สมชาย ใจดี หารือปัญหาน้ำท่วมในเขตของตน และเสนอแผนงบประมาณสนับสนุน ในขณะที่สรรเสริญ สมะลาภา หารือเรื่องร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ โดยแสดงความไม่เห็นด้วย เนื่องจากวิธีการจัดเก็บรายได้ไม่เหมาะสม และการกู้เงินมากเกินไป นอกจากนี้ยังประเมินว่าคลาดเคลื่อนการประมาณรายได้ของรัฐบาลในงบประมาณประมาณ 12,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้รัฐบาลต้องเพิ่มภาษีเพื่อเติมเต็มช่องว่างนี้
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สรรเสริญ สมะลาภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นต้องขอเรียนท่านประธานว่าหลังจากที่ผมได้อภิปรายร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วที่จริงเดิมทีเดียวก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องอภิปรายร่าง พ.ร.บ. งบประมาณอย่างกว้างขวาง แล้วก็ มุมมองอย่างลึกสักเท่าไร เหตุผลที่ผมพูดอย่างนี้ก็เพราะว่าเมื่อรัฐบาลได้รับหลักการผ่าน ร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ๒ ,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว ผมก็คิดว่าร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฉบับนี้จะไม่มี การกู้มาก แต่แท้ที่จริงแล้วปรากฏว่าเมื่อได้ดูหลักการกู้ วิธีการกู้ของร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ ฉบับนี้ ก็ปรากฏว่ากู้ถึง ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และสำหรับผมแล้วผมคิดว่าเป็นตัวเลขที่มาก พอสมควร ถ้าเกิดเทียบในการกู้ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทกับ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทของปีที่แล้ว ดูเผิน ๆ ก็หลงดีใจนะครับ หลงว่ารัฐบาลกู้น้อยลง แต่พอมาดูวิธีการที่รัฐบาลทำให้ได้กู้น้อยลงนั้น ผมเองต้องขออภิปรายแสดงความไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพราะวิธีการที่รัฐบาลทำให้ มีตัวเลขการกู้น้อยลงเป็นวิธีการที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนทั้งสิ้น ท่านประธานครับ เมื่อเราพูดถึงในเรื่องของงบประมาณรายจ่ายโดยหลักแล้ว เราก็จะพิจารณา ๓ ด้านหลักด้วยกัน ๑. ในเรื่องของรายได้ ๒. ในเรื่องของการกู้ แล้วก็ ๓. ในเรื่องของรายจ่าย ผมจะขอพูดทั้ง ๓ ด้านนะครับ แล้วก็เริ่มจากในเรื่องของรายได้ก่อน รายได้การจัดเก็บของรัฐบาลโดยเฉพาะกรมจัดเก็บต่าง ๆ หากไปดูในเอกสารงบประมาณก็จะ ค้นพบว่าหลายต่อหลายกรมมีรายได้สูงขึ้นมาก สิ่งนี้ละครับเป็นสิ่งที่ผมจะต้องติงเอาไว้เพื่อที่ แสดงความไม่เห็นด้วยในวิธีการจัดเก็บรายได้ แต่ก่อนอื่นที่ผมจะติงในเรื่องของกรมจัดเก็บ เราต้องมาพูดถึงรายได้หลักของรัฐบาลที่อิงตามการขยายตัวของเศรษฐกิจก่อน ตามเอกสาร งบประมาณก็บอกไว้ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว ๔.๕-๕.๕ เปอร์เซ็นต์ ผมเข้าใจว่านั่นเป็นการขยายตัว ที่ประเมินไว้เมื่อประมาณสัก ๒-๓ เดือนที่แล้ว แต่ว่าล่าสุดอย่างที่พวกเราทุกคนทราบกันครับ สภาพัฒน์เองก็ได้ประเมินรายได้ออกมา การขยายตัวเศรษฐกิจเหลือ ๔.๒-๕.๒ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายถึงว่าการขยายตัวเศรษฐกิจในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณนี้หายไป ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์นี้แปรออกมาเป็นรายได้เป็นเท่าไรครับ การประเมินของผู้ที่มาชี้แจง ของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเขาบอกว่าทุก ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ที่หายไปรายได้ของรัฐบาล จะหายไป ๒,๑๐๐ ล้านบาท ทอนออกมาเป็นตัวเลขของ ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ก็คือรายได้รัฐบาล จะหายไป ๖,๓๐๐ ล้านบาท นั่นเป็นประการแรกครับ
ประการที่ ๒ ในเรื่องรายได้ของกรมศุลกากรประมาณการในเอกสาร งบประมาณบอกว่าขยายตัวถึง ๑๓.๗ เปอร์เซ็นต์นั่นสูงทีเดียว แล้วก็ได้สอบถามเจ้าหน้าที่ มาชี้แจงบอกว่าอันนั้นเป็นประมาณการเก่าเช่นเดียวกัน เป็นประมาณการก่อนที่จะคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัว แท้ที่จริงแล้วเขาบอกว่าประมาณการ ณ เวลานี้เหลือเพียงแค่ ขยายตัว ๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น นั่นก็อีกเรื่องหนึ่งครับ ทอนออกมาเป็นรายได้ของกรมศุลกากร ที่หายไปก็คือ ๕,๘๐๐ ล้านบาท ทั้ง ๒ ตัวนี้เป็นรายได้ที่รัฐบาลประมาณการคลาดเคลื่อน จากความเป็นจริง ทั้งหมดรวมกันได้ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ที่ผมอภิปรายอย่างนี้ผมไม่ได้แสดง ความกังวลหรอกนะครับว่ารัฐบาลจะหาเงินมาไม่ได้เพื่อมาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ หากเราไปดู ในสถิติในการจัดเก็บเงินภาษีมีน้อยปีที่รายได้จะไม่ตรงตามเป้า ที่ผมไม่แสดงความกังวล เพราะว่ารัฐบาลจัดร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฉบับนี้ออกมาแล้ว จัดรายจ่ายออกมาแล้วเท่านี้ เมื่อรายได้ขาดไปรัฐบาลก็ต้องพยายามหารายได้เพื่อมาเติมเต็มช่องว่างตรงนี้ และสิ่งที่ผม หมายถึงก็คือการเพิ่มภาษี การประเมินภาษีใหม่ ที่ผมกล่าวถึงและมีความกังวล และเป็นที่ แน่นอนที่สุดเมื่อรายได้พลาดเป้า มันจะต้องมีมหกรรมในการรีดภาษีจากธุรกิจห้างร้าน ขนาดเล็กและร้านค้า วิธีการทำก็ทราบกันดีอยู่ครับ ประเมินภาษีใหม่ ประเมินรายได้ใหม่ เพื่อให้ จัดเก็บภาษีได้มากขึ้น และนั่นพี่น้องประชาชนที่ประกอบธุรกิจร้านค้าขนาดเล็กต้องเดือดร้อน เป็นจำนวนเงินทั้งหมด ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท นั่นเป็นประการแรกของข้อเดือดร้อนที่ผมจะต้อง นำเสนอต่อท่านประธานแล้วก็นำเสนอต่อพี่น้องประชาชน ยังมีในเรื่องของกรมจัดเก็บอีก ๑ กรมที่ผมคิดว่าหากทำตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้แล้วพี่น้องประชาชนจะต้องเดือดร้อน เช่นเดียวกันนั่นก็คือกรมสรรพสามิต ที่จริงประเด็นนี้ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรท่านก็ได้อภิปรายไปเมื่อวานนี้แล้ว ผมก็เพียงแต่จะขอเน้นย้ำในเรื่องของการเพิ่มภาษีสรรพสามิตของน้ำมันดีเซล และทำให้ กรมสรรพสามิตมีรายได้มากขึ้นถึง ๑๒.๕ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มจาก ๐.๐๕ บาทต่อลิตรมาเป็น ๑.๕ บาทต่อลิตร อัตราการใช้น้ำมันดีเซลของพี่น้องประชาชนชาวไทยประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านลิตรต่อปี ออกมาเป็นเงินประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีครับ เรื่องนี้ ผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังท่านได้ชี้แจงมาเมื่อวานนี้ครับ จริงอยู่ อย่างที่ท่านชี้แจงก็คือว่าราคาน้ำมันดีเซลมันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายเรื่อง มันมีทั้งในเรื่องของ ภาษีสรรพสามิต มันมีทั้งในเรื่องของการจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ท่านพูดในทำนอง ที่ว่าจัดเก็บภาษีสรรพสามิตมากขึ้นท่านก็จะเอาเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงน้อยลง ราคาน้ำมันดีเซลไม่เปลี่ยน เรื่องนั้นพวกเราจะคอยจับตาดูครับ แต่ว่าข่าวล่าสุดที่ออกมา เมื่อวานนี้ได้เปลี่ยนแปลงการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และเป็นข่าวที่สวนทาง กับที่ท่านพูด เมื่อวานนี้ครับมีการเปลี่ยนแปลงการจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปแล้ว สำหรับน้ำมันดีเซลจาก ๓ บาท เป็น ๓.๔๐ บาท แล้วสิ่งนั้นผมก็ยังวิงวอนนะครับให้รัฐบาล ดูแลราคาน้ำมันดีเซลเท่าเดิมหลังจากที่ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ออกประกาศใช้แล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพูดไปก็คือในเรื่องของการขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี โดยเฉพาะภาคครัวเรือน ถูกต้องครับ มันจะเกี่ยวกับในเรื่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย มันจะเกี่ยวกับภาษีที่รัฐบาลจัดเก็บด้วย แต่ว่าในที่สุดแล้วมันก็คือกระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวา ที่รัฐบาลจะควักเงินจากตรงจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งหากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบรัฐบาลก็ตั้ง งบประมาณไปชดเชยก็เป็นอย่างนี้เสมอมา ในเรื่องของก๊าซแอลพีจีเพิ่มขึ้นจาก ๑๘ บาท เป็น ๒๕ บาทต่อกิโลกรัม มีข่าวว่าจะไปถึง ๓๐ บาทต่อกิโลกรัม ๑ ปีนี้ภาคครัวเรือนใช้กัน ประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ ตัน ทอนออกมาเป็นเงินก็คืออีก ๓๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี นี่ละครับ เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนจะต้องรับภาระจากร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฉบับนี้ และแน่นอนที่สุด ไม่เพียงแต่ราคาพลังงานเพิ่มขึ้น พลังงานเหล่านี้ยังเป็นปัจจัยในการขนส่ง ในการผลิตสินค้า และบริการ ซึ่งแน่นอนกระทบไปสู่ราคาสินค้าครับ มาถึงตอนนี้ครับ เมื่อร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ออก ผมต้องขอทวงสัญญาที่รัฐบาลให้ไว้กับประชาชนตอนหาเสียง ไหนล่ะครับจะยกเลิกกองทุนน้ำมัน ไหนล่ะครับจะกระชากราคาสินค้าร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฉบับนี้ออกไป ผมพูดได้เลยครับว่า รัฐบาลโกหกประชาชน เพราะที่ออกมาทั้งหมดนี่ครับขัดแย้งกับนโยบายหาเสียง ป้ายหาเสียง ที่วางอยู่ทั่วประเทศว่าจะทำทั้งในเรื่องของยกเลิกกองทุนน้ำมัน จะทำในเรื่องของกระชาก ราคาสินค้า แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ครับ ในฝั่งรายได้ เมื่อรวมเข้าด้วยกันทั้งหมดทั้งในเรื่องของ การรีดภาษีที่จะต้องเพิ่มขึ้น ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ในเรื่องของราคาพลังงานที่พี่น้องประชาชน จะต้องรับภาระมากขึ้นอีก ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เป็นภาระต่อพี่น้องประชาชนที่จะต้องรับ ถึง ๗๒,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ผมขอเรียนว่าถ้าอยากจะให้ท่านประธานเห็นภาพนะครับ ผู้เสียภาษีทั้งหมดมีบัญชีอยู่ที่กรมสรรพากร ๑๑ ล้านคน หารออกมาต่อคนรับภาระไปคนละ ๖,๕๐๐ บาทต่อปี แต่ตัวเลขที่ผมจะเรียนท่านประธาน ต่อไปนี้ท่านประธานอาจจะตกใจนะครับ ใน ๑๑ ล้านคนนั้นมีเพียง ๒.๓ ล้านคนที่เสียภาษี จริงครับ ให้ประธานเห็นภาพที่หนักไปกว่านั้น ถ้าหารจำนวนคนที่เสียภาษีจริง ๆ ๒.๓ ล้านคน รับภาระกันไปคนละ ๓๑,๐๐๐ บาท สำหรับ พ.ร.บ. งบประมาณปี ๒๕๕๗ นี้ ๓๑,๐๐๐ บาท เป็นตัวเลขที่ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนที่เสียภาษีฟังตัวเลขนี้ก็คงกังวลใจที่จะจ่ายให้รัฐบาล นำเงินไปใช้ในภาครายจ่ายซึ่งผมจะพูดต่อไป เมื่อมาดูในด้านรายได้แล้วเรามาดูในเรื่อง การกู้เงินของรัฐบาลดูบ้าง ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้กู้เงิน ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีที่แล้วกู้เงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดูเผิน ๆ จะน้อยลงครับ แต่สิ่งที่ผมอยากจะขอเรียนท่านประธาน ก็คือว่าการน้อยลงในการจัดทำร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฉบับนี้เป็นการน้อยลงที่ตบตา ประชาชน หลักงบประมาณมีง่าย ๆ ครับ เมื่อรายจ่ายมากกว่ารายได้ก็ต้องกู้ครับ วิธีการ ลดการกู้ก็คือลดรายจ่าย หรือว่าเพิ่มรายได้ อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะเลือกแบบไหน รัฐบาลไปเลือก วิธีการเพิ่มรายได้แบบที่ประชาชนเดือดร้อน อย่างที่ผมพูดไปเมื่อสักครู่ ท่านประธานลองตัด ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เป็นรายได้จากการจัดเก็บค่าพลังงานที่เพิ่มขึ้นออกจากรายได้รัฐบาล สิครับ ดูสิว่ารัฐบาลจะขาดดุลเท่าไร ออกมาเป็นขาดดุล ๓๑๐,๐๐๐ ล้านบาท มากกว่า ปีที่แล้ว ผมถึงเรียนว่าเป็นการจัดงบประมาณขาดดุลแบบตบตาประชาชน ดูเหมือนว่า น้อยกว่าปีที่แล้ว จริง ๆ แล้วตัดรายได้ที่เพิ่มขึ้นเป็นการขาดดุลที่มากกว่าครับ นี่ละครับ เป็นคำถามที่พวกเราทุกคนอยากจะตั้ง ก็คือเมื่อรัฐบาลออกร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วทำไมจะต้องกู้ในงบประมาณมากขนาดนี้ กู้นอกงบประมาณก็มากแล้วยังจะกู้ ในงบประมาณให้มากอีก มากกว่าเดิมด้วยครับท่านจะอธิบายอย่างไร เป็น ๑ เรื่องนะครับ ในเรื่องของการกู้เงิน อีกเรื่องหนึ่งที่ผมจะเน้นย้ำแล้วผมคิดว่าเป็นนิสัยของรัฐบาลชุดนี้ เสียแล้วก็คือในเรื่องของพฤติกรรมการชำระหนี้ ท่านไปดูในเอกสารงบประมาณสิครับว่า เป็นอย่างที่ผมพูดจริงหรือไม่ รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ งบประมาณปี ๒๕๕๓ ชำระต้นเงินกู้ ๖๙,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ งบประมาณปี ๒๕๕๔ ชำระต้นเงินกู้ ๕๔,๐๐๐ ล้านบาท พอมาถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ งบประมาณปี ๒๕๕๕ ทั้ง ๆ ที่ตั้งงบประมาณการชำระต้นเงินกู้ไว้ ๔๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่าชำระจริงเท่าไรทราบไหมครับ ตั้งงบประมาณชำระต้นเงินกู้ไว้ ๔๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ชำระจริง ๑๘,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ประทานโทษนะครับ ตั้งงบประมาณชำระต้นเงินกู้ไว้ ๔๗,๐๐๐ ล้านบาท ชำระต้นเงินกู้จริง ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท เท่านั้น ในปีงบประมาณ ๒๕๕๖ ก็เช่นเดียวกัน ตั้งงบประมาณชำระต้นเงินกู้ไว้ ๔๙,๐๐๐ ล้านบาท ชำระจริงตอนนี้จะถึงสิ้นปีงบประมาณอยู่แล้ว ชำระจริง ณ วันที่ ๓๐ เมษายน เพียง ๑๕,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ผมสอบถามทางสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ว่าทำไมตั้งงบประมาณมาแล้วชำระเพียงนิดเดียว เขาให้คำตอบว่ามีการขอความร่วมมือ มาให้หมุนหนี้ครับ ก็คือว่าตั้งงบประมาณไว้แล้วไม่ชำระ เอาเงินไปใช้อย่างอื่นพูดง่าย ๆ และวิธีการหมุนหนี้ก็คือกู้อันใหม่ไปใช้หนี้เก่า กระผมคิดว่า ทำอย่างนี้ซ้อนกันมา ๒ ปีเป็นสัญญาณแล้วครับว่ารัฐบาลกำลังจะถังแตก เพราะรัฐบาล เบี้ยวหนี้ครับ พฤติกรรมนี้เป็นพฤติกรรมเช่นเดียวกันกับที่ผมได้อภิปรายตอนร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือว่ารัฐบาลนี้ไม่ชำระต้นเงินกู้หรอกครับ จะเอาแต่กู้อย่างเดียว แล้วพอมาถึงในเรื่องของการจ่ายคืนก็ผลักภาระไปให้รัฐบาลชุดถัดไป แล้วก็ผลักภาระ ไปให้ลูกหลาน ปีแรกก็เป็นอย่างนี้ครับ ปีที่ ๒ ก็เป็นอย่างนี้แล้วปีที่ ๓ ผมมั่นใจว่าก็จะเป็น อย่างนี้อีกถ้าไม่มีการปรับเปลี่ยน แล้วคำแถลงคำมั่นสัญญาในเรื่องของงบประมาณสมดุล ในปี ๒๕๖๐ หรือการที่จะไม่กู้แล้วในปี ๒๕๖๐ มันจะมีประโยชน์อะไรครับ ปี ๒๕๖๐ ท่านอาจจะไม่กู้จริงครับ แต่ว่าท่านก็ไม่ชำระต้นเงินกู้ด้วย อย่างนี้หนี้สาธารณะก็โผล่ขึ้นไป แน่นอนแล้วผมฟันธงเลยถ้าทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ มันต้องเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี อย่างที่รัฐบาลแถลงไว้ เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผมกังวล แล้วก็ดูจากพฤติกรรมการบริหารงบประมาณ ของรัฐบาล การชำระต้นเงินกู้แล้วก็เป็นอย่างนี้ตลอดมาครับ ผลที่ได้รับคืออะไรครับ การที่หนี้สาธารณะเกินเพดานที่รัฐบาลประกาศไว้ การที่รัฐบาลไม่ชำระต้นเงินกู้ ผลที่ได้รับก็คือ พี่น้องประชาชนจะต้องควักเงินจ่ายดอกเบี้ย ลองไปดูว่าจริงอย่างที่ผมพูดไหมครับ ทุกปี ตั้งงบประมาณจ่ายดอกเบี้ยเอาไว้ พี่น้องประชาชนอาจจะฟังแล้วตกใจนะครับ แต่เป็น ข้อเท็จจริง ปีละ ๑๓๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นเป็นงบประมาณทุกปีเฉพาะชำระดอกเบี้ย อย่างเดียวนะครับ บวกกับดอกเบี้ยของร่าง พ.ร.บ. เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่มีไว้ระดับ สูงสุดนั่นอีกปีละประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกรวมกัน ๒๓๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีครับ ผมขออนุญาตวาดภาพให้ท่านประธานเห็นเช่นเดียวกันว่าถ้านำจำนวน ๒๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ต่อปีมาหารต่อประชาชนที่มีบัญชีเสียภาษีอยู่ที่กรมสรรพากรเฉลี่ยออกมาคนละ ๒๑,๐๐๐ บาท ต่อคนครับ และถ้าคิดเฉพาะจำนวนคนที่เสียภาษี ๒.๓ ล้านคน ออกมาคนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อปีครับ นี่ละครับเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าผมไม่สามารถที่จะรับหลักการในเรื่องของงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ นี้ เพราะว่าสิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำตามงบประมาณฉบับนี้สร้างความเดือดร้อน ให้กับพี่น้องประชาชนทั้งในเรื่องของการที่จะต้องมีการรีดภาษี ในเรื่องของการที่จะต้องจ่าย ค่าพลังงานเพิ่มขึ้น ในเรื่องของแพง และท้ายที่สุดจะต้องควักเงินในกระเป๋ามาจ่ายเฉพาะ ในเรื่องของดอกเบี้ยที่รัฐบาลก่อ ผมขอเรียนท่านประธานว่าไม่สามารถรับหลักการได้ครับ ขอบคุณครับ