเทศในรัฐแถวนิวยอร์กเป็นต้นไป ที่ประเทศญี่ปุ่นก็เคยเกิด แต่เป็นประสบการณ์ใหม่ ของประเทศไทยครับ ซึ่งหลังจากที่เกิดเรื่องขึ้นมาผมได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาดูว่า วิธีการแก้ปัญหาถาวรในภาคใต้จะทำอย่างไร วิธีการแก้ปัญหาถาวรก็คือว่าสายส่งที่เราส่งไป นี่เหมือนกับซูเปอร์ไฮเวย์ (Superhighway) รถนี่เราวิ่ง ๕๐๐ เควี ไปแค่โรงไฟฟ้าบางสะพาน เท่านั้นเอง จากโรงไฟฟ้าบางสะพานไปนี่แค่ ๒๓๐ เควีเป็นเส้นเล็ก ดังนั้นกระแสไฟมันถูก กระชากดึงนี่อาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการและการจ่ายไฟก็จะยากลำบาก วิธีการก็คือว่า จะต้องเปลี่ยนสายส่งจากโรงไฟฟ้าบางสะพานไปถึงหาดใหญ่ด้วยสาย ๕๐๐ เควี ๒ วงจร เพื่อจะป้องกันความเสี่ยงในอนาคต ประการที่ ๒ เส้นภายในภาคใต้เองหลาย ๆ ส่วนเป็น ๒๕๐ เควีก็ต้องแก้เป็น ๕๐๐ เควีจากขนอมวิ่งผ่านไปยังภูเก็ต เพราะเป็นจุดแหล่งใหญ่นะครับ แล้วบางเส้นซึ่งขณะนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตกำลังศึกษาร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอยู่ว่าบางเส้น ที่เป็น ๑๑๕ เควีก็อาจจะต้องปรับปรุงเป็น ๒๓๐ เควี เพื่อให้การจ่ายไฟเป็นลูพและป้องกัน การดับในอนาคต เมื่อเป็นเช่นนี้นี่การจ่ายไฟ การถูกตัด การปิดไฟบางจุดเพื่อป้องกันเหตุที่ จะดับทั้งเมืองจะเกิดขึ้นได้ง่าย รวมทั้งเปลี่ยนระบบการควบคุมของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ให้ตรงกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเพื่อเป็นระบบเดียวกัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นแผนการที่ดำเนินการ สิ่งที่ จะพูดต่อก็คือว่าปัญหาเรื่องไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้านี่ไม่ใช่ภาคใต้อย่างเดียวที่มีความเสี่ยง กรุงเทพมหานครก็เช่นกันอย่างเช่นเกิดวิกฤตการณ์เมษายน ผมก็คาดการณ์ว่าถ้าวางแผนไม่ดี เมื่อเกิดขาดแก๊สจากพม่า ๑,๑๐๐ ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ปิดโรงไฟฟ้าถึง ๖ โรง เราต้อง วางแผนถึง ๓ สัปดาห์ในการที่จะต้องทำซิมูเลเตอร์ (Simulator) ว่าจะใช้โหลดอย่างไร จะใช้ ไฟอย่างไร จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ที่ผมบอกแบลคเอาท์จะเกิดขึ้น ซึ่งหลังจากทำแล้วก็มี การป้องกันควบคุมจึงไม่เกิดปัญหานะครับ สิ่งเหล่านี้ครับ ปัจจุบันในกรุงเทพมหานครนี่ก็ยัง มีความเสี่ยง เพราะเป็นการจ่ายไฟจากนอกกรุงเทพมหานครเข้ามาในกรุงเทพมหานคร ก็ต้องทำ โรดแมพ (Road map) ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็จะไปดูรายละเอียด ซึ่งเป็นเรื่องเทคนิค ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตจะมีความเชี่ยวชาญกว่าผมที่จะบรรยายตรงนี้นะครับ ก็รอให้เขานำเสนอก่อน ขณะเดียวกันเส้นทางไปอีสานก็เหมือนกัน เส้นทางอีสานนี่มีเส้น ๕๐๐ เควีไปนิดเดียว แล้วก็ ที่เหลือ ๒๓๐ เควี ก็ยังมีปัญหาความเสี่ยงอยู่ก็ต้องแก้ทั้งระบบ ซึ่งเดิมผมถามการไฟฟ้าฝ่ายผลิตว่าเดิมการออกแบบ สายส่งแรงสูงเขาออกแบบตามความต้องการ เช่นผลิตไฟฟ้าได้เท่าไรก็ทำสายส่งขนาดรองรับ แค่นั้นไป ซึ่งต่อไปต้องเปลี่ยนใหม่ครับ เพราะขณะนี้ใช้ไฟมากขึ้นแต่ละแห่ง มันต้องทำให้ สามารถซัพพอร์ต (Support) ซึ่งกันและกันทั้งประเทศได้ อันนี้เป็นปัญหาใหญ่
ปัญหาที่ ๒ เรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน วันที่เกิดเรื่องผมพยายามชี้แจงว่า อย่านำเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมาปะปนกับการที่เกิดไฟดับ ผมบอกผู้สื่อข่าวเลยครับ ว่าอย่ามาปะปนกัน วันที่พูดถ้าท่านเอารูปผมขึ้น ผมพูดเนื่องจากว่าเอ็นจีโอ (NGO) เขาถาม ว่าเอ็นจีโอต่อต้านโรงไฟฟ้าจะทำอย่างไร ผมบอกว่าเอ็นจีโอต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้นะครับ คำพูดนี้ละครับเขาต้องรับผิดชอบว่าคุณไม่ให้สร้างโรงไฟฟ้าเลยเป็นไปได้อย่างไร จริง ๆ แล้ว ภาคใต้ส่วนใหญ่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจังหวัดกระบี่เอง จังหวัดตรังของท่านเองก็สนใจ ให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพียงแต่เราไม่ต้องการให้ไปหักด้ามพร้าด้วยเข่า เอาเสียงโหวตว่า เสียงข้างมากชนะไปสร้างเลย คนที่คัดค้านเราให้ความสำคัญ แม้ ๑๐ เปอร์เซ็นต์คัดค้านอยู่ เราก็ต้องไปฟังดูว่าเขาค้านอย่างไร ทำมาตรฐานถูกต้องหรือไม่ รูปโรงไฟฟ้าที่ท่านแสดงอยู่ เมื่อสักครู่มีควันโขมงขาวเต็มไปหมดครับ มันไม่ใช่โรงไฟฟ้าถ่านหินปัจจุบันครับ ผมเรียนครับ ปัจจุบันท่านจะไม่เห็นแม้แต่ควันขึ้นนิดเดียว มีการเก็บฝุ่น เขม่า ควันต่าง ๆ นั้นไปใช้เป็น สารอื่น ๆ เยอะแยะนะครับ ตัวซอกซ์นอกซ์ (SOx NOx) เขาเก็บมาแล้วก็สามารถไปทำเป็น มูลค่าเพิ่มอีกหลาย ๆ อย่าง ซึ่งปัจจุบันไม่มี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเดือนที่แล้วพาคณะผู้สื่อข่าว นักวิชาการ เอ็นจีโอ คนต่อต้านโลกร้อนต่าง ๆ หลายคนไปเยี่ยมประเทศญี่ปุ่น ไปดูโรงไฟฟ้า ที่เราจะทำที่ทวาย ก็คือโรงไฟฟ้าเป็นระบบปิดทั้งหมดจะไม่เห็นแม้แต่ควัน ไม่เห็นแม้กระทั่ง ถ่านหิน เป็นระบบไซโล (Silo) ซึ่งเป็นระบบที่ดีมากแล้วก็เหมาะสม ทำไมต้องเป็นถ่านหิน ท่านรู้ไหมครับว่าสิ่งหนึ่งที่นักอุตสาหกรรม สิ่งหนึ่งที่ภาคครัวเรือนต้องการคือราคาไฟฟ้าครับ ราคาไฟฟ้าและความมั่นคงก็คือว่าไฟฟ้าที่จ่ายแก๊สท่านถามว่าแก๊สถูกตัดขาดจากพม่าวันเดียว ไฟฟ้าดับทันที โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นโรงที่สามารถสต็อกถ่านหินสร้างได้ ๖ เดือน กอง ๖ เดือนสามารถมีแหล่งพลังงานได้ตลอดเวลา ๒. ราคาถูกกว่า ถามว่าราคาถ้าเราใช้ แก๊สธรรมชาติอย่างเดียวจากการคาดการณ์ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเขาบอกอีก ๕ ปีข้างหน้า อาจจะราคาขึ้นไปถึง ๖ บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นปัญหาว่าความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม ต่าง ๆ ความสามารถในการใช้จ่ายของครัวเรือนจะสูงขึ้นหลายเท่าตัว ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ ฉะนั้น การเรียกร้องดูพลังงานที่ถูกแล้วก็มีพลังงานน้ำที่ราคาถูกสุด ถ่านหินราคารองลงมา แล้วก็ นิวเคลียร์รองอันดับ ๓ หลังจากนั้นเป็นแก๊สธรรมชาติ สำหรับโรงไฟฟ้าที่ทำจากรีนิวเอเบิล เอนอร์ยี (Renewable energy) เช่น ไบโอแมส ไบโอแก๊ส ไม่ว่าโรงไฟฟ้าพลังงานลม โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ทุกอย่างล้วนราคาแพงทั้งนั้นไม่ต่ำกว่า ๔ บาท ๕ บาทขึ้นไป ยิ่งพลังงานลม ประมาณ ๘ บาท แสงอาทิตย์ ๑๐-๑๒ บาท ราคาประมาณ ๓ เท่า ความสามารถแข่งขัน ประเทศมันเป็นปัจจัยสำคัญครับ สิ่งหนึ่งที่ผมพูดคร่าว ๆ ตรงนี้เพราะว่ามันอาจจะไม่เกี่ยวข้อง กับงบประมาณเนื่องจากเป็นคำถามที่ถามขึ้นมา
ประเด็นที่ ๒ อยากจะพูดเรื่องของแก๊สแอลพีจีที่ขึ้นราคา มีทุกท่านถามว่า ทำไมต้องขึ้นราคา ท่านครับ ปัจจุบันแก๊สแอลพีจีที่เราซับซิไดซ์ (Subsidize) ทุกวันนี้ เรา เก็บเงินจากคนที่ใช้น้ำมันโซลาร์ น้ำมันดีเซล เอาเงินเข้ากองทุนแล้วก็มาซับซิไดซ์คนใช้แก๊ส แอลพีจี แก๊สแอลพีจีต้นทุนที่คนปัจจุบันใช้อยู่แก๊สหุงต้ม ๑๘.๑๓ บาท ๑๘.๑๓ บาทนี่ วิธีการ ขึ้นราคาเราก็มองว่ากลุ่มคนผู้มีรายได้น้อยเราจะไม่ขึ้น เพราะฉะนั้นวิธีการไม่ขึ้นราคา ตรึง ราคาเดิมเราขึ้นเฉพาะผู้ที่มีรายได้สูงขึ้น วิธีการจะซับซิไดซ์ผู้มีรายได้น้อยจะนิยามอย่างไร ครับว่าผู้มีรายได้น้อยคือใคร จากการที่ประชุมหารือกันก็ดูว่าผู้ที่ใช้ไฟต่ำกว่า ๙๐ หน่วย คือผู้ที่มีรายได้น้อยเราก็จะสนับสนุนกลุ่มเหล่านี้ให้ใช้แก๊สราคาเดิม แล้วก็แม่ค้าหาบเร่ แม่ค้า แผงลอยที่ขายอาหารถูก ๆ ก็เป็นกลุ่มหนึ่งที่ซับซิไดซ์ ผู้มีรายได้น้อยเช่นกัน จะดูบัญชีการใช้ไฟ ของการไฟฟ้านครหลวงนะครับ ซึ่งการไฟฟ้านครหลวงนั้นมีบัญชีผู้ใช้ไฟตั้งแต่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ ถึง ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ ก็ปรากฏว่ามีผู้ใช้ไฟต่ำกว่า ๙๐ หน่วย อยู่ ๒๔๑,๒๐๗ ครัวเรือน แล้วก็มีผู้ใช้ไฟจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอยู่ประมาณ ๗,๑๘๓,๔๕๖ ครัวเรือน รวมทั้งหมดก็คือ ๗,๔๒๔,๖๖๓ ครัวเรือน แล้วก็มีผู้ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้เลยอีกประมาณ ๑๙๐,๐๐๐ ครัวเรือน แล้วก็ มีผู้ที่ใช้ไฟอยู่ที่สัตหีบอีก ๕,๙๐๐ ครัวเรือน รวมทั้งหมดแล้วตัวเลขกลม ๆ ก็ประมาณ ๗.๖ ล้านครัวเรือน ๗.๖ ล้านครัวเรือนบวกกับแม่ค้าหาบเร่อีกประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ก็เป็น ๗.๘ ล้านครัวเรือน ถ้าครัวเรือนหนึ่ง ๒ คน ก็คือประมาณ ๑๕ ล้านคนที่ได้รับการใช้แก๊ส ราคาเดิม ถามว่าคนที่ขึ้นราคาแก๊สขึ้นมาคือคนที่ยกเว้นกลุ่มเหล่านี้แล้วจะเดือดร้อนขนาดไหน ถ้าเดือดร้อนก็หมายความว่าคนที่มีรายได้ไปเบียดบังคนขับตุ๊กตุ๊ก คนขับแท็กซี่ คนขับรถสองแถว หรือคนขับรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งคนจนเหล่านี้เขาใช้โซลาร์ ใช้เบนซินอยู่ ซึ่งเขาก็ต้องรับ การสนับสนุนเหมือนกัน แต่เราไปเอาเงินของคนขับมอเตอร์ไซค์ ขับแท็กซี่พวกนี้เอามาซับซิไดซ์ คนใช้แก๊สราคาแพงผมคิดว่าไม่เป็นธรรม ฉะนั้นทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามกลไกตลาด การทำให้ เป็นไปตามกลไกตลาดจะเกิดประโยชน์ให้สังคมพึงระมัดระวังการใช้ แต่ขณะเดียวกันคนจน ที่อยู่ในกลุ่มแอลพีจี เราก็ยังคงดูแลอยู่ ผมขอเรียนคร่าว ๆ เบื้องต้นเพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ