สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖

จุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ หารือเรื่องงบประมาณประจำปี 2557 โดยวิพากษ์วิจารณ์การบริหารราชการของรัฐบาลที่ล้มเหลวและทุจริต พร้อมแสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการกู้ยืมของรัฐบาลและประชาชน โดยเฉพาะโครงการพืชผลการเกษตรที่กู้เงินไปใช้ไม่ดี และทำให้หนี้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับราคาสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนไม่ดีขึ้น และไม่รับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 โดยตั้งชื่องบประมาณว่า "งบประมาณ ผลาญเงินเด็ก"

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมต้องขอเรียนว่าผมไม่สามารถรับ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ได้ เหตุด้วยว่า รัฐบาลล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินและส่อไปในทางที่ทุจริตครับ ก่อนที่เข้าสู่ เนื้อหาผมขอเรียนท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นิดหนึ่งครับ เพราะผมจะอภิปรายเรื่องของแพง ที่ท่านพูดเรื่องยางพาราเมื่อก่อนกิโลกรัมละ ๑๗ บาท ตอนนั้นปุ๋ยกระสอบหนึ่งไม่ถึง ๓๐๐ บาท วันนี้ปุ๋ยกระสอบ ๑,๐๐๐ กว่าบาทแล้วครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ต้องเข้ามาทำงานแล้วครับ ต้องเข้ามาแก้ปัญหาครับ แล้วเดี๋ยวผมจะมาประมวลทั้งหมด ผมจะประมวลให้เห็นภาพว่าของแพงขึ้นอย่างไร ท่านประธานครับ รัฐบาลร่างนโยบายดังกล่าว ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ปี ๒๕๕๗ ดังกล่าวโดยเขียนไว้ในงบประมาณโดยสังเขปเล่มนี้ผ่านนโยบาย ๔ ข้อ

ข้อแรก จะจัดทำงบสมดุลในอนาคต แต่ปีนี้ยังขาดดุลนะครับ ปี ๒๕๕๗ ที่จะถึงก็ยังขาดดุล ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมมองเห็นครับรัฐบาลจะทำอย่างไรให้งบสมดุล ใช้วิธีการกู้นอกงบประมาณครับ อยู่ในวาระที่สอง วาระที่สาม คืองบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ขอกู้อยู่ครับ งบที่ผ่านไปแล้วเรื่องน้ำ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ขอกู้นอกงบประมาณครับ เพราะฉะนั้นอนาคตงบประมาณสมดุลได้ครับ รัฐบาลแอบเป็นอีกู้ครับ ไปกู้นอกงบประมาณ เพราะฉะนั้นรัฐบาลเลยเขียนไว้ว่ามีนโยบายจะทำงบสมดุล ผมไม่ขัดหรอกครับ แต่ผมเรียนว่า การกู้นอกงบประมาณนี้สภาตรวจสอบไม่ได้ ผมในฐานะ ส.ส. ตรวจสอบไม่ได้ครับ ตรวจสอบ ได้แค่บางส่วน รายละเอียดตรวจสอบไม่ได้เลย

นโยบายข้อที่ ๒ รัฐบาลบอกว่าจะส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้วยการเพิ่มงบให้ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ท้องถิ่นตอนนี้ไม่หวังหรอกครับว่าท่านจะเพิ่ม ให้หรือเปล่า เพราะที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพิ่งรับปากเมื่อ ๒ วันก่อนก็เพิ่ม ให้แค่ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ครับ บอกว่าจะเพิ่มให้เป็น ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ที่ท้องถิ่นรออยู่ครับ ที่ท้องถิ่นรออยู่ก็คือว่ามาถึงวันนี้งบประมาณปี ๒๕๕๖ จะครบ ๘ เดือนแล้วครับมาวันนี้ พรุ่งนี้ครบ ๘ เดือนเกิดอะไรขึ้นครับ งบอุดหนุนที่ท่านให้กับท้องถิ่นเบิกจ่ายยังไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือเวลาอีก ๔ เดือนท่านจะเบิกจ่ายให้ทันหรือเปล่า หรือรัฐบาลถังแตก ไม่มีเงินสดในกระเป๋า ไม่มีเงินโอนให้ท้องถิ่นหรือเปล่างบถึงยังไม่ไป อันนี้ท้องถิ่น ให้ผมมาเรียกร้องว่าให้รัฐบาลช่วยเร่งเบิกจ่ายให้อย่างเร่งด่วนท่านประธานครับ

นโยบายข้อที่ ๓ ของงบประมาณฉบับนี้ รัฐบาลบอกว่าจะพิจารณาทบทวน เพื่อลดเป้าหมายการดำเนินการของหน่วยงาน และจะปรับลดโครงการที่ไม่สอดคล้อง กับนโยบายของรัฐบาล แปลว่าอะไรครับ แปลว่ารัฐบาลจะเลือกปฏิบัติครับ แปลว่าตรงไหน ไม่มี ส.ส. รัฐบาลจะไม่ได้งบใช่ไหมครับ แปลว่าถ้าใครไม่มาเป็นพวกรัฐบาลไม่ว่าข้าราชการ หรือสายการเมืองรัฐบาลจะไม่ให้งบใช่ไหมครับ อันนี้รัฐบาลต้องตอบครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ยังอยู่ต้องตอบครับ อันนี้ประชาชนถามมา ท่านประธานครับ

นโยบายข้อที่ ๔ ข้อสุดท้าย รัฐบาลบอกว่าจะเน้นยุทธศาสตร์เพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายตามนโยบายเร่งด่วน ๑๖ ข้อ ผมเปิดดูหมดแล้วครับ นโยบายเร่งด่วน ๑๖ ข้อ ของรัฐบาลส่วนใหญ่เป็นเรื่องการกู้ กู้อะไรบ้างครับ กู้ทั้งรัฐบาลและประชาชน แปลกนะครับ รัฐบาลชุดนี้ขยันให้ประชาชนกู้ ให้ประชาชนกู้ไม่พอตัวเองกู้ด้วยครับ กู้แข่งกับประชาชนครับ รัฐบาลกู้อะไรครับ ยกตัวอย่างครับ โครงการพืชผลการเกษตรครับ กู้ ธ.ก.ส. ติดลบไปเกือบ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วครับ ธ.ก.ส. กำลังจะหมดสภาพคล่องแล้วครับ กู้ครั้งที่ ๒ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ผมพูดเมื่อสักครู่นี้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทกู้มาบริหารน้ำ จนบัดนี้ เพิ่งใช้ไป ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ยังเหลือเช็คเปล่าอีก ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่รัฐบาล ก็กู้ครับ เพราะกฎหมายผ่านไปแล้วครับ อันที่ ๓ กู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลตอนนี้ อยู่ในขั้นกรรมาธิการครับ กู้ไปอีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ รัฐบาลกู้ครับ กู้ไม่พอรัฐบาลเอง มาสนับสนุนให้ประชาชนกู้ด้วยครับ กู้เรื่องอะไรครับ รถคันแรกครับ กู้กองทุนต่าง ๆ ครับ บอกประชาชนกู้เลยครับ ถ้าใครเครดิตไม่ดีกู้ไม่ได้ไม่เป็นไรครับ รัฐบาลพักหนี้ให้อีกครับ ช่วยกันกู้ครับ เมื่อกู้มาก ๆ เกิดอะไรขึ้นครับ เกิดหนี้ครับ เกิดหนี้ประชาชนเดือดร้อนอย่างไรครับ ที่ท่านบอกว่าจำนำข้าวเจ๊งอย่างไรไม่เป็นไร ถึงเวลาเดี๋ยวเงินถึงมือเกษตร เกษตรกรหมุนลง มาใช้ได้อีกแล้วก็มาจ่ายภาษีรัฐบาล รัฐบาลก็มีเงินมาของบประมาณมาก ๆ อันนี้ไม่จริงครับ ไม่จริงอะไรครับ ไม่จริงเพราะว่าเมื่อวันที่ ๒๘ รองเลขาธิการสภาพัฒน์ออกมาพูดแล้วครับ ประชาชนไม่มีเงินจริงครับ เพราะว่าเริ่มมีการผิดนัดชำระหนี้ที่รัฐบาลพยายามยัดเยียดให้นี่ครับ มีการผิดนัดชำระหนี้ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก ๒๑ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๓๘.๙ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์มาเป็นนายกรัฐมนตรี หนี้เพิ่มขึ้น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญรัฐบาล บอกว่าขึ้นค่าแรง ๓๐๐ บาท ประชาชนมีรายได้เพิ่ม แต่ครับ อันนี้สภาพัฒน์แถลงเองนะครับ แต่ผู้มีรายได้น้อยที่ได้ค่าแรง ๓๐๐ บาทมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ๑๕.๙ เปอร์เซ็นต์ มากกว่ารายได้ ที่เพิ่มขึ้น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าได้ค่าแรงเพิ่มขึ้นเป็นวันละ ๓๐๐ บาทแต่มีค่าใช้จ่าย กลายเป็นวันละ ๓๕๐ บาท เพราะอะไรครับ เพราะของแพงขึ้นรายได้เพิ่มไม่ทันรายจ่าย เมื่อของแพงขึ้นกรุงเทพโพลล์ (Poll) ไปทำโพลล์สำรวจ คำตอบสั้น ๆ ครับ เมื่อสำรวจโพลล์ เสร็จแล้วปรากฏว่ามีการถามว่าเมื่อได้ค่าแรงขั้นต่ำ ๓๐๐ บาทชีวิตดีขึ้นไหม เขาตอบว่า อย่างไรครับ ชีวิตความเป็นอยู่ไม่ดีขึ้น เหตุผล ๘๕ เปอร์เซ็นต์เพราะข้าวของแพงขึ้น ข้าวของแพงขึ้น และถามว่ามีรายการอะไรบ้างครับ ผมไม่สามารถพูดทั้งหมดเวลาจำกัด ผมยกตัวอย่างแค่ ๕ รายการ น้ำแข็งก้อนเป็นถุงสมัยท่านอภิสิทธิ์ถุงละ ๘ บาท มาท่านยิ่งลักษณ์ถุงละ ๑๐ บาท ขึ้น ๒ บาทแล้วครับ น้ำอัดลม น้ำโค้ก น้ำแฟนต้า น้ำสไปร์ท น้ำเป๊ปซี่ ที่เรากินทุกวันจากขวดละ ๘ บาทขึ้นมาเป็น ๑๐ บาท ขึ้น ๒ บาท แล้วครับ ท่านไปกินข้าวกลางวันของเลยแพงขึ้นครับ นอกจากข้าวแกงแพงน้ำกินแพงอีกครับ ๓. ซอสฝาเขียวทุกคนรู้จักครับ กินทุกครัวครับ ซอสฝาเขียวจาก ๓๒ บาทขึ้นเป็น ๔๒ บาท ขึ้นไป ๑๐ บาทครับ รัฐบาลเคยมาตอบคำถามไหมครับ คุณยิ่งลักษณ์ที่เป็นผู้หญิงเป็นแม่บ้าน ท่านเคยไปจ่ายตลาดสดหรือเปล่า ที่ท่านจับไข่ขึ้นมาวันแรกตอนหาเสียงจะเป็นนายกรัฐมนตรี มาถึงวันนี้ท่านขว้างไข่ทิ้งแล้วครับไข่เลยแพงขึ้น ท่านประธานครับ ผงซักฟอกต้องใช้ทุกบ้าน จากถุงละ ๓๐ บาทครึ่งกิโลกรัม ท่านยิ่งลักษณ์มาเป็นนายกรัฐมนตรี วันนี้ขึ้นมาเป็น ๕๔ บาท ขึ้น ๒๔ บาทเกือบเท่าตัว ประชาชนไม่เดือดร้อนได้อย่างไรล่ะครับเพราะของแพงขึ้นจริงครับ อันสุดท้ายตอกย้ำที่ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการพูดเมื่อสักครู่นี้ที่ท่านบอกว่าเรื่องราคายาง ปุ๋ยสูตร ๑๕-๑๕-๑๕ ปี ๒๕๕๔ ก่อนท่านมาเป็นนายกรัฐมนตรีถุงละ ๘๐๐ บาท ผมไม่พูดถึงยี่ห้อครับ อันนี้ถูกสุดแล้วครับ ถุงละ ๘๐๐ บาทกระสอบหนึ่ง ท่านมาเป็นนายกรัฐมนตรี ๒ ปี จาก ๘๐๐ บาทเป็น ๙๒๐ บาท ขึ้นมา ๑๒๐ บาท แพงนะครับ แต่ราคายางขึ้นไหมครับ ไม่ขึ้นครับ ๑๕-๑๕-๑๕ นี่ใส่ปาล์มด้วยครับ ปาล์มราคาขึ้นไหมครับ ไม่ครับ จาก ๔ บาทกว่า เหลือ ๓ บาทกว่า เหลือ ๒ บาทกว่าครับ ผมไม่พูดถึงโครงการประกันต่าง ๆ ที่ไร้ประสิทธิภาพนะครับ ผมจะพูดถึงเรื่องของแพงอีกอย่างหนึ่ง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต้องเข้ามานั่งฟังครับ แพงมหาศาลครับ แพงน่าใจหายครับ แพงจนเด็กนักเรียนต้องร้องไห้เพราะจะไม่มีโรงเรียนเรียนครับ ท่านประธานครับ นโยบายยุบโรงเรียนอันนี้ข้อมูลจากสำนักงบประมาณครับ การแก้ปัญหา โรงเรียนขนาดเล็กของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พิจารณาจัดสรรงบประมาณ ซื้อรถโดยสารขนาด ๑๒ ที่นั่ง (ดีเซล) จำนวน ๑,๐๐๐ คัน คันละ ๑,๒๓๒,๔๐๐ บาท เป็นเงินทั้งสิ้น ๑,๒๓๒,๔๐๐,๐๐๐ บาท ตั้งงบผูกพันไว้ ๒ ปีครับท่านประธาน ปี ๒๕๕๗ ปีหน้าที่จะถึงตั้งงบไว้ ๑๘๔,๘๖๐,๐๐๐ บาท ปี ๒๕๕๘ ผูกพันงบไปอีก ๑,๐๔๗,๕๔๐,๐๐๐ บาท ผูกพันไว้ ๒ ปีครับ ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับท่านประธาน ประเด็นอยู่ที่ว่าท่านตั้งงบประมาณไว้ ซื้อรถโดยสารขนาด ๑๒ ที่นั่ง (ดีเซล) คำว่า ๑๒ ที่นั่งคืออะไรครับ ท่านเห็นในภาพไหมครับ มี ๒ ขนาดครับ อันนี้คือ ๑๖ ที่นั่งหลังหลังคาสูง อันนี้คือ ๑๒ ที่นั่งคันเล็ก นี่ครับมีภาพประกอบหมด นี่คือ ๑๖ ที่นั่ง นี่คือ ๑๒ ที่นั่ง ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ ถ้าท่านซื้อไปให้นักเรียนนั่งท่านซื้อ ๑๒ ที่นั่ง ใช่ไหมครับ ต้องมีคนขับ ๑ คนใช่ไหมครับ ต้องมีครูประกบไปด้วยอีกท่านหนึ่งใช่ไหมครับ ขนเด็กได้ทีละ ๑๐ คนใช่ไหมครับ ถามว่าทำไมท่านไม่ซื้อ ๑๖ ที่นั่งละครับ ท่านอาจจะบอกว่า ท่านตั้งงบไว้เท่านี้ ถ้าท่านตั้งงบไว้เท่านี้ถามว่าซื้อ ๑๖ ที่นั่งได้ไหม มาดูราคาครับ ท่านประธานครับ รถตู้ในท้องตลาดมี ๒ ยี่ห้อผมไม่เอ่ยถึงที่มีจำหน่ายทุกวันนี้ในประเทศไทย ราคาเท่ากัน ทั้ง ๒ ยี่ห้อ ผมมีภาพประกอบแค่นี้ครับ ประเด็นคือท่านซื้อ ๑๒ ที่นั่ง ๑๒ ที่นั่งคันละเท่าไรครับ คันละ ๙๕๖,๐๐๐ บาท ท่านตั้งงบไว้เท่าไรครับ ท่านตั้งงบไว้คันละ ๑,๒๓๒,๔๐๐ บาท แพงกว่าความเป็นจริงเท่าไรครับ ๒๗๖,๐๐๐ บาทต่อคัน ผมเลยบอกว่านี่แพงมหาศาลครับ ส่วนต่าง ๒๗๖,๐๐๐ บาทไปอยู่กระเป๋าใคร ไปอยู่ตรงไหนครับ ผมคิดว่าสภาก็มีรถตู้เยอะ ท่านซื้อรถผมคิดว่าทุกคนซื้อ ๑๖ ที่นั่งหมด แต่กระทรวงศึกษาธิการเขียนว่าต้องซื้อ ๑๒ ที่นั่ง จะโละสต็อกเขาหรือครับ แล้วทำไมต้องล็อกสเปก (Lock spec) ว่า ๑๒ ที่นั่งล่ะครับ อันนี้ ข้อมูลจากสำนักงบประมาณครับ สำคัญก็คือว่าถ้าท่านมาซื้อคัน ๑๖ ที่นั่งคันนี้คันใหญ่ เงินที่ให้ไปก็ซื้อพอครับ แถมยังมีส่วนต่างอีกคันละ ๗๔,๐๐๐ บาท เพราะท่านตั้งงบไว้ ๑,๒๓๐,๐๐๐ กว่าบาทโดยประมาณ รถ ๑๖ ที่นั่งคันละ ๑,๑๕๘,๐๐๐ บาทเองครับ ยังมีส่วนต่างอีก ๗๔,๐๐๐ บาท ถ้าท่านบอกว่าเผื่อจ่ายแวต (VAT) ท่านครับ ท่านไปขอโบรชัวร์ (Brochure) จากศูนย์รถตู้ได้เลยราคานี้รวมแวตแล้วครับ สำคัญที่สุด ถ้าท่านซื้อ ๑,๐๐๐ คัน ผมคิดว่าถูกกว่านี้ แต่ท่านประธานครับ ไม่จบเท่านี้นะครับ ผมอยากให้ท่านรัฐมนตรีช่วยครับ หรือท่านรัฐมนตรีว่าการท่านเปิดเล่มนี้ครับ เล่มขาวคาดแดง เล่มที่ ๘ (๑) ท่านเปิดดูครับ หน้า ๑๗๒ ท่านเปิดตอนนี้เลย ท่านครับ โครงการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนสู่มาตรฐานครับ ข้อ ๒ งบลงทุน ๒.๑.๑.๑ ครุภัณฑ์ยานพาหนะและขนส่ง เกิดอะไรขึ้นท่านประธานครับ (๑) นี่ของกระทรวงศึกษาธิการ รถโดยสารขนาด ๑๒ ที่นั่ง (ดีเซล) เหมือนกับที่สำนักงบประมาณ แจ้งไว้ ๑,๐๐๐ คัน งบประมาณทั้งสิ้น ท่านประธานจดตัวเลขให้ดีนะครับ เมื่อสักครู่นี้ สำนักงบประมาณบอกว่าตั้งงบไว้ให้คันละ ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท ท่านอ่านตรงนี้ (๑) งบประมาณทั้งสิ้น ในเล่มขาวคาดแดง ๒,๓๔๓,๗๒๔,๐๐๐ บาท เกิดอะไรขึ้นท่านประธานครับ สำนักงบประมาณ แจ้งผมว่าจัดงบซื้อรถยนต์คันละ ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่กระทรวงศึกษาธิการใส่ไว้ครับ ซื้อรถคันละ ๒,๓๔๐,๗๒๔ บาท มีเศษ ๔ บาทต่อคันด้วยครับ พิสดารไหมครับ เดี๋ยวนี้ รถยนต์เขามีหลักบาทด้วยหรือท่านรัฐมนตรีครับ ท่านต้องตรวจสอบครับ นี่คือเหตุผล เพราะผมบอกว่าแพงทั้งแผ่นดิน น่ากลัวนะครับ อันนี้แพงเพื่อกินน่ากลัวกว่าครับ ท่านไปไหนครับ ผมคิดว่าถ้าท่านไม่มีเล่มขาวคาดแดงท่านไม่เคยมีเอกสารในมือ มาขอจากผมได้ พวกผมฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ทำหน้าที่ตรวจสอบครับ ผมกินเงินภาษี ประชาชน ผมเลยเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีครับ แล้วฝากไปยัง คณะกรรมาธิการงบประมาณถ้าจะมีครับ แต่ถ้าวันนี้เราไม่รับหลักการฉบับนี้ว่ากันใหม่ จบครับไม่ต้องมีกรรมาธิการครับ ผมคิดว่า ถึงเวลาแล้วครับ ผมยังไม่พูดประเด็นว่าควรยุบโรงเรียนหรือไม่ เด็กเสียใจแค่ไหนโดนยุบโรงเรียน วันนี้ช้ำใจหนักเข้าไปอีกโดนยุบไม่ว่ามีคนมาหากินกับเรื่องรถของหนูอีกครับ ผมคิดว่า ท่านรัฐมนตรีเป็นคนละเอียดครับ แค่ระเบียบเรื่องคำว่า ซอยผม คำว่า ซอย คำเดียว ระหว่างเด็กหญิงเด็กชายไม่รู้จะซอยอย่างไร ท่านแก้ครับ นี่งบประมาณ ท่านก็ละเอียด รถคันหนึ่ง ๒,๓๔๓,๗๒๔ บาท เหมือนซื้อข้าวแกงต่อกัน ๔ บาท ข้าวแกงยังมี ๕ บาท กับ ๑๐ บาท ๔ บาทไม่มี แต่วันนี้กระทรวงศึกษาธิการละเอียดมาก ผมฝากท่านประธานไว้ ผมไม่สามารถรับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ได้ด้วยเหตุผลดังกล่าว ท่านประธานครับ ก่อนที่จะจบตรงนี้ผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งครับ ข้อพิรุธ ข้อที่ ๑ มีการล็อกสเปกบังคับต้องซื้อ ๑๒ ที่นั่งคันนี้ ข้อที่ ๒ ผลจากการตั้งงบประมาณ เกินจริงประชาชนไม่ได้ประโยชน์ สำนักงบประมาณแถลงครับ ข้อมูลสำนักงบประมาณ รถแพงขึ้นคันละ ๒๗๖,๐๐๐ บาท ของกระทรวงศึกษาธิการแพงขึ้นคันละ ๑,๓๘๗,๗๒๔ บาท มีเศษ ๔ บาทด้วย ท่านประธานครับ วันนี้ถ้าท่านจะยกเลิกโครงการดังกล่าวเอาเงิน ๒,๓๔๓,๐๗๒,๔๐๐ บาทคืนประชาชนครับ ถ้าท่านเอาสตางค์เหล่านี้คืน และท่านเอาสตางค์ ไปจ้างครูตามนโยบายรัฐบาลเดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ครู ๑ ปีต้องใช้สตางค์เท่าไร เดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท คูณ ๑๒ ท่านรัฐมนตรีครับ ได้ ๑๘๐,๐๐๐ บาท ๑๘๐,๐๐๐ บาทต่อคน ท่านเอา ๑๘๐,๐๐๐ บาทนี้ไปหารงบ ๑,๓๐๐ ล้านบาทนี้ครับ ได้จำนวนเท่าไรครับ ท่านจะ จ้างครูได้ ๑๓,๐๐๐ คน ท่านไม่ต้องซื้อ เอาเงินรถโรงเรียนไปจ้างครูแทน ท่านจ้างครูได้ ๑๓,๐๐๐ คน ไปอยู่ประจำโรงเรียนได้กี่โรงเรียน โรงเรียนขาดแคลนตรงไหนบ้าง ท่านทำสิครับ ไม่ใช่ท่านยุบอย่างเดียว แต่ผมก็เข้าใจครับ ไม่ทราบว่ายุบเพื่อหาผลประโยชน์หรือเปล่า อันนี้ผมให้ความเป็นธรรมครับ แต่ผมก็เชื่อมั่นว่าสิ่งที่ผมอภิปรายวันนี้เป็นข้อมูล ความจริง ทั้งหมด แล้วก็ฟ้องประชาชนเจ้าของภาษีทั้งหมดว่าวันนี้เราต้องพิจารณาว่ารัฐบาลชุดนี้ ทำงานกันอย่างไรครับ ว่า ครม. ชุดนี้มาของบประมาณกับแผ่นดิน มาของบประมาณจากสภา แต่ท่านไม่สามารถทำให้เงินภาษีประชาชนเกิดดอกเกิดผลได้อย่างแท้จริง ไม่สามารถ ใช้งบประมาณอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมได้

สุดท้ายท่านประธานครับ ผมขอไม่รับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ ฉบับนี้ และขอตั้งชื่องบประมาณฉบับนี้ว่าร่างงบประมาณ ผลาญเงินเด็ก ขอบคุณครับ